รักไม่เคยจาง สามียังดำน้ำค้นหาภรรยาสูญหายจากสึนามิแม้ผ่านไป 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647563

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 09:30 น.รักไม่เคยจาง สามียังดำน้ำค้นหาภรรยาสูญหายจากสึนามิแม้ผ่านไป 10 ปีวันนี้คือวันครบรอบ 10 ปีที่แผ่นดินไหวและสึนามิพัดถล่มญี่ปุ่น และพัดพาภรรยาคนหนึ่งไปจากสามี

วันนี้ของปี 2011 เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นที่ญี่ปุ่นที่ทำเอาเศร้ากันไปทั้งโลก นั่นคือ แผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มแนวชายฝั่งแปซิฟิกของญี่ปุ่นจนราบเป็นหน้ากลอง คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 20,000 คน สูญหายอีกเกือบ 3,000 คน  

และแม้จะผ่านมาถึง 10 แล้ว แต่ร่างของผู้สูญหายบางคนยังหาไม่พบ หนึ่งในนั้นคือร่างของ ยูโกะ ในวัย 47 ปีในขณะนั้น

หลังจากทราบว่าภรรยาซึ่งหลบอยู่บนดาดฟ้าของธนาคารแห่งหนึ่งในเมืองโอะนะงะวะ จังหวัดมิยะงิถูกคลื่นสึนามิสูง 20 เมตรพัดพาไป ยะสุโอะ ทะคะมัตสึ ผู้เป็นสามีก็ไม่เคยละความพยายามในการตามหาเธอเลยสักวัน เมื่อตามหาบนพื้นดินไม่พบ เขาก็ตามหาในน้ำ

ทะคะมัตสึไม่เคยดำน้ำมาก่อน แต่ความคิดถึงภรรยาเป็นแรงผลักดันให้เขาเรียนสกูบาไดฟ์จนได้ใบอนุญาตในอีก 2 ปีให้หลัง เพื่อออกตามหาร่างของเธอ

“ผมยังรู้สึกเหมือนกับตอนที่สึนามิถล่ม ความรู้สึกผมไม่เคยเปลี่ยนเลย และผมจะยังรู้สึกเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะพบเธอ ผมอยากหาเธอให้เจอ แต่ก็รู้สึกว่าอาจจะหาไม่เจอเพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่มาก แต่ผมต้องตามหาเธอต่อไป” ทะคะมัตสึในวัย 64 ปีกล่าว

ทะคะมัตสึออกไปดำน้ำตามหาภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากทุกสัปดาห์ตลอด 7 ปีหลังจากได้ใบอนุญาตดำน้ำ จนถึงตอนนี้เขาลงดำน้ำแล้ว 470 ครั้งและจะยังดำต่อไป

นอกจากดำคนเดียวแล้ว ทะคะมัตสึยังเข้าร่วมกับทางการท้องถิ่นดำน้ำค้นหาร่างผู้สูญหายจากสึนามิเดือนละครั้งด้วย

“ผมดำน้ำราวกับว่าผมจะเจอเธอสักที่ ผมคิดเสมอว่าเธออาจจะอยู่ที่ไหนสักที่ใกล้ๆ ”

จนถึงตอนนี้ทะคะมัตสึเจอทั้งอัลบั้ม เสื้อผ้า และสิ่งของอื่นๆ มากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีชิ้นไหนเป็นของภรรยาของเขาเลย

ถึงกระนั้นเจ้าตัวยืนยันว่าจะดำน้ำตามหาร่างภรรยาต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายของตัวเองยังเคลื่อนไหวได้อยู่ เพราะเขาเชื่อว่ายูโกะต้องการกลับบ้าน จากข้อความสุดท้ายก่อนที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นพรากเธอไปจากเขาที่เธอส่งมาบอกว่า “คุณปลอดภัยไหม ฉันอยากกลับบ้าน”

การพายูโกะกลับบ้านตามที่เธอต้องการคือสิ่งที่สามีคนนี้ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ยะสุโอะ ทะคะมัตสึ ลงดำน้ำท่ามกลางน้ำในมหาสมุทรที่เย็นเป็นน้ำแข็งเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2014

AFP PHOTO/Toru YAMANAKA

พระราชทรัพย์ควีนค่าควรเมือง เป็นของชาติหรือส่วนพระองค์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647535

