‘เควิน แพลงค์’ จากคนไม่เอาถ่านสู่สุดยอดซีอีโอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648241

วันที่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 16:00 น.'เควิน แพลงค์' จากคนไม่เอาถ่านสู่สุดยอดซีอีโอเปิดประวัติเควิน แพลงค์ เจ้าของ Under Armour จากเด็กเกเรสู่เส้นทางนักธุรกิจเบอร์ต้นๆ ของโลก

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมาอยู่ดีๆ หุ้นของ Under Armour บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาก็พุ่งขึ้นถึง 24.20 เหรียญสหรัฐซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดในรอบหลายเดือนหลังจากปีที่แล้วเคยร่วงลงอย่างหนักอยู่ที่เพียง 7.71 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นของบริษัทเติบโตขึ้นกว่า 36% จากปีที่แล้ว

โดยทอม นิคิก นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นเพราะบริษัทใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมรวมถึงผลิตภัณฑ์ล่าสุดก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มีชื่อเสียงมากขึ้น รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทริก ฟริสก์ ซีอีโอคนใหม่ที่เพิ่งมาทำหน้าที่นี้เมื่อปี 2020

ผู้ที่สร้างให้ Under Armour มาถึงจุดนี้ได้คือชายหนุ่มชาวอเมริกันคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เควิน แพลงค์ เขาผู้นี้เคยได้ชื่อว่าเป็นคนที่ไม่เอาถ่าน แต่การให้โอกาสและการปรับปรุงตัวเองทำให้กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจและสุดยอดซีอีโอได้อย่างสง่างาม

วัยเด็กของแพลงค์เป็นช่วงเวลาที่ลำบากมาก เพราะพ่อแม่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆ ถึง 5 คน แต่ด้วยการสูญเสียคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไป ทำให้แพลงค์ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของบ้านต้องกัดฟันเก็บเงินเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย ทันทีที่เข้าสู่รั้วสถานศึกษา ด้วยความคึกคะนองของเด็กผู้ชายก็ก่อเรื่องจนทำให้แทบจะหมดอนาคต ด้วยความที่เขาเป็นคนเรียนหนังสือไม่เอาไหน อีกทั้งยังสร้างวีรกรรมเด็ดด้วยการก่อคดีเมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยื่นซองขาวเชิญให้พ้นจากการเป็นนักศึกษา

เคราะห์ดีที่ความสามารถทางกีฬาของแพลงค์เตะตากรรมการ เขามีความความสามารถในการเล่นฟุตบอลได้ยอดเยี่ยม ทำให้โค้ชของทางมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ดึงตัวมาพร้อมกับมอบทุนนักกีฬาของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นโอกาสให้เดินบนเส้นทางชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

ในช่วงมหาวิทยาลัยแพลงค์หาหนทางทุกอย่างเพื่อที่จะหาเงินเลี้ยงตัวเอง เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กส่งดอกไม้ตามมหาวิทยาลัย และในช่วงวันวาเลนไทน์ซึ่งเป็นวันแห่งความรักต้องทำงานหนักเป็น 2 เท่า เพราะยอดสั่งดอกไม้มีเข้ามาตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงค่ำของอีกวัน และวันนี้เองก็เป็นวันพิเศษที่ทำให้เขาได้พบรักกับแฟนสาว เดซิรีย์ แจ็กเคอลีน หญิงสาวผู้ที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตของเขาจนทุกวันนี้

เมื่อไรที่เว้นช่วงจากการส่งดอกไม้ ก็ต้องเข้าฝึกซ้อมฟุตบอลทุกเย็น และการฝึกซ้อมในแต่ละวันหนักหนาสาหัสมากทั้งยังรีดเหงื่อนักกีฬาแต่ละคนจนเปียกโชกไปทั้งตัว แพลงค์เองก็รู้สึกไม่สบายตัวทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเวลาซ้อมหรือว่าลงแข่งขัน และไม่ใช่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้เพราะนักกีฬาทุกคนก็รู้สึกแบบนี้

จากจุดนี้เอง แพลงค์จึงปิ๊งไอเดียในการออกแบบเสื้อกีฬาคุณสมบัติพิเศษที่ความบางของผ้าเบาบางกว่าเดิม ทำให้มีการดูดซับเหงื่อและแห้งเร็วกว่าเดิม หลังจากที่ได้ทดลองนำเนื้อผ้าที่ซื้อมาตัดเป็นเสื้อผ้านักกีฬา แพลงค์นำเสื้อและกางเกงเหล่านี้ไปให้นักกีฬาของทางมหาวิทยาลัยทดลองใช้ ผลปรากฏว่าทุกคนพึงพอใจกับชุดกีฬาตัวนี้มาก และหลังจากนั้นก็มียอดสั่งซื้อเข้ามาจนนับไม่ถ้วน

อันเดอร์ อาร์เมอร์ร่วมกับเวอร์จิน กาแล็กติก เปิดตัวชุดท่องอวกาศและรองเท้าสำหรับนักบินอวกาศเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 ภาพโดย Don Emmert / AFP

