“เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463886

"เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว “นายตำรวจ” รายหนึ่งถูกแรงอัดดันตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ กลิ่นคาวเลือด เศษชิ้นเนื้อมนุษย์ และควันลอยฟุ้ง มือและขาของเขาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตา แทบมีใครเชื่อว่าเขาจะรอดชีวิตและกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. พ.ศ. 2550  หรือ 9 ปีก่อน บริเวณโคนเสาไฟฟ้าริมถนนสายนราธิวาส-ตากใบ จ.นราธิวาส

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี  นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้ เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งแลกด้วยเลือด ด้วยชีวีต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่”

เรื่องราวต่อไปนี้คือชีวิตอันน่าเคารพและร่องรอยอันยิ่งใหญ่ของ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษชายแดนใต้

เติบโตด้วยระเบียบ มีชีวิตเพื่อแผ่นดิน

พล.ต.ต.นพดล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2501 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะหลังจากสูญเสียคุณแม่ไปตั้งแต่วัยเพียงแค่ 7 ปี โดยอาศัยอยู่กับพี่น้องและคุณพ่อ ซึ่งเป็นบุคลากรการรถไฟแห่งประเทศไทย

“พ่อเป็นคนเข้มงวด กวดขันให้ทุกคนในบ้านมีระเบียบวินัย หลังจากคุณแม่เสียไปแล้ว ทุกคนต้องดูแลตัวเองมากขึ้นและถูกสอนให้ตั้งใจเรียน สมัยนั้นผมค่อนข้างกลัวพ่อลำบาก อยากได้อะไร ก็ไม่กล้าขอ ต้องไปรับจ้างขายข้าวแกงที่สถานีรถไฟ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เงินวันละ 5-7 บาท เอาไปซื้อหนังสืออ่านเอง”

นายตำรวจรายนี้ ได้เล่าเรียนศึกษาวิชาความรู้ที่ “วังไกลกังวล” โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเคยเข้ารับพระราชทานรางวัลเด็กเรียนดีและประพฤติดีจากพระหัตถ์ของพระองค์มาแล้ว

“เราเองถือว่าเรียนดี ไม่ถึงขั้นเรียนเก่ง แต่มีความประพฤติรับผิดชอบดี จนมีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นปากกาหมึกซึมที่ค่อนข้างมีราคาสูงในสมัยนั้นจากพระองค์ท่าน ผมเก็บไว้เป็นมงคลชีวิตมาตลอด และได้ถวายสัตย์ จะตั้งใจเรียนและนำความรู้ความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

เรื่องเล่าแห่งความทรงจำที่เรียกทั้งรอยยิ้มและความปลื้มปิติทุกคราที่มองย้อนกลับไปในอดีตของพล.ต.ต.นพดล คือการได้ดื่มน้ำในแก้วของพระองค์ท่าน

“พระองค์เสด็จมาทุกปี ณ พระตำนักเปี่ยมสุข เย็นๆ หลังเลิกเรียน ยังเคยแอบดูพระองค์ท่านทรงเรือใบหรือทรงงานอยู่บ้าง เวลามีงานเลี้ยงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ประมุขหรือแขกจากประเทศต่างๆ เขาก็คัดนักเรียนไปรับใช้ คอยเป็นผู้ช่วยเหล่ามหาดเล็กเข้าไปเสิร์ฟอาหาร พวกเราเด็กๆ ก็ได้แต่แอบดูพระองค์ท่าน รอจนกระทั่งงานพระราชทานเลี้ยงเลิกแล้ว พระองค์เสด็จกลับ ทุกคนก็พากันวิ่งไปที่โต๊ะเสวย ยกมือไหว้ หยิบแก้วน้ำของพระองค์ท่านมาดื่ม แต่ดื่มได้ไม่เยอะ เพราะต้องส่งต่อให้เพื่อนด้วย เนื่องจากทุกคนอยากกิน ถือเป็นมงคลของชีวิตเด็กบ้านนอก”

ก่อนปี พ.ศ. 2515 ปัญหาภัยคุกคามจากกระแสคอมมิวนิสต์ที่ค่อนข้างรุนแรงและแพร่หลายกว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับได้มีโอกาสัมผัสกับตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้สร้างวีรกรรมรบในพื้นที่เสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ จนทำให้ชาวบ้านใน อ.หัวหินและใกล้เคียง พากันชื่นชมความกล้าหาญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ พล.ต.ต.นพดล ฝ่าฟันเล่าเรียนเพื่อทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

“ตอนนั้นอายุประมาณ 19 ปี ไม่ไกลจากโรงเรียนมี ค่ายนเรศวร ซึ่งเป็นเหล่าตำรวจตระเวนชายแดนพลร่ม ปฎิบัติงานในพื้นที่สีแดงและนอกประเทศด้วย ชาวบ้านในหัวหินจะชื่นชมตำรวจพลร่มกันมาก ไอ้เรายังเด็ก เห็นแบบนั้นก็อยากเป็นเลย ตั้งใจอ่านหนังสือ ฝึกฝนร่างกายจนสอบติดนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 35”

อย่างไรก็ตามความฝันที่จะเป็นตำรวจพลร่มนั้นถูกระงับด้วยความห่วงใยจากคุณพ่อที่มองว่า เสี่ยงอันตรายเกินไป ทำให้ พล.ต.ต.นพดล เลือกเป็นที่จะไปเป็นตำรวจภูธรและออกปฎิบัติหน้าที่ในหลายจังหวัดของภาคใต้ ไล่ตั้งแต่ ระนอง สงขลา ยะลา กระทั่ง นราธิวาส โดยน้อมนำแนวทางพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านมาเป็นมงคลต่อชีวิตและการรับราชการดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนเรื่อยมา

“ครั้งหนึ่งได้ฟังพระบรมราโชวาทอันลึกซึ้ง พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า การทำความดีนั้นทำยาก เห็นผลช้า แต่จำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ทำ ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้ตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามอย่างสุดกำลังที่จะสร้างและสั่งสมรักษาความดีให้สมบูรณ์อยู่เสมอ”

พล.ต.ต.นพดล เมื่อสมัยได้รับรางวัลนักเรียนที่มีความประพฤติดีเด่น โรงเรียนวังไกลกังวล

เกือบตายเพราะความเข้าใจผิด

ชีวิตราชการตำรวจของ พล.ต.ต.นพดล ผ่านประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้ง งานสอบสวน  สืบสวน ปราบปราม หัวหน้าหน่วยปฎิบัติการพิเศษ และงานมวลชนในหลายพื้นที่รวมทั้งพื้นที่สีแดงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทั่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการดูแลงานระดับนโยบายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามใครจะรู้ว่าเมื่อครั้งเริ่มต้นบทบาทนายตำรวจ เจ้าตัวเคยประสบเหตุเสี่ยงตาย และจิตตกถึงขนาดคิดลาออกจากอาชีพมาแล้ว

“สมัยเป็นรองสารวัตรสอบสวน (รอง สวส.) สภ.เมืองระนอง เกิดเหตุคนร้าย บุกล็อกคอและเอาปืนจี้ สารวัตรป้องกันปราบปราม (สวป.) ที่หน้าสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่เจรจาอยู่นาน คนร้ายยังไม่ยอม ผมจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปแย่งปืน ปรากฎว่า คนร้ายเห็นก่อน วาดปืนมาที่เรา วินาทีนั้นกระโดดม้วนตัวหลบอยู่หลังโคนต้นไม้ ใจหาย เต้นตุบๆ คิดเลยว่า ถ้ามันยิงจริง คงไม่รอดแน่ แต่ที่เสียใจมากคือ การเจรจาไม่สำเร็จ คนร้ายใช่อาวุธปืนยิง สวป.เสียชีวิต ”

เนื่องจาก สวป. เป็นที่รักของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก ทำให้การเสียชีวิตของท่าน ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถจัดการเหตุดังกล่าวได้ ขณะที่ พล.ต.ต.นพดลเองก็รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างรุนแรงเช่นกันที่รักษาชีวิตผู้บังคับบัญชาที่สนิทและรักใคร่ไว้ไม่ได้

“เขาเป็นคนดีมาก ไม่คิดว่าจะมาเห็นเขาตายคาตา ทำงาน พูดคุย ฝึกฝนด้วยกัน ช่วงเช้ายังกินข้าวด้วยกันอยู่เลย บ่ายมาถูกยิงต่อหน้า เรากลับบ้านไปนั่งคิด ไม่เอาแล้ว ไม่เป็นแล้ว ไม่ ไม่ ไม่ นั่งซึม โทษตัวเองที่มีส่วนไปกดดันให้คนร้ายก่อเหตุ แย่งปืนไม่สำเร็จเท่ากับเพิ่มความเครียดให้คนร้าย”

สติของ พล.ต.ต.นพดล กลับมาเมื่อได้คำปลอมโยนจากเจ้านาย โดยให้มองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเจอ ไม่เขาก็เรา และสักวันหนึ่งจะผ่านพ้นไป ขอให้ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ให้ดีต่อไปในอนาคต

เหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งสำคัญต่อมาในชีวิต เกิดขึ้นขณะ พล.ต.ต.นพดล  ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เขาถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรุมทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง วินาทีสุดท้ายก่อนไร้สติ คือภาพกระถางต้นไม้ที่ถูกทุ่มใส่ศรีษะ

พล.ต.ต.นพดล เล่าให้ฟังว่า เวลานั้นมีการปล่อยข่าวลือจากกลุ่มก่อความไม่สงบกันอย่างกว้างขวาง เรื่องโจรนินจา ที่บุกปล้นสะดม รังแกชาวบ้าน กระทั่งมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนายตำรวจพลร่ม ซึ่งไปตั้งฐานปฎิบัติการและออกทำงานมวลชนในพื้นที่

