เงินฝากแบงก์หดตัว โยกลงทุนอื่น หนี้ดอกเบี้ยต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/467349

เงินฝากแบงก์หดตัว โยกลงทุนอื่น หนี้ดอกเบี้ยต่ำ

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยยอดเงินฝากในระบบธนาคารเพิ่มน้อย 2.36% แถมเงินฝากก้อนใหญ่ 25-50 ล้านบาทเริ่มหด โดยเฉพาะฝากประจำ 1-2 ปีลดลงชัด 44.31% หลังดอกเบี้ยต่ำนานและคนโยกไปกองทุนมากขึ้น ชี้แนวโน้มปี 2560 ยังเติบโตน้อยอยู่

ธปท.รายงานเงินรับฝากแยกตามขนาดและอายุของเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 89.04 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝากรวม 12.2 ล้านล้านบาท เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ 87.66 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝาก 11.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.39 ล้านบัญชี หรือ 1.58% และ 2.81 แสนล้านบาท หรือ 2.36% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากดูรายละเอียดตามขนาดเงินฝากทุกขนาด จะพบว่าเงินฝากที่เกินกว่า 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท เป็นเงินฝากขนาดเดียวที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 2.26 หมื่นบัญชี ปริมาณเงินรวม 8.07 แสนล้านบาท เหลือ 2.24 หมื่นบัญชี ปริมาณเงินรวม 7.93 แสนล้านบาท ลดลงทั้งสิ้น 199 บัญชี หรือ 0.88% และปริมาณเงินลด 1.33 หมื่นล้านบาท หรือ 1.64%

ขณะที่เงินฝากขนาดอื่นๆ ยังปรับเพิ่มขึ้น โดยเงินฝากไม่เกิน 5 หมื่นบาท อยู่ที่ 77.13 ล้านบัญชี มีปริมาณรวม 3.73 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.01 ล้านบัญชี หรือ 1.33% และ 1.25 หมื่นล้านบาท หรือ 3.48% เงินฝากเกินกว่า 5 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท อยู่ที่ 3.68 ล้านบัญชี มีปริมาณรวม 2.61 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.16 แสนบัญชี หรือ 3.25% และ 7,944 ล้านบาท หรือ 3.14%

ด้านเงินฝากเกินกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท อยู่ที่ 2.95 ล้านบัญชี ปริมาณเงินฝากรวม 4.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3 หมื่นบัญชี หรือ 3.26% และ 1.22 หมื่นล้านบาท หรือ 3.06%  เงินฝากเกินกว่า 2 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท อยู่ที่ 2.64 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝากรวม 8.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.64 หมื่นบัญชี หรือ 2.98% และ 1.97 หมื่น หรือ 2.42% เงินฝาก 5 แสน-1 ล้านบาท อยู่ที่ 1.24 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินรวม 8.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51 หมื่นบัญชี หรือ 1.23% และ 7,871 ล้านบาท หรือ 0.9%

สำหรับเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท อยู่ที่ 1.28 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินรวม 3.26 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9 หมื่นบัญชี หรือ 5.69% และ 1.12 แสนล้านบาท หรือ 3.55%  เงินฝาก 10 ล้านบาท ถึง 25 ล้านบาท อยู่ที่ 7.38 หมื่นบัญชี มีปริมาณเงินรวม 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,931 บัญชี หรือ 2.69% และ 1.87 หมื่นล้านบาท หรือ 1.72%

เงินฝากเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.07 หมื่นบัญชี มีปริมาณเงินรวม 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 274 บัญชี หรือ 2.63% และ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือ 2.01% และเงินฝากเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท อยู่ที่ 4,923 บัญชี มีปริมาณรวม 6.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 255 บัญชี หรือ 5.46% และ 2.72 หมื่นล้านบาท หรือ 4.16%

เงินฝาก 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท อยู่ที่ 2,765 บัญชี มีปริมาณรวม 8.64 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 212 บัญชี หรือ 8.3% และ 5.57 หมื่นล้านบาท หรือ 6.89% และเงินฝากตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ 1,367 บัญชี มีปริมาณเงินรวม 1.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 บัญชี หรือ 8.92% และ 5,696 ล้านบาท หรือ 0.29%

ทั้งนี้ หากดูรายละเอียดเงินฝากแยกตามอายุเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน พบว่าเงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถามและฝากประจำประเภทอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 2 ปี ปรับลดลง โดยเฉพาะเงินฝากประจำ 1-2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 2.3 แสนบัญชี หรือ 17.37% และปริมาณเงินฝากลดลง 4.68 แสนล้านบาท หรือ 44.31% และเงินฝากประจำ 2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 9.61 หมื่นบัญชี หรือ 19.92% และปริมาณเงินฝากลดลง 1.02 แสนล้านบาท หรือ 24.54% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมานาน และคนมีช่องทางหาผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

 

กูรูเจาะนโยบาย ‘ทรัมป์’ ดีต่อเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/464713

กูรูเจาะนโยบาย 'ทรัมป์' ดีต่อเศรษฐกิจไทย

แม้ว่าตลาดการเงินของโลกตอบรับในเชิงลบต่อการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ แต่สำหรับประเทศไทยยังมีช่องทางที่จะรับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดผยว่า สิ่งที่จะทำให้ไทยได้มุมมองบวกคือ การที่ทรัมป์มีนโยบายยกเลิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ทำให้การรวมกลุ่มที่จะได้ประโยชน์รองลงมาน่าจะเป็นการตกลงผู้ผลิตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (ACEP) หรือ อาเซียนบวก 6 ซึ่งส่งผลดีต่อการค้าไทยด้วย และเชื่อว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี เพราะไทยไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกกีดกันทางการค้า

สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ หากสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐนิ่ง ไม่มีการประท้วง ส่วนพื้นฐานของสหรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ไทยได้มุมบวกที่ ACEP จะได้ประโยชน์มากขึ้น หลังจากที่สหรัฐจะยกเลิกทีพีพี ซึ่งไทยไม่ได้เป็นสมาชิก และมองว่าเฟดจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.ไปก่อน เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า จะกระทบทำให้การส่งออกไทยปี 2560 เติบโตเหลือ 0-1% จากเดิมคาดว่าจะโต 2% ส่งผลให้จีดีพีไทยโตต่ำกว่าเดิมที่คาดว่าจะโตถึง 3.5% แต่ทั้งหมดก็ต้องรอนโยบายที่ชัดเจนหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2560 ซึ่งอาจจะไม่ดำเนินนโยบายได้ทั้งหมดเหมือนช่วงที่หาเสียงเอาไว้

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวทางการบริหารประเทศของทรัมป์ที่มุ่งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และการที่สหรัฐน่าจะใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2560 ขยายตัวใกล้เคียง 2.2% ตามที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นการลงทุนแบบสุดขั้ว เช่น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาจทำให้ปัจจัยพื้นฐานของสหรัฐมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณที่จะเรื้อรังและรุนแรงมากขึ้น กดดันให้เงินเหรียญสหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆ ซึ่งน่าจะยังพอมีทางให้บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ และจะไม่นำไปสู่ข้อพิพาทและใช้ความรุนแรง เนื่องจากในระยะสั้นประเทศที่เป็นเป้าหมายของการกีดกัน/การตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ เช่น จีน อาจจะยังไม่มีทางเลือกมากนักในการปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐ ต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆ แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นอีกปัจจัยที่จะมีผลต่อทิศทางตลาดการเงินในระยะข้างหน้า จากการที่นโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคนใหม่คงจะมุ่งเป้าไปที่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้คาดว่าเฟดจะยังคงส่งสัญญาณทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกของไทยนั้น สถานการณ์ที่ดีที่สุดต่อการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยในปีหน้าจะเกิดขึ้น หากสหรัฐกับประเทศต่างๆ สามารถบรรลุการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นข้อตกลงร่วมกันได้ และไม่นำไปสู่ข้อพิพาทและใช้มาตรการตอบโต้ที่มีความรุนแรง

 

ศึกเลือกตั้งสหรัฐ สะท้านเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/463869

ศึกเลือกตั้งสหรัฐ สะท้านเศรษฐกิจไทย

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. 2559 กำลังถูกทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด สาเหตุใหญ่คือนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครรับเลือกเป็นประธานาธิบดีที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยและยังมีประเด็นที่ต้องจับตาคือ ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี ที่ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม ทำให้การคงอยู่หรือยกเลิกทีพีพีจะมีผลต่อการค้าของไทยในระยะต่อไป

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ การค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ศึกษาผลกระทบต่อไทยจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเห็นว่าความแตกต่างสำคัญระหว่างนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันและ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตคือ ความผันผวนและความมีเสถียรภาพต่อระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นโยบายของทรัมป์ที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน จะทำให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาจทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัวได้ตามเป้า รวมทั้งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปจากเดิม ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมัน ทองคำ และสินค้าเกษตร ผันผวนตาม รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ จะดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น เพื่อตอบโต้นโยบายของทรัมป์

ขณะที่นโยบายของฮิลลารีจะมีผลดีต่อไทยในด้านความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจการค้า และการลงทุน

สำหรับทีพีพีนั้น สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ เห็นว่า หากฮิลลารีชนะการเลือกตั้ง และพิจารณาเข้าร่วมทีพีพีในอนาคต จะทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการค้ากับประเทศที่เข้าร่วมทีพีพีไปก่อนหน้านี้ แต่หากทรัมป์ที่คัดค้านทีพีพีมาแต่ต้น และชนะการเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อไทยที่ยังไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี

ในด้านการส่งออกของไทยนั้น การที่ทรัมป์มีนโยบายที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอาจส่งผลกระทบต่อไทยทางอ้อมคือ สินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่ไทยส่งไปจีน เพื่อส่งต่อไปสหรัฐอาจได้รับผลกระทบ และในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยปัจจุบันสหรัฐเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น

โดยปี 2558 ไทย-สหรัฐมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 3.79 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐมูลค่า 2.40 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 11% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และนำเข้าจากสหรัฐ 1.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องนุ่งห่ม

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าของผู้สมัครทั้งสอง ทั้งนี้นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน อาจสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ เช่น นโยบายลดภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้กลุ่มธุรกิจไม่ย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐ และให้คนในประเทศมีงานทำ

ขณะที่นโยบายหลายอย่างของ ฮิลลารีจะใกล้เคียงกับรัฐบาลชุดก่อน เป็น การสานต่อนโยบายเดิมของประธานาธิบดี โอบามา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ส่วนข้อตกลงทีพีพี แม้ฮิลลารีจะคัดค้าน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาเข้าร่วมทีพีพีในอนาคต ขณะที่ทรัมป์มีความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า คัดค้านทีพีพี เพราะเห็นว่าจะทำให้แรงงานต่างชาติมาแย่งงานคนอเมริกัน

ขณะที่ นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เห็นว่า ทั้งฮิลลารีและทรัมป์ต่างมีแนวนโยบายเดียวกันคือ กีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นจะกระทบต่อตลาดการค้าระดับหนึ่ง ขณะที่ส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้มูลค่าส่งออกปี 2560 ลดลง 0.15% แบ่งเป็นผลกระทบทางตรง 1.2% และทางอ้อม 0.03%

“ส่วนตัวมองว่า หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งผลกระทบน่าจะน้อยกว่า เพราะมีแนวคิดใช้การค้านำ ไม่ใช่การเมืองนำอาจจะเกิดการเจรจาการค้าตกลงผลประโยชน์ร่วมกันเป็นรายประเทศได้ ซึ่งน่าจะดีต่อไทยที่จะเจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐ โดยที่ไม่ต้องมีการเจรจาทีพีพี แต่ถ้าฮิลลารีชนะคาดว่าจะมีการทบทวนเงื่อนไขการเจรจาข้อตกลงต่างๆ ใหม่” นพพร กล่าว

สำหรับผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นนั้น หลายสำนักล้วนมองไปในทิศทางใกล้เคียงกันคือ หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งความผันผวนของตลาดเงินและตลาดหุ้นจะมีมากกว่า รวมทั้งกระทบต่อต้นทุนการระดมเงินให้สูงขึ้นในระยะต่อไปด้วย

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากฮิลลารีได้รับการเลือกตั้งก็มีโอกาสที่เฟดจะขยับดอกเบี้ยได้ตามแผน เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เติบโต 2.9% มีความพร้อมที่จะขยับดอกเบี้ยอยู่พอสมควร

แต่หากผลการเลือกตั้งพลิกเป็นทรัมป์ การค้าทั่วโลกอาจจะหดตัวจากนโยบายขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์ ทำให้ผู้ค้ามีรายได้จากการส่งออกลดลง ส่งผลให้ปริมาณหรือสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในตลาดน้อยลง จนเงินเหรียญสหรัฐอาจแข็งค่าขึ้น กดเงินบาทให้มีทิศทางอ่อนค่าลงได้

นอกจากนี้ นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของทรัมป์จะทำให้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลการคลังสูงขึ้น ต้องก่อหนี้มากขึ้น ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสหรัฐสูงขึ้นตาม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเป็นตัวอ้างอิงถึง 84% ดังนั้น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยที่อิงพันธบัตรสหรัฐ หรืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยจะปรับขึ้นตามสหรัฐ ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรายใหญ่ที่ระดมเงินทุนผ่านตลาดพันธบัตรของไทยจะมีต้นทุนจากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะเห็นว่า หากทรัมป์ได้รับเลือกจะส่งผลกระทบที่รุนแรง แต่ส่วนตัวประเมินว่าจะเกิดความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนแข็งค่า ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่มุ่งเติบโตจากภายใน จะทำให้แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ในด้านอัตราดอกเบี้ยนั้น อมรเทพ เห็นว่าปัจจัยการเมืองไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเฟด เพราะเฟดจะพิจารณานโยบายดอกเบี้ยจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ทำให้เชื่อว่าเฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี

ขณะที่ สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เห็นว่า ในระยะสั้นไม่ว่าผู้สมัครฝ่ายใดจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็น่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจไทยไม่ได้มาจากด้านต่างประเทศ ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่เป็นการขับเคลื่อนที่มาจากในประเทศ

ส่วนผลกระทบระยะยาวต้องดูว่านโยบายผู้นำสหรัฐคนใหม่ จะมีการกีดกันทางการค้าในภาพกว้างหรือไม่ หากมีการกีดกันจริงๆ ก็คงกระทบการค้าโลกและกระทบไทยด้วย โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ว่า ถ้าทรัมป์ได้รับเลือกเศรษฐกิจระยะสั้นของสหรัฐจะเติบโตมาก แต่ในระยะยาวอาจจะเข้าสู้วิกฤตได้ ซึ่งถ้าสหรัฐเข้าสู่วิกฤตจริงๆ ก็ย่อมกระทบไปทั้งโลกรวมทั้งไทย

ภาพ…เอเอฟพี

 

ชีวิตติดปีกของ “หม่อง ทองดี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466472

ชีวิตติดปีกของ "หม่อง ทองดี"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

“สวัสดีครับพี่ มายากมั้ยครับ”

หม่อง ทองดี ในชุดเสื้อโปโลสีดำ กางเกงขาสั้น ออกมายืนรอรับหน้าบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ชวนให้นึกถึงภาพของเด็กน้อยกำลังย่อตัวพร้อมเหวี่ยงแขนสุดแรงเกิดเพื่อส่งเครื่องบินกระดาษพับลอยสูงไปบนอากาศ กระทั่งคว้าแชมป์ระดับประเทศ เมื่อหลายปีก่อน

วันนี้หม่องเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มวัย 19 ร่างเล็กแกร่ง พูดน้อย ขี้อาย เวลาหมุนเปลี่ยนเวียนผ่านทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มไร้สัญชาติผู้มีชื่อเสียงคนนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งกับแง่มุมใหม่ๆที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ นั่นคือ การเป็นครูฝึกโดรนของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

จากด.ช.เครื่องบินกระดาษสู่ครูฝึกโดรน

บนชั้น 2 ของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ย่านเพชรเกษม เป็นห้องโถงโล่งๆ ทันทีที่ไฟนีออนสว่างพรึ่บเผยให้เห็นบรรยากาศคล้ายโกดัง เต็มไปด้วยเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์จำลองบังคับวิทยุ และโดรนขนาดต่างๆวางเรียงรายสะดุดตา

“ชีวิตผมก็ยังวนเวียนอยู่กับเครื่องบินนี่แหละครับ”

หม่องหัวเราะ ขณะกุลีกุจอหาเก้าอี้ให้นั่ง พร้อมเปิดพัดลมไล่อากาศร้อนอบอ้าว เขาเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ที่การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หนองแขม ควบคู่กับฝึกงานที่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

“ผมชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก เคยเล่นเครื่องบินกระดาษพับมาก็เลยอยากต่อยอดไปสนใจเครื่องบินบังคับวิทยุ ประมาณ 5 ปีที่แล้วได้เจอกับอาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล (นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ) ขณะเข้าร่วมโครงการหนูน้อยเจ้าเวหา แกสอนผมดีมาก วิธีบิน บินยังไง ทำยังไงให้บินได้นานๆ บินได้อย่างปลอดภัย สอนการถ่ายภาพทางอากาศ ภาพมุมสูง สอนให้รู้จักกลไกการทำงานของโดรนและเครื่องบินจำลองบังคับวิทยุ ต่อมาเขาประกาศว่าใครไม่มีทุนทรัพย์แต่อยากมาฝึกงานกับสมาคมให้สมัครมา ผมก็ส่งใบสมัครจนมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งปีแล้วครับ”

หน้าที่หลักคือ บินถ่ายภาพมุมสูง ทั้งงานข่าว ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา เรือยาว จักรยาน งานกู้ภัย วันไหนมีอบรมก็ไปช่วยเป็นครูฝึก กินนอนอยู่ที่สมาคมเลย โดยสมาคมอุปถัมภ์ให้เงินเดือนๆละ 15,000 บาท เงินส่วนหนึ่งผมก็ส่งให้พ่อแม่ ที่เหลือเก็บไว้ใช้เองครับ”

น้ำเสียงของเขาสุภาพ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว แววตาเบิกกว้างทุกครั้งเวลาพูดถึงเครื่องบิน หม่องชอบเครื่องบินทุกชนิด เพราะสงสัยใคร่รู้ว่ามันบินได้ยังไง ทำไมถึงอยู่บนฟ้าได้โดยไม่ตกลงมา ทั้งที่ทำจากเหล็ก คำถามเหล่านี้สร้างความอัศจรรย์ใจให้เขามาตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2540  วันที่หม่องลืมตาขึ้นมาดูโลก เขาเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เป็นลูกชายของสองสามีภรรยาชาวชนเผ่าปะโอ ผู้อพยพหนีภัยสงครามมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตของเด็กไร้สัญชาติคนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเพราะเครื่องบินกระดาษพับลำเล็กๆ

“สมัยป.3 ผมพับเครื่องบินกระดาษเล่นกับเพื่อนๆ เล่นไปวันๆโดยไม่รู้เลยว่าจะโอกาสไปแข่งถึงต่างประเทศ วันหนึ่งมีครูมาบอกว่าสมาคมเครื่องบินกระดาษพับกำลังหาตัวแทนไปแข่งระดับภูมิภาคที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูก็ส่งเราไป ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแข่งยังไง ชนะแล้วได้อะไร การแข่งเครื่องบินกระดาษคือการร่อนให้อยู่บนอากาศให้นานที่สุด คนแข่งเป็นร้อย ผมก็พับๆไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจับเวลา หรือตัดสินกันยังไง ทำไปตามความเคยชิน รู้ตัวอีกทีก็ชนะได้เป็นตัวแทนของภาคเหนือไปชิงแชมป์ประเทศไทยที่กรุงเทพฯ”

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กชายหม่อง ทองดี เรียกเสียงฮือฮามาก เขาจะย่อตัวลงต่ำชนิดหลังแทบติดพื้น มือข้างหนึ่งเล็งเป้าไปบนท้องฟ้า อีกมือหนึ่งจับแน่นที่เครื่องบินกระดาษ ก่อนจะกระโดดเหวี่ยงสุดแรงเกิด ส่งเจ้าเครื่องบินลำน้อยพุ่งทะยานไปบนอากาศ หม่องบอก ทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้ยึดหลักแรงโน้มถ่วงหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

“ที่กรุงเทพ ผมลงแข่งรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบ ตัวเล็กที่สุดเลย สุดท้ายก็ชนะ ก็กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ หลังจากนั้นต้องไปแข่งที่ประเทศญี่ปุ่นอีก ครูที่โรงเรียนมาบอกว่าหม่องไม่ใช่คนไทย ไม่มีบัตรประชาชน จะเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ครูเลยพาผมไปหาอาจารย์แหวว (รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน) กับครูแดง (เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) เพื่อขอให้ช่วย

มีนักข่าวถามว่าไม่ได้ไปแข่งเมืองนอกรู้สึกยังไง เห็นครูร้องไห้ผมก็ร้องตาม ตอนนั้นพูดอะไรไม่ถูก เขาเดินเรื่องกันจนในที่สุดก็ออกบัตรชั่วคราวให้ไปแข่งได้ ผมลงประเภททีมกับประเภทบุคคล ปรากฎว่าประเภทบุคคลผมได้ที่สาม ส่วนประเภททีมได้ที่หนึ่ง ได้เหรียญทองกลับมา”ประโยคแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ

ณ วันนี้ หม่อง “ติดปีก”เพิ่มให้แก่ตัวเองจากประสบการณ์ที่สั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มที่เครื่องบินกระดาษพับ เครื่องบินบังคับวิทยุ มาถึงโดรน ภายใต้ความหวังในใจว่าสักวันหนึ่งอาจมีวาสนาได้ขับเครื่องบินจริงๆกับเขาบ้าง

คำสัญญาเพียงแค่ลมปาก วันนี้เขายังไร้สัญชาติ

“ผมดีใจที่เกิดเมืองไทย ได้เติบโต ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศที่เราอยู่กินมาตั้งแต่เด็กๆ”

คำตอบชัดถ้อยชัดคำ หลังถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรตอนที่คว้ารางวัลการแข่งขันเครื่องบินกระดาษระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ.2552

หม่องยิ้มกว้าง ถูมือเล่นไปมาอย่างเขินอาย ใครเล่าจะลืมช่วงเวลาอันหอมหวานของความสำเร็จได้ ทว่าสีหน้าของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง ริมฝีปากเม้มตรง ก้มหน้ามองพื้น เมื่อถูกถามถึงบำเหน็จรางวัลที่ได้รับในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงให้กับบ้านเกิดเมืองนอน

“หลังกลับเมืองไทย นักข่าวมาสัมภาษณ์กันทุกช่องเลย เหนื่อยมากครับ ต้องนั่งเครื่องมาออกรายการที่กรุงเทพฯบ่อยๆ ผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาบอกว่าจะให้ทุนการเรียน จะให้บัตรประชาชน ผมก็ดีใจ พ่อแม่จะได้ไม่เหนื่อย แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมากว่าสิบปี ยังไม่ได้รับอะไรแม้แต่อย่างเดียว ทุนการเรียนพ่อแม่ก็เป็นคนส่งมาตลอด บัตรประชาชนก็ยังไม่ได้ เราก็ไม่ได้เรียกร้อง ไม่คิดจะไปทวงถามอะไรทั้งนั้น แต่เสียใจนิดหน่อยที่ผู้ใหญ่พูดอะไรไปแล้วไม่ทำตาม เห็นใจพ่อแม่ที่ต้องเหนื่อยทำงานส่งเราเรียน ส่วนเรื่องบัตรประชาชนเขาก็บอกว่าให้เรียนจบปริญญาตรีก่อนถึงจะได้”  

คนไทยจำนวนไม่น้อยยังจำหม่อง ทองดีได้ หลายคนเข้ามาชื่นชมกับวีรกรรมครั้งเก่าๆที่เคยสร้างชื่อให้กับประเทศ หลายคนถามถึงคำสัญญาจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนั้นว่าได้ทำตามคำที่ให้ไว้หรือไม่ หม่องทำได้เพียงยิ้มอย่างสุภาพก่อนตอบตามความจริง

“บางคนก็เข้ามาถามว่า น้องหม่องที่พับเครื่องบินกระดาษใช่ไหม เขาก็ชื่นชม หลายคนก็ถามว่าได้สัญชาติไทย ได้บัตรประชาชนหรือยัง เขาก็เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจเรา ยอมรับว่าเสียใจครับ เขาพูดกับเราตั้งแต่ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมันก็ติดอยู่ในใจมาตลอดว่าเขาจะให้ สุดท้ายก็ไม่ให้ แต่ผมเชื่อคำสอนของแม่มาตลอดว่า ถ้าเขาให้ก็เอา ถ้าไม่ให้เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำชีวิตเราให้ดีที่สุด อย่าไปเกเร ทำเรื่องเสื่อมเสีย เรื่องบัตรประชาชน การได้สัญชาติไทยก็ยังเป็นความฝันเล็กๆอยู่ ผมอยากเป็นคนไทยเต็มตัวครับ”

ด.ช.หม่องกับครอบครัว หลังเดินทางกลับมาจากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2552

 

ภูมิใจที่สุดในชีวิต บินถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9

ภาพถ่ายมุมสูงของข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)กว่า 3,500 ชีวิต รวมตัวกันแปรอักษรเป็นรูป”เลข ๙” เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ช่างงดงามอลังการ สร้างความปลาบปลื้มชื่นใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าครูฝึกโดรนไร้สัญชาติคนนี้คือหนึ่งในทีมงานถ่ายภาพ

“เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดที่ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดด้วยการถ่ายรูปออกมาให้สวยที่สุด”

คำตอบที่สั้นแต่กินความหมายลึกซึ้ง หม่องอธิบายต่อว่า หลักการใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมสูงยากตรงที่จะบินอย่างไรให้ปลอดภัย บินอย่างไรให้ได้ภาพสวยๆ

“ต้องวางแผนเรื่องความปลอดภัย บินยังไงให้ไม่ตก บินยังไงไม่ให้ไปชนตึก ชนเสาไฟ ไม่ให้ตกใส่หัวคน ที่ไหนควรบินที่ไหนไม่ควรบิน การถ่ายภาพด้วยโดรนก็เหมือนกล้องตัวหนึ่งเพียงแต่อยู่บนฟ้า ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะบินยังไงให้ได้ภาพสวย ถ่ายภาพมุมไหนถึงจะออกมาสวย ส่วนหนึ่งผมก็เรียนจากอาจารย์ช่างภาพของสมาคม ส่วนหนึ่งก็ศึกษาเองจากยูทูบ”

งานแปรอักษรของข้าราชการกทม. ถวายความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งหม่อง ทองดีได้เข้าร่วมถ่ายภาพครั้งนี้ด้วย

 

ความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครูฝึกโดรน

พูดจบ หม่องขอตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะถ่ายรูป ช่างภาพเหลียวซ้ายแลขวาหาโลเกชั่นเหมาะๆ นักข่าวควักสมุดจดขึ้นมาไล่ดูลิสต์คำถามที่เหลือ ไม่นานพระเอกของเราก็เดินลงมาด้วยโฉมใหม่ที่ดูหล่อเหลาขึ้น จึงโยนคำถามเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายในอนาคต

“เบื้องต้น ผมอยากเรียนเรื่องการถ่ายภาพครับ เพราะกำลังทำงานเรื่องโดรนเรื่องการถ่ายภาพอยู่ เรียนจบอาจไปสมัครเป็นช่างภาพสื่อมวลชน หรือถ้าวันข้างหน้ามีทุนก็อยากเปิดร้านขายเครื่องบินจำลองและรับจ้างถ่ายภาพมุมสูง ความฝันที่อยากเป็นนักบินคงยาก แต่ถึงไม่ได้ขับเครื่องบินจริง เราขับเครื่องบินจำลองก็ได้ครับ” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนเอ่ยทิ้งท้ายคล้ายกับเป็นฉากจบของการสนทนาว่า

“ตอนนี้ผมพยายามทำสิ่งดีๆให้กับประเทศชาติ พยายามเรียนให้จบเพื่อจะได้สัญชาติไทย …ผมยังรอความหวังตรงนี้อยู่ครับ”

โดรนลำน้อยค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า บ้างเคลื่อนไปทางซ้ายบ้างเคลื่อนไปทางขวาตามการบังคับของรีโมทวิทยุในมือครูฝึกที่ชื่อหม่อง ทองดี แววตาของเขาดูกระตือรือล้น มีชีวิตชีวา ยามได้ติดปีกเสรี ราวกับว่าการบินเป็นกิจกรรมเดียวที่สามารถพาเขาหนีไปจากความวุ่นวาย ความเศร้าสร้อย ความท้อแท้สิ้นหวัง และสารพันปัญหาทั้งปวง.

 

เรื่องเล่าจากองคมนตรี “พระมหากษัตริย์ ผู้ให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466298

เรื่องเล่าจากองคมนตรี "พระมหากษัตริย์ ผู้ให้"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของไทย ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ที่ได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทไว้อย่างน่าสนใจ

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

นี่คือคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ผมได้ถวายต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระแรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2546

ทว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน เพราะหากนับย้อนไปก่อนหน้าตลอดชีวิตการเป็นทหารของผมก็มีหลายช่วงหลายตอน ที่เคยได้รับพระราชทานพระเมตตาและพระมหา กรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาแล้ว

“นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ความฝันอันสูงสุด’ ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำ ขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา”

ช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

ครั้งแรกที่ผมได้เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เมื่อเดือน ม.ค. 2508 จากการเฝ้าฯ รับพระราชทานกระบี่พร้อมปริญญาบัตรหลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อย สถานที่คือศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้นซึ่งเป็นเกียรติยศแก่ตัวผมและวงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นเมื่อมียศร้อยโทประจำการอยู่ที่กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก ผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ อีกครั้ง เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2513 โดยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาแก่ พ.อ.จำเนียร มีสง่า เสนาธิการของกองทัพภาคที่ 3 ที่เสียชีวิตจากการถูกผู้ก่อการร้ายลอบยิง (ณ ตอนนั้นประเทศไทยยังมีการต่อสู้กันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองกำลังทหารในบางพื้นที่) จำได้ว่า นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา

มีครั้งหนึ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมคนหนึ่งที่เป็นทหาร ออกไปปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนที่เป็นตำรวจและเพื่อนกัน ได้หยิบแผ่นบทเพลงนี้ขึ้นมาดูด้วยความซาบซึ้งว่า ถึงแม้เพื่อนจะเสียชีวิต แต่ก็เป็นการเสียชีวิตเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองตามเนื้อหาของเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ของพระองค์ท่านซึ่งผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจทหารตำรวจทุกนาย

วันที่ 24 ก.พ. 2533 ผมได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่านอีกครั้ง เนื่องในวันรบพิเศษ โดยพระองค์เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปที่กองพลรบพิเศษที่ 1 จ.ลพบุรี เพื่อทอดพระเนตรการสาธิตขีดความสามารถของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผมในฐานะผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ต้องกราบบังคมทูลรายงานต่อเบื้องพระพักตร์ ซึ่งหากถามความรู้สึกบอกได้เลยว่าความตื่นเต้นมีมาก่อนหน้าวันนั้นมากมาย รวมทั้งวินาทีที่เห็นรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนมาหยุดลงตรงหน้า แต่ทันทีที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมได้เห็นพระองค์ท่านทรงฉลองพระองค์ชุดรบพิเศษ หรือที่ในหมู่ทหารเรียกกันว่า “ชุดหมวกแดง” ก็กลบความตื่นเต้นลงเสียสิ้น

ในวันนั้นนอกจากการกราบบังคมทูลรายงานแล้ว ผมยังได้กราบบังคมทูลชี้แจงการปฏิบัติงานของหน่วยรบพิเศษในระหว่างที่พระองค์ทอดพระเนตรการแสดงและสาธิตของหน่วยฯ อีกหลายชุด รวมทั้งบอร์ดแสดงนิทรรศการของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมฉายพระบรมรูปไว้เป็นที่ระลึก ณ สโมสรของหน่วยฯ ด้วย ยังความภาคภูมิใจให้กับผมและหน่วยฯ เป็นอย่างมาก

ทรงพระปรีชาเลิศล้ำ

สิ่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด คือ แนวทางที่จะแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างลำบาก พวกชนกลุ่มน้อย หรือผู้ที่ด้อยโอกาสในทุกๆ ด้าน ทรงพระราชดำริว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ จะต้องขจัดปัญหาความยากจนให้ได้ พระราชดำรัสที่พระราชทานเสมอ คือ “พวกเขาลำบาก ให้ไปช่วยกันดูแล” พระมหากรุณาธิคุณในข้อนี้จึงเรียกได้ว่าปกแผ่ไปแทบจะทุกพื้นที่ และในหลายๆ ครั้งก็แสดงให้เราได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เลิศล้ำหาใดเปรียบ

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2539 ผมได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้ว พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ที่เมรุวัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลังจากที่พระราชทานเพลิงศพเสร็จแล้ว ขณะเตรียมเสด็จฯ กลับ ก็ได้มีพระราชดำรัสกับผมว่า “ท่านแม่ทัพ ขอให้ไปดูความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ที่ภูพานด้วย”

ผมได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระราชดำรัสเอาไว้ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเป็นถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่ทราบเลยว่าบ้านแก่งนางอยู่ตรงไหน แต่พระองค์ท่านทรงทราบแล้วว่าที่นั่นมีปัญหา จึงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเลื่อมใสและศรัทธาว่า พระองค์ท่านทรงทุ่มเท ทรงใส่พระราชหฤทัยประชาชนอย่างเหลือเกิน

วันนั้นหลังจากส่งเสด็จแล้ว ผมก็รีบหาข้อมูลเพื่อจะเดินทางไปบ้านแก่งนางทันที พบว่าเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณตอนบน ต.ห้วยบางทราย จ.มุกดาหาร แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปอีกประมาณ 130 กิโลเมตร ก่อตั้งขึ้นจากราษฎรกลุ่มที่เคลื่อนย้ายจากท้องที่หลายจังหวัดมารวมกัน รวมทั้งราษฎรกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิม เช่น โซ่ข่า กลุ่มนามสกุลชาวดงและภูไท มีจุดเด่นคือ เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่สีชมพู แต่ราษฎรปฏิเสธไม่เข้าร่วมขบวนการกับ ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)

เมื่อผมเดินทางไปถึง ก็ได้เข้าไปถามชาวบ้านตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางว่า ให้ทหารเข้าไปถามว่าเขามีปัญหาอะไรชาวบ้านบอกว่า เขามีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เหตุเพราะพื้นที่หมู่บ้านมีลักษณะเป็นแอ่งหุบเขา ลำห้วยอยู่ลึกลงไป เวลาหน้าแล้งระดับน้ำจะอยู่ต่ำมาก ทำให้เอาน้ำขึ้นมาใช้ลำบาก

หลังจากปรึกษาหารือกันในหน่วยฯ แล้ว ลงความเห็นว่า ให้นำเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าที่เรียกว่า “ไดรโว” ลงไปสูบน้ำขึ้นมาไว้ในถังพัก เพื่อให้ชาวบ้านมาตักไปใช้ เป็นการช่วยให้เขามีความสะดวกสบายมากขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่ต้องลงไปหาบหามขึ้นมาให้เป็นที่ลำบาก ยังจำภาพได้ติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านต่งมีสีหน้าแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะเมื่อผมเล่าให้เขาฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน มีพระราชดำรัสสั่งให้ทหารเข้ามาดูแลและหาทางช่วยกันแก้ไข ครั้งนั้นหลังจากดำเนินการช่วยชาวบ้านเสร็จเรียบร้อย ผมบอกให้พวกเขาหันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของกรุงเทพฯ จากนั้นก็บอกให้ทุกคนก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อให้รู้ซึ้งว่านี่คือพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานแก่ชาวบ้านแก่งนาง

ภายหลังเมื่อผมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้กลับไปเยี่ยมชาวบ้านที่บ้านแก่งนางอีกครั้ง พบว่าที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก กลางเป็นหมู่บ้านขยายที่มีถึง 4 หมู่บ้านในละแวกเดียวกัน แทนที่จะเป็นเพียงหมู่บ้านเดี่ยวเหมือนสมัยก่อน โดยชาวบ้านได้ขยายการทำมาหากินออกไปหลากหลาย เส้นทาง ถนนต่างๆ ก็เข้าถึงซึ่งพอมองย้อนกลับไปเทียบกับภาพในอดีต จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชน

เป็นความรู้สึกที่ตระหนักแน่แก่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอดส่องถึงทุกปัญหาความลำบากของประชาชน ถึงแม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เป็นเพียงหมู่บ้านเดียว แต่ก็ทรงห่วงใยเท่าเทียมเสมอเหมือนกันหมด

ถวายสัตย์ปฏิญาณรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

ชั่วชีวิตของผมที่ผ่านมา มีหลายช่วงหลายตอนที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่าเป็นชีวิตที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างตอนที่เกษียณจากราชการทหาร ผมไม่ได้นึกว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ความตั้งใจของผม ณ ตอนนั้นคือ เมื่อกลับจากพาภรรยาไปพักผ่อนที่ต่างประเทศแล้วผมจะบวช

ปรากฏว่าเมื่อกลับจากต่างประเทศ ผมได้รับทราบว่า พระองค์ท่านทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ผมยังจำทุกเหตุการณ์ของวันที่ 24 พ.ย. 2546 ตั้งแต่ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำผมเข้าเฝ้าฯ ต่อเบื้องพระพักตร์ได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชดำรัสสั่งให้ผมทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง พร้อมกับทรงย้ำว่า “ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ซื่อตรง” แล้วพระราชดำรัสต่อมาก็ทำให้ผมถึงกับรู้สึกตื้อขึ้นมาในอกด้วยความประทับใจ “แล้วจะบวชเมื่อไร” พระราชดำรัสถามสั้นๆ แต่แสดงถึงข้อที่ว่าพระองค์ท่านทรงทราบว่า แต่ละคนที่จะเข้ามาทำงานนั้นมีประวัติ มีภูมิหลังอย่างไร และมีความตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไป ณ  วินาทีนั้นผมได้แต่ก้มลงกราบถวายบังคมแทบพระบาท และกราบบังคมทูลตอบด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พรรษาหน้านี้พระพุทธเจ้าข้า”

หากเปรียบกับใครหลายๆ คน ผมเองถือว่าอาจจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นหลายเท่ากว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปดูที่ภูมิหลังของผม คงเห็นได้ชัดๆ ว่ามีความขัดแย้งทางการเมืองจากเรื่องของคุณพ่อมาอย่างไร และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ผมและพี่น้องในตระกูลของผมเป็นอย่างมาก ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมมาทำหน้าที่เป็นองคมนตรีเพราะถ้าจะพูดให้ตรงๆ ก็คือ จะทรงเลือกคนอื่นก็ได้ แต่นี่พระองค์ท่านทรงเลือกผมซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงพระราชดำริว่า ทรงรับรู้ถึงความตั้งใจในการทำงานและผลงานมากกว่าที่จะคำนึงถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา

ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ล้วนอยู่ในสายพระเนตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย แผนที่ของพระองค์ท่าน เรียกได้ว่าดีและละเอียดกว่าของทุกๆ คน เพราะทรงบันทึกขึ้นมาจากการเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง แม้แต่กรุงเทพฯ ที่เราคุ้นชินและรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ราบเรียบ พระองค์ก็ยังทรงรู้ว่า ตรงไหนเป็นที่ต่ำ ตรงไหนเป็นที่สูง และเพราะเสด็จฯ มาแล้วทุกพื้นที่ ทำให้ปัญหาหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยมาก คือปัญหายาเสพติด ทรงพระราชดำริที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้พสกนิกรเฉียดกรายใกล้ความเลวร้ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 3 มี.ค. 2543 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อกราบบังคมทูลรายงาน เรื่องการหาวิธีป้องกันการนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยทางด้านเหนือ พื้นที่เพ่งเล็งได้แก่พื้นที่ตั้งแต่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

โดยพระองค์ท่านพระราชทานแนวทางในการสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนว่าต้องกระทำในลักษณะผสมผสานมีการเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้าน ควรเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือแนะแนวทาง แต่ก่อนอื่นจะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎรมาเสียก่อน

พระองค์ท่านยังพระราชทานแนวทางแก้ไขมาอีกว่า ที่นั่นมีโครงการหลวงในพื้นที่อยู่แล้ว หมู่บ้านที่มีอยู่บริเวณนั้นทั้งหมดก็มี 43 หมู่บ้าน อยากให้นำทั้ง 43 หมู่บ้านนี้ เข้ามารวมอยู่ในแผนงานที่จะเป็นเครือข่ายในการป้องกันการนำยาเสพติดข้ามพรมแดนเข้ามา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผมรู้ว่าจะดำเนินการกับภารกิจนี้อย่างไร แนวทางที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ สรุปได้ดังนี้

– การสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องกระทำในลักษณะผสมผสาน มีการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับการปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อสร้างความใกล้ชิด

– จะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎร

– การปฏิบัติงานจะต้องร่วมกันทุกฝ่าย

พื้นที่เพ่งเล็งในการปฏิบัติงาน ได้แก่ พื้นที่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ลักษณะการดำเนินงานมิใช่โครงการใหญ่แต่เป็นงานเล็กๆ เช่น ฝายกั้นน้ำ และใช้ระบบการส่งน้ำด้วยท่อ โดยกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้านควรมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ ตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จในห้วงที่ผ่านมา คือ โครงการห้วยตึงเฒ่า ซึ่งหากจะดำเนินงานต่อราษฎรในพื้นที่สูงสามารถประสานกับ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ได้โดยตรง

จากยุทธศาสตร์พระราชทานข้างต้น ทำให้ผมสามารถน้อมนำไปปฏิบัติให้สัมฤทธิผลได้ โดยเริ่มจากการมอบหมายให้กองกำลังนเรศวรและกองกำลังผาเมืองประสานงานและร่วมกันรับผิดชอบ ดำเนินงานในเขต จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้กองทัพภาคที่ 3 ยังส่งชุดปฏิบัติการเข้าพื้นที่อีก 5 ชุด ซึ่งชุดปฏิบัติการเหล่านี้จะคอยทำหน้าที่ประสานงานการช่วยเหลือราษฎร ร่วมกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนา 4 ประการ ดังนี้

1.เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ราษฎร ตามแนวชายแดน ให้ปราศจากการคุกคามของผู้มีอิทธิพลในท้องที่และกองกำลังต่างชาติ

2.เพื่อให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น การเสพ การค้า และการร่วมขบวนการ

3.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

4.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีความรักประเทศไทย มีความเป็นคนไทยมากขึ้น และให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในทุกเรื่อง

ปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และได้เปลี่ยนชื่อจาก “โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนตามแนวทางพระราชทาน” ที่ใช้เมื่อปี 2543 มาเป็น “โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่” ซึ่งผมก็ยังคงเดินทางไปกับคณะทำงานตรวจเยี่ยมพื้นที่และติดตามผลการปฏิบัติอยู่เสมอ

“ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

คําถวายสัตย์ปฏิญาณย้อนกลับเข้ามาดังก้องในห้วงคิดของผมอีกครั้ง

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ผมสัญญากับตัวเองว่า จะซื่อสัตย์ ซื่อตรงกับทุกการกระทำ มิใช่เพียงภาระหน้าที่ แต่รวมถึงทุกเรื่องราวทุกห้วงตอนของการดำเนินชีวิต แม้เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตผันผวนกระทั่งผมต้องขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากการเป็นองคมนตรีเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของประเทศ ผมก็ยังยึดมั่นต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ถวายอย่างไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเรียกได้ว่าผมได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในส่วนที่คนซึ่งยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายกฯ น่าจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นการนำบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ หรือว่าเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการดำเนินการต่างๆ ทำให้ผมได้ประจักษ์แจ้งชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง

สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางพระราชทานพระราชดำรัสเตือน หรือว่าพระราชดำรัสชมเชย กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายกฯ อย่างผม มีความเชื่อมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องไปได้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น แต่เป็นลักษณะที่ถือว่าพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำอย่างจริงๆ เช่น ปีที่สหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรไทยครบหนึ่งร้อยปี ผมได้มีโอกาสพบกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้ยืนยันที่จะกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในวาระอันเป็นมงคลนี้ และผมก็รับปากว่า จะนำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา

ปรากฏว่า เมื่อผมนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำว่า “การที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศที่มีความสัมพันธ์กับเรามาเป็นเวลานานนั้น เป็นสิ่งที่ดี”

นั่นคือพระองค์ท่านทรงเห็นด้วย แต่มีพระราชดำรัสต่อไปว่า พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปไม่ได้แต่อยากจะให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งเป็นที่มาของการเสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งครบรอบความสัมพันธ์หนึ่งร้อยปีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย พ.ศ. 2550

พระราชประสงค์ข้อนี้ ผมคิดว่า คนไทยทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วบ้าง หากได้ติดตามพระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม วันที่ 4 ธ.ค.ของทุกปี พระองค์ท่านมักพระราชทานแนวทางกว้างๆ แก่ประชาชน มีทั้งพระราชดำรัสแนะนำตักเตือน และพระราชทานกำลังใจ ซึ่งทั้งสามประการนี้ ถ้าใครได้ย้อนกลับไปอ่านพระราชดำรัสที่มีคนตีพิมพ์ให้ดี จะเห็นว่า ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่ไม่ได้ทรงเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่หลั่งไหลออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยจริงๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันกำลังพระวรกายของพระองค์ท่านไม่อำนวย ทำให้ประชาชนไม่ค่อยมีโอกาสได้รับพระราชทานหรือมีโอกาสได้ฟังพระราชดำรัสกันได้บ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อน

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

เมื่อโชคชะตานำพาให้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ในใจของผมตอนนั้นคิดว่า เมื่อได้ทำงานเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว ก็คงมีโอกาสได้พัก ผมไม่เคยคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมกลับมาเป็นองคมนตรีอีก

วันที่ 8 เม.ย. 2551 ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้นำผม องคมนตรี ศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรี ชาญชัย ลิขิตจิตถะ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมกันสามคน โดยพระองค์ท่านยังคงพระราชทานพระราชดำรัสสั่ง ให้ผมช่วยดูงานด้านความมั่นคงเช่นเดิม ด้วยเหตุว่าทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส งานในหน้าที่องคมนตรีของผมจึงเป็นไปในลักษณะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนตามภาคต่างๆ โดยเฉพาะถ้าพื้นที่ใดประสบเหตุภัยธรรมชาติ

กำลังใจ คือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเห็นว่า ผู้คนต้องการอย่างยิ่งยวดในยามทุกข์เข็ญ เพราะฉะนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่จึงเป็นการไปเพื่อให้กำลังใจข้าราชการในท้องที่กับเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบปัญหา พร้อมกับนำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ การเดินทางแต่ละครั้งจะมีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีไปคอยช่วยให้บริการด้วย เพราะเป็นที่แน่ชัดว่า เวลาเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติเรื่องการป่วยไข้จะต้องตามมา

เวลาออกไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัย แนวทางหนึ่งที่ผมได้จากพระองค์ท่านมาตั้งแต่สมัยรับราชการทหารและนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้คือ การฟังความทุกข์ของประชาชน อย่างที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ถึงเรื่องของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ผมจะเข้าไปถามหาปัญหาจากเขา ไปรับฟัง รับทราบว่ามีปัญหาอะไร แล้วเบื้องต้นเขาคิดจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

เราจะไม่เอาความคิดของเราไปใส่เขา จะฟังเขา แล้วก็ถามเขาก่อน ว่าเขาคิดจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สอดแทรกข้อคิดเห็นของเราเข้าไป และเมื่อชาวบ้านเขาเห็นด้วย เราจึงค่อยดำเนินการ โดยเราอาจจะเป็นผู้ดำเนินการบางส่วน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการให้บางส่วนจึงเป็นการทำงานร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่ว่าจะเอาส่วนหนึ่งส่วนใดไปทำให้ แล้วส่วนที่เหลือจะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ และนี่ก็คือหลักที่ได้พระราชทานแนวทางไว้เสมอว่า “ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

และจากการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ หลายครั้งนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ประชาชนส่วนใหญ่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากมาย ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ เพราะพระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานอย่างเมื่อก่อน แต่ทุกแววตาที่ผมได้สบ ล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าในหัวใจของคนไทยทุกคนแล้ว

พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง

 

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465709

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

โดย…สริตา นาคใจเสือ/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายใน ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นจากผลพวงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดมาจากภายนอกอย่างภูมิศาสตร์ทางการเมืองโลกที่กำลังเกิดการขยับครั้งรุนแรง โดยเฉพาะการห้ำหั่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้เกิดคำถามว่าประเทศไทยควรจะต้องปรับตัวให้ทันกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ซึ่ง ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ได้ให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

ปานปรีย์ เริ่มว่า ปัญหาของประเทศในตอนนี้ คือ เรื่องความขัดแย้งและเศรษฐกิจ วันนี้เรากำลังจะก้าวไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมีซึ่งก็เห็นด้วย เพราะมันเป็นกระแสโลกแล้ว แต่เรามาเริ่มต้นในช่วงที่เศรษฐกิจของเราไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไม่ค่อยดี ยังไม่ฟื้นตัวทีเดียว ฉะนั้นการที่เราจะปรับโครงสร้างในเรื่องของการผลิตมันก็เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องลงทุนเพิ่ม ฉะนั้นตรงนี้เรากำลังจะบอกว่าจะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตใหม่

“ถามว่าเราจะปล่อยให้เอกชนทำเองหรือทางภาครัฐจะเข้าไปให้ความสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ต้องเพิ่ม จากเดิมเราเคยให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของภาษีเป็นหลัก วันนี้อาจจะต้องปรับรูปแบบใหม่ให้มันสอดคล้องกับนโยบายในเรื่องของ 4.0 หรือให้สอดคล้องกับดิจิทัลอีโคโนมี เพื่อที่จะผลักดันทั้งสองอย่างนี้ให้มันเกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

“เวลานี้มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะตัวเลขมันเป็นตัวชี้ชัดเจนว่าความยากจนมันยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำยังอยู่ การกระจายรายได้มันยังไม่ดีเท่าที่ควร แล้วทำไมภาคเกษตรเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรมรายได้ไม่สามารถเทียบกับภาคอุตสาหกรรมได้เลย อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่จะดึงคนชั้นล่างขึ้นมาให้มากกว่าเดิม คือคนชั้นล่างนี้อยู่นิ่งข้างล่างเลย

“แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจเราโตเนี่ยมันก็ยิ่งทำให้ข้างบนยิ่งห่างจากข้างล่าง เพราะข้างล่างอยู่นิ่งแต่ข้างบนโตไปเรื่อยๆ รายได้ของคนรวยกับคนจนก็ยิ่งห่างกันซึ่งจะเกิดเป็นปัญหา ซึ่งจะเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคนพูดถึง แต่ยังไม่มีวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง”ปานปรีย์ กล่าว

เวลานี้มีคำถามเกิดขึ้นเยอะว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะเศรษฐกิจโลกหรือเพราะเศรษฐกิจไทยเอง?

ปานปรีย์ ตอบว่า “คือแบบนี้เศรษฐกิจโลกมันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราก็มีปัญหาของเราเองเยอะ เราก็พูดกันทุกคนก็ให้สัมภาษณ์ทางเดียวกันหมดว่าเราติดกับดัก เราติดกับดักเพราะอะไร เพราะว่าการศึกษาเรามันยังไม่ได้มาตรฐาน ยังไม่มีคุณภาพดีเท่าที่ควร เราติดกับดักเพราะ Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ของเรายังไม่ครบถ้วน เราติดกับดักเพราะเราไม่มี Innovation (นวัตกรรม) เราไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ

“ถามว่าปัญหาเหล่านี้มันต้องแก้ไขอย่างไรดี อย่างเช่นนวัตกรรม การที่จะเกิดนวัตกรรมได้ มันจะต้องเกิดจากคนที่มีมันสมองมีปัญญามีความคิด แล้วความคิดมันจะเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากภูมิความรู้ เกิดจากการศึกษา เกิดจากความรู้ข้างนอกมาสู่เขา มันก็คือการศึกษาอีกเหมือนกัน

“เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่เฉพาะรัฐบาลของท่านประยุทธ์อย่างเดียว ที่จริงเราก็คาดหวังกับรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าท่านมีอำนาจเต็ม ในการที่จะให้ทุกฝ่ายนัดมาคุยกัน แล้วก็ให้มันจบ เพื่อที่จะวางแนวทางให้ประเทศชาติมันเดินต่อไปข้างหน้าได้ ตราบใดที่มันยังมีความขัดแย้ง คุณจะมีนโยบายดียังไงก็ตามก็ลำบาก แล้วยิ่งรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า คนนู้นคนนี้ร้องได้ เดี๋ยวก็ร้ององค์กรอิสระนู้นองค์กรอิสระนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจ มันจะทำงานต่อไปได้ยังไง ถูกไหม ประชาชนมันก็จะแตกเป็นสองฝ่าย

“สายหนึ่งที่เชื่อรัฐบาลกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เชื่อรัฐบาล มันก็จะยุ่ง ถ้าในวันนี้ไม่มีใครเชื่อรัฐบาล แล้วรัฐบาลจะทำยังไง วันวานคุณก็ขึ้นศาล เมื่อม็อบมาร้องคุณก็ไปชี้แจง ก็กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานกันสักที แล้วก็ไม่กล้าที่จะเสนอนโยบาย”

ที่สุดแล้วในมุมมองของอดีตผู้แทนการค้าไทยก็ยังเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาประเทศคงต้องทำด้วยการปฏิรูป แต่ต้องทำเป็นระบบ

“ปฏิรูปประเทศมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันก็มี 3 ส่วน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็ต้องปฏิรูปไปด้วยกัน แต่ในความเห็นของผมคือการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาใช้พลังเยอะในการที่จะปฏิรูป สิ่งที่ผมคิดถ้าจะปฏิรูปมันต้องดูเป็นเรื่องๆ แล้วต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรเป็นเรื่องที่ด่วนที่สุดของประเทศ ผมมองเรื่องความขัดแย้ง ถ้าเราไม่ทำตรงนี้มันเดินต่อยาก มันจะเดินเอียง นอกจากนี้ในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องของการทำยังไงที่เราจะพาไปสู่ประเทศที่พัฒนาได้ ไม่ใช่สนใจแต่จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แล้วมันไปรวมกระจุกตัวอยู่ข้างบน

“อีกเรื่องคือความเป็นธรรมของสังคม ทุกคนก็ต้องการความเป็นธรรม ถ้าเราไม่สามารถชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีความเป็นธรรมมันก็จะเกิดความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องแก้ให้ได้ ต้องทำให้คนทั่วโลกอิจฉา เพราะเรามีครบทุกอย่าง ปัญหาของเราก็คือคน กายภาพของเราไม่เป็นรองใครเลยนะ เรามีทุกอย่างที่มันดี แต่เราทะเลาะกัน เราขัดแย้งกัน เราไม่ยอมกัน มันต้องเลิกแล้วและตั้งเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานของคนรุ่นใหม่ อย่าให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับกรรมในสิ่งที่เราทำ ก็สร้างสิ่งที่ดีแล้วก็วางโครงสร้างที่แข็งแรงที่จะไปต่อยอดได้” ปานปรีย์ สรุป

ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง “จีน-อเมริกา”

นอกเหนือไปจากปัญหาภายในประเทศที่หนักไม่แพ้กันแล้ว ประเทศไทยกำลังอยู่ตรงกลางของสมรภูมิที่ว่าด้วยการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังจะเห็นได้จากการพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียของสหรัฐ ในประเด็นนี้ ปานปรีย์เสนอว่าประเทศไทยต้องหาดุลยภาพในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้ดี เพื่อ ไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์

“อเมริกาพยายามจะรักษาอำนาจของตัวเองไว้ ในขณะที่จีนกำลังโตขึ้นมามาก รัสเซียก็โต อินเดียก็โต แล้วก็ต่างแสดงแสนยานุภาพของตัวเอง ประเทศอย่างเราก็งงว่า เราจะทำยังไงให้เกิดดุลยภาพ เพราะเราเป็นประเทศที่ชอบเป็นกลาง เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดชัดเจน ในอดีตที่ผ่านมาได้ก็เพราะเรารักษาความเป็นกลางมาตลอด ฉะนั้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทางฝ่ายการต่างประเทศ ต้องดูกันให้รอบคอบ

“เราต้อง Identify (พิสูจน์) ให้ได้ ว่าวันนี้จีนคืออะไร วันนี้สหรัฐคืออะไร รัสเซียคืออะไร อินเดียคืออะไร แต่ในอดีตเราไม่เคยที่จะแสดงตัวชัดเจน แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าเราเลือกข้างสหรัฐ แล้วสหรัฐก็ชนะสงครามโลก เราก็เลือกข้างถูก ประเทศเราพัฒนากว่าประเทศอื่นก็เพราะเราเลือกข้างถูกแล้วก็ในวันที่เรามองเห็นว่าจีนเขาเริ่มโตขึ้นมาแล้ว อันนี้ก็เป็นการทูตชั้นยอดของประเทศไทย เราก็เริ่มไปแตะมือจีน เราเริ่มเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีนก่อนสหรัฐที่จะเปิดความสัมพันธ์ก่อนด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้น ณ วันนั้นผู้นำของเรามองเห็นสมัยอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านชาติชาย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ในช่วงนั้นเราเริ่มมองเห็นแล้วว่าประเทศที่กำลังจะขึ้นมาแข่งกับสหรัฐคือประเทศอะไร ในขณะที่ประชาชนยังไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นเลย อาจจะมีบางบริษัทที่เขาเริ่มเห็น ซึ่งเขาก็เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ แล้วเขามองเห็นก็ไปแตะจีนไว้ก่อน แล้วอยู่ดีๆ จีนก็พรวดพราดมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาเลยภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

“เวลานี้มันต้องมียุทธศาสตร์ มันต้อง Identify ได้ว่าต่อไปโลกมันจะเปลี่ยน แปลงยังไง โครงสร้างของอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าเรา Identify ไม่ได้มันก็อยู่อย่างนี้แหละ ก็ง่อกแง่กไป มองกันไปมองกันมาแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากใครเลย

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลว่ามีมากพอที่จะตัดสินใจหรือไม่ โลกปัจจุบันมันไม่ใช่โลกที่ต้องอยู่นิ่ง เหมือนกับเราต้องใส่เสื้อสีน้ำเงิน เราก็ต้องใส่เสื้อสีน้ำเงินต่อไป แต่ไม่ใช่วันดีคืนดีเราอาจจะต้องใส่เสื้อสีแดงหรืออาจจะต้องใส่เสื้อสีเหลืองหรือสีเขียว เราก็ต้องปรับตัวให้ได้ มันเป็นโลกที่เราจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัว คือความยืดหยุ่น เราอาจจะบอกว่า เฮ้ย!!! เราต้องอยู่กับระบบนี้ เราต้องอยู่กับระบบทุนนิยมอย่างเดียว เราจะต้องอยู่กับระบบคอมมิวนิสต์อย่างเดียว เราจะอยู่กับอะไรอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนดีของมันมีหมด มันก็ต้องเลือกเอามาใช้เป็นส่วนๆ เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์” ปานปรีย์ ทิ้งท้าย

 

“คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต” ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465264

"คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต" ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

เรื่อง..วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ..วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผลกระทบจากเหตุการณ์วัยรุ่นซิ่งรถเเข่งขันบนท้องถนนเมื่อปี 2555 ส่งผลให้ “ศรัญญา ชำนิ” สูญเสียสามี ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ไปอย่างไม่มีวันกลับ ขณะที่ “น้องการ์ตูน” ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณ ลูกสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบของเธอต้องกลายเป็นผู้ป่วยพิการทางสมอง ตาบอดมองไม่เห็น ซ้ำร้ายยังแทบไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้

ล่าสุด ศาลฏีกามีคำสั่งไม่รับคำขอลดโทษจากคู่กรณี ส่งผลให้คู่กรณีต้องจำคุกเป็นเวลา 1 ปี จากข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตและได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส รวมถึงข้อหาแข่งรถในที่สาธารณะ

“เขาติดคุก 1 ปี สูญเสียอิสรภาพอย่างมีกำหนด ขณะที่การ์ตูนและเราเหมือนติดคุกไปตลอดชีวิต หวังว่าการได้รับโทษครั้งนี้จะช่วยให้คู่กรณีและครอบครัวตระหนักและมีสามัญสำนึกความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองบ้าง”

เสียงจาก “ศรัญญา ชำนิ” แม่น้องการ์ตูน ที่ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล…

เห็นลูกยิ้มได้บ้างก็ดีใจแล้ว

ทุกวันนี้กิจวัตรประจำวันของศรัญญาต้องเหนื่อยหนักกว่าคนปกติทั่วไป

“ชีวิตเปลี่ยนไปมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องเรียนรู้การดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ที่สำคัญคนป่วยนั้นเป็นลูกของเรา เหนื่อยมาก แต่ยังดีที่รู้ว่าเหนื่อยเพื่อใครมันจึงไม่ใช่การบังคับฝืนใจ เพราะเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนต้องทำเพื่อลูกอยู่แล้ว”

ภาพเก่าๆในอดีตที่คุณแม่คนนี้ยังคงคิดถึงเสมอคือ ความอบอุ่นและชั่วโมงอันแสนพิเศษระหว่างเธอกับลูกสาว

“คิดถึงภาพที่เล่นกับน้อง คุยกับน้อง ไม่เคยได้ยินเสียงของเค้ามาสองปีกว่าแล้ว จากที่ได้ยินเขาเรียกคุณแม่ๆทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้เรายังได้เห็นเขา ได้กอดเขา และพูดคุยกับเขา ดีกว่าเราพูดคุยอยู่คนเดียว ส่วนคุณพ่อ (สามี) เรานึกถึงวันเก่าๆที่ดำเนินชีวิตร่วมกัน แต่ไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเราและลูกอีกแล้ว อยากให้เขาไปอยู่ภพภูมิที่ดี เอาเข้าจริงทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าเขายังอยู่กับเราเสมอ เวลาเครียดหรือเศร้า ไม่รู้จะระบายกับใคร จะหยิบรูปเขาขึ้นมามองแล้วพูด ‘เหนื่อยจังเลย’ ‘สงสารลูกเนอะที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’ ‘วันนี้ขายของไม่ดีเลย’ ระบายกับเขาแล้วมันสบายใจ ได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่าง รู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ทุกครั้งที่คุยเหมือนมีปาฏิหาริย์มาช่วยให้เราผ่านพ้นความเศร้านั้นเสมอ”

กิจวัตรประจำวันของคุณแม่คนเก่งตลอดสองปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่เวลาตีสามต้องตื่นมาดูแลลูกสาว เช็ดตัว ทำแผลบริเวณหน้าท้องและลำคอ จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอนให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ กระทั่งได้งีบหลับพักผ่อนอีกครั้งประมาณหกโมงถึงแปดโมงเช้า โดยมีคุณพ่อ-คุณเเม่หรือคุณตาเเละยายของการ์ตูนลุกขึ้นมาทำอาหารให้ เธอจะตื่นมาอีกครั้งเพื่อป้อนอาหารลูก ก่อนอาบน้ำแต่งตัวออกไปหาซื้อหาวัตถุดิบที่ตลาด และเข้าดูแลร้านสเต็ก

กระทั่งเวลาบ่ายสองโมงตรง จะเดินทางออกจากร้านสเต็กกลับไปบ้านเพื่อทำกายภาพบำบัดให้น้องการ์ตูน พร้อมป้อนอาหาร เช็ดตัวทำความสะอาด ก่อนกลับมาทำงานที่ร้านสเต็กอีกครั้งในเวลาสี่โมงเย็นและลากยาวไปจนกระทั่งสี่ทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้าน และนอนหลับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งของอีกวัน

“เหนื่อยมาก แต่ชินแล้ว แรกๆรู้สึก เฮ้ย..ชีวิตฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้วะ สุดท้ายได้คำตอบได้ว่าเราทำเพื่อเขา ทุกวันนี้พยายามทำให้ครอบครัวมีความสุขตลอด ไม่มองว่ามีคนป่วยในบ้าน บอกการ์ตูนตลอดว่าหนูไม่ได้ป่วยนะ แค่ยังไม่มีแรงเล่นกับแม่ พักผ่อนเยอะๆ จะได้เล่นกับแม่ไวๆ เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย”

พัฒนาการของน้องการ์ตูน ในความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้นสัมผัสได้ว่า ร่ายกายเริ่มตอบโต้และรับรู้มากขึ้น มีรอยยิ้ม หันซ้าย หันขวาตามเสียงต่างๆได้เล็กน้อย ที่สำคัญการ์ตูนยังเป็นกำลังใจที่ยอดเยี่ยมให้กับคนเป็นแม่เสมอ

“จะให้ลุกมานั่งคุยเป็นไปไม่ได้ แค่เห็นเขาพยายามจะยกคอขึ้นก็ดีใจแล้ว เหมือนเราไม่ได้พยายามคนเดียว แต่เค้าก็สู้ไปด้วยกัน เค้าบาดเจ็บสาหัสมาก จากที่นิ่งๆ ลอยๆ ตายังลืมได้ไม่เท่ากัน ใครๆก็พากันคิดว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราแน่นอน แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเก่าๆ ร่างกายเค้าเริ่มฟื้นฟู มีมอง หันซ้าย หันขวาตามเสียง อย่างตอนเช็ดตัว พูดคุยหยอกล้อ เค้าก็ยิ้ม หัวเราะแบบไม่มีเสียง เวลาแม่เผลอปิดประตูเสียงดัง ก็มีสะดุ้งตกใจ เบะปากร้องไห้เวลาเจ็บก็มี หรือเวลาเราเครียดๆ ร้านไม่มีลูกค้า จะโทรไปบอกน้องว่า ‘การ์ตูน ไม่มีลูกค้าเลยนะ พรุ่งนี้ไปหาหมอ ชั้นไม่มีเงินจ่ายให้เธอแน่ๆ ตายหมู่เลยนะ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พักเดียวลูกค้าเต็มร้าน เราคิดว่าเค้าก็ส่งกำลังใจให้เสมอ รู้ว่าเราเหนื่อย เพียงแค่ตอบโต้ไม่ได้เท่านั้น”

 

สงสารคู่กรณีที่ไม่มีสำนึก

โทษที่ผู้ต้องหาได้รับคือการถูกจองจำในคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนทางแพ่ง ศาลสั่งให้จ่ายเงินชดใช้จำนวนกว่า 6 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขั้นตอนการปฎิบัติเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีในการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สินก็จะกลายเป็นเพียงบุคคลล้มละลาย จากคำตัดสินดังกล่าว ศรัญญายอมรับเเละเคารพ แม้จะไม่รู้สึกเห็นด้วย เธอมองว่าโทษจำคุกเพียง 1 ปีนั้นน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียของครอบครัว

“ทุกคนรับรู้ เข้าใจ และยอมรับกฎหมาย  แต่กฎหมายไม่เข้าใจเหยื่อผู้ถูกกระทำว่ามันทรมานขนาดไหน เรามองว่าโทษจำคุกน้อยเกินไป  ถ้าวันนั้นรถเขายางแตกแล้วพุ่งเข้ามาชนคนในร้าน แบบนั้นเรารับได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการแข่งรถบนท้องถนน ความตั้งใจและไม่ตั้งใจมันใกล้เคียงกันมาก โทษที่เขาได้รับนั้นมีกำหนด ผิดกับเราที่ไม่รู้เลยว่าอีกกี่ปีน้องจะหาย กำหนดชีวิตไม่ได้เหมือนเขา และไม่มีคำว่าครอบครัวอีกเลย พูดง่ายๆเราเหมือนติดคุกตลอดชีวิต ขณะที่เขาแค่ปีเดียว”

ศรัญญา เล่าว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหรือแสดงความยอมรับผิดอย่างจริงใจจากคู่กรณีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“แรกๆโกรธมากที่ขับรถแบบนี้ แต่พอเรื่องมันผ่านไปจนกระทั่งขึ้นศาล เรากลับเห็นเขาเป็นคนน่าสงสาร เพราะไม่มีคนสั่งสอน เขาไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับเราอย่างจริงใจ ไม่มีเลย ถ้าเดินเข้ามายกมือไหว้ บอกว่าคุณแม่ ยอมรับผิดแล้ว แต่หนูไม่มีเงิน ขอชดใช้เดือนละ 1,000 บาท หรือซื้อผ้าอ้อมให้น้องเดือนละ 2 ชิ้น แสดงความรับผิดชอบตามกำลังให้เห็นบ้าง แบบนั้นโอเค แต่นี่ไม่เลย ไม่มีเงินแล้วยังไม่มีสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ด้วย เราเลยรู้สึกสงสาร”

ปัจจุบัน เธอแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวประมาณ 7 หมื่นบาทต่อเดือน เแม้จะยากลำบากแสนสาหัส แต่ศรัญญาก็ได้ค้นพบว่า ในภาวะที่ตกต่ำของชีวิต น้ำใจและความเมตตาของคนไทยคือสิ่งที่พร้อมมอบให้แก่กันเสมอ

“น้ำใจ เงินทอง สิ่งของต่างๆ ที่ทุกคนมอบให้ รู้เลยว่าคนไทยใจดีมาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก มีคนอื่นอีกมากที่ให้กำลังใจเรา และเราก็เป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่ประสบปัญหาชีวิตเช่นกัน บางคนมาทานอาหารที่ร้านเห็นประตูร้านเสีย บอกเดี๋ยวส่งคนมาซ่อมให้นะ บางคนซื้อของมาฝาก หรือเงินทอนไม่เอาก็มี”

ชีวิตต้องสู้ของคุณแม่หัวใจแกร่ง

“มีคนชมเราเยอะว่าเก่ง แกร่ง คงต้องขอบคุณสิ่งที่เราโดนกระทำมา เหมือนเป็นบทพิสูจน์เห็นพบว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพียงแค่เรียนหนังสือ แต่งงาน มีครอบครัวเท่านั้น ยังมีอะไรอีกหลายอย่างเข้ามาทดสอบ คิดว่าความสาหัสที่เราเจอ ถ้าวันหนึ่งเราผ่านพ้นไปได้ ปัญหาทุกอย่างหลังจากนั้นเล็กน้อยมาก”

เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ ความแข็งแกร่งที่ผู้หญิงคนนี้แสดงออกมาไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากการความสูญเสียเท่านั้น หากแต่มันเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตของเธอ

ศรัญญาเป็นชาวกรุงเทพมหานคร ช่วงชีวิตวัยเด็กค่อนข้างยากจน ประหยัดอดออมสุดฤทธิ์ มุ่งทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็นส่งเสียตัวเองเรียนจนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัย พาณิชยการเชตุพน

“เด็กๆลำบากมาก รับจ้างล้างจานตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่ม ได้เงินวันละ 20 บาท เสื้อผ้าชุดนักเรียนก็รอรับบริจาคจากคนอื่น โตขึ้นมาหน่อยก็ออกไปทำงานเป็นพนักงานขายที่ห้าง กลับบ้านมืดๆยังถูกคนนินทา บอกหน้าตาแบบนี้โตขึ้นไปเป็นกระหรี่แน่นอน  แต่เราไม่สน เอาไว้เป็นแรงผลักดัน ประหยัดทุกอย่าง เก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม พยายามแอคทีฟ บอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตเราต้องมีทุกสิ่งให้ได้ จนขวนขวายเรียนจบปวส.ในที่สุด”

หลังเรียนจบเธอเลือกทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ ซึ่งเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถนำเงินที่เก็บได้เปิดกิจการร้านเสริมสวย กระทั่งพบรักกับแฟนหนุ่ม ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ช่วยกันดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจนเจริญรุ่งเรืองต่อมาหลังคลอดลูกสาวตัวน้อยนั่นคือ น้องการ์ตูน ด้วยความเป็นแม่จึงคิดเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเอาไว้ตอบคำถามและเป็นแรงบันดาลให้กับลูกสาว

“เรียนต่อเพื่อลูกเลยนะ ถ้าวันหนึ่งเค้าถามว่า แม่เรียนจบอะไรอ่ะ.. เราอยากให้ลูกภูมิใจว่า แม่เค้าเรียนจบปริญญาตรีนะ จะได้ตั้งใจเรียนไม่แพ้แม่”

ขณะกำลังเล่าเรื่องเรียนของลูกสาว จู่ๆคุณแม่ก็น้ำตาไหล….

“หลังสอบเสร็จ เค้าบอกเราว่า คุณแม่ สมมติหนูสอบได้คะแนนไม่ดี แม่จะโกรธหนูหรือยังภูมิใจในตัวหนูอยู่ไหม เราบอกกลับไปว่า ทำไม หนูทำไม่ได้หรอ การ์ตูนตอบว่าเปล่าๆ ถามไปอย่างนั้นแหละว่าแม่จะโกรธไหม เราบอกว่าไม่หรอก น้องทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น แสดงว่าหนูทำไม่ได้แน่เลย น้องก็ตอบกลับมาว่าเปล่า หนูถามไปอย่างนั้นแหละ ข้อสอบหมูๆเลย ทำได้แน่นอน นั่นคือคำพูดท้ายๆ ที่เราได้ยินจากปากน้อง ไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่ทุกคนรู้”

หนึ่งเดือนต่อมาภายหลังโศกนาฏกรรม  สมุดพกประจำตัวของน้องการ์ตูน – ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณถูกส่งมาที่บ้านซึ่งพบว่าเกรดเฉลี่ยของเธอนั้นดีมากจนคุณแม่อดไม่ได้ที่จะกลั้นน้ำตาไหว นึกถึงบทสนทนาระหว่างแม่ลูกในวันก่อน  “เราเปิดสมุดดูเกรดเฉลี่ยแล้วน้ำตาไหลเลย เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม”

ปัจจุบันแนวคิดของผู้หญิงวัย 36 ปีคนนี้คือการใช้ทุกวินาทีอย่างดีที่สุด และหวังว่าวันหนึ่งน้องการ์ตูนจะยิ้มได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

“ทุกวันนี้คิดแค่ว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้แล้ว ตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์รถชนมา หกโมงเย็นยังมีความสุขกันอยู่เลย คุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี อีก 3 ชั่วโมงถัดมา  ตูม  นับตั้งแต่นั้น เราคิดเลยว่าทำวินาทีนี้ วันนี้ให้ดีที่สุดพอ พรุ่งนี้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เหมือนดูแลน้องการ์ตูน วันนี้น้องยิ้มเราก็ดีใจแล้ว”

ศรัญญา ทิ้งท้ายว่า เกิดเป็นมนุษย์อย่ายอมแพ้ในโชคชะตา มัวแต่โทษเวรโทษกรรม ดูถูกตัวเองไปวันๆ ขอให้เลือกกำหนดชีวิตตัวเอง ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด รู้จักยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วให้ได้

หมายเหตุ-ใครอยากอุดหนุนร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน Mother’s Grill Steak House “ย่างด้วยรัก หมักด้วยใจ” ตั้งอยู่บริเวณถนนราษฎร์บูรณะ ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่  กรุงเทพมหานคร เปิด 2 เวลาคือ 11:00 – 14:00 น.  และ 16:00 – 23:00 น. โทร 02-871-4784 / 088-018-5575

 

“แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน” บุญเลิศ วิเศษปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465097

"แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน" บุญเลิศ วิเศษปรีชา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

สองปีที่ผ่านมา ภาพของ “คนไร้บ้าน” (Homeless) กลับมาเด่นชัดในสายตาคนกรุงอีกครั้ง

เริ่มจากกระแสแจกอาหารหน้าลานคนเมือง เสาชิงช้า แต่ละวันมีผู้ใจบุญนำข้าวกล่อง น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม แม้กระทั่งเงินสดมาแจกไม่ต่ำกว่าสิบราย ก่อให้เกิดปัญหาวุ่นๆตามมา เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ขณะเดียวกันคนไร้บ้านนับร้อยพากันเข้ามาปักหลักหลับนอน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้าน นำไปสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ของทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)

ไล่เลี่ยกัน คดีฆาตกรรมคนหาของเก่าใต้สะพานถึง 4 ศพซ้อน สร้างความหวาดผวาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังสะท้อนถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านอันไม่ต่างกับแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย

บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์อันโด่งดังชื่อ “เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน” ปีพ.ศ.2546 ต่อมาปี 2547 ลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องคนไร้บ้าน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นนาน 6 เดือน จากนั้นปีพ.ศ.2554 ใช้ชีวิตข้างถนนกว่าหนึ่งปีในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ”Structural violence and homelessness: Searching for  Happiness on the streets of Manila”

ทราบกันดีว่า วิธีการเก็บข้อมูลของดร.บุญเลิศนั้นถึงลูกถึงคนยิ่ง ด้วยการไปหลับนอนข้างถนน รอรับแจกข้าว ทำงานแลกเศษเงิน คลุกคลีใช้ชีวิตกับคนไร้บ้านราวกับเป็นพวกเดียวกันเป็นเวลานานนับปี

วันนี้เขาจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์คนไร้บ้านในเมืองไทย กระแสแจกอาหาร ชีวิตข้างถนนอันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้าย ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พ.ศ.นี้ของ”คนไร้บ้าน”

ในมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านคนไร้บ้าน บุญเลิศมองว่า ภาพรวมของกลุ่มคนไร้บ้านในปัจจุบัน ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ทุกวันนี้คนไร้บ้านมีตัวตนขึ้น สมัยก่อนเวลามีกล้องโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์ เขาจะหนีกระเจิดกระเจิงเลย ไม่มีใครอยากเปิดเผยตัวเอง เพราะภาพลักษณ์ติดลบมากๆ คนส่วนใหญ่ยังใช้คำว่า ‘คนจรจัด’ไม่ต่างกับเรียกสุนัข มองว่าเป็นหัวขโมย ขี้เมา สกปรก ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เดี๋ยวนี้หลายคนกล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนไร้บ้าน กล้าบอกเล่าชีวิตตัวเองว่าเขามีความจำเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่ทำให้ต้องออกมาอยู่ข้างถนน ส่วนทัศนคติของสังคมแม้ยังไม่ถึงขั้นทำให้ทุกคนเข้าใจหัวอกคนไร้บ้าน แต่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น อยากจะช่วยเหลือ รู้สึกว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน”

อีกด้านที่น่าพอใจคือการได้เห็นหน่วยงานภาครัฐ เครือข่าย มูลนิธิต่างๆให้ความสนใจปัญหาคนไร้บ้านกันมากขึ้น

“สมัยก่อนเวลาเจ้าหน้าที่เข้าไปหากลุ่มคนไร้บ้านก็จะอารมณ์แบบว่า “เฮ้ย สงเคราะห์มาโว้ย” วิ่งหนีคนละทิศละทาง กลัวถูกจับ แต่เดี๋ยวนี้มีความพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือในบางประเด็น เช่น ช่วยคนไร้บ้านบางคนที่ไม่มีบัตรประชาชนให้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างบัตรทอง 30 บาท หรือการเปิดบ้านอิ่มใจ และบ้านมิตรไมตรีให้คนไร้บ้านเข้าไปพักชั่วคราว ไม่ได้มัวแต่มาไล่จับอย่างเดียวเหมือนในอดีต”

สาเหตุของการเป็นคนไร้บ้านนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุทับซ้อนเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นความแตกร้าวของครอบครัว ถูกกดดันให้ออกจากบ้าน อยู่ไปก็ไม่มีความสุข ตกงานเรื้อรัง ยิ่งนานวันยิ่งหมดหวังที่จะลืมตาอ้าปาก มีประวัติที่สังคมไม่ยอมรับ เคยติดคุก บวกกับที่อยู่อาศัยราคาแพงเกินไขว่คว้า ประกอบกับเล็งเห็นช่องทางหากินโดยไม่ต้องมีบ้าน ทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้หลายคนจำใจออกมาใช้ชีวิตข้างถนน

บุญเลิศ มองว่า ปัจจุบันจำนวนคนไร้บ้านน่าจะอยู่ที่ 2,000 คน เปรียบเทียบจำนวนประชากรในกรุงเทพฯที่มีเกือบ 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ

“ประเด็นเรื่องคนไร้บ้านไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ตรงพื้นที่อาศัยหลับนอนของพวกเขาอยู่ในจุดที่คนมองเห็น เลยสะดุดตา ย้อนไปเมื่อปี 2545 ช่วงที่มีการปิดสนามหลวงไม่ให้คนเข้าไปนอน ซึ่งเหตุผลที่คนไร้บ้านชอบนอนสนามหลวง เพราะเป็นที่โล่ง ไฟสว่าง ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย พอห้ามไม่ให้นอน ผลคือคนไร้บ้านก็กระจัดกระจายไปนอนที่อื่น ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้กลับบ้าน คุณห้ามไม่ให้เขานอนตรงนี้ เขาก็ไปโผล่ที่อื่นแทน และตอนนี้ก็เริ่มไปปรากฎโฉมตามสถานที่ที่ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ เช่น ไปนอนอยู่หน้าบ้านคุณ”

กลุ่มคนไร้บ้านนับสิบชีวิตนอนหลับริมถนนย่านเสาชิงช้า

 

ประสบการณ์ข้างถนนที่กรุงมะนิลา

กว่า 14 เดือนที่นักมานุษยวิทยารายนี้ฝังตัวทำงานภาคสนามกลางกรุงมะนิลา เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บุญเลิศใช้เวลา 6 วันต่อสัปดาห์คลุกคลีกับคนไร้บ้าน เตร็ดเตร่หลับนอนตามสวนสาธารณะ เดินไปกินข้าวฟรีที่โบสถ์ ทำงานร้านอาหารแลกเศษเงินประทังชีวิต เขาเปรียบเทียบคนไร้บ้านกรุงมะนิลากับกรุงเทพฯไว้อย่างน่าสนใจว่า

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ มะนิลามีคนไร้บ้านมากกว่าของเราเยอะ น่าจะอยู่หลักหมื่น จากจำนวนประชากรสิบล้านคนซึ่งพอๆกับกรุงเทพฯ แต่คนไร้บ้านในกรุงเทพฯมีไม่เกิน 2,000 คน และที่นั่นคนไร้บ้านประเภท single homeless น้อยกว่าคนไร้บ้านประเภท family homless พวกพ่อแม่ลูกหลับนอนข้างถนน เก็บของเก่า ขายบุหรี่ ที่มะนิลามีเยอะกว่า ในแง่ความช่วยเหลือ มะนิลามีการแจกอาหารกันเยอะกว่าเมืองไทยอีก คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือคริสต์คาธอลิค มีโบสถ์หลายแห่งแจกอาหารให้คนจนแล้วสอนไบเบิลให้ด้วย ผมเคยเขียนวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการแจกอาหารเพื่อตอบสนองตนเองว่าฉันได้ทำภารกิจในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าจะช่วยคนไร้บ้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็มีเอ็นจีโอที่ทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านน้อยมาก การแก้ไขปัญหาจึงเป็นไปได้ยากและไม่เป็นระบบ

ฟิลิปปินส์เขามีการแก้ไขปัญหาต่างจากบ้านเรา ยกตัวอย่างกรุงเทพฯจะเน้นสร้าง Shelter ให้คนไร้บ้านมาพัก แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเน้นช่วยเหลือเรื่องการให้งานทำ เช่น งานกวาดถนน เนื่องจากบ้านเขามีอัตราการว่างงานสูง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคุณทำงานกวาดถนน ก็ห้ามนอนข้างถนน ต้องไปเช่าที่พักราคาถูก แต่ก็มีข้อจำกัดอีกคือ หลายคนทำได้ไม่นานก็กลับมาอยู่ข้างถนน เพราะการช่วยเหลือไม่ค่อยต่อเนื่อง”

บุญเลิศ เล่าว่า การลงพื้นที่ภาคสนามที่กรุงมะนิลานั้นยากลำบากกว่าสมัยทำงานที่กรุงเทพฯ

“ในฐานะนักมานุษยวิทยามันทำให้ผมสามารถจุ่มตัวเองลงในสังคมนั้นจริงๆ ไม่ใช่แวบกลับบ้านได้เหมือนสมัยทำวิจัยที่สนามหลวง สมัยนั้นอาทิตย์นึงผมก็กลับบ้านที แต่นี่อยู่ยาว 14 เดือน ผมเรียนภาษาตากาล็อกก่อนไป ช่วงแรกมีคนเข้ามาถามว่ามาจากไหน ผมก็บอกว่าเป็นนักศึกษาจะมาทำวิจัยปริญญาเอก เขาไม่เชื่อ คิดว่าผมถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ ทำพาสปอร์ตหาย บางคนว่าเสียพนันเลยกลับบ้านไม่ได้ หนักสุดคือคิดว่าผมหนีคดีมาจากเมืองไทย เรื่องความอันตราย ผมเคยอยู่กับกลุ่มที่เถื่อนที่สุดในมะนิลา ตั้งแก๊ง ทำตัวนักเลง กินเหล้าทะเลาะกัน เมา สกปรก เดินถอดเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า มองย้อนกลับไปก็อันตรายนะ (หัวเราะ) ไม่รู้ไปอยู่กับเขาได้ยังไง แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะอยู่ให้เป็น อยู่ยังไงให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รู้ว่าสถานการณ์ไหนที่จะทำให้คุณเสี่ยงที่จะมีเรื่อง คุณก็จะเอาตัวรอดได้

ถามว่าคนไร้บ้านฟิลิปปินส์เหมือนคนไร้บ้านที่เมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

“อย่าเรียกว่าเหมือนคนไทย เรียกว่าเหมือนมนุษย์ดีกว่า คือมีทั้งคนจิตใจดี มีน้ำใจ เห็นผมป่วยไม่สบายก็หาข้าวหายามาให้ แบ่งเงินให้ใช้ ขณะเดียวกันก็มีคนที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์ เผลอหน่อยก็ไถตังค์ ไถบุหรี่ สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ อย่ามองทุกอย่างแบบ romanticize อย่าโลกสวย ชีวิตข้างถนนมันมีหลายรูปแบบมาก เราจำเป็นต้องมองคนไร้บ้านอย่างจำแนกแยกแยะ จะเหมารวมไม่ได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะแย่ และไม่ใช่ทุกคนที่จะดีไปเสียหมด”

 

กระแสแจกอาหารสะท้อนคนไทยชอบทำบุญ

กระแสการแจกอาหารคนไร้บ้าน ณ ลานคนเมือง  ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการแบ่งปันน้ำใจเพื่อบรรเทาความหิวโหย อีกฝ่ายมองว่าแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แค่ช่วยให้ท้องอิ่มไปวันๆ แต่ไม่อาจดึงคนไร้บ้านออกจากถนนได้ อย่างไรก็ตามการแจกอาหารคนไร้บ้านสะท้อนว่าคนไทยชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก

ผมเรียกว่า ‘สวัสดิการนอกภาครัฐ’ รัฐไม่ต้องทำอะไร คนที่เดินผ่านไปมานี่แหละยื่นมือช่วย เช่น คุณเห็นคุณยายนอนอยู่สนามหลวง ก็ควักเงินซื้อข้าวให้กิน ประเด็นที่น่าสนใจคือ คุณซื้อข้าวให้ยาย แต่ยายก็ยังคงอยู่ที่สนามหลวง แต่จะทำยังไงที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเป็นระบบ ครั้งแรกที่เห็นคนไปแจกอาหาร ผมยังคิดในใจว่าต่างประเทศเขาทำกันจนเลิกทำไปนานแล้ว เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหา คนไร้บ้านยังอยู่ข้างถนนต่อไป เพียงแต่อยู่ได้สะดวกขึ้น มีอาหารกิน แต่ไม่ได้ช่วยให้เขาข้ามพ้นภาวะคนไร้บ้านไปได้  ทำไปทำมาสุดท้ายคนที่ได้คือคนที่มาแจก เพราะเขารู้สึกว่าแจกอาหารคนไร้บ้านคือการได้ทำบุญ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

คนไร้บ้านยังเคยพูดกับผมว่า ‘อาจารย์ เดี๋ยวนี้เขาแจกอาหารกันเยอะจนคนไร้บ้านติดและเลือกด้วย ถ้าแจกอาหารไม่ดีมีสิทธิ์โดนด่าอีก’ คือคุณให้จนเกินความจำเป็น แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ คนที่พร้อมจะคุยกับคนไร้บ้าน พร้อมจะเข้าใจพวกเขา ช่วยดึงเขาออกจากท้องถนน คนส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายใจกว่าถ้ามาแจกอาหารแล้วกลับบ้าน เพราะมันง่าย สะดวก แต่ไม่ช่วยในระยาว แถมบางครั้งยังทิ้งปัญหาไว้ให้อีก”

นักวิชาการรายนี้ยืนยันว่า แจกอาหารไม่ผิด แต่ควรกิจกรรมอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย

“ผมอยากให้ก้าวพ้นคำว่าแจกของ เปลี่ยนเป็นคุณมานั่งฟังเขาดีกว่า จะได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเขากลับไปมากกว่าแจกอาหารแล้วกลับบ้าน การแจกอาหารทำได้แต่ต้องทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย ควรทำให้การแจกอาหารนั้นเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การทำให้คนมาแจกได้เจอกับคนไร้บ้าน ได้เข้าอกเข้าใจปัญหาที่แท้จริง คิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว การแจกอาหารก็เหมือนทำบุญ แต่พอพูดว่าจะทำยังไงให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัย คนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ซับซ้อน เป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราควรมาบริหารจัดการตรงนี้ ทำให้ไปไกลกว่าการแจกอาหารไปวันๆ”

คนไร้บ้านกำลังรับประทานอาหารที่ได้รับแจกจากคนใจบุญที่ลานคนเมือง

 

คดีฆาตกรรมคนเก็บของเก่า ชีวิตที่แขวนบนเส้นด้าย

ที่ผ่านมามีข่าวน่าหดหู่เกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นรุมกระทืบคนไร้บ้านย่านสนามหลวงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แก๊งเด็กแว๊นราดน้ำมันจุดไฟเผาชายที่นอนอยู่ริมถนน จนถึงคนเก็บของเก่าถูกทำร้ายจนตายใต้สะพานถึง 4 ศพในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของคนไร้บ้านได้เป็นอย่างดี

“ขณะที่คนทั่วไปมองว่าคนไร้บ้านน่ากลัว เอาเข้าจริงเขาอยู่ในสถานะที่ปกป้องตัวเองไม่ได้เลย การนอนอยู่ข้างถนนไม่มีอะไรที่จะปกป้องตัวเองจากคนเมาขี่มอเตอร์ไซค์มาเอาหินขว้าง ฉี่ใส่ รุมชกต่อย หรือจุดไฟเผาอย่างที่เป็นข่าวเมื่อปีก่อน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นง่ายมาก คนไร้บ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เคยนอนที่ถนนราชดำเนิน ตกดึกมีกลุ่มวัยรุ่นเมาออกจากผับเข้ามารุมทำร้ายจนสะบักสะบอม หรือที่ฟิลิปปินส์ จะมีเรื่องเล่าต่อๆกันว่ามีคนโรคจิตเอาก้อนหินมาทุบหัวตอนนอนหลับ หรือที่ญี่่ปุ่นมีวัยรุ่นผลักคนไร้บ้านตกน้ำ เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่าคนเหล่านี้มีอาการป่วยทางจิต ชอบระบายความรุนแรงกับคนไร้บ้านที่ไม่มีทางสู้”

จากประสบการณ์ภาคสนาม บุญเลิศยืนยันว่า คนไร้บ้านไม่นิยมพกอาวุธ หลีกเลี่ยงปัญหากระทบกระทั่งกับใคร ไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น เพราะยิ่งหาเรื่องใส่ตัว ยิ่งอยู่ยาก

“เป็นที่รู้กันในหมู่คนไร้บ้านว่า ถ้าเป็นคนไร้บ้านที่มีประสบการณ์จะไม่มีทางไปนอนโดดเดี่ยวเพียงลำพังตามที่มืดๆ เพราะเสี่ยงโดนทำร้าย ลักจี้ชิงปล้น คนไร้บ้านที่ไม่มีประสบการณ์มักคิดว่าการไปนอนแอบๆจะปลอดภัย นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมาก การที่คุณจะปลอดภัย คุณต้องไปนอนในที่โล่ง มีแสงไฟสว่าง นอนกับเพื่อนคนไร้บ้านเยอะๆ นี่คือวิธีการเอาตัวรอดบนท้องถนนของคนไร้บ้าน แต่ไม่เพียงพอหรอก รัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการจัดหาที่ทาง มีแสงสว่าง มีการตรวจตราโดยตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัย เพราะเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลเท่ากับคนอื่นๆ

ผมเคยคุยกับคนไร้บ้านที่ถูกลักขโมยขึ้นโรงพักไปแจ้งตำรวจ ตำรวจไม่ค่อยใส่ใจรับเรื่อง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนไร้บ้านถึงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะโจรจะรู้ว่าคนไร้บ้านเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครสนใจ ตำรวจเองยังระแวงว่าพวกเขาเป็นอาชญากร มีเหตุอะไรขึ้นก็พุ่งเป้าที่ไปคนไร้บ้าน จับขึ้นโรงพัก ทำประวัติ แตกต่างจากคนไร้บ้านอีกประเภทหนึ่งที่อาศัยหลับนอนจนคุ้นหน้าคุ้นตาชาวบ้าน พวกนี้จะช่วยเป็นยามให้ สายตรวจในท้องที่จะรู้ว่าคนไร้บ้านที่อยู่ประจำจะไม่ลักเล็กขโมยน้อย ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ผมมองว่าจำเป็นมากที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนไร้บ้าน เพื่อลดความหวาดระแวง แล้วเราจะเห็นคนเป็นคน เห็นเขาเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มองกันแต่แง่ร้าย”

บุญเลิศชี้ว่า สวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ

“เขาเป็นพลเมืองของรัฐ รัฐมีหน้าที่คุ้มครอง ปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ที่จะไม่ถูกทำร้าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องไปบังคับเขา เช่น แนวคิดการแก้ปัญหาที่จะรุกไล่ไม่ให้คนไร้บ้านอยู่ในพื้่นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มันแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ถามว่าเขาจะไปไหน ก็กระจายไปที่อื่น อย่างเวลาจะมีแขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศก็จะกวาดล้างไปเข้าค่าย จับไปแอบไว้ พอครบกำหนดเขาก็ออกมาอีก ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ดังนั้นถ้าคุณจะจัดการ คุณต้องไปจัดการกับคนก่อเหตุ ไม่ใช่จัดการคนที่ตกเป็นเหยื่อ”

การนอนข้างถนนเพียงลำพังยามค่ำคืนถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย

 

ข้อเสนอเรื่องคนไร้บ้านที่รัฐบาลควรรับฟัง

ในวันที่สังคมมีทัศนคติต่อคนไร้บ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐเริ่มยื่นมือให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความไว้วางใจแก่กัน นำไปสู่การหาทางออกที่เหมาะสมในอนาคต

“ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดตรงคนที่จะออกไปทำงานภาคสนามมีไม่มาก ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราต้องการคนที่ทำงานภาคสนามมากขึ้น ต้องการคนทำงานเชิงรุกที่จะเข้าไปคุยกับคนไร้บ้าน ไปสร้างความไว้วางใจให้เขาไว้ใจ เพื่อจะชวนให้เขาคิดถึงอนาคตในระยะยาว มันไม่ใช่งานเชิงรับประเภทที่ว่าไปแจกของแล้วกลับบ้าน แบบนี้เป็นแค่งานเฉพาะกิจ ไม่ใช่งานที่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนออื่นๆที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ไปคุยกับคนไร้บ้านว่าหน่วยงานเราทำหน้าที่แบบนี้นะ มีบ้านให้พักอย่างนี้นะ คุณไปหาเราสิ เพราะโดยปกติแล้วคนไร้บ้านจะไม่คุ้นชินกับการเข้าหาหน่วยงานราชการ ฉะนั้นเขาต้องการให้คนเข้ามาหามากกว่าการให้เขาเข้าไปหา”

บุญเลิศ เสนอแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้านที่ประมวลจากประสบการณ์ภาคสนามและบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับคนไร้บ้านแต่ละกลุ่ม โดยพยายามทำความเข้าใจทั้งในมุมมองของคนไร้บ้านและมุมมองของภาครัฐ

“ต้องเป็นแพ็คเกจที่ต้องทำพร้อมกันหลายๆด้าน เช่น ในอเมริกา หรือฟิลิปปินส์ รัฐบาลสนับสนุนให้งานทำและที่อยู่อาศัยราคาถูกในเวลาเดียวกัน แบบนี้ถึงจะทำให้คนไร้บ้านลืมตาอ้าปากได้ บ้านเรายังไม่มีตรงนี้เท่าไหร่ มีแต่ช่วยเรื่องพื้นฐาน เช่น แจกอาหาร ผมคิดว่าการให้คนมีงานทำ มีบ้านอยู่ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือความภูมิใจ ความมีศักดิ์ศรีว่าฉันมีงานทำนะ มีเงินเช่าบ้านอยู่นะ ไม่ต้องไปรอรับแจกอาหาร ไปนอนข้างถนน

อย่างไรก็ตามยังมีคนไร้บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่สมัครใจจะอยู่ข้างถนน ไม่อยากเข้าระบบ เพราะรักความอิสระ รัฐก็ต้องดูแลเขาอีกแบบหนึ่ง เช่น สวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างที่หลับที่นอนปลอดภัย มีแสงสว่าง มีห้องน้ำไว้สำหรับขับถ่าย อาบน้ำ ทุกวันนี้ที่คนบ่นกันว่าคนไร้บ้านตัวเหม็น สกปรก ก็เพราะเขาไม่มีห้องน้ำ ไม่มีที่อาบน้ำ ถ้าจัดการเรื่องพื้นๆตรงนี้ได้ ต่อไปคุณก็จะเจอคนไร้บ้านที่ไม่ได้ขี้เหร่นัก เขาก็เดินเก็บของเก่าขาย ใช้ชีวิตของเขาไป”

บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการด้านคนไร้บ้าน ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรรณรงค์ส่งเสริมให้คนไร้บ้านดูแลกันเอง หากคนไร้บ้านอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็ควรรับฟัง อย่ามองเขาเป็นปฏิปักษ์ เพราะคนไร้บ้านที่ลุกขึ้นมาพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการยังดีเสียกว่าคนไร้บ้านที่ไม่สนใจจะเข้าร่วมอะไรเลย แบบนี้จะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าต้องการอะไร และจะแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร.

เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทหาร ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคนไร้บ้านที่สนามหลวง

 

“พระบารมีคุ้มเกล้าฯ” ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465057

"พระบารมีคุ้มเกล้าฯ" ธานินทร์ กรัยวิเชียร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ในฐานะองคมนตรี นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ได้นำเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2520 มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 และเสด็จเข้าการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในการนี้ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นับแต่นั้นมา เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษแล้ว ที่พระองค์ทรงทุ่มเทตรากตรำพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ โดยมิได้ทรงอยู่อย่างพระเกษมสำราญดังที่พระมหากษัตริย์ควรจะทรงได้รับ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ได้พระราชทานไว้ทุกประการ

เมื่อผมพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2520 ช่วงนั้นลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมไม่ได้คิดจะกลับไปเป็นผู้พิพากษาอีก แม้จะผูกพันกับวงการนี้มาช้านาน เหตุเพราะได้ตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำงานทางการเมืองแล้ว จึงปรึกษาหารือกับสมัครพรรคพวกว่าจะตั้งสำนักงานทนายความดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่าง ผมก็ได้รับทราบข่าวอันเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูล คือ ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2520

พระอัจฉริยภาพของพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การได้สนองพระมหากรุณาธิคุณเบื้องพระยุคลบาทมาช้านาน ทำให้ผมตระหนักในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การพัฒนา การเกษตร ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การกีฬา ภาษาไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเป็นนักกฎหมายโดยวิชาชีพ แต่ทรงเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณของกฎหมายอย่างแท้จริง พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ผมอยู่เสมอ จากพระบรมราชวินิจฉัยฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในคดีต่างๆ หรือจากพระราชกระแสเกี่ยวกับปัญหาทางด้านกฎหมายที่พระราชทานให้คณะองคมนตรีพิจารณา

นอกจากนี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานในหลายโอกาส ยังแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปถึงพระอัจฉริยภาพทางกฎหมายอันลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งเราอาจเรียนรู้อุดมการณ์ เจตนารมณ์ และหลักการของกฎหมาย ตลอดจนข้อบกพร่องของกฎหมาย หรือแม้กระทั่งข้อจำกัดของผู้ใช้กฎหมาย จากพระองค์ได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงชี้ทางสว่างให้นักกฎหมายได้เห็นช่องทางที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งในตัวบทกฎหมายและในตัวนักกฎหมายเอง

ประสบการณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี(8 ต.ค. 2519-20 ต.ค. 2520)

ช่วงเวลาที่ผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคอมมิวนิสต์ ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ในขณะเดียวกันการบริหารราชการแผ่นดินด้านอื่นๆ ก็ต้องดำเนินไปพร้อมกันนับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับประเทศไทย ผมจึงขอนำประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเล่าสู่กันฟังถึงการนำพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นภัยด้วยพระบารมีและแนวพระราชดำริอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นที่มาของโครงการพัฒนาที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทย

ก่อนอื่นผมต้องขอเล่าถึงความประทับใจในวันแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อเข้ากราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมรู้สึกพิศวงมากที่พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์เลย พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในห้องทรงงานซึ่งจัดอย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งอย่างใดทั้งสิ้น นอกจากโต๊ะทรงพระอักษรเตี้ยๆ เพื่อประทับทรงงานกับพื้นเท่านั้น โต๊ะทรงพระอักษรตัวนั้นมีขนาดประมาณ 1.20×1.20 เมตร มีเครื่องทรงพระอักษรที่จำเป็นวางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรเพียงไม่กี่ชิ้น ดินสอส่วนมากสั้นกุด บางแท่งมีด้ามต่อเพื่อให้เหลาได้จนเกือบหมดไส้ รอบๆ ห้องทรงงานเรียงรายไปด้วยม้วนแผนที่ พระองค์ทรงมัธยัสถ์จริงๆ และพระตำหนักแห่งอื่นๆ ที่ผมมีโอกาสไปเข้าเฝ้าฯ อาทิ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระตำหนักภูพิงคราช นิเวศน์ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ก็ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเช่นเดียวกัน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร

จอมกษัตริย์ จอมทัพไทย

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญศึกหนักจากภัยคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของชาติ เพราะพสกนิกรทั้งหลายต่างเฝ้ามองว่า พระประมุขของชาติจะมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือมีพระราชปรารถนาอย่างไร ในครั้งนั้นพระองค์ทรงแสดงออกด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและแจ่มแจ้ง ดังที่ปรากฏในเพลงพระราชนิพนธ์ 2 เพลง ที่เริ่มบรรเลงทั่วประเทศไทยในระยะนั้น คือ เพลง “ความฝันอันสูงสุด” อันมีเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า “…ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง…”

และเพลง “เราสู้” ซึ่งมีเนื้อหาเพลงมาจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในยามบ้านเมืองกำลังเผชิญหน้าสิ่วหน้าขวานนั่นเอง

การที่ทรงประกาศศึกเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์มิได้ทรงหวั่นเกรงภยันตรายใดๆ จากอริราชศัตรูเลยแม้แต่น้อย หากแต่ทรงแสดงให้เป็น ที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายในน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและหาญกล้า ดังเช่น ทรงสร้างและประทับ ณ พระตำหนักกลางดงผู้ก่อการร้าย มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เป็นต้น

พระผู้ทรงมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทย

“…ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรา มีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี แห่งการบริหารราชการแผ่นดินต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอีก 3 ประการ คือ พระราชอำนาจในการที่จะทรงรับการปรึกษาหารือและพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ (THE RIGHT TO BE CONSULTED) พระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานขวัญและกำลังใจ (THE RIGHT TO ENCOURAGE) และพระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานพระราชดำรัสเตือน (THE RIGHT TO WARN)

แม้ว่าพระองค์จะมีพระราชอำนาจดังกล่าว พระองค์ก็มิเคยทรงใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์เลย หากแต่ทรงใช้ไปในทางที่จะเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองเท่านั้น ดังนั้น แม้ตามนิติราชประเพณีนายกรัฐมนตรีไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชกระแส หรือพระราชดำรัสแนะนำหรือตักเตือนก็ตาม แต่ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีแต่ละคนก็ล้วนกระตือรือร้นที่จะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมและสนองพระราชกระแสและพระราชดำรัสเสมอมา อัน
นำมาซึ่งความวัฒนาสถาพรของบ้านเมืองนานัปการ

เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวกรุงเทพฯ

“…ขอเถิดอนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนน เรียกว่าวงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว เกือบ 40 ปี อยากสร้างถนนวงแหวน…”

นี่คือพระราชดำรัสตอบอดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสรณ์ น้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษก ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี

เรื่องที่น่าใคร่ครวญ

นอกเหนือจากเรื่องงานในหน้าที่แล้ว ผมยังพิศวงใจในสิ่งหนึ่งซึ่งเฝ้าสังเกตมานานปีด้วยว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤตสักปานใด พระองค์ไม่เคยทรงหวั่นไหว และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองตามกรอบแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้คลี่คลายและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เสมอมา อีกทั้งเมื่อมีผู้ใดจาบจ้วงล่วงละเมิดพระองค์ ไม่ว่าจะโดยการบิดเบือนสถานการณ์ หรือข้อเท็จจริงต่างๆ หรือโครงการปั้นน้ำเป็นตัว จะเห็นที่ประจักษ์แจ้งทั่วกันว่าไม่เคยทรงตอบโต้หรือทรงมีปฏิกิริยาในทางใดๆ ทั้งสิ้น

ตลอดระยะเวลากว่า 65 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงดำรงคงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงแน่วแน่ในอันที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ สมดังพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยพระพลังแห่งพระจิตอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยว มั่นคง และด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมพระบารมีในพระองค์ ซึ่งสูงส่งและสดใสอยู่แล้วให้ยั่งยืนต่อไปชั่วกาลนาน

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่าง เริ่มจาก “โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง”

รัฐบาลแต่ละชุดได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตรา พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณารับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิมเริ่มต้น โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้การส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและเป็น การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการตั้งสหกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 102 แห่ง ในปี 2520 เมื่อรวมกับสหกรณ์การเกษตรเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ทั่วประเทศมีสหกรณ์การเกษตรรวมจำนวนทั้งสิ้น 664 แห่ง

ทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่าเพื่อช่วยเกษตรกรในด้านพยุงราคาข้าวและพืชผลอื่นๆ และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร ควรจัดให้มีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที เมื่อมีฉางแล้ว เกษตรกรสามารถเก็บกักข้าวและพืชผลไว้ได้นานเพียงใดก็ได้ เพื่อรอขายในยามที่ได้ราคาสูง รัฐบาลได้สนองพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการดำเนินโครงการจัดสร้างฉางข้าวและพืชผลขึ้นในสหกรณ์การเกษตรทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นสมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันสร้างเอง ภายในเวลาหนึ่งปี มีฉางข้าวและพืชผลเพิ่มขึ้นใหม่อีก 500 ฉาง จากเดิมที่มีอยู่เพียง 300 ฉาง เพิ่มพื้นที่เก็บข้าวและพืชผลการเกษตร และเพิ่มรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก

เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่มีพระราชดำริเตือนรัฐบาลชุดของผม คือ ต้องช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของพสกนิกรในชนบทและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยมีพระราชดำรัสเตือนว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้อง “หาทางให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะพอกินพออยู่” แต่สภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลทำได้ทันทีอย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริ 2 ทางด้วยกัน คือ

ทางแรก เจรจาขอกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาพัฒนาชนบทและช่วยเหลือเกษตรกรเป็นพิเศษ รวม 5 โครงการ คือ โครงการสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน สร้างชลประทานขนาดเล็ก สร้างสถานีอนามัย สร้างระบบไฟฟ้า และสร้างโรงเรียนในชนบท เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติตามที่ขอและยังเพิ่มให้อีก 350 ล้านบาท

ทางที่สอง รัฐบาลได้ชักชวนให้ประชาชนร่วมในโครงการ “อาสาพัฒนาท้องถิ่นของตนเองในฤดูแล้ง พ.ศ. 2520” โดยจะมีการสร้างและซ่อมแซมสะพาน ก่อสร้างงานชลประทานขนาดเล็ก และพัฒนาท้องถิ่นด้านอื่นไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีมูลค่า 600 ล้านบาทเศษ

ข้อประทับใจผมอย่างยิ่งในเรื่องนี้ก็คือ มีน้ำพระราชหฤทัยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำแล้ว ก็ทรงมอบให้เป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะตัดสินใจดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวผมเองตระหนักดีว่า ยังขาดประสบการณ์ในด้านต่างๆ จึงต้องอาศัยทั้งพระอัจฉริยภาพและความรอบรู้ที่ลุ่มลึกของพระองค์เป็นที่พึ่ง โดยกราบบังคมทูลรายงานถึงแผนงานของรัฐบาล รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ความคืบหน้า และอุปสรรค ซึ่งผมก็ได้รับพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำและพระมหากรุณา อันเป็นขวัญและกำลังใจจากพระองค์เสมอมา

 

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/464041

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้ให้ข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในเรื่องบทบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย

อาจารย์ปริญญา ชี้ว่าเหตุการณ์ครั้งที่คนจดจำมากที่สุดมี 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม2516 ซึ่งความจริงเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะต้องมีการสูญเสียเลือดเนื้อ เพราะนักศึกษาได้สลายตัวแล้วในตอนเช้าวันที่ 14ตุลาคม หลังจากรัฐบาลประกาศให้มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าตอนเดินกลับผ่านหน้าสวนจิตรลดา มีเจ้าหน้าตำรวจยืนขวางไว้ แล้วก็เอากระบองมาตีและปาแก๊สน้ำตาใส่นักศึกษา ทำให้เหตุการณ์ลุกลามขึ้นมา นักศึกษาจึงหนีเข้าไปในวังสวนจิตรลดา ในหลวงก็ทรงออกมาเยี่ยมนักศึกษา ตกเย็นวันนั้นจอมพล ถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการโปรดเกล้าแต่งตั้ง อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

“ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียก อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ว่าเป็น นายกฯ พระราชทาน จนในเวลาต่อมาเกิดเป็นความเข้าใจกันไปว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองถึงขั้นวิกฤต ก็จะทรงมีพระราชอำนาจที่จะแก้วิกฤตด้วยการพระราชทานนายกรัฐมนตรีได้”

อาจารย์ปริญญากล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ 2 คือเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในตอนนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมต่อกันทั่วโลกแล้ว บทบาทในหลวงในเหตุการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นข่าวไปทั่วโลก “หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 17 พฤษภาคม วันที่ 20 พฤษภาคม ในหลวงได้ทรงเชิญให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วง และทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสว่า ..

‘.. ขอให้สองท่าน หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากันเพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชน แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง ..  ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่าน หันหน้าเข้าหากัน ให้ช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันคือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้กลับคืนมาด้วยดี ..’

“จากนั้นราวกับปาฎิหารย์ เหตุการณ์ความรุนแรงก็ยุติลงทันที หลังจากนั้น 3 วัน พล.อ.สุจินดา ก็ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนพลเอกสุจินดา ก็เลือก พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ สถานการณ์ก็ทำท่าจะปะทุขึ้นมาอีก ในตอนนั้นดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นผู้นำชื่อขึ้นทูลเกล้า ปรากฏว่าตอนโปรดเกล้าชื่อนายกฯ กลายเป็นนายอานันท์ ปันยารชุน ก็เลยทำให้เข้าใจไปทางที่ว่านายอานันท์ เป็นนายกฯ พระราชทานไปอีกคน ..”

อาจารย์ปริญญา ชี้ว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ กลายเป็นโมเดลในการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ ทักษิณ ชินวัตร ลาออก เมื่อนายกฯ ทักษิณ ไม่ลาออก พันธมิตรฯ ก็ไปถวายฎีกาขอนายกฯ พระราชทาน โดยให้เหตุผลว่า ทรงมีพระราชอำนาจที่จะทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติไว้เหมือนกันทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540และรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า

‘มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’

“พันธมิตรฯ เห็นว่า นายกฯ พระราชทานเป็น ‘ประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ เมื่อมีวิกฤต ซึ่งท่านเคยใช้อำนาจนี้มาแล้วตอนตั้งอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า ..

‘ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ไปอ้างมาตรา 7 เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มีสองบรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี ขอนายกฯ พระราชทาน ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ – มั่ว ..

‘ขอยืนยันว่ามาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย .. ก็อ้างถึงก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่มีทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ นายกพระราชทานหมายความว่าตั้งนายกฯ โดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย ตอนนั้นมีกฎเกณฑ์ อาจารย์สัญญา ได้รับตั้งเป็นนายกฯ มีคนรับสนองพระบรมราชโองการคือนองประธานสภานิติบัญญัติ ดังนั้น ไปทบทวนประวัติศาสตร์มาใหม่ ..’

“ผมเห็นว่า นี่เป็นพระราชดำรัสที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เราเห็นได้ว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า หลักการของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ คืออะไร ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่อาจทำอะไรตามชอบใจได้ แล้วที่สำคัญคือตอนนั้น จอมพลถนอมลาออกแล้ว แล้วรองประธานสภานิติบัญญัติที่ปฏิบัติราชการแทนประธานสภาก็ได้ทูลเกล้าชื่ออาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ให้เป็นนายกแทน ท่านก็ทรงโปรดเกล้าลงมา”

อาจารย์ปริญญากล่าวต่อว่า “ท่านมีพระราชดำรัสชัดขนาดนี้ ในปี 2557 ก็ยังมีคนไปขอนายกฯ พระราชทานจากท่านโดยอ้างมาตรา 7 อีก พอมีการยกพระราชดำรัสอันนี้ให้ดู ก็ยังแย้งอีกว่าสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ผมว่าท่านทรงเข้าใจเป็นอย่างดีครับ ว่าบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร แต่คนที่ไม่เข้าใจ คือพวกเราเองนี่แหละครับ ..

“เราไปสับสนกับระบอบราชาธิปไตย หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสำคัญคือ ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จะทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลวงทรงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่งว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ”

“ตอนนายอานันท์เป็นนายกในปี 2535 ก็เหมือนกัน ชื่อที่ ดร.อาทิตย์ ทูลเกล้าขึ้นไปคือชื่ออานันท์ ปันยารชุน นะครับ ไม่ใช่ทูลเกล้าชื่อพลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ แล้วท่านทรงขีดฆ่าเปลี่ยนเป็นชื่ออานันท์ ปันยารชุน เสียเมื่อไหร่ ดังนั้นคนรับผิดชอบคือคนทูลเกล้า ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนว่าเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็คือ ดร.อาทิตย์ ส่วนในข้อที่ว่าทำไม ดร.อาทิตย์ ถึงเปลี่ยนชื่อเป็นนายอานันท์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นความรับผิดชอบของ ดร.อาทิตย์”

อาจารย์ปริญญา ระบุว่า อันนี้คือ หลักการ ‘The King Can Do No Wrong’ หรือ ‘พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด’ ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “รัฐธรรมนูญมาตรา 3 บัญญัติว่า ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล’ ถามว่าเจ้าของอำนาจคือประชาชน แต่ผู้ใช้คือพระมหากษัตริย์หมายความว่าอะไร หมายความอย่างนี้ครับ กฎหมายเราเรียกว่า ‘พระราชบัญญัติ’ หรือ ‘บัญญัติ’ ของ ‘พระราชา’ ก็ต้องให้พระราชาลงพระปรมาภิไธยจึงประกาศใช้ได้ นั่นคือการใช้อำนาจทางรัฐสภาครับ แต่ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนกฎหมายเองหรือไม่ ไม่ใช่ครับ รัฐสภาเป็นผู้ร่าง ถ้ากฎมายไม่ดีก็ต้องไปโทษคนร่างกฎหมายครับ ..

“แล้วการใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรีคืออะไร คือการที่นายกฯ และรัฐมนตรีมาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครับ ถามต่อว่าถ้านายกฯ ใช้อำนาจในทางมิชอบ เราจะโทษพระมหากษัตริย์ ที่เป็นผู้โปรดเกล้าได้ไหมครับ ไม่ได้ครับต้องไปโทษคนเลือก ท่านไม่ใช่คนเลือกนายกฯ ท่านเพียงโปรดเกล้าลงมาตามที่มีผู้ทูลเกล้าขึ้นไป ..

“แล้วการใช้อำนาจทางศาลละครับ ผู้พิพากษาและตุลาการมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ครับ แต่ถามว่าท่านทรงเลือกผู้พิพากษาและตุลาการเองหรือเปล่า เปล่าครับ แล้วถ้าศาลตัดสินคดีไม่ดี ผู้พิพากษาและตุลาการเจ้าของคดีนั่นแหละคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้คือหลักที่ว่า ‘พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด’ เพราะคนผิดคือเจ้าของเรื่องและคนทูลเกล้า หลักนี้ทำให้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองครับ”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่า กรณีนายกฯ ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น ไม่เหมือนในปี 2516 และ 2535 “เพราะทั้งคู่ไม่ได้ลาออก ตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้ว่างลง แล้วก็ไม่มีการทูลเกล้าชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แล้วท่านจะทรงโปรดเกล้ามาได้อย่างไร พวกเราชอบไปเรียกร้องให้พระองค์ท่านทำในสิ่งที่ท่านทำไม่ได้ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นแบบ Passive ครับ เมื่อมีคนทูลเกล้าฯ จึงจะทรงโปรดเกล้าฯ ลงมา ไม่ใช่ลักษณะActive แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระองค์ท่านจะทรงโปรดเกล้าลงมาเองได้”

นอกจากนี้อาจารย์ปริญญา ยังได้ยกกรณีของการถวายฎีกาขออภัยโทษ ให้ ทักษิณ ชินวัตร “ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ว่า คนที่มีอำนาจหน้าที่ในการทูลเกล้าฯ ให้พระราชทานอภัยโทษคือ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมครับ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องไปเรียกร้องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่เรียกร้องกับในหลวงครับ”

อาจารย์ปริญญาสรุปว่า “ที่ผ่านมาพอกันทั้ง 2 ข้าง  ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ยังไม่โต ทะเลาะกับพี่น้องแล้วสู้ไม่ได้ ก็ไปเรียกร้องให้พ่อมาเข้าข้างตัวเอง แล้วพ่อของเราก็ยุติการทะเลาะกันของเรามาหลายต่อหลายครั้ง “ตอนนี้ลูกๆ ยังทะเลาะกันอยู่ แต่พ่อของเราไม่อยู่แล้ว ถามว่าคนไทยจะทำอย่างไรกันต่อไปไม่มีในหลวงมาคอยแก้ความขัดแย้งให้แล้ว มีทางเดียวคือ พวกเราต้องโตสักทีครับ รู้จักแก้ปัญหากันเองให้เป็น นี่คือสิ่งที่พ่อของเราอยากเห็น ประชาธิปไตยยุคต่อไปคือประชาธิปไตยยุคใหม่ที่เราจะต้องไม่ใช่เด็กๆ กันต่อไปแล้ว ไม่ใช่ทะเลาะกัน หรือสร้างปัญหากันขึ้นมา แล้วให้พระมหากษัตริย์มาแก้ปัญหาให้อย่างที่ผ่านมาครับ”