เชื้อโควิดคร่าชีวิตคนอิหร่าน 2 ราย เป็นเคสแรกในตะวันออกกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615397

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 14:21 น.

เชื้อโควิดคร่าชีวิตคนอิหร่าน 2 ราย เป็นเคสแรกในตะวันออกกลาง

อิหร่านเจอคนเสียชีวิตจากโควิด-19 สองราย ยังไม่ชัดเจนติดเชื้อจากไหน

YJC news agency สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า จากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขอิหร่านระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในอิหร่านแล้ว 2 ราย เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยในเมืองกอม เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาทางใต้ของกรุงเตหะราน

รายงานระบุว่า ผู้ติดเชื้อทั้งสองเป็นผู้สูงอายุที่เป็นพลเมืองอิหร่าน และยังไม่ชัดเจนว่าติดเชื้อได้อย่างไรดี การเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้งสองซึ่งไม่ได้ระบุเพศหรืออายุที่แน่ชัด แต่การเสียชีวิตดังกล่าว ถือเป็นกรณีแรกในตะวันออกกลางที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคไวรัสโคโรนา หลังจากก่อนหน้านี้ พบเพียงผู้ติดเชื้อที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เท่านั้น

ด้านโฆษกกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน แถลงว่า ผลตรวจเบื้องต้นระบุว่า ผู้สูงอายุทั้งสอง 2 ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งนอกจากจะทำให้ปอดติดเชื้อแล้ว ไวรัสยังขัดขวางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ประกอบกับทั้งสองมีอายุมากแล้วจึงเป็นเหตุให้เสียชีวิต

การเสียชีวิตดังกล่าว ส่งผลให้ทางการอิหร่านจัดตั้งหน่วยฉุกเฉินเพื่อเพื่อคุมสถานการณ์โรคติดต่อในเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้โดยทันที โดยQasem Jan-Babaei รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านกล่าวกับสำนักข่าวท้องถิ่นว่า ขอให้ประชาชนในเมืองกอมอย่าตื่นตระหนก และงดการจับมือหรือ จุมพิตแก้ม รวมถึงหลีกเลี่ยงสถานที่ซึ่งมีผู้คนแออัด โดยขณะนี้อิหร่านยังไม่พบรายงานการระบาดหรือติดเชื้อในเมืองอื่นๆ

ทั้งนี้ สำหรับเมืองกอม ถือเป็นเมืองศูนย์กลางด้านอิสลามศึกษาของอิหร่าน ซึ่งมักมีนักศึกษาด้านอิสลามจากต่างชาตินิยมเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งสอง เป็นชาวเมืองกอมที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางออกจากอิหร่านมาก่อน

มือปืนกราดยิงเยอรมนี เสียชีวิต 8 ราย คนร้ายปลิดชีพตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615388

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 13:01 น.

มือปืนกราดยิงเยอรมนี เสียชีวิต 8 ราย คนร้ายปลิดชีพตัวเอง

มือปืนขับรถไล่กราดยิงในเมืองฮาเนา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย สาหัส 5 ราย ล่าสุดผู้ต้องสงสัยปลิดชีพในบ้านพักตัวเอง

Hessischer Rundfunk สื่อท้องถิ่นในรัฐเฮสเซินของเยอรมนีรายงานว่า เมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 19 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับราว 05.00 น. ตามเวลาในไทย เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธกราดยิงตามสถานที่หลายแห่งในเมืองฮาเนา ชานนครแฟรงเฟิร์ตของเยอรมนี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เจ็บสาหัส 5 คน

รายงานระบุว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงบาร์ยาสูบแห่งหนึ่งในย่านกลางเมืองฮาเนา ผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้ยินเสียงปืน 8-9 นัด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3ราย จากนั้นคนร้ายได้ใช้รถยนต์สีเข้ม ขับออกจากบริเวณดังกล่าวไปกราดยิงบาร์ยาสูบอีกแห่งในเขต Kesselstadt จนมีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย

เหตุกราดยิงทั้งสองแห่งส่งผลให้มีรายงานผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

หลังกราดยิงทั้งสองแห่ง คนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปจากจุดเกิด กระทั่งล่าสุดมีรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจพบผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตในบ้านตัวเอง สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจฆ่าตัวตายหนีความผิด เหตุจูงใจในการก่อเหตุยังไม่แน่ชัด

กงสุลเตือนคนไทยในจีน พิจารณาเดินทางออกจากจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615378

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 11:40 น.

กงสุลเตือนคนไทยในจีน พิจารณาเดินทางออกจากจีน

กรมการกงสุลขอคนไทยในจีนพิจารณาเดินทางออกนอกประเทศขณะที่สายการบินยังให้บริการอยู่ แนะคนไทยเลี่ยงเดินทางไปจีนหากไม่จำเป็น

กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ได้เผยแพร่ข่าวด่วนกรมการกงสุลเมื่อวันที่ 19 ก.พ. โดยระบุว่า ตามที่องค์การอนามุยโลกประกาศให้การระบาดของไวรัส Covid-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ขอให้คนไทยในจีน (ยกเว้นฮ่องกง) ที่ไม่มีความจำเป็นต้องพำนักอาศัยในจีน ให้พิจารณาเดินทางออกจากจีนในขณะที่่สายการบินยังให้บริการอยู่ รวมถึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจีนโดยไม่มีความจำเป็นในขระนี้

ส่วนคนไทยที่อาศัยในจีน ขอให้ติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมทำตามคำแนะนำของทางการจีนอย่างเคร่งครัด

อให้คนไทยในจีน (ยกเว้นฮ่องกง) ที่ไม่มีความจำเป็นต้องพำนักอาศัยอยู่ในจีนพิจารณาเดินทางออกจากจีนในขณะที่สายการบินยังเปิดให้บริการอยู่และขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงไปจีนขณะนี้ด้วย

พบ 2 ผู้โดยสารบนเรือไดมอนด์ ปริ้นเซส เสียชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615364

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 10:25 น.

พบ 2 ผู้โดยสารบนเรือไดมอนด์ ปริ้นเซส เสียชีวิต

2 ผู้โดยสารสูงอายุบนไดมอนด์ ปริ้นเซสเสียชีวิตจากโควิด-19 ด้านทูตไทยในโตเกียวเผย 3 คนไทยบนเรือก็ติด

สำนักข่าวNHKรายงานโดยแหล่งข่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า มีการยืนยันว่าผู้โดยสารพบสูงวัยบนเรือสำราญไดมอนด์ ปริ้นเซส 2 คนในเสียชีวิตจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 นับเป็นการเสียชีวิตกรณีแรกบนนับตั้งแต่ที่เรือถูกใช้มาตรการกักกันที่ท่าเรือโยโกฮาม่า

รายงานระบุว่า ผู้โดยสารสองรายนี้เป็นชายและหญิง อายุราว 80 ปี โดยทั้งสองถูกนำตัวลงจากเรือตั้งแต่วันที่ 11 และ 12 ก.พ. เพื่อนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

อย่างไรก็ดี รายงานไม่ได้ระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองเป็นพลเมืองญี่ปุ่นหรือไม่ แต่จากการเสียชีวิตดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสดังกล่าวในญี่ปุ่นขณะนี้เพิ่มเป็น 3 ราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยว่า ในวันนี้ (20 ก.พ.) ญี่ปุ่นอนุญาตะอนุญาตให้ผู้โดยสารอีกกว่า 500 คน ลงจากเรือ ประมาณครึ่งหนึ่งจะเป็นชาวต่างชาติ หลังจากที่เมื่อวานนี้ ญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ผู้โดยสารลงจากเรือไปแล้ว 443 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นชาวญี่ปุ่น

อนึ่ง ด้านนายสิงห์ทอง ภาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชฑูตไทยประจำโตเกียว ระบุว่า บนเรือสำราญไดมอนด์ ปริ้นเซสนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนผู้โดยสารที่ถูกกักตัวมีคนไทยรวม 25 คนแบ่งเป็นผู้โดยสารคนไทย 2 คน และลูกเรือ 23 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 3 คน โดยเป็นผู้โดยสาร 1 คน และลูกเรือ 2 คน

ยูกันดาส่งทหารสู้ตั๊กแตน ไม่กินแต่ใช้ยาฆ่าแมลงลูกเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615330

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 08:35 น.

