ชาวเน็ตจีนแห่คอมเม้นต์ยินดีไทยมีกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628063

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 18:04 น.ชาวเน็ตจีนแห่คอมเม้นต์ยินดีไทยมีกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันข่าวการผ่านร่างกฎหมาย พรบ.ชีวิตคู่ของไทยได้รับความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในจีนที่มีการพูดถึงกันมากในเวยปั๋ว

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตเพื่อเปิดทางให้คู่รักที่มีเพศกำเนิดเดียวกันจดทะเบียนใช้ชีวิตด้วยกันได้เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้ก็เป็นที่จับตาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน

ชาวโซเชียลในจีนตื่นเต้นฮือฮาและชื่นชมประเทศไทยจนแฮชแท็ก #ร่างกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันของไทยผ่านแล้ว ติดเทรนด์ในเวยปั๋ว

ต่อไปนี้คือความคิดเห็นของชาวจีนต่อร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตของไทย

เฉ่าอูเฉียนLucas บอกว่า หวังว่าวันหนึ่งเรื่องนี้จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ใช่ ผมรักเพศเดียวกัน

ถวนเจียเตอซวนหนิงเหมิง บอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจ แค่เคารพกันก็พอ ยินดีด้วย

เซวียจื่อเจียน บอกว่า ร่างกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันของไทยผ่านเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ดีใจจนน้ำตาไหลเลย

ชีเซินหนีเจ่าอวี้หลั่นซิงเฉินหรูเหมิง บอกว่า ความรักไม่จำกัดเพศหรอก รักก็คือรัก

ปี่ข่าชิวเตอถุ่ยปู้กั้วเจี้ยน บอกว่า เห็นด้วย การแต่งงานกับเพศเดียวกันไม่ได้กระทบกับการแต่งงานของคู่ชายหญิง แล้วถ้าเป็นเรื่องของการอุ้มบุญ ก็มีกฎหมายแยกต่างหากอยู่แล้ว  

ปาไป่วั่นอั้นโถวต้าจวินจ่งจื่อฮุย เห็นด้วยเช่นกัน โดยบอกว่าความรักไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศไหน โลกสวยงามเพราะความหลากหลาย ความรักก็สวยงามเพราะความหลากหลาย

หว่อซื่อสือเอ้อเซิงเซี่ยวเตอเซี่ยว บอกว่า คนทุกเพศควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก และต้องสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ รักก็คือรัก

ม.สิงคโปร์เผยวิจัยพบ “ยาเบตาดีน” ฆ่าไวรัสโควิดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628066

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 16:04 น.ม.สิงคโปร์เผยวิจัยพบ "ยาเบตาดีน" ฆ่าไวรัสโควิดได้วิจัยเผย “ยาฆ่าเชื้อเบตาดีน” มีประสิทธิภาพทำลายไวรัสโควิด-19

มุนดิฟาร์มา (Mundipharma) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเบตาดีน ได้เผยผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการวิทยาลัยการแพทย์ Duke-NUS Medical School ของสิงคโปร์ที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคเบตาดีน ในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 โดยผลจากการทดลองเผยให้เห็นฤทธิ์ของเบตาดีนในการทำลายเชื้อไวรัสSARS-CoV-2นหลอดทดลอง (in vitro) ได้มากถึง 99.99% ภายในเวลาเพียง 30 วินาที

ผลิตภัณฑ์ของเบตาดีนที่ใช้ทดสอบได้แก่ ยาฆ่าเชื้อเบตาดีน (Betadine Solution) น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวหนัง (Skin Cleanser) น้ำยาบ้วนปาก (Gargle and Mouthwash) และสเปรย์พ่นปากและคอ (Throat Spray) ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Infectious Disease and Therapy Journal เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

นอกจากผลการวิจัยจากสิงคโปร์แล้ว ยังมีผลการวิจัยจากห้องปฏิบัติการที่ศูนย์ Tropical Infectious Diseases Research and Education Center (TIDREC) ของมหาวิทยาลัยมาลายา ในมาเลเซีย ก็เผยให้เห็นฤทธิ์ในการทำลายเชื้อไวรัสของน้ำยาบ้วนปากเบตาดีนในหลอดทดลอง ที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ได้ถึง 99.99% ในเวลา 15 วินาที

การวิจัยนี้ได้รับการยอมรับจาก British Dental Journal (BDJ) และได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2020 โดยวารสาร Springer Nature ในนามของ สมาคมทันตแพทย์อังกฤษ (British Dental Association)

ก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อของเบตาดีน ซึ่งประกอบด้วยโพวิโดนไอโอดีน (PVP-I)ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในหลอดทดลองต่อไวรัสหลากหลายชนิดรวมถึงไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในโรงพยาบาล

ผลการทดลองดังกล่าว ในมุมมองของเรา หากใช้ผลิตภัณฑ์ยาฆ่าเชื้อเบตาดีนอย่างเหมาะสมร่วมกับมาตรการป้องกันเชื้อแบบอื่นๆ จะช่วยจำกัดการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อหลายชนิดรวมถึงโควิด-19 ได้อย่างดี รามาน ซิงห์ ซีอีโอของมุนดิฟาร์มา กล่าว

ผอ.WHO น้ำตาร่วง วอนโลกร่วมมือสู้โควิด หลังสหรัฐถอนตัวจากสมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628053

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 13:59 น.ผอ.WHO น้ำตาร่วง วอนโลกร่วมมือสู้โควิด หลังสหรัฐถอนตัวจากสมาชิก“ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นการขาดความเป็นผู้นำและความเป็นปึกแผ่นของทั่วโลก “

นายแพทย์ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ถึงกับน้ำตาคลอระหว่างการแถลงสถานการณ์โควิด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้เรียกร้องให้ทั่วโลกสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้รับมือกับโรคโควิด-19 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐได้ยื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นต้นสังกัดองค์การอนามัยโลกในการแจ้งออกจากการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ผอ.อนามัยโลกกล่าวว่า “ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นการขาดความเป็นผู้นำและความเป็นปึกแผ่นของทั่วโลก นี่ไม่ต่างจากโศกนาฎกรรม ที่เราทั่วโลกต้องร่วมเผชิญ เราสูญเสียมิตรสหาย ชีวิตประชาชนมากมาย เราไม่สามารถเอาชนะการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากเราแบ่งแยกโลกของเรากันเอง

โควิด-19 คือบททดสอบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้นำโลก มันยากแค่ไหนที่มนุษย์จะร่วมต่อสู้กับโรคระบาดซึ่งคร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า เราไม่อาจแยกแยะศัตรูหรือระบุตัวศัตรูที่มีร่วมกันมนุษย์ในการร่วมกันมือกันต่อสู้กับโรคระบาดที่ฆ่าผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า หรือเราไม่สามารถแยกแยะหรือระบุศัตรูที่เรามีร่วมกัน ผมไม่เข้าใจว่าการแบ่งแยก หรือสร้างรอยร้าวระหว่างเรานั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของไวรัสอย่างไร” ตอนหนึ่งที่ผอ.อนามัยโลกกล่าว

แม้จะไม่ได้กล่าวถึงผู้นำประเทศใดเป็นเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าหมายถึงประธานาธิดีทรัมป์ ซึ่งประกาศพาสหรัฐถอนตัวจากสมาชิกอนามัยโลก

สำหรับสหรัฐ คือผู้บริจาครายใหญ่ของอนามัยโลกปีละราว 400-500 ล้านดอลลาร์ ในการรับมือต่อโรคร้ายแรงต่างๆไม่เพียงแต่โควิด-19 แต่ยังรวมถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น วัณโรค โรคเอดส์ รวมไปถึงโปลิโอ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากอนามัยโลกจะเป็นอันตรายต่อความพยายามในการสกัดโรคระบาดเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังมีความคืบหน้าในการคณะทำงานอิสระในการทบทวนแนวทางรับมือโควิด-19 แล้ว โดยได้เลือกอดีตสองผู้นำประเทศอย่างนาง เฮเลน คลาร์ก อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และนางเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ อดีตประธานาธิบดีไลบีเรีย นั่งเป็นประธานร่วมในคณะกรรมาธิการดังกล่าว โดยทั้งสองจะทำการคัดเลือกสมาชิกในคณะกรรมาธิการคนอื่นๆ เพื่อพิจารณาและจัดทำรายงานเสนอข้อเท็จจริงกรณีการสถานการณ์โควิดทั่วโลก ต่อที่ประชุมประจำปีรัฐมนตรีสาธารณสุขโลกจาก194ชาติในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะถึงช่วงครบรอบ1ปีที่โลกได้พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019

อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากท่าทีอันล่าช้าในการออกคำเตือนต่อประเทศสมาชิกในการรับมือไวรัสโควิดในหลายประเด็น อาทิ การเพิ่งยอมรับว่าเชื้อโควิดแพร่ทางอากาศได้ และการที่เพิ่งประกาศว่าจะส่งคณะสืบสวนความจริงลงพื้นที่ประเทศจีนเพื่อค้นหาต้นต่อการระบาดของไวรัส หลังจากที่ไวรัสระบาดไปทั่วโลกแล้วหลายเดือน จนผู้นำสหรัฐวิจารณ์ว่า WHO คือองค์กรที่ทำงานภายใต้อิทธิพลจีน

แฟ้มภาพ AFP

ส่องคูหาเลือกตั้งสิงคโปร์ คิกออฟลงคะแนนโหวตช่วงโควิดระบาดอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628044

