ตลาดเบอร์หนึ่ง! ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากสุด 73% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630537

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 17:40 น.ตลาดเบอร์หนึ่ง! ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากสุด 73%ตลาดทุเรียนไทยในจีนอนาคตสดใส ปีนี้ขยายตัว 140%

สำนักข่าวซินหัวรายงานการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ไทยที่ระบุว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีนแผ่นดินใหญ่คิดเป็น 73% ของปริมาณการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมดในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ไทยส่งออกทุเรียนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่คิดเป็นมูลค่าราว 1,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30,170 ล้านบาท คิดเป็น 73% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขยายตัวกว่า 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

อรมนยังระบุอีกว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน ไทยส่งออกทุเรียนไปยังตลาดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมมูลค่า 164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,100 ล้านบาท) คิดเป็น 12% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด

สหรัฐทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญสั่งวัคซีนโควิด 100 ล้านโดส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630531

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 15:38 น.สหรัฐทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญสั่งวัคซีนโควิด 100 ล้านโดสคาดว่าสหรัฐจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยใช้ภายในปี 2021 และมีถึง 500 ล้านโดส

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐเผยว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทผลิตยา โมเดอร์นา (Moderna) ให้ผลิตวัคซีน Covid-19 แก่รัฐบาลสหรัฐหลังจากได้รับใบอนุญาตให้ผลิตแล้วจำนวน 100 ล้านโดส มูลค่า 1,525 ล้านเหรียญสหรัฐ

ภายใต้สัญญานี้ รัฐบาลสหรัฐจะเป็นเจ้าของวัคซีน 100 ล้านโดส และจะถูกนำไปใช้ในโครงการวัคซีน Covid-19 โดยชาวอเมริกันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

สัญญานี้เป็นหนึ่งในสัญญาผลิตวัคซีน Covid-19 ที่สหรัฐตกลงไว้กับบริษัทผู้ผลิตหลายรายภายใต้โครงการ Operation Warp Speed โดยมีเป้าหมายในการผลิตวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้ชาวอเมริกันใช้ภายในปลายปีนี้

โดยเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐทำสัญญากับบริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) ให้ผลิตวัคซีน 100 ล้านโดส และอีก 100 ล้านโดสกับบริษัทแจนส์เซน (Janssen) เมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งกับบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งรวมๆ แล้วคาดว่าสหรัฐจะมีวัคซีนราว 500 ล้านโดสหากวัคซีนผ่านการทดสอบและรับรองให้ผลิต

อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า ภายใต้โครงการ Operation Warp Speed จะทำให้สหรัฐมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพภายในปี 2021

ภูฏานล็อกดาวน์ประเทศครั้งแรกหลังพบผู้ป่วยโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630523

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 13:30 น.ภูฏานล็อกดาวน์ประเทศครั้งแรกหลังพบผู้ป่วยโควิดภูฏานมีผู้ป่วยโควิดน้อยที่สุดในเอเชียใต้ แต่เมื่อพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทางการก็สั่งล็อกดาวน์ทันที

โลเท เชอริง นายกรัฐมนตรีภูฏานที่ยังปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้ควบคู่ไปด้วย ประกาศล็อกดาวน์ประเทศ โดยขอให้ประชาชนออกนอกบ้านเฉพาะกรณีที่จำเป็นในช่วง 5-6 วันนับตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป

ส่วนนักเรียนในโรงเรียนประจำขอให้อยู่ในหอพักและปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน Covid-19 รวมทั้งมีการเลื่อนการสอบออกไปก่อน ขณะที่โรงเรียน สถาบัน สำนักงาน และห้างร้านต่างๆ ต้องปิดทำการ

คำสั่งล็อกดาวน์มีขึ้นหลังจากพบว่าหญิงชาวภูฏานวัย 27 ปีรายหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากประเทศคูเวตและเพิ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากสถานกักตัวหลังผลตรวจเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นลบ กลับมามีผลตรวจเป็นบวกอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

จากการสอบประวัติการเดินทางพบหญิงรายดังกล่าวเดินทางไปหลายสถานที่ในประเทศ รวมทั้งห้างสรรพวินค้า และยังสัมผัสใกล้ชิดกับคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงอีกหลายคน

เบื้องต้นทางการได้ติดตามผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย 210 คนเพื่อนำมาตรวจหาเชื้อต่อไป

ทั้งนี้ ภูฏานมีผู้ป่วย Covid-19 ทั้งหมด 113 คนรวมทั้งผู้ป่วยคนล่าสุด ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในแถบเอเชียใต้ และยังไม่มีผู้เสียชีวิต

เมื่อเดือน มี.ค. ทางการมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ รวมทั้งให้ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทุกคนกักตัวเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังพบนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันติดเชื้อ

แทมมี่ ดักเวิร์ธ นักการเมืองเลือดไทยพลาดตำแหน่งผู้สมัครรองประธานาธิบดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630507

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 12:15 น.แทมมี่ ดักเวิร์ธ นักการเมืองเลือดไทยพลาดตำแหน่งผู้สมัครรองประธานาธิบดีแต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนมองว่าความโดดเด่นของเธอ จะทำให้หน้าที่การงานก้าวหน้า หรืออาจได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหากไบเดนชนะการเลือกตั้ง

โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ประกาศเลือก คามาลา แฮร์ริส ส.ว.หญิงเชื้อชาติอินเดีย-จาไมกาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย.นี้

การตัดสินใจของไบเดนครั้งนี้ทำให้ ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ว.สายเลือดไทยจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่ไบเดนจะเลือกให้มาเป็นคู่ชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดี พลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

ด้านดักเวิร์ธ ได้ทวีตข้อความหลังประกาศผลว่า “ฉันพร้อมจะทำงานอย่างหนักเพื่อให้ โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส ชนะเลือกตั้ง ประเทศของเราต้องการประธานาธิบดี และกองทัพก็ต้องการผู้นำ ที่มีความสามารถ มีประสิทธิภาพ และมีความเข้าอกเข้าใจในการนำพาประเทศที่ยิ่งใหญ่ มีความหลากหลายผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้”

นักการเมืองเชื้อชาติไทยยังทวีตอีกว่า “ฉันไม่เคยมั่นใจเท่าวันนี้เลยว่าไบเดนคือผู้นำคนนั้น ฉันทุ่มหมดหน้าตักให้ไบเดน-แฮร์ริส และหวังว่าพวกคุณจะร่วมขบวนกับฉันเพื่อช่วยให้ไบเดนกับคามาลาโค่น โดนัลด์ ทรัมป์ และฟื้นฟูจิตวิญญาณอเมริกันในเดือน พ.ย.นี้”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปีไบเดนประกาศชัดเจนว่าจะเลือกผู้หญิงเป็นรองประธานาธิบดี และชื่อของดักเวิร์ธก็อยู่ในโผตัวเต็ง ทั้งยังได้รับเสียงเชียร์จากคนอเมริกันและบรรดาสื่อรายใหญ่ เนื่องจากเธอมีความสามารถที่โดดเด่น ทั้งในฐานะอดีตนักบินของกองทัพที่ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างจากปฏิบัติการในอิรัก และการทำหน้าที่วุฒิสมาชิกในสภา

แต่แม้เธอจะไม่ได้รับเลือกให้เป็นคู่หูของไบเดน แต่ เดวิด แอ็กเซลร็อด ที่ปรึกษาด้านการเมืองของอดีตประธานาธิบด บารัก โอบามาเผยว่า เธอมีสถานะสูงขึ้นจากกระบวนการคัดเลือกรองประธานาธิบดีในครั้งนี้

และนอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่า ดักเวิร์ธอาจจะได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหรือตำแหน่งระดับสูงหากไบเดนชนะการเลือกตั้ง เพราะเธอมีประสบการณ์ทางด้านการทหารอย่างล้นเหลือ ทั้งยังเคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการในกระทรวงการทหารผ่านศึกสหรัฐในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก่อนจะชนะการเลือกตั้งวุฒสมาชิกในรัฐอิลลินอยส์

พลังประชาชนเฮือกสุดท้ายจะถูกบดขยี้โดยกำปั้นเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630487

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 10:39 น.พลังประชาชนเฮือกสุดท้ายจะถูกบดขยี้โดยกำปั้นเหล็กนี่คือยุคสมัยที่การลุกฮือทำได้ยาก ตัวอย่างคือการกวาดล้างในฮ่องกงและการใช้กำลังปราบในสหรัฐ

ยิ่งนานวันยิ่งชัดเจนว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลฮ่องกงมุ่งมั่นกับการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติอย่างไม่ปรานีปราศัย เหยื่อรายล่าสุดคือ จิมมี่ ไหล (Jimmy Lai) หรือหลีจื้ออิง เจ้าของบริษัท Next Media ซึ่งมีหนังสือพิมพ์หัวสี “ผิงกัวยึเป้า” หรือ Apple Daily

ในเวลาไล่ๆ กันตำรวจไปรวบตัวแอกเนส โจว (Agnes Chow) หรือ โจวถิง หญิงสาวผู้เป็นแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยและพลพรรคกลุ่มเดียวกับโจวหัวหว่อง

การจับกุมตัวคนทั้งคู่ทำให้ประชาคมโลกประณามจีนและฮ่องกงอย่างรุนแรงหรือเบาะๆ ก็แสดงความกังวล

แต่จีนจะไม่หวั่นไหวไปตามเสียงประณาม และการกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงไปเรื่อยๆ เพราะจีนไม่มีอะไรจะเสียในเวลาที่สหรัฐไล่บี้จีนจนไม่มีทางเลือก

เพื่อรับกับการไล่บี้จากอำนาจภายนอก จีนจึงเลือกที่จะปิดประตูบ้านให้มั่น อุดช่องโหว่ที่ฮ่องกงด้วยการกวาดล้าง “ผู้สมคบกับกองกำลังภายนอก” ให้หมดโดยเร็ว

การจับกุมตัวจิมมี่ ไหลสร้างความยินดีปรีดาให้กับชาวเน็ตจีนเป็นอันมาก เพราะเขาผู้นี้เป็นเป้าหมายอแห่งคยามเกลียดชังของชาวจีน ที่มองว่าจิมมี่ ไหลเป็นคนทรยศชาติและสมคบกับต่างชาติทำลายแผ่นดินจีน

ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่สาแก่ใจ เรียกร้องให้นำตัวจิมมี่ ไหลมาดำเนินคดีในจีนเพื่อรับโทษหนักโดยเร็ว

กระแสชาตินิยมในจีนกำลังขึ้นสูงสืบเนื่องจากการทำสงครามการค้า ยิ่งทรัมป์สั่งแบนแอพดังจากจีน คนจีนยิ่งรู้สึกว่าต้องสนับสนุนประเทศตัวเองให้มาก ดังนั้นคนจีนจึงไม่เห็นใจการกวาดล้างในฮ่องกงเลย

บางคนอาจจะคิดว่าแค่ความสะใจ ทำอะไรฮ่องกงไม่ได้ แต่ผู้เขียนขอเตือนว่าความไร้ปรานีของคนจีนต่อฮ่องกงจะส่งผลหนักหน่วงต่อคนฮ่องกง

เพราะการที่จีนใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้นานาประเทศละทิ้งฮ่องกงให้โดดเดี่ยว มีแนวโน้มที่ธุรกิจจะย้ายออกไป ทำให้ฮ่องกงต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่มากขึ้น

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือนับแต่นี้สินค้าที่ออกจากฮ่องกงจะถูกแปะฉลากว่า ‘Made in China’ จะถูกปฏิบัติเยี่ยงสินค้าจีน นั่นคือถูกกีดกันและเก็บภาษีสูงลิ่วจากสหรัฐ

แต่ในเมื่อคนแผ่นดินใหญ่ “ไม่โอเค” กับจุดยืนทางการเมืองของคนฮ่องกง และยังมีความเจ็บแค้นเรื่องที่คนฮ่องกงมักดูแคลนคนแผ่นดินใหญ่ โอกาสที่คนแผ่นดินใหญ่จะเห็นใจและช่วยเหลือฮ่องกงให้มีกินมีใช้จึงน้อยลงไป

คนฮ่องกงยังยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ และแสดงจุดยืนด้วยการแห่ไปซื้อหนังสือพิมพ์ Apple Daily กันขนานใหญ่ จากที่เคยพิมพ์วันละ 70,000 ฉบับก็เพิ่มเป็น 500,000 ฉบับเพื่อช่วยเหลือธุรกิจของจิมมี่ ไหล

หุ้นของ Apple Daily พึ่งขึ้นมาถึง 1,000% ในเวลาเพียง 2 วัน เพราะชาวฮ่องกงที่รักประชาธิปไตยช่วยกันออกเงินสนับสนุน

บางคนบอกว่าในเมื่อรัฐบาลจงใจทำลายสื่อฮ่องกง คนฮ่องกงก็ยังช่วยกอบกู้มันไว้เอง

นี่คือความทรนงของชาวฮ่องกงที่น่ายกย่อง แต่การอุ้ม Apple Daily จะไปได้ไกลแค่ไหนในสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ?

และพวกเขาต้องยอมรับเช่นกันว่าการทำแบบนี้ยิ่งทำให้คนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ ครั้นจะไปพึ่งพาประเทศอื่นยิ่งทำไม่ได้เพราะพากันถอนตัวไป และหากชาวฮ่องกงคนไหนเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาช่วย จุดจบก็จะเป็นแบบจิมมี่ ไหลที่ถูกจับในข้อหาสมคบต่างชาติ

แต่เรื่องนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์คาดการณ์ ไม่แน่ว่าด้วยภาวะบีบคั้นสังคมฮ่องกงที่แตกแยกหนักมาในช่วงการประท้วง อาจกลายเป็นสังคมสมานฉันท์ขึ้นมาเพราะแต่ละคนถูกบีบคั้นจากแผ่นดินใหญ่เหมือนๆ กัน

ด้วยแรงบีบคั้นและการสมานฉันท์ภายใต้การคุกคามเดียวกัน อาจทำให้ชาวฮ่องกงสร้างประชาสังคมที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้

คำถามก็คือจีนจะยอมให้ทำแบบนั้นหรือไม่?

คำตอบก็คือไม่ การที่จีนผลักดันกฎหมายความมั่นคงอย่างฉับพลันและใช้มันอย่างฉับไวย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าจีนต้องรีบตัดตอนกระบวนการประชาสังคมฮ่องกงโดยเร็วที่สุด ปฏิบัติการแรกคือการกวาดจับผู้ที่สมคบกับต่างชาติก่อน นั่นคือ จิมมี่ ไหล เพราะเขาคือตัวกลางที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงระหว่าง “คนนอก” กับขบวนการเคลื่อนไหวในฮ่องกง

หนึ่งวันหลังการจับกุมจิมมี่ ไหล South China Morning Post รายงานว่า มีกลุ่มออนไลน์ที่รับเงินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากบัญชีธนาคาต่างชาติ คนที่เกี่ยวข้องกับเงินจากภายนอกมีทั้งจิมมี่ ไหล ลูกชายของเขา, แอกเนส โจวกับแอกทิวิสต์อีก 2 คน และมาร์ก ไซมอน ผู้ช่วยคนสำคัญของจิมมี่ ไหล ซึ่งตอนนี้อยู่สหรัฐแล้ว

ถามว่ามาร์ก ไซมอนคนนี้ทำไมจึงสำคัญ? ตอบว่าเพราะเขาเป็นอดีต CIA อดีตหน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐ และยังมีกระแสข่าวว่าเป็นประธานพรรครีพับลิกันสาขาฮ่องกง แม้ว่าเขาจะยืนยันว่า “ผมไม่ใช่สายลับ

ดังนั้น จิมมี่ ไหลจึงมีสถานะเป็นเหมือนตัว “ขุน” ที่ต้องกำไว้ในมือให้ได้ เขาเป็นทั้งผู้กำหนดทิศทางการต่อสุ้ผ่านสื่อ เป็นมันสมองของขบวนการ และยังเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ได้น้ำเลี้ยงจาก “คนแดนไกล” ซึ่งจะเป็นใครนั้นยังไม่ทราบได้

เมื่อจับตัว “ขุน” ได้แล้วเป้าหมายต่อไปของจีนคือการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความเห็นในฮ่องกงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพื่อรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งวิธีการนี้ถือว่าหนักเอาการ แต่ไม่เกินความสามารถของสีจิ้นผิง ผู้เปลี่ยนภาวะการเมืองในจีนที่เคยยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ให้เต็มไปด้วยความยำเกรงต่อตัวเขา

การใช้กำปั้นเหล็กแบบนี้ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐจะเปลี่ยนท่าทีต่อจีนกับฮ่องกงหรือไม่ ซึ่งโอกาสนี้เป็นไปได้ยาก เพราะพรรคเดโมแครตจริงจังกับปัญหาสิทธิมนุษยชนยิ่งกว่าพรรครีพับลิกันเสียอีก

ที่สำคัญคือคนระดับกุนซือของจีนมองว่าสหรัฐคือภัยคุกคามและที่พยายามบ่อนทำลายจีนทั้งในที่ลับและที่แจ้ง (เรื่องนี้มีการทำเป็นสารคดีฉายกันในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน) ในฉากหน้าแม้จีนจะบอกว่าอยากสมานฉันท์มากกว่ารบ แต่โดยธรรมชาติของมหาอำนาจแล้ว จีนกับสหรัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกันได้

ในระยะสั้น การก่อม็อบในฮ่องกงจะจบลงด้วยการกวาดจับที่หนักมือเพราะจีนไม่สนใจโลกภายนอกอีกต่อไป และสิ่งทีเกิดขึ้นในสหรัฐนั่นคือการประท้วงยืดเยื้อจะยิ่งทำให้จีนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าหากปล่อยให้คนฮ่องกงก่อม็อบอีกจะทำให้การระบาดหนักขึ้น

การที่โลกภายนอกสาละวนอยู่กับการคุมโรคระบาดทำให้จีนมีโอกาสที่จะเก็บกวาดฮ่องกงง่ายขึ้นไปอีก

ที่เราจะต้องจับตาก็คือ โอกาสนี้ไม่ได้มีแค่จีนเท่านั้นที่มองเห็น

Photo by VERNON YUEN / AFP

เหยื่อโควิด-19ทั่วโลก เสียชีวิตแตะ 7.4 แสนราย ติดเชื้อพุ่ง 20.4 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630500

วันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 06:47 น.เหยื่อโควิด-19ทั่วโลก เสียชีวิตแตะ 7.4 แสนราย ติดเชื้อพุ่ง 20.4 ล้านคนสถานการณ์ โควิด-19ทั่วโลก ยังอ่วม วันเดียวมีผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 2.4 แสนราย แตะ 20,492,741 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 744,111 รายแล้ว

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 12 ส.ค. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 20,492,741 ราย เพิ่มขึ้น 247,171 รายเสียชีวิต 744,111 ราย เพิ่มขึ้น 5,809 ราย รักษาหาย 13,415,861 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 5,303,546 ราย เพิ่มขึ้น52,108 ราย เสียชีวิต 167,527 ราย เพิ่มขึ้น 1,335 ราย รักษาหาย 2,748,039 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,112,393 ราย เพิ่มขึ้น 54,923 ราย เสียชีวิต 103,099 ราย เพิ่มขึ้น 1,242 ราย รักษาหาย 2,243,124 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 2,328,405 ราย เพิ่มขึ้น 61,252 ราย เสียชีวิต 46,188 ราย เพิ่มขึ้น835ราย รักษาหาย 1,638,101 ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 897,599 ราย เพิ่มขึ้น 4,945 ราย เสียชีวิต 15,131 ราย เพิ่มขึ้น 130 ราย รักษาหาย 703,175 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 566,109 ราย เพิ่มขึ้น2,511 ราย เสียชีวิต 10,751ราย เพิ่มขึ้น 130 ราย รักษาหาย 426,125 ราย

6. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 485,836ราย เพิ่มขึ้น 5,558 ราย เสียชีวิต 53,003 ราย เพิ่มขึ้น705 ราย รักษาหาย 327,993 ราย

7. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 483,133 ราย เสียชีวิต 21,276 ราย รักษาหาย 329,404 ราย

8. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ410,453 ราย เพิ่มขึ้น12,830 ราย เสียชีวิต 13,475 ราย เพิ่มขึ้น 321 ราย รักษาหาย 230,427 ราย

9. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 376,616 ราย เพิ่มขึ้น 1,572 ราย เสียชีวิต 10,178 ราย เพิ่มขึ้น 39 ราย รักษาหาย 349,541 ราย

10. ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 373,692 ราย เพิ่มขึ้น 3,632 ราย เสียชีวิต 28,581 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 113 มีผู้ติดเชื้อ 3,351 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,163 ราย

นิวซีแลนด์เจอโควิดระลอกใหม่ในรอบ 102 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630489

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 19:48 น.นิวซีแลนด์เจอโควิดระลอกใหม่ในรอบ 102 วัน นิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศครั้งแรกในรอบ 102 วัน โดยผู้ป่วยมาจากครอบครัวเดียวกัน

ทางการนิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อในประเทศครั้งแรกในรอบ 102 วัน โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 4 รายเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันจากเมืองออคแลนด์ และในช่วงนี้ทั้งหมดไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศเลย  

ด้านนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในเมืองออคแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศเป็น ระดับ 3 เป็นเวลา 3 วันเริ่มจากเที่ยงวันของวันพุธ (12 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ภายใต้มาตรการนี้ บรรดาธุรกิจต่างๆ รวมทั้งร้านอาหาร บาร์ และร้านค้าที่ไม่จำเป็นต้องปิดการให้บริการ และอนุญาตให้ประชาชนออกจากบ้านได้เฉพาะกรณีที่จำเป็น เช่น การซื้อของใช้ในบ้าน รวมทั้งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน และปิดโรงเรียนเป็นเวลา 3 วัน

นักการเมืองญี่ปุ่นจัดม็อบต่อต้านการใส่แมสก์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630484

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 19:20 น.นักการเมืองญี่ปุ่นจัดม็อบต่อต้านการใส่แมสก์นอกจากนี้เขายังชวนให้แนวร่วมไม่สวมหน้ากากอนามัยขึ้นรถไฟที่วิ่งไปรอบโตเกียวเพื่อให้คนอื่นๆ เห็นว่าคนที่สวมหน้ากากอนามัยเป็นคนแปลกแยกของสังคม

สำนักข่าว JapanToday รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (9 ส.ค.) ชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันถือป้ายรณรงค์ต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัยและมาตรการอื่นที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่ระบาด บริเวณสถานีรถไฟชิบุยะ ซึ่งเป็นสถานีที่มีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนให้สมาชิกกลุ่มเข้าไปใช้บริการรถไฟสายยะมะโนะเตะที่วิ่งรอบกรุงโตเกียวโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย เพื่อแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าการสวมหน้ากากอนามัยเป็นเรื่องที่แปลกแยก

แกนนำของกิจกรรมนี้คือ มะซะยุกิ ฮิระสึกะ ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระหว่างการหาเสียงเขาชูนโยบาย “Covid-19 ก็แค่ไข้หวัดธรรมดา” และยังบอกอีกว่า การสัมผัสเชื้อโคโรนาไวรัสจะช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่มีชาวกรุงโตเกียวเลือกเขาเพียง 0.15% หรือไม่ถึง 10,000 คนเท่านั้น

หลังจากที่นักการเมืองรายนี้ประกาศว่าจะจัดกิจกรรมดังกล่าวในช่องยูทูบส่วนตัวก็สร้างความไม่พอใจให้ชาวญี่ปุ่น จนแฮชแท็ก #???????? หรือ cluster festival หรือเทศกาลคลัสเตอร์ ซึ่งคลัสเตอร์เป็นคำที่ใช้เรียกการติดเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นกลุ่มใหญ่ในเวลาเดียวกัน ติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ของญี่ปุ่น

ผู้ใช้ทวิตเตอร์บางคนถุงกับเรียกฮิระสึกะและกลุ่มของเขาว่าเป็นพวกก่อการร้าย

รัสเซียจดทะเบียนวัคซีนโควิดแล้ว ผู้นำฟิลิปปินส์เสนอตัวทดลองคนแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630467

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 16:45 น.รัสเซียจดทะเบียนวัคซีนโควิดแล้ว ผู้นำฟิลิปปินส์เสนอตัวทดลองคนแรกปูตินเผยอนุมัติวัคซีนรัสเซียแล้ว ด้านผู้นำฟิลิปปินส์เชื่อมั่นพร้อมทดลองฉีดเป็นคนแรก  

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า รัสเซียได้จดทะเบียนวัคซีนโคโรนาไวรัสที่พัฒนาโดยสถาบันกามาลีอาในกรุงมอสโกเรียบร้อยแล้ว หลังจากผ่านการตรวจสอบที่สำคัญทุกขั้นตอน   

ปูตินยังเผยอีกว่า ได้ฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับลูกสาว 1 คน โดยเธอมีอาการไข้สูงเล็กน้อยหลังได้รับวัคซีน แต่อาการดีขึ้นแล้ว  

ด้านเจ้าหน้าที่รัสเซียรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า การทดลองระยะที่ 3 ซึ่งก็คือการทดลองทางคลินิก จะเกิดขึ้นหลังจากทางการอนุมัติให้ผลิตวัคซีน

ความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนของรัสเซียเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รวมทั้งข้อกังขาว่ารัสเซียอาจตัดลดขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาออกไป

ทว่า ประธานาธิดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ได้แสดงความมั่นใจในวัคซีนของรัสเซียด้วยการประกาศว่า จะยอมเป็นหนูทดลองให้ฉีดวัคซีนเป็นคนแรกโชว์ชาวฟิลิปปินส์ หลังตอบรับข้อเสนอส่งมอบวัควีนให้ฟิลิปปินส์จากประธานาธิบดีปูติน และยังกล่าวว่าวัคซีนจากรัสเซียจะพร้อมใช้งานในฟิลิปปินส์ภายในเดือน ธ.ค.นี้ 

“ผมจะบอกประธานาธิบดีปูตินว่า ผมเชื่อมั่นในการพัฒนาวัคซีนของรัสเซีย และเชื่อว่าวัคซีนนี้จะเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติ” ดูเตร์เตเผย

สื่อนอกมองการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เป็นประวัติศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630462

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 15:09 น.สื่อนอกมองการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เป็นประวัติศาสตร์Bloomberg ระบุว่า การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ต่างจากการประท้วงครั้งก่อนๆ

นอกจากการชุมนุมของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเป็นที่สนอกสนใจของคนไทยแล้ว บรรดาสื่อต่างชาติก็พากันเกาะติดการคเลื่อนไหวครั้งนี้เช่นกัน รวมทั้งสำนักข่าว Bloomberg ที่เผยแพร่บทความ Thai Students Risk Jail With Calls to Curb the Monarchy’s Power (นักศึกษาไทยเสี่ยงคุกจากข้อเรียกร้องให้จำกัดพระราชอำนาจ) 

Bloomberg ระบุว่า รากฐานของการชุมนุมครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมครั้งอื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การประท้วงมักจะมีนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการคณะประชาชนปลดแอก รวมทั้งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชักชวนคนรุ่นใหม่ให้ออกมาชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา เผยกับ Bloomberg ว่า “แผนตอนนี้คือระดมคนออกมาร่วมเรียกร้องกับเราให้มากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการพยายามซื้อเวลา แต่ไม่เคยเปลี่ยนความคิดจริงๆ”

ขณะที่ เควิน ฮิวอิสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยและศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาชาเปิลฮิลล์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่รู้ว่าจะรับมือการชุมนุมอย่างไร การชุมนุมนี้กลายเป็นการเคลื่อนไหวแรกที่มีการเชื่อมโยงพระมหากษัตริย์เข้ากับรัฐบาลโดยตรง ถือเป็นประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทาง Bloomberg ได้พยายามติดต่อสำนักพระราชวังเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แต่ไม่ได้รับคำตอบ

ขณะที่การสอบถาม รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน ก็ได้รับคำตอบผ่านสายโทรศัพท์ว่า ทุกคนมีสิทธิ์ในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นตราบใดที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย และมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19

โฆษกรัฐบาลยังเผยกับ Bloomberg อีกว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังประชาชนและพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญหากผ่านกระบวนการทางรัฐสภาแล้ว

Bloomberg ยังสัมภาษณ์ พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเผยว่า ผู้คนจากหลากหลายกลุ่มในสังคมจะเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทีมเศรษฐกิจทีมใหม่ หรือนโยบายใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

นอกจากนี้ Bloomberg ยังระบุอีกว่า การถกถึงประเด็นหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ขยายวงกว้างมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งยังมีการใช้โซเชียลมีเดียในการนัดหมายและเผยแพร่ข้อเรียกร้องผ่านแฮชแท็ก

Bloomberg บอกว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้คล้ายกับแนวทางของม็อบนักศึกษาในฮ่องกงและในประเทศอื่น มากกว่าแนวทางการประท้วงเดิมๆ ของไทยที่มักจะปิดถนนเส้นหลักๆ ในกรุงเทพฯ และกินเวลาหลายเดือน ซึ่งฮิวอิสันระบุว่า แทคติกนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีกลุ่มใดเป็นแกนนำ

และเป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างความปวดหัวให้รัฐบาล