“วันหนึ่งนายตำรวจสองนาย ขับรถจักรยานยนต์กลับที่พักหลังในช่วงค่ำ หลังเสร็จภารกิจงานมวลชน  พวกวัยรุ่นเห็นเข้า ขับจักรยานยนต์ 4-5 คันเข้าประกบ ทำท่าเหมือนจะเอาเรื่อง พวกเขาตกใจ ทิ้งจักรยานยนต์หลบหนีเข้าป่าข้างทาง เลยถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรนินจาทันที วันรุ่งขึ้นทั้งสองนาย เข้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน โดยขณะนั้นมีการปล่อยข่าวไปทั่วเมืองแล้วว่า จับกุมโจรนินจาได้แล้ว ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมารวมตัวที่บ้านผู้ใหญ่หลายร้อยคน

อันตรายเกิดขึ้นระหว่างการนำตัวทั้งสองกลับโรงพัก วัยรุ่นนับร้อยพากันเอาหิน เอาไม้ ขว้างใส่  เปิดฉากเข้ารุมทำร้าย ใช้ไม้ตี ทำร้ายร่างกาย รุนแรง ไม่ยั้งมือ ผมตัดสินใจวิ่งเข้าช่วยเหลือ กอดน้องไว้ พยายามพาหนี แต่ถูกชาวบ้านเข้ามารุมทำร้าย กำลังตำรวจอื่นๆ ก็ยั้งไม่ได้ เพราะเข้าไม่ถึงถูกชาวบ้านล้อมไว้แล้ว  ชาวบ้านที่สนิทกัน ตะโกนบอกอย่าทำร้ายผู้กำกับ อย่าทำ! ก่อนช่วยลากผมออกมา แต่เรามองกลับไป เฮ้ย.. ทั้งสองนายยังอยู่ ทำไมไม่ช่วยเขาออกมาด้วย จึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าไปอีกรอบ อุ้มแบกใส่บ่ามาได้คนเดียว เพื่อหนีออกจากที่เกิดเหตุ  แต่วิ่งออกมาได้ไม่กี่เมตร พวกวัยรุ่นเอาไม้ตีเข้าที่ขา ล้มทั้งยืน ทีนี้มาทั้งหมด หมัด ศอก เท้า ไม่ยั้ง เงยหน้าขึ้นมาอีกที เห็นกระถางต้นไม้ทุ่มเข้าใส่เต็มๆ ที่ศรีษะ สลบเลย”

อดีตผู้กำกับรายนี้รู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมข่าวร้าย พลร่มทั้งสองนายถูกแทงตายในที่เกิดเหตุ ตัวเขาเองรอดมาได้เพราะชาวบ้านมุสลิมที่รักและรู้จักกันดีดึงตัวออกมาได้ทัน

“เราพยายามบอก ชี้แจงแล้วว่าไม่ใช่ เขาคือคนทำงานมวลชน แต่ไม่มีใครเชื่อ ผมเสียใจมากๆ ที่ชีวิตเขาจบลงด้วยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบปลุกระดมชาวบ้าน จนเกิดการเข้าใจผิดกัน”

หลังปี พ.ศ. 2547 สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดย ปี พ.ศ. 2549 พล.ต.ต.นพดล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) โดยได้รับการต้อนรับและยินดีจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นและสนิทสนม มาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง สวป. และ ผกก. อย่างไรก็ดี การกลับมาดำรงตำแหน่งในพื้นที่ครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก มีอันตราย ความรุนแรงและภัยคุกคามถึงขั้นเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ

“สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก อึมครึม  ชาวบ้านต่างสับสน หวาดระแวง ที่เคารพนับถือกันก็ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ไม่เหมือนแต่ก่อน จะไปไหนมาไหนในพื้นที่ โดยไม่ระมัดระตัวไม่ได้แล้ว ไม่รู้ใครเป็นใคร อันตรายมาก ชาวบ้านบางคนกระซิบเบาๆ ว่าคราวหลัง ถ้าอยากคุยให้เรียกออกไปคุยนอกพื้นที่ ไม่อยากให้เข้ามาในหมู่บ้าน หรือโทรนัดตรงไหนก็ได้จะไปหาเอง ทำให้รู้ทันดีว่าสถานการณ์ในพื้นที่โดยทั่วไปไม่ปกติเหมือนเดิม”

ประวัติศาสตร์จารึก นายตำรวจกระดูกเหล็ก

18 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกชื่อ นายตำรวจกระดูกเหล็กไว้

พล.ต.ต.นพดล ย้อนความว่า วันดังกล่าว เป็นวันที่จะต้องนำนายตำรวจ 6 นาย ที่ได้รับการคัดเลือกจากสามจังหวัดไปทำการฝึกที่ กก.กฝ.8 ตชด. (กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อทำการฝึกร่วมกับ ชุดรบของ ตชด. โดยมีครูฝึกจาก สหรัฐอเมริกา และนัดกำลังพลไว้ที่ อ.หาดใหญ่  เวลา 8.00 น. เพื่อร่วมเดินทางไปที่ อ.ทุ่งสง พร้อมกัน

“จริงๆ ต้องไปร่วมฝึกตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน แต่ติดสงกรานต์เขาเลยเลื่อน ดวงมันจะโดน คนมันจะดังไง ทึ่มแรกคิดว่า หม้อแปลงระเบิด อีก 5 นาทีต่อมา ทึ่ม ทึ่ม ทีนี้เสียงทั้งหนัก ทั้งแน่น รู้ทันทีเลยว่า มีการวางระเบิดในพื้นที่ วิทยุเรียกดาบแชน (ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ) จากนั้นแต่งเครื่องแบบ เดินไปหยิบพระหลวงปู่ทวด และเหรียญในหลวงทรงผนวชขึ้นอาราธนา ห้อยคอออกจากบ้านไปที่เกิดเหตุ”

ขณะ “พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ” รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส (ยศในขณะนั้น) ลงพื้นที่เกิดเหตุระเบิด บริเวณ ถนนสายนราธิวาส-ตากใบ เขตรอยต่อโรงพักตันหยงและตากใบ ที่เกิดเหตุเป็นเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 เฟส ที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่หลายพื้นที่ของ จ.นราธิวาส ช่วงนั้นเวลาประมาณ 8.00 น. เศษ ขณะสั่งการให้เจ้าหน้าที่วางกำลังควบคุมและจัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจที่เกิดเหตุ สิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น

“พอไปถึงที่เกิดเหตุ โชคร้ายเท้าซ้ายเหยียบกับระเบิดลูกที่สองที่ฝังในดิน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงอัดมหาศาลของระเบิด ยกตัวลอย เหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง ตาเหมือนจะหลุดอกจากเบ้า เลือดเหมือนจะทะลักออกจากหู จากปาก ชิ้นเนื้อกระจัดกระจาย ฝุ่นตลบกลบหน้า เลือดกระเด็นเต็มพื้นที่ กลิ่นดินระเบิด คลาวเลือดคละคลุ้ง ในใจตอนนั้นนึกถึง “เดชะพระบารมีปกเกล้า” คิดได้แค่นั้น ร่างร่วงหงายท้องลงมานอนในหลุมระเบิด เสียงร้องตะโกนโกลาหล รองถูกระเบิด – รองตายแล้ว”

บรรดาลูกน้องรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือแบก พล.ต.ต.นพดล ขึ้นรถ เนื้อตัวแหลกไปแทบทั้งร่าง แขนขวาที่พอขยับได้กอดประคองแขนซ้ายเห็นเป็นเศษเนื้อ ตาด้านซ้ายมองไม่เห็น ด้านขวาเห็นลางๆ เจ็บปวดและอึดอัดกับพิษบาดแผลอย่างรุนแรง

“บอกดาบแชน ให้ช่วยถอดรองเท้าด้านซ้ายให้หน่อย มันปวดและแน่นขึ้นมาจนถึงช่องท้อง แชน มองหน้าผมแล้วน้ำตาไหล รู้ทันทีว่า ขาซ้ายขาดไปแล้ว แชนก็พยายามเรียกให้ได้สติ อย่าหลับ พาไปส่ง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยัง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาที”

พล.ต.ต.นพดล  เล่าว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล มอ. มีประชาชนจำนวนมากมารอให้เลือดและกำลังใจ ได้ยินเสียงร้องตะโกน ‘สู้ๆ’ ซึ่งทั้งประชาชน ทหารตำรวจ ได้มาร่วมบริจาคเลือดให้กว่า 200 คน

ระหว่างเข็นเตียงเข้าห้องกู้ชีพ นพ.สุเมธ พีรวุฒิ ผอ.โรงพยาบาล  ขณะนั้นได้มากระซิบที่ข้างหูว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับทราบเหตุการณ์แล้ว และรับตัวเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ฯ เท่านั้นแหละ ‘พระบารมีได้มาปกเกล้า’ ตัวผมจริงๆ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ หาที่สุดมิได้ หนักเป็นเบา ทุเลาเป็นหาย แทบจะลุกจากเตียงแล้วกราบลงที่แผ่นดิน ผมบอกหมออย่าให้ ผมตายนะ ผมจะกลับไปทำงานต่อ”

ระหว่างสลบ 2 วัน 2 คืน บนเตียงในโรงพยาบาล มีเรื่องราวที่เจ้าตัวจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม

“ตอนสลบครึ่งหลับครึ่งตื่น จำได้ว่า เดินเข้าไปในถ้ำหนาวเยือกมาก และพบกับเซียนฤาษีโบราณ นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้าเดินออกมารับ ถามว่ามาทำไม เราบอก ผมกระดูกขาแตก อยากจะต่อกระดูกขา ขอให้ท่านช่วยหน่อย เซียนพาเดินไปที่จอมปลวก มีหินงอกมาออก เขาบอกให้ไปเอาหินนั่นมา แล้วจะทำการต่อขาให้ จำได้ว่าหยิบไปเยอะเลย เสร็จแล้ว แกพาไปนอนบนแท่นหินใหญ่ มีสายสิญจน์ระโยงระยาง เซียนคนเดิมจับตัวผมยกนอนบนแท่นหิน เอาหินอัดเข้าไปที่ขา เซียนบอกอดทนไว้ เดี๋ยวหาย เราก็ดิ้น รอบๆ เตียงก็ยังมีกลุ่มคนชุดขาว นั่งล้อมวงสวดมนต์กันเต็มไปหมด ผมคิดว่าช่วงนั้นคงเป็นช่วงที่หมอน่าจะกำลังผ่าตัดใหญ่ที่ขาซ้ายอยู่”

หลังจากลืมตาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง นายตำรวจกระดูกเหล็ก ทบทวน ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ  ก่อนจะต้องน้ำตาซึมเมื่อข้างเตียงมีกระเช้าพระราชทานจากในหลวง และแจกันดอกไม้จากพระราชีนี 

“น้ำตาไหลออกมาเอง นึกถึงเดชะพระบารมีที่ได้สวดทุกวันทั่งก่อนนอน และก่อนออกไปทำงาน ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมผมจริงๆ พระองค์ท่านได้ประทานชีวิตใหม่ให้กับผม ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่มีให้กับข้าราชการทำงานห่างไกลพระเนตร  พระเมตตาและพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ เป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อจะกลับมาทำงานสนองพระเดชพระคุณ และรับใช้บ้านเมืองอีกครั้ง”

พล.ต.ต.นพดล นอนติดเตียงอยู่ 5 เดือนกว่า ทำการรักษาตั้งแต่ภายนอกและภายในมากมาย แทบทั้งร่างกายตัวอย่างเช่น เจาะน้ำออกจากปอด ผ่าเศษระเบิด 12 ชิ้นออกจากร่าง ตัดแปะเนื้อเยื่อ ชิ้นส่วนต่างๆ โดยได้เลือดของชาวบ้านที่มาบริจาคช่วยหล่อเลี้ยงชีวิต

“โชคดี ผมเป็นนักกีฬา ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ ร่างกายแข็งแรง เลือดที่ชาวบ้านให้เรารับได้หมดเลย ไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียง ผ่าตัดเยอะมากแทบทั้งตัว นอนติดเตียงประมาณ 5 เดือนกว่า กว่าจะลุกได้ ฟื้นฟูสุขภาพออกกำลังกาย เตรียมความพร้อม รวมๆ แล้วใช้เวลาในการรักษาพื้นฟู 353 วัน และเป็นคนไข้ที่ดีอยู่ในระเบียบวินัย จากแผนการรักษาของหมอประมาณ 2 ปี แต่เราใช้เวลารักษาจริงและกลับไปทำงานได้ภายในเวลาไม่ถึงปี”

สภาพร่างกายที่แตกต่างออกไปจากเดิม และร่องรอยของระเบิดที่ปรากฏบนเรือนร่าง ไม่ได้ทำให้เขาจิตตก ซึมเศร้า มองเป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่ปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองพี่น้องประชาชน ที่สำคัญยิ่งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียมให้อีกด้วย

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งจะต้องแลกด้วยเลือด ด้วยชีวิต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่ นักรบต้องมีบาดแผล การทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดนใต้ มีอยู่สามโชค คือ โชคดี โชคไม่ดี และโชคร้ายพลีชีพ เสียชีวิต เราแค่โชคไม่ดี บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น”

 

อำนาจรัฐเข้มแข็ง – ใช้กฎหมายยุติธรรม – ประชาชนรัก

หลังเหตุการณ์สุดโหดดังกล่าว พล.ต.ต.นพดล กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ในฝ่ายอำนวยการ ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการอำนวยการภูธรภาค 9  (รอง ผบก.อก.ภ.9) – ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9  (ผบก.อก.ภ.9) กระทั่ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และล่าสุดดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  คอยประสานดูแลงานเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ นอกจากนั้นยังเป็นผู้บรรยายให้ความรู้และกำลังใจกับเหล่าผู้พิทักษ์ ที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ยังชายแดนภาคใต้อีกด้วย

จากประสบการณ์คลุกคลีกับความขัดแย้งทางภาคใต้มาเกือบทั้งชีวิต พล.ต.ต.นพดล บอกว่า การดำเนินการในการลดปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้ง และแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดง ต้องใช้หลักการพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่อง คือ อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน โดยมีความเสมอภาคไม่เลือกปฎิบัติ และสุดท้ายคือต้องเป็นที่รักของประชาชนให้ได้อย่างจริงใจ

“อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง พร้อมที่จะปกป้องชีวิต ทรัพย์สินพี่น้องประชาชน และดูแลแผ่นดินได้ ชาวบ้านถึงจะเชื่อถือ ถ้าเราตายชาวบ้านก็จะหวั่นกลัว สอง การบังคับใช้กฎหมายต้องยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่เช่นนั้นจะถูกโจมตี ปลุกระดมทางความคิด โฆษณาชวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มุ่งแต่จะรังแก ทำลายพวกเขา และสาม ทำงานมวลชนเข้าถึงพี่น้อง เป็นที่รักของประชาชน ภายใต้ยุทธศาสตร์เข้าใจเข้าถึงพัฒนา ถ้าทำเรื่องเบื้องต้นทั้งหมดอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้ทิศทางความขัดแย้งลดลง”

นายตำรวจหัวใจแกร่ง ทิ้งท้ายว่า การขจัดความขัดแย้งทางความคิดนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลา ซึ่งการเยียวยาสมานบาดแผลทางจิตใจในอดีต และไม่สร้างบาดแผลทางใจขึ้นใหม่ จะช่วยลดความจงเกลียดจงชัง ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานยังคงต้องทำงานหนักทุ่มเท่ เสียสละ รู้เท่าทันสถานการณ์เพื่อจะได้นำความสงบสุขกับคืนสู่ปลายด้ามขวานอีกครั้ง

ร่องรอยจากเหตุระเบิด บริเวณเเขนซ้าย ซึ่งจุดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว คือ ดินระเบิดที่ฝังเเน่นติดผิว

 

 

“สืบสานพระราชปณิธาน เมนูอาหารจากโครงการของพ่อ” สุทธิพงษ์ สุริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463526

"สืบสานพระราชปณิธาน เมนูอาหารจากโครงการของพ่อ" สุทธิพงษ์ สุริยะ

เรื่องโดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ KARB STUDIO

เมื่อเอ่ยคำว่า “โครงการหลวง” หลายคนนึกถึงผัก ผลไม้เมืองหนาว ผลิตภัณฑ์สดใหม่จากฟาร์มบนดอยสูง เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

แต่จะมีสักกี่คนจินตนาการตามได้ว่า ถ้าวัตถุดิบเหล่านั้นกลายมาเป็นเมนูบนจานอาหาร จะน่าทานขนาดไหน

สวยงาม น่ารับประทาน เมนูอาหารจาก”โครงการหลวง”

แวบแรกที่คลิกเข้าไปส่องอินสตาแกรม @karbstyle เห็นภาพสารพัดเมนูอาหาร ต้ม ผัด แกง ทอด สลัด ซุป เสต็ก ยันออร์เดิร์ฟ น้ำลายก็แทบไหล ทุกภาพล้วนงดงามราวศิลปะ สวยก็สวย น่าทานก็น่าทาน แล้วพอได้อ่านข้อความที่บอกไว้ว่าเมนูอาหารทุกจานถูกปรุงขึ้นจากผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ยิ่งรู้สึกประทับใจและสงสัยใคร่รู้ว่าผลงานเหล่านี้เป็นของใครกันหนอ

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสชื่อดัง เจ้าของ KARB STUDIO คือคนคนนั้น

“ผมมีความศรัทธาต่อในหลวงอยู่แล้ว เมื่อศรัทธาก็ทำให้รู้สึกอยากตอบแทนพระองค์ท่านในวิชาชีพที่เราถนัด นั่นคือ นักออกแบบตกแต่งหน้าตาอาหาร (Food stylist) พูดถึงอาหาร ภาพที่เห็นชัดสุดก็หนีไม่พ้นวัตถุดิบจากโครงการหลวง”

โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือเกษตรกรบนที่สูงให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น เพื่อดำรงอาชีพได้อย่างยั่งยืน อยู่ดีมีสุข ปัจจุบันมีโครงการหลวงทั้งหมด 38 โครงการ ผลผลิตทั้งหลายจะถูกกระจายส่งไปทั่วประเทศ ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงอยู่ตรงความสด อร่อย ปลอดภัย เนื่องจากมีการตรวจสอบและควมคุมคุณภาพโดยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ

“ที่ผ่านมา ผัก ผลไม้เมืองหนาว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์ จากโครงการหลวง ได้รับความนิยมค่อนข้างดี เราจะเห็นคนไปช็อปปิ้งร้านโครงการหลวงกันเยอะ ซึ่งผลิตภัณฑ์โครงการหลวงไม่ได้กระจุกอยู่ที่เดียว แต่ยังไปอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก แม้จะแพร่หลายแต่ก็ไม่ถึงขั้นตอบโจทย์ทุกครัวเรือน เพราะพืชหลายชนิดจะมีเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ผมเลยคิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าวัตถุดิบคุณภาพดี สดใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นเมนูอาหารอร่อยๆโดยเชฟ ก่อนส่งต่อให้นักออกแบบตกแต่งอาหารเพื่อทำให้ออกมาสวยงามน่าทาน จะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับวัตถุดิบ ทั้งหมดนี้ทำให้เราอยากส่งเสริมผลผลิตโครงการหลวงซึ่งเป็นของดี อร่อย มีคุณภาพ ให้เป็นที่รู้จักว่าสามารถนำไปทำเป็นอาหารได้มากมายหลายเมนู”

สปาเก็ตตี้บีทรูทโครงการหลวง

 

ซุปสวิสชาร์ดโครงการหลวงใส่ถั่วขาวเสิร์ฟกับเนื้อแกะย่าง สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์

 

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงทรงเครื่องยัดไส้ปลาหมึกในซอสมะเขือเทศ

ประสบการณ์ล้ำค่า 11 ปีบนดอยสูง

จุดหักเหของชีวิตที่ทำให้สุทธิพงษ์ได้เข้ามามีบทบาทกับผลิตภัณฑ์โครงการหลวงคือ การเข้าไปเป็นจิตอาสาให้กับมูลนิธิโครงการหลวง ทำหน้าที่ผู้สาธิตทำอาหาร ต่อมาได้เป็นอนุกรรมการเวทีสาธิตการประกอบอาหารโครงการหลวง ต้องนำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาพัฒนาเป็นสูตรอาหารต่างๆ พร้อมออกแบบตกแต่งเมนูยอดนิยมประจำโครงการหลวงกว่า 6 แห่งทั่วภาคเหนือ ให้เป็นที่ดูดดึงน่าสนใจของบรรดานักชิม