หลังจากจบมหาวิทยาลัยแพลงค์เริ่มต้นเข้าสู่การก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Under Armour ช่วงแรกของการค้าขายต้องเช่าห้องแถวเพื่อเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้า เขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อตระเวนส่งชุดกีฬาไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ดอกผลของความพยายามก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เพราะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในมลรัฐต่างๆ เริ่มสั่งเสื้อมากขึ้นจนสามารถขยับขยายเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ากีฬาประเภทต่างๆ หรือชุดกีฬาของผู้หญิงซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ยอดขายจากวันวานในปี 1996 บริษัท Under Armour ทำยอดขายได้เพียง 1.7 หมื่นเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ ณ เวลาปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินรวมของแพลงค์อยู่ที่ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แย่งส่วนแบ่งการตลาดของสินค้ากีฬาชื่อดังไปได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2012 ให้เป็นสุดยอดซีอีโอสัญชาติอเมริกันที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

โดยนิตยสารแวดวงธุรกิจ ฟอร์บส์ ให้เหตุผลว่า เควิน แพลงค์ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ อีกทั้งยังเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไต่เต้ามาจากร้านค้าเล็กๆ และสร้างผลิตภัณฑ์ด้วยการลองผิดลองถูกด้วยมือตนเองทั้งสิ้น ไม่ได้อาศัยบารมีความรวยจากพ่อแม่แต่อย่างใด

ภาพโดย Under Armour/Wikipedia

ทรัมป์ทรัพย์สินลดลง 700 ล้านเหรียญหลังเป็น ปธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648223

วันที่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.ทรัมป์ทรัพย์สินลดลง 700 ล้านเหรียญหลังเป็น ปธน.ทรัพย์สินของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงราว 700 ล้านเหรียญสหรัฐหลังพ้นตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ข้อมูลจากการจัดอันดับมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) พบว่า ทรัพย์สินของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงราว 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 21,525 ล้านบาท เหลือ 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 70,725 ล้านบาท หลังก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

บลูมเบิร์กวิเคราะห์เอกสารทางการเงินและเอกสารอื่นๆ ตั้งแต่เดือน พ.ค.2016-ม.ค.2021 เพื่อคำนวณความมั่งคั่งก่อนและหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ พบว่า Covid-19 ส่งผลกระทบกับทรัพย์สินของทรัมป์อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรมและรีสอร์ทในเครือ ต่างก็สูญเสียรายได้และมีมูลค่าลดลง

บลูมเบิร์กระบุว่า อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของทรัพย์สินทั้งหมด และมีมูลค่าลดลงราว 26% โดยอาคารสำนักงานที่ทรัมป์เป็นเจ้าของหรือเป็นเจ้าของร่วมมีมูลค่าลดลงเนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่หันมาทำงานจากที่บ้าน และอาจจะเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของ เข้าไปบริหารจัดการ หรืออนุญาตให้ใช้ชื่อของตัวเองในโรงแรมและรีสอร์ตอีกหลายแห่ง รวมถึงสนามกอล์ฟอีก 19 แห่ง

แม้ว่าการออกรอบตีกลอ์ฟจะเป็นกิจกรรมยอดฮิตในช่วงที่ Covid-19 ระบาด แต่สนามกอล์ฟ 2 แห่งของทรัมป์ในสกอตแลนด์ประสบภาวะขาดรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเผชิญผลกระทบหลังจากสาวกของทรัมป์บุกอาคารรัฐสภาเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยสมาคมนักกอล์ฟมืออาชีพ (PGA) ของสหรัฐยุติข้อตกลงที่จะจัดการแข่งขันกอล์ฟปี 2022 ที่สนามกอล์ฟในนิวเจอร์ซีย์ของทรัมป์ เนื่องจากกังวลว่าแบรนด์ PGA จะเสียภาพลักษณ์

เช่นเดียวกับเครื่องบินของทรัมป์ที่รวมถึงโบอิง 757 ที่มีมูลค่าลดลงต่อเนื่อง เมื่อปี 2015 เครื่องบิน 7 ลำของทรัมป์มีมูลค่าราว 59 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในปี 2020 เครื่องบิน 5 ลำมีมูลค่า 6.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ในฐานะอดีตประธานาธิบดี ทรัมป์สามารถเซ็นสัญญากับสื่อทำสารคดีหรือหนังสือ อาทิ บันทึกความทรงจำหลังการรับตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อชดเชยความมั่งคั่งที่หายไป เช่นที่อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา และมิเชล อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเซ็นสัญญามูลค่า 65 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับบันทึกความทรงจำ ส่วนอดีตประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน ได้รับ 15 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับหนังสือเมื่อปี 2004

Photo by MANDEL NGAN / AFP

บริษัทญี่ปุ่นไฟเขียวให้พนักงานลางานไปพักใจเพราะไอดอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648218

วันที่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 13:00 น.บริษัทญี่ปุ่นไฟเขียวให้พนักงานลางานไปพักใจเพราะไอดอลบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตพนักงานลาพักใจเพราะอกหักจากศิลปินที่ตนชื่นชอบหรือแม้กระทั่งลาไปกรี๊ดไอดอลก็ได้

เว็บไซต์ข่าว Soranews24 รายงานว่าบริษัทฮิโรโระ (Hiroro) บริษัทผู้ผลิตมิวสิกวิดีโอและโฆษณาทออกนโยบายใหม่ที่เรียกว่า “Oshi Vacation System” สำหรับพนักงานที่ต้องการลาพักใจเพราะอกหักจากศิลปินที่ตนชื่นชอบหรือแม้กระทั่งลาไปกรี๊ดไอดอลก็ได้

