จีนไล่ปราบโบรกเกอร์ ใช้ฮวงจุ้ยทำนายตลาดหุ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679460

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 17:20 น.จีนไล่ปราบโบรกเกอร์ ใช้ฮวงจุ้ยทำนายตลาดหุ้น

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนดำเนินการกับบรรดาโบรกเกอร์ที่ชี้แนะการลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

Reuters อ้างรายงาน China Securities Journal สื่อท้องถิ่นจีนเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ระบุว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนดำเนินการปราบปรามเหล่าโบรกเกอร์ที่เผยแพร่รายงานหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดหุ้นโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนกล่าวว่า ทนไม่ไหวแล้วกับพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายในตลาดหุ้น และได้ดำเนินการลงโทษโบรกเกอร์บางราย ที่วิเคราะห์ คาดการณ์ หรือเสนอแนะการลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย เช่น กิ่งฟ้า (Heavenly Stems) และก้านดิน (Earthly Branches), หยิน-หยาง หรือธาตุทั้ง 5

แม้ว่ารายงานจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม หรือระบุชื่อโบรกเกอร์ที่ถูกลงโทษจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน แต่ในปีที่แล้วมีโบรกเกอร์จีนบางราย รวมถึง Guosheng Securities และ Essence Securities ได้รับจดหมายเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแล หลังจากที่พวกเขาเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

การปราบปรามครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นจีนกำลังประสบกับความผันผวนที่สูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่ม blue-chip ดัชนี CSI 300 ดิ่งลงประมาณ 14% จนถึงปีนี้

นอกจากนี้ยังมี CLSA นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในฮ่องกงที่เผยแพร่ดัชนีฮวงจุ้ยก่อนถึงวันตรุษจีน โดยใช้จักรราศีจีนในการทำนายทิศทางของหุ้น ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน

Photo by REUTERS/Jason Lee/File Photo

เพราะจีนจะลงทุน ตอลิบานจึงต้องคุ้มครองพุทธสถานโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679441

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 16:14 น.เพราะจีนจะลงทุน ตอลิบานจึงต้องคุ้มครองพุทธสถานโบราณ

การลงทุนของจีนในอัฟกานิสถานทำให้ตอลิบานต้องกลับลำปกป้องพุทธสถาน

ก่อนหน้านี้เป็นที่กังวลว่า “เมส อัยนัก” (Mes Aynak) พุทธสถานโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 2,600 ปี ในเมืองโลการ์ของอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงคาบูลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” หรือไม่ ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน

ทว่า ขณะนี้หลายประเทศรวมทั้งรัสเซีย อิหร่าน ตุรกี และอัฟกานิสถาน ต่างกำลังมองหาผู้ลงทุนที่จะมาเติมเต็มช่องว่างหลังมหาอำนาจอย่างสหรัฐถอนตัวออกจากประเทศ The Diplomat กำลังจับจ้องไปที่การลงทุนของจีนในเมส เอย์แนก พุทธสถานโบราณของอัฟกานิสถานซึ่งเชื่อว่าเป็น “เหมืองทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

การจัดหาแร่ธาตุหายากเป็นกุญแจสำคัญของจีนในการรักษาสถานะมหาอำนาจด้านการผลิตของโลก ในขณะที่จีนให้คำมั่นว่าจีนจะช่วยกลุ่มตอลิบานในการฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานขึ้นใหม่ เรียกร้องให้นานาประเทศหยุดแช่แข็งสินทรัพย์ของอัฟกัน และยังคงเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลตอลิบาน

นับว่าเป็นโอกาสทองของกลุ่มตอลิบานที่จะกอบกู้ประเทศที่ขาดแคลนเงินสดท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติ หลังยึดครองอัฟกานิสถาน

ความมั่งคั่งที่อาจเกิดขึ้นจากเหมืองทองแดงแห่งใหญ่นี้ทำให้กลุ่มตอลิบานกลับลำหันมาปกป้องพุทธสถาน หลังจากที่เคยใช้กฎหมายอิสลามสุดโต่งทั่วอัฟกานิสถาน พยายามลบเลือนอารยธรรมอื่นที่ขัดต่อศาสนาอิสลามให้หมดสิ้น รวมถึงการทำลาย “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวพุทธทั่วโลก เมื่อครั้งยึดครองอัฟกานิสถานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

แต่ตอนนี้พวกเขาตั้งใจที่จะอนุรักษ์ “เมส เอย์แนก” แหล่งทองแดงขนาดใหญ่ เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการลงทุนของจีนมูลค่านับพันล้าน

ฮากุมุลละห์ มูบาริซ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของตอลิบานในพื้นที่กล่าวว่า “การปกป้องสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราและชาวจีน”

อัฟกานิสถานเป็นขุมทรัพย์แร่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นกุญแจสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง แต่ไม่มีใครสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้ท่ามกลางสงครามและความรุนแรงที่ต่อเนื่อง

แต่ความตั้งใจของจีนในเมส เอย์แนก อาจทำให้จีนเป็นมหาอำนาจรายใหญ่ประเทศแรกที่ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในอัฟกานิสถานหลังถูกยึดครองโดยกลุ่มตอลิบาน

ย้อนกลับไปในปี 2008 ภายใต้การปกครองของรัฐบาลฮามิด คาร์ไซ อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน ได้ลงนามในสัญญา 30 ปีกับกิจการร่วมค้าของจีนชื่อ MCC (Metallurgical Corp of China Ltd.) เพื่อสกัดทองแดงคุณภาพสูงจากเหมืองเมส เอย์แนก โดยคาดว่าเหมืองดังกล่าวมีแร่มากถึง 12 ล้านตัน แต่ต้องหยุดชะงักไปในปี 2014

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดกรุงคาบูล และโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถาน ชาห์บุดดิน ดิลาวาร์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และปิโตรเลียม เรียกร้องให้ว่าจ้างบริษัทของจีนอีกครั้ง

Photo by DidierTais/Wikipedia

หมอดูตาบอดเผยปูตินและรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679420

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 13:08 น.หมอดูตาบอดเผยปูตินและรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

แม่หมอคนนี้เคยทำนายไว้อย่างแม่นยำว่าสหรัฐจะถูกนกเหล็ก 2 ตัวโจมตีซึ่งก็คือเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หรือ 9/11

สื่ออังกฤษหลายเจ้ารายงานว่า บาบา แวงกา (Baba Vanga) หมอดูตาบอดชื่อดังเจ้าของฉายา “นอสตราดามุสแห่งบอลข่าน” เคยทำนายทายทักไว้ก่อนเสียชีวิตว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

แม่เฒ่าแวงกาที่เสียชีวิตขณะอายุ 84 ปีเมื่อปี 1996 หรือเมื่อ 25 ปีก่อนเผยระหว่างการพูดพบปะพูดคุยกับ วาเลนติน ซิโดรอฟ (Valentin Sidorov) นักเขียนชื่อดังเมื่อปี 1979 ว่า “ทั้งหมดจะละลาย เหมือนกับน้ำแข็ง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ความรุ่งเรืองของวลาดิมีร์ ความรุ่งเรืองของรัสเซีย คนจำนวนมากจะตกเป็นเหยื่อ ไม่มีใครหยุดรัสเซียได้ ทั้งหมดจะถูกกำจัดให้พ้นทางโดยเธอ และไม่เพียงแต่จะยังคงอยู่เท่านั้น แต่จะกลายเป็นเจ้าโลก”

หมอดูตาบอดรายนี้เคยทำนายไว้ในอดีตว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ และก็เป็นจริงตามนั้นหลายครั้ง อาทิ เหตุการณ์ 11 ก.ย. 2001 การเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอานา หายนะนิวเคลียร์เชอร์โนบิล และ Covid-19

แม่เฒ่าแวงกาเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากคำทำนายว่าเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์คูรสก์ของรัสเซียจะจมในปี 2000 โดยบอกว่า เดือน ส.ค. 1999 “คูรสก์จะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำและทั้งโลกจะร้องไห้เสียใจกับมัน”

ปรากฏว่าเรือดำน้ำลำดังกล่าวจมในอีก 12 เดือนต่อมาหลังจากวันที่ที่แวงกาทำนายไว้โดยลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด

ปี 1989 แม่เฒ่าแวงกาบอกว่า “น่ากลัว น่ากลัว พี่น้องชาวอเมริกันจะล้มลงหลังถูกนกเหล็กโจมตี หมาป่าจะหอนอยู่ในพุ่มไม้ และเลือดผู้บริสุทธิ์จะหลั่งไหล”

ซึ่งในเวลาต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 จนมีผู้เสียชีวิตมากมาย

ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาการทำนายของเธอบอกว่าความแม่นยำของแม่หมอแวงกาอยู่ที่ 68% ส่วนลูกศิษย์ลูกหาของเธอบอกว่าเธอทายถูกถึง 85%

นอกจากนี้ แวงกายังเคยทำนายว่ารัสเซียจะบุกยูเครน สงครามโลกครั้งที่ 3 และความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์

ส่วนที่เธอทำนายพลาดคือเธอเคยบอกไว้ว่า ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐต้องเผชิญวิกฤตที่จะทำให้ประเทศตกต่ำ ทว่าแม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่หลายอย่างขณะนั่งเก้าอี้ผู้นำ แต่จนถึงตอนนี้สหรัฐก็ยังยืนยงอยู่ได้

ทั้งนี้ บาบา แวงกา มีชื่อจริงว่า แวงเจเลีย กัชเตโรวา วันหนึ่งในวัยเด็กเธอติดอยู่ในพายุทอร์นาโดประหลาดและหลังจากนั้นเธอตาบอด หลังจากเหตุการณ์นั้นเชื่อกันว่าเธอมีความสามารถในการมองเห็นอนาคต นับจากนั้นมาเธอทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ มาแล้วหลายร้อยครั้งตลอดช่วง 50 ปีของการเป็นแม่หมอ

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพคืบหน้า ฉุดรูเบิลพุ่งอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679412

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 11:30 น.รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพคืบหน้า ฉุดรูเบิลพุ่งอีกครั้ง

สกุลเงินรูเบิลของรัสเซียพุ่งเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม ขานรับเจรจาสันติภาพคืบหน้า

หลังจากที่สกุลเงินรูเบิลร่วงลงอย่างหนักเป็นเวลาหลายสัปดาห์ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเงินรูเบิลกำลังกลับมาอีกครั้ง โดยแข็งค่าที่ 84 รูเบิลต่อดอลลาร์ ขานรับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวันอังคาร (29 มี.ค.) ที่ผ่านมา เทียบกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 139 รูเบิลต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 7 มี.ค.

โดยล่าสุด ช่วงเช้าวันนี้ (30 มี.ค.) ค่าเงินรูเบิลขยับลงมาอยู่ที่ 90 รูเบิลต่อดอลลาร์

นาตาลี ริเวตต์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Informa Global Markets กล่าวว่าการดีดตัวของรูเบิลส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของธนาคารกลางรัสเซีย และการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนน่าจะช่วยสนับสนุนค่าเงินรูเบิล แต่การแข็งค่าในระยะยาวกลับสู่ระดับเดิมนั้นอาจเป็นความท้าทาย เนื่องจากรัสเซียกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่จากสหรัฐและพันธมิตร

ตามข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่าค่าเงินรูเบิลซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 76 รูเบิลต่อดอลลาร์ก่อนที่รัสเซียจะเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งทำให้รูเบิลร่วงลงอย่างรุนแรงหลังจากนั้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ

ทั้งนี้ ในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี วานนี้ ส่งสัญญาณในเชิงบวกโดยรัสเซียประกาศว่าจะลดปฏิบัติการทางทหารในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และเมืองเชอร์นิฮิฟด้วย ท่ามกลางความหวังจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ยังคงไม่วางใจคำพูดของรัสเซีย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

วงการตลกทำถูกมั้ยที่เข้าข้าง คริส ร็อค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679388

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 20:30 น.วงการตลกทำถูกมั้ยที่เข้าข้าง คริส ร็อค

ทำไมหลายคนในวงการตลกถึงพากันเข้าข้าง คริส ร็อค

หลังเกิดฉากตบหน้ากลางเวทีประกาศรางวัลออสการ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ บรรดานักแสดงตลกเพื่อนร่วมวงการของ คริส ร็อค พากันกังวลว่าการกระทำของ วิลล์ สมิธ จะเป็นการเชื้อเชิญให้คนอื่นใช้ความรุนแรงกับนักแสดงตลกที่เล่นมุกไม่เข้าหูแบบที่สมิธทำบ้าง และยังมองว่าการกระทำของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังนี้เป็นการทำลายศิลปะของพวกเขา

เคธี กริฟฟิน นักแสดงและนักแสดงตลก เป็นคนดังคนแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างรุนแรงว่า “ขอบอกอะไรไว้อย่างนะ มันเป็นการกระทำที่แย่มากนะที่เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วทำร้ายร่างกายนักแสดงตลก ตอนนี้เราทุกคนต่างต้องกังวลว่าใครจะเป็น วิลล์ สมิธ คนต่อไปในคลับตลกและโรงภาพยนตร์”

Let me tell you something, it’s a very bad practice to walk up on stage and physically assault a Comedian.Now we all have to worry about who wants to be the next Will Smith in comedy clubs and theaters.— Kathy Griffin (@kathygriffin) March 28, 2022

จัดด์ อาพาโทว์ นักแสดงตลกและผู้กำกับน่าจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดโดยทวีตว่า “เขา (สมิธ) อาจฆ่าเขา (ร็อค) ได้เลยนะ มันคือความโกรธและความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้…เขาเสียสติไปแล้ว”

ภายหลังทวีตนี้และทวีตอื่นที่เกี่ยวข้องถูกลบไป โดยอาพาโทว์ปรับโทนการพูดถึงเรื่องนี้ใหม่ในรายการ Dean Obeidallah Show ว่า “คุณคือคนที่ผู้คนจะเลียนแบบ เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ดังนั้นมันจึงอันตราย คุณไม่สามารถมี ซิดนีย์ พอยเทียร์ ด้วยการทำแบบนี้”

อาพาโทว์พูดอีกว่า เขาหวังว่า “เราจะได้ยินการแสดงออกที่ชัดเจนมากว่าทำไมถึงเป็นความผิดพลาดที่เลวร้าย น่าอับอาย และอันตรายจากสมิธ ผมหวังว่ามันจะเกิดขึ้น ผมจะแปลกใจมากถ้ามันไม่เกิดขึ้น เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับ ริกกี เจอร์เวส ในโกลเดน โกลบส์ ครั้งหน้า”

จอย เบฮาร์ พิธีกรรายการ The View ที่เคยอยู่ในวงการตลกมาก่อนบอกว่า การใช้ความรุนแรงขณะออกอากาศของสมิธเป็นอันตรายกว่าการแซวของร็อค “ฉันกำลังคิดว่า ‘นักแสดงตลกกำลังตกอยู่ในอันตรายทุกที่’ พวกเขา (ผู้ชม) อยากให้เราเสียดสีเหน็บแนม พวกเขาอยากให้เราออกไปตรงนั้นและพูดสิ่งที่คนอื่นทำได้แค่คิด พวกเขาอยากให้เราเสี่ยงแล้วพวกเขาก็ไม่พอใจ”

วูปี โกลด์เบิร์ก ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงตลกที่เคยทำหน้าที่พิธีกรออสการ์ถึง 4 ครั้งเชื่อว่า สมิธคงสั่งสมความโกรธจากมุกตลกที่ล้อเลียนชีวิตแต่งงานและชีวิตครอบครัวของเขามานาน โกลด์เบิร์กบอกว่าสมิธ “มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป” และชมการควบคุมอารมณ์ของร็อคและการตัดสินใจไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงกว่ากลับไป

ฮาวเวิร์ด สเติร์น พูดในรายการ SiriusXM ว่า “คุณไม่ตบตีคนอื่นเพราะคำพูด ยิ่งไม่ใช่ในงานอะคาเดมีอวอร์ดส์ และ วิลล์ สมิธ ต้องควบคุมตัวเอง”

นักแสดงตลก ฮัล สปาร์กส์ แสดงความกังวลเช่นเดียวกับนักแสดงตลกคนอื่นๆ ว่า “คนใกล้ชิด วิลล์ สมิธ ช่วยบอกเขาทีว่าไม่มีทางเลยที่สิ่งที่เขาทำคืนนี้จะมาส่งผลให้นักแสดงตลกถูกทุบตีหรือถูกฆ่า เขาไฟเขียวให้การใช้ความรุนแรง”

นอกจากนักแสดงตลกหลายคนจะยืนอยู่ข้างร็อคแล้ว เหตุการณ์ถูกตบหน้ากลางเวทียังส่งผลให้ความต้องการและราคาตั๋วเข้าชมการเดี่ยวไมโครโฟนแสดงตลกของเขาซึ่งจะเปิดฉากในวันที่ 2 เม.ย.นี้พุ่งสูงขึ้น

Variety รายงานว่า ตั๋วของร็อคราคาทะยานขึ้นจากต่ำสุดที่ใบละ 46 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ไปอยู่ที่ 341 เหรียญสหรัฐในแพลตฟอร์ม TickPick นับตั้งแต่มีดรามาบนเวทีออสการ์

ส่วน TickPick เผยว่า ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ซึ่งเป็นคืนเกิดเรื่องจนถึงวันจันทร์ ทางบริษัทจำหน่วยตั๋วของร็อคได้มากกว่าที่เคยขายได้ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาเสียอีก

ต้องบอกก่อนว่าชาวอเมริกันนิยมชมการเดี่ยวไมโครโฟนที่เล่นมุกเผากันแบบเจ็บแสบเพื่อความบันเทิงโดยไม่โกรธเคืองกัน คอมเม้นต์จากฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่จึงเทไปทางเห็นใจร็อคมากกว่าสมิธ เนื่องจากไม่ได้มองว่าการแซวของนักแสดงตลกเป็นการบุลลี่ แต่รับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง King Richard

บทความเรื่อง Why is Comedy Important (ทำไมเรื่องตลกถึงสำคัญ) บอกว่า เรื่องตลกเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง และถูกเรียกว่าเป็นงานละคร และที่สำคัญที่สุดคือ ประกอบด้วยตอนจบที่มีความสุข มันเป็นเรื่องขบขัน บันเทิง และก็เป็นการเสียดสีในตัวของมันเองด้วย

หรือแม้แต่ตัวร็อคเองที่เคยพูดไว้ว่า ความกลัวว่าจะถูกเลิกสนับสนุนจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม (cancel culture) ทำให้นักแสดงตลกผลิตคอนเท้นต์ที่น่าเบื่อและไม่ตลก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอีกฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า นักแสดงตลกสามารถเสียดสีคนอื่นได้แค่ไหน

เมื่อเทียบกับการปล่อยมุกตลกแซว เจดา สมิธ ภรรยาของ วิลล์ สมิธ ที่คนถูกแซวไม่ขำด้วยแล้ว มุกนี้ของร็อคถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับการปล่อยมุกที่เจ็บแสบบนเวทีประกาศรางวัลต่างๆ ของนักแสดงตลกคนอื่นๆ ที่ผ่านมา รวมทั้งนักแสดงตลกฝีปากจัดจ้านอย่าง ริกกี เจอร์เวส ที่จิกกัด ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ, จูดี เดนช์ และเฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน

ในงานประกาศรางวัลโกลเดนโกลบปี 2020 เจอร์เวสเปิดเวทีด้วยการแซวนักแสดงหลายคนรวมทั้งฮัฟฟ์แมนจากซีรีส์ Desperated Housewives ที่ต้องถูกจำคุก 11 วันในข้อหาฉ้อโกงและทุจริต จากเหตุฉาวจ่ายเงินใต้โต๊ะรับนักศึกษาเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อหวังให้ลูกสาวได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ

ครั้งนั้นเจอร์เวสบอกว่า “ผมนั่งลีมูซีนมาที่นี่และป้ายทะเบียนรถทำโดย เฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน”

แต่ก็มีอีกฝั่งหนึ่งมองว่าเราไม่ควรนำอาการป่วยของคนอื่นมาล้อเลียน

โซเฟีย บุช นักแสดงจากซีรีส์ One Tree Hill บอกว่า “การใช้ความรุนแรงไม่โอเค และการทำร้ายร่างกายไม่ใช่คำตอบ” และยังติติงการกระทำของร็อคว่า “นี่คือครั้งที่ 2 ที่คริสล้อเลียนเจดาบนเวทีออสการ์ และคืนนี้เขาล้อเรื่องอาการป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมของเธอ”

“การวิจารณ์โรคภูมิแพ้ตัวเองของคนอื่นเป็นเรื่องผิด และถ้าทำอย่างนั้นโดยเจตนาเป็นเรื่องโหดร้าย ทั้งสองคนควรไปพัก” บุชเผย

จากที่อ่านคอมเม้นต์ของนักแสดงตลก ทุกคนเป็นห่วงเรื่องเดียวกันคือ การใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ใช้งานศิลปะสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นอย่างนักแสดงตลก หากคนฟังไม่ขำด้วยกับมุกเสียดสี

“ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679384

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 19:00 น."ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน"

สังคมต่อต้านการทำร้ายจิตใจ แต่สนับสนุนให้เอาคืนด้วยความรุนแรง? การทำร้ายจิตใจเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่คำตอบ

เรื่องของ วิลล์ สมิธ และ คริส ร็อก ที่เกิดขึ้นในงานประกาศรางวัลออสการ์ 2022 ยังคงเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และอยู่บนหน้าหนึ่งของบรรดาสื่อต่างประเทศ หลังจากที่สมิธเกิดฟิวส์ขาด เดินปรี่ขึ้นไปตบหน้าร็อกที่กำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน เมื่อร็อคแซว เจดา พินเก็ตต์ สมิธ ภรรยาสุดที่รักของเขาที่ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) จนต้องโกนผม ว่าพร้อมแสดงหนังเรื่อง G.I. Jane ที่ตัวเอกหญิงในเรื่องต้องโกนหัวเพราะเป็นทหาร

ท่ามกลางการโต้เถียงอย่างดุเดือดบนโลกออนไลน์ ด้านหนึ่งก็มองว่าสมิธเหมือนคนคลั่งที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนบุกทำร้ายร็อกถึงบนเวที ก่อนที่จะร้องไห้พรรณาถึงความรักที่มีต่อภรรยา ในทางกลับกันสมิธดูเหมือนจะเป็นสามีที่ดีที่ปกป้องเกียรติของภรรยา เมื่อมีคนมาล้อเลียนทำร้ายจิตใจของเธอ

เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนคอลัมน์บนเว็บไซต์ The Sun ระบุว่าเข้าใจถึงความรู้สึกของสมิธที่ต้องเจอกับมุกที่น่ารังเกียจและโหดร้ายที่ร็อกล้อเลียนภรรยาของเขาซึ่งกำลังป่วย

“ขณะที่หลายคนกำลังแบนและทำลายชื่อเสียงของสมิธ เรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์ เรียกร้องให้ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ผมอยู่ข้างเขา” มอร์แกนกล่าว “เขาทำเพื่อภรรยา ถ้าเป็นยุคก่อนๆ เขาน่าจะได้รับเกียรติที่ปกป้องผู้หญิงของเขา แต่ยุคนี้สังคมอ่อนไหวเกินไป”

เช่นเดียวกับ ทิฟฟานี แฮดดิช ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสมิธเช่นกัน “เมื่อฉันเห็นชายผิวดำลุกขึ้นปกป้องภรรยาของเขา นั่นมีความหมายกับฉันมาก สำหรับฉันมันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ฉันเคยเห็น เพราะมันทำให้ฉันเชื่อว่ายังมีผู้ชายที่รักและห่วงใยผู้หญิงของพวกเขา ภรรยาของพวกเขาอยู่”

แต่ถึงอย่างนั้น มันมีน้ำหนักพอที่จะทำร้ายคนอื่นเลยหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการทำร้ายออกทีวีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก แม้จะมองว่าการเล่นมุกของร็อกนั้นล้ำเส้น และไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของสมิธ

ศาสตราจารย์แทมมี วิกิล จากมหาวิทยาลัยบอสตันกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาของคริส ร็อก ปัญหาคือจริงๆ แล้ววิลล์ สมิธ คิดว่าเขาต้องใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องคนรักของเขา ฉันคิดว่าสิ่งที่เขาทำเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ” (Toxic masculinity)

“มันไม่สำคัญว่าเรื่องตลกของคริส ร็อก จะไร้รสนิยมหรือน่ารังเกียจขนาดไหน แต่ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายร่างกายคนอื่นทั้งนั้น” แอนดี โอสทรอย นักแสดงและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าว

ด้านนักแสดงและผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ มองว่า “วิลล์ สมิธติดค้างคำขอโทษกับคริส ร็อก อย่างใหญ่หลวง ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับสิ่งที่เขาทำ โชคดีแค่ไหนที่คริสไม่แจ้งความทำร้ายร่างกาย ข้อแก้ตัวที่เขาพล่ามในคืนนี้เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ”

ขณะที่บางคนนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน โดยเปรียบร็อกเป็นยูเครน และสมิธเป็นรัสเซีย “วิลล์ สมิธ ไม่ชอบสิ่งที่คริส ร็อกพูดจึงทำร้ายเขา ท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก สมิธล้มร็อคไม่ได้ ร้องไห้ และบอกว่าเขาเจ็บ แม้ว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่ใช้ความรุนแรง” ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งกล่าว

Chris Rock is the Ukraine and Will Smith is Russia.Will Smith didn’t like what Chris Rock said, so he assaulted him while the whole world watched. Smith couldn’t knock Chris Rock downSmith cried and said he was the aggrieved person, though he was the only one that was violent pic.twitter.com/rm5gsJFUfD

— dfrntdrmmr (@dfrntdrmmr) March 28, 2022

“นักแสดงที่มีชื่อเสียงบุกเข้าไปในพื้นที่ของนักแสดงที่อายุน้อยกว่า ทำร้ายเขา โดยมีผู้คนนับล้านกำลังจับจ้อง และอ้างว่าทำไปเพื่อ “ปกป้อง” ครอบครัวของเขา ขณะที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำรุนแรงที่ไร้สติ” ชาวเน็ตอีกรายกล่าวโดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

Metaphor for Russia and Ukraine: a famous actor invades the space of a younger actor, punches him, with millions of people watching, and then claims to have done it to ‘defend’ his family, when it was visibly a senseless act of violence. #WillSmith #Russia #ChrisRock #Ukraine pic.twitter.com/GRfiTwPEuL— Katya Galitzine (@KatyaGalitzine) March 29, 2022

“ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน”

if you making excuses for will smith, you may as well make excuses for Russia while you’re at it— Bot 46238A-8 (@floatingbiota) March 29, 2022

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นอีกด้านหนึ่งแย้งว่าทั้งสองเหตุการณ์นี้คนละบริบทกันอย่างสิ้นเชิง การตบหน้าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการทำลายบ้านเมืองและสังหารผู้บริสุทธิ์หลายพันคนได้

ทั้งนี้ สมิธได้ออกมาขอโทษร็อก รวมถึงผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และทุกคนที่รับชมการถ่ายทอดสดจากทั่วโลกแล้ว โดยกล่าวว่า “พฤติกรรมของผมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับและให้อภัยได้ ผมอยากจะขอโทษคุณอย่างเปิดเผย คริส ผมผิด ผมละอายใจ การกระทำของผมไม่ได้บ่งบอกถึงผู้ชายที่ผมอยากเป็น”

“ผมอยากจะขอโทษอะคาเดมี ขอโทษเพื่อนๆ นักแสดงที่มาร่วมงานในวันนี้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่ยืนอยู่ในจุดนี้คุณต้องรับคำดูถูกเหยียดหยามให้ได้ คุณต้องยอมให้คนอื่นพูดเรื่องบ้าๆ เกี่ยวกับคุณ ยอมให้คนอื่นดูหมิ่นคุณ คุณต้องยิ้มและแสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไร”

ถึงกระนั้น ไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายเท่านั้นที่ไม่ควรทำ แต่การทำร้ายด้วยวาจาก็ทำให้คนฟังเจ็บปวดได้เช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “มุกตลกที่ทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดี ไม่ถือว่าเป็นมุกตลก” เหตุการณ์นี้ทำให้ร็อกได้รับเสียงวิจารณ์ไปไม่น้อยเหมือนกัน

“คิดว่าเจ๋งหรอที่คริส ร็อก คิดว่ามันตลกที่จะล้อเล่นกับอาการป่วยของภรรยาของวิลล์ สมิธ” เวนกัต ประภู นักแสดงและผู้กำกับชาวอินเดียร่วมแสดงความเห็นในประเด็นนี้ด้วย

โซเฟีย บุช นักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ความรุนแรงมันไม่โอเคเลย การทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่คำตอบ แต่นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่คริสล้อเจดาบนเวทีออสการ์ การกดคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด การทำเช่นนั้นโดยเจตนาถือว่าโหดร้าย ไปพักทั้งคู่นั่นแหละ”

Photo by Angela WEISS and Robyn Beck / AFP

วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากแล็บเชอร์โนบิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679346

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 13:09 น.วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากแล็บเชอร์โนบิล

ยูเครนเผยช่วงชุลมุนที่รัสเซียบุกยูเครน วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากห้องวิจัยที่เชอร์โนบิล

DailyMail รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ของยูเครนเตือนว่า ห้องปฏิบัติการตรวจวัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีที่หมู่บ้านเชอร์โนบิลถูกบุกรุกท่ามกลางความโกลาหลจากการรุกรานของรัสเซีย โดยหัวขโมยได้ขโมยส่วนผสมกัมมันตรังสีที่สามารถนำไปผสมกับวัตถระเบิดเพื่อทำเป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่มีฝุ่นกัมมันตรังสีเกิดขึ้นค่อนข้างมาก (dirty bomb) ไปด้วย

อนาโตลี โนซอฟสกี ผู้อำนวยการสถาบันปัญหาความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ISPNPP) เผยว่าเขาขาดการติดต่อกับห้องปฏิบัติการตรวจวัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีดังกล่าว ดังนั้นจึงยังไม่ทราบความเป็นไปของบรรดาวัตถุกัมมันตรังสี

โนซอฟสกีเผยกับ Science ว่า หากระเบิด dirty bomb ถูกทำขึ้นโดยใช้ไอโซโทปของกัมมันตรังสีและกากกัมมันตรังสีที่ถูกขโมยไป พื้นที่บริเวณกว้างจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

โนซอฟสกีอีกว่า กองทัพของปูตินทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถควบคุมเพลิงในเขตยกเว้น (รัศมี 30 กิโลเมตรรอบๆ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล) ทำให้เสี่ยงต่อสถานการณ์การแผ่รังสีทั้งในยูเครนและทั่วยุโรป

โนซอฟสกีกล่าวว่า การตรวจวัดปริมาณกัมมันตรังสีจากระยะไกลไม่ได้บ่งชี้ว่าความเข้มข้นของอนุภาคกัมมันตภาพรังสีในควันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ระบบตรวจวัดอัตโนมัติที่ดับลงหลังจากไฟดับเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ยังไม่กลับมา

ขณะที่ ลุดมิลา เดนิโซวา คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสภายูเครนเผยว่า พื้นที่ป่ากว่า 100 ตารางกิโลเมตรในเขตยกเว้นถูกไฟโหมไหม้อันเนื่องมาจากการสู้รบ โดยกระแสลมและอากาศแห้งทำให้สถานการณ์แย่ลง

ทั้งนี้ กองทัพรัสเซียบุกยึดสถานีเชอร์โนบิลในวันแรกของการรุกรานยูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว และห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ในโรงงานไฟฟ้าออกไปด้านนอก หรือบางคนถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่น

‘คัลมืยเคีย’ รู้หรือไม่รัสเซียมีสาธารณรัฐชาวพุทธแห่งเดียวยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679383

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 18:00 น.'คัลมืยเคีย' รู้หรือไม่รัสเซียมีสาธารณรัฐชาวพุทธแห่งเดียวยุโรป

สาธารณรัฐคัลมืยเคีย (Kalmykia) เป็นหนึ่งในเขตการปกครองรูปแบบสาธารณรัฐของประเทศรัสเซีย เป็นรัฐเดียวในยุโรปที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

รัสเซียมีเขตปกครองรูปแบบต่างๆ หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “สาธารณรัฐ” หลายๆ แห่งที่มาตัวกัน ดังนั้นรัสเซียจึงมีชื่อทางการว่า “สหพันธรัฐรัสเซีย” หนึ่งในสาธารณรัฐเหล่านั้นคือ ‘คัลมืยเคีย’

‘คัลมืยเคีย’ ตั้งอยู่ทางเหนือของคอเคซัสเหนือในยุโรปตะวันออก เป็นภูมิภาคเดียวในยุโรปที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก เพราะประชากรส่วนใหญ่คือชาว “คัลมึก” (Kalmyks) ซึ่งเป็นชาวมองโกลชนเผ่าหนึ่ง คือ “เผ่าออยรัต” ที่อพยพมาอยู่ ณ พื้นที่ของยุโรปในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิรัสเซีย” ในเวลาต่อมา

ชาวมองโกลออยรัต/คัลมึกนับถือพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต ซึ่งแพร่หลายในหมู่ชาวมองโกลบางกลุ่มอยู่ก่อนหน้าที่จะอพพยพมายังยุโรปแล้ว ทำให้พวกเขาแปลกแตกต่างจากคนในพื้นที่โดยรอบที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมหรือชาวคริสต์นิกายตะวันออก/ออร์โธดอกซ์ และยิ่งแตกต่างกับผู้ปกครองคือชาวรัสเซียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์

หลังจากที่เกิดการปฏิวัติรัสเซีย ชาวคัลมึกจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมกับ “กองทัพขาว” คือฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติโซเวียต” ซึ่งต่อมาพ่ายแพ้และอพยพไปอยู่ในบางประเทศของยุโรป หนึ่งในนั้นคือที่เซอร์เบีย

ที่กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ชาวพุทธคัลมึกมีส่วนเผยแพร่พุทธศาสนาที่นั่น โดยก่อตั้ง Belgrade pagoda (อารามแห่งเบลเกรด) หรือ Kalmyk Buddhist Temple (วัดพุทธชาวคัลมึก) หรือ Kalmyk Home (บ้านของชาวคัลมึก) เมื่อปี 1929 ถือได้ว่าเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เก่าแก่รองจากวัดดัตซัน กุนเซชอยเน (Datsan Gunzechoinei) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปี 1909 – 1915

อารามแห่งเบลเกรด ปี 1944

นี่คือเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่หาไม่ได้ที่ไหนนอกจาก ‘คัลมืยเคีย’ พวกเขาสามารถรักษาเอกลักษณ์ของชาวมองโกลและศาสนาพุทธแบบทิเบตเอาไว้ได้ แม้ว่าจะเผชิญกับการกดขี่และกวาดล้าง โดยเฉพาะในยุคของสตาลินในสมัยสหภาพโซเวียต

สตาลินมีความหวาดระแวงชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงมีคำสั่งให้โยกย้ายชนกลุ่มน้อยจากพื้นที่เดิมไปอยู่ในที่ห่างไกลคนละโลก เช่น โยกย้ายชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลี (หรือชาวโครยอ-ซารัม) จากพรมแดนเกาหลี-รัสเซียตะวันออกไกล ไปอยู่ที่เอเชียกลางในอุซเบกิสถานหรือคาซักสถาน เรียกได้ว่าห่างกันคนละซีกโลก

เช่นเดียวกัน สตาลินยังสั่งให้อพยพชาวคัลมึกจากยุโรปไปอยู่ที่ไซบีเรียที่อยู่ในเอเชียและมีสภาพแวดล้อมที่ทุรกันดาร การเนรเทศมีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,000 ราย ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของประชากรที่ถูกเนรเทศสูงถึง 17%

วัดของชาวคัลมึก หรือ “คูรูล” (khurul) ที่ Tsagan-Aman (Tsagano-Mey) ต้นศตวรรษที่ 20

ในขณะเดียวกัน สตาลินยังกวาดล้างศาสนาทุกศาสนาไม่เว้นแม้แต่ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ แน่นอนว่าศาสนาพุทธของชาวคึลมึกก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 มีการจับกุมและการกดขี่ข่มเหงพระสงฆ์ภายใต้ระบอบสตาลิน ในช่วงเวลานี้ ศาลเจ้าและวัดในศาสนาพุทธในคัลมืยเคียทั้งหมดถูกรื้อถอนทำลาย

แต่ถึงแม้จะเผชิญกับช่วงเวลาที่เหมือนนรกบนดิน ชาวคัลมึกยังคงรักษาศาสนาและธรรมเนียมขงชนชาติเอาไว้ได้ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มคนที่เรียกว่า “บาบุชกิ มัตซิก” แปลว่า “กลุ่มผู้ถือศีลหญิงชรา” คือกลุ่มสตรีสูงอายุที่สืบสานหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบทิเบตในระหว่างการบังคับเนรเทศชาวคัลมึกไปยังไซบีเรียในปี 1943

ในช่วงเวลายุดมืดของพุทธศาสนานี้ “บาบุชกิ มัตซิก” มีบทบาทมากขึ้นในการรักษาคัมภร์และหลักคำสอนในศาสนาพุทธ เพราะผู้หญิงชราเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “พวกตัวเล็กตัวน้อยทางการเมือง” ทำให้ถูกทางการไม่เพ่งเล็งเหมือนพวกนักบวชหรือผู้ชายที่เป็นเสาหลักทางวัฒนธรรม คุณย่าคุณยายเหล่านี้คือผู้ที่มีส่วนสำคัญในการรื้อฟื้นพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของชาวคัลมึกหลังจากสิ้นสุดยุคสตาลินแล้ว

ภาพจำลองชาวคัลมึกประกอบพิธีทางพุทธศาสนาในเต็นท์แบบชาวมองโลก ภาพจากทศวรรษที่ 1830s

ปัจจุบัน ในยุคสหพันธรัฐรัสซีย ชาวคัลมึกมีเสรีภาพในการนับถือพุทธศาสนาอีกครั้ง มีผู้นับถือพุทธศาสนาในสาธารณรัฐคัลมืยเคียถึง 47.6% (ตัวเลขปี 2012) มีการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่พุทธศาสนาจากตัวแทนของนิกายวัชรยานสาขาต่างๆ ทำให้พุทธศาสนารุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนในดินแดนแห่งนี้

ปัจจุบัน ประมุขพุทธศาสนาในคัลมือเคียคือผู้ถือตำแหน่ง “ชาจิน ลามะ” (Sajin Lama) มีนามว่า เอิร์ดเน ออมบาดือดาว (Erdne Ombadykow) ท่านเป็นชาวคัลมึกที่เกิดในฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐ เติบโตมาฐานะพระภิกษุในอารามทิเบตในประเทศอินเดียตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้โดยดาไลลามะที่ 14 ในปี 1992 โดยรับรองเอิร์ดเน ออมบาดือดาวเป็นผู้กลับชาติมาเกิดของลามะที่มีชื่อเสียงในอดีต

ท่านเอิร์ดเนเป็นชาวคัลมึกคนเดียวที่ผ่านการอบรมในฐานะพระภิกษุอย่างถูกต้อง หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1992 ท่านเอิร์ดเนเดินทางมาพร้อมกับดาไลลามะเพื่อเยือนคัลมือเคียครั้งแรก หลังจากได้รับการแต่งตั้งจากองค์ดาไลลามะ ท่านเอิร์ดเนเป็นผู้นำการฟื้นฟูศาสนาพุทธในหมู่ประชากรท้องถิ่น

Photo – ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน (กลาง) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคัลมีเกีย และหัวหน้าองค์กรหมากรุก FIDE (ขวา) และหัวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณของชาวพุทธในคัลมือเคีย (ซ้าย) เยี่ยมชมวัดพุทธ Syakyusn- Syume ในเมืองเอลิสตาทางตอนใต้ของรัสเซีย 17 มิถุนายน 2548 (ภาพโดย SERGEI ZHUKOV / ITAR-TASS / AFP)

‘วิล สมิธ’ จะถึงขั้นหมดอนาคตเลยไหม หลังตบ ‘คริส ร็อก’ กลางเวที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679337

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 12:20 น.'วิล สมิธ' จะถึงขั้นหมดอนาคตเลยไหม หลังตบ 'คริส ร็อก' กลางเวที

วิล สมิธ อาจต้องจ่ายมากกว่าแค่การยึดรางวัลออสการ์

หลังจากที่ วิล สมิธ เกิดฟิวส์ขาดเดินปรี่ขึ้นไปตบหน้า คริส ร็อก ที่กำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานประกาศรางวัลออสการ์ เมื่อร็อคแซว เจดา พินเก็ตต์ สมิธ ภรรยาสุดที่รักของเขาที่ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) จนต้องโกนผม ว่าเหมาะเล่นหนังเรื่อง G.I. Jane ที่ตัวเอกหญิงในเรื่องต้องโกนหัวเพราะเป็นทหาร

แม้ว่าล่าสุด สมิธจะได้ออกมาขอโทษร็อก รวมถึงผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และทุกคนที่รับชมการถ่ายทอดสดจากทั่วโลกแล้ว โดยกล่าวว่า การล้อเล่นเกี่ยวกับอาการป่วยของเจดานั้นมากเกินที่เขาจะทนไหว ทำให้ควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่

“ความรักจะทำให้คุณสามารถทำเรื่องบ้าๆ ได้” สมิธกลาวทั้งน้ำตาขณะขึ้นไปรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง King Richard

ขณะที่ผู้ชมกำลังตั้งคำถามว่าอะไรคือบทลงโทษของสมิธ ที่ระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนทำร้ายคนอื่นออกทีวีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

Academy ผู้จัดงานเน้นย้ำว่าไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ และกำลังตรวจสอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนมองหาบทลงโทษที่เป็นไปได้สำหรับสมิธ ให้สอดคล้องกับข้อบังคับ มาตรฐานความประพฤติ และกฎหมายแคลิฟอร์เนีย ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์จากสมิธด้วยแต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน ส่วนร็อกยืนยันที่จะไม่ดำเนินคดีกับสมิธแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สมิธได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากผู้ชมทั่วโลกรวมถึงบรรดาเพื่อนร่วมวงการบันเทิง โดยมองว่าการใช้ความรุนแรงของสมิธเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกขึ้นไปตบหน้าพิธีกรบนเวทีที่มีคนดูอยู่ทั่วโลก และยังสามารถขึ้นไปรับรางวัลได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถึงกระนั้น วิล สมิธ จะถึงขั้นหมดอนาคตในวงการเลยไหม นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าชาวเน็ตส่วนหนึ่งจะเรียกร้องให้มีบทลงโทษที่สาสมต่อสมิธ หรือบางคนไม่ต้องการให้เขามีที่ยืนอยู่ในวงการนี้แล้ว แต่ด้านที่สนับสนุนเขาก็ยังคงมีอยู่

หนึ่งในนั้นรวมถึง เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนคอลัมน์บนเว็บไซต์ The Sun ระบุว่าเข้าใจถึงความรู้สึกของสมิธที่ต้องเจอกับมุกที่น่ารังเกียจและโหดร้ายที่ร็อกล้อเลียนภรรยาของเขาซึ่งกำลังป่วย

“ขณะที่หลายคนกำลังแบนและทำลายชื่อเสียงของสมิธ เรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์ เรียกร้องให้ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ผมอยู่ข้างเขา” มอร์แกนกล่าว “เขาทำเพื่อภรรยา ถ้าเป็นยุคก่อนๆ เขาน่าจะได้รับเกียรติที่ปกป้องผู้หญิงของเขา แต่ยุคนี้สังคมอ่อนไหวเกินไป”

นอกจากนี้ยังมี ทิฟฟานี แฮดดิช ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสมิธเช่นกัน “เมื่อฉันเห็นชายผิวดำลุกขึ้นปกป้องภรรยาของเขา นั่นมีความหมายกับฉันมาก สำหรับฉันมันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ฉันเคยเห็น เพราะมันทำให้ฉันเชื่อว่ายังมีผู้ชายที่รักและห่วงใยผู้หญิงของพวกเขา ภรรยาของพวกเขาอยู่”

อีกประการหนึ่งคือสมิธจะได้ปรากฏตัวบนเวที่ประกาศรางวัลของ Academy อีกหรือไม่ โดย The Economic Times ระบุว่าผู้จัดงาน Academy Awards มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ซึ่งบางส่วนได้รับการแก้ไขในปี 2017 โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทางผู้จัดงานจะดำเนินการอย่างไรต่อสมิธยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง

แม้ผู้จัดงานยังไม่แถลงถึงบทลงโทษที่เป็นรูปธรรมต่อสมิธ และยังมีผู้สนับสนุนเขาอยู่มาก ที่แน่ๆ คือหลายคนมีภาพจำที่ไม่ดีต่อเขาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่สมิธเท่านั้นที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด้านร็อกเองก็โดนไปไม่น้อยเพราะมุกตลกที่ไม่ตลกของเขา โดยส่วนหนึ่งจากความคิดเห็นบนโลกออนไลน์มองว่าการเล่นตลกต้องมีขอบเขต แต่คำพูดของร็อกทำให้คนฟังอย่างเจดาไม่สบายใจ เป็นการล้อเลียน ดูหมิ่น ที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนเวทีระดับโลกและที่ไหนๆ ก็ตาม

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

วิลล์ สมิธขอโทษคริส ร็อค ออสการ์สั่งสอบตบสะท้านโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679323

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 10:00 น.วิลล์ สมิธขอโทษคริส ร็อค ออสการ์สั่งสอบตบสะท้านโลก

วิลล์ สมิธ ได้ขอโทษคริส ร็อค ที่ลงมือตบนักแสดงตลกระหว่างพิธีมอบรางวัลออสการ์ ขณะที่หน่วยงานที่ดูแลงานมอบรางวัลกล่าวว่า กำลังดำเนินการพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

สมิธ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้เดินขึ้นไปบนเวทีระหว่างพิธีฮอลลีวูดอันหรูหรา และตบหน้าคริส ร็อคที่ปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับผมของภรรยาของเขา คือเจดา พิงค์เก็ตต์ สมิธ

“คริส ผมอยากจะขอโทษคุณต่อสาธารณชน ผมไม่อยู่กับร่องกับรอยและคิดผิด ผมอับอายและการกระทำของผมไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นผู้ชายที่ผมอยากเป็น” วิลล์ สมิธ เขียนบนอินสตาแกรม

“ความรุนแรงในทุกรูปแบบเป็นพิษและเป็นอันตราย พฤติกรรมของผมในงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อคืนนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่อาจให้อภัยได้” สมิธกล่าว

“เรื่องตลกที่ที่เล่นกับผมเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่เรื่องตลกเกี่ยวกับอาการป่วยของเจดานั้นมากเกินไปสำหรับผมที่จะแบกรับ และผมก็มีปฏิกิริยาทางอารมณ์”

เจดา พิงค์เก็ตต์ สมิธมีอาการผมร่วงที่เรียกว่า alopecia ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผมร่วงและทำเธอต้องตัดทรงผมเกรียนในการปรากฏตัวต่อสาธารณชน

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 94 อยู่ในชั่วโมงสุดท้ายเมื่อนักแสดงและนักแสดงตลกร็อค แหย่ว่าพิงค์เก็ตต์ สมิธพร้อมแสดงใน “G.I. Jane 2” ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์เกี่ยวกับทหารหญิงที่โกนหัว

หลังจากที่ดูเหมือนจะหัวเราะกับเรื่องตลกในตอนแรก สมิธก็เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วตบหน้าร็อค

จากนั้นเขาก็กลับไปที่ที่นั่งและตะโกนว่า “เก็บชื่อภรรยาของผมออกจากปากของคุณซะ”

สมิธขอโทษทั้งน้ำตากับเพื่อนผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์และ Academy แต่ไม่ได้ขอโทษร็อค ไม่กี่นาทีต่อมาเมื่อเขายอมรับออสการ์ครั้งประวัติศาสตร์ของเขา

“ความรักจะทำให้คุณทำเรื่องบ้าๆ ได้” เขากล่าว “ผมอยากจะขอโทษอะคาเดมี ผู้ผลิตรายการ ผู้เข้าร่วมงานทุกคน และทุกคนที่ดูอยู่ทั่วโลก

“ผมอยากจะขอโทษต่อครอบครัววิลเลียมส์และครอบครัว King Richard ของผม ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่พฤติกรรมของผมได้เปื้อนการเดินทางที่งดงามของพวกเราทุกคน

ต่อมา “Academy” ซึ่งเป็นสถาบันที่แจกรางวัลออสการ์ประณามพฤติกรรมของเขาและกล่าวว่ากำลังมองหาการลงโทษที่เป็นไปได้

“เราได้เริ่มต้นการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และจะสำรวจการดำเนินการและผลที่ตามมาเพิ่มเติมตามข้อบังคับ มาตรฐานความประพฤติ และกฎหมายแคลิฟอร์เนีย” แถลงการณ์ระบุ

คนดังจากฮอลีวูดและที่อื่นๆ แสดงปฏิกิริยาด้วยความตกใจและตกตะลึงกับการระเบิดอารมณ์ของสมิธ โดยบางคนปกป้องเขาและคนอื่นๆ ประณามว่าวิลล์ แสดงออกถึง”ความเป็นชายที่เป็นพิษ”

วงการตลกยืนอยู่เคียงข้างร็อคอย่างรวดเร็ว โดยกล่วว่าการระเบิดอารมณ์ของสมิธอาจจุดชนวนพฤติกรรมเลียนแบบ และเป็นอันตรายต่อการแสดงเดี่ยวอื่นๆ

โรซี่ โอดอนเนลล์เจ้าของรางวัลเอ็มมี กล่าวถึง “การแสดงความเศร้าของความเป็นชายที่เป็นพิษจากคนบ้าที่หลงตัวเอง” ในขณะที่เคธี่ กริฟฟินกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้เราทุกคนต้องกังวลว่าใครอยากจะเป็นวิลล์ สมิธคนต่อไปในคลับและโรงภาพยนตร์ตลก “

นักเขียนรางวัล Booker คือเบอร์นาดี เอวาริสโต เสนอว่าสมิธไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งที่ควรจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา แต่ยังทำให้มรดกของเขาเสื่อมเสียอีกด้วย

“มีเพียงชายผิวสีคนที่ห้าในรอบเกือบ 100 ปีเท่านั้นที่คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำชาย และคนแรกในรอบ 16 ปี กลับหันไปใช้ความรุนแรงแทนการใช้พลังแห่งคำพูดเพื่อสังหารคริส ร็อค จากนั้นเขาก็อ้างว่าพระเจ้าและความรักทำให้เขาทำสำเร็จ” 

สมิธเปลี่ยนจากงานออสการ์ไปที่งาน Vanity Fair หลังปาร์ตี้ ซึ่งเขาและครอบครัวได้ถ่ายรูปร่วมกัน

ข้างในเขากำลังถ่ายทำเต้นรำและร้องเพลงพร้อมกับเพลง “Summertime” ในปี 1991

คนดังบางคนมาปกป้องสมิธเหมือนกันโดยนักร้อง Nicki Minaj บอกว่า “คุณเพิ่งจะได้เป็นพยานในแบบเรียลไทม์ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตวิญญาณของผู้ชาย เมื่อเขามองไปยังผู้หญิงที่เขารัก และเห็นเธอกลั้นน้ำตาจาก ‘เรื่องตลกเล็กๆ น้อยๆ’ ที่ล้อเล่นกับความเสียหายของเธอ” 

“นี่คือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ทันที ขณะที่คุณเห็นมุกตลก เขาเห็นความเจ็บปวดของเธอ”

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนเรียกร้องให้สมิธถูกถอดถอนออสการ์ แต่ผู้ว่าการสถาบัน Academy และผู้ชนะรางวัลออสการ์วูปปี้ โกลด์เบิร์ก กล่าวว่าจะไม่เกิดขึ้น

“เราจะไม่แย่งชิงออสการ์ไปจากเขา” เธอกล่าวในรายการโทรทัศน์ช่วงกลางวัน “The View” “จะมีผลที่ตามมาฉันแน่ใจ แต่ฉันไม่คิดว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำ”

ผู้มีสิทธิมอบรางสัลของ Academy คนหนึ่งซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่เหตุการณ์ดังกล่าวครอบงำการแจกรางวัลไป

“ฉันอยากจะให้เรื่องราวเกี่ยวกับความหลากหลายของงานประกาศรางวัล ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องรอง” บุคคลดังกล่าวบอกกับเอเอฟพี“ผู้กำกับหญิงชนะ นักแสดงจากชุมชนผู้พิการชนะ เช่นเดียวกับนักแสดงจากชุมชน LGBTQ”