ยูกันดาส่งทหารสู้ตั๊กแตน ไม่กินแต่ใช้ยาฆ่าแมลงลูกเดียว

ทหารต้องเข้ามากอบกู้สถานการณ์ด้วยการฉีดพ่นยายาฆ่าแมลงด้วยความหวังว่าจะฆ่าตั๊กแตนให้มากที่สุด

ทหารของกองกำลังป้องกันประเทศยูกันดา (UPDF) ช่วยประชาชนปราบการแพร่ระบาดของตั๊กแตน หลังจากที่ประเทศในแอฟริกาหลายประเทศใกล้เคียงยูกันดา กำลังถูกคุกคามจากฝูงตั๊กแตนขนาดใหญ่ ที่เข้าทำลายพืชผล กินใบไม้แจนเกลี้ยง จนทำลายวิถีชีวิตของเกษตรกรในท้องถิ่นและผู้เลี้ยงปศุสัตว์

ทหารต้องเข้ามากอบกู้สถานการณ์ด้วยการฉีดพ่นยายาฆ่าแมลงด้วยความหวังว่าจะฆ่าตั๊กแตนให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การบุกเข้ามาของตั๊กแตนยังไม่น่ากลัวเท่ากับสถานการณืหลังจากนี้ เพราะหากปล่อยให้พวกมันวางไข่ที่จะฟักเป็นตัวและแพร่กระจายในที่สุด พวกมันจะยิ่งสร้างความหายนะให้กับประเทศ

ทั้งนี้ ฝูงตั๊กแตนบุกเข้าทำลายพืชผลและพื้นที่กินหญ้าของปศุสัตว์ทั่วแอฟริกาตะวันออก ในตอนนี้ได้บุกไปถึงซูดานใต้แล้ว ทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมากเพราะซูดานใต้เพิ่งจะพ้นจากสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปี และประชาชนยังอดอยากแค้น

ล่าสุด ฝูงตั๊กแตนเข้ามาในเขตมักวี ประเทซซูดานใต้ทางตอนใต้ติดกับชายแดนกับยูกันดา

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากฝูงตั๊กแตนในขณะนี้ คือเคนยา โซมาเลีย เอริเทรีย และจิบูตี กำลังต่อสู้กับการระบาดของตั๊กแตนที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และฝูงตั๊กแตนยังก็แพร่กระจายไปยังแทนซาเนียยูกันดาและซูดานใต้ด้วย

ตั๊กแตนทะเลทรายสามารถเดินทางได้ถึง 150 กม. ต่อวันและกินอาหารเท่ากับน้ำหนักตัว ซึ่งเท่ากับว่าตั๊กแตนฝูงหนึ่งเมื่อเดินทาไปได้ 1 ตารางกิโลเมตร พวกมันจะสามารถกินอาหารได้มากเท่ากับคน 35,000 คนกินต่อวัน

ภาพถ่ายโดย SUMY SADURNI / AFP

โลกร้อนต้มหอยแมลงภู่ตายเกลื่อนหาดนิวซีแลนด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615345

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 23:03 น.

โลกร้อนต้มหอยแมลงภู่ตายเกลื่อนหาดนิวซีแลนด์

อุณหภูมิที่สูงขึ้น บวกกับน้ำทะเลลดระดับลงในช่วงกลางวัน ส่งผลให้หอยแมลงภู่นับล้านตัวถูกแสงแดดแผดเผาตายเกลื่อนชายหาด

แบรนดอน เฟอร์กูสัน ชาวบ้านบนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โพสต์คลิปชวนตกใจเป็นภาพหอยแมลงภู่นับแสนนับล้านตัวเกยตื้นตายเต็มชายหาดเมากานุยบลัฟฟ์บนเกาะเหนือ โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่าน่าจะเกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและกระแสน้ำลงในช่วงกลางวันที่แดดเปรี้ยง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ทุบสถิติอุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

ทั้งนี้ การวิจัยของกระทรวงสิ่งแวดล้อมนิวซีแลนด์ที่ศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อชีวิตสัตว์ทะเลพบว่า ตั้งแต่ปี 1981-2018 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 0.1-0.2 องศาเซลเซียสทุกๆ 10 ปี และทะเลที่อุ่นขึ้นส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตัวอ่อนหอยแมลงภู่

ขณะที่ เจฟฟ์ แอนดรูว์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากมหาวิทยาลัยออคแลนด์ เผยกับสำนักข่าวท้องถิ่นว่า ปรากฏการณ์นี้ยังมีสาเหตุจากความเครียดของหอยแมลงภู่ที่ต้องเจอกับระดับน้ำทะเลที่ลดลง ทำให้หอยถูกแสงแดดแผดเผาโดยตรง

เจฟฟ์ยังเผยว่า หากสภาพอากาศยังร้อนต่อเนื่อง อาจมีหอยแมลงภู่ถูกแดดเผาตายอีกจำนวนมากภายในไม่กี่วันนี้

อย่ามัวแต่เหยียดคนอื่น คนไทยก็ไม่รอดเหมือนกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615337

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 21:20 น.

อย่ามัวแต่เหยียดคนอื่น คนไทยก็ไม่รอดเหมือนกัน

3 คนไทยในต่างแดน แชร์ประสบการณ์ถูกฝรั่งเหยียดเป็นตัวแพร่เชื้อโคโรนาไวรัส

หลังจากเชื้อ Covid-19 ระบาดไม่นาน ชาวเอเชียในต่างประเทศก็เริ่มถูกสายตาของคนตะวันตกมองอย่างดูถูกเหยียดหยามราวกับเป็นตัวแพร่เชื้อ

คนเหล่านี้ รวมทั้งคนไทยที่ไปอยู่ในต่างแดน ได้แชร์เรื่องราวการถูกเหยียดเชื้อชาติของตัวเองลงในโซเชียลมีเดีย

กรณีล่าสุดก็คือ ภวัต ศีลวัตกุล ที่ปรึกษาด้านภาษีวัย 24 ปีที่ไปอยู่อังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เขาบอกเล่าประสบการณ์ถูกทำร้ายในต่างแดนผ่านเฟซบุ๊คว่า ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 8 ก.พ. ระหว่างทางกลับบ้านเขาถูกกลุ่มวัยรุ่น 2 คนตะโกนใส่ว่า “โคโรนาไวรัส โคโรนาไวรัส 555 โคโรนาไวรัส โคโรนาไวรัส” บนถนนในย่านฟูแลม ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ

จากนั้นหนึ่งในนั้นตรงเข้ามาคว้าเฮดโฟนออกไปจากคอ แล้วพากันเดินหนีและออกวิ่ง เจ้าตัวจึงวิ่งตามไปเพื่อขอเฮดโฟนคืน แต่วัยรุ่นคนหนึ่งหันมาเหวี่ยงหมัดใส่จนเขาจมูกหักเลือดอาบ โดยระหว่างนั้นวัยรุ่นกลุ่มนี้ถ่ายคลิปไว้ตลอด

ภวัตเชื่อว่าเขาถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกายเพราะเป็นชาวเอเชีย

โพสต์นี้มีการแชร์ต่อกว่า 1,600 ครั้ง โดยมีทั้งคนไทย จีน เกาหลีเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์คล้ายกันนี้ บางคนเล่าว่าแม้จะเป็นชาวอังกฤษแต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็ถูกมองด้วยสายตารังเกียจและถูกตะโกนใส่ และยังมีชาวอังกฤษอีกส่วนหนึ่งเข้ามาแสดงความเสียใจ

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Tanny Rutdow Jiraprapasuke หญิงอเมริกันเชื้อสายไทยที่เกิดและเติบโตที่ลอสแองเจลิส เธอโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊คว่า เธอกับเพื่อนอยู่ในรถไฟสายสีทอง จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เริ่มโวยวายเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส ตอนแรกเธอคิดว่าชายคนดังกล่าวเมาจึงไม่ได้สนใจ แต่พอเริ่มสังเกตว่าชายคนนั้นพุ่งเป้ามาที่เธอก็รู้สึกตกใจมาก

ในคลิปที่เธอโพสต์จะเห็นว่าชายคนดังกล่าวตะโกนด้วยถ้อยคำหยาบคาย โทษว่าจีนเป็นต้นตอของเชื้อโคโรนาไวรัส รวมถึงถ้อยคำอื่นที่แสดงความเกลียดชังชาวอเมริกันเชื้อสายจีนด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสาวไทยอีกคนหนึ่งที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊ค Panrawee Rungskunroch ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ โพสต์เล่าว่า เธอถูกบุลลี่ เช่น ตะโกนใส่หน้า ไล่ออกจากตลาด ไอล้อเลียน เพียงเพราะสวมหน้ากากอนามัย หลังจากที่ได้ข่าวว่าเชื้อโคโรนาไวรัสระบาดมาถึงอังกฤษแล้ว

อันที่จริงหากเป็นประเทศในแถบเอเชีย การสวมหน้ากากอนามัยเพื่อปกป้องตัวเองจากมลภาวะหรือเชื้อโรคถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นที่อังกฤษการสวมหน้ากากอนามัยจะกลายเป็นคนน่ารังเกียจทันที เพราะคนที่นั่นมองว่าคนที่สวมหน้ากากอนามัยคือคนที่ป่วยร้ายแรง การสวมหน้ากากอนามัยจึงเป็นเรื่องแปลกในอังกฤษ

หากมองในแง่มุมหนึ่ง กระแสการเหยียดเชื้อชาติจีนหรือคนเอเชียอาจเกิดจากความเข้าใจผิดว่าคนจีนทุกคนสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

ความเชื่อผิดๆ นี้อาจลบล้างได้ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ว่าเมื่อเชื้อแพร่ระบาดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้ว ทุกคนเป็นพาหะแพร่เชื้อได้หมด

แต่ในอีกแง่หนึ่งก็สามารถมองได้ว่า ความคิดเหยียดคนเอเชียอยู่คู่กับชาวตะวันตกมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่มี “ความถูกต้องทางการเมือง” หรือ political correctness ที่หลีกเลี่ยงไม่ใช้คำหรือการแสดงออกที่กระทบต่อความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา รูปร่างหน้าตา กดไว้

หรือจะเปรียบเทียบง่ายๆ การเหยียดเชื้อชาติก็เหมือนกับกลิ่นตัว เราสามารถดับกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ด้วยผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพียงแค่กลบกลิ่น ไม่ได้ทำให้กลิ่นหายไปถาวร เช่นเดียวกับ political correctness ที่ทำหน้าที่กลบฝังการเหยียดไว้ชั่วคราว

และเมื่อแนวคิดเหยียดคนอื่นยังคงอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เพียงแค่มีปัจจัยภายนอกมากระตุ้น อย่างในกรณีนี้ก็คือ การระบาดของเชื้อ Covid-19 มันก็ผุดขึ้นมาราวกับลาวาปะทุ อย่างที่หลายคนพูดว่าเราจะเห็นธาตุแท้ของคนก็ต่อเมื่อคนคนนั้นอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่บีบบังคับ

หากเหตุการณ์การเหยียดเชื้อชาติที่ชาวเอเชียกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยอย่างหลัง หนทางแก้ไขคงไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแนวคิดเหยียดคนเอเชียฝังรากลึกมานาน

เอริกา ลี ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และอเมริกันเอเชียศึกษาจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตาของสหรัฐ เผยว่าแนวคิด Yellow Peris (ภัยเหลือง) ที่เชื่อว่าคนเอเชียคือภัยคุกคามของคนขาว เริ่มมีขึ้นราวศตวรรษที่ 19

โดยคนที่เริ่มใช้คนแรกก็คือ กษัตริย์ ไกเซอร์ วิลเฮลม ที่ 2 (Kaiser Wilhelm II) ของเยอรมนี ใช้คําว่าภัยเหลืองเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1895 อธิบายถึงภัยคุกคามของคนเอเชียที่นําพระพุทธรูปมาแขวนไว้บนเรือทุกลําที่แล่นเข้าไปสู่เยอรมัน ซึ่งถือเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ชั้นนําของยุโรปในยุคนั้น โดยมองว่าเป็นการนําอารยธรรมของคนผิวเหลืองเข้าไปท้าทายในดินแดนของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการระบาดของเชื้อ Covid-19 ความกลัว กลัวติดโรค กลัวตายถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ก็ต้องไม่กลัวจนเกินกว่าเหตุ

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติในช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสระบาด แนะให้ทุกคนระมัดระวังตัวแต่พอดีๆ และเรียกร้องให้ “แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับนานาชาติ สนับสนุนจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบาก”

บางครั้งเชื้อไวรัสที่ว่าน่ากลัวแล้ว ยังไม่เท่ากับอคติที่มนุษย์มีต่อกัน

“ยามยากจึงจะเห็นมิตรแท้”จีนชื่นชมไทยเคียงข้างสู้ภัยไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615343

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 20:56 น.

"ยามยากจึงจะเห็นมิตรแท้"จีนชื่นชมไทยเคียงข้างสู้ภัยไวรัส

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนชื่นชมมิตรไมตรีของชาวไทยที่หยิบยื่นให้แก่จีนในวันที่ต้องเผชิญสถานการณ์ไวรัสระบาด เชื่อหลังภัยผ่านพ้นความสัมพันธ์2ประเทศจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า นายหวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พบปะกับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างการหารือทวิภาคีก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.พ. 63

ระหว่างการหารือ นายหวังอี้ ได้กล่าวชื่นชมมิตรไมตรีของไทยตั้งแต่ระดับราชวงศ์ รัฐบาล ไปจนถึงภาคส่วนต่างๆในสังคม ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจีนในห้วงเวลาที่จีนต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสะท้อนมิตรภาพอันพิเศษระหว่างประชาชนจีนและไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ถ่ายวิดีโอให้กำลังใจประเทศจีน

“มีคำกล่าวว่า ยามยากจึงจะเห็นมิตรแท้ เชื่อว่าหลังภัยครั้งนี้ผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของประชาชนจีนและไทยจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มิตรไมตรีที่มีมาแต่เดิมย่อมจะลึกซึ้งยิ่งขึ้น”นายหวังอี้กล่าว

ขณะที่ นายดอน กล่าวระหว่างการหารือว่า เป็นโอกาสดีที่ประชาคมอาเซียนและจีนจะได้มาหารือกันถึงความร่วมมือในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และหวังว่าการประชุมในวันที่ 20 ก.พ.นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคและประชาคมโลก

ระหว่างการหารือ นายดอน ยังได้กล่าวให้กำลังใจว่า “อู่ฮั่นสู้ๆ” อีกด้วย

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพเมื่อครั้งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 เมื่อปี2562

ไอเดียบรรเจิด ชาวจีนครอบพลาสติกทั่วตัว-รถยนต์กันไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615328

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 19:30 น.

ไอเดียบรรเจิด ชาวจีนครอบพลาสติกทั่วตัว-รถยนต์กันไวรัส

นอกจากไอเดียของ Didi แล้ว ชาวจีนจำนวนมากยังใช้แผ่นพลาสติกใสมาคลุมร่างกายในเวลาทำงาน เ

บริษัทตีตี ชูสิง (Didi) ผู้ให้บริการแท็กซี่ในจีน จะติดตั้งแผ่นฟิล์มพลาสติกในแท็กซี่ของบริษัททั่วประเทศ เพื่อป้องกันการะรบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19)

Didi จะลงทุนเพื่อติดแผ่นฟิล์มเป็นเงินถึง 100 ล้านหยวน หรือประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อช่วยสกัดกั้นการติดเชื้อระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการฆ่าเชื้อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการอีกด้วย

นอกจากไอเดียของ Didi แล้ว ชาวจีนจำนวนมากยังใช้แผ่นพลาสติกใสมาคลุมร่างกายในเวลาทำงาน เพื่อป้องกันตัวเองจากไวรัส ซึ่งบางกรณีอาจดูเหมือนเป็นการเล่นแก้เซ็งในสถานการณ์การระบาด แต่ก็สะท้อนความกลัวติดโรคของประชาชนได้เช่นกัน

รมต.ศรีลังกาจูบโชว์ รักษาชาวจีนหายจากไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/615327

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 19:11 น.

รมต.ศรีลังกาจูบโชว์ รักษาชาวจีนหายจากไวรัส

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ หญิงชาวจีนก็ฟื้นตัวและหายจากโรค พร้อมกับเดินทางออกจากโรงพยาบาลโรคติดเชื้อใกล้กับกรุงโคลอมโบได้ในที่สุด

นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน ซึ่งเดินทางไปยังศรีลังกาและตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ได้ผลเป็นบวก จนต้องรับการรักษาที่ประเทศศรีลังกา ล่าสุด หายป่วยแล้วท่ามกลางความยินดีของทีมแพทย์ที่ทำการรักษา

หญิงชาวจีนวัย 43 ปีเป็นผู้ป่วย COVID-19 รายแรกและรายเดียวในศรีลังกา เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 25 มกราคม และตรวจพบผลเป็นบวกยืนยันว่ามีเชื้อ COVID-19 ในอีก 2 วันต่อมา หลังจากนั้นเธอต้องเข้ารับการรักษานานเกือบ 1 เดือน

ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ หญิงชาวจีนก็ฟื้นตัวและหายจากโรค พร้อมกับเดินทางออกจากโรงพยาบาลโรคติดเชื้อใกล้กับกรุงโคลอมโบได้ในที่สุด โดยมีทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมาร่วมแสดงความยินดีอย่างชื่นมื่น

นอกจากนี้ หญิงชาวจีนยังได้รับจูบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของศรีลังกา คือ ปวิตรา วันนิอารัจจี เป็นภาพความประทับใจที่ชาวโลกร่วมมือกันต่อสู่การระบาดของไวรัสด้วยความมุ่งมั่น

ภาพถ่ายโดย LAKRUWANNANNIARACHCHI / AFP