5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627246

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 13:10 น.5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normalยุคที่เปลี่ยนไปกับ Skills ที่ควรมี ส่อง 5 Soft Skills ที่ต้องปรับตัวเพื่อต่อยอดความสำเร็จในยุค New Normal

ตั้งแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกเรื่องของโควิดได้ปรับให้เราทุกคนต้อง Work from Home หรือ Stay at Home จึงทำให้ทุกคนมีเวลาว่างมากขึ้น จะดีกว่าไหมหากคุณลองใช้เวลาว่างนี้ในการพัฒนาทักษะของตนเอง ซึ่งทักษะในการทำงานประกอบด้วย 2 ทักษะสำคัญ คือ Hard Skills และ Soft Skills

สำหรับความหมายแบบเข้าใจได้ง่ายๆอาจกล่าวได้ว่า Hard Skills เป็นทักษะที่คุณใช้ในการทำงานที่สามารถเรียนรู้ได้เรื่อยๆ ส่วน Soft Skills คือทักษะที่พัฒนามาจากการใช้ชีวิต อารมณ์ และการเข้าสังคมเป็นหลัก ซึ่ง Soft Skills นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานใดก็ตาม

หากเอ่ยถึงความสำคัญของ Soft Skills ในยุค New Normal ก็คงจะเป็นเรื่องของทักษะที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับสิ่งที่ยุ่งยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งสถานการณ์ที่งานการหายากแบบนี้ การเร่งพัฒนาทักษะนี้จึงจะทำให้คุณมีความโดดเด่น และเป็นที่ต้องการขององค์กรเป็นอย่างมาก

5 Soft Skills ที่คุณควรมีเพื่อรับ New Normal

1. Communication & Collaboration แน่นอนว่าการทำงานในทุกองค์กรจะต้องมีการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องฝึกทักษะในการสื่อสาร ทั้งการนำเสนองาน การนำเสนอความคิดเห็นต่อหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งถ้าการสื่อสารของคุณมีประสิทธิภาพก็จะทำให้คุณสื่อความและเกิดความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน 

2. Emotional Flexibility การติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรจึงทำให้ทักษะในการควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

3. Complex Problem Solving เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และการเข้าถึงที่สะดวกขึ้น ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและแตกต่างไปจากอดีต ฉะนั้นทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนจึงสำคัญอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ระบุปัญหาและความต้องการ ความเข้าใจในการเชื่อมโยง ความเข้าใจบริบทของธุรกิจ ตลอดจนสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

4. Critical Thinking & Decision-making อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญคือ การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ ทักษะนี้จะช่วยให้คุณย่อยข้อมูลใหญ่ที่คุณรับเข้ามา ให้เหลือแต่เพียงชุดข้อมูลสำคัญ เพื่อเลือกนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการทำงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. Creativity ต้องยอมรับเลยว่าทักษะที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ก็คงจะเป็นทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะที่ร่วมทักษะย่อยๆไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต หรือการเปิดใจกว้าง ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานทั้งการนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อแก้ Pain Point หรือการนำเทคโนโลยี และแนวคิดใหม่ๆ มาใช้สร้างไอเดียให้กับองค์กรด้วย

อาร์ตติสท์เจนใหม่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627251

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.อาร์ตติสท์เจนใหม่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียนพาชมผลงาน 4 ยังอาร์ตติสท์ เจเนอเรชั่นใหม่ ใน ‘Mathayom Art Exhibition’ งานแสดงศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียน

ใกล้วันเปิดเทอม โพสต์ทูเดย์ชวนหวนรำลึกถึงวัยเรียนที่งาน Art Exhibition (มัธยม อาร์ต เอ็กซิบิชั่น) งานนิทรรศการศิลปะจากฝีมือนักเรียนเกรด 12 ของโรงเรียนนานาชาติ กรุงเทพ (ISB) ซึ่งเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 คนที่ต้องการถ่ายทอดตัวตน ความรู้สึก ประสบการณ์ในวัยมัธยมของพวกเขาผ่านผลงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 40 ผลงาน

นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากเด็กนักเรียน 4 คน ได้แก่ แพรว  ธนวิสุทธิ์, ชวิศา อังควานิช, ณพ จึงสวนันทน์ และ เชษฐ์สุดา เฉลิมวัฒน์ ที่มีความชื่นชอบในงานศิลปะเหมือนกัน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความคิด มุมมอง ในช่วงวัยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงของพวกเขา โดยต่างได้หยิบยกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้สึก ประสบการณ์จริง ทั้งทางด้านนามธรรม และรูปธรรม ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ งานจิตรกรรม (Painting), งานประติมากรรม (Sculpture), งานภาพปะติด (Collage), งานศิลปะจัดวาง (Installation) และ ศิลปะภาพถ่าย (Photography) เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่พวกเขากำลังสนใจ โดยงานของแต่ละคนนั้น มีคอนเซปต์ที่แตกต่างกัน แบ่งตามความสนใจของแต่ละคน

แพรว ธนวิสุทธิ์ นำเสนอผลงานศิลปะในคอนเซปต์ ‘ความต้องการ’ บอกเล่าให้เรารู้ถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ความฝัน หรือความสัมพันธ์ทางกาย อีกทั้งยังนำประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นตอนได้รับอุบัติเหตุ มาถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ได้รับผ่านผลงาน Installation เฝือกอ่อนของตัวเองที่ยังทิ้งร่องรอยของความทรงจำไว้

ชวิศา อังควานิช นำเสนอผลงานศิลปะ ที่สะท้อนความเป็น Feminine ในตัวตนของเธอ และต้องการจะบอกว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีด้านขาว และด้านดำในตัวเอง ซึ่งคนเรามักจะนำเสนอด้านขาวให้คนอื่นเห็น และกอดเก็บความมืดดำไว้กับตัว และเมื่อวันใดที่ใจเราไม่แข็งแรงพอ ความมืดดำนั้นอาจจะทลายกำแพงจิตใจที่เราเพียรสร้างออกมาได้ ซึ่งหมายรวมถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน

ณพ จึงสวนันทน์ ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในงานนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ ผลงานของเขาร้อยเรียงขึ้นจากคอนเซปต์ ‘ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย’ แม้ด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่ว่าเขามองเห็นสังคมของความไม่เท่ากัน และทำผลงานในเชิงเสียดสีสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นอีกหลายแง่มุมที่ใครหลายคนไม่เคยมองเห็น ยกตัวอย่างผลงานภาพถ่ายของคนงานก่อสร้างที่กำลังสร้างตึกสักตึก ณพให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนงานเหล่านั้นกำลังสร้างขึ้น เขารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่และสำคัญ แต่ในทางกลับกันคนทั่วไปกลับมุ่งไปให้ค่ากับตึกที่พวกเขากำลังสร้างเท่านั้น 

เชษฐ์สุดา เฉลิมวัฒน์ เธอถ่ายทอดผลงานศิลปะด้วยความเชื่อในเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์และเวลา’ นำเสนอผ่านผลงานในรูปแบบต่างๆ โดยมีดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสื่อกลางของความสัมพันธ์ สั่งสมเก็บเกี่ยวเรื่องราวจากหนังสือที่อ่าน รวมถึงผู้คนที่พบเจอ และได้ปฏิสัมพันธ์กันในชีวิต ยกตัวอย่างผลงาน Installation ที่มีชื่อว่า Faces  ที่ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงบางครั้งในชีวิตคนเรา ก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่จะมายืนอยู่ข้างๆ เราในวันที่เราต้องการใครสักคนในช่วงเวลานั้น จะเป็นใครในชีวิต ซึ่งก็ไม่ต่างจากการจั่วไพ่ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าไพ่แต่ละใบที่เราหยิบขึ้นมามันจะออกอะไร

สำหรับนิทรรศการศิลปะในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายทั้ง 4 คน ได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางศิลปะ พร้อมนำเสนอแนวความคิดที่กำลังเติบโตของพวกเขา ให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นต่อไป

ใครอยากย้อนวันวานวัยเรียน มากันได้ตั้งแต่วันนี้-10 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ Yelo House ซอยเกษมสันต์ 1

ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย ‘เนื้องอกสมอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627169

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:33 น.ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย 'เนื้องอกสมอง'เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาพบได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์ชี้ “เนื้องอกสมอง” ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

กรมการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา เผยเนื้องอกในสมองเป็นโรคที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง แต่บางรายพบความผิดปกติจากพันธุกรรม โดยพบเนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื้องอกในสมอง คือเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือบริเวณเนื้อเยื่อและต่อมต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกับสมองไปรบกวนระบบประสาทและการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ การพูด การได้ยิน การมองเห็น ความจำ และอาจเกิดอาการชัก เป็นอัมพาตครึ่งซีก

เนื้องอกในสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท มี 4 ระดับ โดยวัดตามลำดับการเจริญเติบโตของเนื้องอกและโอกาสในการกลับมาเป็นอีก แม้ได้รับการรักษาแล้ว คือ

  1. เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดา เป็นเนื้องอกที่มีการเจริญเติบโตช้า ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายหรือมีขนาดเล็กลงได้ และมีโอกาสน้อยที่ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นอีกหลังการรักษา
  2. เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เป็นเนื้องอกอันตราย มีการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติคือ เซลล์มะเร็ง อาจเกิดบริเวณสมอง หรือเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นแล้วลามเข้าสู่สมอง เนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็งจะมีการเจริญเติบโตเรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมได้ และมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นได้อีก

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของเนื้องอกในสมอง เกิดจากความผิดปกติของ สารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งจะทำให้เซลล์มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สมองและระบบประสาท หรืออาจเกิดจากมีเซลล์มะเร็งที่อื่นแล้วลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่เฉพาะเจาะจงในการป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกในสมอง แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ได้แก่

  • อายุ
  • การได้รับรังสีอันตรายเข้าสู่ร่างกาย
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวที่เคยมีเนื้องอกในสมอง

ปัจจุบันแนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองมีอยู่ 3 วิธี คือ การผ่าตัด ฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะเลือกแนวทางรักษาจากอาการของผู้ป่วย ตำแหน่งของเนื้องอก และขนาดของเนื้องอก หากผู้ป่วยมีเนื้องอกที่ไม่ได้ทำให้เกิดอาการและมีขนาดเล็กมาก อยู่ในตำแหน่งของสมองที่ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานของร่างกาย อาจเพียงแค่ติดตามอาการเพื่อดูว่ามีการขยายตัวของเนื้องอกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงค่อยทำการรักษา แต่ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่พอสมควรและทำให้เกิดอาการ เช่น อ่อนแรงหรือปวดศีรษะมาก จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก ในกรณีที่ผ่าตัดเนื้องอกออกไปแล้ว พบว่าเป็นเนื้อร้ายอาจต้องทำการฉายรังสีหรือให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

ดังนั้น หากมีสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่อาจบ่งบอกว่ามีเนื้องอกในสมอง เช่น อาการปวดศีรษะเรื้อรังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการอ่อนแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาการชัก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงที

จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627166

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:10 น.จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19ร่วมก้าวผ่านช่วง COVID-19 นักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

ถึงแม้ว่า COVID-19 จะทำให้การสมัครงานยากขึ้น แต่จากสถานการณ์ล่าสุดที่มีทิศทางการฟื้นตัวของความต้องการแรงงานในประเทศที่ดีขึ้นแล้ว นักศึกษาที่กำลังจะจบใหม่ต้องพบกับความยากลำบากในการหางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดประสบการณ์ในการทำงาน และยังต้องแข่งขันกับผู้มากประสบการณ์ที่อาจกำลังตกงานหรือกำลังมองหางานใหม่ jobsDB แนะนำนักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

มองหาจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง

ในช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน คุณอาจวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนในการทำงานของตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะที่เหมาะแก่การทำงานในอนาคต รวมถึงทักษะที่จะส่งผลดีต่อข้อมูลที่จะกรอกในเรซูเม่ของคุณด้วย อย่างเช่น ทักษะทางด้านโปรแกรมต่างๆ หรือทักษะสำหรับบางสายงาน เช่น งาน SEO

มองหางานจากเว็บไซต์

การเลือกสมัครงานโดยตรงกับบริษัทแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าได้เลือกสมัครงานกับบริษัทที่ต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณกำลังเสียเวลาเพื่อรองานเพียงบริษัทเดียว ทางที่ดีคือคุณควรสมัครและลงทะเบียนไว้กับเว็บไซต์หางานโดยเฉพาะจะดีกว่า

สัมภาษณ์งานออนไลน์

คาดกันว่าการสัมภาษณ์งานออนไลน์จะเป็น new normal สำหรับการสัมภาษณ์งานต่อจากนี้ไป ดังนั้นเมื่อคุณเรียนจบและกำลังมองหางาน ควรเตรียมความพร้อมในการสัมภาษณ์งานออนไลน์ด้วยเช่นกัน

เตรียมความพร้อมหากต้องทำงานแบบ Work from home

หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานทำงานแบบ Work from home เพื่อลดความเสี่ยงจากไวรัสและการลดค่าใช้จ่ายสำหรับบริษัท ดังนั้น คุณในฐานะที่เป็นนักศึกษาจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมหากต้องทำงานจากที่บ้านด้วยเช่นกัน

คอร์สเรียนออนไลน์ฟรี

นอกเหนือจากการสำรวจข้อเด่นข้อด้อยของตัวเองแล้ว คอร์สเรียนออนไลน์ที่เริ่มเปิดสอนหลักสูตรต่างๆฟรี ก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มทักษะ เพราะหลายๆคอร์สล้วนเอื้อต่อการทำงานทั้งสิ้น

ไม่เลือกงาน ยิ่งมีโอกาสได้งาน

หากคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน บริษัทส่วนมากต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการสอนงานเพิ่มเติมและมักจะไม่ค่อยเปิดรับตำแหน่งสำหรับเด็กจบใหม่โดยเฉพาะ ดังนั้น อย่าลังเลในการสมัครงานหากตำแหน่งงานที่เปิดรับสำหรับนักศึกษาจบใหม่ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับคุณ ทั้งนี้คุณอาจพิจารณาเรื่องอื่นประกอบการสมัครงานด้วย เช่น สถานที่ทำงาน การเดินทางไปทำงาน สวัสดิการ และอื่นๆ

สำรวจความต่างระหว่าง ‘มนุษย์ vs เอไอ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627147

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 07:00 น.สำรวจความต่างระหว่าง 'มนุษย์ vs เอไอ'…เมื่อความฉลาดทำให้วันนี้ “รอด” แต่ภูมิปัญญาทำให้ “ยั่งยืน”

โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน และเมื่อพูดถึงขีดความสามารถของมนุษย์เทียบกับปัญญาประดิษฐ์แล้ว เราไม่อาจแข่งกับเอไอ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรกลเหล่านี้ได้เลย เพราะมันเร็วกว่า ทนกว่า มันไม่เคยลืม มันไม่เคยบ่น ไม่รู้จักเหนื่อย ไม่เคยเรียกร้อง นั่นคือเมื่อพิจารณาในแง่ของความมีประสิทธิภาพแล้ว เราสู้มันไม่ได้ แต่ระบบการศึกษาและแนวทางการพัฒนาในปัจจุบันเราสอนให้ไปแข่งกับมันซึ่งไม่มีทางชนะได้

มันจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องก้าวข้ามเหนือมัน แต่จะก้าวข้ามได้ เราต้องพิจารณาว่าแล้วอะไรที่มนุษย์ต่างจากเครื่องจักร ประเด็นนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน นำเสนอ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

ประการแรก เพราะมนุษย์มีธรรมชาติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งที่เครื่องจักรไม่มี นั่นคือความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนถึงความมีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดนี้ปรากฏอยู่ในรูปของกรอบความคิด หรือจินตนาการที่สามารถคิดได้ด้วยตัวของมันเอง มนุษย์จึงพัฒนาความคิดได้เอง สามารถตัดสินใจได้เอง สามารถเลือกตอบสนองเองได้เมื่อมีอะไรมากระทบ สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายในได้เอง ความมุ่งมั่น มนุษย์จึงสามารถสร้างการนำตนเองได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์ใดๆ ที่มีความก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เอง

ประการที่สอง ด้วยคุณสมบัติที่มนุษย์สามารถคิดได้เอง มนุษย์จึงสามารถสร้างปัญญาได้เอง ต่างจากปัญญาประดิษฐ์และเครื่องจักรกลทั้งหลายที่ไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงเพียงใด แต่มันก็ทำได้เฉพาะในกรอบที่เรากำหนดให้มันทำเท่านั้น มันจึงมีแต่ความเร็ว มีความฉลาดในการคำนวณ แต่มันไม่มีปัญญาเพราะมันสร้างความคิดขึ้นมาเองไม่ได้ แต่มนุษย์ทำได้

ทีนี้เรามาดูธรรมชาติของการผุดขึ้นของปัญญา เราพบว่าปัญญาใดๆ มันเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงของประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนั้น ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาจึงเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างและฐานรากของกระบวนการคิดแบบนี้ก็คือ การคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวม

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องจักรที่เราบอกว่ามันฉลาดกว่านั้น ก็เพราะว่ามันสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างได้อย่างที่มนุษย์เราไม่อาจเทียบกับมันได้เลย มันจึงทำงานได้เร็วกว่า เราเลยคิดว่ามันฉลาดกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเหนือกว่า เพราะมันไม่มีจินตนาการที่จะคิดอะไรขึ้นมาได้เอง ซึ่งต่างจากมนุษย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้อย่างไร้ขีดจำกัด นั่นคือ มนุษย์เรามีความสามารถในการนำตนเอง สร้างปัญญาขึ้นมาได้เอง

ความท้าทายในมุมมองทางปัญญานี้จึงอยู่ที่ว่า ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะใช้ความสามารถในการนำตนเองได้ในรูปของจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดนี้มาสร้างภูมิปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งพัฒนาความคิดที่แตกต่างที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่า เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดให้เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายเพื่อนำองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627082

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 08:30 น.A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดีถอดสูตรกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจากหนังสือ Best Seller “Eat Right For Your Type” การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้น อายุยืนขึ้น แถมยังช่วยเรื่องลดความอ้วน

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด?

คำตอบสั้นๆ จากหลายๆ คน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็คือ อยากมีสุขภาพดี! อยากอายุยืนยาว! อยากลดความอ้วน! สำหรับแนวคิดการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมาจากหนังสือ Best Seller ที่ชื่อว่า “Eat Right For Your Type” ของ Dr.Peter D’Adamo กล่าวเอาไว้ว่า การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้  มีอายุที่ยืนมากขึ้น แถมยังควบคุมน้ำหนักของตัวเองได้อีกด้วย เนื่องจากเลือดในแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีที่แตกต่างกัน หากกินอาหารที่ไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดก็จะทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ทั้งระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ การสร้างอินซูลิน และฮอร์โมนในร่างกายเกิดความไม่สมดุล จากความแตกต่างนี้เองทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารต่างกัน ถ้าสามารถย่อยอาหารได้หมด ร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมดก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมา

ที่เราอ้วนอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ!!!

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าที่อ้วนลงพุงน้ำหนักเยอะอยู่ทุกวันนี้  เกิดจากการกินเกินความต้องการ  เวลาอยากจะลดน้ำหนักคนส่วนมากมักพยายามจำกัดการกินอาหาร  แต่ผลที่ตามมาก็คือร่างกายขาดสารอาหาร แถมเมื่อกินอาหารไปก็รู้สึกไม่อิ่ม เพราะสมองไม่สั่งให้หยุดกิน ทำให้หิวอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ากินอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างเหมาะสม สมองก็จะรับรู้และทำให้รู้สึกอิ่ม ปริมาณอาหารที่กินก็น้อยลง ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกินอาหารที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ก็จะไม่ช่วยควบคุมน้ำหนักแต่อย่างใด

Dr.Peter J. D’Adamo ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกาในปี 1990 และได้เขียนหนังสือชื่อ “Eat Right for Your Type” ซึ่งเขาอธิบายไว้ว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ในอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า ‘เล็คติน’ โดยจะเกิดขึ้นเมื่อการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา นอกจากนี้ เล็คตินยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมนอีกด้วย

ง่ายๆ คือในร่างกายเรามีกลุ่มเลือดหลักอยู่ คือ A-B-O-AB โดยในเม็ดเลือดของเราจะมีโปรตีนแอนติเจน (Antigen) และในหมู่เลือดของมนุษย์จะมีหมู่เลือดที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดีอยู่ 2 ระบบ คือ

  • ระบบ ABO (เอบีโอ) คือหมู่เลือดที่แบ่งเป็นเอ บี โอ และเอบี ซึ่งคนไทยส่วนมากจะอยู่ในหมู่เลือดโอ
  • ระบบ Rh (อาร์เอช) จะแบ่งเป็น Rh (+) (อาร์เอชบวก) และ Rh (-) (อาร์เอชลบ) ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่มีหมู่เลือดอาร์เอชบวก มีเพียงประมาณ 03% ของประชากรทั้งหมดที่จะมีหมู่เลือดอาร์เอชลบ 

เทคนิคกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดแบบง่ายๆ

  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดสูง = กินเนื้อสัตว์ได้มาก เรียงตามลำดับ O > B > AB > A
  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดต่ำ = กินผักได้มาก เรียงตามลำดับ  A > O > AB > B

หมายเหตุ : แม้ว่ากรุ๊ป O เลือดจะมีความเป็นกรดสูง  แต่ต้องกินผักมากเป็นอันดับ 2  เพราะเมื่อกินเนื้อมากก็ต้องกินผักมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสมดุล

อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการจะดูแลสุขภาพจากข้อมูลของแต่ละกลุ่มเลือดที่แนะนำให้รับประทานก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย เพราะล้วนอยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ แต่ควรรับประทานตามความเหมาะสม ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป ดังนี้

เลือดกรุ๊ป A

ควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น  อาหารทะเล  ปลา  ผักสดและผลไม้  รวมถึงธัญพืชต่างๆ และอาหารที่ทำจากธัญพืช เช่น  เต้าหู้ นมถั่วเหลือง  ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์เหล่านี้  เช่น  วัว   หมู  เป็ด  กุ้ง  ปู  ปลาดุก  หอยนางรม  หอยแครง  รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

อาหารช่วยลดน้ำหนักคือ  อาหารมังสวิรัติจะช่วยลดน้ำหนักได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย  ส่วนการออกกำลังกายควรเน้นออกกำลังกายแบบเบา  เช่น โยคะ และควรนั่งสมาธิเป็นประจำเพื่อคลายเครียด

เลือดกรุ๊ป B

สามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลายทั้งเนื้อสัตว์  ผัก  ผลไม้  นม  อาหารทะเล ได้ในปริมาณที่เหมาะสม

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  ผักใบเขียว  ปลา เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงขนมปังทุกชนิด ธัญพืชต่างๆ  โดยเฉพาะถั่วลิสง   ข้าวโพด งา และมะเขือเทศ เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลินและระบบเผาผลาญอาหาร การออกกำลังกายควรออกกำลังกายแบบไม่หนักหรือเบาจนเกินไป เช่น เล่นเทนนิส ศิลปะป้องกันตัว การปีนเขา เป็นต้น

แต่มีเรื่องน่าเศร้าของคนกรุ๊ป B  คือเป็นคนอ้วนง่าย  แถมภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีอีกต่างหาก  ทำให้มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไวรัส  มีระบบประสาทไม่ค่อยดี  ปวดตามข้อเป็นประจำ  และมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ตัวเองได้ด้วย  

เลือดกรุ๊ป O

ควรเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูง  สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด  แถมยังกินผักและผลไม้ได้ในปริมาณที่มากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่นๆ อีกด้วย  นับว่าโชคดีสุดๆ ไปเลย 

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  เนื้อวัว,  อาหารทะเล,   สาหร่ายทะเล,   ผักจำพวกบร็อกโคลี,  ผักโขม   เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง  ถั่ว  น้ำตาล และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม  จะทำให้ระบบเผาผลาญแย่ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย  

เรื่องที่ทำให้คนกรุ๊ปเลือด O  หงุดหงิดใจก็คือ  มักมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่คงที่ทำให้อ้วนได้ง่าย  ควรเน้นการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน  ปั่นจักรยาน  เต้นแอโรบิก  ว่ายน้ำ  ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

เลือดกรุ๊ป AB

ควรเลือกทานอาหารประเภท  ปลา  นม  เต้าหู้   ธัญพืช  ผักและผลไม้   กินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ป B  และกินผักได้ไม่เท่ากับคนกรุ๊ป A  เพราะคนกรุ๊ปเลือด AB มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ  

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่   เต้าหู้  ผักใบเขียว  ธัญพืช  และสาหร่ายทะเล   ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ได้แก่  ไก่   ข้าวโพด  ถั่วแดง  ธัญพืช  สามารถกินข้าวและขนมปังได้บ้าง เพราะแป้งไม่ทำให้อ้วนได้ง่ายเหมือนคนกรุ๊ป  O  ที่สำคัญควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด   การออกกำลังกาย  ควรเน้นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ  เช่น  เดิน   เล่นโยคะ เป็นต้น

นอกจากจะเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมแล้ว  การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย  3 วันหรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์  ก็จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น  มีร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย

พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627079

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 07:25 น.พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้วฝันให้ไกลไปให้ถึง อยากเกษียณก่อนวัยหรือเกษียณตามวัยอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี และนี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากเกษียณอายุจากการทำงานให้เร็วขึ้น พูดง่ายๆ ไม่อยากทำงานจนถึงอายุ 60 ปี เพราะต้องการอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และถึงแม้ทุกคนมีความฝันและวาดภาพสวยงามกับชีวิตหลังวัยเกษียณ แต่จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2560 พบว่ามีคนไทยเพียง 25% ที่สามารถวางแผนการออมเพื่อวัยเกษียณและทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ แปลว่าในคน 100 คน มีเพียง 25 คนที่สร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้ ส่วนอีก 75 คนยังเกษียณไม่ได้

หลายคนออกแบบชีวิตหลังวัยเกษียณเอาไว้อย่างสวยงาม แต่ในความเป็นจริงยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจากขาดการวางแผนที่ดี เช่น ยังไม่รู้ว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่, หลังเกษียณอยากใช้ชีวิตแบบไหน และที่สำคัญยังไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ 

อย่าลืมว่าหลังจากเกษียณไปแล้ว หมายถึง ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีรายได้หลัก แต่ชีวิตยังต้องกินต้องใช้กันต่อไป ยิ่งหากใครมีอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการเกษียณอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี Stories&Tips โดย SCB เผยสิ่งเหล่านี้คือ 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

1.เงินพอใช้

ถึงแม้ไม่มีใครรู้ว่าหลังเกษียณจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องรู้ให้ได้เพื่อเตรียมเงินให้พอใช้ไปจนถึงวันสิ้นลมหายใจ ซึ่งในความจริงก็สามารถคำนวณได้เพียงแค่รู้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนและจำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

เริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งในปัจจุบันอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 70 – 80% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ เช่น ก่อนเกษียณมีค่าใช้จ่าย 18,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่แถวๆ 12,600 – 14,400 บาทต่อเดือน (150,000 – 173,000 บาทต่อปี)

หลังจากนั้นก็ประเมินว่าหลังจากปีที่เกษียณจะมีชีวิตต่อไปอีกกี่ปี ซึ่งสามารถประมาณการอายุขัยได้จากคนในครอบครัว เช่น เกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี แสดงว่ามีชีวิตหลังเกษียณอีก 25 ปี ก็นำ 173,000 คูณ 25 เท่ากับ 4,325,000 หมายความว่า ต้องมีเงินอย่างน้อยๆ 4,325,000 บาทก่อนเกษียณ

2.ปลดหนี้ทุกอย่างหมดแล้ว

หากชีวิตหลังเกษียณยังเต็มไปด้วยหนี้สิน หรือบางคนก่อนเกษียณไม่กี่ปีก็ยังก่อหนี้เหมือนตอนอายุ 30 ปี แปลว่าต้องแบ่งเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณมาผ่อนชำระ หากเป็นแบบนี้ย่อมส่งผลให้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหมดลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น สัญญาณสำคัญที่บอกว่าเกษียณได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น คือ เคลียร์หนี้ได้หมด โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้รถยนต์ สำหรับหนี้บ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน อาจทำให้หลายคนไม่สามารถเคลียร์ได้หมดในวันเกษียณก็ควรพยายามทำให้หนี้เหลือให้น้อยที่สุด วิธีการคือ การโปะหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วยิ่งขึ้น

3.ซ้อมใช้จ่ายว่าหลังเกษียณจะอยู่ได้หรือไม่

เทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้รู้ว่าชีวิตหลังเกษียณจะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน คือ การทดลองลงมือทำว่าถ้าเกษียณจริงๆ จะมีค่าใช้จ่ายต่อการดำรงชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งถ้าต้องการเห็นผลที่ใกล้เคียงก็ควรซ้อมใช้จ่ายทั้งเดือน เช่น ลดการช้อปปิ้ง ลดการใช้บัตรเครดิต หยุดซื้อของฟุ่มเฟือย งดทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ควรทดลองใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ โดยประเมินจากไลฟ์สไตล์ เช่น การพักผ่อน ท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งการซ้อมแบบนี้จะทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหลังเกษียณเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาประเมินว่าปัจจุบันมีเงินเก็บเพียงพอแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่พอต้องเก็บเพิ่มอีกเท่าไหร่

และอย่าลืมว่าในแต่ละปีค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายต่างๆ จะแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย เพื่อจะได้ประเมินคร่าวๆ ได้ว่ามูลค่าของเงินในวันนี้ พอถึงวันเกษียณจะมีมูลค่าอยู่ที่ระดับไหน เช่น วันนี้อายุ 35 ปี อยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาทเพื่อเกษียณตอนอายุ 60 ปี สมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 3% แปลว่ามูลค่าเงิน 6 ล้านบาทในวันนี้ จะเหลือเพียง 2,865,633 บาท ตอนอายุ 60 ปี (หรืออีก 25 ปีข้างหน้า) หรืออีกความหมาย ถ้าต้องการอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ 6 ล้านบาท ต้องวางแผนเก็บเงินให้ได้ 12,600,000 บาท 

4.วางแผนประกันชีวิตได้เหมาะสม

ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันที่คนไทยให้ความสนใจน้อยมาก เพราะมองว่าต้องจ่ายเบี้ยเป็นระยะเวลานานและกว่าจะได้เงินคืนต้องรอวันเกษียณ แต่ในความจริงแล้วทุกคนควรทำเพราะประกันแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดการด้านเกษียณ โดยผู้ทำประกันจะได้รับผลตอบแทนหรือเงินต้นจากบริษัทประกันที่ทยอยจ่ายคืนให้เป็นเงินบำนาญให้เป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณ (เช่น อายุ 55 ปี หรือ 60 ปี) ไปจนถึงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ เช่น 85 ปี หรือ 90 ปี เป็นต้น ดังนั้น หากทำประกันชีวิตแบบบำนาญกันตั้งแต่ตอนมีรายได้ประจำ ก็การันตีได้ว่าหลังเกษียณจะได้เงินบำนาญทุกๆ ปีแน่นอน     

5.มีเป้าหมายที่อยู่อาศัยและกิจกรรมชัดเจนหลังเกษียณ

ปัจจุบันในแต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีระดับค่าครองชีพแตกต่างกัน หากเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ ค่าครองชีพจะอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ตัวเลขค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็สามารถนำมาวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณในเบื้องต้นได้ หมายความว่า หากมีจังหวัดในใจที่ต้องการไปใช้ชีวิตก็สามารถออกแบบค่าใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม และยิ่งมีเป้าหมายชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมจะยิ่งทำให้แผนการเกษียณเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง เช่น อยากมีผักสวนครัว ก็วางแผนเตรียมเงิน เตรียมที่ดิน ลงมือปลูกให้เรียบร้อยก่อนถึงวันเกษียณ เป็นต้น  

การวางแผนเกษียณเป็นเรื่องที่ง่ายและทุกคนทำได้ ขอเพียงเริ่มต้นให้ถูก จากนั้นก็เดินตามแผนที่วางเอาไว้ หากมีความผิดพลาดก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าทำได้รับรองพอถึงวันเกษียณจะมีความสมบูรณ์ที่สุด

ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627078

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 06:25 น.ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน “โรคผื่นกุหลาบ” “โรคผื่นร้อยวัน” อาการเฉียบพลันที่ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส แพทย์ผิวหนังแนะวิธีสังเกตอาการและการรักษา

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง แนะนำ “โรคผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีอาการเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ มักเกิดในวัยหนุ่มสาว พบไม่บ่อยในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคผื่นกุหลาบเป็นโรคผิวหนังมีอาการเฉียบพลัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส ผื่นมีลักษณะเฉพาะ รูปร่างกลมหรือรี มีการกระจายเป็นแนวตามร่องบนผิว คล้ายกับลักษณะของต้นสน โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 10-35 ปี พบได้ในทุกเชื้อชาติ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 2:1

ผื่นมักเกิดอยู่นานประมาณ 6-8 สัปดาห์แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นนานถึง 5 เดือนหรือมากกว่า การวินิจฉัยแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่นๆ และมีรายงานว่าการเกิดผื่นกุหลาบในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้งได้ โดยเฉพาะช่วง 15 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

ทางด้าน แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่า ผื่นแรกมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบบริเวณคอ หรือแขนขาส่วนบนได้ โดยมักจะเกิดนำผื่นอื่นๆ เป็นชั่วโมงหรือวัน ลักษณะเป็นผื่นเป็นสีชมพู สีแซลมอน หรือสีน้ำตาล อาจจะมีขอบยกเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่บางกรณีอาจมีขนาด 1 เซนติเมตร หรือใหญ่ถึง 10 เซนติเมตร ตรงกลางของผื่นมีขุยขนาดเล็ก ขอบขยายใหญ่ขึ้น ประมาณ 5% ของคนไข้มีอาการนำมาก่อน เช่น ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ และปวดเมื่อย อาจพบตุ่มหนองเล็กๆ ในช่วงแรกของโรค มักไม่พบผื่นบริเวณหน้า มือและเท้า อาการคันในโรคผื่นกุหลาบพบได้ประมาณ 25%

ผื่นกุหลาบมักไม่มีอาการแสดงและสามารถหายได้เอง โดยไม่ทิ้งร่องรอย การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก การใช้ครีมชุ่มชื้นผิวที่เหมาะสม ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์ หรือยากินในกลุ่ม antihistamines สามารถช่วยลดอาการคันได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ การฉายแสง UVB (Narrowband or broadband) สามารถช่วยควบคุมโรคได้

ทั้งนี้ ข้อมูลโดย พญ.ทิมาพร ปัตยะกรท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ผิวหนังและเลเซอร์ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า

อาการโรคผื่นกุหลาบ ผื่นจะขึ้นตามตัว โดยที่สุขภาพทั่วไปยังแข็งแรงดีและมักไม่มีอาการไข้ แต่ในบางรายก็อาจพบอาการนำมาก่อนมีผื่นขึ้น ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ และคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยผื่นปฐมภูมิ (ผื่นอันแรก) เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นและผื่นขนาดเล็กจะขึ้นตามมาภายหลัง โดยผื่นปฐมภูมินี้มักมีจำนวนเพียง 1 ผื่น มีขนาดประมาณ 2 – 6 เซนติเมตร ใหญ่กว่าผื่นทุติยภูมิ ผื่นมักจะหายไปได้เองภายใน 2 – 6 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีผื่นอยู่นานถึง 3 – 4 เดือนหรือนานกว่านี้ ทำให้โรคนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “โรคผื่นร้อยวัน”

ลักษณะโรคผื่นกุหลาบ เป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือวงกลม ตรงกลางของผื่นมีลักษณะย่น มีสีชมพู สีส้ม หรือสีเนื้อปลาแซลมอน ส่วนบริเวณรอบนอกของผื่นจะเป็นสีแดงเข้ม (ขอบผื่นชัด) ทั้ง 2 บริเวณนี้จะแยกจากกันด้วยขุยหรือเกล็ดบางๆ ที่ขอบของผื่นและมักจะขึ้นบนลำตัว

การรักษาโรคผื่นกุหลาบ

  • ไปพบแพทย์เพื่อวินิฉัยแยกจากโรคอื่น
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น เช่น การมีเหงื่อออก การอาบน้ำอุ่น/ร้อนจัดจนผิวแห้ง
  • พยายามให้ผิวสัมผัสแสงแดดบ้างทุกวัน จะช่วยให้ผื่นไม่ขึ้นมากและหายเร็ว

5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง ‘พริมโรส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627036

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง 'พริมโรส'“พริมโรส” แฟชั่นไอคอนชื่อดังมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล เผย Fashion Tips & Hacks พร้อมชวนสาวๆ แต่งสวยรับครึ่งปีหลังในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale

รู้หรือไม่ว่า “ช้อปปิ้งเทอราพี’” เป็นหนึ่งในวิธียอดฮิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ สายแฟ ในการจัดการกับความเครียดในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้มีหลักฐานยืนยันโดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจาก ช้อปปี้ ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ที่พบว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าแฟชั่นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวที่จำหน่ายผ่านช้อปปี้ไลฟ์ และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดออเดอร์สินค้าเครื่องประดับตกแต่งผม เพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ครึ่งปีหลังด้วยลุคสดใสกว่าที่เคย ช้อปปี้ จึงได้เปิดตัวแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale เอาใจนักช้อปสายแฟโดยเฉพาะ พร้อมแท็กทีมแฟชั่นไอคอนชื่อดังอย่าง พริม-พริมโรส จินดาวนิช มาแนะไอเดียแต่งสวยให้สาวๆ ด้วย Fashion Tip & Hacks การมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล ที่จะเน้นไปที่ความสดใส เบาๆ สามารถแต่งได้ในทุกวันและได้ในทุกสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแฝงลูกเล่นที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

Korean Style Look

เริ่มต้นด้วยลุคแรก ที่สาวๆ สายเฟมินีนห้ามพลาด กับ “Korean Style Look”  ที่มาในลุคสาวหวาน แต่แอบซ่อนดีเทล ด้วย “Yellow Daisy Dress” น่ารักสดใสสไตล์เกาหลี ในโทนสีพาสเทลแซมด้วยเทกเจอร์ลายดอกเดซี่สีเหลืองเพิ่มกิมมิคที่ชายกระโปรงเน้นความฟูฟ่องสุดละมุน เพิ่มความหวานด้วยริบบิ้นผ้า Organza ผูกเอว 2 ชั้น แมทช์กับรองเท้าส้นสูงสีเอิร์ธโทน เปิดส้นพร้อมเติมเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่าง ต่างหูสีทองก็จะสามารถเต็มเติมลุคนี้ให้ปังกว่าใคร

Cafe Hopping Look

สาวๆ สายคาเฟ่ห้ามพลาดกับ  “Cafe Hopping Look” เอ็นจอยร้านคาเฟ่สุดชิค ในลุคชิลๆ แต่สวย เก๋ ไม่แพ้ใครเพียงแมทช์คู่สีมาแรงอย่าง เสื้อครอปสีม่วงพาสเทล เนื้อผ้าคอตตอน กับกางเกงขาสั้นสีเหลืองอ่อนรวบผมเบาๆ เพิ่มความหวานอีกนิดพร้อมหามุมโพสต์อัพลงโซเชียลรับรองเรียกยอดไลค์กระจายแน่นอน

Working Woman Look

ช่วงนี้ออฟฟิศเลดี้ หลายๆ คนกลับไปทำงานอย่างเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าต้องมองหาชุดทำงานเน้นสไตล์เรียบแต่โก้ คีย์ไอเท็มที่อยากแนะนำ อย่าง  เสื้อสูท Boss Blazer  แขนยาวมีกิมมิคตรงแขน จับคู่กับกางเกงขาสั้น Tri Short สีน้ำตาล เลือกความคอนทราสด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อผ้าคอตตอนไว้ข้างในเพิ่มความเรียบหรูดูแพงได้เป็นอย่างดี ดูมั่นใจสไตล์ “Working Woman Look” สุดๆ

Everyday Look

มาถึงลุคที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบอย่าง “Everyday Look” เน้นความสะดวก สบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่่หลากหลายได้ในทุกวัน โดยสาวๆ สามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ แบบสวยดูดีแต่มีความมินิมอล อย่าง เสื้อกล้ามสีดำ คู่กับ กางเกงเอวสูงผูกเชือก สีอ่อน พร้อมเลือกใส่กับรองเท้าส้นสูงสีครีมเสริมให้ลุคปังมากยิ่งขึ้น

Minimal Look

ปิดท้ายด้วยลุคสุดคูลเอาใจสาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งตัวเรียบๆ แต่ชิคอย่างมีสไตล์จะต้องเลิฟ “Minimal Look” อย่างแน่นอน ลุคนี้ให้อารมณ์น้อยแต่มาก โทนสีจะเน้นเป็นสีขาว ดำ เทา และเอิร์ธโทนสีอ่อน ดีไซน์ของลุคนี้อาจจะเน้นโอเวอร์ไซต์นิดๆ เพื่อความสบายและคล่องตัว  ใส่ได้ในหลากหลายโอกาส สาวๆ มินิมอล เลิฟเว่อร์ ลองเลือกไอเท็ม อย่าง  Linen Smock Top เสื้อแขนสั้นทรงหลวม คอมีระบายและมีเชือก พร้อมจับกับกางเกงดีไซน์สุดคูลอย่างกางเกงขายาว ทรงจับเดรป เอวจีบ และลองหารองเท้าผ้าใบคู่ใจมาคอมพลีทลุคนี้ให้ลงตัว

เต็มอิ่มไปกับไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ในแบบฉบับนิวนอร์มัลจาก ‘พริม-พริมโรส จินดาวนิช’ แล้ว อย่าลืมไปช้อปในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale ที่ช้อปปี้ได้เปิดรันเวย์ขนขบวนสินค้าแฟชั่นจากแบรนด์ดังครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ Sabina, Casio, Herschel, Fitflop และ Toms และอื่นๆ มากมาย

โปรโมชั่นใหม่ บริการใหม่ จากดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626948

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 10:00 น.โปรโมชั่นใหม่ บริการใหม่ จากดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมโปรโมชั่นและบริการใหม่

ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) พร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยโรงแรมได้เพิ่มมาตราการเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงานและได้ผ่านการรับรองมาตราฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มาตราการเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยต่าง ๆ ได้จัดแสดงรายละเอียดไว้บนเว็บไซด์เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน ส่วนรายละเอียดภาษาไทยได้แนบมากับข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้

โรงแรมได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับคนไทยและผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาพักผ่อนในโรงแรมหรูใจกลางเมืองและดื่มด่ำกับบรรยากาศราวกับไปพักที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยโปรโมชั่น พัก 1 คืน ฟรี 1 คืน โดยห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe Room) ในราคาเริ่มต้นเพียงคืนละ 6,600++ บาท นอกจากจะได้เข้าพักในห้องพักอันกว้างขวาง เอนกายบนที่นอนใหม่แสนนุ่มสบายแล้ว ราคาห้องพักยังรวมอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นแสนอร่อยที่ห้องอาหาร ยามาซาโตะ (Yamazato) อาหารเช้าให้บริการเป็นชุดที่ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above) หรือภายในห้องพัก นอกจากนั้นยังได้รับยกเว้นค่าบริการเตียงเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี พร้อมอาหารเช้า (จำกัดเด็ก 2 ท่านต่อ 1 ห้อง) ขยายเวลาเช็คเอ้าท์ได้ถึง 16.00 น. และพิเศษสุดคือรับสิทธิ์ 1 แถม 1 สำหรับบริการนวดแผนไทย 60 นาที ที่ ดิ โอกุระ สปาให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สำรองห้องพักและรับโปรโมชั่น พัก 1 คืน ฟรี 1 คืน ได้ที่ http://www.okurabangkok.com หรือ อีเมล์ reservations@okurabangkok.com ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31สิงหาคม 2563 และเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ถึง 31 สิงหาคม 2563 เท่านั้น

ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อมารับประทานอาหารเมนู All you can eat มื้อกลางวัน ท่านแรกชำระค่าบริการเต็มราคา ท่านที่ 2 จะได้รับสิทธิ์ชำระเพียง 88++ บาททันที โดยอาหารเมนู All you can eat มื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้นท่านละ 1,200++ บาท ส่วนมื้อค่ำ ลูกค้าก็ได้รับสิทธิพิเศษเช่นกัน โดยเมื่อรับประทานอาหารเมนู All you can eat มื้อค่ำ ท่านแรกชำระค่าบริการเต็มราคา ท่านที่ 2 ชำระเพียง 888++ บาท ราคาอาหารเมนู All you can eat มื้อค่ำเริ่มต้นท่านละ 1,800++ บาท สิทธิพิเศษใช้ได้ระหว่างวันที่ 2 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ (Up & Above Bar) เชิญชวนทุกท่านกลับมาลิ้มรสขนมนานาชนิดในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วง สีสันของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ในช่วงฤดูร้อนที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่พร้อมให้บริการทุกท่านระหว่างวันที่ 2 กรกฏาคม – 30 กันยายน 2563 ขนมในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วงธีมลาเวนเดอร์ในปีนี้ล้วนออกแบบโดยนำความงดงามของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับการจิบน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางความงดงามของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ขนมนานาชนิดน่ารักน่ารับประทานได้แก่ มาการองพิมพ์ลายลาเวนเดอร์สอดไส้ครีมรสเบอร์รี่ ช็อกโกแลตพราลีนสอดไส้แบล็คเคอเรนท์ ครัมเบิลเชอร์รี่และมะพร้าว ฟินันเซียอัลมอนด์กับมูสฮอกไกโดและแบล็คเคอเรนท์เยลลี่ ทาร์ตบลูเบอร์รี่และยูซุ มูสมะพร้าวและเยลลี่ลาเวนเดอร์ยูซุ พานาคอตต้าโยเกิร์ตกับผลเบอร์รี่ สคอนบลูเบอร์รี่ เชอร์เบตมันม่วง ขนมปังบริยอช์ไส้ซอสโหระพาโรยไข่ปลาแซลมอน ขนมปังหน้าแตงกวา ขนมปังไส้ไก่สไตล์อังกฤษ ขนมปังหน้าแซลมอนสไลด์สไตล์ฝรั่งเศสหมักด้วยบีทรูท ทั้งหมดนี้สามารถเลือกรับประทานคู่กับชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Frères) ชาชั้นเลิศสัญชาติฝรั่งเศส ชากลีบดอกบัวซาโรที (Saro Tea) หรือกาแฟ ให้บริการทั้งแบบร้อนและเย็น ราคาเริ่มต้นชุดละ 1,400++ บาท ราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน

ห้องอาหารยามาซาโตะ ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ก็ขอเชิญทุกท่านร่วมเขียนคำอธิษฐานบนกระดาษสีและแขวนบนต้นไผ่ที่นำมาประดับบริเวณหน้าห้องอาหารเพื่อขอพรกับดวงดาว ตลอดเทศกาล “ทานาบาตะ” และรับประทานอาหารชุดมื้อพิเศษที่ เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารยามาซาโตะได้ตระเตรียมไว้ทั้งอาหารชุดมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ประกอบไปด้วย อาหารน่ารับประทานหลายชนิด เป็ดรมควัน หอยแมลงภู่ และข้าวโพดอ่อนราดซอสน้ำส้มสายชูไข่แดงและตกแต่งด้วยพริกหยวกรูปดาว ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซุปกุ้งใส่เห็ดฮิเมจิ วุ้นเส้นญี่ปุ่นและผักนานาชนิด และปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด (ปลาทูน่า, ปลาหางเหลือง, หอยปีกนก) ปลาฮิราซึย่างซอสข้าวโพดมายองเนส มะเขือม่วงตุ๋นกับปลาไหล เผือก แครอท ราดซอสงา ปลาอินทรีย์และเนื้อย่างกับซอสมิโซะ รับประทานคู่กับเห็ดหลวงญี่ปุ่น แครอทและพริกหยวก เทมปุระปูหิมะ ปลาดาบ และผักต่าง ๆ เส้นหมี่น้ำหน้าปลาหวานญี่ปุ่นโรยด้วยเห็ดหอมและเปลือกส้มยูซุขูดเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปกลมกล่อม อาหารชุดมื้อกลางวันราคาชุดละ 1,600++ บาท ส่วนชุดมื้อค่ำสำหรับเทศกาล “ทานาบาตะ” ราคาชุดละ 4,700++ บาท ให้บริการระหว่างวันที่ 2 ถึง 26 กรกฎาคม 2563

นอกจากนั้น ห้องอาหารยามาซาโตะ ยังเปิดให้บริการสั่งอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำหรับกลับไปรับประทานที่บ้าน โดยเชฟ ฮางิวาระ ได้คัดเลือกเมนูอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่ทุกท่านชื่นชอบและยังคงรสชาติอร่อยถูกปากเมื่อนำกลับไปรับประทานที่บ้าน และมอบส่วนลดพิเศษ 30% ทันทีเมื่อทำการสั่งอาหารโดยตรงกับทางโรงแรม (ยกเว้นเมนูเบนโตะและดงบุริ) เมนูน่ารับประทาน อาทิ คาคิ ฟราย (Kaki Fry) หรือหอยนางรมชุบเกล็ดขนมปังทอด ที่เชฟคัดสรรแต่หอยนางรมสด ๆ ตัวโตมาชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มในเป็นเอกลักษณ์ ราคา 400 บาท ปลาหิมะย่างซอสเทอริยากิ (Ginmutsu Teriyaki) ปลาหิมะเนื้อหนานุ่มย่างด้วยซอสเทอริยากิสูตรพิเศษของห้องอาหารยามาซาโตะรสชาติอร่อยกลมกล่อม ราคา 750 บาท อาหารจานพิเศษที่พลาดไม่ได้ คือ สเต็กเนื้อซัทซึมะ (Satsuma) ที่เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวชั้นดีคัดพิเศษจากจังหวัดคาโงะชิมะ (Kagoshima) มาย่างให้สุกตามที่ต้องการบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ ราคา 2,700 บาท ยามาซาโตะเบนโตะ (Yamazato bento) ซึ่งเป็นอาหารชุดสุดคุ้มค่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการราคาเพียง 600 บาท ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยแบบญี่ปุ่น ไข่ม้วนญี่ปุ่น กุ้งเทมปุระ ถั่วแระญี่ปุ่น ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น ไก่ทอดแบบญี่ปุ่น มันญี่ปุ่น ปลาซัมมะตุ๋น สลัดมันฝรั่ง ผักตุ๋นแบบญี่ปุ่น ข้าวโรยหน้าด้วยผงปรุงรสแบบญี่ปุ่น ผักดอง และ ซุปมิโซะนอกจากนั้นยังมี เบนโตะหมูผัดขิงสไตล์ญี่ปุ่น (stir-fried ginger pork bento) ราคา 500 บาท

ส่วนรายการอาหารในเมนูดงบุริ อาหารแนะนำได้แก่ ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (salmon & salmon roe donburi) ราคา 700 บาท, ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (grilled eel donburi) ราคา 650 บาท และ ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (pork loin cutlet donburi) ราคา 450 บาท และ อื่น ๆ อีกหลายรายการ สั่งอาหารได้ทุกวันระหว่างเวลา 11:30 น. ถึง 14:30 น. และ 17:30 น. ถึง 21:30 น. ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ โทรศัพท์ 02-687-9000 อีเมล์ yamazato@okurabangkok.com ส่วนบริการเดลิเวอรี่นั้น จะใช้บริการผ่าน Line Man หรือ Grab โดยค่าบริการจัดส่งจะถูกเรียกเก็บปลายทางตามที่ Line Man หรือ Grab กำหนด

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสั่งอาหารติดต่อ 02 687 9000 หรือ fbreservations@okurabangkok.com