โดยชิเซ็น ซึรูมิ (Shizen Tsurumi) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทมองว่าสภาพจิตใจและอารมณ์ของพนักงานมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพร่างกายของพวกเขา

ซึ่งแนวคิดนี้ได้มาจากการที่เขาเห็นพนักงานในบริษัทคนหนึ่งทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะนักร้องที่ตนชื่นชอบประกาศแต่งงาน และเมื่อเร็วๆ นี้ก็สังเกตเห็นพนักงานอีกคนหนึ่งมีอาการแบบเดียวกันเมื่อไอดอลคนโปรดกำลังจะอำลาวงการ

ซึรูมิจึงตัดสินใจกำหนดนโยบาย Oshi Vacation System อย่างเป็นทางการ โดยโอชิ (Oshi) เป็นคำที่แฟนๆ ใช้เรียกศิลปินที่ตนชื่นชอบ

นโยบายดังกล่าวอนุญาตให้พนักงานลาหยุดได้ถึง 10 วันหากโอชิของพวกเขาประกาศอำลาวงการหรือแต่งงาน และสำหรับศิลปินคนอื่นที่พวกเขาชื่นชอบรองลงมาทางบริษัทอนุญาตให้หยุดได้สูงสุด 3 วัน

นโยบายนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับพักใจเท่านั้นแต่พนักงานยังสามารถลาไปเข้าร่วมคอนเสิร์ตหรืองานแฟนมีตติ้งของศิลปินที่ชื่นชอบได้เช่นกัน

บริษัทฮิโรโระเชื่อว่า “ไม่มีอะไรสามารถกระตุ้นให้พวกเขาทำงานหนักไปมากกว่าสิ่งที่พวกเขาชอบ และนโยบายนี้ก็มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข”

APphoto/Azusa Uchikura

คนเอเชียไม่พอใจ ตำรวจสรุปกราดยิงสปาไม่ได้เหยียดเอเชียแต่บ้าเซ็กซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648208

วันที่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 11:30 น.คนเอเชียไม่พอใจ ตำรวจสรุปกราดยิงสปาไม่ได้เหยียดเอเชียแต่บ้าเซ็กซ์ชาวเอเชียยังติดใจมือปืนกราดยิงสปาสหรัฐอ้างไม่ได้เหยียดเอเชียแต่มีพฤติกรรมเสพติดเซ็กซ์

จากกรณีมือปืนกราดยิงที่สปา 3 แห่งในแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายโดย 6 รายเป็นหญิงเชื้อสายเอเชียทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าแรงจูงในในการก่อเหตุอาจมาจากพฤติกรรมการเหยียดเอเชียที่กำลังทวีความรุนแรงในสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ล่าสุดไคชา แลนซ์ บอตทอมส์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตาและเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงว่าผู้ก่อเหตุคือโรเบิร์ต แอรอน ลอง อายุ 21 ปี อ้างว่ามีอาการเสพติดเซ็กซ์ (sex addiction) และสปาเป็นสิ่งยั่วยุที่ตนต้องกำจัดพร้อมปฏิเสธว่าการก่อเหตุครั้งนี้ไม่ได้มีแรงจูงใจเกี่ยวกับเชื้อชาติแต่อย่างใด แม้จะมีการยืนยันว่าสปาทั้ง 3 แห่งไม่ได้ให้บริการทางเพศ

เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตชาวเอเชีย 4 ใน 6 รายเป็นชาวเกาหลีใต้ขณะที่อีก 2 รายยังไม่ได้รับการยืนยัน

อย่างไรก็ตามการแถลงครั้งนี้ส่งผลให้ชาวเอเชียหลายคนไม่พอใจโดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ Asians Never Die ได้แชร์คำแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่ามกลางผู้เแสดงความคิดเห็นจำนวนมากมองว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FAsiansNeverDie%2Fposts%2F2000088360181729&width=500&show_text=true&height=648&appId

ทิม จันทรางศุ ศิลปินเชื้อสายไทยในสหรัฐได้แสดงความเห็นต่อกรณีนี้เช่นกันโดยระบุว่าผู้ก่อเหตุเดินทางไปยังสปาที่มีชาวเอเชียหลายแห่งพร้อมอาวุธย่อมรู้ดีว่าเหยื่อจะต้องเป็นหญิงชาวเอเชีย นี่คืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง

They’re trying to blame his “sexual addiction?” Here’s the thing, if you bust in multiple Asian spas firing your weapon, you KNOW the victims are gonna be Asian women. FOH! This is a hate crime. https://t.co/ysW54CymLc— Tim Chantarangsu (@TimothyDeLaG) March 17, 2021

Photo by Elijah Nouvelage / AFP

เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมัน อเมริกันจึงไม่มา? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648159

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 21:51 น.เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมัน อเมริกันจึงไม่มา?เมื่อสหรัฐเปลี่ยนนโยบายใหม่ การแทรกแซงเมียนมาจึงไม่เกิดขึ้น – การเยือนเอเชียครั้งแรกของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐยังพุ่งประเด็นไปที่จีนซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน แทบจะไม่แตะปัญหาการเมืองในเมียนมา

เป็นเรื่องโจ๊กที่บอกกันในหมู่คนเมียนมาว่าที่สหรัฐไม่ยกทัพมาช่วยชาวเมียนมาสักที ก็เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมัน

เป็นความจริงที่มีชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งไปชูป้ายเรียกร้องให้กองทัพสหรัฐเข้ามาช่วยพวกเขารบกับกองทัพที่ทำการยึดอำนาจและเข่นฆ่าประชาชนที่ต่อต้าน คงเป็นความรู้สึกสิ้นหวังกับการไม่รู้จะไปพึ่งใคร พวกเขาจึงเรียกร้องให้ต่างชาติส่งกำลังฒากแทรกแซง

แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมัน แต่เพราะเมียนมา “ไม่สำคัญมากนัก” ในสายตารัฐบาลสหรัฐ

ในช่วงสัปดาห์นี้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แอนโทนี บลิงเคน และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ลอยด์ ออสติน ประเดิมภาระกิจเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ด้วยทริปเยือนพันธมิตรในเอเชียที่อยู่ติดกับจีนนั่นคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

หัวข้อหารือใหญ่ระหว่างหารือกับโทชิมิสึ โมเทงิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น และโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น หนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับจีน ที่สหรัฐระบุว่าเป็นบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 และยังเป็นความท้าทายทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยีกับทั้งสหรัฐและญี่ปุ่น

แถลงการณ์ร่วมหลังการหารือระบุว่า ความกังวลหลักของสหรัฐและญี่ปุ่นคือ กฎหมายยามฝั่งของจีนที่เพิ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากให้อำนาจเรือตรวจการณ์ชายฝั่งจีนยิงเรืออื่นที่บุกรุกพื้นที่ของจีนในทะเลจีนตะวันออก

เหตุที่ญี่ปุ่นห่วงเรื่องนี้มากเพราะจีนกับญี่ปุ่นมีกรณีพิพาทเหนือเกาะเซนกากุ หรือเกาะเตี้ยวหยูในภาษาจีน ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของญี่ปุ่น แต่จีนอ้างสิทธิ์และมักจะส่งเรือไปป้วนเปี้ยนในบริเวณเกาะนี้

สหรัฐและญี่ปุ่นยังย้ำชัดเจนในแถลงการณ์ร่วมว่า เกาะเซนกากุอยู่ภายในขอบเขตของสนธิสัญญาทวิภาคีด้านความมั่นคงข้อ 5 นั่นหมายความว่า สหรัฐจะเข้ามาปกป้องญี่ปุ่นในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งยังคัดค้านการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่และการกระทำการใดๆ ในทะเลจีนใต้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของจีน

นับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่แถลงการณ์ร่วมของทั้งสองประเทศหมายหัวจีน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นได้ยกระดับการเฝ้าระวังภัยคุกคามจากจีนทั้งในแง่การทหารและเศรษฐกิจแล้ว

บลิงเคนยังกล่าวหาว่าจีนใช้กำลังบีบบังคับและรุกราน ฮ่องกง ไต้หวัน และเขตปกครองตนเองซินเจียง รวมทั้งกระตุ้นเตือนให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามพันธสัญญามติที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และยืนยันว่าเกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยขณะนี้สหรัฐกำลังปรึกษากับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อทบทวนนโยบายที่จะปฏิบัติกับเกาหลีเหนือ

ขณะที่ประเด็นที่ประชาคมโลกรอคอยท่าทีของสหรัฐก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมา กลับถูกพูดถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บลิงเคนเพียงกล่าวว่า “ในเมียนมา กองทัพพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้ง และใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมโดยสงบอย่างไร้ความปรานี”

น่าสนใจว่าทำไมสหรัฐถึงไม่สนใจเมียนมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีเสียงเรียกร้องให้สหรัฐส่งกองทัพเข้ามาช่วย จนชาวเมียนมาถึงกับมีโจ๊กว่า สหรัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงในเมียนมาเหมือนกับที่ทำกับตะวันออกกลางหรอก เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมันเหมือนตะวันออกกลาง

อันที่จริงเมียนมามีทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นที่ต้องการของไทยและจีน แต่มันไม่ได้มากมายมหาศาลขนาดที่มหาอำนาจะจ้องตาเป็นมันเพราะปริมาณน้ำมันสำรองมีอยู่ 5 หมื่นล้านบาร์เรล อยู่ในอันดับที่ 76 ของโลกซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยเสียอีก (ไทยอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก) 

ที่เมียนมามีและไทยกับจีนมากว่าคือก๊าซธรรมชาติที่มากถึง 23 ล้านล้านคิวบิกฟุต (อันดับที่ 39 ของโลก) มีหยกและไม้หายากที่จีนต้องการ แต่แทบไม่มีอะไรที่อเมริกันต้องการ

ที่สำคัญในยุคนี้นโยบายของสหรัฐเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เคยแสวงหาน้ำมันก็หันมาให้ความสนใจกับ Renewal Energy หรือพลังงานหมุนเวียนแทน บริษัทน้ำมันใหญ่ของโลก ม้แต่ซาอุดีอาระเบียก็หันมาลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพราะในอนาคตประเทศต่างๆ จะถูกบีบให้ใช้พลังงานประเภทนี้มากขึ้น เนื่องจากภัยของภาวะโลกร้อน

ทันทีที่รับตำแหน่ง ไบเดนยังลงนามในคำสั่งพิเศษกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สั่งยกเลิกโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ลดการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา ไปจนถึงการตั้งเป้าให้สหรัฐเป็นประเทศเศรษฐกิจพลังงานสะอาดแบบ 100% ภายในปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานภายในปี 2035