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 12:25 น.ส่องคูหาเลือกตั้งสิงคโปร์ คิกออฟลงคะแนนโหวตช่วงโควิดระบาดอย่างไรสิงคโปร์ชาติแรกในอาเซียนจัดเลือกตั้งท่ามกลางโควิด คาดพรรคลีเซียนลุงชนะเช่นเคย

เมื่อเวลา 08.00 น. ช่วงเช้าวันนี้(10 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นของสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์จำนวนได้ทยอยออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วไป ท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศที่กำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 อย่างหนักหน่วยในหลายด้าน

เป็นเวลาเกือบ 10 วันหลังจากที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อหวังระดมคะแนนเสียงในสภาในการผลักดันวาระการแก้ไขปัญาหาประเทศในด้านต่างๆหลังโควิด โดยการเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะเป็นวาระสุดท้ายของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับตัวเต็งในพรรคคนอื่นๆ

หน่วยเลือกตั้งประมาณ 1,100 ทั่วประเทศได้เปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งราว 2.65 ล้านคนทยอยเข้าใช้สิทธิ์ลงคะแนนช่วงเวลาระหว่าง 08.00 น. ถึง 20.00 น. โดยเป็นการเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ทั้ง 93 เสียง จากผู้สมัครทั้งหมด191 คนจาก 11 พรรคการเมือง

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ หลายฝ่ายจะมั่นใจว่าพรรคกิจประชาชน (PAP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงจะคว้าชัยชนะเช่นเคย โดยพรรคฝ่ายค้านที่ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยยอมรับว่าไม่ได้หวังจะขึ้นบริหารประเทศ แต่หวังเพียงให้ประชาชนช่วยลดการผูกขาดเสียงข้างมากของพรรคPAPในสภาเท่านั้น

การเลือกตั้งของสิงคโปร์ นับเป็นชาติแรกในอาเซียนและถือเป็นชาติที่สองของเอเชีย ที่จัดการเลือกตั้งทั่วไปท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิดระบาด โดยในทุกหน่วยลงคะแนนมีการใช้มาตรการคุมเข้มโควิดอย่างรัดกุม

แต่ละหน่วยเลือกตั้งจะมีการจัดบริการหน้ากากอนามัย ถุงมือ เจลแอลกอฮอล์ พร้อมมาตรการเว้นระยะห่างแก่ประชาชนผู้เดินทางมาลงคะแนนโหวต โดยพลเมืองสูงอายุจะได้สิทธิ๋ในการลงคะแนนโหวตในช่วงเช้าก่อน ทุกหน่วยเลือกตั้งจะมีระบบนับจำนวนผู้ลงคะแนนแบบเรียลไทม์เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทราบว่าในแต่ละคูหา มีผู้เดินทางมาลงคะแนนมากน้อยเพียงใด

ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ในมาตรการ “stay-home-notice” หรือผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อต่ำจะได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนโหวตในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนปิดหีบในเวลา 20.00 น. ขณะที่ผู้ที่เข้ามาตรการกักกันโรคจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนน

ทั้งนี้ คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้เร็วสุดในช่วงกลางดึกของคืนนี้ หรืออย่างช้าในเช้าวันพรุงนี้ (11 ก.ค.)

ภาพ : AFP 

นายกเล็กกรุงโซลตายปริศนา พบทิ้งข้อความคล้ายสั่งเสีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628034

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 10:41 น.นายกเล็กกรุงโซลตายปริศนา พบทิ้งข้อความคล้ายสั่งเสียตำรวจเกาหลีใต้พบศพนายกเทศมนตรีโซล3สมัยแล้ว เบื้องต้นสันนิษฐานฆ่าตัวตาย หลังถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

ทางการตำรวจเกาหลีใต้พบศพนาย ปาร์ค วอน ซุน นายกเทศมนตรีกรุงโซล 3 สมัยแล้ว บนภูเขาไม่ไกลจากบ้านพักส่วน หลังตำรวจได้รับการแจ้งว่านายปาร์คหายตัวไปไม่สามารถติดต่อนานหลายชั่วโมง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้วิธีแกะรอยสัญญาณ กระทั่งพบศพนายปาร์คบนเขาบูกัก ทางตอนเหนือของกรุงโซล ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่ยังไม่เผยสาเหตุการเสียชีวิต แต่คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตายเนื่องจากพบข้อความคลายการสั่งลา ถูกบันทึกอยู่ในโทรษศัพท์มือถือส่วนตัว

ก่อนหน้าการหายตัวไปของนายปาร์ก มีรายงานจากพนักงานหญิงรายหนึ่งได้ร้องเรียนว่าถูกผู้ว่ากรุงโซลล่วงละเมิดทางเพศ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตหรือไม่

