ไบเดนจะเล่นงานใครก่อน จีนหรือรัสเซีย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647450

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:09 น.ไบเดนจะเล่นงานใครก่อน จีนหรือรัสเซีย?ทั้งสองประเทศจับมือกันเหนียวแน่นขึ้นราวกับว่าเตรียมรับมือกับท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐ แต่ผู้นำสหรัฐเลือกที่จะเล่นงานใครแรงที่สุด?

แม้ว่าเราจะมีบทวิเคราะห์ตั้งแต่ก่อนโจ ไบเดนจะชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแล้วว่าเขาจะมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีน และอาจจะหนักมือกว่าทรัมป์เสียอีกเพราะทรัมป์มุ่งเล่นงานจีนในแง่มุมเศรษฐกิจแต่ไม่ค่อยเล่นงานในเรืองการเมือง (เพิ่งจะมาหนักมือเรื่องการเมืองเอาเมื่อตอนจะพ้นอำนาจไม่กี่สัปดาห์)

แต่ “ภัยคุกคาม” ของสหรัฐไม่ได้มีแค่จีน ในแง่การเมืองแล้วรัสเซียเป็นภัยที่รับมือได้ยากกว่าจีนเสียอีก อย่างน้อยดูเหมือนว่าจะจีนจะเอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากวก่า และพยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าทางการเมือง

อีกอย่างก็คือ การทำ “ไอโอ” (Information operation) ของจีนยังอยู่ระดับ “มือสมัครเล่น” คนละชั้นกับรัสเซียซึ่งเป็นไอโอระดับเซียนที่สร้างความวุ่นวายทั้งในสหรัฐและยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (แต่ไม่ใช่กับแฮกเกอร์ซึ่งจีนเป็นระดับเซียนแล้ว) 

สงครามด้านการเมืองที่ชัดที่สุดของสหรัฐคือสงครามกับไอโอรัสเซีย เพียงแต่ว่าไบเดนจะลงมารบแบบจริงจังหรือเปล่าแค่นั้น

รัสเซียนั้นเป็นเจ้าแห่งปฏิบัติการปฏิเสธและหลอกลวง (Denial and deception) เป็นการทำให้คู่กรณี “เละ” จากภายในด้วยการปล่อยข่าวปลอมสร้างความแตกแยกในสังคมก่อน จากนั้นเลือกเป้าหมายที่จะสนับสนุนเพื่อใช้เป็นตัวสร้างความแตกแยก

เช่น กรณีของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 ไอโอรัสเซียประสบความสำเร็จงดงามในการทำให้สังคมอเมริกันแตกจนประสานไม่ติดจนกระทั่งทุกวันนี้ และเลือกที่จะช่วยทรัมป์ (เพราะทรัมป์เองก็สนิทกับฝ่ายรัสเซีย) พร้อมกับปล่อยข่าวปลอมบั่นทอนฝ่ายเดนโมแครต/ฮิลลารี คลินตัน

ผลคือทรัมป์ชนะ แต่ไอโอรัสเซียไม่ได้หยุดแค่นั้น ยังปล่อยข่าวปลอมหรือข่าวจริงในเชิงปั่นหัวเพื่อทำให้คนอเมริกันทะเลาะกันเอง ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอ่อนแอลงมาก เพราะรับมือกับปฏิบัติการข่าวปลอมของรัสเซียแทบไม่ได้

การปั่นของรัสเซียยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดจลาจลที่คองเกรสด้วย

หากไบเดนไม่อยากมีจุดจบแบบฮิลลารี คลินตันเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งจีนเอาไว้ก่อนแล้วหันมาจัดการรัสเซีย เพราะรัสเซียคือ “ศัตรูที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย”

เมื่อวันที่ 18 มกราคม อะเลกเซย์ นาวัลนืย นักการเมืองและนักกิจกรรมต่อต้านการคอร์รัปชันชาวรัสเซียที่ท้าทาย “ระบอบปูติน” ถูกจับคาเครื่องบินทันทีที่เขาเดินทางมาถึงบ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากที่เขาถูกวางยาพิษโดยมือมืดแล้วต้องไปรักษาตัวที่เยอรมนี

ชาติตะวันตกเชื่อว่าปูตินนั่นเองที่สั่งวางยานาวัลนืย และปูตินก็สนองตอบการตั้งข้อสงสัยด้วยการจับกุมเขาทันทีที่กลับรัสเซีย

ประเทศตะวันตกไม่พอใจอย่างมากและเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาวัลนืย หนึ่งในนั้นคือเจค ซัลลิแวน ว่าที่ที่ปรึกษาความมั่นคงของโจ ไบเดน ซึ่งยังไม่รับตำแหน่งแต่ก็ออกแอกชั่นด้วยการเรียกร้องให้รัสเซียปล่อยตัวนาวัลนืยในทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (ซึ่งในเวลานั้นยังบริการโดยคนของทรัมป์) กลับเงียบกริบ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐรัฐบาลทรัมป์วุ่นวายกับการโจมตีจีนอย่างหนักหน่วงในช่วงสัปดาห์สุดท้าย แต่งานแรกๆ ก่อนจะรับตำแหน่งของคนรัฐบาลไบเดนคือการท้าทายรัสเซีย

ก่อนหน้านี้เจค ซัลลิแวนกับแอนโทนี บลิงเคน ว่าที่รัฐมนตรีว่ากการกระทรวงการต่างประเทศถูกจับตาเรื่องนโยนบายจีนมากกว่า และซัลลิแวนมีแอกชั่นกับจีนมากกว่ารัสเซียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ที่สำคัญคือที่ปรึกษาของไบเดนเป็น “สายจีน” ถึง 3 คนแสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนของเขาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อลงไปดูที่นโยบายในระยะยาวมันแม่ทัพของไบเดนในด้านความมั่นคง-การต่างประเทศ มีเป้าหมายในการเพิ่มความเข้มข้นในการรับมือรัสเซียมากกว่า

ไบเดนเองก็เคยกล่าวระหว่างหาเสียงว่า “ผมจะเป็นประธานาธิบดีที่จะยืนหยัดร่วมกับพันธมิตรและเพื่อนของเราและคู่ตรงข้ามกับเราตระหนักให้ชัดเจนไปเลยว่า วันแห่งการอ่อนอข้อต่อเผด็จการสิ้นสุดลงแล้ว”

เผด็จการในที่นี้หมายถึงใครก็ได้ที่เป็นคู่กรณีของสหรัฐ ทั้งจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่านขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐและพันธมิตรมากกว่ากัน

เมื่อนำเอาพันธมิตรของสหรัฐเข้ามาพิจารณด้วยแล้ว รัสเซียน่าจะเป็นเป้าหมายที่ชัดกว่าใครทั้งหมด เพราะไอโอรัสเซียปล่อยข่าวปลอมปั่นยุโรปให้แตกแยกมาหลายปีแล้ว

แอนโทนี บลิงเคนเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงช่วงที่เขาทำงานในรัฐบาลโอบามา ซึ่งช่วงนั้นรัสเซียผนวกเอาคาบสมุทรไครเมียจากยูเคนมาเป็นของตน ดังนั้นเขารู้ดีว่ารัสเซียคุกคามจริงจังกว่าจีนเสียอีกในแง่ของการเมืองและการก่อสงคราม

ปรากฎว่าแอกชั่นแรกของไบเดนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 เมื่อกองทัพสหรัฐได้ทำการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ที่เชื่อว่าถูกยึดครองโดยกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในซีเรียตะวันออก โดยเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยจรวดหลายครั้งต่อกองกำลังสหรัฐในอิรักเมื่อสิบวันก่อนหน้านี้

นี่ถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารในเชิงรุกครั้งแรกของโจ ไบเดน ซึ่งเขาบอกว่าจุดประสงค์ของการโจมตี “เพื่อปกป้องและปกป้องบุคลากรของเราและพันธมิตรของเรา”

ในตอนแรกน้นมีกระแสคาดการณ์ว่าไบเดนคงจะเล่นงานอิหร่านเข้าให้แล้วและถึงขนาดกลัวกันว่าอาจจะจุดชนวนสงครามโลกครั้งใหม่ (ซึ่งเป็นความหลัวที่เกินกว่าเหตุเพราะเมื่อต้นปี 2020 ก็เคยเกิดกรณีทำนองนี้มาแล้วในสมัยทรัมป์และความกลัวเรื่องสงครามโลกก็เข้มข้นกว่านี้แต่ปรากฎว่าไม่มีอะไรหลังจากนั้น)

กูรูด้านตะวันออกกลางเชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการเตือนไปยังอิร่านมากกว่าที่จะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจิงในทางสงคราม เป็นการเตือนว่าอิหร่านจะเป็นเหตุให้คนอเมริกันหรือพันธมิตรของอเมริกันมีอันเป็นไปไม่ได้ เพราะไบเดนจะไม่ยอมนิ่งเฉย มันจึงเป็นการแสดงท่าที “แรงมา แรงไป” เท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นการลั่นกลองรบ

ในขณะที่สหรัฐยังส่งเครื่องบินงระเบิด B-52 ไปป้วนเปี้ยนแถวตะวันออกกลางหลังจากนั้น แต่มันมีนัยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคมากกว่า ดังที่ในแถลงการณ์ของกองทัพสหรัฐระบุว่าการส่งเครื่องบิน B-52 ไปก็เพื่อ “ยับยั้งท่าทีก้าวร้าวและสร้างความมั่นใจให้กับหุ้นส่วนและพันธมิตรของความมุ่งมั่นของกองทัพสหรัฐต่อความมั่นคงในภูมิภาค”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “สร้างความมั่นใจให้กับหุ้นส่วนและพันธมิตร” เพราะไบเดนแสดงอาการแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับตะวันออกกลางมากนัก

กลับมาที่รัสเซีย หลังจากแสดงแสนยานุภาพในตะวันออกกลางเพื่อบรรเทาความกังวลของพันธมิตรแล้ว รัสเซียก็เป็นเป้าหมายของแอกชั่นต่อไป

จากการรายงานของ New York Times ว่าสหรัฐกำลังวางแผนการตอบโต้ปฏิบัติการไอโอของรัสเซียที่รบกวนสหรัฐมานาน โดยเฉพาะการที่ไอโอรัสเซียแฮก SolarWinds ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ

แบรด สมิธ ประธานไมโครซอฟต์กล่าวว่านี่เป็น “การโจมตีที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา” และสหรัฐทราบว่ามันเกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์รัสเซีย

New York Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปรากฏชื่ว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมการเคลื่อนไหวที่สำคัญครั้งแรกเพื่อตอบโต้การรุกรานจากแฮกเกอร์ต่างชาติภายในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า (นับจากสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 2021)

รัฐบาลไบเดนมีแผนปฏิบัติการลับที่จะเล่นงานเครือข่ายของรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนอาจจะออกคำสั่งผู้บริหารเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางต่อต้านการแฮกของรัสเซีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณไปถึงวลาดิมีร์ ปูตินและหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย พร้อมๆ กันนั้นสหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย

เป็นที่น่าสนใจว่าไบเดนเล่นงานไอโอรัสเซียแทบจะในทันที ทั้งๆ ที่ในเวลาเดียวกันนั้น มีรายงานว่าองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นถูกแฮ็กในช่วงเดือนมกราคมและเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อเดือนมีนาคม โดยเป็นฝีมือของขบวนการจารกรรมทางไซเบอร์ของจีน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยชี้ว่าการแฮกของจีนที่เกิดขึ้นมีความ “ก้าวร้าวผิดปกติ” แต่รัฐบาลไบเดนเลือกที่จะเล่นงานรัสเซียก่อนเล่นงานจีน

นี่หมายความว่าไบเดนคิดเล่นงานรัสเซียก่อนมาตั้งแต่แรกใช่หรือไม่?

คำตอบก็คือ “ใช่” แต่เป็นเพราะมันคือความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น รัสเซียเล่นก่อเรื่องรัวๆ ตั้งแต่กรณีจับกุมตัวนาวัลนืยที่ว่ากันตามมาตรฐานโลกตะวันตกก็สมควรแก่เหตุให้สหรัฐกับชาติตะวันตกทำการคว่ำบาตรรัสเซียได้อยู่แล้ว ไหนจะยังมีภัยคุกคามแบบขาประจำอย่างแฮกเกอร์ไอโอรัสเซียอีก

เทียบระหว่างแฮกเกอร์จีนกับรัสเซียแล้ว รัสเซียเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมากกว่าเพราะเคยทำให้การเมืองสหรัฐปั่นป่วนมาแล้วในช่วงเลือกตั้งปี 2016 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังอาจกล่าวได้ว่าสังคมอเมริกันที่แตกแยกอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของไอโอรัสเซียที่ปล่อยข่าวปลอมสร้างความแตกแยกในสังคม

แต่จีนเป็นภัยคุกคามในระยะยาวกว่าและน่ากลัวกว่า เทียบกันแล้วรัสเซียเหมือนยุงรำคาญ แต่จีนคือผึ้งที่ต่อยให้เจ็บปวด

อย่างที่บอกไปว่าที่ปรึกษาของไบเดนที่เป็นสายจีนมีถึง 3 คนแสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องจีนได้เป็นอย่างดี การที่เขายังไม่เล่นงานจีนหนักๆ เหมือนรัสเซียไม่ได้หมายความว่าจีนสำคัญน้อยกว่า แต่เพราะเฉพาะหน้าแล้วจีนยังไม่รบกวนสหรัฐชัดเจนเท่ารัสเซียต่างหาก

สิ่งที่สหรัฐกังวลเกี่ยวกับรัสเซียและจีน แน่นอนว่าย่อมรวมถึงกองทัพแฮกเกอร์และแสนยานุภาพทางทหาร รวมถึงอิทธิพลของทั้งสองชาติต่อประเทศเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่พอใจสหรัฐเป็นทุนเดิม

แต่สิ่งที่จีนมีและรัสเซียไม่มีและสหรัฐกลัวจีนที่สุดในเรื่องนี้คืออำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งไบเดนเองบอกว่า “เราจะเผชิญหน้ากับการละเมิดทางเศรษฐกิจของจีน” และบอกว่าจีนคือ “คู่แข่งที่ร้ายกาจที่สุด”

การที่ประธานาธิบดีสหรัฐบอกขนาดนี้คงชัดแล้วว่าเป้าหมายของเขาคือใคร ระหว่างรัสเซียกับจีน

ไบเดนตอบรับเรื่องนี้ด้วยการแต่งตั้งสายเหยี่ยวที่เชี่ยวชาญการรับมือกับจีนเป็นผู้แทนการค้าสหรัฐ นั่นคือ แคเทอรีน ไท (ดูบทความเรื่อง ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้)

ในด้านการเมืองเขามี วิลเลียม เบิร์นส์ ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลาง (CIA) ซึ่งบอกว่าสีจิ้นผิงคือ “ศัตรูและเผด็จการที่น่าเกรงขาม”

เบิร์นส์บอกกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่า “จีนเริ่มที่จะแซงหน้าจนตามไม่ทัน จะเป็นกุญแจสำคัญในความมั่นคงแห่งชาติของเราในวันข้างหน้า” เขายังแสดงวิสัยทัศน์ว่าการรับมือกับจีน “จะต้องใช้กลยุทธ์ในระยะยาวที่ชัดเจนของทั้งสองพรรค โดยได้รับการสนับสนุนจากรื้อฟื้นและการทำให้การข่าวกรองในประเทศเรามีความมั่นคง”

ไบเดนยังมี “คนข้างกาย” ที่จะคอยดูแลสรุปข่าวกรองให้รายวัน คนๆ นี้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนและมองว่าการตอบโต้การจารกรรมของจีนเป็น “ภารกิจที่สำคัญอันดับต้น”

เอวริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติที่ไบเดนแต่งตั้งขึ้น เคยบอกตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นแค่ผู้รับได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งนี้ว่า เธอจะจับตาจีนอย่างแข็งขันต่อไป (แสดงถึงการสานต่อนโยบายของทรัมป์)

เธอบอกกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่าจะ “สนับสนุนความพยายามของสองพรรคในระยะยาวในการเอาชนะจีน – นำมาและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเจตนาและศักยภาพของจีน ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนความพยายามในการต่อต้านการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ผิดกฎหมาย ก้าวร้าวและบีบบังคับของปักกิ่งในทันที รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

สมาชิกที่ซักถามเฮนส์มาจากทั้งสองพรรคซึ่งล้วนแต่บอกว่าจีนคือ “ปฏิปักษ์” เรื่องนี้ตอกย้ำว่านักการเมืองสหรัฐที่แตกคอกัน สามัคคีกันเรื่องจีนอย่างกลมเกลียว พวกเขาถามเฮนส์ว่าเห็นจีนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ เฮนส์ตอบว่า “จีนเป็นฝ่ายตรงข้ามและเป็นปรปักษ์ในบางประเด็นและในประเด็นอื่นๆ เราพยายามร่วมมือกับพวกเขา”

ปรากฎว่าประเด็นที่สหรัฐพอจะร่วมมือกับจีนได้คือการแก้ปัญหาโลกร้อนเท่านั้น!

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by LINTAO ZHANG / POOL / AFP

วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647438

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 20:39 น.วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์เมแกน มาร์เคิล ไม่ใช่ผู้หญิงอเมริกันคนแรกที่แต่งงานกับราชวงศ์อังกฤษและไม่ใช่อเมริกันคนแรกในราชวงศ์อังกฤษที่ทำให้โลกต้องตะลึง

เรื่องราวความรักของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล ที่นำมาสู่การประกาศสละยศถาบรรดาศักดิ์และออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ มีความคล้ายคลึงกับความรักที่สั่นคลอนราชบัลลังก์อังกฤษของหญิงชาวอเมริกันที่ชื่อว่า วอลลิส ซิมป์สัน และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน

วอลลิส ซิมป์สัน เป็นสาวสังคมชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ก่อนที่จะครองคู่กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เธอผ่านการแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็ค่อนข้างโลดโผน

สามีคนแรกของเธอคือ เอิร์ล วินฟิลด์ สเปนเซอร์ นักบินของกองทัพเรือสหรัฐ ทั้งคู่อยู่กินด้วยกัน 11 ปี โดยระหว่างนี้มีการแยกกันอยู่เป็นระยะ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหลังจากสเปนเซอร์ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการเรือรบยูเอสเอส แพมแพงกา (USS Pampanga) โดยระหว่างนี้ วอลลิส ซิมป์สัน ยังแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ เฟลิเป เด เอสปิล นักการทูตอาร์เจนตินา

วอลลิสมีโอกาสตามสามีไปทำงานที่ประเทศจีน และที่แห่งนี้เองที่เธอนอกใจสามีอีกครั้ง จากปากคำของ มิลตัน อี. ไมล์ส ภรรยาของเพื่อนร่วมงานของสเปนเซอร์ วอลลิสได้พบกับ กาลีอัซโซ เชียโน ซึ่งภายหลังได้เป็นบุตรเขยของมุสโสลินี อดีตผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี ที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันจนกระทั่งวอลลิสตั้งครรภ์ และมีข่าวลือว่าเธอต้องแอบไปทำแท้งจนทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้อีกตลอดชีวิต ทว่าข่าวลือนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน แม้แต่ เอ็ดดา มุสโสลินี ภรรยาของเชียโนก็ปฏิเสธเช่นกัน

ก่อนหย่ากับสามีคนแรกวอลลิสได้พบกับ เออร์เนสต์ อัลดริช ซิมป์สัน ผู้บริหารบริษัทขนส่งทางเรือผู้มั่งคั่ง หลังจากวอลลิสหย่า ซิมป์สันจึงหย่ากับภรรยาที่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คนเพื่อมาแต่งงานกับวอลลิส โดยเธอตอบโทรเลขขอแต่งงานของซิมป์สันมาจากเมืองคานส์ของฝรั่งเศส

เรื่องราวความรักสุดซับซ้อนและสั่นคลอนบัลลังก์อังกฤษเริ่มขึ้นระหว่างการแต่งงานครั้งที่สองของวอลลิส

วอลลิสได้รู้จักกับเลดี้เฟอร์เนส ภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ (ยศในขณะนั้นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8) ผ่าน คอนซูเอโล ธอว์ เพื่อนของเธอซึ่งเป็นพี่น้องกับเลดี้เฟอร์เนส และเลดี้เฟอร์เนสนี่เองที่ทำให้วอลลิสได้พบกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดในปี 1931

ระหว่างปี 1931-1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ พระโอรสในพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ หรือแมรี่ ออฟ เท็ค และเป็นมกุฎราชกุมารของราชวงศ์อังกฤษ ได้พบกับสองสามีภรรยาซิมป์สันในงานปาร์ตี้หลายครั้ง

กระทั่งเมื่อเดือน ม.ค. 1934 ขณะที่เลดี้เฟอร์เนสเดินทางไปนิวยอร์กของสหรัฐ วอลลิสได้ตกเป็นภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด แต่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดปฏิเสธกับพระบิดาแม้จะมีคนในวังเห็นทั้งคู่อยู่บนเตียงด้วยกันและ มีหลักฐานว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันก็ตาม

แต่สุดท้ายแล้ววอลลิสก็มาแทนที่เลดี่เฟอร์เนส ส่วนเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็ตีตัวออกห่างจาก ฟรีดา ดัดลีย์ วอร์ด สาวคนสนิทซึ่งเป็นทายาทนักธุรกิจสิ่งทอชาวแองโกลอเมริกัน จนเหลือเพียงวอลลิสที่อยู่ข้างกาย

จากคำบอกเล่าของผู้เขียนบันทึกชีวประวัติ ช่วงปลายปี 1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดหลงใหลวอลลิสมากถึงขั้นที่ผู้เขียนใช้คำว่า เจ้าชายทรงเป็น “ทาส” ของวอลลิส ส่วนวอลลิสระบุว่าเธอตกหลุมรักเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดระหว่างล่องเรือยอชต์ Rosaura กับเจ้าชายเมื่อเดือน ส.ค. 1934

ปี 1934 ในงานปาร์ตี้ตอนค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทรงแนะนำวอลลิสกับสมเด็จพระราชินีแมรี่พระมารดาซึ่งทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 5 กริ้วมาก เนื่องจากประวัติการแต่งงานที่ผ่านมาของวอลลิส เพราะตามธรรมเนียมหญิงที่ผ่านการหย่าร้างจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชสำนัก

ทว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดกลับไม่แคร์ ทั้งยังทรงปรนเปรอทั้งเงินและเครื่องประดับต่างๆ ให้วอลลิส เมื่อปี 1935 ทั้งคู่เดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกันถึง 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ทางสำนักพระราชวังเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มกระทบกับการปฏิบัติพระกรณียกิจของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด

เหตุการณ์พลิกผันของราชวงศ์อังกฤษเกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 สวรรคตเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 1936 ทำให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระบิดา และยืนยันว่าจะทรงอภิเษกสมรสกับวอลลิส ทว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแล้วพระองค์ไม่สามารถอภิเษกสมรสกับหญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วและอดีตสามียังมีชีวิตอยู่ และขณะนั้นวอลลิสกำลังดำเนินการหย่ากับสามีคนที่ 2  

ขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันว่าวอลลิสต้องการแต่งงานกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เพราะต้องการเงินและยศฐาบรรดาศักดิ์มากกว่าเพราะความรัก และมีการคัดค้านเป็นวงกว้าง หากพระองค์ยังดึงดันจะทรงอภิเษกสมรสแล้วยกย่องวอลลิสให้เป็นพระราชินี คณะรัฐบาลจะต้องลาออกทั้งคณะ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญ

หนทางเดียวที่พระองค์จะได้ครองคู่กับวอลลิสก็คือการสละบัลลังก์ และแล้วพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงทำในสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วในเดือน ธ.ค. 1936  หลังจากนั้นเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ก พระอนุชา จึงขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อในนาม พระเจ้าจอร์จที่ 6

การหย่าร้างกับสามีคนที่ 2 ของวอลลิสเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 1937 ทั้งคู่เสกสมรสกันเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ในปีเดียวกันที่ฝรั่งเศสโดยไม่มีสมาชิกครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดมาร่วมงานสักคน

แม้ว่าพระเจ้าจอร์จที่ 6 จะทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเป็นดยุคแห่งวินด์เซอร์ก่อนที่ทั้งคู่จะเสกสมรสกัน ซึ่งทำให้วอลลิสได้เป็นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ไปด้วย แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฐานันดร Royal Highness

นอกจากนี้ ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ยังไม่ได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อังกฤษทั้งพระราชินีแมรี่ พระมารดาของดยุคแห่งวินด์เซอร์ พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ หรือต่อมาคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนี (The Queen Mother) พระมารดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนีทรงไม่พอพระทัยที่การสละราชบัลลังก์ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำให้พระสวามีของพระองค์ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์แบกภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง

ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสนับสนุนกลุ่มนาซี เนื่องจากทรงเดินทางไปพบกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เยอรมนีในปี 1937 และยังถูกสื่ออังกฤษวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการช็อปปิ้งอย่างฟุ่มเฟือยในสหรัฐในขณะที่อังกฤษประสบปัญหาจนต้องมีการปันส่วนและขาดแคลนไฟฟ้า

สื่ออังกฤษเปรียบเทียบว่ากรณีการสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รี-เมแกนเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดของราชวงศ์อังกฤษในรอบ 85 ปี นับตั้งแต่กรณีวอลลิส ซิมป์สัน (Photo by Ben STANSALL / AFP)

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดยุคและดัชเชสทรงเลือกพำนักอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส จนกระทั่งดยุคแห่งวินด์เซอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1972

หลังจากนั้นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ได้ใช้ชีวิตตามลำพังและไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชน โดยอาศัยเงินจากทรัพย์สินของดยุคแห่งวินด์เซอร์และเงินช่วยเหลือจากสมเด็จพระราชินี

ปี 1980 วอลลิส ซิมป์สัน เริ่มพูดไม่ได้ และในช่วงบั้นปลายเธอต้องนอนติดเตียงโดยไร้ญาติมิตรไปเยี่ยมเยียน นอกจากแพทย์และพยายาล กระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 1986 ที่บ้านในกรุงปารีสในวัย 89 ปี

ขณะที่ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายแอฟริกันก็เคยผ่านการแต่งงานกับ เทรเวอร์ เองเกลสัน โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2013 และเดทกับ โครี วิทิเอลโล เชฟชื่อดังชาวแคนาดาเกือบ 2 ปี ก่อนจะเลิกรากันในปี 2016 และเริ่มความสัมพันธ์กับเจ้าชายแฮร์รี่ในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน

ช่วงแรกๆ เมแกนเป็นที่ชื่นชอบของสื่ออังกฤษ เพราะเธอคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่หลังจากนั้นมาร์เคิลกลับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกสื่อแท็บลอยด์อังกฤษวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

เมแกนถูกโจมตีทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะพระตำหนักฟร็อกมอร์ที่ประทับที่ใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล การวางตัวในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การใช้โซเชียลมีเดีย จนนำมาสู่การประกาศสละฐานันดรศักดิ์และออกจาการเป็นสมาชิกราชวงศ์เมื่อปีที่แล้วตามรอยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 

ต่างกันเพียงพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 คือกษัตริย์ของอังกฤษ แต่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 6 การแต่งเข้าราชวงศ์ของมาร์เคิลอาจไม่กระทบกับราชบัลลังก์เท่ากับกรณีของวอลลิส 

ภาพ Le Nouvelliste d’Indochine, 14 novembre 1937 (Public Domain)

แม่ชีที่ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647435

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.แม่ชีที่ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องประชาธิปไตยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ‘ซิสเตอร์แอนน์’ ยอมแลกชีวิตตัวเองกับประชาธิปไตย

ภาพของแม่ชีที่คุกเข่าขอร้องเจ้าหน้าตำรวจเมียนมาไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกำลังถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์

แม่ชีคาทอลิกท่านนี้คือซิสเตอร์แอนน์ โรส นู ตอง (Sister Ann Rose Nu Tawng) วัย 45 ปี อาศัยอยู่ในเมืองมยิจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ท่านกล่าวว่า “แม้ว่าฉันจะเป็นแม่ชีคาทอลิก แต่ฉันก็เป็นพลเมืองของเมียนมา ดังนั้นฉันจึงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับชาวเมียนมาทั่วประเทศ ฉันคิดเสมอว่าจะช่วยชาวเมียนมาได้อย่างไร ผู้คนจากทุกสาขาอาชีพ ศาสนา และชาติพันธุ์จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตย”

จากเหตุการครั้งล่าสุดนี้ซิสเตอร์แอนน์เปิดเผยต่อเอเอฟพีว่า “ฉันคุกเข่าลง ขอร้องให้พวกเขาหยุดยิงและไม่ใช้ความรุนแรงต่อเด็กๆ แต่ให้ยิงฉันแทน ฉันไม่ต้องการเห็นปัญหาใดๆ เกิดขึ้นที่นี่”

ในขณะที่การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยกำลังดำเนินต่อไปท่ามกลางการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนปืน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองมยิจีนา ซิสเตอร์แอนน์และแม่ชีอีก 2 ท่านจึงต้องออกมาขอร้องให้ตำรวจถอยออกไป

ตำรวจหยุดนิ่งไปได้ไม่นานก่อนที่จะเริ่มกราดยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้งแม่ชีเล่าว่า “เด็กๆ ตื่นตระหนกและรีบวิ่งหนี ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยชีวิตพวกเขา”

“ชายคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะต่อหน้าต่อหน้าหลังจากนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงแก๊สน้ำตา ฉันรู้สึกเหมือนโลกกำลังพัง”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซิสเตอร์แอนน์ยอมสละชีวิตของตนเพื่อแลกกับประชาธิปไตย โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมาเว็บไซต์คาทอลิกนิวส์รายงานว่าซิสเตอร์แอนน์คุกเข่าต่อหน้าเจ้าหน้าที่เมียนมาเพื่อขอร้องไม่ให้พวกเขายิงประชาชนมือเปล่า

โดยกล่าวในแบบเดียวกันว่า “ยิงฉันได้ถ้าพวกคุณต้องการ ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าจะสละชีวิตเพื่อศาสนจักร เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศ”

“ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในสงคราม และเศร้ามากเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ประท้วงที่มาด้วยมือเปล่าและแสดงออกอย่างสันติ”

นอกจากนี้ซิสเตอร์แอนน์ยังได้เคยร่วมเดินขบวนประท้วงร่วมกับนักบวชและแม่ชีคนอื่นๆ ในเมืองมยิจีนาด้วย

A sister namely Ann Rose Nu Tawng stood firm in front of the people of Myitkyina strike. We all rise up regardless the race, religion, age or sexual orientation.STOP SIEGE#WhatsHappeningInMyanmar #Mar8Coup pic.twitter.com/1hFQMnrlNT— Hanna Yuri (??) (@hannayuri_twt) March 8, 2021

A Catholic Sister Ann Rose Nu Tawng in #Myitkyina #Kachin in northern #Myanmar seen again pleading with police officers to stop attacks against protesters. She had done the same last month & was quoted as saying she was prepared to die (local media pics) #WhatsHappeningInMyanmar pic.twitter.com/vVbFab52m5— May Wong (@MayWongCNA) March 8, 2021

In Myitkyina, (Kachin State) on behalf of the people, Sister Ann Rose Nu Tawng begging for mercy to the junta’s military Two people were shot dead over there today.#WhatsHapppeningInMyanmar #Mar8Coup pic.twitter.com/e9ZZxLGHXL— Seint Yu Mon Aye (@SeintYuMonAye1) March 8, 2021

Alongside terrible images in recent days in Myanmar of bloodshed and brutality also many of heroism, including this of Sister Ann Nu Thawng of the Congregation of St. Francis Xavier in Myitkyina, asking security forces not to harm peaceful demonstrators. pic.twitter.com/Wqa5sPgIMX— Thant Myint-U (@thantmyintu) March 2, 2021

A nun stands between police and anti-coup protesters in Myitkyina, Myanmar today. #WhatsHappeningInMyanmar from Myitkyina News Journal pic.twitter.com/T2JhNsjekI— Matthew Tostevin (@TostevinM) March 7, 2021

Photo by Handout / Myitkyina News Journal / AFP

ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้พุ่ง 5.6% อานิสงส์วัคซีน-สหรัฐกระตุ้นแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647434

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 17:52 น.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้พุ่ง5.6% อานิสงส์วัคซีน-สหรัฐกระตุ้นแรง ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้กระแสเศรษฐกิจโลกมีปฏิกิริยาที่ดีและมีหวังมากขึ้น

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2021 โดยปรับเพิ่มขึ้นแบบพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากความคาดหวังด้านบวกการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก

OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 5.6% เพิ่มขึ้นถึง 1.4% จากการคาดการณ์ในเดือนธันวาคมที่อยู่ที่ 4.2% โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าจะโตสองเท่าจากคาดการณ์เดิมมาอยู่ที่ 6.5% จากผลของการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโจ ไบเดน มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และด้วยมาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสหรัฐแต่จะช่วยเศรษฐกิจทั้งงโลกด้วย

OECD ยังคาดว่าผลผลิตทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเหนือระดับก่อนการระบาดภายในกลางปี 2021 หลังจากประเทศเศรษฐกิจสำคัญมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับการระบาดมากขึ้นในช่วงปลายปี 2020 และจากประสิทธิภาพของวัคซีนที่เพิ่มขึ้นและรัฐบาลต่างๆ เพิ่มการกระตุ้นความต้องการภาคเศรษฐกิจเพิ่มเติม

“แนวโน้มเศรษฐกิจโลกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป การประกาศการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมในบางประเทศแ ละสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังรับมือได้ดีขึ้นด้วยมาตรการในการกำราบไวรัส” OECD ระบุในรายงาน

อย่างไรก็ตาม OECD ระบุว่าแม้แนวโน้มทั่วโลกจะดีขึ้น แต่ผลผลิตและรายได้ในหลายประเทศจะยังคงต่ำกว่าระดับก่อนที่จะเกิดการระบาด จนกว่าจะถึงช่วงปลายปี 2022 พร้อมชี้ว่า ความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลต่างๆ คือการนำวัคซีนไปใช้โดยเร็วที่สุดเพื่อช่วยชีวิตประชาชนและเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

Photo by ERIC PIERMONT / AFP

Real Water สตาร์ทอัพที่ทำให้เราได้ดื่มน้ำจริงๆ ไร้ไมโครพลาสติก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647425

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 17:00 น.Real Water สตาร์ทอัพที่ทำให้เราได้ดื่มน้ำจริงๆ ไร้ไมโครพลาสติกผลการศึกษาพบว่าไมโครพลาสติกจำนวนมากปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่มทั่วโลก เฉลี่ยแล้วเรากลืนพลาสติกกว่า 2 พันชิ้นใน 1 สัปดาห์

“ไมโครพลาสติก” หรืออนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร (5,000 ไมครอน) ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกิดขึ้นมาจากการย่อยสลายของพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ถุงพลาสติก หรือเกิดจากพลาสติกที่สร้างให้มีขนาดเล็ก อาทิ เม็ดบีดส์ที่ผสมอยู่ในโฟมล้างหน้าหรือยาสีฟัน ซึ่งไมโครพลาสติกเหล่านี้ปนเปื้อนและแพร่กระจายอยู่ทั่วโลกจนกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศรวมถึงปัญหาสุขภาพและกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

Real Water บริษัทสตาร์ทอัพของเกาหลีเจ้าของสโลแกน “ทำน้ำที่สามารถดื่มได้อย่างสบายใจ” จึงได้คิดค้นตัวกรองไมโครพลาสติกออกจากน้ำดื่มบรรจุขวดเพื่อลดการปนปื้อนของพอลิเมอร์สังเคราะห์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผู้บริโภค

ภาพจากเว็บไซต์บริษัท Real Water

โดย Kwon Hyeok Jae ผู้ก่อตั้งบริษัทมีแนวคิดว่าอยากช่วยให้ผู้คนได้บริโภคน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย เขาและทีมงานจึงได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ฝาขวดน้ำกรองไมโครพลาสติก

ทีมงานใช้เวลากว่า 10 เดือนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยทำการศึกษาขนาดของไมโครพลาสติกด้วยกล้องจุลทรรศน์ รวมถึงศึกษาลักษณะของตัวกรองและวิธีการกรองของตัวกรองแต่ละชนิด ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้งก่อนที่จะออกมาเป็นฝากรองน้ำชิ้นนี้ในที่สุด

ฝากรองน้ำดังกล่าวโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย ใช้ได้กับขวดพลาสติกเกือบทุกชนิด โดยสามารถกรองน้ำได้ประมาณ 120 ลิตร โดยเฉลี่ยหากดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรก็จะสามารถใช้งานได้นานถึง 2 เดือน โดยได้รับการรับรองว่าปราศจากสารเคมีจากสถาบันวิจัยของเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ภาพจากเว็บไซต์บริษัท Real Water

บริษัท Real Water เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกในเดือนมิถุนายนปีที่แล้วและเปิดระดมทุนในรูปแบบคราวด์ฟันดิ้งในเดือนเดียวกันซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

หลังประสบความสำเร็จในการระดมทุนและได้รับความต้องการจากต่างประเทศจึงเตรียมที่จะส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังโดยเริ่มจากญี่ปุ่นและไต้หวัน

ทั้งนี้ ในปี 2018 มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก (State University of New York) ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวด 259 ขวดจาก 11 ยี่ห้อใน 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก เลบานอน เคนยา และไทย

ซึ่งพบว่ามีพลาสติกชิ้นเล็กๆ ปนเปื้อนอยู่ในกลุ่มตัวอย่างกว่า 90% โดยบางยี่ห้อมีไมโครพลาสติกมากถึง 10,000 ชิ้นต่อน้ำ 1 ลิตร

จากผลการศึกษาชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนเราอาจได้รับไมโครพลาสติกถึง 2,000 ชิ้นโดยมีปริมาณพลาสติกประมาณ 5 กรัมในเวลา 1 สัปดาห์

AFP PHOTO / Miguel MEDINA

จีนไปต่อไม่รอแล้ว เริ่มใช้หนังสือเดินทางวัคซีนรายแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647420

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 15:34 น.จีนไปต่อไม่รอแล้ว เริ่มใช้หนังสือเดินทางวัคซีนรายแรกของโลกจีนเป็นผู้นำโลกไปเรียบร้อยแล้วในการใช้ “วัคซีน พาสปอร์ต” เพื่อเริ่มการเดินทางข้ามประเทศอีกครั้ง

สำนักข่าว AFP รายงานว่าจีนได้เปิดตัวโครงการใบรับรองสุขภาพสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศชาวจีนแล้ว โดยใบรับรองดิจิทัลจะแสดงสถานะการฉีดวัคซีนและผลการทดสอบไวรัสของผู้ถือใบรับรองดังกล่าว และเปิดให้บริการสำหรับชาวจีนผ่านทางโปรแกรมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน WeChat ที่เริ่มเปิดตัวเมื่อวันจันทร์

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าใบรับรองดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ “เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใบรับรองดังกล่าวจะมีไว้สำหรับการเดินทางเข้าและออกจากประเทศจีน แต่ในปัจจุบันให้สำหรับชาวจีนเท่านั้นและยังไม่บังคับให้ชาวจีนทุกคนต้องใช้มัน นอกจากนี้ยังไม่มีหน่วยงานในประเทศไหนที่จะใช้ใบรับรองนี้เมื่อชาวจีนเดินทางไปต่างประเทศนั้นๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ใบรับรองนี้ถือเป็น “หนังสือเดินทางไวรัส” หรือ “หนังสือเดินทางวัคซีน” ครั้งแรกของโลก และยังให้บริการในรูปแบบเอกสารกระดาษด้วย

ภาพประกอบภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2021 แสดงให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถือโทรศัพท์ที่แสดงใบรับรองสุขภาพดิจิทัลฉบับใหม่ของจีน โดยบอกสถานะการฉีดวัคซีนและผลการทดสอบไวรัสของผู้ใช้ในปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำแนวคิด “พาสปอร์ตไวรัส” มาใช้ โดยขณะนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับการพิจารณาจากหลายประเทศ (ภาพโดย NICOLAS ASFOURI / AFP)

สหรัฐและสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพิจารณาใช้ใบอนุญาตที่คล้ายคลึงกัน ส่วนสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการเกี่ยวกับ “บัตรผ่านสีเขียวสำหรับวัคซีน” ที่จะอนุญาตให้ประชาชนเดินทางระหว่างประเทศสมาชิกและต่างประเทศได้

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันจันทร์ว่าโครงการของจีนมีQR เข้ารหัสที่ช่วยให้แต่ละประเทศได้รับข้อมูลสุขภาพของนักเดินทาง ซึ่งก่อนหน้านี้จีนได้ใช้ “รหัส QR สุขภาพ” ใน WeChat และแอปสมาร์ทโฟนอื่นๆ ของจีนเพื่อให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางด้วยระบบขนส่งภายในประเทศและพื้นที่สาธารณะต้องยืนยันสถานะของตน

แอปจะติดตามตำแหน่งของผู้ใช้และสร้างรหัส “สีเขียว” ซึ่งมีความหมายเท่ากับสุขภาพที่ดี หากผู้ใช้ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับกรณีการติดเชื้อหรือไม่ได้เดินทางไปยังจุดเชื่อมต่อไวรัส

แต่ระบบดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและกลัวว่าจะเป็นการขยายการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของประชาชนโดยรัฐบาล

 ภาพประกอบที่ถ่ายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2021 แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งลงนามในแบบฟอร์มยินยอมขณะถือใบรับรองการฉีดวัคซีนหรือการป้องกันโรคระหว่างประเทศ (ICVP) หรือที่เรียกว่า Carte Jaune หรือใบเหลืองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงการบรรยายสรุปก่อนการฉีดวัคซีน Covid-19 ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยใน Halle / Saale ทางตะวันออกของเยอรมนี (ภาพโดย JENS SCHLUETER / AFP)

อินเดียสัญญาให้ที่พัก-อาหารผู้ลี้ภัยจากเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647404

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.อินเดียสัญญาให้ที่พัก-อาหารผู้ลี้ภัยจากเมียนมามุขมนตรีรัฐมิโซรัมชี้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาควรได้ที่พักและอาหาร ขณะรัฐบาลกลางกำลังพิจารณาส่งตัวกลับประเทศ

โซรัมทังกา (Zoramthanga) มุขมนตรีรัฐมิโซรัม ประเทศอินเดียให้คำมั่นว่าจะจัดเตรียมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาซึ่งขอลี้ภัยมายังอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลกลางกำลังพิจารณาว่าจะส่งตัวผู้ลี้ภัยบางส่วนในอินเดียกลับเมียนมาหรือไม่

มุขมนตรีรัฐมิโซรัมเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยหลายนายและครอบครัวได้ข้ามมายังรัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเพื่อขอลี้ภัยหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลทหารเมียนมา

อย่างไรก็ตามทางการเมียนมาขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมิโซรัมส่งตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมากลับคืนประเทศ

ขณะที่มุขมนตรีรัฐมิโซรัมกล่าวว่า “เมื่อประชาชนประสบปัญหาทางการเมืองขอลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยปกติไม่ควรต้องถูกส่งตัวกลับ และตามหลักสิทธิมนุษยชนพวกเราควรได้รับอาหารและที่พักพิง”

พร้อมระบุว่าผู้ขอลี้ภัยอาจอยู่ระหว่าง 20 ถึง 30 คน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในมิโซรัมกล่าวว่ามีประชาชนเกือบ 100 คนจากเมียนมาขอลี้ภัยมายังอินเดียซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจและครอบครัว

ทั้งนี้ ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติเผยว่าในเมียนมามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 คน และถูกควบคุมตัว 1,700 คนรวมถึงออง ซาน ซูจี

Photo by STR / AFP

ปตท. และบริษัทน้ำมันโลกจะทำอย่างไรเมื่อยูเอ็นแนะคว่ำบาตรเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647390

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ปตท. และบริษัทน้ำมันโลกจะทำอย่างไรเมื่อยูเอ็นแนะคว่ำบาตรเมียนมาอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตามองคือแนวทางของบริษัทน้ำมันระดับโลกที่กำลังจับมือกับเมียนมา

สำนักข่าวรอยเตอร์สจับตามองแนวทางของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกที่ดำเนินการอยู่ในเมียนมาหลังจากที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรบริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) โดยระบุว่าเป็นบริษัทของรัฐบาลทหารเมียนมาและเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวของรัฐบาล

หนึ่งในนั้นรวมถึงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการใหญ่ 3 โครงการในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ประเทศไทยนำเข้าก๊าซจากเมียนมาคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการนำเข้าก๊าซทั้งหมดประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

โดยปตท.สผ. ร่วมมือกับTotal, Chevron and MOGE ในโครงการยาดานาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งรอยเตอร์สประมาณการณ์ว่าปตท.สผ. ลงทุนราว 640 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2015-2019 โดยประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐตกเป็นของ MOGE

นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนการถือครองหุ้น 19.3% ในโครงการเยตากุน (แปลง M12, M13 และ M14) ซึ่งผลิตก๊าซมาตั้งแต่ปี 2000 ร่วมกับ Petronas ของมาเลเซียซึ่งถือหุ้น 40.91%, Nippon Oil ของญี่ปุ่นถือหุ้น 19.32% และ MOGE ถือหุ้น 20.45%

รวมถึงถือหุ้น 80% ในโครงการซอติก้า (M9) ซึ่งผลิตก๊าซมาตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่ MOGE ถือครอง 20% ที่เหลือ

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ได้ถือครอง 100% ในโครงการแปลง M11, 80% ในแปลง M-3 และ 50% ในแปลง MD-7

ปตท.สผ. ยังวางแผนพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมา (Integrated Domestic Gas to Power) มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเมียนมา

ตามรายงานของรอยเตอร์สระบุว่านับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมา ปตท.สผ. กล่าวว่าการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ ยังมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกอีกหลายรายที่ร่วมมือกับ MOGE อาทิ TOTAL จากฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสำคัญในเมียนมาตั้งแต่ปี 1992 ได้กล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานซึ่งมีจำนวนกว่า 200 คนในเมียนมา

เช่นเดียวกับบริษัท WOODSIDE PETROLEUM จากออสเตรเลียซึ่งกล่าวว่ากำลังลดการดำเนินการในเมียนมาท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง

นอกจากนี้ยังมี CHEVRON, SHELL และอื่นๆ ที่ร่วมลงทุนในโครงการประเทศเมียนมาด้วยเช่นกัน

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

โลกกังวลกองทัพเมียนมาใช้แท็กติกบุกจับตอนกลางคืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647385

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 10:41 น.โลกกังวลกองทัพเมียนมาใช้แท็กติกบุกจับตอนกลางคืนสถานทูตจากหลายประเทศประกาศเตือนกองทัพเมียนมาปิดล้อมย่างกุ้งบุกจับประชาชนยามวิกาล

เมื่อคืนวันจันทร์ (8 มี.ค.) ที่ผ่านมาทางการเมียนมาปิดล้อมบางส่วนของเมืองย่างกุ้งเพื่อบุกจับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ ขณะที่ฝูงชนยังคงออกมาชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง ท้าทายมาตรการเคอร์ฟิว

โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาเข้าจับกุมประชาชนในเวลากลางคืน รวมถึงมีการใช้ระเบิดมือขมขู่ประชาชน นอกจากนี้ทางการเมียนมาดำเนินการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นประจำในช่วงเช้าทำให้ยากต่อการเข้าถึงข้อมูล

ด้านสถานทูตจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และเยอรมนี ประกาศเตือนผ่านทางทวิตเตอร์ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยของเมียนมากำลังเข้าปิดล้อมส่วนหนึ่งในย่างกุ้ง

โดยสถานทูตเยอรมันในย่างกุ้งกล่าวว่าทางสถานทูตมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาเพิกถอนใบอนุญาตสื่อท้องถิ่น 5 แห่งที่รายงานสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ได้แก่ Mizzima, DVB, 7Day News, Myanmar Now และ Khit Thit Media โดยสั่งห้ามไม่ให้เผยแพร่เนื้อหาใดๆ พร้อมให้เหตุผลว่าสื่อดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด อันที่จริงเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 34 รายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่น

Soldier shooting, swearing , life threatening at community in Sanchaung, Yangon on Monday night. #WhatsHappeninglnMyanmar pic.twitter.com/q36NqbZQel— soe zeya tun (@soezeya) March 8, 2021

Soldier uses slingshot as he shooting glass windows in Pazundaung, Yangon about on Monday night #WhatsHapppeningInMyanmar pic.twitter.com/WIFaUjxq48— soe zeya tun (@soezeya) March 8, 2021

Photo by STR / AFP

เชื้อสายกษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมา ผู้ยืนเคียงข้างประชาชนต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647368

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 21:33 น.เชื้อสายกษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมา ผู้ยืนเคียงข้างประชาชนต้านเผด็จการมหาจันทรกุมารโซ่วี่น พระราชปนัดดาของพระเจ้าสีป่อยังคงตามหาทับทิมประจำราชวงศ์ที่หายไปกว่าร้อยปี แต่ตอนนี้ทรงยืนเคียงข้างประชาชน

ระบอบกษัตริย์ของเมียนมาสูญสิ้นไปนานนับร้อยปีแล้ว พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายคือพระเจ้าสีป่อซึ่งทรงพ่ายแพ้แก่อังกฤษ จนถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรีใน “บริติชราช” หรือประเทศอินเดียปัจจุบัน ต้องทรงใช้ชีวิตทั้งชีวิตของพระองค์ที่นั่นตราบจนสวรรคต แม้จะสิ้นไปแล้วก็ยังไม่สามารถกลับมายังแผ่นดินที่พระองค์ปกครองได้ตราบจนทุกวันนี้

แต่พระมเหสีและพระราชธิดาสามารถกลับมายังเมียนมาได้และหนึ่งในนั้นคือ เจ้าหญิงเมียะพะยากะเล (Myat Phaya Galay) เป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต พระมหากษัตริย์และพระราชินีองค์สุดท้ายของพม่า พระองค์ได้รับสมญาจากสหราชอาณาจักรว่า “เจ้าหญิงกบฏ” เนื่องจากพระองค์ทรงเขียนแถลงการณ์ทวงคืนอาณาจักรของพระบิดารวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับประจำราชวงศ์หลังจากที่พม่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

ในปี 1932 รัฐบาลอังกฤษพยายามกำจัดพระองค์โดยเนรเทศพระองค์และครอบครัวไปยังเมืองมะละแหม่งภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ในอีกประมาณ 4 ปีต่อมาด้วยพระชนม์มายุ 48 พรรษาเท่านั้น

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลทรงมีโอรสพระนามว่าเจ้าชายต่อพะยาจี้ หรือ จอร์จ (George Taw Phaya Gyi) ซึ่งทรงถือเป็นผู้อ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์เมียนมาแม้ว่าเมียนมาจะไม่มีสถานบันกษัตริย์แล้วก็ตาม แต่ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเมียนมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมีความคิดที่จะตั้งเจ้าชายต่อพะยาจี้เป็นประมุขของประเทศและตั้งใจจะให้เป็นหุ่นเชิดที่ญี่ปุ่นปกครองอยู่เบื้องหลัง และได้นำตัวพระองค์ไปยังกรุงเทพฯ อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้วรัฐบาลไทยและอังกฤษได้ส่งตัวองค์ชายกลับมาเมียนมา

ก่อนที่จะทรงกลับจากกรุงเทพฯ ทรงลงพระนามใน “พระราชบัญญัติ” ในฐานะกษัตริย์องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์โก้นบองเพื่อนิรโทษกรรมชาวเมียนมาที่ถูกญี่ปุ่นคุมขังไว้ จึงอาจว่านับว่าทรงเป็นกษัตริย์ในช่วงสั้นๆ 

แต่เจ้าชายต่อพะยาจี้ไม่ได้เป็นกษัตริย์อีกต่อไปหลังสงคราม เมียนมากลับมาเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วอังกฤษจึงมอบเอกราชให้โดยไม่ได้ตั้งกษัตริย์ปกครองดังเดิมแต่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ องค์ชายจึงใช้ชีวิตเยี่ยงคนสามัญ แต่กลับทรงมีชีวิตที่แสนสั้น เพราะทรงถูกปลงกระชนม์โดยพวกคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1948 ที่เมืองตะโก้น ด้วยพระชนมายุเพียง 25 พรรษาเท่านั้น

เจ้าชายต่อพะยาจี้มีพระโอรสคือ มหาจันทรกุมารโซ่วี่น (Soe Win) ปัจจุบันมีพระชนมายุ 74 พรรษา พระองค์เป็นเจ้าชายและสมาชิกอาวุโสสูงสุดของราชวงศ์โก้นบอง 

พระองค์ทรงงานเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมียนมาในต่างประเทศ โดยในปี 1987 ถึง 1991 พระองค์ทรงร่วมงานราชการต่างประเทศพม่า (Burmese Foreign Service) โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการประจำวอชิงตัน ดี.ซี. คนแรก และทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต Extr & Plen ตั้งแต่ปี 1999 จนถึง 2009 ภายหลังเกษียณจึงมาเป็นโค้ชให้สมาคมฟุตบอลเมียนมา

นอกจากนี้ในปี 2017 พระองค์ทรงปรากฏเป็นตัวละครหลักใน “We Were Kings” สารคดีภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เมียนมาของผู้สร้างอเล็กซ์ เบสโคบี และแม็กซ์ โจนส์

ที่สำคัญคือพระองค์ยังเป็นส่วนหนึ่งในการตามหา “หงามุก” (Nga Mauk) ทับทิมคู่บัลลังก์เมียนมาที่หายไปในสมัยพระเจ้าสีป่อ โดยพระองค์กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ร่วมกับอเล็กซ์ เบสโคบี ผู้สร้างภาพยนตร์และนักประวัติศาสตร์

โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2017 พระองค์เสด็จเยือนลอนดอนเพื่อตามหาทับทิมดังกล่าวที่ว่ากันว่าถูกขโมยไปจากราชวงศ์พม่าเมื่อ 130 ปีก่อนโดยพันเอกสลาเดน ผู้พันอังกฤษคนหนึ่ง

เวลาผ่านไปกว่า 100 ปีแล้ว รัชทายาทและชาวเมียนมารุ่นสู่รุ่นยังคงพยายามตามหาทับทิมคู่บัลลังก์เม็ดนั้นและหวังว่าจะสามารถนำกลับคืนสู่เมียนมาได้

แต่ดูเหมือนว่าภารกิจสำคัญของมหาจันทรกุมารโซ่วี่นในตอนนี้คือการยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนชาวเมียนมาที่ลุกฮือต่อต้านการทำรัฐประหารของกองทัพ 

พระองค์ทรงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เว็บไซต์ของฝรั่งเศสยังรายงานว่าภายหลังการเกิดรัฐประหารพระองค์ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้ประชาชนมีสติและความสามัคคี

และยังทรงโพสต์แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “เราคือประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน ต้องไม่มีความรุนแรง ไม่มีความอ่อนแอ มีเพียงแต่ความกล้าหาญเท่านั้น”

องค์ชายและเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ราชวงศ์โก้นบองมีเหตุผลที่จะต่อต้านเผด็จการทหาร เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเผด็จการทหารของเมียนมามองลูกหลานของเชื้อพระวงศ์เป็นปมปัญหา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกองทัพยึดอำนาจในปี 1962 กองทัพพยายามกีดกันสมาชิกราชวงศ์ไม่ให้สาธารณชนได้รับรู้หรือใกล้ชิดเพราะกังวลว่าการที่ประชาชนหวนคิดถึงราชวงศ์ อาจเป็นการคุกคามต่อการยึดอำนาจของกองทัพ

ความหวังหนึ่งของมหาจันทรกุมารโซ่วี่นก็คือการบูรณะพระราชวังหลวงที่เมืองมัณฑเเลย์ อดีตศูนย์กลางการปกครองประเทศในสมัยราชวงศ์โก้นบองซึ่งถูกอังกฤษทิ้งระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันแม้จะมีการฟื้นฟูแล้วแต่เป็นเพียงพระราชมณเฑียรบางส่วน และพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในความครอบครองของกองทัพ

เพราะความที่มันเป็นของกองทัพ นักท่องเที่ยวบางคนที่มีความตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชนรีวิวการท่องเที่ยวพระราชวังหลวงเอาไว้ว่า “ฉันได้ยินมาว่าพระราชวังควรจะน่าเบื่อเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น พื้นที่ทั้งหมดดำเนินการโดยกองทัพของเมียนมา คุณไม่อยากสนับสนุนระบอบการปกครองนั้นหรอก ยิ่งคุณอยู่ที่นั่นคุณยิ่งไม่อยากทำแบบนั้น จงให้เงินกับประชาชนไม่ใช่ให้พวกเขา!”

นี่คือความเห็นของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งในเว็บไซต์ TripAdvisor ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 1 ปี

องค์ชายเคยตรัสถึงพระราชวังหลวงไว้ก่อนที่เมียนมาจะเป็นประชาธิปไตยว่า “เรื่องใหญ่ก็คือเราไม่สามารถเดินไปไหนต่อไหนได้อย่างอิสระ” คำพูดของพระองค์อาจจะหมายถึงแค่พระราชวังที่มัณฑเลย์ แต่เมียนมาภายใต้การปกครองของทหารก็เป็นแบบนั้นทั้งประเทศ 

ตอนนี้เมียนมาสูญสิ้นประชาธิปไตยอีกครั้ง สิ่งองค์ชายคาดหวังยิ่งจะหลุดลอยไป 

Photo by Hteiktinhein/Wikipedia