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งสัญญาณว่าไบเดนให้ความสนใจกับพลังงานสะอาด ไม่สนใจน้ำมันเหมือนรัฐบาลก่อนๆ แล้ว และยังเป็นการเฉลยว่าทำไมไบเดนไม่สนใจตะวันออกกลาง เพียงแค่จัดการโจมตีกลุ่มติดอาวุธในซีเรียเพื่อตอบโต้ที่ฐานทัพของสหรัฐในอิรักถูกโจมตีก่อนเท่านั้น ส่วนซีเรียนั้นทรัมป์ได้ถอนทหารออกไปแล้ว แต่ได้คงทหารไว้จำนวนหนึ่งพอที่จะคุ้มกันแหล่งน้ำมันเอาไว้ ไบเดนไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากนักตราบใดที่แหล่งน้ำมันมั่นคงพอ

ในกรณีซีเรียนั้นเราสามารถบอกได้ว่า “มีน้ำมันที่ไหน อเมริกันไปที่นั่น” ประธานาธิบบาชาร์ อัลอัสซาดแห่งซีเรียเองยังบอกกับปากว่า “มันเกี่ยวกับเงินและมันเกี่ยวกับน้ำมัน …. แน่นอนว่าเราโกรธ ชาวซีเรียทุกคนก็โกรธ นี่คือการปล้น”

แต่ต่อให้ไบเดนไม่ชูนโยบายลดใช้น้ำมันและยังเอี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมัน (อย่างเช่น อดีตประธานาธิบดีบุช) เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องสนใจประเทศที่มีน้ำมันเสมอไป เช่น การแทรกแซงในอัฟกานิสถานซึ่งก็ไม่ได้มีน้ำมันมากมายนัก

และต่อให้เมียนมามีน้ำมันมากมาย ไบเดนก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะไปยุ่งกับกรณีเมียนมาดีหรือไม่? 

ความจำเป็นเร่งด่วนของไบเดนคือภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งแน่นอนว่าเมียนมาอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย แต่ถึงจะบอกแบบเหวี่ยงแหไปทั้งภูมิภาคแต่เป้าหมายแท้จริงคือจีนเท่านั้น อีกทั้งสถานการณ์เมียนมายังเกิดแบบปัจจุบันทันด่วนหลังจากเขารับตำแหน่งได้เดือนเดียวโดยที่ก่อนหน้าไม่ได้สนใจเมียนมาเลย

เมียนมาอาจจะเป็นหมากสำคัญในการยื้ออำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐ เพราะจีนหวังจะใช้เมียนมาเป็นทางออกอ่าวเบงกอลเพื่อกุมยุทธศาสตร์ในมหาสุมทรอินเดียและยังต้องการก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาด้วย ว่ากันตาเนื้อผ้าแล้วสหรัฐควรจะกำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเมียนมาจริงจังกว่านี้

แต่เราจะเห็นว่าบลิงเคนพูดถึงเมียนมาประโยคเดียว แต่พูดถึงจีนยาวเหยียด เป็นการพูดถึงจีนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เอเชียตะวันออกเท่านั้นด้วย นัยว่าเพื่อช่วยพันธมิตรแถบนั้นที่ถูกจีน “คุกคาม” ก่อน เช่น ไต้หวันและญี่ปุ่น

บลิงเคนไม่จำเป็นจะต้องสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก มันสำคัญ แต่ไม่เฉพาะหน้า อีกทั้งเงื่อนไขในเมียนมายังเป็นคุณกับสหรัฐมากกว่า 

นั่นเป็นเพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นประโยชน์กับจีนเลยทั้งขึ้นทั้งล่อง ฝ่ายประชาชนก็โกรธแค้นที่กับความเข้าใจว่าจีนหนุนหลังรัฐประหาร ฝ่ายรัฐประหารก็แสดงอาการอยากจะสลัดจากข้อกล่าวหานี้ ในเมียนมาตอนนี้ไม่มีใครที่อยากจะให้จีนเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย เราจึงเห็นโรงงานของจีนถูกวางเพลิงเผามากมาย ตามด้วยข่าวที่สับสนว่าทหารเผาบ้างม็อบเผาบ้าง นี่คอืผลของการทำให้สถานการณืไม่เป็นคุณกับจีน

จีนจึงโวยวายว่ามี “ศัตรู” อยู่เบื้องหลังทำให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์จีนในเมียนมา คำถามก็คือ ศัตรูคือใคร? 

ดังนั้นไม่ใช่เพราะเมียนมาไม่มีน้ำมัน อเมริกันจึงไม่มา แต่เพราะยุทธศาสตร์หลักของอเมริกันคือการจัดการกับจีน หากสหรัฐพอจะแน่ใจได้ว่าสถานการณ์ในเมียนมาไม่เป็นประโยชน์กับจีน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาต้องสนใจเมียนมาจริงๆ

เพียงแค่บอกเป็นห่วงเป็นใยเป็นครั้งเป็นคราวไป

โดยกรกิจ ดิษฐาน และจารุณี นาคสกุล

Photo by STR / AFP

สตาร์ทอัพช่วยคนนอนน้อย เวลานอนไม่นานจึงต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648166

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.สตาร์ทอัพช่วยคนนอนน้อย เวลานอนไม่นานจึงต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพการนอนหลับอาจเป็นส่วนเล็กๆ ในชีวิตประจำวันแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมหาศาล นวัตกรรมชิ้นนี้จะช่วยให้การนอนของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ระยะหลังมานี้บรรดาสตาร์ทอัพเริ่มหันมาให้บริการเทคโนโลยีเกี่ยวกับการนอนหลับ โดยตามข้อมูลของ Crunchbase เผยว่านับตั้งแต่ปี 2016 นักลงทุนได้ระดุมทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการนอนหลับรวมแล้วถึง 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นกว่า 58,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

หนึ่งในบริษัทที่กำลังมาแรงคือ Bryte เป็นบริษัทเทคโนโลยีการนอนหลับจากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งออกแบบและพัฒนาเตียงนอนอัจฉริยะเชื่อมต่อกับ AI เพื่อช่วยในการนอนหลับมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Ely Tsern ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Bryte มองว่าการนอนหลับเป็นรากฐานของสุขภาพและเป็นสิ่งขับเคลื่อนอารมณ์และจิตใจ แต่เป็นเวลาศตวรรษแล้วที่เทคโนโลยีการนอนหลับไม่มีการพัฒนาแม้ว่าความต้องการของคนสมัยจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม หากการนอนหลับของเราไม่มีประสิทธิภาพก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น

โดยในการประกาศระดมทุน Series A เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาบริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 24.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 700 ล้านบาทจากนักลงทุน 3 รายนำโดย ARCHina Capital

ด้วยสโลแกนที่ว่า “Sleep smarter. Wake up healthier.” (นอนหลับอย่างชาญฉลาด ตื่นขึ้นมาอย่างมีสุขภาพดี) กับเตียงที่จะทำให้ทุกคนหลับลึก หลับยาว ตื่นอย่างสดชื่น ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและสามารถปรับให้เข้ากับสไตล์การนอนของแต่ละคน

REM Sleep หรือช่วงหลับฝันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่สุดในการนอนไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบประสาท การเรียนรู้และความจำ การฟื้นฟูและซ่อมแซมร่างกาย แต่หลายครั้งที่เราสูญเสียช่วง REM Sleep ไปเพราะการสะดุ้งตื่นจากการไม่สบายตัวแต่เตียงตัวนี้จะช่วยขจัดปัญหานั้นไปได้

ฟูกนอนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ขั้นสูงที่สามารถทำความเข้าใจการนอนที่แตกต่างเฉพาะแต่ละบุคคลเพื่อช่วยในการนอนหลับมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจและรูปแบบการหายใจเพื่อประเมินช่วงเวลาในการนอนของเรา จากนั้นคุณสมบัติการระบายความร้อนจะค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงเพื่อนำเราไปสู่ขั้นหลับสนิท

สามารถปรับอุณหภูมิและความนิ่มหรือแข็งของฟูกได้ตามความต้องการ ตลอดจนขดลวดด้านในฟูกจะปรับการรองรับตามการเคลื่อนไหวของเราซึ่งช่วยให้สามารถหลับสนิท และลดอาการปวดเมื่อยเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า พร้อมเซ็นเซอร์ติดตามสถานะการนอนหลับและตอบสนองแบบเรียลไทม์ตามรูปแบบการนอนของเราที่เปลี่ยนไปตลอดทังคืน

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจะเป็นปัญหากวนใจหลายๆ คนคือเสียงนาฬิกาปลุกในตอนเช้าช่างกวนใจเหลือเกิน นอกจากนั้นมันยังกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า Cortisol อีกด้วย ไม่เพียงแต่จะรบกวนอารมณ์เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบเผาผลาญด้วย

ในทางกลับกันร่างกายของเราชอบที่จะตื่นแบบธรรมชาติด้วยอุณหภูมิและแสงสว่างที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในตอนเช้า ซึ่งเจ้าเตียงตัวนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียวเพราะมันจะปรับอุณภูมิให้ค่อยๆ สูงขึ้นในตอนเช้าเพื่อให้เราตื่นอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่สะดุ้งตื่นเหมือนกับเสียงนาฬิกาปลุก

สำหรับใครที่มีคู่นอนแต่ไลฟ์สไตล์การนอนไม่เหมือนกันเลยอาจเคยเกิดปัญหาไม่ได้ที่นอนที่ถูกใจเสียที แต่เตียงนี้สามารถตั้งค่าต่างหากได้ กล่าวคือคนที่ชอบเตียงเย็นและนุ่มกับคนที่ชอบเตียงอุ่นและแข็งสามารถนอนบนเตียงเดียวกันได้นั่นเอง

รีวิวจากผู้ใช้จริงส่วนหนึ่งบอกว่าเตียงนี้สร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าเฉพาะตัวของแต่ละคน หรือการปรับอุณหภูมิ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถหลับสบายและตื่นมาด้วยความสดชื่นอย่างน่าประหลาดใจ บางคนบอกว่าเขาเปลี่ยนเตียงมาแล้วหลายครั้งและนี่เป็นเตียงที่สบายที่สุดเลยทีเดียว

ภาพโดย Bryte

คณะสงฆ์ขอบิณฑบาตชีวิตชาวเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648165

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 17:45 น.คณะสงฆ์ขอบิณฑบาตชีวิตชาวเมียนมา   สมาคมสงฆ์เมียนมาแตกหักกับรัฐบาล ขอกองทัพหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชน  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สังฆมหานายกสมาคมของเมียนมา เตรียมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทหารยุติการใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง และกล่าวหาว่าชนกลุ่มน้อยติดอาวุธทรมานและสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์นับตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา   

สังฆมหานายกสมาคมซึ่งเป็นองค์กรสงฆ์ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลเมียนมา ยังระบุในร่างแถลงการณ์ว่า พระสงฆ์ในสังกัดจะหยุดปฏิบัติกิจของสงฆ์เพื่อเป็นการประท้วงการกระทำของรัฐบาลทหาร ซึ่งถือเป็นการวิจารณ์การปราบปรามผู้ประท้วงของกองทัพอย่างตรงไปตรงมา

สำนักข่าว Myanmar Now รายงานโดยอ้างพระรูปหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสังฆมหานายกสมาคมว่า สังฆมหานายกสมาคมจะเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวหลังจากปรึกษาหารือกับกระทรวงศาสนาในวันพฤหัสบดี (18 มี.ค.)

ทั้งนี้ พระสงฆ์ในเมียนมาเคยมีบทบาททางการเมืองมาแล้ว รวมทั้งเป็นแนวหน้าในการปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ (Saffron Revolution) เพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการเมื่อปี 2007 ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเมียนมาในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวรอยเตอร์สไม่สามารถติดต่อคณะกรรมการของสังฆมหานายกสมาคมเพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว ทว่า ท่าทีนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าได้เกิดรอยร้าวระหว่างรัฐบาลและสังฆมหานายกสมาคมที่มักจะทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ยังเรียกร้องให้ยุติการนองเลือดในเมียนมา โดยทรงรับสั่งว่า “เราขอคุกเข่าบนถนนของเมียนมาและขอร้องว่า ‘หยุดใช้ความรุนแรง’” และยังรับสั่งอีกว่า ผู้ที่เสียชีวิตในเมียนมาได้เสียสละชีวิตเพื่อสร้างความหวังให้ประเทศ

และในวันเดียวกัน สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า Ma Thida Aye เด็กหญิงวัย 16 ปีถูกทหารเมียนมาใช้ปืนสไนเปอร์ส่องยิง 2 นัดขณะอยู่ในบ้านในนครตะเบะจี้นของเมืองมัณฑะเลย์เมื่อช่วงเที่ยงวันของวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

Photo by STR / AFP

สีจิ้นผิงเตรียมลงดาบ บริษัทเทคมีอำนาจมากเกินไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648156

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 16:29 น.สีจิ้นผิงเตรียมลงดาบ บริษัทเทคมีอำนาจมากเกินไปทำเอาหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันเมื่อผู้นำของประเทศออกโรงเตือนเอง หลังรัฐบาลเริ่มการลดอำนาจบริษัทเทคโนโลยีในจีน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเตือนว่ารัฐบาลจะจับตาบริษัทที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่รวบรวมข้อมูล (ดาต้า) และมีอำนาจทางการตลาด เป็นการส่งสัญญาณว่าการปราบปรามธุรกิจภาคอินเทอร์เน็ตของจีนกำลังเข้มข้นขึ้นและอาจเป็นการปราบปรามอย่างแท้จริง เพราะประธานาธิบดีของประเทศออกปากเรื่องนี้เอง

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาและประสานงานทางการเงินระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้สั่งให้หน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มการกำกับดูแลบริษัทอินเทอร์เน็ต ทำการปราบปรามการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และป้องกันการขยายตัวของเงินทุนอย่างไม่เป็นระเบียบ

CCTV รายงานด้วยว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูลและกิจกรรมทางการเงินจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎระเบียบ

CCTV กล่าวโดยอ้างถึงรายงานการประชุมว่า “บริษัท แพลตฟอร์มบางแห่งกำลังพัฒนาในรูปแบบที่ไม่ได้มาตรฐานและทำให้เกิดความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายที่ควบคุมเศรษฐกิจแพลตฟอร์มเพื่ออุดช่องว่างและช่องโหว่ให้ทันท่วงที”

ท่าทีของสีจิ้นผิงถือเป็นการส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลกำลังเตรียมลงมือเพิ่มเติมเพื่อควบคุมอิทธิพลของบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุด ซึ่งคำว่าเศรษฐกิจแพลตฟอร์มหมายถึงยักษ์ใหญ่บนมือถือและอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการแก่ผู้คนนับร้อยนับล้าน ซึ่งรายแรกที่โดนลงดาบไปคือ Alibaba Group Holding Ltd. และ Ant Group Co. ของแจ็ค หม่า

นอกจากนี้ยังมี Didi Chuxing บริษัทออนไลน์บริการรถแท็กซี่ไปจนถึง Meituan ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดส่งอาหารและผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซเช่น JD.com Inc. และ Pinduoduo Inc .

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เวียดนามผลิตเองไม่ง้อใคร เผยวัคซีนโควิดพร้อมใช้สิ้นปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648122

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 15:00 น.เวียดนามผลิตเองไม่ง้อใคร เผยวัคซีนโควิดพร้อมใช้สิ้นปีนี้หนึ่งในวัคซีนต้านโควิด-19 ทั้งหมด 4 ตัวที่ผลิตในเวียดนามพร้อมใช้งานในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามเผยว่า “นาโนโคแวกซ์” (Nanocovax) วัคซีนต้านโควิด-19 ตัวแรกที่พัฒนาในประเทศคาดว่าจะพร้อมใช้งานในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2022

วัคซีนนาโนโคแวกซ์พัฒนาโดยบริษัทนาโนเจน ฟาร์มาซูติคอล ไบโอเทคโนโลยี เจเอสซี (Nanogen Pharmaceutical Biotechnology JSC) และเป็นวัคซีนต้านโควิด-19 ตัวแรกที่เข้าสู่กระบวนการทดลองในมนุษย์ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ซึ่งขณะนี้การทดลองวัคซีนในระยะแรกเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเผยว่าอาจปรับลดเวลาในการทดลองวัคซีนระยะที่ 2 จาก 6 เดือนเป็น 3 เดือนซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม

ทั้งนี้ เวียดนามได้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ในประเทศทั้งสิ้น 4 ตัว หนึงในนั้นคือวัคซีนโควิแวค (Covivac) ซึ่งเป็นวัคซีนตัวที่สองที่เวียดนามผลิตเองในประเทศ

โดยสถาบันวัคซีนและชีววิทยาทางการแพทย์เวียดนาม (IVAC) ได้ทำการทดลองในมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมากับอาสาสมัคร 6 คนอายุระหว่าง 18 ถึง 59 ปี โดยตั้งเป้าทดลองกับอาสาสมัครทั้งสิ้น 120 คนในระยะแรก และคาดว่าจะทำการผลิตวัคซีนได้ภายในปีนี้

นอกจากนี้ยังมีวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทวัคซีนและยาชีววัตถุหมายเลข1 (Vabiotech) และบริษัทวัคซีนและยาชีววัตถุ (Polyvac) ซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการทดลองในมนุษย์

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ชิปขาดตลาดหนัก สะเทือนซัมซุง-ฮอนด้าหยุดผลิตสินค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648119

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 13:50 น.ชิปขาดตลาดหนัก สะเทือนซัมซุง-ฮอนด้าหยุดผลิตสินค้าสถานการณ์ตลาดชิปคอมพิวเตอร์เริ่มรุนแรงขึ้น จากอุตสาหกรรมรถยนต์ตอนนี้ลามไปถึงสมาร์ทโฟนแล้ว

ฮอนด้า (Honda Motor Co.) จะระงับการผลิตที่โรงงานบางแห่งในสหรัฐและแคนาดาในสัปดาห์หน้าเนื่องจากการขาดแคลนชิป การระบาดของโควิด-19 และสภาพอากาศในฤดูหนาวที่รุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

ฮอนด้าจะหยุดทำงานที่โรงงานในแมรีส์วิลล์และอีสต์ลิเบอร์ตี้ในรัฐโอไฮโอ และโรงงานในรัฐอินเดียนาแอละแบมา และมณฑลออนแทรีโอของแคนาดา อาจเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โฆษกของฮอนด้ากล่าวทางโทรศัพท์กับ Bloomberg เมื่อวันพุธโดยไม่ระบุปริมาณยานพาหนะที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ฮอนด้าทำยอดขายได้ 1.45 ล้านคันในอเมริกาเหนือในปีที่แล้วลดลง 20% จากปี 2019 บริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นมีโรงงานผลิต 12 แห่งในสหรัฐอเมริกาและอีกแห่งในแคนาดา

ทั้งฮอนด้าและโตโยต้า (Toyota) ได้ปรับขนาดกำลังการผลิตที่โรงงานทั่วโลกเมื่อต้นปีนี้เนื่องจากไม่มีชิป ในขณะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆ หลายแห่งได้เตือนถึงความไม่สมดุลอย่างรุนแรงในอุปทานจากการขาดคแลนชิป

บริษัทหลักทรัพย์ Mitsubishi UFJ Morgan Stanley Securities Co. กล่าวว่าปัญหาการขาดแคลนชิปอาจลดกำลังการผลิตของฮอนด้าลงถึง 300,000 คันในขณะที่โตโยต้าได้รับผลกระทบน้อยกว่าเนื่องจากไม่ได้พึ่งพาบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในต่างประเทศ

ด้านบริษัทซัมซุง (Samsung Electronics Co.) เตือนว่าบริษัทกำลังเผชิญกับผลกระทบจาก“ ความไม่สมดุลอย่างร้ายแรง ”ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก การแสดงท่าทีนี้ทำให้ซัมซุงกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนชิปที่ลุกลามจากอุตสาหกรรมบานยนต์ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ แล้ว

โค ดงจิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมกล่าวในระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่กรุงโซล ว่าซัมซุงซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าวิกฤตจะก่อให้เกิดปัญหากับธุรกิจในไตรมาสหน้า บริษัทกำลังพิจารณาที่จะเลื่อนการเปิดตัว Galaxy Note ใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่ขายดีที่สุดในปีนี้ แม้ว่า โค ดง-จิน จะกล่าวว่าการเลื่อนการเปิดตัวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มกระแสความสนใจในสาธารณชนก็ตาม

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ Continental AG ไปจนถึง Renesas Electronics Corp. และ Innolux Corp. ได้เตือนถึงการขาดแคลนชิปยาวนานเกินคาดเนื่องจากความต้องการชิปสูงมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนสำหรับนำไปผลิตรถยนต์ไปจนถึงเกมคอนโซลและอุปกรณ์มือถือ

ซัมซุงซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลในตลาดชิปและหลีกเลี่ยงความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของตนจากภาวะขาดคแคลนชิป

Photo by Jung Yeon-je / AFP