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 21:50 น.พระราชทรัพย์ควีนค่าควรเมือง เป็นของชาติหรือส่วนพระองค์?แฟนซีรีส์ The Crown คงได้เห็นฉากที่ตัวละครในเรื่องที่รับบทสมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์ก้าวย่างไปตามโถงของพระราชวังบักกิงแฮมที่เต็มไปด้วยภาพวาดตระการตาแขวนอยู่บนผนังมาบ้างแล้ว แต่ขอบอกว่าที่เห็นในซีรีส์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

อันที่จริงงานศิลปะของสะสมของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 หรือ Royal Collection มีมากกว่าภาพวาด และที่สำคัญคือ งานสะสมเหล่านี้เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นที่ครอบครองโดยเอกชนที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก ซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านปอนด์

เนื่องจากพระราชทรัพย์ส่วนนี้จะทรงขายออกไม่ได้ ผู้คนจึงมักเรียกกัน (แบบผิดๆ) ว่าเป็นสมบัติของชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Royal Collection เป็นของสมเด็จพระราชานีและองค์พระประมุขของชาติเท่านั้น ทรงขายออกไม่ได้ก็จริงแต่การที่จะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นำออกแสดงให้ประชาชนได้ชม ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณเป็นหลัก

ดังเช่นเมื่อครั้งที่ทรงมีพระบรมราโชบายให้เปิด Royal Collection ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 นั้นมีผู้คำนวณว่าพระราชทรัพย์อันหาค่ามิได้ที่ประชาชนมีโอกาสได้ยลมีแค่ 0.1% ของพระราชทรัพย์ทั้งหมดในคอลเลกชั่นเท่านั้น

ประเด็นปัญหาของ Royal Collection คือความที่มั่นเป็นคอลเลกชั่นงานศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ประชาชนมีโอกาสได้ชมมันน้อยถึงน้อยมากจากจำนวนเต็ม ฝ่ายราชาธิปไตยนิยมให้เหตุผลว่าก็เพราะเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ จะได้ชมหรือไม่ได้ชมนั้นคืออยู่กับ “เจ้าของ”

ส่วนพวกสาธารณรัฐนิยมอ้างว่าราชวงศ์ดูแลคอลเลกชั่นนี้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น อ้างว่าไม่มีการทำบัญชีที่เหมาะสม มีพวกอภิสิทธิชนไม่กี่คนที่ได้ชม และควรที่จะให้รัฐบาลไปดูแลเสีย และที่สำคัญพวกไม่นิยมเจ้านายยังอ้างว่า “พระราชินีไม่ได้เป็นเจ้าของในฐานะเอกชน แต่เป็นพวกเรา (ประชาชน)”

แต่ฝ่ายนิยมเจ้านายบอกว่าการอ้างแบบนั้น “ผิด” เช่นคำอธิบายของโจ เอลเดร็น (Joe Eldren) สมาชิกของสันนิบาตราชาธิปไตยบริติช (The British Monarchist League) บอกว่า

“จริงๆเหรอ? ‘เรา’ จ่ายให้งั้นเหรอ? ไม่ ‘พวกเรา’ ไม่ได้จ่าย – เงินถูกใช้ไปโดยพระมหากษัตริย์จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินจากรัฐที่ผ่านการโหวตแล้วสำหรับการธำรงรักษาของราชวงศ์ แน่นอนว่าพวกรีพับลิกันจะโต้แย้งทันทีว่าในฐานะผู้เสียภาษีพวกเขาเป็นแหล่งเงินทุนและในที่สุด ‘ความเป็นเจ้าของ’ ก็อยู่กับพวกเขา ก่อนอื่น นี่เป็นความจริงที่ไม่ถูกต้อง – พระมหากษัตริย์ผู้ได้มาซึ่งพระราชทรัพย์นั้นอาจใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ ประการที่สองการโต้แย้งว่าแหล่งเงินทุนเดิมนั้นเป็นเจ้าของ (หมายถึงเจ้าของภาษี) เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ตัวอย่างเช่นสมมติว่าวันหนึ่งนายจ้างของคุณมาหาคุณและพูดว่า ‘เฮ้ บ้านหลังนั้น รถคันนั้น เครื่องเสียงดีๆ ทั้งหมดเป็นของฉันเพราะฉันจ่ายค่าจ้างให้คุณ!’ ” นี่มันเรื่องไร้สาระอย่างชัดเจน เมื่อส่งมอบเงินแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้รับว่าจะใช้จ่ายหรือลงทุนอย่างไร การที่พระมหากษัตริย์ใช้จ่ายเงินส่วนพระองค์เพื่อปรับปรุงคอลเลกชันเพื่อประโยชน์ของชาติโดยรวมเป็นสิ่งที่ควรยกย่องไม่พึงถูกประณามด้วยความไม่รู้ หรือด้วยความคิดอันชั่วร้าย”

