เศร้า! จีนสูญเสียหมอหนุ่มว่าที่เจ้าบ่าว เลื่อนงานแต่งมาช่วยผู้ป่วยเชื้อโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615485

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 14:32 น.

เศร้า! จีนสูญเสียหมอหนุ่มว่าที่เจ้าบ่าว เลื่อนงานแต่งมาช่วยผู้ป่วยเชื้อโควิด

เชื้อโควิดพรากชีวิตแพทย์หนุ่มว่าที่เจ้าบ่าววัย 29 ผู้อุทิศตน เลื่อนงานแต่งคู่หมั้นมาช่วยรักษาคนไข้เชื้อโคโรนา

สำนักข่าว People’s Daily ของทางการจีนรายงานในวันนี้ (21ก.พ.) โดยเผยเรื่องราวอันน่าเศร้าสะเทือนใจ หลังจากที่นายแพทย์เผิง หยินหัว (Peng Yinhua) หมอหนุ่มวัย 29 ปี ผู้อยู่แนวหน้าในการรับมือโรคระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายแพทย์เผิง เป็นหมอประจำโรงพยาบาล First People’s Hospital ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลแนวหน้าของเมืองอู่ฮั่นในการรับกับการระบาดของเชิ้อไวรัส และส่งผลให้ตัวเขาเองติดเชื้อระหว่างทำการรักษาผู้ป่ว จนต้องเข้ารับการรักษาตัวเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา

นายแพทย์เผิง มีแผนกำหนดเข้าพืธีวิวาห์กับแฟนสาวในวันที่ 1 ก.พ. แต่ต้องเลื่อนกำหนดงานแต่งออกไป เนื่องจากต้องทำหน้าที่ช่วยรักษาผู้ป่วย ซึ่งแม้แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน หมอเผิงก็ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับคู่หมั้นและครอบครัว เนื่องจากหวั่นว่าจะติดเชื้อไปด้วย

หลังจากวันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นมา อาการของหมอเผิงทรุดลงอย่างต่อเนื่องกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 21.50 น. ของคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

หลังการเสียชีวิตของหมอหนุ่ม บรรดาผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจีนต่างโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจ ต่อการจากไปของนายแพทย์ผู้นี้ พร้อมให้กำลังใจกับคู่หมั้นสาว เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่รับมืออยู่ในแนวหน้า และหวังว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คนใดต้องเสียชีวิตเพราะติดเชื้อจากการรักษาคนไข้เช่นนี้อีก

การเสียชีวิตของหมอหนุ่มผู้นี้นับเป็นแพทย์รายที่สามที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 หลังจากก่อนหน้านี้ จีนได้สูญเสีย ดร. หลิว จื่อหมิง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหวู่ชาง ในเมืองอู่อั่น ผู้อุทิศตนในการต่อสู้กับการระบาดในพื้นที่ และนายแพทย์ หลี่ เหวินเลี่ยง จักษุแพทย์ผู้ออกมาเตือนถึงการพบโรคระบาดใหม่เป็นคนแรกๆ

พบนักโทษคุกจีน 200 คนติดเชื้อโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615475

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 12:55 น.

พบนักโทษคุกจีน 200 คนติดเชื้อโควิด

นักโทษยังติด! คุกจีนพบป่วยโคโรนา 200 คน คาดผู้คุมตัวแพร่เชื้อ สั่งเด้งหัวหน้าศาลพ้นตำแหน่งทันที

สำนักข่าวCGTNของทางการจีนรายงานว่า ที่เรือนจำเหริ่นเชิง (Rencheng Prison) ในมณฑลชานตง ทางตะวันออกของประเทศ พบว่ามีนักโทษของเรือนจำ 207 คน ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

รายงานระบุว่า เหตุที่นักโทษซึ่งอยู่ในพื้นที่ปิด แต่ยังติดเชื้อได้นั้นมาจาก ผู้คุมที่เป็นตัวแพร่เชื้อเสียเอง โดยขณะนี้จีนได้ส่งเจ้าหน้าที่การแพทย์เข้าดูแลนักโทษที่ติดเชื้อแล้ว

เรื่องดังกล่าว ส่งผลให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำมณฑล พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีก 8 คน ถูกปลดจากตำแหน่งทันที

อนึ่ง สถานการณ์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจีนแผ่นดินใหญข้อมูล ณ วันที่ 21 ก.พ. พบว่าที่จีนแผ่นใหญ่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 889 คน เสียชีวิตเพิ่ม 118 รักษาหายแล้ว 2,109 สรุปแล้ว จีนพบผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 75,465 ที่ฮ่องกง 68 มาเก๊า 10 คน 24 คนในไต้หวัน เสียชีวิตรวมแล้ว  2,236 รักษาหายรวม18,264 และอีก 11,633 อาการยังน่าเป็นห่วง

เกาหลีใต้กำหนดเมืองแทกูเป็นเขตพิเศษคุมโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615473

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 12:16 น.

