ย้อนรอยการทดลองสุดโหดกับลิงที่เขย่าขวัญชาวโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627856

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 20:15 น.ย้อนรอยการทดลองสุดโหดกับลิงที่เขย่าขวัญชาวโลกภาพที่เห็นคือหนึ่งในลิงแห่งซิลเวอร์สปริงส์ที่ชื่อโดมิเตียน ในหนึ่งในรูปซึ่งองค์กร PETA เผยแพร่สู่หนังสือพิมพ์

กรณีการทารุณลิงที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์คือ กรณีลิงแห่งซิลเวอร์สปริงส์ (Silver Spring monkeys) คือ ลิงแม็กแคก 17 ตัวจากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกเก็บไว้ ณ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ที่เมืองซิลเวอร์สปริงส์ ในรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2534 เพื่อใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ภาพที่หลุดออกมาทำให้ชาวโลกต้องสยดสยองและเกิดการถกเถียงเรื่องการทารุณกรรมสัตว์และความจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์เพื่อทดลองด้านวิทยาศาสตร์

ลิงเหล่านี้ถูกจับมาโดยนักจิตวิทยาชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด ทับ (Edward Taub) เพื่อใช้เป็นสัตว์ทดลอง เอ็ดเวิร์ด ทับได้ตัดปมประสาทรากหลัง ซึ่งเป็นตัวส่งความรู้สึกต่อการสัมผัสจากแขนหรือขาไปยังสมองของของลิงเหล่านั้น จากนั้นจึงใช้อุปกรณ์พยุงแขนเพื่อยึดแขนที่ใช้การได้ หรือแขนที่ถูกทำให้ไร้ความรู้สึกเพื่อฝึกให้พวกมันใช้แขนซึ่งไม่มีความรู้สึก

เอ็ดเวิร์ด ทับ ได้ทำการทดลองการตัดเส้นประสาทรับความรู้สึกกับลิงแสม (Macaca fascicularis) เพศผู้จำนวน 16 ตัว และลิงวอก (Macaca mulatta) เพศเมียหนึ่งตัว แต่ละตัวมีความสูงประมาณ 35 ซม โดยทุกตัวเกิดในธรรมชาติ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ลิงแต่ละตัวถูกขังเดี่ยวในกรงเหล็กขนาด 45 x 45 ซม โดยปราศจากที่นอน ชามอาหาร หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ในสภาพแวดล้อม พวกมันอยู่ในห้องขนาด 1.4 ตารางเมตร

สาเหตุที่เอ็ดเวิร์ด ทับทำการทดลองลักษณะนี้ก็เพราะเขาสงสัยว่าที่ลิงไม่ใช้แขนหรือขาที่ไร้ความรู้สึกนั้น เป็นเพียงเพราะพวกมันยังสามารถใช้แขนที่ยังใช้การได้หรือเปล่า เขาจึงทำการทดลองเพื่อไขข้อข้องใจนี้ด้วยการตัดเส้นประสาทของแขนข้างหนึ่งและมัดแขนอีกข้างไว้ด้วยผ้าคล้องแขน และพบว่าลิงใช้แขนที่ไร้ความรู้สึกเพื่อกินอาหารและขยับตัวไปรอบๆ 

ต่อมาทับยังไม่หยุดสงสัย เขาเกิดความคิดขึ้นมาอีกว่าบางทีการที่ลิงไม่ยอมใช้แขนที่ไร้ความรู้สึกอาจเป็นเพราะว่ามันยังสามารถใช้แขนอีกข้างได้ ดังนั้นเขาจึงจัดการทำให้แขนทั้งสองข้างของลิงไม่มีความรู้สึก เพื่อบังคับให้พวกมันใช้แขนที่ไม่มีความรู้สึกนั้น ผลที่ได้คือคำตอบที่เขาสงสัย 

เรื่องนี้ถูกเปิดโปงโดยอเล็กซ์ ปาเชโก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์และได้แฝงตัวเข้าไปในสถาบันเพื่อสืบเรื่องนี้ เขาพบว่าพวกลิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โสโครก และที่น่าสยดสยองก็คือ มีลิง 12 ตัวถูกตัดเส้นประสาทสัมผัส พวกมันมีอาการทางประสาท และมักโจมตีแขนหรือขาที่ถูกตัดเส้นประสาทราวกับว่ามันเป็นวัตถุแปลกปลอม

ปาเชโก นำรูปไปเผยแพร่ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์และต่อมาเริ่มเชิญชวนสัตวแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้ามาดูห้องทดลองเพื่อเป็นพยาน แล้วรายงานสถานการณ์ต่อตำรวจ จนนำไปสู่การบุกค้นห้องทดลองในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2524 ในความผิดตามกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ของรัฐแมรี่แลนด์ 

ภาพจาก PETA

WHO ยันกาฬโรคในจีนยังไม่น่ากังวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627840

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 17:23 น.WHO ยันกาฬโรคในจีนยังไม่น่ากังวลอนามัยโลกยังไม่พบสัญญาณอันตรายกาฬโรคระบาดในจีน ยันจับตาใกล้ชิด มั่นใจจีนเอาอยู่

โฆษกองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า จีนพบการแพร่ระบาดของกาฬโรค (Black Death) หรือ “โรคห่า” ในพื้นที่มลฑลมองโกเลียใน โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายของการระบาดดังกล่าว

อนามัยโลกเผยว่า ทางการจีนได้มีมาตรการรับมือจัดการอย่างดีด้วยการยกระดับคำเตือนในพื้นที่ทันทีเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังพบผู้ป่วยกาฬโรคเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยอนามัยยืนยันว่า กำลังจับตาสถานการณ์กาฬโรคในจีนอย่างใกล้ชิดร่วมกับ”พันธมิตร”ที่เป็นหน่วยงานทางการท้องถิ่นจีน โดยในตอนนี้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายของการระบาดแต่อย่างใด แต่จะยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับกาฬโรค หรือที่คนไทยรู้จักว่า โรคห่า เป็นโรคระบาดยุคโบราณที่เคยระบาดไปทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปช่วงยุคกลาง เป็นโรคที่มีอัตราการติดเชื้อและเป็นอันตรายต่อชีวิตสูง แม้ว่าการพบผู้ป่วยกาฬโรคในจีนจะไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยอยู่เนืองๆ แต่พบไม่บ่อยนัก

กยังไม่พบสัญญาณอันตรายเหตุกาฬโรคในจีน ยันจับตาใกล้ชิด มั่นใจจีนเอาอยู่

กาฬโรคที่จีนจะระบาดไปทั่วโลกหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627838

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 17:13 น.กาฬโรคที่จีนจะระบาดไปทั่วโลกหรือไม่?ตอบความสงสัยของหลายๆ คนหลังจากที่จีนพบโรคระบาดอีกประเภททั้งๆ ที่โควิด-19 ยังไม่ซาลงไป

1. ขณะที่โควิด-19 ยังคงระบาดหนักไปทั่วโลก ชาวโลกเกิดความหวาดวิตกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีรายงานการพบกาฬโรคชนิดกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง(Bubonic plague) ระบาดที่เขตมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของประเทศจีน

2. หากใครติดตามข่าวสารเรื่องการระบาดของโรคต่างๆ อยู่เป็นประจำคงจะทราบว่าการพบกาฬโรค “เป็นเรื่องธรรมดา” ของโลกเรา แม้ว่าไทยจะไม่พบกาฬโรคมาหลายสิบปี แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสาบสูญไปแล้ว เพราะนอกประเทศไทยยังพบกันอยู่เนืองๆ

3. เช่น ที่สหรัฐพบการระบาดเมื่อปี 1995 ในพื้นที่หลายรัฐ คาดว่าตัวการมาจากหนู หลังจากนั้นก็มีรายงานมาตลอดล่าสุดก็เมื่อปี 2018 พบผู้ติดเชื้อในรัฐไอดาโฮ

4. ส่วนในจีนพบผู้เสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2019 พบผู้ป่วยอีก 2 คน และในเดือนกรกฎาคม 2020 พบผู้ป่วยอีก 1 คน ทั้งหมดอยู่ในเขตมองโกเลียใน

5. สาเหตุของการติดเชื้อครั้งแรกที่มองโกเลียในเมื่อปี 2019 มาจากการล่าตัว “มาร์มอต” (marmots) สัตว์ฟันแทะประเเภทกระรอกที่อาศยัในทุ่งหญ้ามองโกเลีย และในปีนี้ก็เช่นกันมีรายงานผู้ติดเชื้อจากการกินมาร์มอตด้วย

6. ทั้งหนูและมาร์มอตไม่ใช่ตัวการ แต่ “ตัวหมัด” ที่อาศัยในสัตว์ประเภทฟันแทะพวกนี้ (ด้วยเหตุนี้จึงเรียกหมัดสายพันธุ์ Xenopsylla cheopis ว่าหมัดหนู) เชื้อกาฬโรคที่อยู่ในหมัดไม่เป็นอันตรายต่อหมัด แต่จะเป็นอันตรายต่อหนู เมื่อคนอยู่ใกล้หนูหมัดก็จะกระโดดข้ามมากัดคน และถ้าเชื้อถ่ายทอดสู่คนเข้ามันจะเป็นตัวอันตรายถึงแก่ชีวิต

7. กับคำถามที่ว่ามันจะระบาดในวงกว้างหรือไม่? ก่อนอื่นต้องมาย้อนอดีตก่อนก่อนเพื่อทำความเข้าใจว่ากาฬโรคเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงแค่ไหน

8. กาฬโรคเคยสร้างความวินาศให้กับมนุษยชาติมาแล้วหลายครั้ง แต่การระบาดระดับอภิมหาวินาศมีอยู่ 3 ครั้งแต่ละครั้งเป็นการระบาดหลายเป็นระลอก คือ การระบาดระหว่างปีค.ศ. 541 – 750 ในอียิปต์ แถบเมดิเตอเรเนียน แล้วภาคตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป ต่อมาคือการระบาดใหญ่ครั้งที่สอง ระหว่างค.ศ. 1331- 1855 ลุกลามจากเอเชียกลางมายังยุโรป และครั้งล่าสุดคือค.ศ. 1855 – 1960 เป็นการระบาดทั่วโลกแต่ที่หนักสุดคืออินเดียและภาคตะวันตกของสหรัฐ

9. ตัวเลขผู้เสียชีวิตในการระบาดเหล่านี้มีเป็นหลักสิบล้านคน เช่น ระลอกแรกที่เรียกว่าการระบาดยุคจักรพรรดิจัสติเนียนเมื่อปี 588 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกถึง 100 ล้านคน และทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์อ่อนแอลงจนยุโรปเข้าสู่ยุคมืด

10. ตามด้วยการระบาดในยุคกลางที่เริ่มเมื่อปี 1331 ที่เรียกว่า Black Death ทำให้ประชากรโลกลดลงจาก 450 ล้านคนเหลือแค่ 350 – 375 ล้านคน ทำให้จีนเหลือประชากรแค่ครึ่งเดียว และยุโรปเหลือประชากรแค่ 1 ใน 3 และมันส่งผลสะเทือนจนทำให้ยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองและวัฒนธรรม นั่นคือพ้นจากยุคกลางเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา

11. และการระบาดใหญ่ระลอกล่าสุดที่เริ่มเมื่อปี 1855 เฉพาะในอินเดียและจีนมีคนตายไป 12 ล้านคน การระบาดครั้งนี้ยังลุกลามมายังประเทศไทยด้วยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รชกาลที่ 5 

12. จะเห็นได้ว่าการระบาดใหญ่ไม่ได้ทำให้คนตายเหมือนใบไม้ร่วงเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนต่อวิถีชีวิตของคนที่รอดชีวิตด้วย มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลังจากนั้น

13. หลังจากเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 กาฬโรคดูเหมือนจะสงบไป แต่มันไม่ได้หายไปไหน และมีรายงานจากองค์การอนามัยโลกว่าระหว่างปี 1987 – 2001 มีผู้ติดเชื้่อกาฬโรคถึง 36,876 ราย เสียชีวิตไป 2,847 ราย

14. แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 (หรือในยุคนี้) แล้วมีคนตายลดลงมาเหลือแค่ 200 คนในแต่ละปี แต่ยังพบเป็นประจำใน 26 ประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือจีน สหรัฐ อินเดีย และบราซิล

15. ว่ากันตามตรงแล้วในศตวรรษที่ 20 – 21 สหรัฐมีรายงานพบการติดเชื้อและการเสียชีวิตจากกาฬโรคมากกว่าจีนเสียอีก

16. แม้ว่าโลกของเราจะไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ (อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด) แต่ไม่ใช่ว่ากาฬโรคจะระบาดง่ายกว่าเดิม เพราะหลังจากผ่านการล้มตายมาหลายร้อยปี มนุษย์ก็รู้วิธีป้องกันกาฬโรคอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีการใช้แอนติไบโอติกกับผู้ที่อาจจะติดเชื้อเพื่อป้องกันการระบาดในวงกว้าง

17. อีกสาเหตุคือเชื้อกาฬโรค (Y. pestis) อยู่รอดในแสงอาทิตย์ได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง และกาฬโรค 3 ประเภทนั้นมี 2 ประเภทที่ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นโรคกาฬโรคปอดบวมที่ติดต่อจากละอองสารคัดหลั่งจากการไอได้ แต่หากรักษาทันก็รอดได้ เช่นเดียวกับกาฬโรคชนิดอื่นๆ ที่รักษาได้หมดแล้ว

18. นอกจากนี้ ยังมีการกำจัดพาหะของโรคจนเหลือจำกัดวงเฉพาะสัตว์ฟันแทะในป่า เช่น มาร์มอต ในมองโกเลียหรือพวกหนูและกระรอกป่าในแถบตะวันตกของสหรัฐแบละแอฟริกา ยกเว้นว่าเราจะไปแตะต้องสัตว์ที่พาหะโรคนี้เท่านั้นเราจึงจะติดเชื้อ ดังนั้นถ้าเราไม่ล่าสัตว์ฟันแทะในป่า โอกาสติดเชื้อก็จะต่ำมาก

19. ในยุคนี้ ชาวมองโกลในเขตมองโกเลียในของจีนและในประเทศมองโกเลียยังคงล่าตัวมาร์มอตที่เป็นพาหะของกาฬโรค เพราะมาร์มอตถือเป็นอาหารอันโอชะของชาวมองโกเลีย ดังนั้นไม่แน่ว่าในอนาคตทางการจีนอาจสั่งห้ามกินสัตว์ฟันแทะพวกนี้

20. ข้ามไปที่สหรัฐ สัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะคือ แพรรีด็อก (Prairie dogs) หรือหมาทุ่งแพรรี ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่หมาแต่อยู่ในวงศ์กระรอกเหมือนตัวมาร์มอต พบมากในแถบตะวันตกของสหรัฐ ดังนั้นผู้ติดเชื้อกาฬโรคในสหรัฐจึงกระจุกแค่แถบนี้ และมีไม่มากเพราะคนอเมริกันไม่ได้กินแพรรีด็อก มีแต่โอกาสที่จะไปแตะตัวมันหรือหมัดจากแพรรีด็อกไปติดที่หมากับแมวบ้านแล้วนำไปติดคนต่อ

21. ข้อมูลนี้เป็นการตอบคำถามว่าทำไมกาฬโรคที่พบในจีนระหว่างปี 2019 – 2020 จึงจะไม่ระบาดในวงกว้างเหมือนโรคล่าสุดจากจีนคือโควิด-19 เช่นเดียวกับกาฬโรคที่พบในสหรัฐที่ระบาดที่นั่นแบบข้ามศตวรรษแต่ก็ยังอยู่ที่นั่นเหมือนเดิมไม่ได้กระจายไปไหน

22. เบื้องต้น โฆษกขององค์การอนามัยโลกยังกล่าวว่าการระบาดของกาฬโรคจีนไม่ใช่ความเสี่ยงระดับสูง และจีนก็รับมือได้ดี อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกจะต้องทำงานให้ “หนักกว่านี้” เพราะความน่าเชื่อถือถูกบั่นทอนลงไปมากในช่วงการระบาดของโควิด-18

23. อย่างที่เกริ่นไปว่าการระบาดใหญ่ของกาฬโรคในอดีตยังส่งผลสะเทือนต่อวิถีชีวิตของคนที่รอดชีวิตด้วย มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลังจากนั้น แต่ในศตวรรษนี้กาฬโรคแทบไม่มีโอกาสกระจายตัวได้กว้างขนาดนั้น

24. ทุกวันนี้สิ่งที่เข้ามาแทนกาฬโรคคือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โควิด-19 ที่ไม่ต้องมีพาหะเป็นสัตว์ ติดกันง่ายกว่า และยังเดินทางข้ามโลกในเวลาอันรวดเร็วกว่ากาฬโรคหลายเท่าตัว

25. โควิด-19 กำลังจะเปลี่ยนการเมืองและเศรษฐกิจโลกในแบบเดียวกับที่กาฬโรคเคยทำมาแล้วในช่วง 1,500 ปีที่ผ่านมา

ภาพประกอบ – แพทย์กำลังรักษาผู้ป่วยกาฬโรคในเมืองการาจีช่วงที่เกิดการระบาดระลอกที่ 3 ในประเทศบริติชราช (อินเดียและปากีสถานยุคอาณานิคม) เมื่อปี 1897 ภาพจาก Wellcome Collection. Attribution 4.0 International (CC BY 4.0)

เมลเบิร์นล็อกดาวน์เมืองอีกครั้ง หลังติดโควิดใหม่พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627834

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 15:56 น.เมลเบิร์นล็อกดาวน์เมืองอีกครั้ง หลังติดโควิดใหม่พุ่งออสเตรเลียล็อกดาวน์เมืองเมลเบิร์น 6 สัปดาห์ กักคนกว่า 5 ล้านคน หลังติดโควิดเพิ่มเท่าตัว

ทางการรัฐวิคตอเรียของออสเตรเลีย ประกาศสั่งล็อกดาวน์นครเมลเบิร์น เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังพบว่าช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขป่วยโควิดรายใหม่เพิ่มเป็นเท่าตัว

นายแดเนียล แอนดรูวส์ มุขมนตรีรัฐวิคตอเรียกล่าวว่า ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันพุธเป็นต้นไป ประชาชนราว 5 ล้านคนทั่วทั้งเขตมหานครเมลเบิร์น จะต้องพำนักอยู่แต่ในบ้าน หรือทำงานที่บ้าน ยกเว้นเพียงแต่ภาคธุรกิจที่จำเป็น เช่นเดียวกับนักเรียนที่ต้องกลับมาเรียนออนไลน์แทน ขณะที่ร้านค้าร้านอาหารจะต้องจำกัดเป็นการขายอาหารแบบซื้อกลับบ้านเท่านั้น

นายแดเนียกล่าวว่า เราไม่อาจแสร้างทำเป็นว่าวิกฤตโควิดได้ยุติลงแล้ว นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดรอบสอง

ทั้งนี้ ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัฐวิคตอเรียพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่ม 191 ราย นับเป็นสถิติรายวันสูงสุดตั้งแต่พบการระบาดในพื้นที่ ขณะที่รัฐอื่นๆในออสเตรเลียต่างประกาศใช้มาตรปิดพรมแดน พร้อมใช้การกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากรัฐวิคตอเรียแล้วเช่นกัน

TikTok ยุติให้บริการในฮ่องกง หลังใช้กม.มั่นคงฉบับใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627822

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 14:36 น.TikTok ยุติให้บริการในฮ่องกง หลังใช้กม.มั่นคงฉบับใหม่TikTok เตรียมหยุดให้บริการในฮ่องกง ด้านสหรัฐเล็งพิจารณาแบนแอปจีน อาจรวมถึงTikTokด้วย

TikTok แอพพลิเคชั่นคลิปวิดีโอของบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียชื่อดังสัญชาติจีน ได้ประกาศเตรียมยุติให้บริการในพื้นที่ฮ่องกงภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่ปักกิ่งอนุมัติใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในเขตปกครองพิเศษ

ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียสัญชาติสหรัฐอย่าง เฟซบุ๊ก กูเกิล และทวิตเตอร์ ต่างมีจุดยื่นร่วมกันไม่ตอบรับคำขอข้อมูลผู้ใช้จากรัฐบาลฮ่องกง หลังปักกิ่งใช้กฎหมายดังกล่าว

แม้ว่า TikTok มีบริษัทแม่คือByteDance ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีน แต่ที่ผ่านมาบริษัทยืนยันว่ามีอิสระในการดำเนินงานจากรัฐบาลปักกิ่ง ทั้งยังปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยให้ความร่วมมือในการแชร์ข้อมูลผู้ใช้งานใดๆให้กับทางปักกิ่ง รวมถึงออกรายงานความโปร่งใส

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Sensor Tower เมื่อเดือนกันยายน 2019 เผยว่า TikTok มียอดดาวน์โหลดในฮ่องกงประมาณ 1.8 ล้านครั้ง ซึ่งหลังจากยุติการให้บริการในฮ่องกงแล้ว ByteDance จะนำแอปลักษณะคล้ายกันกับ TikTok ที่มีชื่อว่า Douyin ซึ่งให้บริการในจีนอยู่แล้ว มาทำตลาดในฮ่องกงแทนหรือไม่ “ภายหลังจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เราจึงตัดสินใจยุติให้บริการTikTok ในฮ่องกง” โฆษก TikTok เผย

Sensor Tower ระบุว่า สำหรับ TikTok ในฮ่องกงถือว่าเป็นตลาดที่ทำกำไรเพียงเล็กน้อย หากเทียบกับยอดดาวน์โหลดทั่วโลกที่มีมากกว่า 2 พันล้านครั้งเพียงแค่ไตรมาสแรกของปีนี้

ขณะเดียวกันทางด้านสหรัฐ โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศ เผยกับสำนักข่าวFox News ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาแบนแอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียสัญชาติจีนในหลายรายการ รวมถึงแอปดังอย่าง TikTok ด้วย โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเครื่องมือสอดแนมล้วงข้อมูลผู้ใช้งานของรัฐบาลจีน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์บนพื้นฐานของเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ใช้งาน

นักวิทย์ทั่วโลกกดดัน WHO แก้คำแนะนำเรื่องโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627808

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 12:01 น.นักวิทย์ทั่วโลกกดดัน WHO แก้คำแนะนำเรื่องโควิดนักวิทยาศาสตร์นับร้อย ลงชื่อกดดันอนามัยโลก อัพเดตข้อมูลโควิด-19 ว่าสามารถแพร่กระจายในอากาศได้

องค์การอนามัยโลกระบุว่า กำลังทบทวนการอัพเดตข้อมูลเรื่องการแพร่ของเชื้อโควิด-19 หลังนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกว่า 230 คนจาก 32 ประเทศ ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้อนามัยโลกทบทวนคำแนะนำเรื่องการป้องกันการติดต่อของไวรัสโคโรนา2019 ปัจจุบันคำแนะนำของ WHO ระบุว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโดยหลักๆแพร่ผ่านละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศที่ออกมาจากร่างกายเช่นการไอหรือจาม หรือการพูดคุยใกล้ชิดโดยปราศจากหน้ากากป้องกัน แต่จากการวิจัยหลายชิ้นของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เชื้อสามารถแพร่ผ่านลมหายใจใกล้ชิดระหว่างตัวบุคคลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยในพื้นที่ปิดอาจมีความเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

ศาสตราจารย์ Babak Javid ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวว่า การแพร่ของเชื้อโควิดทางอากาศนั้นมีทั้งความเป็นไปได้ และอาจเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าเชื้อสามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้นานเพียงใด

ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การทบทวนข้อเท็จจริงเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสดีขึ้น ซึ่งหากWHOพิจารณาอัพเดตเรื่องดังกล่าว ก็จะทำให้หลายประเทศปรับมาตรการรับมือต่อเชื้อเพื่อป้องกันการระบาดอีกรอบได้มีประสิทธิภาพเช่นกัน

อย่างไรก็ดี WHO ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหลายครั้ง เกี่ยวกับความล่าช้าในการออกคำเตือนไปยังประเทศสมาชิกถึงสถาการณ์ระบาดของไวรัสโควิด โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งอนามัยโลกเพิ่งออกมาให้คำแนะนำว่าผู้คนควรใส่หน้ากากป้องกันเชื้อขณะอยู่ในที่สาธารณะเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งๆที่ในหลายประเทศประกาศใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว

สมาคมแพทย์อเมริกาวอนคนมะกันสวมหน้ากาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627798

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 10:44 น.สมาคมแพทย์อเมริกาวอนคนมะกันสวมหน้ากาก3องค์กรหมอสหรัฐประสานเสียง วอนคนอเมริกันสวมหน้ากากในที่สาธารณะ

ฟอร์บส์รายงานว่า สมาคมการแพทย์อเมริกัน สมาคมโรงพยาบาลอเมริกัน และสมาคมพยาบาลอเมริกัน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ขณะอยู่ในที่สาธารณะ และรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19

คำแถลงของสามองค์กรแพทย์อเมริกันมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในสหรัฐที่พบว่าหลายมลรัฐมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรัฐต่างๆเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

ขณะนี้สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อโควิดสะสมมากที่สุดในโลกถึง 2.8 ล้านคน เสียชีวิตแล้วเกือบ 130,000 ราย โดยที่รัฐเท็กซัส ฟลอริด้า แอริโซนา มียอดผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นหลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จนนายเกร็ก แอ็บบอต ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสต้องใช้คำสั่งพิเศษ ให้ชาวเท็กซัสสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ

แม้ว่าทั้งสามสมาคมแพทย์อเมริกาวอนขอความร่วมมือให้พลเมืองอเมริกันสวมหน้ากาก แต่ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐมีจุดยืนไม่สวมหน้ากากป้องกันเชื้อมาโดยตลอด แต่ให้คณะสื่อมวลชน รัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลอื่นๆต้องสวมหน้ากากขณะอยู่ในทำเนียบขาว

แพทย์สหรัฐชี้วัคซีนโควิดไม่สามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627796

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 09:49 น.แพทย์สหรัฐชี้วัคซีนโควิดไม่สามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิตผอ.สถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐยอมรับวัคซีนต้านโควิดที่กำลังพัฒนาขึ้น อาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิตของผู้คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแพทย์แอนโทนี ฟอซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่จัดโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐว่า วัคซีนต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาขึ้นเพื่อต้านไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถป้องกันไวรัสดังกล่าวได้ตลอดชีวิต

นายแพทย์ฟอซี ระบุว่า วัคซีนโควิด-19 จะไม่เหมือนวัคซีนโรคหัด ที่ฉีดครั้งเดียวแล้วอยู่ได้ตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยก็น่าจะนานพอที่จะผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้

เขาระบุด้วยว่า ก่อนสิ้นปีนี้หรือช่วงต้นปีหน้าก็น่าจะมีคำตอบว่าวัคซีนต้านโควิด-19 กว่า 140 ตัวที่กำลังพัฒนาอยู่นั้น มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพหรือไม่

นายแพทย์ฟอซียังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรจะใช้มาตรการด้านสาธารณสุขต่าง ๆ เช่น การสวมใส่หน้ากาก การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล้างมือบ่อย ๆ ต่อไปเพื่อเป็นทางสู่การเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง เนื่องจากเราอาจต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ไปก่อน

“อายุเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้ลดลงราว 15% เมื่อเทียบกับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ ส่วนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นจากที่เริ่มระบาดครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้ แต่ไม่ใช่การระบาดรอบสอง”ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ ระบุ

ทั่วโลกยังติดโควิดพุ่ง! สหรัฐยอดสะสมทะลุ 3ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627794

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 09:10 น.ทั่วโลกยังติดโควิดพุ่ง! สหรัฐยอดสะสมทะลุ 3ล้านรายทั่วโลกยังมีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 11,739,167 ราย ขณะที่สหรัฐมีผู้ติดเชื้อทะลุ 3ล้านรายแล้ว และเสียชีวิต 132,979 ราย

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 11,739,167 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 540,660 ราย

ประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ สหรัฐอเมริกามียอดผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุดที่ 3,040,833 ราย เสียชีวิต 132,979 ราย รองลงมาได้แก่ บราซิลมียอดผู้ติดเชื้อ 1,626,071 ราย เสียชีวิต 132,979 ราย และ อินเดีย ผู้ติดเชื้อ 720,346 ราย เสียชีวิต 20,174 ราย

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ รายงานว่า ณ เวลา 14.34 น. ของวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ (ประมาณ 01.34 น. ตามเวลาไทยในวันนี้) ว่า นิวยอร์กยังคงเป็นรัฐที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด โดยอยู่ที่ 397,649 ราย และยอดเสียชีวิตอยู่ที่ 32,219 ราย

ส่วนรัฐอื่นๆ ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 ราย ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา เท็กซัส นิวเจอร์ซีย์ อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตส์ และแอริโซนา

ทบ. อเมริกันบุกไทยไม่แคร์โควิด ตั้งฐานทัพ-หาแนวร่วมสู้จีน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627787

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 21:13 น.ทบ. อเมริกันบุกไทยไม่แคร์โควิด ตั้งฐานทัพ-หาแนวร่วมสู้จีน?นี่เป็นบทวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่าทำไมผู้บัญชาการทหารบกของสหรัฐต้องมาไทยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

ที่บอกว่า “ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน” ไม่ใช่แค่เพราะไทยอยู่ในช่วงที่ต้องระวังการระบาดเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สหรัฐจะต้องรุกเข้ามาในเอเชียแปซิฟิกก่อนที่จีนจะปักหมุดในทะเลจีนใต้ถาวรมากกว่านี้

สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่เอาตัวไม่รอดจากการระบาด ผิดกับจีนที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้งแล้ว และเมื่อจีนเป็นปกติก็สามารถที่จะผลักดันยุทธศาสตร์เชิงรุกได้สะดวกกว่า

ตอนนี้จีนลงไปปักหมุดที่ทะเลจีนใต้ถาวรขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดคือเกาะบางแห่งที่จีนยึดคตรองไว้ถึงขนาดมีสระน้ำจืดเอาไว้บนเกาะ ซึ่งว่าไปก็ถือเป็นความสำเร็จเชิงวิศวกรรมที่น่าทึ่งที่สามารถสร้างแหล่งน้ำใหญ่ไว้บนเกาะดอนทรายกลางทะเลไกลโพ้นได้

แต่ในแง่หนึ่งหมายความว่าจีนมีฐานทัพที่พร้อมสำหรับการรบและรับเรือรบของตัวเอง

ในช่วงเดียวกับที่มีข่าวว่า พลเอก เจมส์ แมคคอลเวล (Gen. James C. McConville) ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาไทยจนเป็นเรื่องวุ่นวายนั้น กองทัพเรือสหรัฐก็ส่งเรือไปวัดกำลังกับจีนที่ทะเลจีนใต้ 3 ลำตอนแรกจ่ออยู่ที่ริมทะเลจีนใต้ ตอนนี้ส่วนเข้าไปแวะเวียนแล้ว 2 ลำคือ USS Nimitz กับ USS Ronald Reagan ปราฎว่าจีนโมโหใหญ่

คงจะจำกันได้ว่าตอนที่โควิด-19 ระบาดใหม่ๆ กองทัพสหรัฐติดเชื้อกันระนาว โดยเฉพาะบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากถึง 1,156 รายจากลูกเรือทั้งหมด 3,200 นาย เมื่อกัปตันเรือร้องขอให้ผู้ใหญ่เหลียวแล กลับถูกผู้ใหญ่ในกระทรวงปลดจากตำแหน่งเสียอีก กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ของกองทัพสหรัฐและในช่วงการระบาดของโควิด-19

ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐกำลังป่วยกันงอมแงม จีนก็ไสเรือบรรทุกเครื่องบินลงทะเลไปอีก 1 ลำคือเรือ Shandong ปล่อยกันลงทะเลเพื่อทดสอบเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนหลังจากที่จีนคลายล็อคดาวน์กันหมาดๆ แต่ในช่วงล็อคดาวน์ลูกเรือก็ไม่อยู่นิ่งทำการฝึกซ้อมรบมาตลอด เจ้าหน้าที่นายหนึ่งบนเรือบอกกับ CCTV ว่า “เราจะทำสุดความสามารถที่จะทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินของเราสามารถต่อสู้และเอาชนะได้”

คำถามคือจะไปสู้กับใครและเอาชนะใคร?

คำตอบคือใครก็ตามที่จีนเป็นคู่กรณีด้วยในเวลานี้ ตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงประชาชนในอาเซียนที่แย่งน่านน้ำทะเลจีนใต้ และเป้าหมายใหญ่สุดคือสหรัฐ ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเรื่องแย่งน่านน้ำ แต่เพราะเป็นเจ้าสมุทรแห่งแปซิฟิกมาแต่ไหนแต่ไหน และไม่มีทางจะยอมให้จีน “เสนอหน้า” ขึ้นมาได้

สหรัฐพยายามที่จะล็อบบี้ประเทศแถบอาเซียนให้มาเป็นพันธมิตรต้านจีนร่วมกัน ตัวอย่างล่าสุดคือฟิลิปปินส์ที่ตอนแรกประธานาธิบดีดูเตร์เตแสดงอาการจะไม่ต่อสัญญาความร่วมมือด้านการทหารกับสหรัฐ แต่แล้วก็ตัดสินใจทำสัญญาต่อแบบเหนือความคาดหมาย

พลเอก เจมส์ แมคคอลเวล เป็นผู้บัญชาการทัพบกแล้วเกี่ยวอะไรกับทะเลจีนใต้?

ขณะที่สหรัฐกำลังวัดกับจีนด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน สิ่งที่สหรัฐไม่มีคือ “ฐานทัพ”

พลเอก แมคคอลเวล เคยให้สัมภาษณ์ว่าแทนที่จะส่งหน่วยทหารอเมริกันไปยังพื้นที่ต่างๆ ของโลกจำเพาะพื้นที่ไปตามสถานการณ์จำเป็น เขาบอกว่ากองทัพควรจะส่งทหารออกไปประจำการก่อนที่เหตุการณ์หนึ่งๆ มันเกิดขึ้นมาแล้ว

แมคคอลเวล ยังเคยบอกด้วยว่าเป้าหมายอันดับต้นๆ คือการส่งทหารสหรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ยังจุดต่างๆ และ “สร้างฐานทัพมาตรฐาน” และเผยว่าพื้นที่แปซิฟิกและเอเชียถือเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ

ฐานทัพของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ญี่ปุ่น เกาหลีและออสเตรเลีย แต่ญี่ปุ่นกับเกาหลีนั้นไม่ได้มีไว้รับมือแค่จีน แต่ยังรวมถึงเกาหลีเหนือและรัสเซีย ส่วนออสเตรเลียก็ไกลเกินไป แม้ว่าสหรัฐจะพยายามเสริมความแข็งแกร่งของฐานทัพในออสเตรเลียเพื่อรับมือกับจีนก็ตาม

แมคคอลเวลบอกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องการส่งกำลังทหารสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความคิดของระดับผู้บัญชาการกองทัพบก เพราะมีคนที่ใหญ่กว่าเขาอีก นั่นคือระดับรัฐมนตรี เช่น ไรอัน ดี. แมคคาร์ธี (Ryan D. McCarthy) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกสหรัฐกล่าวไว้เมื่อเดือนกุามภาพันธ์ปีนี้ว่าสหรัฐกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดตั้งฐานทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในทวีปยุโรป

นี่คือสาเหตุที่แมคคอลเวลเดินทางมาไทย

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์แมคคอลเวลบอกเองว่าเขาเดินทางมาหารือกับ “หุ้นส่วน” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพวกเขาแสดงความกระตือรือร้นเรื่องที่สหรัฐจะขยายการประจำการของกองทัพในภูมิภาคนี้ เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการซ้อมรบในเอเชียแปซิฟิก

ที่สำคัญคือแมคคอลเวลบอกว่าการมีฐานทัพมีระยะห่างพอที่จะยิงขีปนาวุธพิสัยไกลได้ จะช่วยรับมือกับภัยคุกคามจากจีนที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการป้องกันการโจมตี

แมคคอลเวลไม่ได้บอกว่าประเทศไหนที่ตื่นเต้นกับการตั้งฐานทัพในอาเซียน แต่เขาบอกว่า “ตอนนี้เรายังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียด ยังไม่มีอะไรมีแต่ความตื่นเต้น”

เป็นเรื่องบังเอิญที่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางไปสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามคำเชิญของพลเอก แมคคอลเวล แล้วก็บังเอิญอีกที่ตอนนั้นไทยกับสหรัฐกำลงซ้อมรบ Cobra Gold กันพอดี

พลเอก อภิรัชต์ได้พบกับ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ (Ladda Tammy Duckworth) วุฒิสมาชิกชาวอเมริกันเชื้อสายไทย และสมาชิกคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพ ซึ่ง ส.ว. ลัดดา บอกในแถลงการณ์ว่า “เราควรร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เรื่องนี้ต้องจับตาให้ดีเพราะเกี่ยวพันกับความเป็นมิตรความเป็นศัตรูของไทยกับจีนและสหรัฐ

หากเดินเกมผิดพลาดอาจทำให้ไทยตกที่นั่งลำบากได้

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพของ พลเอก เจมส์ แมคคอลเวล จาก United States Army