“หน้าที่หลักเราคือ ทำยังไงก็ได้ให้คนเมืองเห็นแล้วร้องว้าว พูดถึงอาหารท้องถิ่น อาหารดอย คนมักจะเคยเห็นแต่อาหารหน้าตาบ้านๆ แต่เมื่อนำมาขายที่กรุงเทพฯ เราก็ต้องเนรมิตให้หน้าตาสวยขึ้น แต่คงความอร่อยเหมือนเดิม”

ล่าสุดเขากำลังมีโครงการหนังสือชุด “Teen Cooking” คู่มือสอนการประกอบอาหารที่ทำจากวัตถุดิบโครงการหลวง 4 แห่ง ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง จ.เชียงใหม่ มีทั้งเมนูจานหลัก ของว่าง สลัด ซุป และพาสต้า เป้าหมายคือดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้าครัว เน้นเมนูที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ที่สำคัญต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย

“เบื้องหลังการออกแบบเมนูอาหารกว่า 125 เมนูในหนังสือชุดนี้ไม่ง่ายเลย เราต้องขึ้นเขาลงห้วย ไปดูผลผลิต พืชผัก ผลไม้ สัตว์ตามดอยต่างๆว่ามีอะไรบ้าง มีเวลาการปลูก ออกผล เก็บเกี่ยวเวลาใด แต่ละดอยมีเมนูยอดนิยมอะไรบ้าง ก็ต้องพัฒนาวัตถุดิบเหล่านั้นเป็นเมนูใหม่ ขณะเดียวกันก็นำเมนูที่มีอยู่แล้วมาทำให้สวยงามยิ่งขึ้น ประสบการณ์ตะลุยขึ้นดอยต่างๆ ความประทับใจที่ได้กลับมาคือ ความจริง ความสด ความเป็นธรรมชาติ เช่น ภาพหาดูยากอย่างตอนชาวเขาตัดต้นเซเลอรี่แล้วนำไปล้างในลำธาร ภาพบรรยากาศการต้อนฝูงแกะบนดอย มันเรียลมากๆ ดังที่พระองค์ท่านทรงเคยตรัสไว้ว่า คนเราถ้าอยู่กับธรรมชาติ ชีวิตจะยั่งยืน

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงผัดสมุนไพรโรยไข่นกกระทา

 

 

ซูกี่นี่ซอยอบชีสและไข่ โรยหน้าด้วยแตงกวาญี่ปุ่น โครงการหลวง

 

ฮอทด็อกกุ้งครีมใส่เซเลอรี่โครงการหลวง

สืบสานพระราชปณิธานผ่านงานที่รัก

นอกจากผลงานอันน่าชื่นชม ฟู้ดสไตลิสมือรางวัลรายนี้ เผยว่า  แรงบันดาลใจที่ได้จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับโครงการหลวงกว่า 11 ปีคือ การได้สัมผัสถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ในหลวงทรงมีต่อคนไทยทั้งชาติ

“พระองค์ท่านทรงเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่คนในชาติ ความสำเร็จของโครงการหลวงล้วนมาจากความเพียรพยายาม ความเมตตา ความเป็นผู้ให้ที่ไม่มีสิ้นสุดของพระองค์ท่าน ท่านอยากให้คนมีอาชีพ พอมีอาชีพชีวิตก็ดีมีความสุข สิ่งที่ได้เห็นอีกอย่างคือ เวลาไปทำงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่โครงการหลวงทุกคนล้วนทำงานอย่างมีความสุข และความสุขนี่้เองที่ทำให้งานที่ทำออกมามีพลัง”

ขาบ-สุทธิพงษ์ บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า อยากให้หนังสือชุด “Teen Cooking” เป็นเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นว่านี่คือผลงานที่กลั่นออกมาจากความรัก ความศรัทธาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“อยากให้ทุกคนที่รักในหลวง ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ จะสาขาอาชีพใดก็ได้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ สนับสนุนกิจการของพระองค์ท่าน แม้วันนี้พระองค์ท่านจะจากไป แต่ทฤษฎีและความดีที่ทรงสร้างขึ้น เราจะต้องเป็นผู้รับช่วงและสานต่อไปยังคนรุ่นหลัง”

ทันทีที่บทสนทนาจบลง อดไม่ไหวที่จะหวนหลับไปชมภาพการออกแบบตกแต่งเมนูอาหารจากโครงการหลวงฝีมือของเขาอีกครั้ง พบว่า ความงดงาม ทั้งเชิงองค์ประกอบจัดวาง สีสัน และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจง สะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดเหลือเกินว่า ผู้ชายคนนี้รักและศรัทธาในสิ่งที่ทำแค่ไหน.

ไข่ดาวในซอสมะเขือเทศใส่พริกเม็กซิกันโครงการหลวง

 

ปลาเทร้าซ์โครงการหลวงนึ่งซีอิ๊ว

 

หมูสามชั้นย่างซอสพริกกับโรสแมรี่โครงการหลวง

 

 

 

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงผัดกุ้ง

 

 

สุทธิพงษ์ สุริยะ

 

ทางออก 10 ปี กับการปฏิรูป ‘สื่อมวลชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467195

ทางออก 10 ปี กับการปฏิรูป ‘สื่อมวลชน’

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การสื่อสารในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้สื่อมวลชนยุคใหม่ที่เพิ่มขึ้นจนต้องมีการแข่งขันช่วงชิงความเร็ว ความแปลกใหม่ นำไปสู่การเกิดข้อผิดพลาด สร้างความขัดแย้งขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นการลดความน่าเชื่อถือของอาชีพสื่อมวลชนจากประชาชนลงไป

นี่จึงเป็นประเด็นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ปฏิรูปสื่อ : ทางออกสังคมไทย?” เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมาเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิในวงการสื่อว่าควรหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า สื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเสนอข่าวสิ่งที่เกิดขึ้น และความคิดเห็นที่เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน แต่ปัจจุบันความคิดเห็นกับข่าว สื่อมักไม่แยกออกจากกัน บางคนรายงานข่าวก็ใส่ความคิดเห็นลงไป

จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดก่อให้เกิดปัญหาต่อคนที่เป็นข่าวและสังคม ฉะนั้นถ้าเป็นความคิดบนพื้นฐานความไม่จริง จงใจเพื่อนำไปวิจารณ์ต่อ ส่วนตัวถือว่าไม่ใช่สื่อ เพราะมีการบิดเบือนความจริงซึ่งเจอมาหลายครั้งแล้ว ฉะนั้นสื่อที่ดีควรรวมตัวกันเพื่อช่วยประคองสถาบันสื่อให้ดีขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับปรุงพัฒนา แม้ปฏิรูปเพียงใดก็ยากที่จะแก้

“สื่อยุคก่อนไม่ได้มีมากเช่นนี้ และไม่เคยถูกสอนเรื่องหลักการเรียนวิชาในคณะวารสารศาสตร์ แต่ทุกคนก็ถูกสอนให้สู้เรื่องจรรยาบรรณต่อสังคม แต่สิ่งเหล่านี้นับวันค่อยเลือนหายไป เพราะธุรกิจกับการเมืองในกิจการสื่อมวลชนที่มีค่าหลักร้อยล้านพันล้าน และเมื่อนักการเมืองรู้อิทธิฤทธิ์ของสื่อในการชี้นำไปในทางที่ต้องการได้ พร้อมกับเจ้าของสื่อยอมเข้าไปในฝ่ายการเมืองเพื่อผลประโยชน์ จึงทำให้สื่อที่เป็นกลางและวิจารณ์ได้ทุกฝ่ายเลือนหายไป”

ประธาน กรธ. เปิดเผยว่า การปฏิรูปสื่อต้องเริ่มพัฒนาผ่านระบบมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นองค์กรที่ผลิตบุคลากรสื่อรุ่นใหม่ ให้พอโต้แย้งกับคนรุ่นเก่า หากสั่งให้ทำอะไรไม่ดี ส่วนสื่ออาวุโสต้องคุยกันเพื่อร่วมกันสร้างความน่าเชื่อถือ จริยธรรมเพื่อศักดิ์ศรี และควรใช้ความอาวุโสวิจารณ์กันเอง ท้วงติงหาทางที่ดีที่สุดเพื่อทำให้สถานการณ์ของสื่อดีขึ้น

ขณะที่การปฏิรูปสื่อกับเจตนารัฐในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มี 270 มาตรามีการพูดถึงสื่อมวลชน 3 มาตรา คือ มาตรา 35 การรับรองเรื่องเสรีภาพโดยห้ามไม่ให้รัฐสนับสนุนสื่อ แต่หากต้องการลงโฆษณาหรือทำกิจกรรมอะไร ต้องรายงายให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และเปิดเผยข้อมูลให้สังคมรับทราบเพื่อร่วมตรวจสอบ ขณะที่ในมาตรา 98 กำหนดคุณสมบัติคนที่จะเข้ามาในการเมืองต้องไม่เป็นเจ้าของกิจการสื่อ และในมาตรา 184 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขัดขวางแทรกแซงการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

มีชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะประชาชนอยากให้สื่อทำหน้าที่สมความภาคภูมิของความเป็นสื่อ อย่าเอียงหนักไปในทางธุรกิจหรือการเมืองจนลืมความเป็นสื่อ ควรให้ข้อมูลที่ครบถ้วนต่อประชาชน ส่วนประชาชนก็ต้องมีเครื่องมือดูแลสื่อ 3 อย่าง คือ 1.ใช้สิทธิทางกฎหมายหากถูกละเมิด 2.เลือกเสพสื่อที่น่าเชื่อถือ3.ทุกวันนี้ประชาชนทำสื่อกันเองมากขึ้น ซึ่งเหตุผลนี้ถ้าสื่อไม่ปรับตัวปฏิรูปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมก็จะลำบาก

รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า ได้ติดตามเรื่องการปฏิรูปสื่อมากว่า 10 ปี สาเหตุที่ปฏิรูปไม่ได้ผล เพราะที่ผ่านมามักปฏิรูปเฉพาะโครงสร้าง แต่ไม่เคยลงลึกไปถึงบุคลากรซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหา ฉะนั้นควรต้องทำสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ควรตั้งสมาคมผู้ประกอบการสื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อได้เข้าใจและตระหนักว่าหากทำไม่ถูกต้องควรถูกตรวจสอบ

ภัทระ คำพิทักษ์ อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นพูดกันมานานหลายปี แต่ที่ผ่านมามักหาว่าใครเป็นจำเลย แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ควรตั้งสติให้ดีเพราะที่ผ่านมาที่มีการทำโครงการต่างๆ มากมาย แต่ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคทฤษฎีเปลี่ยนไปทุกอย่างแต่การทำงานยังทำไม่ทัน เพราะทุกคนพยายามแข่งขันทางธุรกิจและพัฒนาตนเอง

“คิดว่าการปฏิรูปสื่อมาถึงจุดนี้กลายเป็นระบบที่มีชีวิตในตนเอง และการที่จะกลับไปคิดแบบเก่าว่าปฏิรูปที่ตัวสื่อ เจ้าของ รวมถึงรัฐนั้น ผิดหมด เพราะระบบที่กินตนเองก็มีชีวิตขึ้นมาในตัวของตนเอง ถ้ารอรัฐปฏิรูปก็อาจเจ๊ง”

ฉะนั้น หลักใหญ่ในรัฐธรรมนูญควรให้สื่อควบคุมกันเองโดยที่รัฐไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนในกองบรรณาธิการควรมีมุมมองวิธีคิดที่แตกต่างเพื่อทำให้ขายได้ พร้อมเสนอว่าทุกกองบรรณาธิการควรมีคณะบรรณาธิการไว้คอยประสานพูดคุยกับเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น เพื่อคงหลักการทำงานไว้ ส่วนการศึกษาในมหาวิทยาลัยควรมีการพัฒนาองค์ความรู้วิชาใหม่ขึ้นมา

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เชื่อว่า ระบบการกำกับดูแลกันเองจะทำให้การทำงานของสื่อเดินไปได้ เพราะกระบวนการปฏิรูปสื่อไม่ใช่เรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นในช่วงที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังปรับแก้กฎหมายเพื่อควบคุมกำกับดูแลสื่อวันนี้ทางสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงนำร่างที่ สปท.เสนอมาพิจารณาแก้ไขร่าง และเตรียมประกาศแถลงการณ์ร่างกฎหมายของสื่อมวลชนในวันที่ 17 ม.ค. 2560 ก่อนเสนอกลับไปยัง สปท.เพื่อพิจารณา

จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ระบุว่า กระบวนการปฏิรูปสื่อไม่เคยเกิดขึ้น และมองว่ากรอบความคิดที่จะนำกฎหมายมาบังคับ รวมถึงแนวคิดที่สื่อต้องมีใบประกอบวิชาชีพซึ่งเป็นถือเรื่องใหญ่ เพราะในประเทศเสรีบนโลกนี้ไม่มีประเทศใดมีใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามามีอำนาจดูแลควบคุมสื่อมวลชน และถ้ามีวิธีการนี้ส่วนตัวจะสู้เต็มที่

 

คลื่นการเปลี่ยนแปลง ซัดกระทบเลือกตั้งปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467193

คลื่นการเปลี่ยนแปลง ซัดกระทบเลือกตั้งปี'60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจไม่น้อยกับการปาฐกถาของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ “ทศพิธราชธรรม นำราษฎร์-รัฐ” ในงาน THAI LAND ภูมิทัศน์ใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาสาระเป็นการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2560

“ปี 2560 ประเทศไทยจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ไม่นานเราจะเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนรัชกาล ซึ่งเราก็ทราบดีส่วนจะมีขึ้นเมื่อใดมาถึงเมื่อใด อยู่ในพระราชวินิจฉัย การเตรียมการมีได้ แต่การจะกำหนดเวลานั้นไม่สมควร

การเปลี่ยนที่ตามมาคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และในนั้นใส่อะไรไว้มากพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ซึ่งอย่าถามว่าจะประกาศใช้เมื่อไร แต่ให้รู้ว่าเมื่อรัฐบาลทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วเป็นพระราชอำนาจ 90 วัน จากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามมาคือการต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดจะเริ่มนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงได้เวลาฟรีในการร่างกฎหมายเตรียมไว้เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วจะสามารถประกาศสิ่งที่ร่างไว้ได้ทันที

ขั้นตอนต่อไปที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสาหัส คือ การออกกฎหมายลูก 10 ฉบับ ไม่ว่าจะมีปัญหาขนาดไหนก็ต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน เมื่อดูบริบทแล้วจึงคาดว่าจะเกิดการเลือกตั้งในปี 2560 ตามขั้นตอนที่วางไว้ แต่อย่าลืมกรุณาให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล เพราะมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาแทรกได้ วันนี้อาจยังมองไม่เห็นตัวแปร แต่วันหนึ่งที่เกิดขึ้นและสามารถปรับได้ก็จะยืนในปี 2560 แต่หากปรับไม่ได้ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด” สาระสำคัญคร่าวๆ ที่รองนายกฯ วิษณุได้กล่าวเอาไว้

ท่าทีที่ออกมาดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งในปี 2560 ที่เดิมคิดว่าจะมีได้ สุดท้ายอาจต้องเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งในความหมายของรองนายกฯ วิษณุ คือ ตัวแปรแทรกแซง

พิเคราะห์คำว่า “ตัวแแปรแทรกแซง” ตามนัยของรองนายกฯ วิษณุ คงหนีไม่พ้นการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ

หากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เท่ากับว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายลูกดังกล่าวจะเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ โดย กรธ.ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 240 วัน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน

หากไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางการพิจารณากฎหมายลูกน่าจะทันกรอบเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีอุปสรรค ที่สำคัญให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ คงหนีไม่พ้น ความไม่ลงรอยกันในเรื่องความคิดความอ่านทางการเมืองระหว่าง กรธ.และ สนช.

ทั้งนี้ มี สนช.บางกลุ่มต้องการให้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ดำเนินการเซตซีโรพรรคการเมืองทุกพรรค เพื่อให้พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันจนเกินไปแต่กรธ.ไม่เห็นด้วย หรือความคิดเดินกันละทางในเรื่องการเซตซีโรองค์กรอิสระ

ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ออกแบบไว้นั้นไม่ได้ให้อำนาจกับ สนช.มากนักในการแก้ไขเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

ดังจะเห็นได้จากมาตรา 267 ที่ระบุว่าหาก สนช.ดำเนินการแก้ไขในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ สามารถดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อแก้ไขได้ทันที

ตามขั้นตอน ถ้า สนช.มีมติไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 จากสมาชิก สนช.ทั้งหมดที่มีอยู่ หรือ 166 เสียงจากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 250 คน จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป ซึ่งต้องกลับไปดำเนินการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ โดยจะไม่มีกรอบเวลามาบังคับอีก

หมายความว่าหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งจากทั้งหมด 4 ฉบับ เท่ากับว่าการเลือกตั้งที่เคยตั้งเป้าให้มีขึ้นในปี 2560 ต้องเลื่อนไปตามสภาพและความจำเป็นไปโดยปริยาย

แม้ในความเป็นจริง การที่ สนช.จะลงมติคว่ำกฎหมายด้วยคะแนนเสียงข้างมากชนิดพิเศษถึง 2 ใน 3 จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างการลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

มติของ สปช.ในครั้งนั้นว่ากันว่ามีใบสั่งมาจากบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บางคนที่ส่งตรงมายังสมาชิก สปช.ให้ทิ้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไว้กลางทาง

ดังนั้น สถานการณ์ในอนาคต คสช.เห็นว่าไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะให้ สนช.โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน

ความล่าช้าของการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นเพียงความชอบธรรมเดียวเท่านั้นที่ คสช.จะอาศัยเพื่อขอชะลอการเลือกตั้งออกไปได้ เพราะมีกฎหมายรองรับ

 

ปรับโฉมพรบ.คอมพ์ เค้นมาตรการคุมภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466979

ปรับโฉมพรบ.คอมพ์ เค้นมาตรการคุมภัยไซเบอร์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดเสวนา เรื่อง “เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …” ณ อาคารรัฐสภา 2 ห้องรับรอง 1-2

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. ระบุว่า ร่างดังกล่าวถือว่าละเอียดอ่อน และต้องใช้ความสมดุลของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องรับฟังเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เพื่อป้องกันอย่างเป็นเอกภาพ คุ้มครองสิทธิประชาชน

ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการบัญญัติกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องใช้สิทธิโดย
ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหายต่อประชาชนด้วยกัน หรือเอกชน รวมทั้งต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรา 20/1 ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์คณะหนึ่งหรือหลายคณะ โดยแต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวน 5 คน และ 2 ใน 5 มาจากภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยอนุโลม

อย่างไรก็ตาม หากกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ขัดต่อกฎหมายนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ สามารถยืนคำร้องต่อศาลได้เลยเพื่อให้ขอระงับหรือลบ ก่อนที่รัฐมนตรีมอบหมาย แต่ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบ

ขณะที่ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมายไพบูลย์ กล่าวว่า สแปมหรือการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นให้ได้รับเดือดร้อนรำคาญ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ทว่า วิธีการส่งและลักษณะรวมถึงปริมาณของข้อมูล ไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ และปฏิเสธการรับได้โดยง่ายถือว่าไม่มีปัญหา หรือผู้รับยินยอมรับข้อมูลตัวนั้น เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งถ้าสมาชิกยอมรับก็ไม่ผิดกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดี มาตรา 15 ของกฎหมายนี้โยงกับมาตรา 14

อย่างไรก็ตาม มาตรา 15 ได้กำหนด คือ ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระหว่างโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดตามมาตรา 14

ทว่า ก็ได้ลดความรุนแรงลง โดยมาตรา 15 ถ้าทำตามประกาศกำหนดหรือขั้นตอนการแจ้งเตือนของรัฐมนตรี ไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่ามาตรานี้จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบปรับโดยเฉพาะการทำผิดของเยาวชนซึ่งไม่มีเจตนาแต่เป็นคดีทางอาญา ถ้าจะดำเนินคดีคงไม่เหมาะสม ดังนั้น ถ้าจำเลยสารภาพก็ใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับจะทำให้คดีไม่รกศาล แต่กรณีที่น่าเป็นห่วง คือ การเฟซบุ๊กไลฟ์ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายมาช่วยเรื่องนี้เลย

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า มาตรา 14 (1) ใช้ในเรื่องการหมิ่นประมาท โดยขอยกตัวอย่าง 2 เรื่อง ที่เคยผ่านประสบการณ์มา คือ สถาบันอิศราถือเป็นเว็บไซต์ข่าวขนาดเล็ก และใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างหาก และจ้างคนดูแลต่างหาก

โดยเกิดเรื่องครั้งแรกเมื่อปี 2558 ซึ่งได้นำเสนอข่าวของ พล.อ.ท่านหนึ่ง แต่ข่าวนั้นเปิดไม่ได้ และได้รับแจ้งจากผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ว่าถูกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเว็บได้ยุยง ปลุกระดม ต้องปิดรวมถึงต้องส่งคำชี้แจงให้กับ คสช.

ทั้งนี้ เมื่อถามปลัดไอซีที แต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าปิดโดยใคร และใครสั่งมา ผู้ให้บริการเจ้าเดิมให้ปิด เพราะมีผลต่อความมั่นคง และได้คุยกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็หาตัวไม่ได้ในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เซิร์ฟเวอร์อยู่ไหน ผู้ให้บริการฟังคำสั่งใคร และไอซีทีจะฟังคำสั่งใคร ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ปิด แต่อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ ขนาดผู้ให้บริการยังตกใจกับเรื่องนี้ หากถ้าเป็นนักธุรกิจอาจตกใจจะเกิดความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

ส่วนกรณีมีนักการเมืองโพสต์ถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการแจ้งดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งอธิบดีขณะนั้นพยายามดึงเรื่องดังกล่าวให้โยงกับมาตรา 14/1 แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ กรณี อาทิตย์ อุไรรัตน์ วิจารณ์การซื้อขายตำแหน่งของตำรวจ สิ่งแรกถูกขู่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ดังนั้น เข้า 14 (1) หรือไม่ แต่ทั้งหมดมาตรา 16 แก้ไขไว้เรียบร้อย

ด้าน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยไป 4.0 และมีงานลิขสิทธิ์สูงมาก แต่ละเมิดเยอะมากเช่นกัน โดนประเทศไทยแซงสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรองแค่ประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ในอดีตการทำกฎหมายไม่ได้มีการรับฟังเหมือนปัจจุบัน ซึ่งมาตรา 20 (3) กฎหมายลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าใครถูกละเมิดให้ไปศาล และถ้าเป็นเจ้าของจริงสามารถแสดงได้ ศาลจะสั่งบล็อกให้ แต่ต้นฉบับที่ทำการละเมิดอาจอยู่นอกราชอาณาจักร คนทำก็ไปเปิดเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ

ทำให้ผู้เป็นเจ้าของก็ต้องไปหาตัวเพื่อนำมาดำเนินคดี ซึ่งก็ไม่มีใครทำแบบนั้น อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ฉบับนี้คุ้มครองระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องห้ามใส่ไวรัสเข้าไป และเมื่อใส่มาตรา 20 ที่ป้องกันการกระทำผิดต่อความมั่นคง และลามกอนาจาร จนเกิดการพัฒนาขึ้นมาแต่ไม่สามารถป้องกันเรื่องลิขสิทธิ์ได้

 

อัดแพ็กเกจซื้อใจ เสริมเสถียรภาพคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466978

อัดแพ็กเกจซื้อใจ เสริมเสถียรภาพคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จัดเต็มสำหรับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกสารพัดมาตรการมาช่วยเหลือประชาชน ในจังหวะเวลาที่รัฐบาลกำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก

ไม่แปลกที่มาตรการชุดนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในแง่วิธีการและความคุ้มค่า

เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ตามที่ ครม.อนุมัติหลักเกณฑ์ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ระหว่าง 3 หมื่นบาท ไม่เกิน 1 แสนบาท จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท

คำนวณทั้งสองกลุ่มมีผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือรอบนี้ 5.4 ล้านคน รวมวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออมสิน และกรุงไทย ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้

อีกด้านหนึ่ง ครม.ยังมีมติรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่นับเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อวัน 1 ม.ค. 2556

โดยรอบนี้มี 7 จังหวัดเพิ่ม 10 บาท เป็น 310 บาท ประกอบด้วย กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต ส่วน 13 จังหวัดที่เป็นจังหวัดหลักด้านอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว เช่น จ.ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา จะเพิ่ม 8 บาท เป็น 308 บาท ส่วน 49 จังหวัดเพิ่มอีก 5 บาท เป็น 305 บาท

ขณะที่ 8 จังหวัด ไม่มีการปรับเพิ่ม ประกอบด้วย จ.ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ระนอง สิงห์บุรี เพราะเป็นจังหวัดที่มีโรงงานไม่มาก ไม่มีความต้องการปรับเพิ่มค่าแรง

ยังไม่รวมกับก่อนหน้านี้ ครม.อนุมัติช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท พร้อมอนุมัติวงเงินงบประมาณปี 2561 จำนวน 12,750 ล้านบาท

ในภาพรวมมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลก็ออกมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือประชาชนโดยตลอด ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป

หลายครั้งนโยบายการช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกเงินตามแนวคิดแบบ “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” ที่ให้เหตุผลว่าเงินถึงมือผู้เดือดร้อนตรงจุดไม่หล่นหายไประหว่างทาง

ที่สำคัญยังช่วยขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยผ่านการจับจ่ายใช้สอยนำเงินที่ได้ใช้ซื้อของเกิดการหมุนเวียนเพิ่มมูลค่าของเม็ดเงินอีกหลายเท่า

ทว่า ที่ผ่านมาแนวคิดนี้ถูกครหาว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบนโยบายประชานิยมที่ออกมาเพื่อหวังเรียกคะแนนนิยมให้กับฝ่ายบริหาร โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่จ่ายไป

หากจำได้ก่อนหน้านี้สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เคยออกนโยบาย เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในเวลานั้น ที่ประชาชนไม่ออกมาใช้จ่ายเงินจนเป็นผลพวงกระทบทั้งระบบ

ครั้งนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหวังผลเรียกคะแนนทางการเมืองมากในช่วงที่คะแนนนิยมกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ สอดรับไปกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ครั้งนี้ก็เช่นกันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้ แถมยังต้องมาเผชิญกับปัญหาการท่องเที่ยวที่น่าเป็นห่วง หลังจากงัดมาตรการเข้มคุมทัวร์ศูนย์เหรียญ

การงัดมาตรการแจกเงินช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในการเร่งสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล คสช. ในวันที่กำลังสะบักสะบอมจากปมปัญหาต่างๆ

แม้จะต้องยอมแลกกับการถูกครหาว่า สุดท้ายต้องหันมาใช้นโยบายประชานิยม ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายคนใน คสช.ก็ออกมาถล่มปัญหาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา อีกทั้งกลไกการทำงานของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็มีแนวทางชัดเจนที่จะจัดกลไกสกัดนโยบายประชานิยม

แน่นอนว่าแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลออกมาเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านเม็ดเงินที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบตั้งแต่ผู้บริโภคถึงผู้ผลิต เป็นอีกเครื่องยนต์ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในวันที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

แต่สิ่งที่ได้แน่นอน คือ “คะแนนนิยม” ที่จะตามมากับมาตรการซื้อใจต่างๆ ที่ทั้งผู้มีรายได้น้อย แรงงาน เกษตรกร รวมแต่ละกลุ่มแล้วก็มีคนหลายล้านคน

อย่างน้อยก็พอจะบรรเทาแรงกกดดันที่จะย้อนกลับมายังรัฐบาล คสช.ได้พอสมควร ในวันที่ปัญหา ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่เริ่มเห็นเกษตรกรออกมาขู่ขอความช่วยเหลือ

ในจังหวะที่รัฐบาล คสช.กำลังเร่งสร้างเสถียรภาพในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป เพื่อไม่ให้ทุกอย่างมีอันต้องสะดุดก่อนที่จะเดินไปถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีหน้า

 

สปท.เสริมอาวุธปฏิรูป สร้างชาตินิยม-ปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466751

สปท.เสริมอาวุธปฏิรูป สร้างชาตินิยม-ปราบทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ การแก้ไขข้อบังคับของ สปท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ สปท. หากภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

วิธีการปฏิรูปประเทศ ให้มุ่งเน้น 1.สร้างมาตรฐานการทํางานหน่วยงานที่รับผิดชอบของแต่ละเรื่องที่ปฏิรูป 2.ให้มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ 3.ให้เน้นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงาน มากกว่าระเบียบและขั้นตอนรูปแบบเดิม 4.การพิจารณาแต่ละเรื่องให้ความสําคัญต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 5.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศ ในส่วนการให้บริการจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ

6.พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่ละเว้นหรือหย่อนยานต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย 7.ให้คณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประสานงานกับคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่ายเพื่อให้สัมฤทธิผล

8.ให้มีคณะกรรมการในหน่วยงานภาครัฐทําหน้าที่ติดตามและรับแจ้งปัญหา 9.ให้นําความพึงพอใจของประชาชนมาเป็นตัวชี้วัดความสําเร็จของการปฏิรูปประเทศ 10.ให้แต่ละคณะกรรมาธิการติดตามผลการปฏิรูปของแต่ละหน่วยงาน เพื่อรายงานการปฏิรูปการทํางานของแต่ละหน่วยงานให้รัฐบาลได้ทราบทุกหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย

ขณะเดียวกัน ให้สมาชิก สปท.และ คณะ กมธ.เสนอแนวทางของแต่ละคณะกรรมาธิการ เพื่อให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญทั้ง 4 เรื่อง

1.เรื่องการสร้างความเป็นชาตินิยม โดยให้มีข้อเสนอแนะดําเนินการเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างน้อย ได้แก่ (1) การตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการทําคุณงามความดี การดําเนินชีวิต และการเป็นอยู่ที่พอเพียง สมฐานานุรูปแห่งตน (2) ให้เกิดการร่วมมือกันของคนทั้งประเทศ ร่วมมือกับรัฐในการช่วยเหลือ ประชาชนเมื่อเกิดความทุกข์ยากยามเกิดภัยพิบัติหรือเกิดภาวะวิกฤตของประเทศในลักษณะต่างๆ (3) รักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย (4) การอุดหนุนซื้อของและใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (5) การท่องเที่ยวสถานที่ในประเทศไทย (6) รณรงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานของบริษัทห้างร้าน แสดงความเคารพหรือขอบคุณคนมาใช้บริการ

2.เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง โดยให้มีข้อเสนอแนะดําเนินการเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างน้อย ประกอบด้วย (1) เสนอแนวทางการดํารงชีวิตที่มีความผาสุก ตามพระราชดํารัสชี้แนวทางการดําเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (2) การสร้างโอกาสทํามาหากินให้กับประชาชน (3) การสร้างที่อยู่อาศัยและที่ทํามาหากินให้ประชาชน (4) เสนอแนะวิธีลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ (5) การให้ประชาชนมีอาหารการกินอย่างอุดมสมบูรณ์

3.เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยให้มีข้อเสนอแนะดําเนินการเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างน้อย (1) ให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยต้องรักษากฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด (2) การบังคับใช้กฎหมาย หากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ให้อํานาจเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอํานาจตักเตือนในเบื้องต้นก่อน (3) พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องไม่สร้างเงื่อนไขเพื่อการแสดงอํานาจ หรือเรียกร้องผลประโยชน์และต้องไม่รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในทุกกรณี (4) พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือให้บริการประชาชน ไม่ใช่คอยจับผิด เพื่อหาผลประโยชน์และต้องไม่แสวงหาหรือรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในทุกกรณีเช่นกัน

4.เรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น โดยให้มีข้อเสนอแนะดําเนินการแก้กฎหมายและกําหนดอัตราโทษ คือ หากใครทุจริตคอร์รัปชั่น ให้ลงโทษตามเกณฑ์ดังนี้ (1) คอร์รัปชั่นไม่เกิน 1 ล้านบาท จําคุกไม่เกิน 5 ปี (2) คอร์รัปชั่น 1-10 ล้านบาท จําคุก 10 ปี (3) คอร์รัปชั่น 10-100 ล้านบาท จําคุก 20 ปี (4) คอร์รัปชั่น 100-1,000 ล้านบาท จําคุกตลอดชีวิต (5) คอร์รัปชั่น 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีโทษประหารชีวิต

บทลงโทษข้างต้น ต้องไม่มีการรอลงอาญา ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษ และไม่มีอายุความ ส่วนคนให้สินบนและคนรับสินบนมีโทษเท่ากัน ยกเว้นหากบุคคลใดนําเอาหลักฐานมาเปิดเผยก่อนมีการพบการกระทําความผิด ให้ลงโทษคนที่เปิดเผยในสถานเบาและให้รอการลงอาญาได้

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สปท. เปิดเผยว่า ตนเองเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว หลังจากวิป สปท.ได้มอบหมายให้มาศึกษาและรวบรวมประเด็น ซึ่งได้ส่งกลับไปให้วิป สปท.แล้ว จากนี้ไปขึ้นอยู่กับว่าวิป สปท.จะมีความเห็นอย่างไรต่อไป

เสรี กล่าวว่า หลักการสำคัญของการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว คือ การปรับวิธีการทำงานของ สปท.ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะการนำเสนอแผนการปฏิรูปการปราบปรามการทุจริตที่ต้องไปเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ซึ่งคิดว่าเมื่อมีข้อบังคับ สปท.ฉบับใหม่แล้วมั่นใจว่าการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

วัดใจอัยการ สั่งฟ้อง’ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466748

วัดใจอัยการ สั่งฟ้อง'ธัมมชโย'

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

งวดแล้วงวดเล่าคดีของพระเทพญาณมหามุนี หรือ ไชยบูลย์ ธมฺมชโย หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร

หลังพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ตรวจเส้นทางการเงินคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พบว่า “พระธัมมชโย” มีส่วนพัวพันรับเช็คบริจาคหลายฉบับ มูลค่ากว่า 316 ล้านบาท  จาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกงเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เสียหายนับหมื่นล้านบาท

ต่อมาศาลจังหวัดเลยอนุมัติหมายจับพระธัมมชโย กรณีร่วมกันบุกรุกป่าสวนป่าหิมวันต์ ภูเรือ จ.เลย และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสีคิ้วได้อนุมัติหมายจับพระธัมมชโยจากกรณีบุกรุกพื้นที่ป่า ในการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจรนั้น แม้จะใช้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและนักกฎหมายมือฉมังส่งหลักฐานชนิดว่าดิ้นไม่หลุดให้กับอัยการดำเนินการสั่งฟ้อง แต่หนทางจะนำตัว “พระธัมมชโย” ซึ่งมีหมายจับเป็นชนักติดหลังถึง 3 หมาย เข้าสู่สายธารกระบวนการยุติธรรมยังไร้วี่แวว หลังอัยการเลื่อนสั่งคดีมา5 ครั้ง

เริ่มจากครั้งแรกที่อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 13 มิ.ย. 2559 เลื่อนมาเป็น 11 ส.ค. ครั้งที่ 2 เลื่อนจากวันที่ 11 ส.ค. เป็น30 ส.ค. ครั้งที่ 3 เลื่อนจากวันที่ 30 ส.ค. เป็น 6 ต.ค. ครั้งที่ 4 เลื่อนจากวันที่ 6 ต.ค. เป็น 7 พ.ย.  และครั้งที่ 5 เลื่อนจากวันที่ 7 พ.ย. เป็น 30 พ.ย. โดยอัยการให้เหตุผลเหมือนกันทุกครั้งคือ “รอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ”

นั่นจึงทำให้สังคมเกิดฉงนใจตามมา “ว่าทำไมอัยการจึงยังไม่ดำเนินคดีกับพระรูปนี้” หากเทียบเคียงถ้าเป็น เจ้าอาวาสวัดธรรมดาทั่วไปคงถูกดำเนินคดีทางอาญาและทางธรรมไปนานแล้ว  กระนั้นก็ตามต้องยอมรับวัดพระธรรมกายถือเป็นวัดใหญ่โต มีทุน มีลูกศิษย์มากมายอยู่ทุกวงการ เรื่องกำลังภายในต่อสู้ทางคดีย่อมขัดขืนกันเป็นธรรมดา

ส่วนสถานะแห่งความเป็นสงฆ์ของ “พระธัมมชโย” ที่ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งวัดพระธรรมกาย ในชั่วโมงยามนี้ทุกอย่างยังคลุมเครือไม่ประจักษ์ชัดเจน…

ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ออกมาบอกชัดเจนว่าสำนวนที่ส่งไปให้อัยการเรียบร้อยแล้ว มีเพียงบางประเด็นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่านั้น ส่วนประเด็นใหญ่ส่งไปหมดแล้ว

ตอนนี้จึงดูเหมือนเป็นการโยนเรื่องกันไปมาระหว่างดีเอสไอกับอัยการ  ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าวันที่ 30 พ.ย.นี้ จะเลื่อนออกไปอีกหรือไม่

ในช่วงที่หลายฝ่ายกำลังสาละวนกับเรื่องฟ้องไม่ฟ้อง โยนกันไปมาว่าคดีติดขัดตรงไหน ทำไมเส้นเลือดคดีนี้ถึงดูอุดตันไม่ไหลลื่น ทำให้ สมชาย มีบางยาง ทนายความ “พระธัมมชโย” รุกเดินเกมพยายามสู้จนหลังชนฝ่ายื่นเรื่องขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาประเด็นว่า

“เลื่อนเวลาพิจารณาคดีโดยการตรวจสอบพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อน การที่พนักงานสอบสวนเร่งรัดตั้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโย ฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังมีพยานปากสำคัญอีกนับสิบที่ยังไม่สอบปากคำ ถือว่าการสอบสวนยังไม่สมบูรณ์” นั่นเป็นข้อโต้แย้งจากฝ่ายวัดพระธรรมกาย

เช่นเดียวกับ ธรรมนูญ อัตโชติ ตัวแทนผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ พร้อมเหยื่อรายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ได้บุกดีเอสไอเพื่อร้องขอดีเอสไอเร่งจับกุม “พระธัมมชโย” พร้อมกับตัดพ้อคดีล่าช้าเกินไป

เท่านั้นยังไม่พอเหยื่อสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ยังบุกไปยื่นเรื่องสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อกดดันและทวงถามความล่าช้าของคดี ทั้งที่ดีเอสไอส่งสำนวนและผลสอบเพิ่มมาให้อัยการหมดแล้ว…

สำทับด้วยหลายฝ่ายกังวลว่าจะมีการถอนฟ้องเหมือนปี 2549 คดียักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย ทำให้ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เห็นว่าสังคมสามารถมองเรื่องนี้ได้ จึงโยนคำถามเรื่องนี้ไปว่า ต้องถามทางอัยการสูงสุด เพราะเป็นการใช้อำนาจเฉพาะตัวของอัยการฯ แต่ส่วนตัวของ พล.อ.ไพบูลย์ เชื่อว่าครั้งนี้อัยการจะสั่งฟ้องอย่างแน่นอน

จึงเป็นความเคลื่อนไหวจากฝ่ายธรรมกาย ผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ และรัฐออกมาขย่มคดีให้เห็นว่าความจริงคืออะไร??? แต่สัญญาณชัดเจนจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช. ต้องการหาข้อยุติเรื่องของวัดพระธรรมกายภายในรัฐบาลนี้  เพราะเชื่อว่าหากพ้นรัฐบาลปัจจุบันไปอาจจบแบบสังคมกังขา

ทั้งหมดทำให้แรงกดดันถาโถมมายังฝั่งอัยการ ทั้งจากผู้เสียหายวัดพระธรรมกาย และท่าทีจากของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ไพบูลย์ ขึงขังจริงจังประกาศชัดจะจับกุมตัว “พระธัมมชโย” ทันทีหากอัยการสั่งฟ้องดำเนินคดี

ปัญหาอยู่ที่หากอัยการยังเลือกแนวทางยื้อเวลาต่อไปอีก โดยเลื่อนการสั่งฟ้องออกไปเป็นครั้งที่ 6  แรงกดดันทั้งหมดที่ถาโถมมายังอัยการย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว อีกทั้งยังอาจลุกลามส่งผลเสียหายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง

ดังนั้น ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จึงต้องวัดใจอัยการจะทัดทานแรงสังคมได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในคดีนี้ได้ นี่จะเป็นอีกระเบิดเวลาลูกสำคัญที่รัฐบาล คสช.ต้องเผชิญอย่างแน่นอน

 

‘องค์กรอิสระ’ ถึงไม่เซตซีโร่ แต่สะท้านทั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466527

‘องค์กรอิสระ’ ถึงไม่เซตซีโร่ แต่สะท้านทั่ว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก่อนหน้านี้เพิ่งมีวาทกรรม “เซตซีโร่พรรคการเมือง” โจมตีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่มาถึงเวลานี้ กรธ.กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหา “เซตซีโร่องค์กรอิสระ” โดยมีสาเหตุมาจากมาตรา 273 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไปกำหนดให้การคงอยู่และพ้นไปขององค์กรอิสระที่เข้าสู่ตำแหน่งก่อนมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วย จากเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง

ไม่เพียงแต่ทำให้บรรดาคณะกรรมการองค์กรอิสระสั่นไหว มีเสียงออกมาท้วงติงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด ในส่วนของฟากการเมืองอย่างสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้จังหวะออกมารุกไล่เช่นเดียวกัน ด้วยการเสนอว่า ควรเซตซีโร่องค์กรอิสระทั้งหมดเลย

“อย่าง กกต.เวลาอยากรีเซตพรรคการเมืองก็พูดง่าย แต่เมื่อถึงเวลาตัวเองจะโดนก็จะได้เข้าใจหัวอกคนที่ถูกรีเซตได้ดีขึ้นบ้าง ความจริงแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่งอำนาจ และอย่ายึดแต่ว่าตัวเองมีอำนาจจะไปกำหนดใครโดยเข้าใจหรือไม่เข้าใจความเป็นจริง ถ้าหากจะมีความเสียหายจากการจัดกระบวนการก็ควรวางระบบให้มีความต่อเนื่อง” คำกล่าวของ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้จังหวะยุ กรธ.ให้เซตซีโร่บรรดาองค์กรอิสระบ้าง

อย่างไรก็ดี การที่กำหนดในลักษณะดังกล่าว กรธ.อธิบายว่าในทางปฏิบัติจะมีคณะกรรมการสรรหาเพื่อทำหน้าที่ชี้ว่ากรรมการองค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดต้องพ้นจากหน้าที่เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อ กรธ.ส่งสัญญาณมาเช่นนี้ ทำให้มีกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยที่เข้าข่ายอาจต้องพ้นจากตำแหน่ง หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระแต่ละองค์กรมีผลบังคับใช้

เริ่มกันที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) มีคนที่ถูกแขวนบนเส้นด้ายอยู่ 2 คน ได้แก่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” และ “ประวิช รัตนเพียร” ส่วน กกต.คนอื่นที่มาจากสายตุลาการไม่น่าจะมีปัญหา

สำหรับทั้ง “สมชัย-ประวิช” มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติแตกต่าง กล่าวคือ กรณีของประวิชติดตรงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 216 ที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด”

ส่วน “สมชัย” นั้นในภาพรวมไม่ได้มีปัญหามาก เพราะไม่เคยผ่านการเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน แต่อาจมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 222 ที่วางกรอบให้ กกต.ไม่ได้มาจากสายตุลาการหรืออัยการ จะต้องเป็นผู้ทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ทำให้เป็นภาระของสมชัยในอนาคตว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาเชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์ที่ว่านั้นเกิน 20 ปี

“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) เป็นอีกองค์กรที่อาจจะมีปัญหาไม่ต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งกับ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช. โดยก่อนมานั่งทำงานที่สนามบินน้ำ เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตำแหน่ง สนช. รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 กำหนดให้มีสถานะเท่ากับ สส.และ สว.

ดังนั้น ในกรณีของ พล.ต.อ.วัชรพล จึงติดล็อกถึง 2 ชั้น ทั้งในฐานะเคยเป็นข้าราชการการเมืองและสมาชิก สนช. ที่เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 216 และมาตรา 202 โดยทั้งสองมาตราบัญญัติว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกสรรหา”

ไม่ต่างกับกรณีของ “อาคม วิทยาพิทักษ์” กรรมการ ป.ป.ช.อีกรายที่อาจต้องอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เพราะแม้ในอดีตจะเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองเลขาธิการ ป.ป.ช.มาหลายปี แต่เมื่อเคยเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อาจส่งให้มีลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 216 กำหนดไว้

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต้องดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จนถึงวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา

ปัญหาคือ “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ”ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ มีผลตั้งแต่ปี 2554 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 เช่นเดียวกับ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ มีผลตั้งแต่ปี 2554 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2558

เมื่อนำคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเทียบกับระยะเวลาการครองตำแหน่งของทั้ง “นครินทร์-ทวีเกียรติ” แล้ว อาจทำให้นักวิชาการทั้งสองคน
ขาดคุณสมบัติ เพราะครองตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่ถึง 5 ปีจนถึงวันที่รับตำแหน่ง

คงต้องรอดูว่าหากคณะกรรมการสรรหาในอนาคตกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในตำแหน่งมาก่อนสามารถนับเวลาการครองตำแหน่งศาสตราจารย์ต่อได้ ก็น่าจะทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองคนนี้ได้ทำงานต่อไป แต่หากคณะกรรมการสรรหาไม่เห็นเป็นเช่นนั้น ก็ต้องไปวัดดวงกันในอนาคต

 

เพื่อไทย สบโอกาส เขย่าองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466524

เพื่อไทย สบโอกาส เขย่าองค์กรอิสระ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ นาทีนี้ การเมืองต้องจับตาไปที่ องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพราะจะมีคดีความให้ตัดสินชี้ขาด แต่เป็นกรณีที่ชะตากรรมขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กำลังถูกแขวนไว้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าจะได้ทำงานต่อจนครบวาระหรือต้องพ้นจากตำแหน่งไปอย่างจำเป็น

เรื่องของเรื่องมาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 บัญญัติว่า “ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว”

การบัญญัติเช่นนี้ทำให้กรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ารับตำแหน่งก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ในภาวะอกสั่นขวัญแขวนกันถ้วนหน้า

ทั้งนี้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันชัดเจนว่ากรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

พลิกไปดูคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า กรธ.วางมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง

ไล่ตั้งแต่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามทั่วไปตามมาตรา 216 กำหนดว่า 1.ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด 2.เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 3.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 4.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

ขณะที่คุณสมบัติเฉพาะของแต่ละองค์กรก็มีมาตรฐานเหนือหิ้งเช่นกัน โดยเฉพาะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ

กกต.ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

ป.ป.ช.พบว่า ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ เคยรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน แต่ส่วนหนึ่งจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมกันจำนวน 2 คน

การกำหนดคุณสมบัติลักษณะมีผลให้กรรมการในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนอาจจะไม่ได้ทำงานต่อ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความโคลงเคลงขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นโอกาสสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนให้มีการเซตซีโร่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “หลักการที่ดีควรเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด วางหลักการให้ชัดเจน มีกระบวนการที่เหมาะสมให้ทุกอย่างดำเนินการไปได้ และต้องมีเหตุผลที่จะดำเนินการ”

“อย่าง กกต. เวลาอยากรีเซตพรรคการเมืองก็พูดง่าย แต่เมื่อถึงเวลาตัวเองจะโดนก็จะได้เข้าใจหัวอกคนที่ถูกรีเซตได้ดีขึ้นบ้าง ความจริงแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่ง อำนาจ และอย่ายึดแต่ว่าตัวเองมีอำนาจจะไปกำหนดใครโดยเข้าใจหรือไม่เข้าใจความเป็นจริง ถ้าหากจะมีความเสียหายจากการจัดกระบวนการก็ควรวางระบบให้มีความต่อเนื่อง” ภูมิธรรม ระบุ

จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณกดดันให้เซตซีโร่องค์กรอิสระมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นยังไม่ได้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงเหมือนในปัจจุบันทำให้การออกมากดดันยังไม่มีพลังเท่าไหร่

แต่มาเวลานี้ จังหวะและโอกาสกำลังอยู่ในช่วงที่เหมาะสม เพราะองค์กรอิสระกำลังเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากไม่เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยความเข้มงวดเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้จะเข้าไปตรวจสอบแต่ก็มีการยกฟ้องด้วยเหตุผลที่ยังคงสร้างคำถามอยู่พอสมควร

จึงอย่าได้แปลกใจที่ในระยะนี้พรรคเพื่อไทยจะออกตัวเดินหน้ากดดันองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญบ้าง อย่างน้อยเพื่อให้แผลฉกรรจ์ของนายหญิงแห่งพรรคเพื่อไทยทุเลาลงบ้างก่อนที่จะสาหัสมากไปกว่านี้