เกาหลีใต้กำหนดเมืองแทกูเป็นเขตพิเศษคุมโคโรนา

เกาหลีใต้ประกาศเมือง Daegu และเขต Cheongdo เป็นพื้นที่พิเศษ หลังพบติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 52 คน ส่วนกรุงโซลสั่งห้ามชุมนุมที่สาธารณะ

ยอนฮับรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ได้ประกาศพื้นที่ควบคุมพิเศษที่เมืองแทกู และเขตชองโด หลังพบการระบาดของเชื้อโควิด-19

คำสั่งดังกล่าวจะส่งผลให้ รัฐบาลเกาหลีเตรียมระดมบุคลากรและออกมาตรการต่างๆเข้าในพื้นที่เพื่อควบคุมในสองเขตข้างต้น เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกันเกาหลีใต้ยังรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในวันนี้ (21 ก.พ.) เพิ่มอีก 52 คน จำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อที่แทกูมากถึง 41 ราย รวมแล้วเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 156 คน เสียชีวิต 1 ราย

เหตุที่เมืองแทกูถูกประกาศให้เป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ที่มีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงกับพิธีทางศาสนาในโบสถ์แห่ง ซึ่งพบว่าหนึ่งในแม่ชีวัย 61 ปี เป็นผู้ป่วยเชื้อโควิดร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

“เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องหาผู้ที่ติดเชื้อและรักษาผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด” นายกเกาหลีใต้ กล่าว “เราจะให้ความช่วยเหลือเชิงรุกที่จำเป็นรวมถึงเตียงผู้ป่วย บุคลากรและอุปกรณ์ด้านการแพทย์”

ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นกรุงโซล ได้ออกคำสั่งห้ามชุมนุม พร้อมสั่งปิดโบสถ์ Shincheonji Church of Jesus ในเมืองเป็นการชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากหวั่นว่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัส

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผลตรวจปืนวัดอุณหภูมิไม่น่าเชื่อถือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615332

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 06:32 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผลตรวจปืนวัดอุณหภูมิไม่น่าเชื่อถือ

อุปกรณ์เหล่านี้มีชื่อเสียกระฉ่อน ไม่มีความแม่นยำ และเชื่อถือไม่ได้ บอกกันตามตรงว่าบางอย่างเอามาใช้เพื่อโชว์

ปืนวัดอุณหภูมิ กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน คือภาพที่เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากเล็งอุปกรณ์ที่เหมือนปืนพกสีขาวเล็กๆ ไปที่หน้าผากนักท่องเที่ยว

เป็นเวลาหลายสัปดาห์อุปกรณ์ที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรนี้ถูกนำไปใช้งานที่จุดตรวจทั่วประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นด่านเก็บค่าธรรมเนียม, อพาร์ทเมนท์คอมเพล็กซ์, โรงแรม, ร้านขายของชำ, สถานีรถไฟ – ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนภาคเอกชนตรวจสอบอาการไข้เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส

อุปกรณ์นี้บางครั้งเรียกว่า “ปืนวัดอุณหภูมิ” อุปกรณ์นี้มีเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่สามารถวัดอุณหภูมิพื้นผิวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนังของบุคคลใด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามันกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประเทศต่างๆ ที่ต้องต่อสู้กับการระบาดของไวรัส มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงที่มีการระบาดของโรคซาร์สในประเทศจีนในช่วงต้นยุค 2000 และใช้ควบคุมการระบาดของโรคอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในทศวรรษต่อมา

แต่ตามที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อินฟราเรดระบุ เครื่องวัดอุณหภูมิได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นกลไกการป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยที่แพร่หลายในประเทศจีน ปืนวัดอุณหภูมิไม่มีความเสถียรในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการควบคุมด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

Photo by Hector RETAMAL / AFP

เครื่องวัดอุณหภูมิจะกำหนดอุณหภูมิโดยการวัดความร้อนที่เกิดจากพื้นผิวของร่างกายของบุคคล อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่ผู้ที่ถือเครื่องมือไม่ได้อยู่ใกล้กับหน้าผากของเป้าหมายมากพอ ทำให้เกิดการอ่านที่อุณหภูมิต่ำผิดปกติ หรือเมื่ออยู่ใกล้เกินไปทำให้เครื่องอ่านตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริง นอจกากนี้ การวัดอาจไม่แม่นยำในสภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น ริมถนนที่มีฝุ่น หรือเมื่อมีคนใช้ยาเพื่อระงับไข้

“อุปกรณ์เหล่านี้มีชื่อเสียกระฉ่อน ไม่มีความแม่นยำ และเชื่อถือไม่ได้” James Lawler ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากศูนย์ความปลอดภัยด้านสุขภาพระดับโลกของ University of Nebraska กล่าว “บอกกันตามตรงว่าบางอย่างเอามาใช้เพื่อโชว์”