หากพิจารณาตามข้ออ้างนี้สามารถถอดนัยออกมาได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษทำหน้าที่ปกครอง (หน้าที่โบราณ) และทรงเป็นประมุข (หน้าที่ปัจจุบัน) เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กับสถาบันก็เพื่อให้ทรงทำหน้าที่พิทักษ์ประเทศชาติและปกป้องประชาชน อันเป็นหน้าที่ของนักรบแต่โบราณ เมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนไปสถาบันไม่ใช่ผู้รับภาษีโดยตรง แต่เป็นรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน รัฐบาลนั้นได้ทำการโหวตเพื่อถวายเงินภาษีเป็นงบประมาณในการธำรงพระราชวงศ์เพื่อให้ทรงทำหน้าที่ประมุขต่อไป

อนึ่ง ราชวงศ์อังกฤษถูกเรียกว่า “สถาบัน” (the institution) คล้ายกับประเทศไทย แต่มีความหมายว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่ประกอบด้วยผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้องกับระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยสมเด็จพระราชินีทรงเป็นตำแหน่งสูงสุดในสถาบันนี้ ดังนั้นสถาบันไม่ใช่องค์กษัตริย์เท่านั้น แต่องค์กษัตริย์ทรงเป็นส่วนหนึ่งที่สูงสุดของสถาบัน

กลับมาที่ประเด็นถกเถียงเรื่องใครเป็นเจ้าของ Royal Collection อีกครั้ง มีผู้เถียงว่าคอลเลกชั่นนี้ไม่ควรถือเป็นของสถาบันเพราะพระราชทรัพย์เคยถูกระบอบสาธารณรัฐสมัยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์นำออกขายไปแล้วรอบหนึ่งหลังสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 และเมื่อรื้อฟื้นระบอบกษัตริบ์ขึ้นมาใหม่ (Restoration) สมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงรวบรวมคอลเลกชั่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในแง่นี้บางคนอาจจะอ้างว่าควรถือเป็นเงินแผ่นดินที่ซื้อมาไม่ใช่เงินส่วนพระองค์

ประเด็นนี้ถูกแจ้งไว้ใน “บันทึกช่วยจำว่าข้อตกลงเรื่องภาษีสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่ระบุไว้ในมาตราที่ 1.9 (ส่วนภาษีมรดก) ดังนี้ “ทรัพย์สินบางส่วนถือโดยสมเด็จพระราชินีในฐานะองค์อธิปัตย์แทนที่จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ทรัพย์เหล่านี้ไม่อาจนำออกขายเพื่อจัดหารายได้หรือทุนสำหรับการใช้งานส่วนพระองค์ของของสมเด็จพระราชินีและให้สืบทอดจากอธิปัตย์หนึ่งไปยังองค์ถัดไป ที่ประทับอย่างเป็นทางการ, หอจดหมายเหตุ, รอยัลคอลเลคชัน ภาพวาดและงานศิลปะอื่นๆ และทรัพย์สินอื่นๆ ที่สมเด็จพระราชินีถือครองอยู่ในฐานะส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์ (the Crown) ตกอยู่ในหมวดหมู่นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะต้องจ่ายภาษีมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินดังนี้”

ข้อมูลเหล่านี้น่าจะให้ความกระจ่างให้พอสมควร

แต่เพราะสถานะอันยิ่งใหญ่และเกี่ยวพันกับประเทศชาติทำให้การพูดถึงสถาบันฯ และพระราชทรัพย์มีความซับซ้อนตามไปด้วย แม้แต่เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามีของสมเด็จพระราชินีก็ยังทรงเข้าพระทัยผิดไปจากตัวบทกฎหมาย โดยในการให้สัมภาษณ์ทางทีวีในปี 2000 ซึ่งพูดถึงผลงานชิ้นเอกของ Royal Collection ดยุคตรัสว่าสมเด็จพระราชินี “ในทางเทคนิคแล้วทรงมีเสรีภาพในการขาย”

ดังนั้นการพูดถึงเรื่องแบบนี้จึงต้องพูดด้วยความระมัดระวังและอิงกับตัวบทกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลหรือสาธารณชน

ว่ากันด้วยรายละเอียดของคอลเลกชั่นส่วนพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเป็นเจ้าของงานศิลปะรวมแล้วนับล้านชิ้น แบ่งเป็นงานจิตรกรรม 7,000 ชิ้น จิตรกรรมสีน้ำ 30,000 ชิ้น จิตรกรรมลายเส้น 500,000 ชิ้น ภาพถ่าย 450,000 ชิ้น รวมถึงมงกุฎเพชรซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องดนตรี เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ พรม รถยนต์วินเทจ นาฬิกา

ที่น่าสนใจคือ งานศิลป์ชิ้นมาสเตอร์พีซของศิลปินดัง อาทิ ของแรมบรันต์อย่างน้อย 6 ชิ้น ของคานาเล็ตโตกว่า 50 ชิ้น ของลีโอนาร์โด ดาวินชีนับร้อยชิ้น ของเปเตอร์ เปาล์ รือเบินส์ หลายชิ้น และของมิเกลันเจโลอีกกว่า 20 ชิ้น

งานศิลป์ในครอบครองของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธในปัจจุบันนี้ เริ่มต้นสะสมโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 17 ก่อนจะสวรรคตในปี 1649 พระองค์ได้รวบรวมงานศิลป์ชิ้นโด่งดังที่น่าตื่นตาที่สุดเท่าที่กษัตริย์องค์ไหนๆ เคยสะสมมา อาทิ ผลงานของมิเกลันเจโล, การาวัจโจ, ดาวินชี และฮอลไบน์

อย่างไรก็ดี หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกสำเร็จโทษ งานศิลป์ส่วนใหญ่ถูกขายออกไปและบางส่วนไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริดของสเปน ทว่าหลังจากนั้นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงซื้อกลับคืนและเริ่มสะสมเข้าคอลเลคชั่นงานศิลปะสะสมของราชวงศ์อังกฤษเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากจะเป็นทรัพย์สมบัติตกทอดกันมาแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ยังทรงยกงานศิลป์ส่วนตัวของพระองค์ให้กับคอลเลคชั่นของราชวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชิ้นงานที่ทรงสะสมมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ โดยชิ้นงานที่ทรงยกให้ช่วงล่าสุดนี้เป็นผลงานของ แอนดี วอร์ฮอล และเซอร์ อนิช กาปูร์

งานสะสมเหล่านี้มีเยอะมากจนบางชิ้นหลงหูหลงตาไปและพบชิ้นใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น การพบภาพ “The Calling of Saint Peter and Andrew” ของการาวัจโจโดยบังเอิญที่ห้องเก็บของในพระราชวังแฮมตันคอร์ทในปี 2006 หรือราว 400 ปีหลังจากภาพดังกล่าวถูกวาดขึ้น

อย่างไรก็ดี ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น แม้ขณะนี้สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธทรงเป็นเจ้าของคอลเลคชั่นงานศิลป์ล่ำค่าเหล่านี้ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ของพระองค์ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่เป็นของชาติและของผู้ที่จะมาสืบทอดบัลลังก์ต่อ โดยมีทรัสต์ที่เรียกว่า Royal Collection Trust เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้

ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำลายสมบัติทุกชิ้นที่อยู่ในทรัสต์

งานศิลป์ในคอลเลคชั่นทั้งหมดกระจายเก็บไว้ในสถานที่ต่างๆ เช่น พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ท พระราชวังวินด์เซอร์ พระราชวังเคนซิงตัน ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชม รวมทั้งที่หอศิลป์สมเด็จพระราชินีภายในพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับจัดแสดงงานศิลป์ Royal Collection โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังให้บรรดาพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกยืมไปจัดแสดงราว 3,000 ชิ้น และนำไปจัดแสดงในนิทรรศการต่างๆ เพื่อแบ่งปันให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชม

ภาพหลัก  AFP PHOTO / ANP / Robin van Lonkhuijsen

บริษัทเนื้อหอม Second Sight ผู้มอบโลกใบใหม่ให้ผู้พิการทางสายตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647541

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 20:31 น.บริษัทเนื้อหอม Second Sight ผู้มอบโลกใบใหม่ให้ผู้พิการทางสายตาหุ้นของบริษัท Second Sight Medical พุ่งทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์หลังจากที่ FDA อนุมัติแว่นตาสำหรับคนตาบอด

Second Sight Medical บริษัทไบโออิเล็คทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกาผู้สร้างนวัตกรรมที่สามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตาภายใต้สโลแกน “Life in a New Light” (ชีวิตในแสงสว่างใหม่) ถูกจับตามองอีกครั้งหลังราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้ โดยล่าสุดอยู่ที่ 15.48 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น จากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของบริษัทโดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1 ถึง 2 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

ขณะที่มูลค่าทางการตลาดทะยานขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 359 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 11,000 ล้านบาทซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติผลิตภัณฑ์ล่าสุดของบริษัท “Argus 2” ซึ่งเป็นเสมือนตัวช่วยที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตา

Argus 2 คือแว่นตาที่จะช่วยประมวลผลและแปลงภาพที่บันทึกจากกล้องตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่กับแว่นตาเพื่อส่งข้อมูลไปยังตัวรับข้อมูลที่ฝังอยู่บนพื้นผิวเรตินาของผู้ป่วยโรคอาร์พี หรือตาบอดกลางคืน ให้พวกเขาได้มองเห็นโลกได้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

โดยขณะนี้มีผู้ป่วยกว่า 350 คนทั่วโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายตัวรับดังกล่าวเชื่อมต่อกับแว่นตา ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับอย่างดี โดยมีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มี.ค. นี้

ทั้งนี้ Second Sight เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตามากว่า 20 ปี โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยมีแรงบันดาลใจที่จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้พิการทางสายตา ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน กลับไปทำงานอดิเรกได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตลอดจนเพลิดเพลินกับความคล่องตัวและอิสระในการใช้ชีวิต ผ่านแนวคิด “เทคโนโลยีการมองเห็นเทียมที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงสำหรับคนตาบอดทั่วโลก”

นอกจากนี้ Second Sight ยังมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ “Orion” ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพื่อสร้างการมองเห็นให้แก่ผู้พิการทางสายตาจากสาเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นต้อหิน เบาหวานขึ้นตา ความผิดปกติที่เส้นประสาทตา เป็นต้น

AFP PHOTO/Jim WATSON

จิตวิญญาณสื่อ! นักข่าวเมียนมาไม่กลัวทหารขู่รายงานการประท้วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647496

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 19:30 น.จิตวิญญาณสื่อ! นักข่าวเมียนมาไม่กลัวทหารขู่รายงานการประท้วง ก่อนหน้านี้กองทัพเมียนมาสั่งแบนสื่อ 5 แห่งที่รายงานสถานการณ์ประท้วง

เมื่อวันจันทร์ (8 มี.ค.) ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมามีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตสื่อท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่ Mizzima, Democratic Voice of Burma, Khit Thit Media, Myanmar Now และ 7Day News โดยห้ามไม่ให้เผยแพร่ เขียน หรือให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารผ่านช่องทางนำเสนอข่าวทุกช่องทาง

ทว่า สื่อมวลชน 4 ใน 5 แห่งที่ถูกแบนไม่ยอมทำตามคำสั่งดังกล่าว โดยจะเดินหน้านำเสนอข่าวการประท้วงตามวิชาชีพต่อไปผ่านช่องทางออนไลน์

Tha Lun Zaung Htet ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว Khit Thit Media เผยกับสำนักข่าว Anadolu Agency ว่า “เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและกองทัพเองต่างหากที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เห็นได้ชัดว่าการเพิกถอนใบอนุญาตเป็นการพยายามปิดกั้นข้อมูลที่ถูกต้อง”

Tha Lun Zaung Htet ยืนยันว่าสำนักข่าว Khit Thit Media จะเดินหน้านำเสนอข่าวต่อไป และเจ้าตัวได้ลาออกจากสมาคมสื่อมวลชนเมียนมาทันทีหลังจากทางสมาคมสั่งห้ามใช้คำว่า รัฐประหาร รัฐบาลทหาร

จากข้อมูลขององค์กรสื่อไม่แสวงกำไร Democratic Voice of Burma พบว่า นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา มีนักข่าวอย่างน้อย 34 รายถูกจับกุมตัว โดยหลายคนได้รับการปล่อยตัวไม่นานหลังจากนั้น แต่อย่างน้อย 10 คนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวถูกตั้งข้อหาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

Photo by STR / AFP

พันธมิตรตะลุยอวกาศ จีน-รัสเซียจับมือสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647510

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.พันธมิตรตะลุยอวกาศ จีน-รัสเซียจับมือสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์จีนและรัสเซียลงนามร่วมกันวางแผนสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์

รอสคอสมอส หน่วยงานอวกาศของรัสเซียเปิดเผยว่าได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับองค์การบริหารสำนักงานบริหารกิจการอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาสิ่งปลูกสร้างสำหรับวิจัยพื้นผิวและ/หรือวงโคจรของดวงจันทร์

ด้าน CNSA กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของจีนซึ่งเปิดกว้างให้กับทุกประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้

ท่ามกลางความพยายามที่จะเป็นผู้นำด้านอวกาศของทั้งสองประเทศโดยจีนได้ร่วมมือกับนานาประเทศรวมถึงส่งยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้สำเร็จเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเมื่อปลายปีที่แล้วยังได้ส่งยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์และเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกได้อีกด้วย

ขณะที่รัสเซียซึ่งชาติแรกของโลกที่ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ปัจจุบันก็เป็นประเทศที่มีงบประมาณด้านอวกาศมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีน โดยในเดือนเมษายนนี้จะครบรอบ 60 ปีที่ยูริ กาการิน นักบินอวกาศคนแรกเดินทางสู่อวกาศได้สำเร็จ

Photo by Ye Aung THU / AFP

จีนขาย “หลวงพ่อทรัมป์” ช่วยทำบริษัทให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647540

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 17:13 น.จีนขาย "หลวงพ่อทรัมป์" ช่วยทำบริษัทให้ยิ่งใหญ่อีกครั้งบริษัทในจีนเสนอขายรูปทรัมป์สวมจีวรเหมือนหลวงจีน พร้อมโฆษณา “ทำให้บริษัทคุณยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

บริษัทเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เสนอขายรูปเหมือนของทรัมป์ที่ส่วนศีรษะของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนท่องล่างกำลังนั่งสมาธิแต่สวมจีวรเหมือนหลวงจีน

รูปเหมือนนี้ทำจากเครื่องเคลือบสีขาว เสนอข่าวในแพลตฟอร์ม Taobao โดยโปรยโฆษณาว่า “ทรัมป์ผู้รู้ศาสนาพุทธดีกว่าใคร” สินค้ามีราคาตั้งแต่ 999 หยวน ถึง 3,999 หยวนขึ้นอยู่กับขนาดของสินค้า ซึ่งทางผู้ผลิตบอกว่าทำขึ้นมา 100 ชิ้นและขายไปได้หลักสิบแล้ว ส่วนใหญ่ซื้อไปเล่นๆ

เจ้าของไอเดียนี้คือ ปู้ตัว (Buduo Wood) 

สำนักข่าว Global Times ของทางการจีนทำการสัมภาษณ์ผู้ขายซึ่งบอกว่า แนวคิดเรื่อง “หลวงพ่อทรัมป์” ทำให้เขานึกถึงสโลแกนของทรัมป์ที่ว่า “Make American Great Again” (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐมักอ้างว่าเขารู้เรื่องต่างๆ ดีกว่าใครๆ ผู้ขายจึงปรับแนวคิดของทรัมป์ให้เป็นคำขวัญที่เป็นมงคลสำหรับบริษัทจีนโดยประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ว่า “ทำให้บริษัทของคุณกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ภาพ Taobao

Taobao / Buduo
Photo: Sina Weibo / Taobao

บิล เกตส์กังวลขุดบิตคอยน์ทำให้โลกร้อนขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647524

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 15:55 น.บิล เกตส์กังวลขุดบิตคอยน์ทำให้โลกร้อนขึ้นแต่แจ็ค ดอร์ซีย์กลับมองเห็นโอกาสในการใช้พลังงานสีเขียวจากการลงทุนนี้

ในขณะที่บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างๆ กำลังมาแรง ปัญหาหนึ่งที่โลกมองข้ามไปคือ การให้ได้มาซึ่งโทเคนต่างๆ ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

บิล เกตส์ บอกกับ New York Times “บิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าต่อการทำธุรกรรมมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่มนุษย์รู้จัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสภาพภูมิอากาศเลย”

บิล เกตส์คิดว่าตัวเองเป็นคนขี้ระแวงบิตคอยน์ แต่ความระแวงของเขาไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาสภาพอากาศ ในประเด๋นที่มันทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักนั้น บิล เกตส์กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ แต่เขายังไม่มั่นใจ

เขาบอกกับ New York Times “ถ้ามันผลิตจากพลังไฟฟ้าสีเขียวและไม่ได้แย่งไฟฟ้าจากการใช้งานประเภทอื่นๆ มากมาย ในที่สุดมันก็อาจจะโอเคก็ได้”

ทำไมบิล เกตส์ถึงจู้จี้กับการที่บิตคอยน์ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก? นั่นก็เพราะบางรายงานการวิจัยระบุว่าการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่นำมาใช้ในการขุดบิตคอยน์และใช้ในการทำธุรกรรมนั้นในแต่ละปีมีปริมาณเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากนิวซีแลนด์หรืออาร์เจนตินาทั้งประเทศ

ทั้งนี้ การให้ได้มาซึ่งโทเคนหรือเหรียญบิตคอยน์นั้นจะต้องทำการรับรองธุรกรรมและทำการคำนวณแฮช (Hash) ที่อยู่ในบล็อคเชนหรือที่เรียกว่าการขุดหรือทำเหมืองบิตคอยน์ โดยการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ถึงแม้จะรับรองธุรกรรมแล้วก็ไม่ได้หมายความว่านักขุดจะได้โทเคนในทันทีมันต้องอาศัยโชคและดวงด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ต้องเร่งขุดและต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณที่มากในการเดินเครื่อง

จากข้อมูลของ Digiconomist การทำธุรกรรมบิตคอยน์หนึ่งรายการนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนฟุตพรินต์ (หรือการปล่อยคาร์บอนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง) ของธุรกรรมทางการเงินจากบัตรเครดิต Visa ถึง 735,121 รายการหรือเท่ากับการที่เราดูคลิปต่างๆ ใร YouTube นานถึง 55,280 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบแบบนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเทียบที่ไม่เหมาะสม เพราะธุรกรรมของบิตคอยน์โดยเฉลี่ยมีมูลค่าประมาณ 16,000 เหรียญสหรัฐในขณะที่ธุรกรรมจากบัตร Visa โดยเฉลี่ยมีมูลค่า 46.37 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรกตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขุตบิตคอยน์มีส่วนทำลายโลก เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ก่อนมันบูมแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ฮัล ฟินนีย์ นักคริปโตเคอร์เรนซี่คนแรๆ ที่โพสต์บนทวิตเตอร์ ในปี 2009 ว่า “ลองนึกแล้วกันเกี่ยวกับวิธีลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้บิตคอยน์อย่างแพร่หลาย”

แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์และยังตั้งบริษัทชำระเงิน Square เป็นหนึ่งในผู้สนับสนับบิตคอยน์ตัวยงที่สุดทั้งการจัดการกับธุรกรรมและการเก็บรักษาสกุลเงินดิจิทัลไว้ในงบดุลของตัวเอง มีเงินสดสำรองประมาณ 5% ในบิตคอยน์

ดอร์ซีย์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราเชื่อว่าในที่สุดคริปโตเคอร์เรนซี่จะได้รับการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ด้วยพลังงานสะอาด กำจัดคาร์บอนฟุตพรินต์ และผลักดันการนำพลังงานหมุนเวียนไปใช้ทั่วโลก”

แถลงการณ์นี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่จะให้บริษัท Square ของเขาเป็นศูนย์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่กับ 0 ภายในปี 2030 บริษัทของเขายังได้ทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐในการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวใหม่เพื่อใช้ในการขุดบิตคอยน์และมีเป้าหมายที่จะเร่งการเปลี่ยนการขุดบิตคอยน์ไปสู่พลังงานสะอาด

Photo by Ludovic MARIN / AFP

Photo by Ozan KOSE / AFP

Photo by Jim WATSON / AFP

วิจัยชี้วัคซีนไฟเซอร์ป้องกันไวรัสสายพันธุ์โหดในบราซิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647494

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.วิจัยชี้วัคซีนไฟเซอร์ป้องกันไวรัสสายพันธุ์โหดในบราซิลผลการวิจัยล่าสุดพบว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้

ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ซึ่งดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สาขาการแพทย์ พบว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในบราซิล (P.1) เทียบเท่ากับสายพันธุ์อื่นที่แพร่ระบาดเมื่อต้นปีที่แล้ว

โดยทีมวิจัยได้ทำการศึกษาตัวอย่างเลือดซึ่งนำมาจากผู้ที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคเข็มที่ 2 ไปแล้ว 2 ถึง 4 สัปดาห์ และพบว่าสามารถต้านทานไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้

ทั้งนี้ การศึกษาเบื้องต้นในบราซิลพบว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ P.1 แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว 1.4 ถึง 2.2 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่แพร่ระบาดในบราซิล ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มาจากการติดเชื้อครั้งก่อนได้ราว 25% ถึง 61%

นอกจากนี้ยังพบว่าวัคซีนไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับวัคซีนต้านโควิด-19 จากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ซึ่งสถาบันชีวการแพทย์ Fiocruz ของรัฐบาลบราซิลได้ยืนยันว่าสามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในบราซิลได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ผลิตวัคซีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

Photo by Luis ACOSTA / AFP

ไบเดนเปิดเกมรุก ชุมนุมออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่นต้านจีนครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647487

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ไบเดนเปิดเกมรุก ชุมนุมออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่นต้านจีนครั้งแรกไบเดนจับมือผู้นำออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่น เตรียมประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีต้านจีน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐเตรียมนั่งแท่นประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ครั้งแรกในวันที่ 12 ก.พ. นี้ร่วมกับผู้นำออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค

การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในภารกิจพหุภาคีที่สำคัญของไบเดนซึ่งให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูพันธมิตรของสหรัฐหลังจากที่ค่อนข้างล้มเหลวในสมัยฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิก

สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวว่าไบเดนกำลัง “ก้าวไปอีกขั้น” และการประชุมครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในภูมิภาค โดยเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาสนับสนุนอธิปไตยและอิสระในอินโด-แปซิฟิก

ด้านนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้จะครอบคลุมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่ไบเดนให้ความสำคัญ

รวมถึงโยชิฮิเดะ ซุกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะมีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วยเช่นกันเพื่อส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศตลอดจนเจรจาถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ปลอดภัย เท่าเทียม และราคาไม่แพงเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ในเอเชีย

ทั้งนี้ Quad ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นเพื่อเจรจาหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 4 ประเทศท่ามกลางอำนาจและภัยคุกคามของจีนที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สหรัฐเชื่ออีก 6 ปีข้างหน้าจีนอาจบุกไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647476

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 11:10 น.สหรัฐเชื่ออีก 6 ปีข้างหน้าจีนอาจบุกไต้หวันนายทหารระดับสูงของสหรัฐเตือนจีนเตรียมลุยไต้หวันภายในช่วงทศวรรษนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าพลเอก ฟิลิป เดวิดสัน นายทหารระดับสูงของสหรัฐประจำเอเชียแปซิฟิกกล่าวกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสหรัฐว่าจีนกำลังเร่งเดินหน้าเพื่อชิงอำนาจทางทหารและบทบาทความเป็นผู้นำจากสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย

โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สังเกตได้อย่างชัดเจนซึ่งเชื่อว่าภัยคุกคามอาจปรากฏให้เห็นในช่วงทศวรรษนี้หรือภายใน 6 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ไต้หวันเป็นเกาะปกครองตนเองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยแยกตัวออกจากจีนหลังสงครามกลางเมืองจบลงในปี 1949 และหลังจากนั้นก็เผชิญกับการรุกรานจากจีนแผ่นดินใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยจีนอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่มากที่สุดในทะเลจีนใต้

นอกจากนี้พลเอก เดวิดสัน ยังเตือนว่าสหรัฐอาจเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของจีน หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมากองทัพจีนยังเผยแพร่คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์โดยมีภาพปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีเกาะหนึ่งซึ่งคล้ายกับเกาะดิเอโกการ์เซียและเกาะกวมของสหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้มีการติดตั้งขีปนาวุธและเตรียมความพร้อมสำหรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจริงบนเกาะดังกล่าว

Photo by Sam Yeh / AFP