พ่อก็คือ พ่อ เกรกอรี พอร์เตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519074

พ่อก็คือ พ่อ เกรกอรี พอร์เตอร์

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

หนึ่งในศิลปินแจ๊ซที่ประสบความสำเร็จของยุคนี้ เกรกอรี พอร์เตอร์ กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มใหม่ Nat King Cole & Me

หลังจากมี Liquid Spirit (2013) และ Take Me to the Alley (2016) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ เกรกอรี ภูมิใจนำเสนออัลบั้ม Nat King Cole & Me งานที่มีความหมายสำหรับเขา เมื่อได้กลับคืนสู่รากเหง้าของดนตรีซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งนั่นก็คือ บทเพลงของ แน็ท คิง โคล ซึ่งซึมลึกเข้าสู่ตัวตนของเขาตั้งแต่อายุได้ประมาณ 5-6 ขวบ

สำหรับ เกรกอรี พอร์เตอร์ แล้ว แน็ท คิงโคล ไม่ได้เป็นเฉพาะฮีโร่ทางด้านดนตรี แต่ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของเขาด้วย สำหรับ เกรกอรี แล้ว แน็ท นั้นหาใครเทียบไม่ได้ “เขาได้ทิ้งเพลงที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ เป็นสิ่งที่สวยงาม น่าฟัง เป็นเสียงที่แปลกใหม่ มีสไตล์ และสุดยอดในยุคนั้น” บทเพลงของ แน็ท ที่ไม่ต่างกับเป็นบทเรียนของชีวิต เป็นคำพูดซึ่งเต็มไปด้วยภูมิปัญญา และคำแนะนำจากพ่อที่เขาต้องการ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เกรกอรี พอร์เตอร์ นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงชาวอเมริกันวัย 45 ปี บันทึกเสียงอัลบั้ม Nat King Cole & Me ที่ แอร์สตูดิโอ ในกรุงลอนดอน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบันทึกเสียงอัลบั้มพร้อมกับวงออร์เคสตร้า 70 ชิ้น งานชุดนี้ประกอบด้วย 12 บทเพลง ซึ่งล้วนเป็นเพลงโปรดของเขา ไม่ว่าจะ Smile, L-O-V-E และ Nature Boy รวมไปถึงเพลง When Love Was King ของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เอง ซึ่งเคยบรรจุอยู่ในอัลบั้มปี 2013- Liquid Spirit ซึ่งเป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมา แน็ท คิง โคล

อัลบั้ม Nat King Cole & Me เปิดตัวอย่างอลังการที่กรุงลอนดอนต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ 150 คน โดย เกรกอรี พอร์เตอร์ แสดงร่วมกับนักดนตรีวง ลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า-แอลเอสโอ เซนต์ลุคส์ โดยมี วินซ์ เมนโดซา คอนดักเตอร์ นักประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี เจ้าของ 6 รางวัลแกรมมี่ทำหน้าที่ผู้นำวง

ถึงแม้จะนำเพลงของ แน็ท คิง โคล มาร้อง แทนที่จะเลียนแบบผู้มาก่อน แต่ว่า เกรกอรี พอร์เตอร์ ก็ได้ประทับตราความเป็นตัวของตัวเองลงไปอย่างแจ่มชัด เพลงที่เลือกมาตีความใหม่มีทั้งเพลงดังที่คุ้นเคย กับเพลงของ แน็ท ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนัก

เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้าของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เอง ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ที่เด่นชัดคือ ในภาคดนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ดนตรีของเขาจะมีเปียโนและเครื่องเป่าโดดเด่น แต่ครั้งนี้เขามากับวงออร์เคสตร้าเต็มวง ให้ซาวน์ดที่เหมือนกับเพลงประกอบภาพยนตร์ในกลิ่นอายเก่าๆ

ถึงจะเป็นผลงานทริบิวต์ให้ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อชีวิต แต่ เกรกอรี ก็ได้สะท้อนแสดงให้เห็นถึงความต่าง โดยเฉพาะโทนเสียง และวิธีร้อง ที่มีคล้ายๆ กันคือ ความไม่ธรรมดา ทั้งสองต่างร้องเพลงเหมือนออกมาง่ายๆ เหมือนกับเราๆ ท่านๆ หายใจ

เสียงร้องอันทรงพลัง อบอุ่น และชวนฟังของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เล่าเรื่องราวบรรยายเพลงอย่างน่าหลงใหล ลึกซึ้งถึงความรู้สึกลึกๆ สุดใจ

สำหรับคนที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้ของ แน็ท คิง โคล ก็ลองเปิดใจมารับฟังการตีความใหม่ๆ ในเพลงของตำนานผู้ล่วงลับดู ขณะที่แฟนของ เกรกอรี พอร์เตอร์ ก็จะได้สัมผัสกับอีกหนึ่งด้านของเขาผู้นี้ ซึ่งไม่น่าจะทำให้ผิดหวัง

Nat King Cole & Me น่าจะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มยอดนิยมสำหรับช่วงคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง

 

ร่วมส่งใจขับขานบทเพลง ‘พลังแผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519072

ร่วมส่งใจขับขานบทเพลง ‘พลังแผ่นดิน’

โดย เสน่ห์จันทน์

เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย โดย รติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทัพนักแสดง-ผู้ประกาศข่าวกว่า 90 ชีวิต พร้อมใจกันร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และแสดงความอาลัยด้วยการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงพิเศษ “พลังแผ่นดิน” เพื่อใช้ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอดเดือน ต.ค. 2560

ศิลปินนักแสดง อาทิ อ๋อม อรรคพันธ์, เขตต์ ฐานทัพ, พอร์ช ศรัณย์, ขวัญ อุษามณีย์,นาว ทิสานาฏ, เมทัล สุขขาว, ซานิ นิภาภรณ์, ปาน ธนพร, เอก รังสิโรจน์, โตนนท์ วงบุญ, สมจิตร จงจอหอ, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง ฯลฯ ร่วมด้วยผู้ประกาศข่าวช่อง 7 สมโภชน์ โตรักษา, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร, เหมือนฝัน ประสานพานิช, อนุวัต เฟื่องทองแดง, เปรมสุดา สันติวัฒนา ฯลฯ

บรรยากาศระหว่างการถ่ายทำ ณ สตูดิโอ เจเอสเอล เต็มไปด้วยความตั้งใจของเหล่าศิลปิน หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ ตัวแทนนักแสดงกล่าวถึงความรู้สึก “รู้สึกภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติในชีวิตมากค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงพลังแผ่นดิน ซึ่งทุกคนมาด้วยใจ ส่วนตัวคิดว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือนพ่อของประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศทุกคนมีพ่อคนเดียวกันหมด ขวัญเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะยังคงอยู่ในใจตลอดไปค่ะ”

มิวสิควิดีโอเพลงพลังแผ่นดิน จะออกอากาศในรายการพิเศษที่มีชื่อว่า “กาลครั้งนั้นของฉันกับในหลวงรัชกาลที่ 9” จำนวน 6 ตอน ทางช่อง 7 ตอนแรกวันที่ 14 ต.ค.

 

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 ‘Mind ใน…ความทรงจำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519071

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 ‘Mind ใน...ความทรงจำ’

โดย พริบพันดาว

ในเดือน ต.ค. 2560 คงเป็นเดือนที่คนไทย โดยเฉพาะชุมชนศิลปะต่างๆ ที่มีมากมาย รวมถึงหอศิลป์และแกลเลอรี่ต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน จะมีโอกาสร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัย ก่อนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค. 2560ที่จะถึงนี้

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ชุด “Mind ใน…ความทรงจำ” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่จัดขึ้น ณ บริเวณแมสซ่าไนน์ ชั้นล็อบบี้ของโรงแรมสยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ

โดยมี ชิด แกลเลอรี่ เป็นตัวประสานในการเชื้อเชิญศิลปินมาร่วมแสดงงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจัดแสดงผลงานจำนวน 70 ภาพ จากศิลปิน 70 ท่าน ซึ่งได้พร้อมใจกันถ่ายทอดความรู้สึก ความทรงจำ ความจงรักภักดี ตลอดจนคำสอนที่พระองค์ท่านที่ได้ทรงปลูกฝังให้คนไทยรักสามัคคีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ออกมาเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ที่งดงามในเทคนิคเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละท่านผ่านปลายพู่กันสู่ผืนผ้าใบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในวันเปิดงานนิทรรศการ โฆษิต อักษรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ มาร่วมงาน และมีมินิคอนเสิร์ต ขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดย อู๋-ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

จุดที่รวมความสนใจก็คือ การประมูลภาพเพื่อมอบรายได้แก่ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมีศิลปินผู้บริจาคภาพเพื่อการประมูล คือ วัฒนา พูลเจริญดินหิน รักพงษ์อโศก สมยศ คำแสงสล่าวารินท์ ใจจรรย์ทึก และ ธีธัช ธนโชคทวีพร โดยมอบรายได้ทั้งหมดจากการประมูลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จากยอดการประมูลภาพ 473,000 บาท

วัฒนา พูลเจริญ หนึ่งในศิลปินผู้มอบภาพชื่อ “ตามรอยพ่อ” ให้กับการประมูลในครั้งนี้ บอกว่ารูปที่เขียนเป็นรูปที่พระองค์ท่านทรงสอนในหลวงรัชกาลที่ 10 ตอนอยู่ในวัยเด็ก

“เป็นภาพที่น่าประทับใจ ก็เลยตั้งชื่อว่า ‘ตามรอยพ่อ’ ผมใช้สีอะครีลิกในการวาด เขียนในแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าที่จะเขียนให้เป็นภาพเหมือนปกติ อยากจะทำบางอย่างให้กับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระองค์ที่ท่านทรงทำทุกสิ่งให้กับคนไทย เราก็อยากตอบแทนตรงนี้ ก็เลยนำรูปมาประมูลให้หมดทั้ง 100% ให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย”

สำหรับภาพทั้งหมดในนิทรรศการ ล้วนมีจุดดีจุดเด่นเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคนที่รังสรรค์งานออกมาจากหัวใจ ด้วยความจงรักภักดีอย่างเป็นล้นพ้นที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

อย่างภาพที่เป็นงานแนวสัญลักษณ์ที่มีชื่อว่า “The Jazz King” ของ แนบ โสตถิพันธุ์ ศิลปินรุ่นเก๋าที่มีชื่อเสียงทั้งด้านศิลปะและดนตรี ได้สะท้อนความรู้สึกจากห้วงลึกภายในที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมของดนตรีแจ๊ซที่ร้อนแรงเปี่ยมด้วยสีสันและความรู้สึก

หรือภาพชื่อ “ดาวแห่งรัชกาลที่๙” ของ ผศ.ไกรสร ประเสริฐ ให้ความรู้สึกที่โศกอาลัยภายใต้การไล่สีขาวดำในโทนเหลืองหม่น มีตัวเลขไทยเลข ๙ ดวงดาว และรูปภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วางองค์ประกอบและจังหวะในภาพได้อย่างลงตัวงดงาม

นอกจากภาพที่จัดประมูลไปแล้ว สำหรับภาพที่จัดแสดงในงาน รายได้จากการจำหน่ายผลงาน 50% มอบให้ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

บรรยากาศของห้องจัดแสดงแม้จะดูฟุ้งด้วยการตกแต่ง แต่ไม่ได้ทำลายสมาธิในการเพ่งชมรูปแต่ละรูปแต่เพียงอย่างใด รูปภาพหลายสิบรูปที่เดินชมอย่างช้าๆ ค่อยๆ ละเลียดสุนทรีอย่างละเมียดละไม เมื่อเดินออกมารู้สึกเศร้าที่ไม่มีพระองค์แล้ว แต่อิ่มใจที่พระองค์ได้สถิตอยู่ในดวงใจคนไทยทุกคน

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ชุด “Mind ใน…ความทรงจำ” บริเวณแมสซ่าไนน์ ชั้นล็อบบี้ ของโรงแรมสยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ จัดแสดงผลงานจนถึงวันที่ 31 ต.ค. ศกนี้ เวลา 09.00-21.00 น. เปิดให้เข้าทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09-7087-6637

 

นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519069

นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

โดย อณุสรา ทองอุไร

แม้ผลสำรวจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ในประเด็นอาชีพและรายได้ โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ประจำปี 2559 ชี้ให้เห็นว่า ความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงในปี 2729 หรืออีก 169 ปีข้างหน้า แต่ในสังคมปัจจุบันผู้หญิงได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเองในหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะเดินตามความฝัน อีกทั้งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง

สำหรับวันสตรีสากลโลกในปี 2560 ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้หญิงมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับสร้างความเท่าเทียมทางเพศในด้านที่ตนถนัด และกิจการเพื่อสังคมก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เกิดจากความคิดริเริ่มของผู้หญิงจำนวนมากที่อยากเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในสังคมผ่านมุมมองของตนเอง และนำไปสู่การลงมือทำ ซึ่งโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change โดย บริษัท บ้านปู ร่วมกับสถาบัน Change Fusion ได้ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยผู้หญิงมาแล้วหลากหลายกิจการ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกพลังผู้หญิง ผ่านตัวอย่างผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมหญิงที่ล้วนเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจพร้อมกับความมุ่งมั่น

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ หญิงสาวคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ แต่ตัดสินใจทิ้งความศิวิไลซ์ในเมือง กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตน คือ ชุมชน ต.น้ำชำ จ.แพร่ ผ่านกิจการเพื่อสังคม “Happy Field, Happy Farm” ที่เธอก่อตั้งและมุ่งเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาด เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรโดนกดราคาและผลผลิตตกต่ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยปัจจุบัน Happy Field, Happy Farm กำลังจะขยายความช่วยเหลือไปสู่ชุมชนและจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ความรู้เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ให้รู้จักพัฒนาผลิตผลของตนให้ทันโลกปัจจุบัน หนึ่งในความภูมิใจของเธอ คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนให้ชาวบ้านทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้ ผันตนเองเป็นนักเปลี่ยนแปลง เข้ามาช่วยพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูฯ “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ที่ส่งเสริมคนรุ่นใหม่มาโดยตลอด

นิโลบล ผู้ร่วมก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม Happy Field, Happy Farm เล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีเธอก็ทำงานทางด้านวิจัยและพัฒนา ที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 1 ปี จนวันหนึ่งรีบเร่งไปทำงานขณะกำลังซ้อนวินมอเตอร์ไซค์อยู่แถวสาทร ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่านี่กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องมาใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายขนาดนี้ แล้วนี่เป็นชีวิตที่เธอต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่

“อยู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นทันทีทันใดกับตัวเองว่ามาทำอะไรอยู่ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ที่บ้านเราไม่มีอะไรทำหรือไง ทั้งที่บ้านเราก็พอมีที่มีทาง อากาศก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อาหารก็ดี ต้นทุนชีวิตดีกว่าทุกอย่าง ถูกกว่าทุกอย่าง คุณภาพชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ดีกับเราเลย ไม่เหมาะกับเราเลย ข้าวก็ไม่ดี อาหาร ผัก ผลไม้ ก็ไม่สด ไม่อร่อย ได้คำตอบกับตัวเองตอนนั้นว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ก็ไปลาออกจากงาน แล้วก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เรียนไปทำงานไปที่อังกฤษอยู่ 2 ปี ซึ่งตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษเราก็มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในเรื่องคุณภาพชีวิต อยากไปช่วยพัฒนาสังคมที่บ้านเรา คิดไว้เลยว่า ถ้ากลับจากอังกฤษก็จะกลับไปทำงานที่บ้านเลย ไม่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรว่าจะกลับไปทำอะไร รู้แค่จะกลับไปอยู่บ้าน” เธอเล่าด้วยความมุ่งมั่น

พอจบปริญญาโท กลับมาเธอก็กลับไปบ้านเกิดที่ จ.แพร่ ครั้งแรกไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งอยู่ 6 เดือน ก็ออกเพราะอยากมาทำงานด้านสังคมสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยไปช่วยงานวิจัยให้ยูนิเซฟอยู่ 4-5 เดือน แล้วก็ได้ไปเรียนรู้ระบบต่างๆ สักพักก็มาเริ่มก่อตั้ง Happy Field, Happy Farm เพื่อมาช่วยทำผลิตภัณฑ์เกษตรท้องถิ่น ไปให้ความรู้กับชาวนาที่ไปเข้าโครงการจำนำข้าวแล้วไม่ได้เงิน ข้าวก็เสียหาย ไม่ได้คืน มีปัญหาต่างๆ นานา

“ก็ไปช่วยกันกับป้าๆ ชาวบ้าน คิดใหม่ทำใหม่ ชวนกันปลูกข้าวกล้องงอก โดยเอาข้าว 7 สายพันธุ์มาผสมกันปลูกเป็นข้าวงอก ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ได้ข้าวที่อร่อย คุณภาพดี ทำออกมาของคุณภาพดี แต่หาตลาดไม่ได้ในตอนแรก แล้วบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ยังไม่สวยงามเท่าไร เราก็ไปช่วยป้า ไปเรียนรู้การสร้างบรรจุภัณฑ์สวยๆ ช่วยกันหาตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ผู้ซื้อผู้ขายเจอกันโดยตรง เป็นเรื่องใหม่แต่สนุก ทั้งเราทั้งป้าเรียนรู้ไปด้วยกัน เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ประกอบกับ บริษัท บ้านปู เขามาทำประเด็นเพื่อสังคมที่นี่ เราก็ไปสมัครร่วมโครงการ แล้วเราชนะได้เงินรางวัลมา 2.5 แสนบาท ก็เอาเงินตรงนั้นมาทำทุนงานของเรา”

เงินที่ได้ก็เอามาพัฒนาการทำโครงการของ Happy Field, Happy Farm สร้างระบบการทำงานให้มีมาตรฐาน พัฒนาข้าว สามารถจัดเก็บได้นาน มีสินค้าพื้นบ้านในชุมชนออกมา และไปขอ อย. ทำสินค้าให้ดูดีมีคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ในชื่อแบรนด์ “ม่วนจอย” เป็นโอท็อป 4 ดาวของหมู่บ้านเพื่อไปขายในงานโอท็อปที่กรุงเทพฯ ได้ ไปช่วยหมู่บ้านอื่นๆ พัฒนาสินค้าประจำหมู่บ้าน ช่วยหาตลาดเล็กๆ ให้ชาวบ้านได้มีตลาดเพิ่มขึ้น จากชุมชนหนึ่งไปอีกชุมชนหนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียง สร้างตลาดให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคได้เจอกันโดยตรง ลดขั้นตอนการตลาดตัดพ่อค้าคนกลางออกไป

เธอเล่าว่า หลังจากมาใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้เธอมีความสุขขึ้น ใช้ชีวิตช้าลง ไม่เร่งรีบ ไม่กระหืดกระหอบ แข่งขันกันหนักหนาเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ มีเวลามากพอในแต่ละวันให้ได้คิดได้ทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับรถติดวันละ 2-3 ชั่วโมง ได้ทำงานเยอะขึ้น มีจังหวะเวลาในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น รู้ว่าตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว มุมมองในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หลีกเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุด เสื้อผ้าก็ผลิตจากการทอ การย้อม การใช้เส้นใยจากธรรมชาติ

“อยากกินอะไรก็ปลูกเอง ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ กินเอง รู้ที่มาที่ไปว่ามันมาจากที่ไหน อย่างไร มีอะไรเยอะก็เอาไปแลก ไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน บางวันแทบจะไม่ใช้เงินเลย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อากาศดี วิวสวย อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า มีเวลาได้ไปออกกำลังกาย ไปวิ่ง ไปขี่จักรยาน ไม่เครียด ไม่กังวล อยู่บ้านแต่ละวันโดยไม่ต้องใช้เงินก็กินอิ่มนอนหลับ เป็นชีวิตที่ออกแบบได้ ไปไหนมาไหนก็กะเวลาได้ 15-20 นาทีก็ถึง สุขภาพจิต สุขภาพกาย ดี ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง แล้วทำให้เด็กๆ รุ่นหลังเห็นว่า ถ้าช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนา เราก็ทำงานอยู่ที่บ้านเกิดของเรา ไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบกดดันแข่งขันในกรุงเทพฯ ก็ได้”เธอบอกว่า ณ จุดนี้ถือเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ออกแบบเองและเลือกได้ มาถึงตอนนี้เธอเลือกที่จะเอาสุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินนั้นถือเป็นเรื่องรอง เงินเดือนดีได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายแก่ตัวไปแล้วป่วยแล้วเครียด ที่สุดเงินที่ได้มาก็เอาไปรักษาตัว ไปจ่ายค่าหมอหมด ดังนั้นยอมได้เงินน้อย แต่เลือกเอาสุขภาพดีไว้ก่อนดีกว่า ชีวิตเราก็ต้องเลือกเองได้ อยากเป็นแบบไหน

 

5 อาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518992

5 อาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

คุณค่าทางโภชนาการของอาหารบางชนิด สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดได้

ระบบไหลเวียนเลือดถือว่าเป็นกระบวนการในร่างกายของเราที่สำคัญมาก เพราะเป็นการนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของน้ำ ขับของเสียออกจากร่างกาย และควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย โดยการกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ก็คือการออกกำลังกาย นอกจากนั้นการเลือกทานอาหารก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาหารบางชนิด สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้

1. แซลมอน

กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในปลาแซลมอน มีคุณสมบัติในการหยุดการเกิดลิ่มเลือดได้ หากรับประทานเป็นประจำ ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2. กระเทียม

การศึกษาของ The University of Maryland Medical Center พบว่า กระเทียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้

3. พริกป่น

เครื่องเทศอย่างพริกป่นมีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เนื่องจากจะไปเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย และทำหน้าที่เป็นยาขยายหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างคล่องตัว

4. ขิง

จากงานวิจัยพบว่า การรับประทานขิงเป็นประจำ สามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวได้ นอกจากการรับประทานขิงแล้ว การดื่มด่ำกับชาขิงก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนเลือดได้ด้วยเช่นกัน

5. ช็อกโกแลต

การศึกษาที่ได้รับทุนจาก National Blood, Heart and Lung Institute พบว่า การรับประทานช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นต่อวัน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือดได้ โดยควรเลือกเป็นดาร์กช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตที่ไม่ผสมน้ำตาลมากเกินไปเท่านั้น

ที่มา: care2

 

งานวิจัยเผยว่า การดื่มชาอังกฤษในตอนเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518983

งานวิจัยเผยว่า การดื่มชาอังกฤษในตอนเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

งานวิจัยจาก University of California พบว่า ชาอังกฤษช่วยกระตุ้นการผลิตแบคทีเรียดีในลำไส้ และเพิ่มการเผาผลาญ

การดื่มชาตอนเช้าหรือยามบ่ายน่าจะเป็นกิจกรรมที่หลายคนโปรดปรานกัน รู้หรือไม่ว่านอกจากการดื่มชาจะช่วยเรื่องการเข้าสังคมแล้ว ยังช่วยให้ผอมอีกด้วย เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า การดื่มชาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้

เนื่องจากมีการศึกษาใหม่อ้างว่า การดื่มชาดำอาจส่งเสริมการลดน้ำหนัก และเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ต่อมานักวิจัยจาก University of California กล่าวว่า พวกเขาพบว่าชาอังกฤษช่วยกระตุ้นการผลิตแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญในตับอีกด้วย นอกจากชาดำและชาอังกฤษแล้ว ชาเขียวเองก็มีมีส่วนช่วยเพิ่มการเผาผลาญด้วยเช่นกัน

นับว่าเป็นข่าวดีของคนรักชาเลยทีเดียว เพราะสามารถดื่มได้อย่างสบายใจ แถมยังได้รับความสุขจากกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาอีกด้วย แต่จงจำไว้เสมอว่าต้องเป็นชาที่ไม่ใส่นมเท่านั้น จึงจะได้รับประโยชน์ที่เต็มที่ และไม่ได้รับไขมันส่วนเกินจากนม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่มา: metro

 

แมคโดนัลด์ญี่ปุ่นออกเมนูใหม่ที่แค่เรียกชื่อยังยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 15:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518974

แมคโดนัลด์ญี่ปุ่นออกเมนูใหม่ที่แค่เรียกชื่อยังยาก

Hahon Hohaho Hie (Bacon Potato Pie) เมนูใหม่เฉพาะฤดูกาลนี้จากแมคโดนัลด์ประเทศญี่ปุ่น

การสั่งอาหารแบบธรรมดามันคงจะเป็นเรื่องง่ายเกินไป ร้านอาหารจานด่วนชื่อดังอย่าง แมคโดนัลด์ สาขาในประเทศญี่ปุ่น จึงออกเมนูใหม่ประจำเทศกาลนี้ โดยใช้ชื่อเมนูว่า “Hahon Hohaho Hie” ที่มาจาก Bacon Potato Pie เป็นพายมันฝรั่งผสมเบคอน

เมนูใหม่ล่าสุดเมนูนี้ถูกนำออกมาจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่าน โดยที่มาของชื่อ “Hahon Hohaho Hie” นั้นก็มาจาก Bacon Potato Pie เมนูปกติที่เป็นพายมันฝรั่งผสมเบคอน แต่ถูกจำลองการออกเสียงด้วยตัว H เพื่อแทนลักษณะการรับประทานพายร้อนๆ จนเต็มไปด้วยไอร้อนอยู่ในปาก ทำให้พูดไม่ชัดนั่นเอง

พายเมนูนี้ก็นับว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งของทั้งพนักงานและลูกค้าร้านแมคโดนัลด์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากลำพังการออกเสียงภาษาอังกฤษก็ยากพออยู่แล้วสำหรับชาวญี่ปุ่น ยังต้องมาออกเสียงแบบมีไอร้อนอยู่ในปากอีก โดยหากใครที่เขินหรือออกเสียงไม่ได้ ก็สามารถสั่งว่า Bacon Potato Pie ได้เช่นเดียวกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับเมนูนี้ราคา 150 เยน หรือประมาณ 45 บาท ใครอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีแพลนจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็สามารถไปลองสั่ง “Hahon Hohaho Hie” กันได้ นับว่าเป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งก่อนรับประทานอาหารเลยทีเดียว

ที่มา: Rocket News 24

 

8 ปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518967

8 ปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ

รวมปัจจัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นไปเรียนหรือทำงานในทุกๆ เช้า การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพเราโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรลองสำรวจตัวเองดูว่ามีพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้

1. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิกช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ลดอาการซึมเศร้า และไม่ค่อยง่วงนอนในช่วงกลางวัน อีกทั้งงานวิจัยจาก Appalachian State University ยังระบุไว้อีกว่า การออกกำลังกายที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายช่วง 7.00 น. นอนหลับได้ง่ายและนานกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในช่วง 13.00 หรือ 19.00 น.

2. ระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เพราะนอกจากจะไม่สบายตัว ทำให้เกิดการพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนแล้ว อาจมีอาการปวดหัวหรือปวดท้องร่วมด้วยอีก นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนก็อาจนอนไม่หลับได้เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งทั้งคู่เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการนอนหลับ

3. เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

การนอนเล่นสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า แสงบลูไลท์หรือแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน มีส่วนที่จะไประงับการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายของคุณนอนหลับ ดังนั้นให้พยายามหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอที่สว่างประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด

จากการศึกษาของ Harvard Health บอกไว้ว่า การสัมผัสกับแสงแดดในตอนกลางวัน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านหน้าต่าง ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการนอนเวลากลางคืนได้ หากคุณติดอยู่ในสำนักงานที่มีแต่แสงไฟจากหลอดไฟนีออน ไม่ค่อยมีหน้าต่างให้เผชิญแสงแดด ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาวางเพื่อเพิ่มการรับแสงให้มากขึ้นดู นั่นอาจจะส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นก็ได้

5. ความเครียด

ความรู้สึกเครียด โกรธ หรือกังวล ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความตื่นตัวของสมอง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 พบว่า 37% รู้สึกเหนื่อยล้าเนื่องจากความเครียด และมีคน 43% ความเครียดส่งผลให้พวกเขามักตื่นขึ้นกลางดึก ดังนั้นเพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมต่อการนอนหลับ ควรสร้างความผ่อนคลาย หยุดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจนั่งสมาธิก่อนนอนเพื่อช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

6. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน

การดื่มน้ำเยอะๆ อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่สำหรับการดื่มน้ำในปริมาณมากรวดเดียวก่อนนอน เนื่องจากอาจส่งผลให้จุก แน่นท้อง และอาจทำให้ไม่สบายตัวจนเกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ซึ่งการตื่นกลางดึกถือเป็นการปลุกร่างกายจากการพักผ่อนให้ลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง การหลับสนิทตลอดคืนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน หากรู้สึกกระหาย ให้ใช้การจิบน้ำเล็กน้อยแทนการดื่มรวดเดียว

7. เครื่องดื่มคาเฟอีน

หากนอนไม่ค่อยหลับให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าดื่มเครื่อมดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไปแก้วล่าสุดเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหลายท่าน แนะนำให้หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาที่คุณจะต้องเข้านอน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาพอสมควรในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย หากยังไม่พร้อมที่จะเลิกทานกาแฟในช่วงบ่าย ให้ลองลดปริมาณลงทีละนิด หรือเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับไปนั่นจริงอยู่ว่าดูเหมือนจะทำให้เราได้นอน แต่การหลับนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพเสียเท่าไหร่ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ อาจทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แถมแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม ควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเพิ่มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอีกด้วย

ที่มา: Readers’s digest

 

กับสิ่งที่ท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518957

กับสิ่งที่ท้าทาย

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอพี

 มีโอกาสได้เข้าไปฟังสัมมนาในงานงานหนึ่ง ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่งได้พูดประโยคชวนคิด ที่ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินได้ฟัง

วิทยากรท่านนี้ได้พูดในทำนองที่ว่า เด็กที่เรียนนิเทศศาสตร์ เมื่อเรียนจบออกมาจะผลิตคอนเทนต์ได้น่าสนใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เรียน

ในฐานะนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ถึงกับเอาคำพูดนี้มาย้อนทวนนึกตรึกตรอง ซึ่งก็มีทั้งความรู้สึกที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยขัดแย้งกันอยู่ในที

เริ่มต้นที่ความรู้สึกที่เห็นด้วยก่อนดีกว่า เราจะเห็นได้ว่าในยุคที่ Live Streaming ครองเมือง คนสามารถครอบครองโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ในราคาถูก และสัญญาณไว-ไฟครอบคลุมกว้างไกลมากขึ้น แรงชัดจัดเต็มมากยิ่งขึ้น ทำให้ใครๆ ก็สามารถไลฟ์สดได้ ครีเอทรูปแบบการไลฟ์สดได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือประดิดประดอยอะไรให้มากความ

บางคนก็เอาความเป็นธรรมชาติเข้าสู้ คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ก็นำเสนอออกไปแบบบ้านๆ บางคนนึกอยากทำเป็นรายการโทรทัศน์ขนาดย่อมขึ้นมาก็ทำได้ หากจะให้จัดฉาก จัดฟงจัดไฟ ทำรูปแบบรายการให้มันดูดีก็ทำได้ เพราะใช้ต้นทุนไม่เท่าไหร่เลย

แถมถ้าทำไปแล้วมันดันดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา มีคนติดตามชมเรือนหมื่นเรือนแสน สินค้าต่างๆ ก็พร้อมจะหลั่งไหล เปย์เงินมาให้ เพื่อให้เราช่วยรีวิวสินค้า หรือทำการโฆษณาผ่านทางรายการที่เราไลฟ์สดนั่นเอง

เห็นได้ว่าคนที่ดังมาจากการไลฟ์สด ถึงจะอยู่บ้านนอกคอกนา แต่ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความกล้าแสดงออก และมีความเป็นตัวของตัวเอง กี่รายต่อกี่ราย ถ้าไลฟ์สดแล้วทำให้คนดูมีความสุข คนดูเหล่านั้นก็พร้อมจะกดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ ยิ่งแชร์มาก คนดูยิ่งมีมาก ยิ่งคนดูมีมาก กระแสความดังก็ยิ่งไวรัลลุกลามเหมือนเชื้อไวรัส

จนบางทีคนที่เรียนจบด้านนิเทศศาสตร์มา อาจต้องหันมาศึกษากลุ่มคนเหล่านี้เพื่อหาคำตอบว่า เขามีอะไรดี ถึงทำให้คนมีความสุขได้ทั่วบ้านทั่วเมืองผ่านการรับชม

ว่าแต่ว่า เหรียญเมื่อมีสองด้าน ในอีกด้านหนึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัย ว่าคนดูจะได้เรียนรู้อะไรจากการไลฟ์สดของกลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากความสุขความบันเทิง แก่นสารสาระสำคัญที่ผ่านการกลั่นกรองและตกผลึกทางกระบวนการความคิดก่อนสร้างสรรค์ผลงาน มันมีบ้างไหม?

ถ้าให้เทียบกับคนที่ได้เรียนด้านนิเทศศาสตร์มา พวกเขาเหล่านี้มักจะถูกตั้งคำถามเสมอว่า ทำรายการนี้แล้วคนดูจะได้อะไร? เราจะให้ประโยชน์อะไรแก่คนดู? อะไรคือสิ่งที่ควรทำและเผยแพร่ได้ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำและเผยแพร่ไม่ได้?

หากความต่างของมันคือสิ่งนี้ มันก็เป็นความต่างที่ยังพอมองเห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์อยู่รำไรๆ นั่นก็คือ หากคนทั้งสองกลุ่มนี้ต่างได้เรียนรู้ข้อดี ข้อเสียของกันและกัน และนำข้อดีข้อเสียเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ หรือนำไปปรับปรุง เชื่อแน่ว่าในโลกของความบันเทิงผ่านหน้าจอ เราจะได้รับความบันเทิงแบบเต็มสูบ

ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รับแก่นสารสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ซึ่งนี่จะกลายเป็นความแตกต่างที่สามารถสอดประสานเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และคนดูก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ทีนี้ล่ะ ชาวบ้านตาซื่อตาใส ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ก็จะไม่มีคนในสังคมมาตั้งคำถามกวนใจว่าทำอะไรลงไป? คนดูที่เป็นเด็กและเยาวชนดูแล้วจะได้อะไร? เป็นประโยชน์ไหม? พวกเขาเหล่านั้นจะเลียนแบบหรือไม่ ถ้าทำอะไรลงไปแบบนี้? บลา บลา บลา

ส่วนนักนิเทศศาสตร์ทั้งหลายก็จะทำอะไรที่ไม่ต้องประดิดประดอยจนเกินจริง แต่สามารถขายสารประโยชน์ที่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง ถึงจะบ้าบอคอแตก แต่มีประโยชน์ คนดูได้แก่นสารสาระสำคัญ

และนั่นเป็นสิ่งที่ท้าทายเราทุกคนในยุคสมัยนี้ และอาจรวมไปถึงในอนาคต

………..ล้อมกรอบ……….

ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht

 

นิพัทธ์ ผลบุญ สอนหุ้นฟรีรายได้มอบมูลนิธิชัยพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518955

นิพัทธ์ ผลบุญ สอนหุ้นฟรีรายได้มอบมูลนิธิชัยพัฒนา

โดย อณุสรา ทองอุไร

 การทำดีเพื่อแบ่งปันให้กับผู้อื่นนั้นมีได้หลายวิธี มีเงินก็บริจาคเงิน เงินน้อยก็ช่วยแรงไปทำจิตอาสาต่างๆ หรืออีกทางหนึ่งก็คือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดในทางอาชีพของตน เช่น เป็นช่างทำผมก็ไปตัดผมฟรี ไปสอนพิเศษฟรี

เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้นี้ นิพัทธ์ ผลบุญ เจ้าของเพจศาสตร์เทรดหุ้นจักรพรรดิ เขาเป็นเซียนหุ้น ที่อายุเพียง 26 ปี แต่มีพอร์ตมูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท แล้วเขายังเปิดคอร์สสอนหุ้นผ่านเว็บไซต์เป็นอาชีพเสริมเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยสอนตั้งแต่คนที่เล่นหุ้นไม่เป็นจนกระทั่งดูกราฟ ดูแท่งเทียนแบบมืออาชีพ ซึ่งราคาคอร์สของเขานั้นแต่ละคอร์สก็หลายพันยันหลักหมื่น

 แต่วันเกิดของเขาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นิพัทธ์ ตั้งใจที่จะสอนการเล่นหุ้นแบบมืออาชีพฟรี ตั้งแต่คนที่เล่นไม่เป็น จนสอนให้เก่งแบบมืออาชีพ ทั้งหมด 10 บท ด้วยกัน

โดยคนที่เข้ามาเรียนนั้น ขอความกรุณาบริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาโดยตรง ใครที่บริจาคไปแล้วให้ส่งใบเสร็จมาที่เขา จะมอบอีบุ๊กหนังสือที่เขียนให้ฟรีอีก 1 เล่ม โดยเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา มียอดบริจาคมากเกือบ 7 แสนบาท

“บริจาคตรงไปที่มูลนิธิเลย แล้วส่งใบเสร็จมาที่ผม จะบริจาคเท่าใดก็ได้ตามแต่ศรัทธา 10-20 บาท 100-200 ได้ทั้งนั้น เรามาทำบุญร่วมกัน คือผมอยากทำดีถวายในหลวง ร.9 โดยทำในสิ่งที่เราถนัด ทำบุญทำทานไปพร้อมกัน เอาของไปบริจาคเด็กยากไร้ ทำบุญถวายพระ นั้นก็ทำของเราเองอยู่แล้ว แต่การจะทำบุญใหญ่ๆ ก็อยากเป็นสะพานบุญชวนคนอื่นมาทำด้วยกัน

“แล้วการที่ผมสอนนี้ เหมือนเป็นการช่วยให้คนมีอาชีพเสริมหรือช่องทางการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง เพราะสมัยวัยรุ่นผมก็เคยเล่นหุ้นแล้วเสียเงินไปเยอะ กว่าจะเล่นได้ก็เสียหายไปหลายล้าน ก็ไม่อยากให้คนอื่นพลาดแบบผม ถือว่าให้ความรู้แก่คนอื่นในแบบที่เรามี” นิพัทธ์ กล่าวอย่างจริงจัง

 นิพัทธ์ เล่าว่าเขาเริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 20 ปี ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยพายัพ ทางด้านบริหาร มีความสนใจในเรื่องหุ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ไม่มีประสบการณ์มีความรู้เพียงผิวเผิน จึงเสียเจ๊งไปเยอะ แล้วเล่นหุ้นแบบรอบเร็วคือถือสั้นมาก เขาตั้งใจว่าจะเอาจริงจังด้านนี้จะเล่นหุ้นแบบมืออาชีพ จึงไปศึกษาหาความรู้เพิ่ม

พอเรียนจบเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งไปเรียนดูกราฟ อ่านงบการเงินที่ประเทศสิงคโปร์กับนักเล่นหุ้นชื่อดังที่เปิดสอน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับมาเล่นหุ้นแบบมืออาชีพอีกพักใหญ่ หลังจากนั้นเขาก็สนใจตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา เขาก็ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องกองทุนชื่อดังที่อเมริกาเป็นเวลา 2 เดือน หมดเงินไปกับการเรียนทั้งสองคอร์สนั้นเกือบ 4 ล้าน แต่เขาถือว่านั่นคือการลงทุน จะทำอะไรต้องรู้ให้จริง แล้วเขาก็ไม่เคยพลาดกับการเล่นหุ้นอีกเลย

“มีคนสนใจเข้ามาเล่นหุ้นเยอะ บางคนอายุยังน้อยไม่อยากทำงานก็มาเล่นหุ้น บางคนเกษียณเอาเงินเก็บมาเล่นหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้จริงจังเงินหายหมด จึงอยากช่วยให้เขามีความรู้ในการเล่นหุ้นต้องเล่นหุ้นแล้วได้เงินไม่ใช่เสีย การเข้ามาต้องมีการศึกษาหาข้อมูล

“ตอนนี้ผมแชร์เทคนิคการเล่นหุ้นในรูปแบบต่างๆ ให้คนได้เข้าอ่านฟรี มีคำถามอะไรถามทิ้งไว้ ผมก็เอามาตอบแล้วแชร์ให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย เราถือว่าความรู้ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ พื้นฐานนี่สอนไม่มีกั๊กเลย ส่วนใครอยากเรียนแบบเจาะค่อยมาลงเรียน อยากให้ทุกคนเล่นแล้วได้เงินไม่ใช่เสียเงิน” นิพัทธ์ กล่าวอย่างมีความสุข