เมื่อเขาเดินทางในแอฟริกาตะวันตกในช่วงการระบาดของโรคอีโบลา Lawler มักได้รับการทดสอบกับเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดภายนอกโรงพยาบาลหรือที่จุดตรวจตามถนน แต่ผลการตรวจสอบกลับระบุว่าเขากำลังจะตายจากภาวะอุณหภูมิต่ำเกินปกติ

“อุณหภูมิของผมมักจะอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้นซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการดำรงชีวิตเลย” Lawler กล่าว “ดังนั้นผมเลยไม่แน่ใจเลยว่าพวกมันแม่นยำหรือไม่”

ตามทฤษฎีแล้ว เครื่องวัดอุณหภูมิช่วยให้เจ้าหน้าสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วว่าใครมีไข้ แล้วค่อยแยกคนเหล่านั้นออกไปทดสอบเพิ่มเติม ส่วนองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าการตรวจวัดอุณหภูมิสามารถลด ความเสี่ยงของการนำเข้าเชื้อโรคได้

Photo by ATTILA KISBENEDEK / AFP

แต่ในโซเชียลมีเดียของประเทศจีน ผู้ที่ผ่านจุดตรวจร้องเรียนว่าเครื่องวัดอุณหภูมิอ่านค่าต่ำอย่างไม่สมจริงในบางสถานการณ์และอ่านค่าสูงเกินไปในกรณีอื่นๆ เช่นมีผู้ถูกทดสอบจากภายในรถที่เปิดฮีทเตอร์

“คุณก็รู้ว่าปืนวัดอุณหภูมิไม่แม่นยำ” ชาวจีนคนหนึ่งเขียนบน Weibo สื่อสังคมออนไลน์ของจีนหลังจากได้รับผ่านการตรวจด้วยปืนวัดอุณหภูมิ “ฉันรู้ว่าปืนวัดอุณหภูมิไม่แม่นยำ เขาก็รู้ว่าปืนวัดอุณหภูมิไม่แม่นยำ แต่ไม่มีใครพูดอะไรเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ แต่เจ้าระเบียบเกินไปหรือเปล่า!”

เพียงเพราะเครื่องมืออินฟราเรดบอกว่าเรามีอุณหภูมิสูง ไม่ได้หมายความว่าเราป่วย แม้แต่จะมีเชื้อไวรัสในร่างกาย

“พวกเขา (คนที่มีอุณหภูมิสูง) อาจจะออกกำลังกายมาก็ได้ ไม่ก็พวกเขาอาจใช้ยาบางชนิด” Jim Seffrin ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อินฟราเรดของสถาบัน Infraspection ในรัฐนิวเจอร์ซีย์กล่าว “อาจเป็นคนที่รีบมาขึ้นเครื่องบินเพราะพวกเขามาสาย จนต้องรีบวิ่งฝ่ามาท่ามกลางฝูงชน”

ในช่วงการระบาดที่ผ่านมา ด่านตรวจบางแห่งได้ใช้กล้องหรือปืนวัดอุณหภูมิที่ออกแบบมาเพื่อการอุตสาหกรรม เช่นการวัดอุณหภูมิของยานพาหนะ แทนที่จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับการปรับเพื่อการใช้งานอย่างเหมาะสม

Photo by ATTILA KISBENEDEK / AFP

“หากคุณจะใช้เทคโนโลยี คุณก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม” Seffrin จากสถาบัน Infraspection Institute กล่าว “สิ่งที่เราเห็นระหว่างการระบาดของโรคซาร์สคือผู้คนหยิบเครื่องมืออุตสาหกรรมมาใช้งานอย่างรวดเร็ว”

แม้แต่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่แม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบก็สามารถตรวจพบผู้ที่มีไวรัสโคโรนาได้เสมอไป คนติดเชื้ออาจใช้เวลาหลายวันในการบ่มเพาะอาการไข้ และนักท่องเที่ยวที่มีไข้อยู่แล้วอาจใช้ยาแก้ไข้เพื่อระงับอาการ บางครั้งบางคนยังพมีเจตนาที่จะหลอกลวงเจ้าหน้าที่ เช่นในมณฑลชิงไห่ในประเทศจีนตำรวจกำลังสืบสวนชายคนหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าเขาผ่านจุดตรวจโดยการปกปิดอาการป่วยของเขา

แปลและเรียบเรียงจาก ‘Thermometer Guns’ on Coronavirus Front Lines Are ‘Notoriously Not Accurate’ ของ NYT

เราจะทำยังไงกับชีวิตคนไทย 25 คนบนเรือ Diamond Princess #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615444

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 21:20 น.

เราจะทำยังไงกับชีวิตคนไทย 25 คนบนเรือ Diamond Princess

ในขณะที่รัฐบาลประเทศอื่นส่งเครื่องบินไปรับพลเมืองที่ลงจากเรือกลับถึงบ้านแล้ว รัฐบาลไทยยังไม่มีแม้แต่การแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงกรณีนี้

ก่อนหน้านี้หากได้ติดตามข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสบนเรือสำราญ Diamond Princess ที่เทียบท่าที่ท่าเรือโยโกฮามาของญี่ปุ่น นอกจากจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน และข่าวว่าสหรัฐจะส่งเครื่องบินไปอพยพพลเมืองที่ติดอยู่บนเรือ เราก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวจากรัฐบาลไทยเลยว่ามีคนไทยอยู่บนเรือด้วยหรือไม่

จนกระทั่งวานนี้ (19 ก.พ.) คนไทยเพิ่งทราบข่าวสุดช็อกว่ามีคนไทยอยู่บนเรือ Diamond Princess 25 คน ในจำนวนนี้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 3 คน ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ของ สิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในรายการดังรายการหนึ่ง

โพสต์ทูเดย์เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทราบว่ามีพี่น้องร่วมชาติของเราอยู่บนเรือเป็นครั้งแรกวานนี้

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้จึงก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลย แม้แต่หลังจากท่านทูตให้สัมภาษณ์ไปแล้วก็ยังไม่มีเช่นกัน

จากการตรวจสอบของโพสต์ทูเดย์ ทั้งเพจเฟซบุ๊คของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการแถลงหรือชี้แจงเกี่ยวกับคนไทยที่ติดเชื้อบนเรือ Diamond Princess

แม้แต่ในเฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรค Covid-19 อย่างต่อเนื่อง และยังเป็นหน่วยงานของไทยที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่สุด ก็ไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงกรณีนี้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวถือเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนและอยู่ในความสนใจของคนไทย

นอกจากนี้ โพสต์ทูเดย์ยังติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทั่วไป ก็ไม่ได้รับคำตอบ เจ้าหน้าที่เพียงแต่แนะนำให้ติดต่อไปที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างแดน เมื่อติดต่อไปก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าให้สอบถามจากกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ทว่าไม่มีคำตอบจากหน่วยงานดังกล่าว

จนกระทั่งโพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์ นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ทางโทรศัพท์ เมื่อถามว่ากระทรวงสาธารณสุขทราบข้อมูลเกี่ยวกับคนไทยที่ติดเชื้อบนเรือสำราญ Diamond Princess ก่อนหน้าการให้สัมภาษณ์ของท่านทูตสิงห์ทองหรือไม่ นายแพทย์โสภณเผยว่า ทราบพร้อมๆ กับคนไทย เนื่องจากสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

และยังกล่าวอีกว่า การติดเชื้อบนเรือสำราญเกิดขึ้นในต่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลเชิงลึก

เมื่อถามถึงมาตรการในการรับมือกับกลุ่มคนไทยบนเรือสำราญ Diamond Princess ที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย นายแพทย์โสภณแนะนำมาตรการเบื้องต้น อาทิ การวัดไข้ ตรวจเช็กอาการที่เกี่ยวกับทางเดินอาการหายใจ รวมทั้งสังเกตและประเมินสุขภาพของผู้โดยสารกลุ่มนี้อีกครั้ง

สำหรับเหตุการณ์นี้ รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ควรชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับผู้โดยสารชาวไทยบนเรืออย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะข้ามไปสู่การให้สัมภาษณ์

หรืออย่างน้อยออกแถลงการณ์ชี้แจงทันทีหลังการให้สัมภาษณ์ก็ยังไม่สายเกินไป แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

ตอนนี้คำถามที่คนไทยต้องการทราบคือ มีคนไทยอยู่บนเรือทั้งหมดกี่คน ติดเชื้อกี่คน คนที่ติดเชื้อได้รับการดูแลอย่างไร ส่วนคนที่ไม่ติดเชื้อและลงจากเรือแล้วจะกลับไทยอย่างไร กลับเมื่อใด กลับมาแล้วจะมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขอยกตัวอย่างฮ่องกง โซเฟีย ชาน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและอาหารเผยว่า ผู้โดยสารที่ลงจากเรือ Diamond Princess ต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งก่อนขึ้นและหลังลงเครื่องที่รัฐบาลเหมาลำไปรับ และทุกคนต้องถูกกักกันตัวอีก 14 วัน เนื่องจากยังมีโอกาสที่ผู้โดยสารเหล่านี้อาจเพิ่งได้รับเชื้อและยังไม่แสดงอาการป่วย

เจ้าหน้าที่จะตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสผู้โดยสารอีกครั้งหลังเดินทางถึง Chun Yeung Estate สถานที่กักตัวในเขตนิวแทร์ริทอรีส์ โดยระหว่างนี้จะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ รวมทั้งจัดยานพาหนะโดยเฉพาะเตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

ทางการฮ่องกงรับพลเมืองกลุ่มแรก 106 คนกลับถึงบ้านเกิดเรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (20 ก.พ.) และส่งเครื่องเที่ยวที่ 2 กลับไปรับอีกครั้งเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน

ส่วนชะตากรรมของผู้โดยสารไทยจะเป็นอย่างไรบ้างยังไม่มีใครทราบ เพราะรัฐบาลไทยยังนิ่งเงียบอีกตามเคย

ภาพสะเทือนใจ ภรรยาผอ.โรงพยาบาลอู่ฮั่นยื้อรถขนศพสามี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615440

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 19:51 น.

ภาพสะเทือนใจ ภรรยาผอ.โรงพยาบาลอู่ฮั่นยื้อรถขนศพสามี

ภรรยาคุณหมอเป็นพยาบาลและทำงานอย่างหนักจนไม่ได้พบหน้าสามีมานานถึงเกือบ 1 เดือนแล้ว

ภาพน่าสะเทือนใจที่ถูกแชร์ไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์กของจีน เป็นเหตุการณ์ขณะที่ภรรยาของนายแพทย์หลิวจี้อหมิง (Liu Zhiming) อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอู่ฮั่นอู่ชาง ในเมืองอู่ฮั่น พยายามยื้อรถที่บรรทุกศพของสามีกำลังเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาล ด้วยเสียงร่ำไห้ที่น่าสงสารอย่างยิ่ง

นายแพทย์หลิวจี้อหมิง วัย 51 ปี อุทิศตนในแนวหน้าของการระบาดแต่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จนเสียชีวิตเมื่อวันอังคารในวัย 51 ปี หลังจากที่เพิ่งฉลองวันเกิดได้เพียง 1 สัปดาห์

ภรรยาของคุณหมอก็ทำหน้าที่พยายามในแนวหน้าด้วย และเดินทางมาส่งร่างไร้วิญญาณของสามีที่โรงพยาบาลอู่ฮั่นถงจี้ สาขาจงฝ่าซินเฉิง พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว มิตรสหาย และเพื่อนร่วมงาน

แต่เมื่อรถกำลังจะเคลื่อนอออกไป ภรรยาของคุณหมอก็ร้องไห้เสียงดังแล้ววิ่งไปคว้าท้ายรถไม่ยอมให้รถออกไปยังสุสานเผาศพ เป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ภรรยาคุณหมอเป็นพยาบาลในหน่วยวิกฤตที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลอู่ฮั่นหมายเลข 3 และทำงานอย่างหนักจนไม่ได้พบหน้าสามีมานานถึงเกือบ 1 เดือนแล้ว แต่สุดท้ายทั้งคู่ต้องมาจากกันไปตลอดกาล

รัฐมนตรีอินโดฯ แนะคนรวยแต่งกับคนจน แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615433

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 18:45 น.

รัฐมนตรีอินโดฯ แนะคนรวยแต่งกับคนจน แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ

รัฐมนตรีอินโดฯ ปิ๊งไอเดียแสนบรรเจิด ให้คนรวยแต่งงานกับคนจน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ

จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า นาย Muhadjir Effendy รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและการพัฒนามนุษย์ ได้เสนอไอเดียใหม่ในการแก้ปัญหาลดความยากจน และความเหลื่อมล้ำในอินโดนีเซีย ด้วยการแนะนำให้ผู้มีฐานะร่ำรวย แต่งงานกับคนยากจน

“อะไรจะเกิดขึ้นหากคนจนแต่งงานกับคนจนด้วยกัน จะยิ่งทำครัวเรือนทื่ยากจนเพิ่มมากขึ้น” รมว.อินโดฯวัย 63 ปีกล่าว

รัฐมนตรีผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียมีครัวเรือนรายได้น้อยในระดับยากจนราว 5 ล้านครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9.4 ของครัวเรือนทั้งหมดในอินโดฯ หรือคิดเป็นประชากรถึง 57.1ล้านคนที่ยากจน ซึ่งหากไม่จัดการอะไรสักอย่าง คาดว่าครัวเรือนยากจนในอินโดฯอาจเพิ่มถึง 15 ล้านครัวเรือน

นาย Effendy ยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยการที่เขาจะคุยหารือกับหน่วยงานด้านศาสนาให้ออก fatwa หรือคำวินัจฉัยทางศาสนาอิสลาม เพื่อเอื้อต่อการแต่งงานระหว่างชนชั้น พร้อมแนะนำให้คนจนควรมองหาคู่ครองที่มีฐานะ และคนรวยควรหาคู่ครองที่ยากจนกว่า

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเสนอโปรแกรมรับรองก่อนสมรสสำหรับคู่รักที่ยากจน แต่ต้องการแต่งงาน โดยคู่รักนั้นๆจะต้องเข้าโครงการฝึกอบรมทักษะแรงงานของรัฐ เพื่อสามารถหางานที่มีรายได้มากขึ้นได้

เรื่องนี้แม้แต่องค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างสภา Ulema อินโดนีเซีย (MUI) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรมุสลิมที่รับผิดชอบในการออก fatwas ก็ยินดีตอบข้อเสนอของนายEffendy โดยนายอันวาร์ อัปบาส เลขาฯ MUI เผยผ่านสื่อท้องถิ่นว่า ไอเดียนี้นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงจิตวิญญาณของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“มีหลายครอบครัวที่ยากจนและบางครั้งก็มีแม่ม่ายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยสามีพวกเขาต้องเลี้ยงลูกขณะทำมาหากิน … ครอบครัวที่ยากจนจะได้รับการยกฐานะให้ร่ำรวยขึ้นและจำนวนคนจนจะลดลง” นายอัปบาสกล่าว

ทั้งนี้้ จากข้อมูลของธนาคารโลกพบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด โดยจากประชากรทั้งหมดของอินโดฯราว 45% ยังอยู่ในสถานะไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

Photo : Jakarta Post

มือปืนกราดยิงเมืองฮาเนา ปลิดชีพแม่ตัวเองก่อนฆ่าตัวตายหนีความผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615432

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 18:14 น.

มือปืนกราดยิงเมืองฮาเนา ปลิดชีพแม่ตัวเองก่อนฆ่าตัวตายหนีความผิด

เหตุกราดยิงเมืองฮาเนาในเยอรมนีพบเสียชีวิตเพิ่ม 11 ราย คนร้ายปลิดชีพตัวเองพร้อมแม่คาบ้านพัก พบมือปืนมีแนวคิดขวาจัดคลั่งชาติ

จากกรณีเหตุกราดยิงบาร์ยาสูบบารากุสองแห่งในเมืองฮาเนา ทางตะวันออกของนครแฟรงเฟิร์ต รัฐเฮสเซิน ในเยอรมนีช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 19 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น ล่าสุดรายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11 ราย

รายงานระบุว่า มือปืนได้เลือกลงมือก่อเหตุกราดยิงที่ร้านบารากูสองแห่งในเมืองฮาเนา โดยแห่งแรกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย จากนั้นคนร้ายได้ขับรถออกจากจุดเกิดเหตุไปยังร้านบารากูแห่งที่สองในนเขต Kesselstadt พร้อมสังหารไปอีก 5 ราย

เหตุกราดยิงทั้งสองแห่งส่งผลให้มีรายงานผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

หลังก่อเหตุทั้งสองแห่ง ตำรวจได้ทำการไล่ล่าคนร้ายกระทั่งพบว่า คนร้ายวัย 43 ปีได้ลงมือปลิดชีพตัวเองพร้อมมารดาวัย 72 ภายในบ้านพักของตน

เว็บไซต์ Bild รายงานว่า คนร้ายเป็นพลเมืองเยอรมนี โดยจากที่ตำรวจค้นภายในบ้านพักและรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุพบใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน พร้อมกระสุนที่บรรจุอยู่ในแม็กกาซีนปืนพร้อมใช้งาน นอกจากนี้คนร้ายยังทิ้งจดหมายรับสารภาพไว้ด้วย แต่ไม่มีการเผยรายละเอียดในจดหมาย

tagesschau สื่อท้องถิ่นเยอรมนีรายงานว่า หนึ่งในเหยื่อผู้เสียชีวิตบางรายเป็นผู้อพยพชาวตุรกี โดยตำรวจตั้งข้อสันนฐานเชื่อว่าคนร้ายมีแรงจูงใจในการก่อเหตุจากการที่มีแนวคิดขวาจัดเหยียดเชื้อชาติและต่อต้านผู้อพยพ

เกาหลีใต้เจอคนตายจากเชื้อโควิดรายแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615419

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 16:34 น.

เกาหลีใต้เจอคนตายจากเชื้อโควิดรายแรก

ลามไม่หยุด! เกาหลีใต้พบป่วย ‘โควิด’ พุ่ง 104 ราย คาดติดเชื้อจากโบสถ์คริสต์ เมืองแทกูสั่งประชาชนงดออกนอกบ้าน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อเกาหลีใต้ (KCDC) เผยในวันพฤหัสบดี (20 ก.พ.) เกาหลีใต้พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 เป็นรายแรกของประเทศแล้ว ขณะที่วันนี้พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 22 ราย รวมทั้งประเทศมีผู้ติดเชื้อแล้ว 104 คน จำนวนนี้70คนเป็นผู้ติดเชื้อในเมืองแทกู (Daegu)

จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นพบว่า ส่วนใหญ่มีประวัติเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งในเมืองแทกู สถานที่ซึ่งหนึ่งในหนึ่งในนักบวชของโบสถ์เป็นหญิงวัย 61 ปี เข้ารักษาตัวจากเชื้อดังกล่าวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

เรื่องดังกล่าวนายกเทศมนตรีเมืองแทกูได้เรียกร้องให้ประชาชน 2.5 ล้านคนของเมือง งดเดินทางออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลังพบรายงานผู้ติดเชื้อจากโบสถ์ของเมือง พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลโซลแล้ว เนื่องจากหวั่นว่ากลายเป็นการแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ เหตุเพราะในระหว่างการประกอบพิธีของโบสถ์ดังกล่าวนั้น มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคน

ส่วนผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตเป็นรายแรกของประเทศ พบว่าผู้ป่วยได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง Cheongdo ก่อนจะเสียชีวิตช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกาหลีใต้กำลังอยู่ระหว่างสอบสวนรายละเอียดของการเสียชีวิต

สงสัยญี่ปุ่นจะเอาไม่อยู่เพราะ “ความมั่ว” แล้วโอลิมปิกจะไปรอดหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615413

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 15:59 น.

สงสัยญี่ปุ่นจะเอาไม่อยู่เพราะ "ความมั่ว" แล้วโอลิมปิกจะไปรอดหรือไม่?

เราหลายคนอาจจจะยังเชื่อมั่นในญี่ปุ่นต่อไป จนกระทั่งคนญี่ปุ่นด้วยกันเองต้องออกมาบอกว่าทุกอย่างมันโกลาหลอย่างที่สุด

ดูเผินๆ เหมือนการกักกันเรือ Diamond Princess จะเป็นภารกิจที่เราไว้ใจได้ เพราะเราเชื่อมั่นในคนญี่ปุ่น เราชื่อมั่นว่าประเทศที่เคร่งครัดในระเบียบและทำงานเนี๊ยบอย่างคนญี่ปุ่นจะไม่ปล่อยให้เกิดการระบาดที่บานปลายได้

แต่เมื่อเราพบผู้ติดเชื้อมากขึ้นทุกทีๆ จากเรือสำราญลำนี้ ความเชื่อมั่นของเราต่อญี่ปุ่นก็เริ่มเสื่อมถอยลง

เราหลายคนอาจจจะยังเชื่อมั่นในญี่ปุ่นต่อไป จนกระทั่งคนญี่ปุ่นด้วยกันเองต้องออกมาบอกว่าทุกอย่างมันโกลาหลอย่างที่สุด

คนแรกที่ตำหนิเรื่องนี้อย่างเปิดเผยคือ เคนทาโร อิวาตะ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโกเบ ที่บอกว่าสถานการณ์ของ Diamond Princess นั้น “โกลาหลอย่างที่สุด” และละเมิดขั้นตอนการกักกันอีกด้วย

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ “มั่วที่สุด”

อิวาตะกล่าวในวิดีโอเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นโพสต์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บอกว่าเขากังวลอย่างมากกับสิ่งที่เขาเห็นบนเรือในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาจนเขาเองต้องกักตัวไว้ 14 วันด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในครอบครัว

เขาบอกว่า “เรือสำราญลำนี้ไม่มีการควบคุมการระบาดอย่างเพียงพอเลยแม้แต่น้อย” และบอกว่า “ไม่มีความแตกต่างระหว่างพื้นที่สีเขียวซึ่งปลอดจากการติดเชื้อและพื้นที่สีแดงซึ่งไวรัสอาจปนเปื้อน”

อิตาตะไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการระบาด เขาเคยอยู่ในแอฟริกาเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคอีโบลา เคยอยู่ที่ประเทศจีนในปี 2546 เพื่อรับมือกับโรคซาร์ส และเคยอยู่ในหลายๆ ประเทศเพื่อรับมือกับการระบาดของอหิวาตกโรค

แต่เขาบอกว่า แม้จะผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมา เขายังไม่เคยกลัวที่จะติดเชื้อเท่ากับตอนที่อยู่บนเรือ Diamond Princess เพราะไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าไวรัสอยู่ที่ไหน

คีย์เวิร์ดสำคัญที่อิวาตะบอกก็คือ “ไม่มีผู้เชี่ยวชาญการระบาดเลยสักคนเดียวบนเรือ” และ “พวกข้าราชการเจ้ากี้เจ้าการไปหมดทุกอย่าง”

ประโยคที่ว่า “พวกข้าราชการเจ้ากี้เจ้าการไปหมดทุกอย่าง” อาจฟังดูธรรมดาๆ เพราะประเทศไหนๆ ก็ใช้ข้าราชการรับผิดชอบเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้

แต่ประเด็นก็คือ ข้าราชการฝ่ายบริหารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจำเพาะ และญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องใช้งานข้าราชการแบบสากกะเบือยันเรือรบ และเราเห็นว่าเรื่องที่ต้องใช้มืออาชีพแบบนี้ ญี่ปุ่นก็ยังไม่วายใช้งานข้าราชการแบบไม่เลือกหน้า

อิวาตะชี้ว่า พวกข้าราชการทำให้สถานการณ์แย่ลงเพราะไม่ปฏิบัติตามกระบวนการควบคุมโรคที่ถูกต้อง

ในทศวรรษก่อนๆ นั้นสิ่งที่ขับเคลื่อนการบริการประเทศของญี่ปุ่น คือ “สามเหลี่ยมเหล็ก” (Iron Triangle) คือฝ่ายข้าราชการ ฝ่ายการเมือง และฝ่ายธุรกิจ โดยที่ฝ่ายข้าราชการมีบทบาทรับใช้ฝ่ายการเมืองด้วยความภักดี

ในสมัยก่อนข้าราชการระดับสูงเมื่อเกษียณอายุแล้ว จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองให้ไปนั่งตำแหน่งใหญ่ในภาคธุรกิจ เพื่อสานต่อภารกิจเกื้อหนุนกัน

ระบบนี้เรียกว่า “อะมะคุดะริ” แปลว่า “ลงมาจากสวรรค์” คือการที่ข้าราชการลงมาจากหอคอยงาช้าง แล้วลงมาขับเคลื่อนภาคธุรกิจและรับใช้นักการเมืองไปพร้อมๆ กัน

ระบบนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เติบโตและมีพลังอำนาจมหาศาล แต่มันขาดความโปร่งใส และทำให้นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจมีความหยิ่งยะโสว่าตัวเองคือผู้ที่ชี้ชะตาบ้านเมือง

ระบบนี้สิ้นสภาพเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีการตรากฎหมายห้ามใช้วิธีอะมะคุดะริ แต่ไม่ได้หมายความว่าอะมะคุดะริ และ “สามเหลี่ยมเหล็ก” จะพังทลายไป ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คือกระทรวงที่ดิน สาธารณูปโภค และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเพิ่งจะส่งทีมงานอะมะคุดะริไปเป็นฝ่ายบริหารระดับสูงของสนามบินฮาเนดะ

ฝ่ายราชการของญี่ปุ่นก็ยังรับใช้ฝ่ายการเมืองเช่นเดิม ฝ่ายการเมืองมีท่าทีเช่นไรก็สะท้อนที่วิธีปฏิบัติของข้าราชการญี่ปุ่นเช่นกัน

ท่าทีของฝ่ายการเมืองญี่ปุ่นก็น่าตำหนิอย่างหนัก

ในการประชุมทีมปฏิบัติงานป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมถูกตำหนิอย่างหนักฐานโดดประชุมเพื่อไปร่วมงานปาร์ตี้กับผู้สนับสนุนพรรค

เมื่อถูกสมาชิกร่วมสภาซักไซ้เขาก็ตอบว่าว่า การขาดประชุมของเขาไม่มีผลอะไรต่อมาตรการรับมือการระบาด

ในระหว่างถูกซัก มีถึง 5 ครั้งที่เขาย้ำคำตอบเดิมว่า “การจัดการวิกฤตของเราครอบคลุม”

ชินจิโร โคอิซุมิ คนนี้ไม่ธรรมดาเพราะเป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในอนาคต การแสดงออกของเขาคงสะท้อนอะไร ได้ชัดเจนเกี่ยวกับการเมืองญี่ปุ่นและการระบาดของไวรัส

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่โคอิซุมิที่ขาดประชุม เพราะยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจังหวัดโอกินาวะและดินแดนภาคเหนือ ทั้งหมดนี้ขาดประชุมเพราะติดภารกิจทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขาดประชุมเพราะอยู่ในเขตเลือกตั้งของตน

การระบาดของไวรัสโคโรนาในญี่ปุ่นเวลานี้เขาสู่ “เฟสใหม่” คือการรระบาดภายในประเทศโดยที่ผู้ติดเชื้อติดจากคนในประเทศเอง ไม่ต้องติดต่อกับคนจากจีน จากอู่ฮั่น หรือที่เสี่ยงอื่นๆ

สถานการณ์คับขันขนาดนี้ ต่อให้อ้างไม่ใช่กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่ได้ เพราะนี่คือวิกฤตของประเทศแล้ว

และอย่าลืมว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่เริ่มมีความกังวลกันแล้วว่าญี่ปุ่นจะ “เอาอยู่” หรือไม่ หรืออาจจะเจอโรคเลื่อน หรือไม่ก็ต้องล้มกันไปเลย?

ดร. ฮิโตชิ โอชิตานิ นักไวรัสวิทยา อดีตที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกและเคยมีประสบการณ์ช่วงที่เกิดการระบาดของโรคซาร์ส บอกว่า

“ตอนนี้เราไม่มียุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ และผมคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องยากที่จะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (ตอนนี้) แต่ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมเราอาจอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป”

โอชิตานิหมายความว่าหากจะจัดโอลิมปิกกันตอนนี้คงไม่ได้ เพราะจะติดไวรัสกันหมด แต่ถ้าจัดตามกำหนดก็อาจจะยังพอถูไถไปได้

ตอบแบบนี้เป็นการตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่นัยหนึ่งในคือคำเตือนไปถึงผู้เกี่ยวข้องในญี่ปุ่นว่าจะมาเอ้อระเหยไม่ได้แล้ว

การที่นักไวรัสวิทยาชาวญี่ปุ่นยังออกปากเองว่า “เราไม่มียุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ” มันคือคำตำหนิตรงๆ ไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น

เรื่องนี้ทำให้เราไม่วิตกก็คงไม่ได้แล้ว!

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน