“ประวัติศาสตร์ผีบอก” ของรายการดัง เป็นอันตรายอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627938

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 21:25 น."ประวัติศาสตร์ผีบอก" ของรายการดัง เป็นอันตรายอย่างไร?รายการ “ช่องส่องผี” อาจจะเคลียร์ตัวเองได้เรื่องเงินบริจาค แต่สำหรับบรรดาผู้สนใจประวัติศาสตร์ไทย รายการนี้คือศัตรูตัวฉกาจกันเลยทีเดียว

มูลเหตุมาจากพลังวิเศษของ “อาจารย์เรนนี่” ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับสิ่งลี้ลับ หลายตอนของรายการที่ทีมงานเดินทางไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และมีการอ้างว่าได้พบกับผีของคนสำคัญและไม่สำคัญในประวัติศาสตร์มากมาย

แต่แทนที่จะบรรยายข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ รายการนี้กลับ “แต่ง” ประวัติศาสตร์เสียใหม่อย่างไม่เกี่ยวอะไรกับข้อเท็จจริงเลย ผู้ชมที่ไม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์อย่างจริงจังอาจรู้สึกตื่นเต้นกับข้อมูลใหม่ (ทำไมโรงเรียนไม่สอนแบบนี้เลย!) แต่นักประวัติศาสตร์รู้สึกเพลีย

ตัวอย่างการแต่งประวัติศาสตร์ใหม่ของอาจารย์เรนนี่ก็เช่น กรณีอ้างว่าผู้สร้าง วัดกุฎีดาว จ.พระนครศรีอยุธยาคือพระเจ้าเอกทัศและเจดีย์ประธานหักพังลงมาเพราะถูกปืนใหญ่ของพม่า (ความจริงก็คือวัดกุฎีดาวอาจจะสร้างมาแต่ครั้งยุคอโยธยาและคาดว่าซ่อมสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ และไม่ได้ใกล้กับจุดยิงปืนใหญ่ด้วยซ้ำ)

กรณีที่อ้างว่าพระเจ้าตากสินมหาราชทรงช้างไม่เป็น กรณีที่บอกว่าสุนทรภู่เสียชีวิตที่เมืองแกลง และอีกมากมายหลายกรณีที่เรนนี่เล่าประวัติศาสตร์แบบนั่งทางในหรือใช้ตาทิพย์ แม้ว่าไม่ขัดกับประวัติศาสตร์ (เพราะไม่มีบันทึกไว้) แต่มันขัดแย้งกับบริบทแวดล้อมในประวัติศาสตร์

ล่าสุด การปลอมประวัติศาสตร์ของเรนนี่เจอเข้ากับกระแสต่อต้านในที่สุด เพราะดันไปบอกว่าสามารถสื่อสารกับย่าโมและย่าบุญเหลือซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวโคราชให้ความเคารพนับถือ  แต่ก็อย่างที่เคย ครั้งนี้เรนนี่ไม่ได้แค่ทักทายวิญญาณเฉยๆ แต่ยังบอกว่า ย่าบุญเหลือไม่ใช่บุตรบุญธรรมของย่าโม โดยอ้างว่าได้พูดคุยกับดวงวิญญาณของปลัดทองคำที่บอกเองว่า “แม่บุญเหลือเป็นเมียของท่านอีกคนหนึ่ง ส่วนย่าโมเป็นเมียหลัก แม่บุญเหลือเป็นเมียสอง ไม่ใช่ลูกสาวบุญธรรม”

ปรากฎว่าชาวโคราชโกรธเคืองกันยกใหญ่ จนล่าสุดรายการถูกถอดออกจากช่อง 8 ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ผิดกับกรณีอื้อฉาวอื่นๆ ที่รายการนี้ไปป่วนวงการประวัติศาสตร์และคนจังหวัดอื่นๆ แต่ยังทนออกอากาศมาได้

พูดกันแบบสำนวนจิ๊กโก๋ก็คือ “เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับย่าโมของคนโคราช!”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2538 – 2539 คนโคราชเคยก่อหวอดมาแล้วเพราะไม่พอใจหนังสือ “การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ของสายพิน แก้วงามประเสริฐที่ตั้งคำถามว่าย่าโมมีตัวตนจริงหรือไม่?

หนังสือเล่มนี้พยายามอธิบายว่าทำไมย่าโมจึงไม่มีตัวตนอย่างเป็นวิชาการ (แต่ค่อนข้างมีการตั้งธงเอาไว้แล้ว) และอธิบายเรื่องการเล่าตำนานย่าโมว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชาวโคราชไม่พอใจอย่างมากถึงขนาดที่สายพิน แก้วงามประเสริฐต้องย้ายออกจากพื้นที่และถูกขู่ไม่ให้เข้ามาในจังหวัดนครราชสีมา

ขนาด “พยายาม” คุยกันอย่างวิชาการแล้วยังไม่รอด กับรายการที่ใช้พลังวิเศษในเพื่อให้ได้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์มายิ่งรอดยาก

ในภาษาอังกฤษมีคำหนึ่ง Cryptohistory (ประวัติศาสตร์ลี้ลับ) คือการใช้วิธีการเหนือธรรมชาติที่ไม่สนใจหลักฐานทางประวัติศาสตร์เลยแล้วผลิตข้อมูลที่หวือหวาน่าเหลือเชื่อขึ้นมา

คนที่คิดคำนี้คือ Nicholas Goodrick-Clarke นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษและผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสนัยวิทยาของโลกตะวันตก (งานวิชาการที่ศึกษาลัทธิลี้ลับในโลกตะวันตก) โดยเขานิยามประวัติศาสตร์ประเภทนี้ว่าคือการไม่สนใจหลักฐานในยุคสมัยนั้นและย้ำคิดย้ำทำความมั่วและอ้างเรื่องที่เหลือเชื่ออยู่ตลอด

ฟังแล้วไม่ผิดอะไรกับประวัติศาสตร์จากการคุยกับผีของอาจารย์เรนนี่ (จะเรียกว่าเป็น “ประวัติศาสตร์ผีบอก” ก็ย่อมได้)

อีกประเภทที่คล้ายๆ กันเรียกว่า Psychic archaeology (โบราณคดีพลังจิต) ซึ่งคนจำนวนหนึ่งใช้พลังพิเศาเหนือธรรมชาติมาไขปริศนาทางโบราณคดี โดยอ้างว่าพลังจิตช่วยเติมเต็มหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไป

เรื่องนี้อาจฟังดูฟุ้งๆ แต่เผอิญว่ามีคนใช้พลังจิตค้นหาแหล่งโบราณคดีสำเร็จมาแล้ว เช่นความสำเร็จของ Augustus Le Plongeon นักสำรวจชาวอเมริกันเมื่อปี 1877 ที่ใช้วิธีประเมินด้วยเหตุผลผสมกับการนั่งสมาธิจนค้นพบศิลปวัตถุของอารยธรรมายา เป็นต้น

โบราณคดีพลังจิต (หรือจะเรียกโบราณคดีผีบอกก็ได้อีก) อย่างน้อยมีผลสัมฤทธิ์เป็นหลักฐานการค้นพบอะไรใหม่ๆ อาจจะไม่ทุกครั้งแต่อย่างน้อยก็มีไม่ใช้คำอ้างเลื่อนลอยของพวกประวัติศาสตร์ผีบอก

ความอันตรายของประวัติศาสตร์ผีบอก คือมันทำให้คนเชื่อในเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้

เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ไม่มีอันตรายถ้ามันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เช่น ความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือพระเจ้าที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร

แต่ประวัติศาสตร์ผีบอกเล่นกับเรื่องสาธารณะ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นความทรงจำร่วมกันของคนในชาติที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน จะแย้งอะไรก็ต้องแย้งด้วยหลักฐานแล้วผลิตข้อสรุปใหม่ด้วยเหตุและผล

การอ้างว่าผีมากระซิบข้อมูลใหม่อาจไม่เป็นอันตรายหากจำกัดวงคุยเล่นกันไม่กี่คน แต่เรื่องนี้จะเป็นภัยคุกคามต่อสติปัญญาคนในชาติทันทีถ้ารายการนั้นมีเรตติ้งสูงมาก

แม้จะมีคนไม่เชื่อแต่ยังน้อยกว่าผู้ชมที่เป็นแฟนรายการ ยิ่ง “แม่หมอตาทิพย์” พูดย้ำๆ ว่าตนมีพลังพิเศษคุยกับคนในประวัติศาสตร์ได้มันยิ่งส่งผลต่อจิตวิทยาผู้ชม

ในภาษาอังกฤษยังมีคำอยู่คำหนึ่งคือ Big lie (โกหกคำโต) เป็นคำที่แปลมาจากภาษาเยอรมันที่ฮิตเลอร์และสมุนของเขาเคยใช้ ความหมายของมันคือ คนๆ หนึ่งกล้าที่จะโกหกในเรื่องเห็นชัดๆ ว่าไม่จริงโดยไม่แคร์อะไร ไม่ใช่เพราะเขาโกหกไม่เก่ง แต่เขาเชื่อว่ายิ่งพูดเรื่องที่ “โม้ชัดๆ” แบบนี้ คนจะคิดว่ามันจริง เพราะคนไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครบ้าพอที่จะทำเรื่องให้คนจับผิดง่ายๆ แบบนี้ได้

โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์ (Joseph Goebbels) นักจิตวิทยามวลชนและแกนนำคนสำคัญฝ่ายพลเรือนของพรรคนาซีเคยบอกเอาไว้ว่า “หากคุณพูดคำโกหกมันคำโตพอและพูดซ้ำไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนก็จะเชื่อ” และเขาอ้างว่ารัฐบาลโกหกซ้ำๆ ให้ประชาชนเชื่อได้แต่ต้องคอยกำจัดคนที่พยายามเปิดเผยความจริงด้วยเพราะ

“ความจริง คือศัตรูตัวฉกาจของเรื่องโกหก”

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพจาก The Real Ghosts ช่อง-ส่อง-ผี

แบนกะทิไทยเพราะลิง ก็ไม่ควรปิดตากับฟัวกราส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627935

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 20:28 น.แบนกะทิไทยเพราะลิง ก็ไม่ควรปิดตากับฟัวกราส์ขั้นตอนการขุนเป็ดและห่านเพื่อให้ได้มาซึ่งตับชิ้นใหญ่มาปรุงเมนูหรูทรมานสัตว์กว่าการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเสียอีก

ทำท่าว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต หลังจากอังกฤษประกาศจะแบนกะทิไทย เพราะกลุ่มพิทักษ์สัตว์ PETA บอกว่ากะทิไทยมาจากการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าวซึ่งเป็นการทรมานสัตว์

หลังจากข่าวนี้ออกมาก็สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยและโต้กลับว่าฝั่งตะวันตกก็มีการใช้แรงงานและทรมานสัตว์หนักกว่าการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าว หนึ่งในนั้นก็คือ อาหารหรูอย่างฟัวกราส์ (Foie Gras)

ฟัวกราส์ หรือตับที่อุดมไปด้วยไขมัน ได้มาจากตับเป็ด (เฉพาะตัวผู้) และตับห่านที่ผ่านการขุนให้อ้วนด้วยการบังคับให้กินอาหาร (force-feeding) โดยการสอดท่อเหล็กผ่านลำคอเข้าไปในหลอดอาหาร แล้วปล่อยอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและแป้งอย่างข้าวโพดต้มกับไขมันราว 1-1.3 กิโลกรัมต่อวันเข้าไป

ภาพ : animalEquality

เป็ดและห่านอายุ 8-10 สัปดาห์จะถูกบังคับป้อนอาหารวันละ 2 ครั้ง ส่วนห่านวันละ 3 ครั้ง เมื่อได้รับอาหารที่มีทั้งไขมันและแป้งเข้าไปมากๆ เกินปริมาณที่สัตว์ต้องการ ไขมันเหล่านี้จะถูกสะสมไว้ที่ตับจะเป็ดหรือห่านป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ 6-10 เท่า น้ำหนักราว 800-900 กรัม

ในเป็ดบางสายพันธุ์ ขนาดของตับจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลโดยเพิ่มขึ้นประมาณ 30-50% โดยเฉพาะในเพศเมีย แต่การผลิตฟัวกราส์ตับเป็ดและห่านจะเพิ่มขนาดถึง 1000% จากขนาดปกติ ทำให้เป็ดและห่านเดินลำบาก เนื่องจากตับที่โตขึ้นทำให้ลำตัวส่วนท้องขยายตามไปด้วย

ภาพ : animalEquality

เป็ดและห่านต้องทนทุกข์กับขั้นตอนนี้ทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ ก่อนจะถูกเชือดเพื่อเอาตับชิ้นใหญ่ๆ ออกมา

การสอดท่อเข้าไปในลำคอเป็ดและห่านลึก 12.7 เซนติเมตรตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Washington Post ยังทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บและอาจทำให้สัตว์ตายในที่สุด เป็ดบางตัวก็ตายจากปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร

ภาพ : PETA

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบหลักฐานว่าเกิดการติดเชื้อในกระเพาะย่อยหลังจากเป็ดและห่านถูกบังคับป้อนอาหารในระยะแรก และติดเชื้อในหลอดอาหารในระยะต่อมา รวมทั้งงานวิจัยที่ระบุว่าเป็ดและห่านที่ถูกขุนเหล่านี้จะมีอัตราการตายสูงกว่าสัตว์ที่กินอาหารตามปกติ 20 เท่า

ส่วนสภาพที่อยู่ของเป็ดหรือห่านพวกนี้ก็ต้องเบียดกันประมาณ 12 ตัวในกรงขนาด 4×6 ฟุต หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ พวกมันแทบจะไม่สามารถขยับหรือกระพือปีกเลย

ผู้สื่อข่าวของ Newsweek ที่เข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มผลิตฟัวกราส์บรรยายสภาพเป็ดในฟาร์มว่า มีอาการเซื่องซึมและเดินกะโผลกกะเผลกเพราะเท้าติดเชื้อเนื่องจากการยืนบนกรงเหล็ก

ขณะที่การลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มผลิตฟัวกราส์ Hudson Valley Foie Gras ในยิวยอร์กของ PETA พบว่าคนงานจะต้องป้อนอาหารเป็ดราว 500 ตัว 3 ครั้งในแต่ละวัน การทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาทำให้เป็ดถูกจับด้วยความรุนแรง บางตัวบาดเจ็บ บางตัวถูกป้อนอาหารมากเกินไปจนกระเพาะอาหารแตก

คนงานรายหนึ่งเผยกับ PETA ว่า เขาพบก้อนคล้ายมะเร็งที่เกิดจากการบังคับป้อนอาหารในลำคอเป็ดบางตัว และมีเป็ดตัวหนึ่งมีแผลเปิดที่มีหนอนบริเวณคอแผลใหญ่จนน้ำไหลออกมาทุกครั้งเวลาที่มันกินน้ำ

คานเย เวสต์ประกาศไม่หนุนทรัมป์ ลั่นเอาชนะเลือกตั้งผู้นำสหรัฐได้แน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627930

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 17:40 น.คานเย เวสต์ประกาศไม่หนุนทรัมป์ ลั่นเอาชนะเลือกตั้งผู้นำสหรัฐได้แน่แรปเปอร์ดัง คานเย เวสต์ ประกาศลงชิงผู้นำสหรัฐในนามผู้สมัครอิสระ มั่นใจตนชนะเลือกตั้งแน่นอน

คานเย เวสต์ แรปเปอร์คนดัง ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนเองไม่ได้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกต่อไปแล้ว ทั้งยังมั่นใจว่าเขาสามารถชนะเลือกตั้งนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐได้แน่นอน

ในการเปิดเผยต่อนิตยสารฟอร์บส์ แรปเปอร์วัย 43 ปีซึ่งก่อนหน้านี้ประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ แต่หลังจากเกิดกรณีประท้วงต่อต้านการเหยียดผิว ได้เปลี่ยนจุดยืนโดยเผยว่า “วันนี้ผมได้ถอดหมวกเบสบอลสีแดงที่สกรีนคำว่า Make America Great Again อันเป็นสัญลักษณ์หาเสียงของทรัมป์ออกแล้ว พร้อมทั้ว่า “เหมือนกับทุกสิ่งที่ผมเคยทำมาในชีวิต ผมจะทำสิ่งนี้(เลือกตั้ง)เพื่อชัยชนะ”

เวสต์เผยว่า ตนจะลงสมัครในนามอิสระภายใต้พรรคการเมืองที่ตั้งเองตั้งขึ้นที่ชื่อ “Birthday Party” หรือพรรควันเกิด พร้อมกับเลือก Michelle Tidball นักเทศน์คนดังจากไวโอมิ่งเป็นคู่หูลงสมัครรองประธานาธิบดี

อย่างไรก็ดี เวสต์ปฏิเสธข่าวที่มีก่อนหน้านี้ที่ว่า การออกมาประกาศตัวลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐนั้นก็เพียงแค่เพื่อให้ฐานเสียงกลุ่มคนผิวสีที่หนุนโจ ไบเดน และเดโมแครต หันมาหนุนตนเองแทน เพื่อเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์

นอกจากนี้ เวสต์ซึ่งไม่ลงคะแนนเสียงโหวตเลือกตั้งสหรัฐมาก่อนในชีวิต ยังเชื่อด้วยว่า ตนหายจากการป่วยติดเชื้อโควิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยังตั้งคำถามว่าวัคซีนโควิดที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นในขณะนี้ว่า ไม่ต่างจากเครื่องมือของซาตานที่ฉีดเข้าร่างกายมนุษย์

อย่าหวังเห็นบราซิลเปลี่ยนนโยบายรับมือโควิด แม้ผู้นำติดเชื้อแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627921

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 16:27 น.อย่าหวังเห็นบราซิลเปลี่ยนนโยบายรับมือโควิด แม้ผู้นำติดเชื้อแล้วผู้นำบราซิลเผยหลังผลโควิดเป็นบวกว่า “ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัว ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

ช่วงแรกที่โควิดระบาดผู้นำบราซิลบอก “ก็แค่หวัดธรรมดา” หลังโควิดคร่าชีวิตคนบราซิลนับหมื่อนผู้นำบอก “แล้วไง แล้วจะให้ผมทำยังไง” กระทั่งตัวเองติดโควิด “เพราะผมโหมงานหนัก เลยป่วย ผมยังสบายดี” นี่เป็นเพียงบางส่วนของทัศนะที่มาจาก ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งได้กลายเป็นผู้นำโลกคนสำคัญรายล่าสุดที่ป่วยติดเชื้อโควิด-19 

ในระหว่างการแถลงต่อสื่อ ผู้นำบราซิลซึ่งสวมหน้ากากอนามัยเผยว่า เขามีผลตรวจเชื้อโควิดเป็นบวก ก่อนจะดึงหน้ากากอนามัยลงมาเพื่อโชว์สื่อมวลชนว่าตนเองยังคงดูดี แม้จะเริ่มมีอาการป่วย “เล็กน้อย” ด้วยไข้สูง และเริ่มมีอาการไอตั้งแต่ช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้อาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว

การตรวจเชื้อครั้งนี้นับเป็นครั้งที่4แล้ว หลังจากที่มีบุคคลใกล้ชิดหลายคนในทำเนียบประธานาธิบดีทยอยป่วยติดเชื้อตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โบลโซนารูซึ่งได้ฉายาว่า “ทรัมป์แห่งอเมริกาใต้” เคยสร้างเสียงวิจารณ์ในหลายครั้ง จากการที่เขากล่าวถึงสถานการณ์โควิดในประเทศ ช่วงแรกๆที่บราซิลพบการระบาดของโควิดว่า “หากผมติดเชื้อโควิด ผมไม่มีอะไรต้องกังวล ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย มันก็แค่ไข้หวัดธรรมดา ไม่มีอะไรต้องกลัว”

แต่หลังจากโควิดคร่าชีวิตคนบราซิลถึงหลักหมื่นคนก็บอกว่า “แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมก็เสียใจนะ แต่ผมไม่ใช่พระผู้ไถ่ช่วยให้รอด” กระทั่งล่าสุดที่ติดเชื้อก็บอกว่า “เพราะผมทำงานหนัก เลยติดเชื้อ แต่ดูสิ … ผมยังสบายดี ขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณทุกคนที่สวดภาวนาให้ผม .. ส่วนพวกที่วิจารณ์ผม ไม่เป็นไร วิจารณ์ต่อไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ”

ที่ผ่านมา นายโบลโซลนารู มีจุดยืนดูแคลนเชื้อโควิดมาโดยตลอด ทั้งพยายามสื่อสารกับชาวบราซิลว่าเชื้อโควิดไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด โดยเขาปฏิเสธการสวมหน้ากากในที่สาธารณะ ไม่รักษาระยะห่างทางสังคม ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มต่อต้านล็อกดาวน์เมืองในแต่ละท้องถิ่น

แม้ผู้นำบราซิลจะมีท่าทีอันเพิกเฉยต่อสถานการณ์โควิดมาโดยตลอด กระทั่งผลการตรวจเชื้อครั้งที่4เป็นบวก คงเป็นการยากที่ปธน.บราซิลจะเปลี่ยนนโยบายการรับมือสถานการณ์โควิดในประเทศ สังเกตได้จากคำพูดในระหว่างแถลงต่อสื่อเมื่อวานนี้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวโควิด ชีวิตต้องดำเนินต่อไป” ซึ่งตอกย้ำจุดยืนเดิมของผู้นำบราซิลไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ รัฐมนตรี10คนจากครม.โบลโซลนารูทั้งหมด23คน ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิดโดยตรงอย่างรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่โบลโซลนารูแต่งตั้งนายพล Eduardo Pazuello ผู้ไม่เคยผ่านงานด้านสาธารณสุขมาก่อน นั่งหัวโต๊ะรับมือโควิดในประเทศ หลังรัฐมนตรีสาธารณสุขของบราซิลสละเก้าอี้ไปแล้วถึง 2 รายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้นำ

แม้ว่ายอดติดเชื้อโควิดสะสมในบราซิลจะเกินกว่า 1.65 ล้านคน เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 65,000 ราย แต่นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ยอดผู้ติดเชื้อในบราซิลอาจสูงกว่าปัจจุบัน 12 ถึง 16 เท่า หากรัฐบาลกลางบราซิเลียไม่ยอมเปลี่ยนมาตรการรับมือ

กาฬโรคฆ่าชาวโลกนับสิบล้าน แต่ไทยตายแค่หลักสิบเพราะอะไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627904

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 14:33 น.กาฬโรคฆ่าชาวโลกนับสิบล้าน แต่ไทยตายแค่หลักสิบเพราะอะไร?ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาลสยามได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านการแพทย์ในยุคนั้น

ประเทศไทยเคยถูกกาฬโรคเล่นงานมาแล้วเมื่อปี 1904 (พ.ศ. 2447) เป็นส่วนของการระบาดระลอกที่ 3 ที่เริ่มจากมณฑลยูนนานในประเทศจีนแล้วลามไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกในอินเดียมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ในรายงานงานเรื่อง Siam: Report from Bangkok. History of Plague Outbreak (สยาม: รายงานจากรุงเทพ ประวัติศาสตร์การระบาดของกาฬโรค) ระบุว่ากรุงเทพฯ พบการระบาดเพียงเล็กน้อย แต่มีรายงานการพบผู้ป่วยปริศนาที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องตื่นตัวเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1904 (พ.ศ. 2447) ตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันนั้นมีรายงานพบคนตายในแถบที่อยู่ของคนอินเดียในอาณัติของอังกฤษผู้เสียชีวิตมีอาการไข้สูงแล้วเสียชีวิตในเวลาเพียง 36 ชั่วโมงหลังจากนั้นแต่ไม่พบอาการอักเสบเป็นตุ่มใหญ่ที่ขาหนีบซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของกาฬโรค

แต่เมื่อเจ้าหน้าสืบไปเรื่อยๆ พบว่ามีคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ย่านของคนอินเดียตายลักษณะเดียวกันและพบไข่ดันขาหนีบนูนขึ้นมา และยังพบหนูตายผิดปกติเป็นจำนวนมากในช่วง 1 – 2 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่จำทำการกักกันที่ติดเชื้อมีการรื้อบ้านเรือนที่สกปรกโสโครกแล้วไปเผาทิ้ง บ้านไหนที่พบผู้เสียชีวิตต้องสงสัยจะถูกรื้อแล้วเผาทิ้งทันทีรวมถึงสิ่งของในบ้านด้วย แต่ทางการสยามจ่ายค่าชดเชยให้และจัดหาที่อยู่ชั่วคราวให้

นอกจากนี้ยัง ให้รางวัลผู้ที่จับหนูมาส่งที่สถานีตำรวจไม่ว่าจะเป็นจับเป็นหรือตาย ปรากฏว่าในช่วงเวลา 2 เดือนมีหนูถูกทำลายไป 150,000 ตัว

ในระยะกักกันโรคที่กรุงเทพฯ ปีนั้นมีคนเสียชีวิตในเขตกักกัน 11 ราย แต่ก่อนที่จะมีการกักกันโรค มีผู้หญิงชาวไทยคนหนึ่งอยู่กับผู้เสียชีวิคนหนึ่งแล้วเกิดกลัวขึ้นมาจึงหนีไปฝั่งธนบุรี จากนั้นก็ล้มป่วยแล้วเสียชีวิต กว่าเจ้าหน้าที่จะทราบหญิงคนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องตามตัวคนที่ติดต่อกับหญิงคนนี้มากักตัวไว้ทั้งหมดแล้วทำการฆ่าเชื้อบ้าน

10 วันหลังจากพบเคสผู้ติดเชื้อคนสุดท้าย ทางการสยามก็รื้อเขตกักกันออก แต่ในวันต่อมานั้นเองก็เกิด “ระลอกสอง” ขึ้นในทันที โดยพบผู้เสียชีวิตในที่กักกันที่เพิ่งรื้อไปนั่นเองโดยผู้ติดเชื้อเป็นชายหนุ่มชาวไทยอายุ 21 ปีที่อาศัยในเขตชาวอินเดีย

แต่ทางการไม่ได้กักกันต่อและไม่พบผู้ติดเชื้อในระยะ 21 วันต่อมาแต่แล้วก็พบอีกหลังจากนั้นในพื้นที่เดิมเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1905 (พ.ศ. 2448) และพบอีกในวันที่ 11 และ 17 กุมภาพันธ์ 1905 ในพื้นที่ใกล้เคียงกับย่านชาวอินเดีย กรณีเหล่านี้พบหลังจากมีการตายอย่างผิดปกติของหนูในพื้นที่

แต่โดยสรุปแล้วกาฬโรคในประเทศสยามก็จบลงแบบไม่มีการตายหมู่มีการติดเชื้อ 29 รายเสียชีวิต 23 รายอัตราการเสียชีวิต 79% และเกิดช่วงเดียวกับกาฬโรคระบาดในเอเชียตะวันออก แต่ไม่พบว่ากาฬโรคเข้ากรุงเทพฯ โดยเส้นทางใด

รายงานชิ้นนี้ประเมินความสำเร็จของการควบคุมกาฬโรคในสยามไว้ว่า รัฐบาลสยามรับมือได้ดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่าจะต้องใช้มาตรการที่ฉับไว จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข มีอำนาจเต็มที่และให้กรมตำรวจขึ้นตรงกับข้าราชการหน่วยงานนี้

แต่ประชาชนชาวสยามโดยทั่วไปตื่นกลัวจนกลายเป็นความตื่นตระหนก มีการปล่อยข่าวลือไปทั่วพระนครว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (เช่น กรมพยาบาล) ลักพาตัวผู้หญิงและเด็กไปที่โรงพยาบาลโรคระบาดจากนั้นเอาน้ำแข็งวางไว้บนหน้าอกจนกว่าจะตาย จากนั้นผ่าอกของศพแล้วเอาดีออกมาทำตัวยาพิษเพื่อเอาไว้ใช้ฆ่าคน

ข่าวลือพวกนี้ทำให้ชีวิตของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตกอยู่ในความเสี่ยงเพราะถูกขู่ทำร้ายจนต้องมีการจัดตำรวจไว้คอยดูแลความปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการชี้แจงให้พสกนิกรชาวสยามได้เข้าใจเรื่องกาฬโรคและกระบวนการป้องกันโรค ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง เพราะนอกจากประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นแล้วยังมีการลงโทษผู้ปล่อยข่าวลือ ทำให้เรื่องตื่นตระหนกซาไปในเวลา 2 สัปดาห์

เราจะเห็นว่าความสำเร็จของการควบคุมกาฬโรคไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอบรับสถานการณ์ที่ฉับไวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัฐบาลสยาม มีการกักกันโรคที่เข้มงวด มีการติดตามตัวผู้ที่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และมีการแก้ไข Fake News เพื่อลดความตื่นตระหนกและสิ่งที่จะบั่นทอนการทำงานของเจ้าหน้าที่

บทเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังคล้ายกับปัจจุบันอย่างน่าแปลกใจ แสดงถึงความทันสมัยของรัฐบาลสยามต่อการรับมือกับโรคระบาดระดับโลก และความสำเร็จนี้ยังสะท้อนมาถึงระดับความสำเร็จของไทยในการระบาดของโควิด-19 ด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Fake News ยัวคงเป็นภัยคุกคามของการควบคุมโรคระบาดตั้งแต่อดีตขจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างการจัดการ Fake News เมื่อร้อยปีก่อนในประเทศสยาม เพื่อหยุดยั้งความตื่นตระหนกของประชาชนและมีผลทำให้การสกัดกาฬโรคประสบความสำเร็จในที่สุด

ประกาศห้ามคนตื่นเรื่องแพทย์ตรวจป้องกันกาฬโรค

(ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ร.ศ 123)

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ขอประกาศให้มหาชนทราบว่า

ในการที่เกิดมีไข้กาฬโรคขึ้นที่ตำบลตึกแดง ทรงมีพระราชดำริห์ว่า ไข้ชนิดนี้เป็นโรคอย่างร้ายเรง ตายรวดเร็วมากกว่ารักษาหาย และทั้งเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายด้วย แม้บ้านเรือนใดมีคนเป็นไข้กาฬโรคขึ้นแล้ว ครอบครัวคนในบ้านเรือนนั้นที่ยอมจะเป็นติดต่อกันไปมีอันตรายถึงแก่ชีวิตมากขึ้น และไข้นั้นอาจแพร่หลายถึงคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงต่อๆ กันไปอีกด้วย

โดยทรงพระมหากรุณาแก่อาณาประชาราษฎร เพื่อจะให้พ้นกาลมรณภัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์สุขาภิบาลพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกองตระเวน ตรวจตราคนป่วยเป็นไข้กาฬโรคนี้มีขึ้นที่ใดแห่งตำบลใด ก็ให้รีบรับไปช่วยรักษาพยาบาล เพื่อจะไม่ให้ไข้นั้นติดลุกลามเป็นอันตรายทั้งครอบครัวและแพร่หลายถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่อ ๆ กันไป

แต่ราษฎรบางคนบางหมู่ไม่ทราบความประสงค์และความช่วยป้องกันโรคแพร่หลาย ซึ่งเจ้าพนักงานแพทย์ตรวจตราจัดการนั้น พากันบอกกล่าวหรือเล่ากันต่อๆ ไปว่าหมอฝรั่งตรวจจะจับตัวคนอ้วนหรือคนผอมเกินไปโดยไม่ป่วยไข้เลย ว่าเป็นคนป่วย หรือจับเอาตัวคนป่วยไปโรงพยาบาลเอาน้ำแข็งทับหรือเอายาทาเสียให้ตายหรืออันใดอื่นๆ อันไม่เข้าทางรักษาพยาบาลเลย จนพากันกันตื่นตกใจทั่วทั้งพระนครนั้น เป็นความหาจริงตามค่ากล่าวหรือคำเล่าลือกันผิดๆ นั้นไม่

ความจริงที่เจ้าพนักงานแพทย์ตรวจตราจัดการป้องกันกาฬโรคมีอยู่ในกระแสร์พระบรมราชโองการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจัดการป้องกันกาฬโรค ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 123 นั้นแล้ว

อย่าให้ราษฎรพากันตื่นตกใจเชื่อถือถ้อยคำเล่าลือหรือบอกเล่ากันผิดๆ นั้นเลย ให้พร้อมกันปฏิบัติตามกระแสร์พระบรมราชโองการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดการช่วยพยาบาลไข้กาฬโรค มีข้อความบรรยายไว้ในประกาศนั้นโดยพิสดารอยู่แล้ว

ประกาศ ณ วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 123

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

 ภาพ “หมัด” จากหนังสือ Micrographia เมื่อปี 1665 (public domain)

ผู้นำติดดิน ประธานาธิบดีเม็กซิโก นั่งบินพาณิชย์หารือทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627895

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 12:29 น.ผู้นำติดดิน ประธานาธิบดีเม็กซิโก นั่งบินพาณิชย์หารือทรัมป์แม้การโดยสารสายการบินพาณิชย์ช่วงโควิดจะยุ่งยาก แต่ผู้นำเม็กซิโกก็ไม่ขอนั่งเครื่องประจำตำแหน่ง

สื่อต่างประเทศได้เปิดเผยภาพถ่ายของ ประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำเม็กซิโก ขณะเดินทางด้วยสายการบินพาณิชย์ออกจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ ไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี.ของสหรัฐ เพื่อร่วมหารือแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเพื่อหารือร่วมกับผู้นำสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ปธน.โอบราดอร์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีเมื่อเดือนธันวาคมปี 2018

แม้ว่าการเดินทางไปยังสหรัฐครั้งนี้จะมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งส่งผลให้การโดยสารเครื่องบินพาณิยช์เต็มไปด้วยขั้นตอนยุ่งยากมากมายกว่าช่วงปกติ แต่ปธน.หัวซ้ายของเม็กซิโกปฏิเสธที่จะโดยสารเครื่องบินประจำตำแหน่ง

ทั้งยังนั่งในห้องโดยสารชั้นประหยัดบนเครื่องบินเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆโดยมีทีมอารักขาติดตามเพียงไม่กี่คน ทั้งยังสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อตามข้อกำหนดของสายการบิน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปธน.โอบราดอร์จะโดยสารสายการบินพาณิชย์หลังจากรับตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเผยกับสื่อว่าสะดวกที่เดินทางแบบนี้ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด ผู้นำเม็กซิโกได้รับคำแนะนำจากกระทรวงต่างประเทศว่าควรโดยสารเครื่องบินประจำตำแหน่งเพื่อความสะดวกในการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี.จะต้องทำการต่อเครื่องบิน เพราะไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเม็กซิโกซิตี้ไปยังวอชิงตันดี.ซี. แต่ผู้นำเม็กซิโกก็ยืนกรานโดยสารสายการบินพาณิชย์ โดยยืนยันว่าสามารถเดินทางไปถึงกรุงวอชิงตันได้ทันกำหนดก่อนการหารือกับปธน.ทรัมป์อย่างแน่นอน แม้จะต้องผ่านด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง และด่านคัดกรองโรคก็ตาม แต่การถือพาสปอร์ตนักการทูตอาจช่วยให้สะดวกมากขึ้น

หลังการเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2018 ปธน.โอบราดอร์ได้สร้างความฮือฮาด้วยการสั่งประกาศขายเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีลำใหม่รุ่น โบอิ้ง787ดรีมไลเนอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนหน้าซื้อมาในราคา 218.7 ล้านดอลลาร์ 

Andres Manuel Lopez Obrador

เมื่อสายเลือดไทยจะได้เป็นรองผู้นำสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.posttoday.com/world/627857

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:40 น.เมื่อสายเลือดไทยจะได้เป็นรองผู้นำสหรัฐสื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐยก ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เป็นตัวเต็งผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต

ในขณะที่ โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐจากพรรคเดโมแครต กำลังเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเคียงคู่กับตัวเอง ชื่อของ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ (Ladda Tammy Duckworth) วุฒิสมาชิกชาวอเมริกันเชื้อสายไทยจากรัฐอิลลินอยส์ก็ได้รับความสนใจจากสื่อใหญ่ๆ ในสหรัฐในฐานะที่เป็นตัวเต็งในครั้งนี้

หนังสือพิมพ์ The New York Times ระบุว่า คนวงใน 2 คนที่ทราบกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดีเผยว่าการสัมภาษณ์ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ สร้างความประทับใจให้กับทีมคัดเลือกมาก และทางทีมยังขอให้เธอส่งเอกสารประวัติส่วนตัวเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไปด้วย

The New York Times ยังวิเคราะห์อีกว่า ดักเวิร์ธมีความเป็นซ้ายกลางซึ่งเป็นจุดร่วมระหว่างเธอกับไบเดน และอาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากฐานเสียงสายกลางได้ดีเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น อาทิ คามาลา แฮร์ริส อดีตอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียเชื้อสายจาเมกา ที่พยายามจะโจมตีทรัมป์ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรืออลิซาเบธ วอร์เรน ที่อายุ 71 ปีแล้ว ขณะที่ดักเวิร์ธอายุ 52 ปี

แต่ไม่ว่าไบเดนจะเลือกใคร คนคนนั้นจะต้องวางตำแหน่งตัวเองเป็นว่าที่ประธานาธิบดี เพราะด้วยวัยแล้วไบเดนอาจดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียว ซึ่งภาพลักษณ์การเป็นผู้นำเข้มแข็งและไม่มีประวัติด่างพร้อยจะต้องเด่นชัด  และดักเวิร์ธก็แสดงจุดเด่นเหล่านี้ได้ถูกจังหวะเวลา และอาจทำให้เธอขยับเข้าใกล้ทำเนียบขาวไปอีกขั้น

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดักเวิร์ธกล่าวโจมตีว่าทรัมป์เพิกเฉยต่อเรื่องที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีรายงานออกมาว่าทางการรัสเซียจ่ายเงินค่าหัวให้นักรบตาลิบันที่ปลิดชีพทหารสหรัฐ และยังเรียกร้องให้วุฒิสภาสอบสวนเรื่องนี้

โจชัว ซิตเซอร์ มองว่าท่าทีดังกล่าวของดักเวิร์ธช่วยสร้างผลงานสร้างชื่อเสียงให้เธอไม่น้อย

นอกจากนี้ ดักเวิร์ธยังโดดเด่นในเรื่องการนำนโยบายมาปฏิบัติ สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายกิจการทหารผ่านศึก เธอต้องประสานงานกับกระทรวงการเคหะและพัฒนาเมืองเพื่อต่อสู้เพื่อทหารผ่านศึกไร้บ้าน ส่วนในสภาเธอได้ผลักดันกฎหมายที่สร้างโอกาสให้ทหารผ่านศึกได้เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง

แม้ประเด็นเหล่านี้จะไม่ใช่นโยบายหลัก แต่ดักเวิร์ธก็ได้โชว์ทักษะในการนำประสบการส่วนตัวของตัวเองมาเปลี่ยนแปลงเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ศูนย์เพื่อการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพยกย่องให้เธอเป็นวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหน้าใหม่ที่ทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ดี ดักเวิร์ธก็มีจุดอ่อนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดผลงานด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายเกี่ยวกับตำรวจ ที่จะใช้เป็นประเด็นในการหาเสียง ไม่ได้มาจาก battleground state หรือรัฐที่มีคะแนนเสียงแกว่งไปแกว่งมา ไม่สามารถฟันธงได้ว่าพรรคเดโมแครตหรือลีพับลิกันจะชนะ ผิดกับผู้สมัครรองประธานาธิบดีส่วนใหญ่ที่มักจะมาจาก battleground state

ทว่า The New York Times มองว่า โดยทั่วไปแล้วตัวแทนชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีมักจะพยายามเฟ้นหารองประธานาธิบดีที่จะมาช่วยทั้งส่งเสริมและเน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง และดักเวิร์ธก็เหมาะสม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำลุกลามไปทั่วสหรัฐ ทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับแกนนำหลายคนพยายามกดดันให้ไบเดนเลือกผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมาเป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี เพื่อดึงคะแนนจากคนผิวดำ

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยสำนักข่าว The New York Times และวิทยาลัยศิลปะ Siena College พบว่า 4 ใน 5 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งมีคนผิวดำ 75% และกว่า 80% เป็นคนผิวขาวและชาวฮิสแปนิก มองว่าไม่ควรนำเชื้อสายมาเป็นปัจจัยในการเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

สำหรับใน 6 รัฐ battleground state สำคัญ อาทิ โคโลราโด ฟลอริดา ไอโอวา วิสคอนซิน การไม่ยึดติดกับสีผิวของผู้สมัครยิ่งเข้มข้น โดย 90% มองว่าไบเดนไม่ควรนำเรื่องเชื้อชาติมาพิจารณาเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

ดูเหมือนว่าปัจจัยต่างๆ จะเข้าทางดักเวิร์ธไปเสียหมด ซึ่งหากเธอได้รับเลือกก็จะเป็นนักการเมืองอเมริกัน-ไทย และผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้นั่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ

และน่าจะมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางทหารตามที่เธอบอกในแถลงการณ์หลังหารือกับ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่า “เราควรร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทรัมป์ยื่นหนังสือ ตัดขาดอนามัยโลกอย่างเป็นทางการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627878

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 10:20 น.ทรัมป์ยื่นหนังสือ ตัดขาดอนามัยโลกอย่างเป็นทางการรัฐบาลสหรัฐร่อนจดหมายถึงยูเอ็น แจงถอนตัวสมาชิกWHO มีผลใน1ปีนับจากนี้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในจดหมายถึงนายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ถึงการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยจะให้มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ก.ค. 2021 หรือภายใน1ปีนับจากนี้

ข้อความในจดหมายที่สหรัฐยื่นต่อเลขาฯยูเอ็นเป็นเพียงประโยคสั้นว่า “The United States’ notice of withdrawal, effective July 6, 2021, has been submitted to the U.N. secretary-general, who is the depository for the WHO,”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นไปตามดำริของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งระบุไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าอนามัยโลกคือองค์กรที่ทำงานภายใต้อิทธิพลจีน ไร้ประสิทธิภาพ และล่าช้าในการออกคำเตือนเรื่องการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เนิ่นๆ

ผู้นำสหรัฐระบุว่า การตัดสินใจนี้เป็นไปอย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าWHOคือองค์กรไร้ความน่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ดี เขาหวังว่าในอนาคตอนามัยโลกจะปรับปรุงตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันก็พร้อมผลักดันให้WHOมีการปฏิรูปตนเอง

ด้านองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของWHO ยืนยันถึงการได้รับหนังสือดังกล่าวจากรัฐบาลทรัมป์แล้ว โดยเตรียมจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการสิ้นสภาพตามขั้นตอน ซึ่งสิ่งที่WHOจะสูญเสียหากสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกคือ เงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สหรัฐมอบอุดหนุนให้WHOในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ระยะหลังสหรัฐยังคงค้างชำระค่าสมาชิกอยู่ที่ราว 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตามกฎการถอนตัวนั้นสหรัฐจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้างชำระทั้งหมดเสียก่อน ซึ่งยังคงไม่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทำตามเงื่อนไขหรือไม่

อีกทั้งกว่าจะถึงกำหนดการออกจากสมาชิกอย่างเป็นทางการ ก็ผ่านช่วงเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่อาจจุดยืนต่ออนามัยโลกที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

แนวโน้มโควิดระบาดรุนแรงขึ้นทั่วโลก! WHOเตือนยอดตายอาจพุ่งอีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627874

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 09:06 น.แนวโน้มโควิดระบาดรุนแรงขึ้นทั่วโลก! WHOเตือนยอดตายอาจพุ่งอีกครั้งองค์การอนามัยโลกชี้สัญญาณการระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นอีกครั้ง

นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโรคติดเชื้อโควิด-19 อาจพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่การแพร่ระบาดส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยมีการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ทั่วโลกหลายพันรายในแต่ละวัน ขณะที่ WHO มีความกังวลต่อการระบาดในลาตินอเมริกา รวมทั้งภูมิภาคอเมริกาเหนือ แต่ไม่รวมแคนาดา

ด้าน นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า แม้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโควิด-19 ได้ชะลอตัวลง แต่สิ่งนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโลกได้ประสบความสำเร็จในการจัดการกับไวรัส

“การชะลอตัวของผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกิดจากการที่บางประเทศสามารถทำการควบคุมไวรัส แต่จำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มขึ้นในอีกหลายประเทศ” นายแพทย์ทีโดรสกล่าว

ผู้นำบราซิลติดโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627861

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 22:30 น.ผู้นำบราซิลติดโควิด-19ไม่รอด! ผลตรวจยืนยัน “ฌาอีร์ โบลโซนารู” ประธานาธิบดีบราซิล ติดโควิด-19

ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ผู้นำบราซิลวัย 65 ปี เปิดเผยต่อสื่อในวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นว่า มีผลตรวจเชื้อโคโรนาไวรัส2019 หรือ โควิด-19 เป็นบวก หลังจากที่ตนเริ่มรู้สึกไม่สบายตั้งแต่ช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยืนยันว่าอาการโดยรวมขณะนี้ยังคงดี และยังมีสภาพปอดสมบูรณ์

ประธานาธิบดีโบลโซนารู กล่าวในตอนหนึงขณะเผยการติดเชื้อต่อสื่อมวลชนที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาลในกรุงบราซิลเลีย พร้อมถอดหน้ากากอนามัยออกขณะแถลงข่าวในระยะห่างจากนักข่าวเพียงไม่กี่เมตรว่า “ดูผมสิ … ผมยังสบายดี ขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณทุกคนที่สวดภาวนาให้ผม .. ส่วนพวกที่วิจารณ์ผม ไม่เป็นไร วิจารณ์ต่อไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ”

ผู้นำขวาจัดแห่งบราซิล ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยตลอด ถึงความละเลยและมองข้ามการรับมือต่อสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ ประโยคเด็ดที่ผู้นำบราซิลเคยกล่าวคือการเปรียบเทียบเชื้อโควิด-19 ไม่ต่างอะไรกับโรคหวัดทั่วไป

ผ่านมาตัวผู้นำบราซิลไม่มีการรักษาระยะห่างทางสังคม ปฏิเสธการสวมหน้ากาก เดินสายพบปะปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุน ทั้งยังมีจุดยืนสนับสนุนชาวบราซิลจำนวนหนึ่งที่ออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เมืองของหน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละมลรัฐ

ก่อนหน้าการเผยติดเชื้อเพียงไม่กี่ชั่วโมง สื่อท้องถิ่นในบราซิลได้รายงานว่า ปธน.โบลโซนารู เริ่มมีอาการไข้สูง38องศา เริ่มมีอาการไอ ซึ่งเป็นอาการโดยทั่วไปของการติดเชื้อโควิด โดยผู้นำบราซิลยังได้รับประทานยาคลอโรควิน หรือ “ไฮดรอกซีคลอโรควิน” ซึ่งเป็นยาต้านมาลาเรีย และยาแอซิโทรไมซิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ ที่บางฝ่ายเชื่อว่าสามารถป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อโควิดได้แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับก็ตาม

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำบราซิลติดเชื้อโควิดจากที่ใด เนื่องจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาได้ไปร่วมงานหลายงาน แต่อาการป่วยของโบลโซนารูมีขึ้นตามมาเพียง 3 วันหลังจากที่ได้พบปะกับนายทอดด์ แชปแมน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำบราซิลเนื่องในงานฉลองวันชาติสหรัฐ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยทั้งปธน.โบลโซลนารู พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี 5 คนและทูตแชปแมนมีภาพถ่ายที่ยืนยันถึงการสัมผัสใกล้ชิดโดยไม่มีการสวมหน้ากากป้องกันเชื้อ ทั้งยังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำบราซิลได้เข้ารับการตรวจเชื้อโควิดในหลายครั้ง หลังจากที่พบบุคคลในคณะทำงานใกล้ชิดทยอยติดเชื้อโควิดไปแล้วหลายราย แต่ผู้นำบราซิลก็มีผลตรวจการติดเชื้อเป็นลบมาโดยตลอด ซึ่งแม้ตนจะมีความเสี่ยงติดเชื้อเพียงใด แต่ปธน.บราซิลก็ยังคงเพิกเฉยต่อการเว้นระยะห่างและไม่แย่แสต่อการใส่หน้ากากเช่นเดิม

ปัจจุบันบราซิลมีผู้ป่วยโควิดสะสมมากสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐที่กว่า 1.65 ล้านคน เสียชีวิตถึงกว่า 65,000 คน รักษาหายแล้วราว 979,000 ราย