หากตำรวจพิสูจน์ได้ว่าการเสียชีวิตของนายปาร์คฆ่าตัวตาย จะถือเป็นนักการเมืองมีชื่อเสียงอีกรายของเกาหลีใต้ที่ฆ่าตัวตาย หลังจากก่อนหน้าในกรณีของอดีตประธานาธิบดีโน มู ฮย็อน ซึ่งกระโดดจากหน้าผาลงมาจนเสียชีวิตเมื่อปี 2009 หลังจากถูกสอบสวนข้อกล่าวหาทุจริต

สำหรับนายปาร์ค เป็นนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนมานาน ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซลเมืองปี 2011 และได้รับการเลือกตั้งติดต่อกันถึง 3 สมัย นอกจากนี้ ปาร์ก วอน ซุน ยังเป็นสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งยังได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวเต็งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคในการเลือกตั้งปี 2022

เปิดประวัติแร็พเปอร์ดังที่จะมาชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐจากทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628012

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 20:46 น.เปิดประวัติแร็พเปอร์ดังที่จะมาชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐจากทรัมป์กลายเป็นเรื่องฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อแร็พเปอร์ชื่อดังอย่าง คานเย เวสต์ ประกาศลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้

เวสต์ประกาศเจตนารมณ์ผ่านทวิตเตอร์ว่า “ตอนนี้เราต้องตระหนักถึงคำมั่นสัญญาของอเมริกาด้วยการเชื่อมั่นในพระเจ้า ทำวิสัยทัศน์ให้เป็นหนึ่งเดียว และสร้างอนาคตไปด้วยกัน ผมจะลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐ! #2020VISION”

ด้วยความที่เวสต์ประกาศแผนนี้หลังจากเปิดตัวอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า God’s Country ไม่กี่วัน บวกกับสไตล์ที่ผ่านๆ มาที่เจ้าตัวมักจะโปรโมทตัวเองและโปรเจกต์ต่างๆ  ด้วยคำพูดที่เกี่ยวกับการเมือง ทำให้แฟนๆ และชาวโซเชียลมีเดียบางส่วนอดสงสัยไม่ได้ว่าคงจะเป็นการโปรโมทอัลบั้มอีกเหมือนเคย

ทว่าเวสต์ยืนยันกับ Forbes แล้วว่าครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่จะโค่นทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตให้ได้

วันนี้โพสต์ทูเดย์จึงรวบรวมประวัติของแร็พเปอร์ชื่อก้องโลกว่าเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้างเพื่อให้ได้เป็นนักร้องและเจ้าของแบรนด์แฟชั่น และอาจพลิกผันได้เป็นผู้นำคนที่ 46 ของสหรัฐ

1.เวสต์เกิดที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย แล้วไปโตที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ มีชื่อเต็มๆ ว่า คานเย โอมารี เวสต์ โดยคำว่าคานเยมาจากภาษาสวาฮิลีซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในแอฟริกา แปลว่า “เพียงหนึ่งเดียว”

2.ตอนอายุ 10 ขวบ เวสต์ต้องย้ายตามแม่ไปอยู่ที่เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูของจีน เพราะแม่ต้องไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยหนานจิงโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยน โดยเวสต์เป็นนักเรียนต่างชาติเพียงคนเดียวในห้อง แต่ก็เรียนรู้ภาษาจีนได้รวดเร็ว แม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะลืมไปเกือบหมดแล้วก็ตาม

ชีวิตวัยเด็กของเวสต์ขณะอยู่ที่เมืองหนานจิง ภาพ : เวยปั๋ว

3.ดอนดา เวสต์ แม่ของเวสต์ เล่าไว้ในหนังสือ Raising Kanye: Life Lessons from the Mother of a Hip-Hop Superstar (การเลี้ยงคานเย บทเรียนชีวิตจากแม่ของซูเปอร์สตาร์ฮิปฮอป) ที่เธอเขียนและตีพิมพ์เมื่อปี 2007 ว่า เวสต์เคยใช้ความสามารถในการเต้นเบรกแดนซ์เพื่อหาเงินซื้อเคบับแกะ ซึ่งนั่นอาจเป็นสเต็ปแรกในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

4.เวสต์เคยพูดถึงการใช้ชีวิต 1 ปีที่เมืองจีนไว้เมื่อปี 2011 ว่า “ผมว่าชีวิตที่จีนเตรียมความพร้อมในการเข้าวงการให้ผม เพราะตอนนั้น คนจีนไม่ค่อยได้เห็นคนดำ พวกเขามักจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วจ้องผม เหมือนกับที่ผมได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่ตอนนี้”

