บิ๊กตู่ตรวจการบ้าน เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466351

บิ๊กตู่ตรวจการบ้าน เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเดินสายตรวจการบ้านรายกระทรวงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงเวลานี้ ถือเป็นอีกหนึ่งในสัญญาณเร่งสร้างผลงานช่วงปลายโรดแมป

ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจาก “การบ้าน” ที่ ครม.เคยมอบหมายให้แต่ละกระทรวงไปดำเนินการ ผ่านมาระยะหนึ่งหลายเรื่องยังไม่คืบหน้า หลายเรื่องยังติดขัด ทำให้ทุกอย่างไม่สำเร็จตามที่วางแผนไว้

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้งเมื่อเกิดการติดขัดที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งย่อมส่งผลกระทบไปถึงกระทรวงอื่นๆ และทำให้ภาพรวมเสียหายไปทั้งระบบ

หากเป็นเช่นนั้นสุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. ซ้ำเติมสภาพปัญหาที่รุมเร้า คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมือง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงระเบิดเวลาลูกใหญ่อย่างปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่รอวันปะทุ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวว่าการตรวจเยี่ยมรายกระทรวงช่วงนี้ ไม่ใช่การไล่จับผิด แต่การลงไปติดตามปัญหาด้วยตัวเองเช่นนี้ย่อมทำให้กลไกทุกภาคส่วนต้องขยับกันจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม และหากพบปัญหาก็สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือช่วยสะสางได้

ประเดิมที่ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 4 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปกระทรวงคมนาคม โดยเป้าใหญ่อยู่ที่การขันนอตเร่งปฏิรูปและจัดทำยุทธศาสตร์คมนาคม ระยะ 20 ปี ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง (พ.ศ. 2559-2564) รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2560

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือโครงการที่ยังไม่สามารถผ่านผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่พบว่า ไม่ต่ำกว่า 20 โครงการ รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนที่ยังติดขัดแต่ได้ขีดเส้นต้องเห็นผลในปี 2560

ต่อเนื่องที่ กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 9 พ.ย. ที่เจ้าหน้าที่ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานทั้ง 12 ด้านแล้ว พร้อมรับฟังนโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เร่งรัดเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป รวมทั้งผลักดันให้จัดตั้ง “ประชาคม” โดยย้ำว่า รัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนที่มีรายได้น้อย

อีกหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือเรื่องการทุจริต การแต่งตั้งโยกย้าย และการบริหารในท้องถิ่น สอดรับกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า ปัญหาการทุจริตในบางพื้นที่นั้น หากพบการทุจริตก็ต้องดำเนินการทันที

ต่อมาวันที่ 10 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกราว 100 คน หัวข้อ “การทูตไทย มองไกล ก้าวทันโลก” พร้อม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมด้วย โดยเป็นการวางแนวทางการทำงานด้านการต่างประเทศ ทั้งความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการส่งเสริมบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ภายในงานยังได้วางแนวเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกับประชาคมโลก และทุกประเทศด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทำให้เขายอมรับในความเป็นไทยให้ได้

รุ่งขึ้นวันที่ 11 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไป กระทรวงการคลัง โดยชี้แจงว่าสิ่งที่ดีสุดในการจัดสรรงบประมาณทางด้านฟังก์ชั่น จะต้องลดลง ทั้งเรื่องของค่าตอบแทน เงินเดือนต่างๆ รวมทั้งงบการก่อสร้างเล็กน้อยที่อยู่ในแผนการ เป็นงานตามภารกิจหน้าที่ อีกทั้งงบประมาณที่เชื่อมโยงกันหลายกระทรวง ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการที่ดิน พลังงาน ทุกกระทรวงจะต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น

พร้อมกำชับความสำคัญกับการใช้งบที่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย และขั้นตอน ต้องไม่มีการทาบทับ ไม่มีการใช้อำนาจในทางบริหาร ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่าง ซึ่งจะได้ควบคุมง่าย พร้อมขีดเส้นไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น

ล่าสุดวันที่ 16 พ.ย. ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำอีกครั้งว่ากระทรวงนี้ถือเป็นกระทรวงที่อยู่กับเกษตรกรจริงๆ ดูแลผู้มีรายได้น้อย และประเทศไทยก็เป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่

ความสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ที่ต้องขับเคลื่อนความมั่นคงด้านอาหารและการเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ในลักษณะสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ยังไม่รวมกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องพืชผลการเกษตรที่ต้องเร่งแก้ไข

การเดินสายตรวจการบ้านรายกระทรวงยังไม่จบเพียงเท่านี้ นับจากนี้ยังมีอีกหลายกระทรวงที่ พล.อ.ประยุทธ์ วางแผนจะไปตรวจเยี่ยมเพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายที่วางแผนไว้จะไม่มีเหตุให้สะดุดลงกลางคัน

 

เปิดคุณสมบัติองค์กรอิสระ ออกแบบเพื่อปรมาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465960

เปิดคุณสมบัติองค์กรอิสระ ออกแบบเพื่อปรมาจารย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทันทีหลังจากกลิ่นควันเซตซีโร่องค์กรอิสระเริ่มคละคลุ้งมากขึ้นไปทุกที ปัญหาของเรื่องนี้มาจากบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 273

“ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว”

การมีบทบัญญัติลักษณะนี้มีผลให้ใครที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สะท้านกันไปทั่ว เพราะถ้ากลับไปดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพบว่ายังให้โอกาสกรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้ามารับตำแหน่งก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สามารถทำหน้าที่ได้ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ

สาเหตุที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดมาตรา 273 ไว้ในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรรมการองค์กรอิสระที่ไม่ว่าจะอยู่ก่อนหรือเข้ามาใหม่ ต้องมีคุณสมบัติตามร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบคุณสมบัติขององค์กรอิสระไว้เข้มข้น

ทั้งนี้ คุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ กรธ. เขียนไว้ 2 ส่วน ได้แก่ 1.บททั่วไป 2.บทเฉพาะที่ใช้แต่ละองค์กร

บททั่วไป ในมาตรา 215 บัญญัติเป็นหลักการว่า “องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ” หลักการสำคัญที่กรรมการองค์กรอิสระต้องมีตามมาตรา”

ส่วนคุณสมบัติทั่วไปของกรรมการองค์กรอิสระนั้น มาตรา 216 กำหนดคนที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามหลายประการ ดังนี้ 1.เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด 2.เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 3.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 4.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

5.เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ 6.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด 7.เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ 8.มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ขณะที่ บทบัญญัติเฉพาะของแต่ละองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ศาลรัฐธรรมนูญ

กกต.บัญญัติอยู่ในมาตรา 222 ซึ่งระบุว่า ให้มีจำนวน 7 คน แบ่งเป็น1.ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหาร และจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวน 5 คน และ 2.ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน

ส่วนคุณสมบัติของ ป.ป.ช. ต้องมีคุณสมบัติตรงกับข้อใดข้อหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 232 ที่มี 6 ข้อได้แก่ 1.เคยรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 2.รับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 3.เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

4.เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ 5.เคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ โดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี 6.เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงินการคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกกำหนดคุณสมบัติไว้สูงเช่นกัน กล่าวคือ มาตรา 200 กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน โดยจำแนกได้ดังนี้

1.ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 3 คน 2.ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 1 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 1 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน

ทั้งหมดนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว กรธ.จะตัดสินใจอย่างไร เพราะอำนาจชี้เป็นชี้ตายที่ว่านั้นอยู่ในมือของ กรธ.

 

สอยผบ.ตร.ไม่ใช่เรื่องง่าย คสช.ยังวางใจ ‘จักรทิพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465959

สอยผบ.ตร.ไม่ใช่เรื่องง่าย คสช.ยังวางใจ ‘จักรทิพย์’

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระแสปลด “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. นายใหญ่ตำรวจไทยแห่งรั้วปทุมวัน จะมีให้เห็น

เพราะตลอดกรอบเวลา 1 ปี ที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 ที่ก้าวขึ้นมาเป็นนายใหญ่ในวงการสีกากี กระแสการถอดออกจากเก้าอี้ ผบ.ตร.ถูกถั่งโถมไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง

และครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กระแสดังกล่าวถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

แม้ว่าตัวพี่เบิ้มในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะออกมาพูดกลบกระแสว่าจะไม่มีการปลด พล.ต.อ. จักรทิพย์ แต่อย่างใด พร้อมกำชับว่าทำงานดี จะให้ไปปลดได้อย่างไร

สำทับด้วย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พูดเช่นกันว่า จะไม่มีการปลด ผบ.ตร. และสั่งให้หาคนปล่อยข่าวมารับผิดชอบ

กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ขวากหนามของเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ นั่งอยู่ในขณะนี้ และมีสิทธิจะได้นั่งต่อยาวถึง 3 ปีกว่าจะเกษียณอายุราชการ กำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วิเคราะห์ถึงสาเหตุการจ้องเลื่อยขาเก้าอี้ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ คสช.มอบตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้กับ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ในขณะที่อายุราชการยังเหลืออีกยาวถึง 4 ปี ผิดแผกจากเดิมที่ตัว ผบ.ตร.จะนั่งในตำแหน่งนี้ก็ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น เพื่อเปิดทางให้เพื่อนๆ น้องๆ ร่วมสีกากีได้เข้ามาบริหารงานตำรวจเมืองไทยกันบ้าง

คนผิดหวังย่อมมี เพราะอย่าลืมว่าเก้าอี้ตัวนี้ทรงคุณค่าอย่างสูงที่สุดในอาชีพตำรวจ เกียรติประวัติที่ตำรวจทุกนายเมื่ออยู่ในไลน์ได้ลุ้นก็ต้องหมายปอง

แน่นอนว่า แคนดิเดตหากเกิดการเปลี่ยนแปลงตัว ผบ.ตร.จริง คนที่น่าจะถูกจับตามองให้เป็น ผบ.ตร.คนถัดไป คงหนีไม่พ้นชื่อของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในน้องรัก และคนที่ไว้ใจของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเหลืออายุราชการอยู่เพียง 2 ปี และหากไม่เอาตำแหน่ง ผบ.ตร.ตอนนี้ ก็คงหมดสิทธิแน่นอน เพราะอายุราชการของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังเหลือมากกว่าอีก 1 ปี

อีกด้านคือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) – สารวัตร (สว.) ประจำปี 2559 ซึ่งน่าสนใจที่ทุกครั้งของการแต่งตั้งโยกย้าย ชื่อของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มักจะโดดขึ้นมาให้เห็นในแง่ลบทุกครั้ง โดยเฉพาะการปลดออกจากตำแหน่ง เพราะการแต่งตั้งในระดับนี้ “บิ๊กแป๊ะ” จะมีอำนาจในการคัดเลือกชื่อแต่เพียงผู้เดียว

แน่นอนว่า นายตำรวจที่อยู่ในข่ายหลายพันนาย บางส่วนต้องผิดหวังเป็นของธรรมดาเมื่อไม่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายตามที่ต้องการ กระแสคลื่นใต้น้ำเขย่าเก้าอี้ ผบ.ตร.จึงมีโอกาสเช่นกันที่อาจจะออกมาจากส่วนของความไม่พอใจนี้

อย่างไรก็ตาม แง่ดีของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่จะทำให้เจ้าตัวสามารถดำรงเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้ต่อไป คือ เรื่องของความเด็ดขาด และในแง่ของการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ในคดีร้ายแรงต่างๆ แทบจะไม่มีคดีไหนที่ไม่สามารถปิดลงได้ในยุคของ “บิ๊กแป๊ะ” ด้วยการวางนายตำรวจที่ไว้ใจและเชื่อมือในตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งงานสืบสวน ป้องกัน ปราบปราม ทำให้งานคดีร้ายแรงอาจลุล่วงไปด้วยความง่ายดาย

ผลพวงของการทำงานในจุดนี้ยังคงถูกใจรัฐบาล คสช.อยู่ ยิ่งในภาวะที่ต้องเรียกคะแนนต่างๆ จากประชาชน ตำรวจคือปัจจัยหนึ่งสำคัญของรัฐบาลที่ต้องสนองงานให้ได้เป็นรูปธรรม และที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ยังไม่เคยทำให้ คสช.ต้องผิดหวัง

แต่จุดอ่อนของ ผบ.ตร.คนนี้ก็ย่อมมี ด้วยงานบริหารที่อาจจะเป็นจุดด้อยขอตัว ผบ.ตร. เนื่องด้วยว่า “บู๊” มาเกือบทั้งชีวิตข้าราชการตำรวจ ประสบการณ์นักสืบที่ช่ำชอง แต่งานด้านการจัดการคนอาจเป็นอุปสรรคปัญหา

และที่ผ่านมา แทบทุกครั้งด้วยว่าตัวนายใหญ่ของวงการสีกากีเอง หากจะหลุดจากตำแหน่งก็เพราะคลื่นใต้น้ำจากคนในด้วยกันเองแทบทั้งนั้น

หรือแม้แต่การขัดใจฝากเด็กฝากตำรวจในสังกัดของผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจของบ้านเมือง เมื่อไม่สมปรารถนาก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสอย ผบ.ตร.ลงจากตำแหน่ง ซึ่งของแบบนี้ก็มักจะมีให้เห็นอยู่ถมไป

แต่เมื่อกำแพงที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ใช้พิงหลังอยู่ยังคงแน่นปึ้ก และพี่ใหญ่ทั้งสองจาก คสช.ยังคงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เรื่องนี้สำหรับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ คงพอเบาใจลงไปได้บ้าง ยังคงมีโอกาสสร้างความไว้วางใจให้ทำงานคุมตำรวจกว่า 2 แสนนายของเมืองไทยต่อไป

แม้กระแสข่าวลือการปลด ผบ.ตร.ในแทบทุกครั้งจะเป็นข่าวโคมลอย และท้ายสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ยังคงได้ดำรงตำแหน่งอยู่เช่นเดิม แต่สิ่งที่เชื่อได้ว่าทุกครั้งที่มีกระแสออกมา ย่อมมีคนหรือนายตำรวจที่หวังผลประโยชน์จากข่าวนี้เช่นกัน

และแน่นอนว่า เป็นเรื่องภายในที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะต้องจัดการ เพื่อสยบข่าวลือต่างๆ และเพื่อให้ขาเก้าอี้ของตัวเองมันแน่นยิ่งขึ้นในระยะเวลาอีก 3 ปีข้างหน้า

 

เวทีถกกฎหมายลูกเดือด วิวาทะ ‘มีชัย-สมชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465739

เวทีถกกฎหมายลูกเดือด วิวาทะ ‘มีชัย-สมชัย’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.โดยเปิดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และตัวแทนจากพรรคการเมืองร่วมแสดงความคิดเห็น

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวเปิดการสัมมนาว่า กรธ.ต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นเพราะบางเรื่องก็คิดไม่ครบถ้วน ต้องรับฟังเสียงติติง อีกทั้ง กรธ.ไม่เคยจัดการเลือกตั้งจึงต้องฟังฝ่ายต่างๆ อย่างเช่น ประเด็น กกต.จังหวัดนั้น บางคนอยู่ในพื้นที่นานๆ มีความคุ้นเคยก็อาจเกรงใจบ้างไม่กล้าบ้าง ต้องอาศัยประชาชน เป็นคนชี้เบาะแส แต่อันตรายตรงที่หากมีการกลั่นแกล้งกัน ดังนั้นจึงต้องเขียนบทลงโทษให้แรง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร สมาชิกพรรค หากไปกลั่นแกล้งกันก็ต้องรับโทษรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการเพิ่มจำนวน กกต.จาก 5 เป็น 7 คนนั้น เพื่อประสิทธิภาพรับการเลือกตั้ง ให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเฉพาะ อีกทั้งไม่ใช่แค่เปิดรับสมัครเท่านั้นเพราะบางทีมือเจ๋งๆ ไม่อยากสมัครก็ได้ ต้องทำตัวแมวมองแล้วนำมาดูข้อดีข้อเสียแต่ละคน

“กรธ.ไม่เคยคิดฟุ้งเฟ้อเพ้อเจ้อตามอารมณ์ แต่เขียนกฎหมายลูกให้สอดคล้องไปตามหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติเพื่อสร้างการปฏิรูป ขจัดการทุจริตอย่างจริงจัง บางท่านที่ตามไม่ทันรับไม่ได้ คิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งเฉพาะตัว แต่ยืนยันว่า ข้อกำหนดที่ใช้กับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะนำไปใช้กับองค์กรอิสระอื่น” มีชัย กล่าว

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า ไม่อยากให้การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นเพียงแค่พิธีกรรม แต่อยากให้นำข้อคิดเห็นที่ได้นำไปใช้ประกอบการพิจารณาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การออกกฎหมาย กกต.มีความสำคัญเพราะจะทำให้มีการจัดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งมีหลักการสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.ทำให้ประชาชนสะดวกและเข้าถึงการเลือกตั้ง 2.ให้การใช้สิทธิของประชาชนอยู่บนพื้นฐานความรู้อย่างมีคุณภาพ 3.ออกแบบกลไกให้การทุจริตซื้อเสียงหมดไปหรือน้อยลง

ทั้งนี้ จากหลัก 3 ข้อ สิ่งที่หนักใจที่สุดก็คือประเด็นจัดการเลือกตั้งให้การทุจริตหมดไป ที่ผ่านมามีหลายคนพยายามคิด แต่ก็มีความพยายามหาแพะ ไล่มาตั้งแต่ กกต.กลาง กกต.จังหวัด รวมถึงไปโทษประชาชนที่เป็นคนไปรับเงินเสียเอง อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องวิเคราะห์รายละเอียด แต่จะเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่ กกต.เสนอ กับที่ กรธ.เขียนนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เช่น ร่างของ กรธ.ไม่มีการกำหนดเรื่อง กกต.จังหวัด ให้มีผู้ตรวจ 500 คนในถัง และจับสลากว่าจะอยู่ในจังหวัดใดก็ได้ 2 เดือน

“เป็นหน้าที่ที่ กกต.เสนอ รวมทั้งเปิดให้มีการวิจารณ์ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย สว.ที่อยู่ระหว่างการเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องของการพูดคุยกันวันนี้ที่เราพยายามหาหนทางที่ดีที่สุดให้กับบ้านเมือง ไม่ได้เป็นการรักษาหน้าใคร หาก กกต.ทำผิดก็ต่อว่าได้เลยเต็มที่ ซึ่งจะได้รับไปปรับปรุงเแก้ไข หรือหากร่างของ กรธ. มีจุดอ่อนก็ต้องช่วยกันวิจารณ์เพื่อให้ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่ร่างกฎหมายมาหลายฉบับกว่า แล้วต้องเก่งกว่า” รศ.สมชัย กล่าว

บรรยากาศเคร่งเครียดขึ้นเมื่อ รศ.สมชัย ระบุว่า อยากให้ทาง กรธ.เป็นคนนำเสนอเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.กกต. เพราะเนื้อหาไม่ตรงกับทางร่างของ กรธ.เหมือนกับร่างของ กกต.ไปทางเหนือ แต่ร่างของ กรธ.ไปทางใต้ หากมัวแต่ไปพิจารณาร่างของ กกต.ก็จะไปผิดทางได้ ทำให้ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. อธิบายว่า ขณะนี้ทาง กรธ.ยังไม่มีข้อสรุปในรายละเอียดแต่ละมาตรา ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ จากนั้นจึงเป็นการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง สว.

จากนั้นตัวแทนจากสำนักงานกกต.ชี้แจงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่มีเนื้อหาสอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ โดยจะมี สว. 200 คน ผ่านการคัดเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน อาทิ การบริหาร ความมั่นคง การต่างประเทศ กฎหมาย ยุติธรรม กสิกร ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง สำหรับผู้ที่ไม่เข้าด้านใดก็ยังสามารถลงสมัครด้านอื่นๆ

ผู้สมัครจะสมัครได้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหากฝ่าฝืน กกต.พบสามารถร้องศาลให้เพิกถอนสิทธิ กรณีการหาเสียงนั้นไม่สามารถทำได้ แต่สามารถแนะนำตัวได้ โดย กกต.จะเป็นคนจัดทำเอกสารเผยแพร่ ส่วนการคัดเลือกจะแบ่งเป็นสามระดับ อำเภอ จังหวัด ประเทศ การเลือกระดับอำเภอ โดยจะเลือกแบบไขว้ตามลำดับจนได้  200 คน หากจะมีการยื่นคำร้องคัดค้านสามารถทำได้ 48 ชม. หลังจากประกาศรายชื่อในแต่ละระดับ

ช่วงการแสดงความคิดเห็น โดย เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (สปท.) กล่าวว่า ในส่วนของ สว.ที่มาจาก 20 กลุ่มนั้น ทาง กมธ.สปท. เคยเสนอความคิดเห็นไปแล้วว่า 20 กลุ่ม อาจไม่ครบถ้วน รวมทั้งระบบการเลือกไขว้อาจเปิดให้เกิดการบล็อกโหวตไม่สะท้อนอาชีพเพราะการเลือกไขว้

ส่วนเรื่อง กกต.จังหวัด ที่ผ่านมา กกต.จังหวัดกลายเป็นพวกใครพวกมัน สร้างสัมพันธ์ สนิทเชิดเชื้อทำให้เกิดการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น แนวคิดเรื่องผู้ตรวจก็เป็นแนวทางหนึ่งหรือหากจะมี กกต.จังหวัดอยู่ก็ควรมาดูอำนาจหน้าที่ เพราะ กกต.จังหวัด ก็ไม่ได้เป็นเหมือนกันทุกคน ซึ่ง กมธ.สปท.เคยเสนอ อาทิ ให้ กกต.จังหวัดไม่มีอำนาจวินิจฉัยลงโทษผู้ใด

ขณะที่ตัวแทนจากพรรคการเมือง อื่นๆ มีความเห็นหลากหลาย อาทิ ต้องการให้ตั้งพรรคการเมืองยาก และหากตั้งพรรคแล้วควรได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ขณะที่ตัวแทนบางคนเห็นว่าเวลานี้มีพรรคที่เป็นของประชาชนอยู่แล้ว 60-70 พรรค หากต้องให้สมาชิกร่วมจ่ายเงินอาจทำให้สุดท้ายพรรคต่างๆ ต้องกลายเป็นของนายทุน  บางส่วนเห็นว่า ค่าสมัคร สว.แค่ 500 บาท แต่ค่าสมัคร สส.เกือบ 1 หมื่นบาท เห็นว่าควรจะลดค่าสมัคร สส.เพื่อเปิดกว้างให้คนทั่วไปได้สมัคร

 

เซตซีโร่องค์กรอิสระ ไม่ล้างหมดแต่สอยบางคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465738

เซตซีโร่องค์กรอิสระ ไม่ล้างหมดแต่สอยบางคน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าเวลานี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเป็นหมู่บ้านกระสุนตกคงไม่แปลกนัก เพราะเพิ่งผ่านและเอาตัวรอดวิวาทะว่าด้วยการเซตซีโร่พรรคการเมืองมาได้ไม่เท่าไร ก็ต้องมาปะทะกับ “องค์กรอิสระ” อีก

เรื่องของเรื่องมาจากบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 273 ได้กำหนดเกี่ยวกับการคงอยู่และดับไปของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระเอาไว้ค่อนข้างแปลกกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

มาตรา 273 บัญญัติว่า “ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในระหว่างเวลาที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้น”

แปลไทยเป็นไทยจากมาตรา 273  สามารถสรุปได้ว่าองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ แต่จะได้อยู่ครบวาระหรือไม่ให้ไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเนื้อหาของมาตรา 273 ได้บัญญัติการคงอยู่ขององค์กรอิสระ เมื่อครั้งภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ประกาศใช้อย่างสิ้นเชิง ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ระบุไว้ในมาตรา 299 และ 300 พอสังเขปดังนี้

“ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระ

ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เป็นศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

เมื่อคณะ กรธ.ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้บัญญัติไว้เป็นแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตดังกล่าว จึงทำให้องค์กรอิสระโดยเฉพาะ กกต.ค่อนข้างหัวเสียพอสมควร สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ตอบโต้ของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการ กกต.ที่ออกมาทวงถาม กรธ.ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กรธ.พยายามเก็บอาการพอสมควรด้วยการตอบแบบเลี่ยงๆ ว่าไม่ได้เป็นการเซตซีโร่องค์กรอิสระทุกองค์กร เพียงแต่จะกำหนดไว้ในกฎหมายลูกว่า ถ้าใครมีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง

“การจะกำหนดอะไรใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องคำนึงถึงร่างรัฐธรรมนูญด้วย ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าจะพ้นก็ต่อเมื่อขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ดังนั้น กรธ.จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปยกเว้นอะไรได้ เพราะมิเช่นนั้นความเสี่ยงที่ กรธ.จะทำขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะเกิดขึ้น” ประธาน กรธ.ชี้แจง

คำสัมภาษณ์ของมีชัยเป็นการเปิดไพ่ออกมาให้เห็นว่า กรธ.ไม่ได้เซตซีโร่องค์กรทุกองค์กรแต่จะเป็นกรณีที่กรรมการองค์อิสระบางคนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุของการขาดคุณสมบัติเท่านั้น ไม่ใช่การให้กรรมการทุกองค์กรพ้นจากตำแหน่งทันที

เรียกง่ายๆ ว่าไม่ได้ล้างบางแต่เขี่ยทิ้งบางคน

เมื่อกำหนดให้การคงอยู่ขององค์กรอิสระไปแขวนไว้กับกฎหมายลูกแทนที่จะให้อยู่ต่อไปแบบสบายๆ เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เคยกำหนดไว้นั้น “กกต.” จะกลายเป็นองค์กรที่รับผลกระทบมากกว่าใครเพื่อน

คุณสมบัติของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่วางมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูงจากรัฐธรรมนูญในอดีต กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ กกต.มาจากอัยการ ศาล และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒินั้นจะต้องผ่านการทำงานภาคประชาสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้เช่นนี้

ส่งผลให้จะมี กกต.อย่างน้อย 2 คน ที่อาจถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย คือ “สมชัย” และ “ประวิช รัตนเพียร”

ทั้งนี้ มองในแง่ของการเมืองถึงสาเหตุของการออกกระบวนการดังกล่าว ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามต้องการปฏิรูปองค์กรอิสระในรูปแบบใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคล เพราะที่ผ่านมาองค์กรอิสระมีผลงานยังไม่ค่อยเข้าตามากนัก โดยเฉพาะ กกต.ที่เป็นองค์กรลำดับต้นๆ ที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาค่อนข้างถูกท้วงติงมากกว่าองค์กรอิสระอื่นๆ

ถึงกระนั้นโอกาสที่ กรธ.จะกลับลำก็ยังพอมีอยู่ เพราะหาก กรธ.ใช้มาตรฐานนี้กับ กกต. หมายความว่าต้องใช้กับองค์กรอิสระด้วย ไม่ต่างกับการที่ กรธ.ไปเปิดศึกกับองค์กรอิสระทุกองค์กรโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น เมื่อถึงที่สุดแล้ว กรธ.อาจเลือกกลับไปใช้วิธีเดียวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อลบรอยบาดหมางเพราะกำลังมีงานใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันทำงานรออยู่

 

กรธ.-สนช.ประลองกำลัง ชิงเหลี่ยมกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465530

กรธ.-สนช.ประลองกำลัง ชิงเหลี่ยมกฎหมายลูก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองในสภาเวลานี้ คงไม่มีศึกไหนจะดุเด็ดเผ็ดมันเท่ากับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) และ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ถ้าเปรียบเป็นมวยก็ถือว่าเป็นมวยถูกคู่

ก่อนหน้านี้เพิ่งปะฉะดะกันมารอบหนึ่งจากกรณีคำถามพ่วงที่ผ่านการออกเสียงประชามติ เป็นที่ทราบกันดีว่าสนช.ในฐานะผู้เขียนคำถามพ่วงพยายามใช้กำลังภายในกดดัน กรธ.ให้เปิดทางให้ สว.ที่มาจากการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแข่งกับ สส.

แต่สุดท้าย กรธ.ไม่แยแส เพราะไปปิดประตูตายไม่ให้ สว.มีสิทธิตามที่ สนช.เสนอ โดยอ้างว่าในเมื่อคำถามพ่วงไม่ได้มีถ้อยคำในลักษณะที่เปิดช่องให้ สว.ได้รับสิทธิที่ว่านั้นตั้งแต่แรกแล้ว กรธ.ก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่ประชาชนให้ความเห็นชอบได้

เป็นอันว่าศึกนั้นจบไป แต่ศึกใหม่กำลังอุบัติขึ้น ซึ่งเป็นศึกที่ว่าด้วยการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ

การตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญที่รอให้มีผลบังคับใช้ได้กำหนดให้ทันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กรธ.ต้องจัดทำให้และส่งให้ สนช.ภายใน 240 วัน ตามกรอบการทำงานที่กรธ.วางไว้ จะดำเนินการส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พรรคการเมืองให้กับ สนช.ก่อน จากนั้น สนช.จะมีเวลาพิจารณาให้ความเห็นชอบไม่เกิน 60 วัน เรียกได้ว่าเป็นเวลาที่กระชั้นชิดพอสมควร

เหตุผลที่ กรธ.เตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ให้กับ สนช.ก่อน แทนที่จะส่งกฎหมายลูกเกี่ยวกับเลือกตั้งให้ สนช.ทีเดียวพร้อมกันรวม 4 ฉบับ เพราะ กรธ.ต้องการให้ กกต.ได้รู้กติกาใหม่เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการจัดตั้งการเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองในฐานะคนที่จะเข้าสู่เกมก็จะได้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาติดขัด

อย่างไรก็ตาม สนช.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกำลังมีความสงสัยว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองมีอำนาจพิจารณาแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในระดับไหน

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของสมาชิก สนช.ที่สอบถามตัวแทนจาก กรธ.กลางเวทีสัมมนา เรื่องการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. เพื่อขอให้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว แต่ตัวแทนของ กรธ.ขอยังไม่ให้คำตอบ เพราะต้องกลับไปสอบที่ประชุม กรธ.อีกครั้ง

ปัญหาของเรื่องนี้มาจากบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่บัญญัติว่า “เมื่อ สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และคณะ กรธ.พิจารณา

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือคณะ กรธ.เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น

และให้ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวน 11 คน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิก สนช. และ กรธ.ซึ่งคณะ กรธ.มอบหมาย ฝ่ายละ 5 คน เพื่อพิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบ…”

คำว่า “ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า สนช.กำลังจะเป็นเพียงแค่ทางผ่านประหนึ่งตรายางปั๊มกฎหมายให้กับ กรธ.หรือไม่ เพราะการกำหนดในลักษณะดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการทำให้ สนช.ไม่สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขเนื้อหาในกฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งเมื่อร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญตามมาตรา 267 แล้ว หาก สนช.จะใช้สิทธิไม่เห็นด้วย ก็ต้องใช้เสียงโหวตไม่เห็นชอบถึง 2 ใน 3 หรือ 166 เสียงจากสมาชิกสนช.ทั้งหมด 250 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากชนิดพิเศษที่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ

ไม่เพียงเท่านี้ สนช.พยายามประสานขอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรคการเมืองที่กรธ.กำลังดำเนินการอยู่มาศึกษาก่อน เพื่อจะได้เตรียมตัวกำหนดบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในขั้นตอนแก้ไขเนื้อหาใน สนช. แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจาก กรธ.เท่าไหร่นัก

เมื่อ กรธ.ค่อนข้างจะเพิกเฉยเสียงเรียกร้องของ สนช. ประกอบกับเงื่อนไขการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ สนช.มองว่าไม่ต่างอะไรกับการบีบให้ สนช.ต้องยกมือเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอเข้ามา สนช.เท่านั้น โดยห้ามแก้ไขแม้แต่ตัวเดียว

ดูท่าแล้วสนามรบนี้ระหว่าง กรธ.กับ สนช.น่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีผู้ให้ความสนับสนุนที่มีทรงอิทธิพลพอกัน จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ถึงไม่มีใครยอมใคร

 

สินค้าเกษตรราคาตก ปมเสี่ยงเผชิญหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465306

สินค้าเกษตรราคาตก ปมเสี่ยงเผชิญหน้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำกำลังวนกลับมาเป็นแรงกดดันที่เพิ่มแรงเสียดทานให้กับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่นี้เรื่อยไปจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้าเกษตรจะทยอยออกมาสู่ตลาด ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงยางพารา

นอกจากจะเป็นบททดสอบสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้ความเดือดร้อนลุกลาม จนซ้ำเติมปัญหาอื่นๆ ที่รุมเร้าในเวลานี้แล้ว

นี่ยังถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่หากจัดการไม่ดีย่อมส่งผลเสียหายต่อเสถียรภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ และ รัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากรัฐประหาร

เพราะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กระทบไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ที่สำคัญยังส่งผลกระทบกับชาวไร่ ชาวนาทั่วประเทศหลายล้านคน ซึ่งเวลานี้เริ่มขยับออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ พร้อมขู่ว่าหากแนวทางแก้ปัญหาไม่เป็นที่พอใจก็จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป

แถมแรงกดดันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะรัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มในมือ ที่สามารถชี้ขาด ปลดล็อก ข้อติดขัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่างๆ หรือเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นได้

อีกทั้งรัฐบาลเห็นบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมาแล้วย่อมต้องหาทางแก้ปัญหาล่วงหน้า รวมทั้งไม่อาจอ้างว่าเพิ่งรับตำแหน่งเหมือนปีที่ผ่านมาไม่ได้

ยังไม่รวมกับประเด็นที่จะถูกหยิบยกไปเปรียบเทียบกับการทำงานของรัฐบาลก่อนหน้านี้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาย่อมต้องเพิ่มแรงกดดันให้ตัวเอง

ประเด็นนี้ รัฐบาล คสช.รับรู้และเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ ทำให้รีบเร่งออกมาหาทางแก้ปัญหา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ออกตามฤดูกาล ด้วยกลไกตลาดเมื่อออกมาพร้อมๆ กันย่อมมีแต่จะทำให้ราคาตกต่ำเป็นปกติ ส่วนการเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดก็ใช่ว่าจะเห็นผลได้ชัดเจน

รวมทั้งยังมีข้อจำกัดในการแทรกแซงกลไกตลาดซึ่งต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก และทำได้เห็นผลเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายละเอียดสินค้าเกษตรรายตัวจะเห็นว่า ราคามีแนวโน้มต่ำต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ราคาข้าวที่ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น

ขณะที่ มาตรการจำนำยุ้งฉาง ตันละ 8,730 บาท ร่วมกับมาตรการอื่น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือตันละ 11,525 บาท ดูจะยังไม่ตอบโจทย์และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าช่วยแก้ปัญหาได้เพียงแค่บางส่วน

เมื่อหลายฝ่ายต้องเห็นว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกจุดอยู่ที่การผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มจำหน่ายข้าวสารแทนข้าวเปลือก รวมทั้งขายตรงถึงมือลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน เวลานี้หลายฝ่ายออกมาขานรับแต่ยังไม่มีการผลักดันเดินหน้าไปสู่แนวทางการปฏิบัติ

ส่วนมาตรการอื่นๆ ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้แก่เกษตรกรผ่านการขยายวงเงินสินเชื่อเงินสูงสุดเป็น 10 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 5 ปี มีอัตราดอกเบี้ย 0.01% จากเดิม 5 ล้านบาท ระยะเวลาชำระคืน 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.01%

ส่วนข้าวโพดเวลานี้ราคาตกต่ำไม่แตกต่างจากข้าว ซึ่งทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แสนตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำร่องจาก 4-5 จังหวัดภาคเหนือ อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย เพราะราคาข้าวโพดมีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่อง

ยิ่งในช่วงปีใหม่ที่ผลิตผลกว่า 60% จะทยอยออกสู่ตลาดปลายปีนี้ สอดรับกับที่กระทรวงพาณิชย์จะเรียกสมาคมและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องหารือแนวทางปฏิบัติในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามมติ ครม.ที่ให้ผู้นำเข้าและใช้ข้าวสาลีต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ในสัดส่วน 1 ต่อ 3

ไม่ต่างจาก “ปาล์ม” และ “ยางพารา” ที่ถูกจัดให้เป็นสินค้าการเมือง เวลานี้ราคายังไม่ตกต่ำมาก แต่ในช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดพร้อมๆ กันย่อมทำให้ราคามีแต่จะตกต่ำลง

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่อาจเอาแน่เอานอนได้ รวมถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าทั้งภายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ ที่ล้วนแต่มีผลซ้ำเติมให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายอาจบีบให้เกษตรกรออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลและเพิ่มแรงเสียดทานให้รัฐบาล คสช.มากขึ้น

นับจากช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้าจึงเป็นอีกช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

บทสะท้อนเลือก”ทรัมป์”กลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลโลกอดีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465288

บทสะท้อนเลือก"ทรัมป์"กลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลโลกอดีต

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่อง ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ : บนทางแพร่งนโยบายต่างประเทศและการเมืองภายในหลัง การเลือกตั้ง ณ อาคารเกษมอุทยานิน (ตึก 3)

ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าช็อกแบบที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่โทษที่ทำนายผิดพลาด ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ชนะแบบเฉียดฉิว โดยเฉพาะสามรัฐที่เป็นหัวใจของเดโมแครต คือ มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน นับว่าประสบความสำเร็จในการเจาะไข่แดงฮิลลารี คลินตัน

ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสหรัฐ อิเล็กทอรัล คอลเลจ ซึ่งทรัมป์ชนะสามรัฐบวกกับฐานเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องนับรัฐที่เหลือ ทำให้ชนะเยอะและเป็นการถกเถียงครั้งสำคัญว่าควรจะมีการยกเลิกระบบนี้หรือไม่ ในอดีตทรัมป์เคยประณามระบบการเลือกตั้งนี้สร้างความหายนะต่อประเทศ สมัยบารัก โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์

อย่างไรก็ดี ระบบดังกล่าวส่วนตัวเห็นด้วย เพราะที่จริงแล้วระบบอิเล็กทอรัล คอลเลจ เพื่อป้องกันผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้นักการเมืองมาหาเสียงให้คนหลงเชื่อ และสาเหตุทรัมป์ชนะไม่ใช่คนส่วนใหญ่เลือกเพราะเป็นคนดี แต่เลือกอนาคตประเทศ เลือกคนเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาให้

อีกประการที่ทำให้ฮิลลารีแพ้ในสามรัฐ แม้คนวัยทำงานนิยมพรรคเดโมแครต แต่ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบาย และทรัมป์แสดงให้เห็นตรงนั้นเนื่องจากมีประชาชนตกงาน

“สำหรับผลกระทบเอเชียเร็วไปที่จะสรุปเมื่อทรัมป์ได้รับตำแหน่ง หลังวันที่ 20 ม.ค.จะทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ เพราะบนโลกความจริงโดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศอาจไม่แตกต่างจากโรนัลด์ เรแกน ซึ่งทรัมป์ต้องฟังข้าราชการกลาโหมและต่างประเทศในฐานะเป็น มืออาชีพ”

ขณะที่ สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าดูการเลือกตั้งสหรัฐรอบนี้ต่างกันหมดทั้งในเรื่องเพศสภาพ ความคิด นิติพื้นฐาน โดยคนมองฮิลลารีเป็นตัวแทนจากปีกบรรดาชนชั้นนำ แต่ในบริบททรัมป์ความต่างชัดตรงเป็นนักชาตินิยม โดดเดี่ยวนิยม และเป็นประชานิยม

อย่างไรก็ตาม บริบททั้งสามเป็นประเด็นน่าสนใจมากและถ้าหากอยู่สังคมอเมริกันก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น ฮิลลารีรับช่วงต่อจากโอบามา ทรัมป์นำเสนอหาเสียง คนเริ่มตกใจ วิธีหาเสียงนำเสนอแหวกจากประเพณีอเมริกัน สะท้อนบริบทสามอย่าง ความกลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลหาโลกอดีต

“วันนี้คนชั้นล่างทำงานเยอะค่าตอบแทนน้อยหรืองานหายไปจากสหรัฐ บริบทส่วนนี้เป็นอะไรที่น่ากลัว ประเด็นเหล่านี้ถ้าจินตนาการเราเป็นคนอเมริกัน คนเริ่มเห็นถึงสาระการหาเสียงทรัมป์ ถือเป็นม้านอกสนาม หากสหรัฐถอยกลับมาเหมือนตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาตั้งหลักเขตแดนตัวเอง เมื่อผสมผสานและคนนำเสนอสาระ โจทย์น่าสนใจ”

แม้สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่และมีผลต่อระเบียบโลกหรือไม่ ซึ่งมองว่ามีสามแกน คือ มั่นคง เศรษฐกิจ และข้อตกลงระหว่างกัน แต่ทรัมป์มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้นหลังชนะเลือกตั้ง

ด้าน ปราณี ทิพย์รัตน์ อาจารย์ประจาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเป็นปกติมาก คือ ประการแรก การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านทุกสี่ปี รวมถึงผู้นาทางนิติบัญญัติ สมาชิกวุฒิสภา ผู้ว่าการมลรัฐ เป็นกระบวนการปกติ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านการปกครองใหม่ทุกสี่ปีแต่คาดหมายผลการเลือกตั้งผิดหักปากกาเซียนทั้งหมด ในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา มีการทำโพลส่วนใหญ่ไม่ผิดไปหรือหักหน้าเซียน เพราะโพลมีหลักฐานวิชาการ ในทางรัฐศาสตร์ไม่มีทางที่ใครทำนายได้ 100%

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทุกครั้งประเด็นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งการหาเสียง คือ ปากท้อง เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สหรัฐเท่านั้นแต่ทั่วโลก เรื่อง สีผิวก็ไม่เคยหายไป สุขภาพ และอื่นๆ แต่ประเด็นหลักนโยบายต่างประเทศสำคัญน้อยมากในการเลือกตั้ง แต่จะพูดถึงเหตุการณ์ 911 สงครามเวียดนาม หรือการป้องกันภัย

“มันสำคัญแต่ไม่ได้อยู่ในการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ควรฟุ้งซ่านมากว่าจะกระทบกับไทยมากแค่ไหน และหลายคนลืมไป ประธานาธิบดีสองสมัย ดังนั้น โอกาสคนในพรรคเดียวกันที่จะขึ้นมาอีกน้อยมาก ทุกคนลืม การเลือกตั้งครั้งนี้ การหาเสียง นโยบายน้อยมาก มีการโจมตีแต่คาแรกเตอร์ และจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่กับการเลือกตั้งสหรัฐ”

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนอะไรในสหรัฐ ไม่ใช่เฉพาะกระบวนการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันสร้างช่องว่างให้ห่างขึ้นใน สหรัฐ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ การเมือง แต่ถึงยังไงก็ไม่ทอดทิ้งส่งเสริมต่อประชาธิปไตย เราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา และกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตา

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สหรัฐแม้ไม่มีการรัฐประหารแต่มีความรุนแรงทางการเมืองตลอดเวลา และโอกาสจะเกิดแบบนั้นกับทรัมป์ก็มีความเป็นไปได้

ส่วนพฤติกรรมการตัดสินใจคนอเมริกันโดยเฉพาะครั้งนี้ เป็นคนนอกเมือง ยากจน ซึ่งโดยปกติคนขาวเลือกรีพับลิกัน ซึ่งเป็นคนที่เลือกในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ และคนเลือกเดโมแครต คือคนกลางๆ จบปริญญาตรี

“แต่ครั้งนี้เป็นการพังทลายกลุ่มพันธมิตรเดิมของโอบามาตั้งแต่ปี 2008 แต่ต้องเชื่อมโยงระบบเลือกตั้งสามรัฐ รวมถึงมลรัฐมิสเวส ซึ่งเป็นภูมิภาคขึ้นสนิมทางเศรษฐกิจ เคยรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือเหล็ก คือพันธมิตรหลักของโอบามา แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ คนขาวทั้งหญิงชาย คนขาวนอกเมืองเลือกรีพับลิกัน แต่มาครั้งนี้เลือกเดโมแครต คนเหล่านี้ได้รับผล กระทบกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนาฟต้า เกิดจากบุช แต่ทรัมป์ทำให้คนเข้าใจว่ามาจากบิล คลินตัน”

 

พรรคการเมืองเริ่มเงียบ แต่งตัวพร้อมรอเลือกตั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465135

พรรคการเมืองเริ่มเงียบ แต่งตัวพร้อมรอเลือกตั้งใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าเวลานี้ถนนการเมืองสายไหนกำลังถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้น “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ กรธ. ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ย้ำกันอีกทีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 6.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 7.การตรวจเงินแผ่นดิน 8.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 9.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แน่นอนว่าสปอตไลต์ย่อมส่องไปที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพราะถ้ากฎหมายกลุ่มนี้จัดทำเสร็จและมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันทันที เป็นอันสิ้นสุดการครองอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

สำหรับความคืบหน้าของการจัดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นนับว่าเดินหน้าได้ดั่งใจตามที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.และคณะ ตั้งเป้าเอาไว้

อย่างร่างกฎหมายพรรคการเมือง มีการกำหนดให้การทำนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จะต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ

ข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ 1.ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย 2.ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย 3.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 4.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ กกต.สั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบาย

ส่วนร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. พบว่าได้เพิ่มอำนาจให้กับ กกต. โดยหาก กกต.พบเห็นการกระทำผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้สุจริตเที่ยงธรรม หรือนับคะแนนไม่ถูกต้อง กกต.มีอำนาจสั่งให้เลือกตั้งหรือนับคะแนนใหม่ หรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้สมัครกระทำหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่ง กกต.ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด

นอกเหนือไปจากกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีความคืบหน้าแล้ว ปรากฏว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตก็มีความคืบหน้าไม่แพ้กัน กล่าวคือเวลานี้มีการเสนอแนวคิดว่าจะเพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับกรณีที่มีผู้กระทำความผิดด้วยการซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบและไปแสวงหาประโยชน์ในทางทุจริต

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า ฝ่ายการเมืองถูกคุมเข้มทางกฎหมายพอสมควร ตั้งแต่ระดับของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายลำดับรอง แต่มีประเด็นให้สงสัยว่า ทำไมพรรคการเมืองในฐานะที่เป็นฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ว่านี้กลับไม่ค่อยส่งเสียงออกมาเท่าไหร่

มองไปที่พรรคเพื่อไทย ระยะหลังมานี้ก็ให้ความสนใจกับการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือในประเด็นการถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง พร้อมกับตอบโต้รัฐบาลด้วยการเดินสายซื้อข้าวจากชาวนาและมาขายให้คนในเมืองในช่วงที่ราคาตกต่ำ

ไม่ต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเงียบผิดปกติ มีเพียงการให้สัมภาษณ์และแสดงท่าทีกับสื่อมวลชนในเรื่องทั่วๆ ไปมากกว่าที่จะเน้นเรื่องการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ท่าทีที่เงียบผิดปกติของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นการเตรียมตัวเพื่อไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะฝ่ายการเมือง มองว่า การท้วงติงหรือสร้างแรงกดดันไปยัง กรธ.เป็นเรื่องยากที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก กรธ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จพอสมควรในการจัดทำกฎหมายลูก โดยที่แม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติยังมีอำนาจแก้ไขกฎหมายที่ กรธ.เสนอได้ไม่มากนัก

ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองอาจเล็งเห็นว่า หากออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงกดดันแม่น้ำ 5 สาย ย่อมมีผลให้ถูกมองได้ว่าฝ่ายการเมืองพยายามสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นอีก ถ้าฝ่ายการเมืองถูกมองในแง่ลบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการอุ้ม คสช.มากขึ้นเท่านั้น

ฝ่ายการเมืองจึงมองว่า ทางที่ดีที่สุด คือ การเก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อรอเวลาสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้ คสช.พ้นจากตำแหน่งเร็วที่สุดและพรรคการเมืองกลับมามีอำนาจได้อีกครั้ง

 

“ทรัมป์”ตัวอันตรายโลกมุสลิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464705

"ทรัมป์"ตัวอันตรายโลกมุสลิม

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ได้ข้อยุติแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 45 โดย โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน สามารถเก็บชัยชนะเหนือฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ไปแบบเหนือความคาดหมาย อีกทั้งยังกลายเป็นสิ่งน่าประหลาดใจของโลกอีกครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยทรัมป์นับเป็นผู้สมัครที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ก้าวกระโดดสู่บทบาทผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลก

พีรยศ ราฮิมมูลา อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ความเห็นว่า ทราบกันดีสหรัฐมีสองพรรคการเมืองใหญ่ๆ ระหว่างรีพับลิกันและเดโมแครต โดยปกติแล้วรีพับลิกันเป็นพรรคที่ได้รับการสนุนจากนายทุนใหญ่จากสหรัฐ เช่น พวกพ่อค้าอาวุธสงคราม

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ได้ประกาศระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง บางครั้งมันอาจไม่เป็นไปตามที่พูดเพราะอารมณ์พาไป อย่างกรณีที่ว่าเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้วจะกีดกันไม่ให้คนมุสลิมในตะวันออกกลางหรือผู้อพยพเข้ามาในสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้เป็นสิทธิสหรัฐแต่โดยพื้นฐานของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ยกย่องเรื่องสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมกันดังนั้นเมื่อทรัมป์เอานโยบายนี้มาใช้ก็จะมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องนโยบายระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์สหรัฐกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็คงอยู่ในสภาพลำบาก

พีรยศ ระบุว่า ผู้อพยพเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวลักษณะนี้อาจมีปัญหาต่อสหรัฐโดยเฉพาะเรื่องการค้า สำหรับไทยในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าไม่กระทบอะไรมาก เพราะว่าไทยเน้นการส่งออกอย่างเดียวไปสหรัฐ

ตรงนี้ต้องอาศัยด้านการทูต นโยบายระหว่างประเทศของไทยคบทุกฝ่ายไม่เลือกข้าง ไม่ว่าใครมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยังต้องชูความสัมพันธ์ต่อไป เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐมีมาเกือบ 200 ปี ดังนั้นตรงนี้จะไม่มีผลกระทบอะไรต่อไทย

แม้ภาพรวมของอาเซียน ที่ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่ในที่สุดคำพูดของทรัมป์เมื่อวานหลังการเลือกตั้งแล้ว ค่อนข้างอ่อนโยนลงมา ยินดีและยอมคบกับประเทศต่างๆ ด้วยความเสมอภาค แม้จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ของคนอื่น

“ในสายตาผมคิดว่าเราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เราเป็นประเทศเล็กๆ เพียงแต่เรามีการส่งออกไปสหรัฐเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องไม่ประมาท สหรัฐในยุคโอบามาให้ความสำคัญอาเซียนมาก เพื่อต้องการดึงมาเป็นพรรคพวก เพื่อสกัดจีน ขณะที่นโยบายของไทยซึ่งดำเนินการมาตลอด คือ เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ตรงนี้ถือว่าเป็นความได้เปรียบไทย”

ขณะที่ จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา กล่าวว่า ใครเป็นก็แล้วแต่ แต่นโยบายพื้นฐานด้านการต่างประเทศของสหรัฐไม่ค่อยเปลี่ยน เช่น ตอนโอบามาเข้ามาบอกมีเชื้อสายมุสลิม ทว่าสุดท้ายก็คล้ายๆ เดิม

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองระหว่างฮิลลารีและทรัมป์ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ฮิลลารีเป็นคนมีวาระซ่อนเร้นเยอะ ที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญเข้าไปบดขยี้ลิเบียทำให้ประชาชนเสียชีวิต แล้วประเทศนี้ก็ค่อยๆ ล่มสลายและแตกแยก มีคำพูดที่ว่ามีประเทศไหนบ้างที่สหรัฐเข้าไปแล้วไม่พังพินาศ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่แตกต่างทรัมป์เป็นคนโฉ่งฉ่าง แต่ฮิลลารีซ่อนเร้น ทว่าแต่ฟังจากทรัมป์ที่พูดตอนหาเสียงค่อนข้างน่ากลัว เช่น พิจารณาเรื่องการแซงก์ชั่น อิหร่านขึ้นมาใหม่เรื่องของนโยบายด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเจตนาเพื่อต้องการมาใช้แทนพลังงานจากน้ำมัน

ขณะเดียวกัน อิสลามโมโฟเบียแม้จะมีอยู่ในใจฮิลลารี แต่ไม่ได้ชูขึ้นเหมือน ทรัมป์ที่ต้องการกีดกันไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศ แต่เชื่อว่าวันสองวันหลังจากนี้ก็จะอ่อนท่าทีลงตามธรรมชาติ เพราะใช้แค่เพียงหาเสียงเท่านั้น

จรัญ ยอมรับว่า การเลือกตั้งคราวนี้คาดการณ์ผิดกันพอสมควร นโยบายรื้อฟื้นความสัมพันธ์อิหร่านจากเมื่อก่อนก็จะแย่ลง นโยบายคนมุสลิมซึ่งอยู่มากมายในสหรัฐถ้าจะให้ออกมา หรือไม่ให้เข้า ก็ทำได้ยากมาก และเชื่อว่าเรื่องนี้ก็อาจจะมีคนคัดค้านในสภา

“ถ้าให้คนมุสลิมออกจากประเทศหรือว่าไม่รับเข้าประเทศ สิ่งสำคัญคนอเมริกันหรือคนอังกฤษที่อยู่ในประเทศแถบที่มีน้ำมัน ถ้าไม่ให้คนมุสลิมอยู่คนอเมริกันก็ต้องออกไปด้วย ภาคปฏิบัติมันคงยากมากๆ ทรัมป์สร้างความตกใจให้โลกมุสลิมพอสมควร แต่นโยบายอเมริกันเท่าที่ติดตามตั้งแต่ โรนัลด์เรแกน อดีตประธานาธิบดี ก็อยู่ในพื้นฐานเดียวกัน คือ สร้างความยิ่งใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ตัวเองทรงอิทธิพลไว้”

ด้าน ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า นโยบายที่เคยพูดไว้โดยเฉพาะการห้ามมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ อาจสร้างปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิมได้ หากว่าคำพูดของทรัมป์ก่อนเลือกตั้งถูกนำมาปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน ประชาชนสหรัฐที่เป็นมุสลิมก็มีจำนวนมาก ประมาณ 8 ล้านคน ก็น่าเป็นห่วง เพราะนโยบายทรัมป์มีลักษณะเหยียดผิว และช่วงหาเสียงก็ใช้ความพยายามเกลียดชังที่พุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ 911 และคิดว่าประเด็นนี้จะส่งผลร้ายต่อมุสลิมในสหรัฐ เพราะมุสลิมเกิดความหวาดกลัวและเป็นผลลบต่อสหรัฐในฐานะเป็นประเทศชั้นนำเรื่องประชาธิปไตย

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ เรื่องความขัดแย้งและความรุนแรงในสถานการณ์ตะวันออกกลางและสถานการณ์โลก เพราะถ้าย้อนกลับไปในอดีตอย่าง จอร์จ บุช มาจากรีพับลิกัน หลังเหตุการณ์ 911 เข้าไปจัดการโค่นล้มระบอบต่างๆ เข้าไปทำสงคราม ในโลกยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐเปลี่ยนศัตรูใหม่จากคอมมิวนิสต์เป็นโลกอิสลาม แต่ในความเป็นโลกอิสลามมีความหลากหลาย

“หลังสงครามเย็น จอร์จ บุช คือ การเหมารวมว่าโลกอิสลาม คนนับถือมุสลิม มีตัวแสดงหลากหลายมาก มีกลุ่มยึดถือสันติ เคร่งครัดศาสนา กลุ่มนิยมแนวทางโลก หรือกลุ่มใช้ความรุนแรง เหล่านี้ สหรัฐภายใต้ จอร์จ บุช เหมารวม จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิและกลัวว่าทรัมป์มาประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง เน้นฟื้นฟูประเทศ แต่ภายใต้สถานการณ์นี้ล่อแหลม การเผชิญหน้ากลุ่มติดอาวุธของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปาเลสไตน์ คือ ทรัมป์ให้การสนับสนุนอิสราเอล ตรงนี้ทำให้สถานการณ์โลกมุสลิมกับตะวันตกยิ่งเลวร้ายลง”