EU จ่ออนุมัติคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมาจันทร์หน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648108

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 12:49 น.EU จ่ออนุมัติคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมาจันทร์หน้ารัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสเผยสหภาพยุโรปเตรียมอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหารเมียนมาในวันจันทร์หน้า

ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง (Jean-Yves Le Drian) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสเผยว่าสหภาพยุโรปเตรียมอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรต่อธุรกิจของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในเมียนมา

โดยระบุว่าการหารือใกล้เสร็จสิ้นแล้วและจะยืนยันอีกครั้งหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์หน้า (22 มี.ค.)

เลอ ดริยอง เสริมว่าสหภาพยุโรปจะระงับการสนับสนุนด้านงบประมาณทั้งหมด และจะกำหนดมาตรการต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารในเมียนมารวมถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจของพวกเขา

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะกำหนดเป้าหมายไปที่บริษัทต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนทางการเงินหรือสร้างรายได้ให้แก่กองทัพเมียนมา

Photo by Sai Aung Main / AFP

มูลนิธิจอร์จ โซรอส ยันไม่ได้ทำผิดจี้เมียนมาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648101

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 11:10 น.มูลนิธิจอร์จ โซรอส ยันไม่ได้ทำผิดจี้เมียนมาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่มูลนิธิ Open Society Myanmar ของจอร์จ โซรอสยืนยันทำตามกฎหมายพร้อมจี้เมียนมาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่ถูกจับกุมตัว

หลังจากที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินจากมูลนิธิ Open Society Myanmar (OSM) ซึ่งก่อตั้งโดยจอร์จ โซรอส ถูกจับกุมตัวในเมียนมาเนื่องจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ารับโอนเงินจากต่างประเทศจำนวน 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐโดยไม่ได้แจ้งสำนักงานบริหารจัดการการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมียนมา

โดยหนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ชี้ให้เห็นว่ามูลนิธิ OSM กำลังให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับการทำอารยะขัดขืน (CDM) ของผู้ประท้วง

ล่าสุดมูลนิธิ OSM เรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวทันทีพร้อมระบุว่าข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบทางการเงินนั้นไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ยังยืนยันว่ามูลนิธิ OSM ไม่ได้ใช้เงินเหล่านั้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายแต่ใช้เงินภายใต้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

มูลนิธิ OSM ระบุว่า “ข้อกล่าวหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการโจมตีและสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ที่ต้องการคืนสู่สันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา”

ขณะนี้ Phyu Pa Thaw เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินคนดังกล่าวกำลังอยู่ในกระบวนการสอบปากคำเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่โอนไปยังกลุ่มผู้ประท้วงในเมียนมา พร้อมกันนี้ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาเตรียมดำเนินการสอบปากคำเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิ OSM คนอื่นเพิ่มเติม

AFP PHOTO / LAKRUWAN WANNIARACHCHI

Hovding หมวกกันน็อกล่องหน สตาร์ทอัพความหวังของวงการนักปั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648066

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 09:00 น.Hovding หมวกกันน็อกล่องหน สตาร์ทอัพความหวังของวงการนักปั่น มีนวัตกรรมชิ้นหนึ่งที่นอกจากจะล้ำแล้ว ยังเป็นประโยชน์มหาศาลกับผู้ใช้รถจักรยาน นวัตกรรมที่ว่านี้คือ แอร์แบ็ก หรือถุงลมนิรภัยสำหรับคนปั่นจักรยาน ที่ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก

หลายคนอาจไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อพบคำว่า “ถุงลมนิรภัย” สำหรับจักรยาน จนเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่าเราคงจะสื่อสารผิดและคงจะเป็นหมวกนิรภัยมากกว่ากระมัง และเมื่อดูจากภาพยิ่งน่าเชื่อว่ามันคือหมวกกันน็อกแน่ๆ หาใช่แอร์แบ็กไม่

ขอยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นแอร์แบ็กจริงๆ และภาพที่เห็นคล้ายกับหมวกกันน็อกครอบศีรษะผู้ใช้รถจักรยานเกิดขึ้นจากการทำงานของแอร์แบ็กแบบครบวงจรแล้ว โดยก่อนหน้านั้นผู้ใช้และผู้พบเห็นแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าใกล้ๆ ตัวมีแอร์แบ็กซุกซ่อนอยู่เป็นแก็ดเจ็ทช่วยชีวิตแบบเนียนๆ

ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจกับกลไกของเจ้าสิ่งนี้ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าของไอเดียสะเทือนโลกกันก่อน

ผู้คิดค้นแอร์แบ็กแห่งศตวรรษใหม่ คือ เฮิฟดิง (Hövding) สตาร์ทอัพสุดฮอตจากเมืองมัลเมอ ประเทศสวีเดน มีหัวเรือใหญ่คือ อันนา เฮาพท์ กับ เทเรส อัลสติน สองสาวเพื่อนซี้ที่ระดมสมองร่วมกันมาตั้งแต่ตอนยังเรียนออกแบบอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยลุนด์

ภายหลังในปี 2006 ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งบริษัท เฮิฟดิง โดยต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา โดยโปรเจกต์หลักของบริษัทนี้ คือการออกแบบหมวกกันน็อกรุ่นใหม่ที่ตอบสนองกับความต้องการของผู้คน

ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ย่อมมีที่มาที่ยาวนาน

ในช่วงปี 2005 สวีเดนเพิ่งจะผ่านกฎหมายบังคับเยาวชนที่อายุไม่ถึง 15 ปีต้องสวมหมวกกันน็อกขณะใช้จักรยาน กฎหมายนี้ก่อให้เกิดวิวาทะไปทั่วประเทศว่าควรที่จะเพิ่มเติมข้อบังคับให้ครอบคลุมถึงผู้ใหญ่ด้วยหรือไม่

ไม่เฉพาะในสวีเดนเท่านั้น ประเด็นที่ว่ายังเป็นเรื่องสากลเพราะในยุโรปที่ค่อนข้างจริงจังกับกฎจราจร ยังมีผู้ใช้จักรยานเพียง 20% เท่านั้นที่สวมหมวกกันน็อก (ตัวเลขปี 2014)

สาเหตุที่ไม่ชอบใส่เพราะหนักศีรษะ บางคนไม่ยอมใส่เพราะไม่ชอบดีไซน์

เฮาพท์ กับ อัลสติน มองเห็นโอกาสในวิวาทะประเด็นนี้ จึงนำวิทยานิพนธ์มาขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ แล้วหาแนวทางพัฒนาหมวกกันน็อกที่ผู้สวมใส่รู้สึกแฮปปี้กับมัน ไม่ว่าจะถูกบังคับให้สวมหรือเต็มใจสวมก็ตาม

ผลของการต่อยอด คือไอเดียที่จะผลิตหมวกกันน็อกลูกครึ่งแอร์แบ็ก แต่มีแค่ไอเดียก็คงจะจบแค่นี้ ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปั้นไอเดียให้เป็นรูปธรรม เฮาพท์ กับ อัลสติน จึงเสนอแผนการกับบริษัทอินโนเวชั่นส์บรอน (Innovationsbron) ซึ่งเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายด้านนวัตกรรมที่โยงใยทางภาคธุรกิจ วิชาการ และสังคม ก่อนจะได้รับการยอมรับ หลายคนไม่เชื่อว่าแนวคิดที่ว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีอะไรอย่างนี้มาก่อนในตลาด

อัลสติน บอกเหมือนเป็นเรื่องที่พอรับได้ว่า ทุกครั้งที่มีการนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ สาธารณชนก็มักมีปฏิกิริยาตกตะลึงพรึงเพริดอยู่แล้ว วิธีการที่จะสยบอาการตกตะลึงจนรับไม่ได้คือทำให้พวกเขามั่นใจว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่จะนำเสนอจริงๆ

แต่ปรากฏว่าการนำเสนอแผนการนี้สำเร็จ ทั้งคู่จึงเดินเครื่องผลิตอย่างจริงจัง จนกระทั่งออกมาเป็น “เฮิฟดิง” หมวกกันน็อกซ่อนรูปที่จะออกมาปกป้องศีรษะของผู้สวมใส่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แนวคิดนี้ทั้งเก๋ไก๋และล้ำสมัย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะคว้ารางวัล Venture Cup ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับสตาร์ทอัพดาวรุ่งของสวีเดน และหลังจากนั้นก็ได้รับรางวัลแบบปีเว้นปี จนกระทั่งในเวลานี้กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปภายนอกสวีเดน จากการรายงานของสื่อกลุ่มหนึ่ง

นี่เองที่ทำให้เราได้รู้จักกับเฮิฟดิงเป็นครั้งแรกหลังเปิดตัวได้ 2 ปีในยุโรป และหากนับรวมกระบวนการก่อรูปจากไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง จะกินเวลานานถึง 7 ปี เพราะต้องผ่านการทดสอบการกระแทกในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง รวมถึงการล้มบนวัตถุประเภทต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเฮิฟดิงปลอดภัยหายห่วง

นอกจากจะปลอดภัยใช้ได้จริงแล้ว หมวกกันน็อกล่องหนยังสามารถผ่อนแรงกระแทกได้ดีกว่าหมวกกันน็อกทั่วๆ ไปถึง 3 เท่า

ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถต่อยอดเพื่อนำไปใช้กับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ การเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม หรือแม้แต่กับผู้ป่วยโรคลมชัก

แม้ผลิตภัณฑ์นี้จะไปได้สวย แต่ เฮาพท์ กับ อัลสติน ผู้เป็นต้นคิดนวัตกรรมกลับโบกมือลาออกจากบริษัทในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ ตอนนี้ บริษัทเฮิฟดิงดำเนินการโดยมีพนักงาน 20 คน แต่ก็ยังสานต่อแนวคิดที่หญิงสาวทั้งสองคนได้ปูทางไว้

ปัจจุบันนี้เฮิฟดิงดำเนินมาถึงรุ่นที่ 3 ที่มีชื่อว่า Hovding 3 ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2019 ซึ่งมาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่เล็กลง อัจฉริยะขึ้น และอายุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นผ่านบลูทูธ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งาน อาทิ จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมทั้งข้อมูลเชิงลึกว่าผู้ผลิตควรปรับปรุงโครงสร้างของจักรยานอย่างไรเพื่อให้การขี่ปลอดภัยขึ้น  

อีกจุดหนึ่งที่เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยคือ ผลการทดสอบประสิทธิภาพโดยบริษัทประกันภัย Folksam ในสวีเดนเมื่อปี 2020 พบว่า Hovding 3 มีประสิทธิภาพในการป้องกันการบาดเจ็บได้มากกว่าหมวกกันน็อกสำหรับนักปั่นทั่วไปถึง 8 เท่า  

เมื่อปีที่แล้ว เฮิฟดิงเปิดเผยตัวเลขว่ามีนักปั่นหันมาใช้หมวกกันน็อกอัจฉริยะนี้ถึง 185,000 คน โดย 5,200 คนรายงานว่าหมวกกันน็อกนี้สามารถปกป้องชีวิตของพวกเขาจากอาการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ  

เฮิฟดิงทำงานอย่างไร

1.แอร์แบ็กมีระบบเซ็นเซอร์ 200 ตัว ที่มีอัตราตรวจจับความเร็ว 1/10 ต่อวินาที คอยจับความเคลื่อนไหวอันเกิดจากการกระแทก ตัวแอร์แบ็กถูกออกแบบให้สะดวกต่อการสวมใส่ โดยเก็บไว้ในซองผ้าร่มคล้ายซองเก็บฮู้ดของเสื้อกันหนาว แต่มีขนาดกะทัดรัด สามารถสวมไว้รอบคอของผู้ใช้จักรยานโดยไม่รู้สึกรำคาญ

2.แอร์แบ็กจะซ่อนตัวอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีใครสังเกต เพราะดูเหมือนส่วนปกเสื้อหนาๆ แต่เมื่อเกิดการกระแทก หรืออุบัติเหตุ เซ็นเซอร์จะสั่งการให้อุปกรณ์เก็บก๊าซฮีเลียม และปล่อยก๊าซออกมาจนแอร์แบ็กพองตัวกลายเป็นอุปกรณ์ครอบศีรษะคล้ายหมวกกันน็อกในชั่วเวลาเพียง 1 ส่วน 10 วินาที หรือก่อนที่ศีรษะจะกระแทกกับพื้นหรือรถยนต์ที่พุ่งชน

ภาพ: Hövding

มีมือที่สามในสงครามทหาร-ประชาชนเมียนมา? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648064

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 22:00 น.มีมือที่สามในสงครามทหาร-ประชาชนเมียนมา?การโจมตีโรงงานชาวต่างชาติเริ่มจากจีนต่อมาขยายวงไปยังญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆ จะโดนด้วยหรือไม่ และเพราะอะไร?

สัญญาณที่น่าวิตกกำลังเกิดขึ้น หการเผาโรงงานที่เกี่ยวข้องกับจีน 32 แห่งและโรงงานที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นอีก 2 แห่งระหว่างวันที่ 14 – 16 มีนาคม 2021 ระหว่างการจลาจลต่อต้านการทำรัฐประหารที่เมียนมา

การเผาโรงงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นของคนจีนเกิดขึ้นในเขตลายง์ตายา ซึ่งเป็นเขตปกครองระดับเมืองตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองย่างกุ้งโดยมีแม่น้ำลายง์หรือแม่น้ำย่างกุ้งคั่นกลาง ในทำนองเดียวกับฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร

เขตลายง์ตายาเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมสำคัญ (Hlaingthaya Industrial Zone) มีโรงงานด้วยเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมเบาอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ปรากฎว่าตอนนี้เขตลายง์ตายาเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งในการต่อต้านการทำรัฐประหาร และทั้งประเทศรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตเกือบ 80 คนแล้วนับตั้งแต่การต่อต้านในเขตนี้รุนแรงขึ้นช่วงวันอาทิตย์

ลายง์ตายาไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมเดียวในย่างกุ้งแต่เป็นจุดหลัก แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ แม้ว่ากองทัพจะประกาศกฎอัยการศึกในแขตลายง์ตายา แต่ยังมีอีกหลายจุดในย่างกุ้งและโรงงานของต่างชาติอีกหลายแห่งที่เสี่ยงจะโดนลูกหลง (หรือถูกโจมตีโดยตั้งใจ)

ประเด็นก็คือไม่ว่าจะอยู่จุดไหนดูเหมือนโรงงานของต่างชาติเสี่ยงที่จะถูกโจมตี ตอนนี้เราสามารถคาดเดาได้ว่าโรงงานที่ถูกโจมตีเกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อว่าจีนหนุนการทำรัฐประหาร” ดังนั้นโรงงานจีนคือเป้าหมายระบายความโกรธแค้น

แต่ก็มีกระแสข่าวแพร่ออกมาจากฝ่ายประชาชนเมียนมาว่าการโจมตีโรงงานจีนไม่ใช่ฝีมือของประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหาร แต่น่าจะมาจากน้ำมือของทหารเองเพื่อสร้างสถานการณ์

  • ใครเผา ทหารหรือประชาชน?

แต่ข้อมูลที่เป็นทางการที่สุดที่เรามีอยู่ในตอนนี้คือการยืนยันของสื่อจีน (คือ Global Times ซึ่งได้ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟมาจากสถานทูตจีน) ที่บอกว่าโรงงานจีนถูกเผา 32 แห่ง

ข่าวโรงงานที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นถูกเผาทำให้หุ้นของ Fast Retailing ในดัชนีหุ้นนิกเคอิปรับลดลง ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา บริษัท Fast Retailing ของญี่ปุ่นผู้ผลิตเสื้อผ้าลำลองแบรนด์ Uniqlo ยืนยันว่าโรงงานซัพพลายเออร์ 2 แห่งในเมียนมาถูกเผา

ข่าวลือเรื่องทหารสร้างการณ์ “ยัง”ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นความจริง แต่เราไม่ทราบแรงจูงใจว่าทำไมโรงงานญี่ปุ่นจึงถูกหางเลขไปด้วย?

หากใช้ “ทฤษฎีพลเรือนเผา” เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้วางเพลิงแยกไม่ออกว่าโรงงานไหนเป็นของจีนหรือญี่ปุ่น เพราะทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันอาจทำให้คนท้องถิ่นสับสน ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลไต้หวันแนะให้ธุรกิจไต้หวันในเมียนมาชักธงบอกให้ชัดว่านี่คือโรงงานไต้หวันไม่ใช่จีน

มีรายงานด้วยว่าบุคคลากรของไต้หวันบาดเจ็บ 2 คนแต่ไม่มีโรงงานถูกเผา แสดงว่ามีความเข้าใจผิดจริง แต่อาจจะระงับเหตุไว้ได้จนไม่ต้องเสียโรงงาน

หากใช้ “ทฤษฎีทหารเผา” ก็ต้องถามแรงจูงใจก่อนว่าทำไมทหารต้องเผา?

ที่ผ่านมามีแกระแสโจมตีว่าการทำรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากจีนหรืออย่างน้อยจีนไม่แสดงท่าทีประณามการทำรัฐประหาร ทำให้ประชาชนเมียนมาเข้าใจว่าจีนไม่ดูดำดูดีพวกเขา ต่างชาติใหญ่ที่ต่อต้านทหารเมียนมาทั้งสิ้น

หากใช้เหตุผลข้างต้น ผู้ที่จะลงมือเผาโรงงานจีนควรจะเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหารมากกว่า ยังไม่นับการโพสต์ในโลกโซเชียลของเมียนมาที่แนะให้ทำลายผลประโยชน์จีน เช่น ท่อส่งก๊าซมาระยะหนึ่งแล้ว

หากทหารลงมือเผาก็เพื่อป้ายสีฝ่ายผู้ประท้วงแล้วทหารมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น? เพราะผู้ประท้วงก็ไม่พอใจจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งทหารซึ่งกุมอำนาจไว้และต้องการทุนรอนสำหรับบริหารประเทศ ยิ่งไม่ควรจะทุบหม้อข้าวด้วยการขับไล่จีนไป

เว้นเสียแต่ว่าทหารเมียนมาต้องการล้างภาพความเกี่ยวข้องกับจีน ซึ่งเรื่องนี้มีมูลจากข่าวที่กองทัพเมียนมาจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อบอกชาติตะวันตกว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยข้องกับจีนและต้องการคุยกับชาติตะวันตก แต่การเผาโรงงานเพื่อตีห่างจีนก็ยังไม่ใช่กลยุทธที่ฉลาดนัก

ส่วนการเผาโรงงานญี่ปุ่น มีข้อสังเกตว่าก่อนที่จะเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง (วันที่ 15 มีนาคม) รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงท่าทีเหมือนจะไม่เอากองทัพเมียนมา

คัตสึโนบุ คาโตะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นบอกว่า “ในอนาคตญี่ปุ่นจะพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างไรในแง่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนโยบาย โดยติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ พร้อมทั้งคำนึงถึงการตอบสนองของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย”

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น สถานทูตญี่ปุ่นในเมียนมาโพสต์เฟซบุ๊คว่า “ญี่ปุ่นขอประท้วงกองกำลังติดอาวุธและตำรวจที่ได้กระทำการรุนแรงรวมถึงการสังหารผู้ประท้วงและพลเรือนอย่างสันติต่อต้านกองกำลังติดอาวุธและตำรวจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เราขอเรียกร้องอย่างจริงใจให้ยุติความรุนแรงทั้งหมด”

ข้ามวันต่อมาโรงานญี่ปุ่นถูกเผา 2 แห่ง

โปรดสังเกตว่าท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นหลังจากเกาหลีใต้กล่าวว่าจะระงับการแลกเปลี่ยนด้านกลาโหมกับเมียนมาและห้ามส่งออกอาวุธไปยังเมียนมา แต่โรงงานของเกาหลีใต้ในเมียนมาก็ยังไม่ถูกเผา

โดยสรุปก็คือไม่ว่าใครจะเป็นผู้เผาโรงงาน คนที่แพ้กับแพ้คือคนเมียนมาทั้งที่สวมเครื่องแบบและคนธรรมดา เพราะนับจากนั้นบริษัทต่างชาติอาจจะคิดถอนตัวจากเมียนมากันจริงๆ จังๆ มากขึ้น

นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสงครามกลางเมืองและยุคข้าวยากหมากแพงที่แท้จริงของเมียนมา เป็นการถดถอยจากประชาธิปไตยสู่ภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย

ตอนนี้ข้าวของในเมียนมาแพงขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะจลาจลและการปิดชายแดน ต่อไปมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อทุนต่างๆ ถอนตัวไป

การที่อาเซียนไม่แนะนำให้คว่ำบาตรเมียนมาทั้งประเทศก็เพราะมันจะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างหนัก เราเห็นตัวอย่างมาแล้วกับการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือและอิหร่าน

แต่ก็มีเหตุผลเช่นกันว่าอาเซียนห่วงการลงทุนของตัวเอง เพราะผู้ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดคือสิงคโปร์ (เงินลงทุนโดยตรงในเมียนมารวม 24,328 ล้านเหรียญสหรัฐ) เราจึงเห็นว่าสิงคโปร์แทงกั๊กมาโดยตลอด เดี๋ยวแสดงท่าทางห่วงเมียนมา เดี๋ยวก็บอกเป็นนัยว่าไม่สนับสนุนการแทรกแซง

ยิ่งสถานการณ์ในเมียนมานั้นต่างกับอิหร่านและเกาหลีเหนือที่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังชาติตะวันตกโดยพร้อมเพรียง แต่เมียนมาเป็นการต่อระหว่างประชาชนส่วนใหญ่กับกองทัพ การคว่ำบาตรทั้งประเทศยิ่งไม่สมเหตุผลเอาเลย แถมยังเป็นการทำลายพลังประชาชนต่อต้านเผด็จการด้วยซ้ำ

  • จีนเชื่อชาติศัตรูอยู่เบื้องหลัง

แต่นั่นไม่สำคัญแล้ว เพราะผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับที่ 2 คือจีน (เงินลงทุนโดยตรงในเมียนมารวม 21,533 ล้านเหรียญสหรัฐ) อาจจะเริ่มกังวลหนัก เพราะโรงงานถูกเผารวดเดียวสามสิบกว่าแห่ง และยังแนะให้ธุรกิจของตนในเมียนมาส่งตัวบุคคลากรที่ไม่จำเป็นออกจากประเทศด้วย คงเกรงแล้วว่ามันจะหนักกว่านี้

ในอนาคตจีนคงจะลงทุนในเมียนมาน้อยลงจนกว่าสถานการณ์จะนิ่งกว่านี้ ส่วนญี่ปุ่นอาจจะต้องทบทวนเช่นกัน

ถามว่าชาติตะวันตกจะเข้าเสียบหรือไม่? ตอบว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ในแง่การเมืองแล้วทุนตะวันตกไม่สามารถลงทุนกับเผด็จการทหารได้ด้วยเหตุผลด้านกฎหมาย (จากมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตน) และเหตุผลด้านมโนสำนึก (การร่วมมือกับผู้กดขี่ประชาชน) ดังนั้นทุนตะวันตกก็จะหยุดไหลเข้าเช่นกัน

เหลือแต่นักลงทุนอันดับ 3 และ 4 ในเมียนมาคือไทยกับมาเลเซียแล้ว หากวันดีคืนดีการลงทุนของไทยถูกป้ายสีขึ้นมาว่าสนับสนุนเผด็จการ ไม่แน่ว่าเราอาจะเจอดีแบบโรงงานจีนเข้าเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าฝ่ายจีนจะรู้ (หรือคิดเอาเอง) ว่ามือมืดที่อยู่เบื้องหลังการการโจมตีธุรกิจจีนน่าจะเป็นคนนอก จ้าวลี่เจียนโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “การกระทำของผู้ละเมิดกฎหมายเหล่านี้มิได้เป็นผลประโยชน์ของเมียนมาและประชาชนเมียนมา เราขอเรียกร้องให้ประชาชนเมียนมาแสดงจุดยืนข้อเรียกร้องตามกฎหมายและหลบเลี่ยงจากการถูกยุยงหรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายความร่วมมือที่เป็นมิตรระหว่างจีนและเมียนมา”

คีย์เวิร์ดของจ้าวลี่เจี้ยนคือชาวเมียนมานั้น “ถูกยุยงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ” ซึ่งเขาไม่บอกว่าใครยุยง แต่ Global Times สื่อของทางการจีนที่รายงานเรื่องนี้อ้างชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมียนมาและนักวิเคราะห์เชื่อว่าการโจมตีโรงงานของจีน เป็นการโจมตีที่มีการจัดตั้งเป็นระบบและมีการไตร่ตรองล่วงหน้า “ซึ่งเผยให้เห็นว่ากองกำลังศัตรูทั้งในและนอกเมียนมามีเป้าหมายที่จะปลุกระดมความเกลียดชังเพื่อให้เมียนมาห่างเหินจากจีน”

ศัตรูที่สื่อรัฐบาลจีนเอ่ยถึงคือใคร? จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าหมายถึงชาติตะวันตกที่ต้องการแยกจีนออกจากเมียนมา

คำตอบคือ Global Times ไปพบว่าเมื่อวันศุกร์ 2 วันก่อนการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่บริษัทจีน จอ วิน (Kyaw Win) ผู้ก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนในเมียนมาที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอนชื่อ “Burma Human Rights Network (BHRN)” ได้เผยแพร่ทวีตเตือนเมื่อวันศุกร์ว่า “หากพลเรือนเสียชีวิต โรงงานจีน 1 แห่งจะกลายเป็นเถ้าถ่าน “

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ออกมาจากปากของจ้าวลี่เจียนและ Global Times เราต้องชั่งใจด้วย เพราะโฆษกและสื่อของรัฐบาลรายนี้เป็นตัวแทนท่าทีสายเหยี่ยวของนโยบายต่างประเทศจีนที่มองว่าจีนกำลังถูกเล่นงานจากชาติตะวันตก ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับจีนล้วนแต่เป็นแผนของชาติตะวันตก

เราจะเห็นว่าที่ Global Times อ้างว่า จอ วิน แห่ง BHRN เป็นผู้บงการเบื้องหลังการโจมตีโรงงานจีนนั้นเป็นการรายงานที่ผิดพลาดอย่างมาก

จอ วิน ได้ทวีตชี้แจงในภายหลังว่า “สื่อจีนบางรายอ้างทวีตของผมผิด พวกเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าแหล่งที่มาหลักและแหล่งที่มาดั้งเดิมคืออะไร ผมแค่แปลสิ่งที่ผู้โพสต์พูดไม่ใช่คำพูดของผม” พร้อมกับรีทวีตของเดิมเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่เป็นภาพชาวเมียนมาถือแผ่นป้ายเขียนข้อความภาษาเมียนมาว่า “หากพลเรือนเสียชีวิต โรงงานจีน 1 แห่งจะกลายเป็นเถ้าถ่าน”

สรุปก็คือ จอ วิน ไม่ได้ปลุกระดม เขาแค่ทวีตภาพของพลเรือนเมียนมาถือป้ายขู่เท่านั้น แต่มันสะท้อนว่ากระแสต่อต้านจีนมันแรงขนาดว่าจะเาอคืนกันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

จีนก็ต้องตระหนักว่าความไม่พอใจจีนในเมียนมาสั่งสมมานานหลายปีแล้วไม่ใช่เพิ่งจะมีเอาตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ชายแดน (กรณีการปะทะกับกองกำลังโกก้าง) ความไม่พอใจของคนเมียนมาต่อการสร้างเขื่อนมยิตโซนกั้นแม่น้ำอิรวดี (ระงับไปแล้ว) และความรู้สึกในหมู่คนเมียนมาว่าธุรกิจและรัฐบาลจีนเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยบั่นทอนอธิปไตยเมียนมา

กรณีโกก้างโจมตีชายแดนทำให้กองทัพเมียนมาโกรธเคืองรัฐบาลจีนมาก แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลทหารเมียนมายุคก่อนก็ผลักดันเขื่อนกับจีนจนประชาชนไม่พอใจ โดยหนึ่งในคนคัดค้านคืออองซานซูจี

แต่แล้วคืออองซานซูจีนที่เดินทางไปหาจีนและต้อนรับขับสู้สีจิ้นผิงอย่างดีพร้อมกับเดินหน้าโครงการจีนที่หยุดชะงักไปหลายโครงการ ความใกล้ชิดของอองซานซูจีนกับจีนนั้นมีมากจนบางคนนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

เราจึงเห็นว่าล็อบบี้ยิสต์ที่รัฐบาลเมียนมาจ้างไว้คุยกับตะวันตกจึงบอกว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้ก็เพราะอองซานซูจีใกล้ชิดจีนเกินไป หาใช่กองทัพไม่ที่ใกล้ชิดจีน

แต่เมื่อดูจากประวัติของทั้งทหารและรัฐบาลพลเรือนเมียนมาแล้ว ไม่รู้จะเชื่อใครดี

  • ทหารกวาดล้างเอ็นจีโอ

แม้จะเดาไม่ออกว่าทหารเมียนมาจะอิงจีนหรือต้านจีน หรือว่าฝ่ายที่โดนยึดอำนาจเป็นพวกนิยมจีนกันแน่ มีสิ่งหนึ่งที่กองทัพเมียนมาอาจจะคิดเหมือนจีน คือความระแวงเอ็นจีโอตะวันตก

ในวันที่ 16 มีนาคม หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar  ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกองทัพเมียนมารายงานว่า ทางการเมียนมาจับกุม พยู ปา ปา ตอ (Phyu Pa Pa Thaw) เจ้าหน้าที่การเงินของมูลนิธิ Open Society Myanmar (OSM) ซึ่งก่อตั้งโดย จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อก้องโลก ไปสอบสวนเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่โอนไปยังกลุ่มผู้ประท้วงในเมียนมา ทางการกำลังตามตัวเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิอีก 11 คน

เนื่องจากต้องสงสัยว่ามูลนิธิ OSM สนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับการทำอารยะขัดขืน (CDM) ของผู้ประท้วงที่พากันไม่ติดต่อคบหากับทหารตำรวจและไม่ทำงานราชการหรือทำธุรกรรมกับพวกยึดอำนาจ

อนึ่ง มีองค์กรในเมียน,ามากว่า 100 แห่งที่ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

ในเวลาเดียวกัน Global New Light of Myanmar ยังเผยแพร่ภาพที่อองซานซูจีพบกับจอร์จ โซรอสที่นิวยอร์กเมื่อปี 2016 และที่อองซานซูจีพบกับ อเล็กซานเดอร์ โซรอส บุตรชายจอร์จในเมียนมา

การเผยแพร่ภาพนี้วนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อยืนยันทฤษฎีเรื่องการแทรกแซงของชาติตะวันตกในเหตุวุ่นวายของเมียนมาเวลานี้ 

แต่ก็เช่นเดียวกับทฤษฎีข้างต้นก็คือ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นมั่นเหมาะ มีแต่การโชว์รูปและการคาดเดาไปต่างๆ นานา

อย่างไรก็ตาม จะเป็นการดีหากเราจะนำเสนอข้อมูลแนบประเด็นนี้ด้วยว่า อเล็กซานเดอร์ โซรอส ได้เดินทางไปเยือนเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาและพบกับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีที่นั่น หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนจะเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 และ 18 มกราคม 2020

Eleven Media รายงานว่าในตอนนั้น โซ เตน (Soe Thane) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคทหาร (USDP) บอกว่า ยังบอกด้วยว่าจอร์จ โซรอสได้ทุ่มเงินทุนจำนวนมากเกี่ยวกับกิจการของชาวโรฮิงยา ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของ OSF ได้ระดมทุนฉุกเฉิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 ให้กับชาวโรฮิงยา

จากความเห็นของ โซ เตน เราอาจจะอนุมานได้ว่าทหารเมียนมาก็คงคิดแบบเดียวกัน คือมองว่าโซรอสคือตัวบ่อนทำลายชาติเพราะเรื่องโรฮิงยา หากเป็นประเด็นโรฮิงยา กองทัพเมียนมาและอองซานซูจีดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกัน

แต่มันไม่ใช่แบบนั้น จากการบอกเล่าของโซ เตน ทำให้ทราบว่าโซรอสพยายามเข้าหาผู้นำเมียนมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทหารยุคก่อน คือประธานธิบดีเต้นเซน (Thein Sein) โดยพยายามดูดข้อมูลเรื่องโรฮิงยาและเมื่อใกล้ชิดกับเต้นเซนก็พยายามหนุนให้คนของตนคือ ตอง ทุน (Thaung Tun) ให้เต้นเซนแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่เต้นเซนปฏิเสธ

จนกระทั่งเมื่อเต้นเซนหมดวาระไป และเกิดรัฐบาลพลเรือนของอองซานซูจี ในวันที่ 13 มกราคม 2017 จอร์จ โซรอสเดินทางมาที่เนปยีดออีกครั้งเพื่อพบกับอองซานซูจี และในวันรุ่งขึ้นตอง ทุนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นข้อมูลของตอง ทุนที่เกี่ยวข้องกับโซรอสก็ถูกลบทิ้งไปหมด 

ที่น่าแปลกใจก็คือทำไมอองซานซูจีจึงเชื่อคำของโซรอสได้ง่ายดาย และทำไมโซรอสถึงยอมเข้าหาอองซานซูจี? ทั้งๆ ที่เธอถูกประณามจากประชาคมโลกตะวันตกจากกรณีโรฮิงยา โซรอสเองก็สนับสนุนชาวโรฮิงยาเป็นเงินหลายล้านและประกาศต่อโลกว่า “ผมคนหนึ่ง ก็เป็นชาวโรฮิงยา”

แต่ทำไมโซรอสถึงกล้าไปคบกับซูจีนและยังส่งลูกไปหาคนในรัฐบาลพลเรือนเมียนมาอยู่ได้?

คำตอบน่าจะเป็นแค่คำว่า “ผลประโยชน์”

กองทัพจะหมายหัวองค์กรของโซรอสในเมียนมาและจะต้องถูกกวาดล้างอย่างแน่นอน เพราะโซรอสเป็นภัยต่อ “บ้านเมือง” และเป็นภัยต่อการกุมอำนาจของกองทัพที่ทำตัวประหนึ่งเป็นบ้านเมืองหรือองค์อธิปัตย์เสียเอง

และกองทัพเมียนมาจะต้องเร่งกวาดล้างองค์กรภาคประชาชนต่างๆ เพราะการเคลื่อนไหวไม่มี “หัว” เป็นแกนนำก็จริง แต่มี “เส้นประสาท” ที่คอยชี้นำการเคลื่อนไหว และ “เส้นเลือด” ที่คอยหนุนด้านการเงิน 

  • ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไหม?

โซรอสสนใจเมียนมามานานแล้ว ในปี 2007 Forbes รายงานว่า “ความสนใจของโซรอสในพม่าย้อนกลับไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ชาวพม่าหลายล้านคนออกเดินทางไปตามท้องถนนเพื่อประท้วงการตัดสินใจของรัฐบาลพม่าในการเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศและทำลายเงินออมของประชาชนไปมาก”

ในตอนนั้นคือการประท้วงต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่ไร้เหตุผลสิ้นดีของนายพลเน วิน และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ซึ่งลุกลามกลายเป็นการต่อต้านเผด็จการทหารของมหาชนทั้งประเทศ และเกิดการสับเปลี่ยนอำนาจในรัฐบาล/กองทัพ และตามด้วยการสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 หรือ เหตุการณ์ 8888

โวรอสก่อตั้ง “โครงการพม่า” (Burma Project) ในปี 1994 เงินประมาณ 30% มอบให้กับโครงการการศึกษาและทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยสำหรับคนเมียนมา ส่วนที่เหลือเป็นทุนสำหรับกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับพม่า

Burma Project จึงไม่ใช่การช่วยเหลือแแบบให้น้ำให้ข้าวแล้วจบกันไป แต่เป็นการสร้างคน ปั้นทรัพยากรบุคคลที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยและในอนาคตจะสร้างเมียนมาให้เป็นประชาธิปไตย – แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย

Forbes ยังรายงานว่า “จอร์จโซรอสทุ่มเงิน 2 ล้านเหรียญต่อปีเพื่อปูทางสู่ประชาธิปไตยในพม่า มันเป็นการดำเนินการที่ยุ่งยาก โดยปกติแล้วหัวหน้าโครงการพม่าของเขาถูกห้ามในพม่าซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการทหารที่ไร้ความปรานีมานานหลายทศวรรษ และโซรอสไม่เป็นที่พอใจในประเทศเพื่อนบ้านของเมียนคือไทยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ลี้ภัย 2 ล้านคนที่หลบหนีจากพม่า ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยจะไม่ยอมรับว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ลี้ภัยทำให้การช่วยเหลือยากขึ้นมาก”

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นยุคเผด็จการทหารเมียนมาครั้งที่แล้ว และมีนัยมาถึงไทยด้วย ไทยจึงควรต้องทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นให้ดี เพราะมีโอกาสสูงที่จะมีการกวาดล้างแบบเลือดนองแผ่นดินและจะมีผู้อพยพลี้ภัยนับล้านมายังไทย และนั่นหมายถึงการเข้ามาเคลื่อนไหว (หรือแทรกแซง) โดยองค์กรต่างชาติมากมายในแผ่นดินไทย 

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโซรอสและเชื่อว่าเขานี่แหละคือเบื้องหลังหายะนทางการเงินของประเทศไทยและมาเลเซีย มหาเธร์เคยกล่าวว่า “อันที่จริงเขา [โซรอส] สารภาพอยู่ไม่มากก็น้อยในภายหลังว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง [กับวิกฤตการการเงินในไทย] เขามีความคิดว่าการกดดันไทยและมาเลเซียจะทำให้เมียนมาไม่สามารถเข้าร่วมอาเซียนได้ นอกจากนี้เรายังทราบว่าเจ้าหน้าที่ของเขามีบุคคลจากเมียนมาที่อาจมีอิทธิพลต่อเขา เรามีหลักฐานทุกอย่างว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง”

เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ในเมียนมาจะคลี่คลายไปทางไหน มันอาจเป็นกลายสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบระหว่างกองทัพกับพลังประชาชน หรืออาจมีกองทัพชนกลุ่มน้อยเข้าร่วมด้วยซึ่งอาจมีทั้งกลุ่มที่เข้าข้างกองทัพและกลุ่มที่เข้าข้างประชาชน รัฐบาลใต้ดินของเมียนมาอาจหลบหนีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หรืออาจไปปักหลักกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีแสนยานุภาพ นี่คือข้อสันนิษฐานเท่านั้น

แต่ที่เราเชื่อก็คือ ทหารไม่มีท่าทีจะยอมประชาชนและประชาชนไม่มีท่าจะลดระดับการต่อสู้ แถมยังมีแววว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยจะลงมาเล่นด้วย หากมีมือที่สามจริง มือที่สามจะลงไปที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยและไม่พลาดโอกาสที่จะสนับสนุนพลังประชาชนแน่นอน

เราจึงได้เพียงแต่รอว่ามันจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบเมื่อไรเท่านั้น

Photo by STR / AFP

ทำเนียบหลอน ทำไมนายกฯ ญี่ปุ่นถึงไม่กล้าย้ายเข้าบ้านพักประจำตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648052

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 20:30 น.ทำเนียบหลอน ทำไมนายกฯ ญี่ปุ่นถึงไม่กล้าย้ายเข้าบ้านพักประจำตำแหน่งโยชิฮิเดะ ซูงะ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนแรกที่ปฏิเสธย้ายเข้าบ้านพักประจำตำแหน่ง แต่จะเป็นเพราะเรื่องผีที่เขาลือกันหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่สื่อญี่ปุ่นหยิบยกประเด็นที่ว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงปฏิเสธที่จะเข้าอยู่ในบ้านพักประจำตำแหน่ง ซึ่งเหตุผลที่ถูกนำมาพูดถึงเป็นประจำคือความเฮี้ยนและความหลอนของบ้านหลังนี้ และครั้งนี้ก็เช่นกัน

นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะได้รับการลงคะแนนเสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว เขาก็ยังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักนายกฯ เลย

จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ซึ่งดำรงตำแหน่งในปี 2011-2012 เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังนั้น ตั้งคำถามกับซูงะในที่ประชุมหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกของญี่ปุ่นโดยชี้ให้เห็นว่าซูงะต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการเดินทางจากบ้านของเขามายังอาคารสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อมาเป็นประธานในการประชุมฉุกเฉิน

โดยโนดะชี้ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากแผ่นดินไหวในโตเกียว การเดินทางอาจใช้เวลามากกว่า 20 นาที แต่การเดินทางจากบ้านพักนายกรัฐมนตรีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แม้จะไม่มีคนเข้าอยู่บ้านหลังนั้นก็ต้องเสียค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ 160 ล้านเยนต่อปี ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่ย้ายเข้ามา”

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวเคยถามซูงะด้วยคำถามเดียวกันแม้ว่าเขาบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามแต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเคยได้ยินเรื่องเล่าสุดหลอนในบ้านหลังนั้น

เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกว่ามีผีในบ้านหลังนั้นไหม เขาหัวเราะและตอบว่า “อาจจะ”

บ้านพักนายกรัฐมนตรีหรือที่เรียกว่า “คันเต” เป็นบ้านขนาดใหญ่ สูง 6 ชั้นอยู่ติดกับอาคารสภานิติบัญญัติแห่งชาติในกรุงโตเกียว สถานที่แห่งนี้เผชิญกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันน่าสะพรึงกลัวมาหลายต่อหลายครั้ง

โดยในปี 1932 อดีตนายกรัฐมนตรีสึโยชิ อินุไค ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มทหารเรือ 11 นายจนเสียชีวิตคาที่ในบ้านพักหลังนั้นเพื่อพยายามก่อรัฐประหารหรือที่เรียกว่าเหตุการณ์ 15 พฤษภาคม

4 ปีต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรีเคซุเกะ โอกาดะ ทหารพยายามยึดอำนาจอีกครั้งส่งผลให้พี่เขยของเขาพร้อมชายอีก 4 คนถูกยิงเสียชีวิตในบ้านหลังนั้นเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ก่อรัฐประหารครั้งนองเลือดถึง 2 ครั้ง

ความน่ากลัวยังไม่จบแค่นั้นเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีโยชิโระ โมริ ซึ่งดำรงตำแหน่งในปี 2000 ปรับทุกข์กับเพื่อนของเขาว่าเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงเหมือน “ทหารเดินขบวน” อยู่ในบ้าน และยังมีอีกหลายคนที่เล่าว่าเคยพบเห็นวิญญาณในชุดเครื่องแบบทหารเดินไปมาบริเวณบ้าน

ปีต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนั้น รู้เพียงแต่ว่าอดีตนายกฯ ถึงกับต้องเรียกนักบวชมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในบ้านเลยทีเดียว

ตำนานเรื่องลี้ลับในบ้านหลังนี้ถูกเล่าขานต่อกันมาหลายสิบปี บรรดาสตรีหมายเลขหนึ่งหลายคนขอไปอยู่ที่อื่นเพื่อหนีเรื่องสุดหลอนพวกนี้ แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ก็ไม่ยอมย้ายเข้าบ้านพักนายกฯ เช่นกัน แม้เขาจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเพราะเรื่องเล่าบ้านผีสิงเหล่านั้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามมีผู้แย้งหลายคนรวมถึงศาสตราจารย์ฮิโรมิ มูราคามิ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิลวิทยาโตเกียวซึ่งมองว่าเรื่องเล่าบ้านผีสิงนั้นไม่น่านำมาใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธย้ายเข้าของนายกรัฐมนตรีได้ ในทางกลับกันบ้านหลังนั้นอาจไม่ใช่สถานที่ที่สะดวกสบายสักเท่าไหร่สำหรับคนญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับบ้านขนาดเล็กกะทัดรัด ดังนั้นการย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่อาจรู้สึกแปลกๆ และนั้นอาจเป็นเหตุผลที่เป็นไปได้มากกว่าเรื่องบ้านผีสิง

เรื่องนี้ฟังดูคล้ายๆ กับ “บ้านพิษณุโลก” หรือบ้านบรรทมสินธุ์ บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยซึ่งลือกันว่า “ผีดุ” เช่นกัน ครั้งหนึ่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าพักได้เพียง 2 วันเท่านั้นก็มีเหตุให้ต้องย้ายออกไป

จนกระทั่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซื้อบ้านหลังนี้ไปก็ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดย้ายเข้าไปอาศัยอยู่อย่างเป็นทางการ เห็นจะมีเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ที่อาศัยขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานถึงสองสมัย แต่หลังจากนั้นบ้านหลังนี้ก็ใช้เป็นเพียงที่ประชุมและรับแขกเท่านั้น

ที่ผ่านมาก็มีเรื่องเล่าขานถึงตำนานบ้านพิษณุโลกอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมีคนได้ยินเสียงม้าวิ่ง ม้าร้อง ออกมาจากรูปปั้นม้าหน้าบ้าน หรือแม้กระทั่งเห็นผู้หญิงสวมชุดไทย

ถึงกระนั้นพล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา ซึ่งเคยพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่เด็กจนโตเคยยืนยันว่าไม่มีเรื่องผีดุแต่อย่างใด เช่นเดียวกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีก็อธิบายว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเรื่องหลอนอะไรเพียงแต่ออกแบบมาไม่เก็บเสียงจึงทำให้มักได้ยินเสียงแว่วอยู่เป็นประจำ

ภาพโดย ?/Wikipedia

Alibaba โดนอีก! เจอแบน UC Browser หลังรัฐบาลตำหนิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648057

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.Alibaba โดนอีก! เจอแบน UC Browser หลังรัฐบาลตำหนิสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของจีนได้ลบ UC Browser ออกจากแอปสโตร์หลังพบโฆษณาผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสม

รอยเตอร์สรายงานว่าสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของจีนได้ลบ UC Browser เว็บเบราว์เซอร์ที่พัฒนาโดยอาลีบาบา (Alibaba) ออกจากแอปสโตร์ หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนว่ามีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่มีใบอนุญาตรวมทั้งมีการแอบอ้างและโฆษณาเกินจริง

ส่งผลให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ดำเนินการโดยผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน ได้แก่ Huawei, Xiaomi และ Vivo จะไม่สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันดังกล่าวได้ แต่ยังคงมีให้บริการในแอปสโตร์ของ Apple

ทั้งนี้ UC Browser เป็นหนึ่งในบริษัทจีนและต่างประเทศจำนวนมากที่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ในรายการ “315” จากสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี

โดยก่อนหน้านี้ทาง UC ได้ออกมาขอโทษพร้อมระบุว่าได้เริ่มการสอบสวนและดำเนินมาตรการแก้ไขเบื้องต้นแล้ว ขณะที่อาลีบาบายังไม่ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการหลังเกดกรณีดังกล่าวเพียงแต่อ้างถึงคำสั่งข้างต้นของ UC

Photo by Philippe LOPEZ / AFP

พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ต้องสงสัยเป็นท่อน้ำเลี้ยงผู้ประท้วงเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648032

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ต้องสงสัยเป็นท่อน้ำเลี้ยงผู้ประท้วงเมียนมาจอร์จ โซรอส ตกเป็นผู้ต้องสงสัยสนับสนุนการเงินให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมียนมา

หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar  ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกองทัพเมียนมารายงานว่า ทางการเมียนมาจับกุม Phyu Pa Pa Thaw เจ้าหน้าที่การเงินของมูลนิธิ Open Society Myanmar (OSM) ซึ่งก่อตั้งโดย จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อก้องโลก ไปสอบสวนเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่โอนไปยังกลุ่มผู้ประท้วงในเมียนมา

นอกจากนี้ ทางการกำลังตามตัวเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิอีก 11 คน เนื่องจากต้องสงสัยว่ามูลนิธิ OSM สนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหาร

Global New Light of Myanmar ระบุว่า มูลนิธิ OSM แลกเงินจำนวน 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินจัตของเมียนมาแล้วโอนเงินก้อนดังกล่าวโดยไม่ได้ขออนุญาตจากกรมบริหารการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเมียนมา และชี้ว่าองค์กรดังกล่าวให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับการทำอารยะขัดขืน (CDM) ของผู้ประท้วง

Global New Light of Myanmar ยังเผยแพร่ภาพที่อองซานซูจีพบกับจอร์จ โซรอสที่นิวยอร์กเมื่อปี 2016 และที่อองซานซูจีพบกับ อเล็กซานเดอร์ โซรอส บุตรชายจอร์จในเมียนมา ทว่าไม่ได้เชื่อมโยงว่าอองซานซูจีเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ Open Society และการโอนเงินดังกล่าว

ด้านมูลนิธิ Open Society ไม่ได้ตอบอีเมลสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ของมูลนิธิ Open Society Foundations ระบุว่า เป็นองค์กรอิสระที่สนับสนุนโดยเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำงานด้านความยุติธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน โดยให้เงินช่วยเหลือผ่านเครือข่ายมูลนิธิทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

ขณะที่มูลนิธิในเมียนมาทำงานด้านการสนับสนุนภาคประชาสังคมและกลุ่มต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของคนชายขอบที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่มีอำนาจต่อรองเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย

ส่วนตัว จอร์จ โซรอส เองและมูลนิธิที่เจ้าตัวก่อตั้งมักจะถูกรัฐบาลในหลายประเทศโจมตี และเขายังเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ และการปล่อยข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

AFP PHOTO / LAKRUWAN WANNIARACHCHI

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตราเซเนกาน่ากังวลแค่ไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648020

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 17:36 น.ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตราเซเนกาน่ากังวลแค่ไหนหลายประเทศเริ่มระงับการใช้วัคซีนต้าน Covid-19 จากแอสตราเซเนกาหลังพบภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ขณะนี้พลเมืองโลกนับล้านคนได้รับวัคซีนต้าน Covid-19 จากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) หลังจากผลการทดลองในคนพบว่าปลอดภัย แต่เมื่อเร็วๆ นี้กลับพบชาวยุโรปที่ได้รับวัคซีนมีปัญหาลิ่มเลือดอุดตันและเลือดออกผิดปกติ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน แม้ว่าจะยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างอาการของผู้ป่วยกับวัควีนของแอสตราเซเนกาก็ตาม

รายงานนี้ส่งผลให้หลายประเทศระงับการใช้วัคซีนไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนระหว่างรอผลการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนจนกว่าจะมีผลสรุปชัดเจน ขณะที่ประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนให้กับนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปแล้ว แล้วคนไทยที่จะต้องฉีดต้องกังวลไหม?

เกิดปัญหาอะไรกับวัคซีนจากแอสตราเซเนกา

ก่อนหน้านี้ชาวนอร์เวย์ซึ่งอายุต่ำกว่า 50 ปี 4 คนฉีดวัคซีนจากแอสตราเซเกาแล้วมีปัญหาลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกผิดปกติ และมีเกล็ดเลือดซึ่งจะช่วยให้เลือดแข็งตัวต่ำ และในจำนวนนี้ 2 คนเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมอง อีก 2 คนต้องเข้าโรงพยาบาล ต่อมาการเสียชีวิตของหญิงชาวเดนมาร์กวัย 60 ปี และชายชาวอิตาลีวัย 57 ปีทำให้หลายประเทศตัดสินใจระงับการใช้วัคซีนแอสตราเซเนกา แม้ว่าจะยังไม่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าการเสียชีวิตดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่

วัคซีนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ไหม

แดเนียล แซมอน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อความปลอดภัยวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์เผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่าวัคซีนก่อให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทั้งนี้ ลิ่มเลือดอุดตันพบได้ตามปกติในประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตั้งข้อสังเกตว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่พบให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญและไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

ส่วนมาร์ก สลิฟกา นักวิจัยวัคซีนจากมหาวิทยาลัย Oregon Health and Science University กล่าวว่า การเกิดลิ่มเลือดอุดตันมีหลายสาเหตุ หลายปัจจัยเสี่ยง และมีหลายคนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และคนเหล่านี้ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีน

ด้าน สเตฟาน มอลล์ นักโลหิตวิทยาและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนายกตัวอย่างว่า ชาวอเมริกันมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือเท้าหรือส่วนอื่นๆ ราว 300,000-600,000 คนต่อปี หรือราว 1,000-2,000 คนต่อวัน สหรัฐมีประชากรราว 253 ล้านคน และหากชาวอเมริกันฉีดวัคซีนวันละ 2.3 ล้านคน หมายความว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 1% ได้รับวัคซีนในแต่ละวัน และเมื่อคำนวณต่อไปจะพบว่า ในจำนวนคนที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 1,000-2,000 ต่อวัน มีเพียง 1% หรือ 10-20 คนต่อวันเท่านั้นที่เกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับวัคซีนซึ่งเป็นอัตราปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

ข้อมูลที่มีอยู่ของแอสตราเซเนกาบอกอะไรเราบ้าง

เดวิด วอห์ล ผู้อำนวยการคลินิกวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาเผยว่า ยังไม่พบหลักฐานว่าวัคซีนต้าน Covid-19 ตัวใดๆ ก่อให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในการทดสอบทางคลินิกขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี การทดลองกับการใช้จริงมีความแตกต่างกัน โดยการใช้วัคซีนของแอสตราเซเนกาจริงในประเทศอังกฤษกับประชากร 9.7 ล้านคนเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเกิดขึ้นน้อยมากเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาเท่าๆ กับวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) แต่พบภาวะเกล็ดเลือดต่ำผิดปกติในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่าไฟเซอร์

ดังนั้น เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนเมื่อนำมาใช้จริงกับคนกลุ่มใหญ่จึงต้องมีการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าวัคซีนของแอสตราเซเนกาทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

วัคซีนก่อให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติอื่นๆ หรือไม่

วัคซีนอื่น โดยเฉพาะวัคซีนที่ฉีดให้เด็กเพื่อป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมันเชื่อมโยงกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชั่วคราว ขณะที่มีรายงานภาวะเกล็ดเลือดต่ำในผู้ที่ได้รับวัคซีนของโมเดอร์นา (Moderna) ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และแอสตราเซเนกาจำนวนเล็กน้อย โดยแพทย์ในรัฐฟลอริดา 1 รายเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมองเนื่องจากเกล็ดเลือดไม่เพิ่มขึ้น และอีกรายหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ทางการสหรัฐกำลังตรวจสอบทั้งสองเคสนี้

แอสตราเซเนกาดำเนินการอะไรบ้าง

เมื่อสัปดาห์ก่อนแอสตราเซเนกาชี้แจงครั้งแรกเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัควีนหลังจากออสเตรียระงับการใช้วัคซีนโดยระบุว่า ยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ต่อมาหลังจากเดนมาร์กระงับวัคซีนอีกราย แอสตราเซเนกาออกแถลงการณ์ว่า จากข้อมูลความปลอดภัยของบริษัทซึ่งมีกว่า 10 ล้านรายการ ไม่พบหลักฐานว่าวัคซีนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

หลังจากหลายประเทศเริ่มระงับการใช้ แอสตราเซเนกาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดยระบุตัวเลขผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากวัคซีน และตัวเลขผู้ที่ได้รับวัคซีนในขั้นตอนการทดลองทางคลินิก และแคมเปญการสร้างภูมิคุ้มกันในยุโรปที่ชัดเจนขึ้น

และล่าสุด ตัวแทนของแอสตราเซเนกาเผยว่าบริษัทกำลังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป รวมทั้งกำลังรอผลการประเมินจากทั้งสององค์กร

ภาพ: Thailand Government House

จีนสั่งอพยพพนักงานออกจากโรงงานในเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648044

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 17:01 น.จีนสั่งอพยพพนักงานออกจากโรงงานในเมียนมาทางการจีนสั่งบริษัทในเมียนมาอพยพพนักงานออกจากเมียนมาหลังโรงงานหลายแห่งถูกโจมตี

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในหลายบริษัทว่า คณะกรรมการกำกับตรวจสอบและบริหารทรัพย์สินของรัฐ (SASAC) มีคำสั่งให้รัฐวิสาหกิจสัญชาติจีนในเมียนมาอพยพพนักงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่ต้องหยุดชะงักอันเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองกลับจีน

ทางการยังสั่งให้พนักงานที่ใกล้จะครบกำหนดผลัดเปลี่ยนกับพนักงานคนอื่น พนักงานที่ยังไม่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 พนักงานที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล และพนักงานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในท้องถิ่นกลับจีนเช่นกัน

พนักงานจากรัฐวิสาหกิจด้านการก่อสร้างรายหนึ่งเผยว่า ได้รับคำสั่งจาก SASAC เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างที่โรงงานของจีนถูกโจมตี และเกือบทุกโครงการของจีนหยุดดำเนินการแล้ว โดยคาดว่าพนักงานส่วนใหญ่จะต้องเดินทางกลับจีน

นอกจากนี้ ทางการจีนยังสั่งให้บริษัทรัฐวิสาหกิจจีนในเมียนมาซ้อมรับเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้แน่ใจว่ามียานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร และสิ่งจำเป็นอื่นๆ เพียงพอสำหรับการอพยพ

คำสั่งอพยพดังกล่าวมีขึ้นหลังจากโรงงานที่ลงทุนโดยคนจีนรวม 32 แห่งในย่านการค้าของเมืองย่างกุ้งถูกกลุ่มผู้ประท้วงโจมตีและจุดไฟเผา ส่งผลให้ทรัพย์สินเสียหายกว่า 240 ล้านหยวน และพนักงานชาวจีนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

ด้านบริษัท Fast Retailing Co ของญี่ปุ่นที่ผลิตสินค้าแบรนด์ Uniqlo ยืนยันว่าเกิดเพลิงไหม้ที่โรงงาน 2 แห่งในเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

Photo by STR / AFP

เมียนมาอ่วม ข้าวยากหมากแพงชาวบ้านแห่อพยพหนีกฎอัยการศึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648019

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 16:33 น.เมียนมาอ่วม ข้าวยากหมากแพงชาวบ้านแห่อพยพหนีกฎอัยการศึกโครงการอาหารโลกชี้ราคาอาหารในเมียนมาพุ่งสูงนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ด้านประชาชนพากันอพยพหลังรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

โครงการอาหารโลก (WFP) หน่วยงานด้านอาหารของสหประชาชาติกล่าวว่าราคาอาหารและน้ำมันในเมียนมาพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจหยุดชะงักและส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อครอบครัวยากจน

โดยโครงการอาหารโลกระบุว่าราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น 20% ในบางพื้นที่ในเมืองย่างกุ้ง และราคาข้าวสูงขึ้น 4% ในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงในบางพื้นที่ของรัฐคะฉิ่นราคาข้าวสูงขึ้นถึง 35% นอกจากนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ รัฐยะไข่ทางตะวันตก

ทั้งนี้ ค่าน้ำมันทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 15% นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. และมีแนวโน้มว่าราคาอาหารและน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเช้าวันนี้ (16 มี.ค.) สำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมา The Irrawaddy เผยแพร่ภาพถ่ายของชาวบ้านที่พากันอพยพออกจากเมืองหลังจากที่รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

โดยชาวบ้านจำนวนมากพากันหอบข้าวของขึ้นรถบรรทุกและรถตุ๊กตุ๊กหลังกองกำลังความมั่นคงยกระดับการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ท่ามกลางนานาประเทศออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเกือบทุกวันพร้อมตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทุกคืนเพื่อปิดกั้นการนัดระดมพล โดยล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตสืบเนื่องจากการประท้วงต่อต้านรัฐประหารแล้วอย่างน้อย 183 ราย

Photo by STR / AFP