5.หลังจากมีข่าวเวสต์ลงชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ แฮชแท็ก #คานเยเวสต์ประกาศลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ติดเทรนด์เวยปั๋วของจีนภายในเวลาไม่นาน โดยมีคอมเม้นต์ “แร็พเปอร์หนานจิงของเราจะลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐ” เป็นคอมเม้นต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

6.หลังกลับจากเมืองจีนมาอยู่ชิคาโก เวสต์ก็เริ่มซึมซับบรรยากาศความเป็นฮิปฮอปจากเมืองนี้และได้เป็นเพื่อนกับ เออร์เนสต์ ไดออน วิลสัน หรือโน ไอ.ดี. ดีเจและโปรดิวเซอร์ที่กลายมาเป็นเมนเทอร์ของเวสต์

7.เวสต์จบชั้นมัธยมจาก Polaris High School และได้รับทุนการศึกษาจากสถาบันศิลปะชิคาโก แต่เจ้าตัวเรียนไม่จบเพราะเลือกทำตามความฝันด้านดนตรี

8.เวสต์รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินท้องถิ่นจนสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่เรียกว่า chipmunk soul ก่อนจะย้ายไปนิวยอร์กในปี 2001 ที่ซึ่งสร้างชื่อเสียงและทำให้เขาได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินดังอย่างเจย์ซีในเพลง This Can’t Be Life

9.ปีต่อมาชื่อเสียงขอเวสต์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังจากนั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ให้กับเจย์ซีอีก 4 เพลงในอัลบั้ม The Blueprint ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในอัลบั้มแร็พยอดเยี่ยมตลอดกาล จากจุดนี้เวสต์ยังนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินชื่อดังอีกหลายคน อาทิ ลูดาคริส, อลิเซีย คีส์ และบียอนเซ่

10.เวสต์ไม่หยุดอยู่แค่บุคคลเบื้องหลังเท่านั้นแม้จะได้รับการยอมรับก็ตาม เขาต้องการเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่เบื้องหน้าด้วย แต่การเริ่มต้นของเวสต์ไม่ได้ราบรื่น เขาพยายามรบเร้าให้ค่ายเพลง Roc-A-Fella ดันเขาเป็นแร็พเปอร์แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะเจย์ซีซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายมองว่าเวสต์ไม่น่าจะขายได้ เนื่องจากยังขาดลุคแบบแก๊งสเตอร์

11.แต่ในที่สุด เดมอน แดช ก็จำใจยอมให้เวสต์เซ็นสัญญาในปี 2002 แต่เหตุผลหลักคือแดชกลัวว่าเวสต์จะลาออกไปเป็นโปรดิวเซอร์ให้ค่ายอื่นมากกว่าต้องการผลักดันให้เป็นแร็พเปอร์

12.แต่อุปสรรคยังไม่หมดแค่นี้ เวสต์ประสบอุบัติเหตุรถชนจนกรามร้าว ต้องเย็บขากรรไกรหลายจุด หลายคนคิดว่าเขาคงกลับมาแร็พไม่ได้แล้ว แต่ด้วยใจที่สู้เกินร้อยเวสต์ก็ฝืนเข้าห้องอัดใน 2 อาทิตย์ต่อมาเพื่อแร็ปเพลง Through the Wire ทั้งที่ยังมีไหมเย็บขากรรไกรอยู่ เขาถ่ายทอดความเจ็บปวดและการต่อสู้ผ่านเนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้และชีวิตที่ผ่านมา

13.ช่วงพักฟื้นอยู่ที่ลอสแองเจลิส เวสต์ได้แต่งเพลงที่จะใช้เป็นอัลบั้มเปิดตัวอีกหลายเพลง แต่เมื่ออัลบั้มเสร็จเรียบร้อย เพลงกลับรั่วออกมาเสียก่อน แต่เวสต์ก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการเอาเพลงกลับมาเขียนกลับมาแต่งใหม่โดยเพิ่มกลองที่หนักหน่วงเข้าไปและปรับแก้อีกนิดหน่อย

14.ในที่สุดอัลบั้ม The College Dropout ที่ทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดังก็ออกมาในปี 2004 ด้วยยอดขาย 2.6 ล้านก๊อบปี้และยังติดอันดับ 2 ในบิลบอร์ด ชาร์ต รวมทั้งทำให้เวสต์คว้ารางวัลแกรมมี่ไปถึง 3 รางวัล จากนั้นไม่นานเวสต์ก็ก่อตั้งค่ายเพลงของตัวเองในชื่อ GOOD Music และทำอัลบั้มออกมาอีกหลายอัลบั้ม

เวสต์กับคิม คาร์ดาเชียน ภรรยา AFP PHOTO

15.นอกจากผลงานเพลง เวสต์ยังหันมาเอาดีด้านแฟชั่นด้วยการออกแบบเสื้อผ้ารองเท้าร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง Bathing Ape และ Nike มาตั้งแต่ปี 2006 และยังลงทุนไปฝึกงานกับ Gap และ Fendi เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมด้วย ก่อนจะเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงคอลเลคชั่นแรกของตัวเองภายใต้ชื่อ Dw by Kanye West ในปี 2011

16.ต่อมาในปี 2015 เวสต์เซ็นสัญญากับ Adidas มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐและสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าไฮเอนด์ Yeezy Season 1 ร่วมกัน

17.ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเวสต์ไม่ได้มาจากการเป็นศิลปิน แต่เกิดจากแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้า Yeezy ที่ทำร่วมกับ Adidas ธนาคารแห่งอเมริการะบุว่าเมื่อปี 2019 แบรนด์นี้มีมูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ Forbes คาดว่าแค่แบรนด์ Yeezy แบรนด์เดียวก็สร้างความมั่งคั่งให้เวสต์ถึง 1,260 ล้านเหรียญสหรัฐ

18.แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เคยถังแตกมาแล้ว ปี 2016 เจ้าตัวเคยทวีตว่าเป็นหนี้ถึง 53 ล้านเหรียญสหรัฐ และขอให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กช่วยลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐกับ “ไอเดีย” ของตัวเอง แต่ตอนนี้สถานะการเงินน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดย Forbes ระบุว่าเวสต์มีทรัพย์สิน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by SEBASTIAN SMITH / AFP

19.แนวทางการเมืองของเวสต์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เจ้าตัวเคยบริจาคเงินสนับสนุนทั้ง บารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต แต่หลังจากทรัมป์ได้รับเลือกตั้งในปี 2016 เวสต์ประกาศชัดเจนว่าลงคะแนนให้ทรัมป์ และยังเคยสวมหมวกที่มีข้อความว่า MAGA (Make America Great Again) ซึ่งเป็นวลีของทรัมป์ และยังได้โอกาสพบทรัมป์อย่างใกล้ชิดที่ทำเนียบขาว

20.แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มถอยห่างจากทรัมป์ และยังบริจาคเงินสนับสนุนการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำในสหรัฐซึ่งอยู่คนละฝั่งกับทรัมป์ โดยล่าสุดยังเผยกับ Forbes ว่าเลิกหนุนทรัมป์แล้ว และจะชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐจากทรัมป์ให้ได้

21.การประกาศลงสนามการเมืองของเวสต์ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเจ้าตัวอาจจะมาแย่งคะแนนจากคนผิวสีของพรรคเดโมแครตเพื่อช่วยทรัมป์ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นการกดดันทางอ้อมให้ โจ ไบเดน ตัวแทนผู้สมัครของเดโมแครต เลือกรองประธานาธิบดีผิวสีมายืนเคียงข้างเพื่อเก็บคะแนนจากคนผิวสี แทนที่จะเลือก ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ นักการเมืองสายเลือดไทยที่สื่อสหรัฐยกให้เป็นตัวเต็ง

22.อีกเรื่องหนึ่งที่เวสต์ต้องพิสูจน์ตัวเองก็คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ แลร์รี ซาบาโต ผู้อำนวยการศูนย์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียมองว่า ไม่ว่าเวสต์จะรณรงค์หาเสียงอย่างหนักเพียงใด ก็จะได้ส่วนแบ่งคะแนนเสียงไม่กี่เปอร์เซนต์ แต่ที่สำคัญคือเขาจะต้องทำให้คนอเมริกันเชื่อว่าตัวเองลงสมัครจริงจังเสียก่อน

ออสเตรเลียเปิดประตูรับคนฮ่องกงเป็นพลเมืองออสซี่-ฉีกสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627999

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 16:45 น.ออสเตรเลียเปิดประตูรับคนฮ่องกงเป็นพลเมืองออสซี่-ฉีกสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนจีนออสเตรเลียเปิดประตูรับคนฮ่องกง ขยายวีซ่าปูทางได้สถานะพลเมือง โต้จีนใช้กฎหมายมั่นคง

นายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงการณ์ว่ารัฐบาลออสเตรเลียตัดสินใจระงับข้อตกลงข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เคยทำร่วมกับฮ่องกงและจีน เพื่อตอบโต้กรณีที่ปักกิ่งอนุมัติใช้กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง เนื่องจากกฎหมายดังกล่าว ไม่ใช่แค่มุ่งจัดการกับชาวฮ่องกงที่วิจารณ์จีนเท่านั้น แต่ยังอาจละเมิดต่อสิทธิของพลเมืองต่างชาติที่วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่งด้วย เรื่องดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อจีนในหลายรัฐบาลทั่วโลก

นายกมอร์ริสันยังกล่าวว่า นอกจากระงับข้อตกส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เคยมีกับจีนและฮ่องกงแล้ว ออสเตรเลียจะเปิดโอกาสให้กับพลเมือง นักเคลื่อนไหว หรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองสำหรับชาวฮ่องกงหลายพันคนที่ต้องการย้ายถิ่นพำนักอาศัยมายังออสตรเลียด้วย โดยออสเตรเลียจะเป็นแดนสวรรค์อันปลอดภัยที่ให้ทักษะ ความรู้ ธุรกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นสิทธิเสรีภาพที่ชาวฮ่องกงเคยได้รับ

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชาวฮ่องกงที่ถือวีซ่าชั่วคราวในออสเตรเลียจะได้รับอนุญาตให้ถือวีซ่าอายุ 5 ปี ซึ่งจะปูทางไปสู่การได้สิทธิ์พลเมืองถาวรในออสเตรเลีย หลังการสิ้นสุดการถือวีซ่าประเภทดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียมีพลเมืองฮ่องกงอาศัยประมาณ 10,000 คน

“เราจะดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่า เราได้ช่วยเหลือชาวฮ่องกงที่ยื่นอนุญาตมายังออสเตรเลียเพื่อศึกษาต่อ หรือทำงานตามภูมิภาคต่างๆในดินแดนออสเตรเลีย ทั้งยังเพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานมีทักษะในแต่ละภูมิภาคด้วย การดำเนินการเช่นนี้จะนำไปสู่การได้สิทธิ์เป็นพลเมืองถาวร”

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังกล่าวอีกว่า “ในมุมมองของเรานั้น กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่ปักกิ่งบังคับใช้ในฮ่องกง ถือเป็นการทำลายหลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ อย่างสิ้นเชิง และเป็นการละเมิดข้อตกลงร่วมระหว่างจีนและอังกฤษครั้งที่มีการส่งมอบฮ่องกงคืนสู่อ้อมอกจีน”

สส.สหรัฐติดโควิดระนาว เหตุไม่ใส่หน้ากากขณะประชุมสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627992

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 15:01 น.สส.สหรัฐติดโควิดระนาว เหตุไม่ใส่หน้ากากขณะประชุมสภาสภารัฐมิสซิสซิปปีกลายเป็นคลัสเตอร์โควิด เหตุหลายสส.เข้าประชุมไม่สวมหน้ากาก ไม่เว้นระยะห่าง

สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า พบสส.ในสภาท้องถิ่นรัฐมิสซิสซิปปีอย่างน้อย 26 ราย และเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในรัฐสภาฯอีกอย่างน้อย10รายป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยจำนวนผู้ติดเชื้อนี้รวมถึงประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนฯของมิสซิสซิปปีด้วย

คลัสเตอร์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกสภารัฐสภามิสซิสซิปปีทั้ง 174 คน เข้าร่วมการปิดประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยสมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่สวมหน้ากากอนามัย ทั้งยังไม่มีการรักษาระยะห่างทางสังคม

เจ้าหน้าที่สำนักการสาธารณสุขรัฐมิสซิสซิปปีกำลังเร่งดำเนินการตรวจคัดกรองพร้อมสั่งเฝ้าระวังสมาชิกสภาและเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาที่มีอยู่รวมถึง 290 คนอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเกิดกรณีการติดเชื้อดังกล่าว แต่นายเท็ต รีฟส์ (Tate Reeves) ผู้ว่าการรัฐฯ ไม่ได้ออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากในที่สาธารณะแต่อย่างใด มีเพียงแต่ร้องขอให้ประชาชนระมัดระวังการติดเชื้อ เนื่องจากหวั่นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์รัฐสภานั้นอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้รัฐมิสซิสซิปปี มีผู้ติดเชื้อสะสม 32,888 เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 674 เสียชีวิตรวม 1,188 ราย

แฟ้มภาพ : AFP

มะกันติดโควิดทะลุ 3 ล้าน ทรัมป์ขู่ตัดงบโรงเรียนหากไม่เปิดเทอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627975

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 12:36 น.มะกันติดโควิดทะลุ 3 ล้าน ทรัมป์ขู่ตัดงบโรงเรียนหากไม่เปิดเทอมปธน.ทรัมป์จี้โรงเรียนเปิดเทอม ไม่งั้นตัดเงินอุดหนุน แม้โควิดยังไม่เห็นแนวโน้มดีขึ้น

มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินของสหรัฐ ได้รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดสะสมในสหรัฐพุ่งทะยานถึง 3.11 ล้านราย โดยรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สหรัฐพบติดเชื้อเพิ่มถึงกว่า 62,425 คน รักษาหายราว 936,000 คน เสียชีวิตสะสมกว่า 134,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 810 ราย

สถานการณ์โควิดในสหรัฐยังคงห่างไกลจากจุดสูงสุดของการระบาด ตามการเปิดเผยของนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ และเป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาวในการรับมือสถานการณ์โควิด โดยหมอเฟาซีกล่าวว่า สหรัฐยังคงจมอยู่กับการรับมือระบาดแค่ระลอกแรกเท่านั้น ทั้งยังบอกว่าอย่าไปเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้นำสหรัฐที่พยายามแนวโน้มประชาชนว่าสหรัฐพบความก้าวหน้าในการต่อสู้กับโควิดจากการที่มีอัตราการเสี่ยงเสียชีวิต”ต่ำที่สุดในโลก”

แม้ว่าโควิดในสหรัฐยังไม่เห็นแนวโน้มดีขึ้น แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาขู่บรรดาสถาบันการศึกษาว่าจะตัดเงินอุดหนุน หากสถาบันการศึกษาใดก็ตามเลื่อน หรือไม่ยอมกลับมาเปิดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามปกติในภาคการศึกษาในเดือนสิงหาคม หรือช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งก่อนหน้านี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งทั่วสหรัฐมีจุดยืนในการเปิดทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด

ปธน.ทรัมป์ได้อ้างการเปิดเรียนของโรงเรียนในเยอรมนี, เดนมาร์ก และอีกหลายประเทศในยุโรปและสแกนดิเนเวียว่า สามารถเปิดเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ทว่าในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีอัตราการติดเชื้อและอัตราความเสี่ยงเสียชีวิตในระดับต่ำ นอกจากนี้ทรัมป์ยังวิจารณ์แนวทางการเปิดเรียนตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐว่า เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ยากแถมมีราคาแพงเกินไป

ม.ดังสหรัฐฟ้องทรัมป์ กีดกันวีซ่านศ.ต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627960

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 10:47 น.ม.ดังสหรัฐฟ้องทรัมป์ กีดกันวีซ่านศ.ต่างชาติฮาร์วาร์ด-เอ็มไอที ฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ หลังสั่งระงับวีซ่านักศึกษาต่างชาติหากจัดสอนแบบออนไลน์อย่างเดียวช่วงโควิด

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สองสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก ได้ร่วมเป็นโจทย์ยื่นฟ้องร้องต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและสำนักงานคนเข้าเมืองและศุลกากร เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นต่อศาลแขวงสหรัฐประจำเมืองบอสตัน จากการที่คณะบริหารรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะระงับการออกวีซ่านักศึกษาต่างชาติ หากสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยแห่งใดก็ตาม จัดการเรียนการสอนเฉพาะรูปแบบออนไลน์แก่นักศึกษาต่างชาติในภาคเรียนช่วงฤดูใบไม้ร่วง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสำนักตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐได้ประกาศว่า ชาวต่างชาติซึ่งพำนักในสหรัฐโดยถือวีซ่า M-1 และ F-1 ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนและนักศึกษาส่วนใหญ่ อาจต้องเดินทางออกจากสหรัฐในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ซึ่งตรงกับการเปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ เช่นเดียวกับนักศึกษาต่างชาติที่ถือวีซ่าดังกล่าวอยู่อาจถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐด้วย หากพบว่ามหาวิทยาลัยต้นสังกัดจัดการเรียนการสอนผ่านทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับกระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่แถลงว่าจะไม่ออกวีซ่าหรือต่ออายุวีซ่าให้กับนักศึกษาต่างชา หากพบว่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดยังคงจัดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ในภาคการศึกษาช่วงฤดูใบไม้ร่วง รวมถึงหากพบว่านักศึกษาต่างชาติคนใดที่ยังคงอยู่ในสหรัฐ และยังไม่เปลี่ยนการลงทะเบียนจากเรียนออนไลน์มาเรียนแบบเข้าชั้นเรียน หากถูกพบอาจมีสิทธิ์ถูกเนรเทศออกจากสหรัฐเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และMIT ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ อธิการบดีม.ฮาร์วาร์ดระบุเหตุผลในเอกสารยื่นฟ้องว่า มาตรการของสำนักคนเข้าเมืองและรัฐบาลทรัมป์ ปิดกั้นทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียนต่างชาติ ซึ่งบีบให้นักศึกษาต่างชาติจำนวนมากต้องเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด

ความเคลื่อนไหวนี้ คือการปกป้องสิทธิของนักศึกษาต่างชาติทั่วประเทศ ให้เรียนในสถาบันเดิมได้ต่อไป โดยไม่ต้องห่วงคำขู่การถูกเนรเทศ ทั้งยังยืนยันว่าคณะและสถาบันต่างภายใต้สังกัดของฮาร์วาร์ดจะยังคงเดินหน้าจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์เต็มรูปแบบทั้งในระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิตในปีการศึกษา2020-21 อันเป็นหนึ่งในมาตรการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด