4 วิธีปกป้องดวงตาจากรังสียูวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518952

4 วิธีปกป้องดวงตาจากรังสียูวี

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญและบอบบาง การดูแลดวงตาให้ปลอดภัยจากรังสียูวี จะช่วยให้ดวงตาคู่สวยอยู่กับเราได้นานขึ้น

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญมาก และควรได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผอ.ศูนย์จักษุรักษ์ตา ไลฟ์เซ็นเตอร์ อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี บอกว่า ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูง จะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ทำให้ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงต้องดูแลดวงตาให้ปลอดภัยโดยเฉพาะจากแสงแดด เพราะไม่ว่าจะฤดูไหนแสงแดดก็สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ทั้งสิ้น

1. ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่ม ทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและบีได้ 99-100% เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้าง สามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา

2. หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

3. หากไม่จำเป็น ควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 – 15.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่แรงที่สุด ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันแดดสวมใส่

4. ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ที่มา: M2F

 

นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518951

นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : นิภาพร ทับหุ่น

หลังจากทำงานในกรุงเทพฯ มานาน 15 ปี วันนี้เธอกลับบ้านไปเป็นเกษตรกร

นิภาพร ทับหุ่น อดีตนักสื่อสารมวลชน ได้ทิ้งปากกามาจับเสียม เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำกินของครอบครัวให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน

โดยเริ่มต้นจากความไม่รู้ ศึกษา ลงมือทำ จนกลายเป็นประธานกลุ่มชุมชนปลอดสารในเวลาไม่ถึงปี

เธอเล่าว่า ความคิดที่จะทำเกษตรอยู่ในใจตลอดมา พอถึงจังหวะลาออกจากงาน เธอจึงแน่วแน่ที่จะกลับมาทำเกษตรที่บ้าน และเริ่มลงมือเปลี่ยนพื้นที่ไร่มันสำปะหลังขนาด 4 ไร่ ให้กลายเป็นเกษตรผสมผสานแบบไม่ลังเล

“งานประจำเราคงไม่ทำแล้ว เพราะเราอยากกลับมาอยู่บ้านที่ได้อยู่กับบ้านให้มากที่สุด ดังนั้นในเมื่อบ้านเราอยู่ในชนบท ไม่ได้อยู่ในเมือง จึงไม่สามารถเปิดร้านขายของได้ และเมื่อดูพื้นเพบรรพบุรุษก็เคยทำเกษตรกรรม ประกอบกับเราเองก็ชอบสีเขียว ชอบต้นไม้ เราเลยตั้งใจกลับมาทำเกษตร โดยวางผังว่าพื้นที่ 4 ไร่ที่ขอแม่มา เราจะปลูกไม้ยืนต้นตรงไหนบ้าง พืชผักตรงไหน สัตว์เลี้ยงจะอยู่ตรงไหน และค่อยๆ ทำตามผังนั้นขึ้นมา”

เกษตรกรมือใหม่วางแผนการปลูกพืชระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แบบรายวัน เดือน และปี โดยยึดหลักตามการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่และวิถีชีวิตของตนเองให้มากที่สุด

เธอเริ่มจากการปลูกผักสวนครัวที่เก็บมาทำเป็นอาหารได้ ยกตัวอย่าง กะเพรา ชะอม พริก ตำลึง ผักบุ้ง ซึ่งเป็นผักระยะสั้นที่ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถเก็บนำมารับประทาน และส่วนที่เหลือจะเก็บไปขายในตลาดเป็นรายได้เสริม

จากนั้นปลูกพืชระยะกลางที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณครึ่งปีอย่าง กล้วยน้ำว้า มะละกอ รวมถึงพืชระยะยาวอย่าง มะพร้าว มะม่วง มะไฟ มะยงชิด และผลไม้เกือบทุกชนิด โดยตอนนี้พื้นที่ 4 ไร่ เต็มไปด้วยต้นไม้ที่รอวันเติบโตภายในระยะเวลา 7 เดือน

“ก่อนการทำเกษตรเราต้องดูดินดูน้ำว่ามีและดีหรือเปล่า เพราะหากเริ่มต้นไม่ดีจะแก้ไขทีหลังก็ยาก” นิภาพร กล่าวต่อ

“จากที่คิดว่าจะทำเกษตรคนเดียวสวยๆ เหมือนในหนัง แต่ความเป็นจริงการทำเกษตรโดยไม่พึ่งพาคนอื่นเลยมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้สังคม ต้องใช้สิ่งแวดล้อม เช่น ข้างบ้านเรามีใครที่ใช้เคมี เราต้องคุยกับเขายังไง ให้เขาเปลี่ยนทัศนคติได้ยังไง หรือเรี่ยวแรงในการทำงานหนักๆ คนเดียวมันไม่ไหว เราก็ต้องอาศัยขอหยิบขอยืมแรงเพื่อนบ้านมาช่วย การทำเกษตรจึงไม่สามารถทำเพียงคนเดียว และไม่สามารถทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว”

แฮชแท็กประจำตัว #ฝันอยากเป็นเกษตรนอนทั้งวัน จึงเป็นไปได้แค่ฝัน เพราะความเป็นจริงนั้นเธอไม่มีเวลาแม้จะงีบสักชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ต้องเก็บผลผลิตก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นต้องดูแลพืชผัก รวมไปถึงงานพัฒนาชุมชนตามความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชุมชนให้เป็น “ชุมชนปลอดสาร”

ตอนนี้อดีตคนเมืองกลายเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้ง “กลุ่มส่งเสริมอาชีพปลูกผักปลอดสารพิษในโรงเรือน” รวมถึงตั้งตัวเองเป็นประธานกลุ่ม จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และมีสมาชิกที่มีแนวคิดเดียวกันจำนวน 10 คน

โดยได้เริ่มต้นจากให้สมาชิกเลิกใช้สารเคมีในพืชผักที่ปลูกไว้รับประทานเอง จากนั้นก็สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษในบ้าน ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้กับชาวบ้านคนอื่นๆ ได้มาก

“เราจะบอกชาวบ้านว่า ถ้ายังหยุดใช้สารเคมีไม่ได้ สามารถกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับไม่ใช้สารเคมีได้ไหม อย่างพื้นที่ 1 งาน หรือต้นไม้ 100 ต้น ที่จะไม่ใช้สาร และนำผลผลิตที่ปลอดสารนี้มาขายที่กลุ่ม

“เพราะตอนนี้กลุ่มของเรากำลังทำตลาดเล็กๆ ให้มันกลายเป็นกรีนมาร์เก็ตในชุมชนของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือร้านค้าหน้าบ้านเราเองนี่แหละ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราอยากทำให้คนในชุมชนกินผักที่ปลอดภัย”

ถามว่า เกษตรที่ทำอยู่ตอนนี้อยู่ได้ไหม เธอตอบว่า อยู่ไม่ได้ แต่ทำให้อยู่รอด หมายความว่า แม้ตอนนี้รายรับและรายจ่ายยังไม่สมดุลกัน เพราะรายได้จากการเกษตรยังไม่สามารถจ่ายทุกอย่างในชีวิต แต่เธอสามารถมีชีวิตอยู่รอดจากผักที่ตัวเองปลูกและมีเงินเล็กๆ น้อยๆ จากการขายผักให้คนในชุมชน

นิภาพร ยังฝากถึงใครก็ตามที่อยากเป็นเกษตรกรว่า อย่างแรกที่ต้องมีคือ ใจรัก รักการปลูกพืช ปลูกผัก รักการคุยกับต้นไม้ เพราะต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าดูแลดีเขาก็จะเติบโตมาอย่างดีและสามารถดูแลคนปลูกได้อย่างที่สองคือ อย่าคิดว่าคุณไม่มีที่ดินทำเกษตร เพราะการปลูกพืชผักสามารถทำได้ทุกที่ ไม่เกี่ยวกับขนาดเล็กใหญ่ หลังจากนั้นวิชาการเกษตรจะติดตัวไป และมันจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ อีกหลายอย่างในชีวิตที่คาดไม่ถึง

 

นักเล่านิทานมีชีวิต ‘ครอบครัวก้อนเมฆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518939

นักเล่านิทานมีชีวิต ‘ครอบครัวก้อนเมฆ’

โดย ฤดูกาล

 ชายผู้เกี่ยวโยงกับเด็กตลอดเวลา ทั้งอาชีพนักแต่งนิทาน นักเล่านิทานและคอลัมนิสต์เรื่องครอบครัว จึงทำให้คุณพ่อลูกหนึ่ง เมฆ-ธนะชัย สุนทรเวช หรือน้าเมฆ ในวงการหนังสือเด็ก เข้าใจและตัวติดกับลูกชายวัย 10 ขวบ แทน-ไทแทน สุนทรเวช ทั้งในยามทำงานและเวลาของครอบครัว

น้าเมฆ เล่าว่า ได้พาลูกชายตัวน้อยออกต่างจังหวัดและทำกิจกรรมตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 เขายกตัวอย่างกิจกรรมที่ ไร่ปลูกรัก จ.ราชบุรี ที่ได้พาลูกไปอยู่กับธรรมชาติ ไล่จับแมลง เก็บไข่เป็ด ทำไอศกรีมโฮมเมด และประดิษฐ์ของเล่นไม้

หรือกิจกรรมทำนาที่ บ้านครูธานี (บ้านหอมชื่น) จ.ปทุมธานี เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ได้ลองขี่ควาย เก็บผักบุ้ง ทำไข่เจียว ไต่ต้นมะพร้าว พายเรือ ยิงหนังสติ๊กกระสุนดิน และเล่นสไลเดอร์จากคันนาเพื่อปักกล้าอย่างสนุกสนาน

“กิจกรรมเชิงเรียนรู้จะช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต” น้าเมฆ กล่าวต่อ

“และการพาลูกออกไปท่องเที่ยวจะทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่เขาเรียนในห้องกับสถานที่จริง ทำให้เขาเข้าใจและจำได้โดยไม่ต้องท่องจำ”

 ครอบครัวของเขายังชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น ที่เหมาะแก่การพาลูกไป

เพราะพิพิธภัณฑ์สมัยนี้ไม่ใช่แค่สถานที่แสดงของและมีคำอธิบายให้อ่าน แต่ยังมีเสียง การนำเสนอน่าดึงดูดใจ และสามารถสัมผัสได้ทำให้เด็กๆ สนุกไปพร้อมกับการเรียนรู้

นอกจากนี้ เมื่อลูกชายขึ้นชั้นประถมศึกษา น้าเมฆและภรรยา แม่เอ๋ย-นวิษฐา สุนทรเวช ก็ได้พาลูกบินลัดฟ้าไปเที่ยวต่างประเทศเปิดประสบการณ์สู่โลกกว้าง

“สำหรับต่างประเทศ ผมจะเป็นไกด์นำร่องก่อนว่าที่ไหนที่เหมาะกับลูก และมีกิจกรรมอะไรที่น่าเรียนรู้บ้าง โดยครอบครัวเราจะเดินทางกันเอง ไม่ไปแบบทัวร์ เพราะเราอยากไปเที่ยวแบบเจอความลำบากบ้าง ไม่เบ็ดเสร็จ แต่ต้องร่วมกันวางแผน ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างทาง เพื่อให้ลูกได้ฝึกการเอาตัวรอด การเข้าสังคม รับผิดชอบดูแลตัวเอง เอาใจใส่ผู้อื่น และรับประสบการณ์ในชีวิตจริงให้มากที่สุด”

สำหรับการทำงานน้าเมฆและครอบครัวเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ก้อนเมฆ (เขาบอกว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่เล็กที่สุดในโลก) มีน้าเมฆแต่งนิทาน แม่เอ๋ยวาดภาพ และน้องไทแทนเป็นบรรณาธิการแห่งความสนุก กับหน้าที่อ่านนิทานและเช็กระดับความสนุก น่าสนใจ และความเข้าใจก่อนตีพิมพ์

“นิทานสามารถโยงเข้ากับการเดินทางทั้งก่อนและหลังได้” น้าเมฆ กล่าวทิ้งท้าย

“ก่อนไปเราจะเล่านิทานที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นให้ลูกฟัง ทำให้เขาเข้าใจคร่าวๆ ก่อนไปพบกับของจริง หรือบางครั้งเมื่อกลับมาแล้วเราก็เปิดนิทานเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปมาอีกที ลูกจะได้ทบทวนความทรงจำและเรื่องราวดีๆ ที่มีร่วมกันในครอบครัว”

ร่วมเดินทางไปกับครอบครัวน้าเมฆ แม่เอ๋ย และน้องไทแทนได้ที่เว็บไซต์ www.travelwithkids.in.th เพจเฟซบุ๊ก Travel with Kids รวมถึงติดตามนิทานจากสำนักพิมพ์ก้อนเมฆได้ในร้านหนังสือหรือดูได้ที่ cloudbookclub.com

 

วนิดา เชียงอารีย์ เพจอินดี้ TravelForever

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518938

วนิดา เชียงอารีย์ เพจอินดี้ TravelForever

 โดย รอนแรม ภาพ : วนิดา เชียงอารีย์

 หลังจากคลุกคลีในวงการนิตยสารท่องเที่ยวมานาน วันนี้ ปุ้ย-วนิดา เชียงอารีย์ ผันตัวเองมาเปิดพื้นที่เล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊ก “TravelForever” เพื่อเป็นแหล่งรวมเรื่องราวและภาพถ่ายระหว่างเดินทางในมุมมองส่วนตัว

 เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจว่ามันอาจเกิดขึ้นจาก “ความอินดี้” ที่ต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อบันทึกมุมมองส่วนตัวที่ไม่อาจเขียนลงนิตยสารได้ เพจทราเวลฟอร์เอฟเวอร์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ทว่าเพิ่งจริงจังเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากว่างเว้นจากงานนิตยสารและมีเวลาเดินทางเองมากขึ้น ส่วนชื่อเพจที่แปลเป็นไทยได้ว่า ท่องเที่ยวตลอดกาล มาจากประโยคหนึ่งที่เธอจำขึ้นใจว่า

“ตัวเราไม่สามารถเดินทางได้ตลอดชีวิต แต่จิตใจหรือความคิดของเราสามารถเดินทางได้ตลอดกาล”

“เราเป็นเพจอินดี้” ปุ้ย กล่าว

 “เหมือนเป็นเพลงใต้ดินที่ลงมือทำเอง คนไม่ได้ฟังเยอะ แต่มีกลุ่มที่ฟังเราเป็นประจำ อย่างเพจนี้มีคนติดตามและคอมเมนต์เป็นประจำแค่สองสามคนเราก็ดีใจแล้ว ดังนั้น ถ้าถามว่าเราอยากเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเต็มตัวเลยไหม คงต้องตอบว่าอยากเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มคนติดตามเพราะเขาสนใจเราจริงๆ”

สไตล์ของทราเวลฟอร์เอฟเวอร์มี 3 คำ คือ สีสดมีชีวิตชีวา (Vivid) ภาพย้อนแสง (Backlight) แล ธรรมชาติของผู้คนหรือสิ่งมีชีวิต (Street) ซึ่งนอกจากภาพ 3 สไตล์ที่เป็นตัวตนของเธอแล้ว เนื้อหาสาระก็ยังมีคอนเซ็ปต์ยียวนกวนหน่อยๆ ตามสไตล์ และจะไม่เขียนยาวจนเกินไป แต่จะใส่ไอเดียใหม่ๆ เพื่อคนอ่านนำไปใช้ได้ทันที

 “เรามองว่าเรื่องท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเล่าไปทุกอย่าง เพราะทุกคนสามารถเสิร์ชเองได้ ดังนั้นที่บอกว่าเราเป็นเพจอินดี้ก็คงเป็นเพราะแบบนี้ เราเน้นนำเสนอการท่องเที่ยวในสไตล์ตัวเอง ซึ่งอาจเป็นแค่สถานที่ที่หนึ่ง เพื่อเป็นไอเดียของคนที่เปิดอ่านว่ามีมุมนี้สวย จะเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมท่องเที่ยวของคุณก็ได้ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเล่าอะไรยาวๆ อีกแล้ว แต่เราจะสร้างไอเดีย สร้างอินสไปเรชั่น และคัดเนื้อหาเฉพาะจุดสำคัญจริงๆ”

นอกจากนี้ ปุ้ยยังมีคลังข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ wacaree.wixsite.com/travel4ever และภาพสวยๆ ในอินสตาแกรม wacaree แต่หากถามถึงความแอ็กทีฟในตอนนี้เธอกำลังทุ่มให้กับเพจเฟซบุ๊ก และรอกำลังใจจากผู้ที่สนใจเข้าไปกดติดตาม TravelForever

 

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ภารกิจเพื่อเด็กอันยิ่งใหญ่ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร + สุริยน ศรีอรทัยกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518937

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ภารกิจเพื่อเด็กอันยิ่งใหญ่ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร + สุริยน ศรีอรทัยกุล

โดย วราภรณ์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 สองเพื่อนซี้ต่างวัย ฝัน-ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ หนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล แห่งบิวตี้เจมส์

ทั้งสองเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันร่างกฎหมายการคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อป้องกันเด็กบริสุทธิ์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้ริเริ่มสนใจผลักดันกฎหมายด้านนี้เป็นพิเศษคือ สุริยนที่รู้จักกับ มร.ฟิลลิป ซอเรนเซ่น ที่ปรึกษาผู้ถวายงานสมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ลที่ 16 กุสตาฟ และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน

โดยฟิลลิป เป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายนี้ที่สวีเดน และได้เอ่ยกับสุริยนว่า ในฐานะที่เขาทำธุรกิจประสบความสำเร็จแล้ว เขาอยากทำอะไรเพื่อสังคมไหม ทำให้สุริยนฉุกคิดถึงปัญหาที่เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตสื่อลามกอนาจารในเด็ก อีกทั้งตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องที่ไกลตัวสุริยนมาก

เขาจึงเอ่ยปากชักชวนเพื่อนสนิทคือ ดร.ฝัน ที่รู้เรื่องราวเป็นอย่างดี และนับเป็นโอกาสอันดีที่ ดร.ฝันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่อายุน้อยที่สุด จึงจับมือเป็นทีมทำงานผลักดันร่างกฎหมายนี้อย่างจริงจัง และทำสำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว นำความปลาบปลื้มให้คณะทำงานที่ต่อสู้กันยาวนานถึง 8 ปีเต็ม

 ดร.ฝันสะท้อนถึงปัญหาผลักดันกฎหมายการคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อป้องกันเด็กๆ ว่า ปัญหาด้านการค้าผู้หญิงในเมืองไทยยังมีอยู่ แม้บางครั้งเป็นการบังคับค้าประเวณี แต่ส่วนใหญ่เป็นการสมัครใจ แต่กรณีในเด็กที่ไม่มีความสามารถในการเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ไม่มีแม้หนทางสู้ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกัน

“ในต่างประเทศด้านสิทธิเด็กสำคัญมากๆ แต่ในเมืองไทยยังมองว่าภาพเด็กโป๊เป็นเรื่องเล่นๆ เช่น การโพสต์รูปในวัยเด็กกำลังนั่งอาบน้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำ ซึ่งในต่างประเทศจะไม่เปิดเผยรูปลูกตัวเองกำลังเปลือยเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ไม่ผิดกฎหมายเป็นภาพที่มีทุกบ้าน แต่ก็ไม่ควรโพสต์ในสื่อโซเชียลเพราะอาจจะมีคนโรคจิตไปเก็บภาพเด็กๆ ไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัวก็ได้

ปัญหาที่สำคัญ ดร.ฝันแจกแจงว่าคือคนไทยหรือชาวต่างชาติที่มาหาประโยชน์จากเด็กไทย นอกจากจะข่มขืน และซื้อบริการแล้ว ยังถ่ายภาพเด็กไปจำหน่ายต่อทางอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอีก หากเมืองไทยไม่มีกฎหมายรองรับ การครอบครองสื่อลามกผู้ใหญ่และเด็กจะไม่ผิดกฎหมาย

เธอเกรงว่าเมืองไทยก็ยังตกเป็นแหล่งผลิตภาพลามกอนาจารในเด็กอยู่ แม้การต่อสู้จะมาสำเร็จในปีที่ 9 ที่มีการผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องสื่อลามกอนาจารในเด็ก รวมทั้งมีการคุ้มครองเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศทันที พอวันที่ร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องนี้ผ่าน ทั้งคู่รู้สึกดีใจมาก

“กว่า 80% ของภาพสื่อลามกอนาจารเด็กในโลก เป็นเด็กอายุเพียง 2 ปี ถึง 12 ปี มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เราอยากดูแลเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมาย แต่สังคมรับรู้เรื่องนี้น้อยมาก ในบางกรณี เด็กทารกแค่สองเดือนก็โดนละเมิดแล้ว ซึ่งบางคนมองว่าเด็กผู้หญิงวัย 2 เดือนจะไปยั่วยุใครได้ แต่ใครจะรู้ว่าผู้ชายโรคจิตชอบเสพภาพเหล่านี้ ซึ่งเด็กเล็กๆ หากเขาโดนล่วงละเมิด จะเกิดปมติดในใจเขา เด็กจะโตมามีปมลึกในใจ ฆ่าตัวตายหรือขายบริการไปเลย

“เด็กผู้ชายก็อาจไปทำแบบนี้กับคนอื่นก็ได้ ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าข่มขืนเด็กของไทยตอนนี้ ก็โดนละเมิดทางเพศมาก่อน ด้วยกฎหมายหลายๆ ฉบับที่ สนช.ลงมติผ่านสภา ตอนนี้เราขยับมาที่รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐมาเป็นเทียร์สองเฝ้าระวัง”

ดร.ฝันย้ำว่าคนไทยต้องสร้างการตระหนักรู้ว่า เมืองไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กด้านสื่อลามกอนาจารในเด็กแล้ว

“ตอนนี้ทุกคนฟังเฉยๆ โดยเขาไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำเดี๋ยวนี้ เราผ่านเรื่องนี้มา 10 ปี ฟังเรื่องเหล่านี้มาเยอะว่า บ้านเราเป็นแหล่งผลิตเลยนะ ส่งภาพไปตามอินเทอร์เน็ต เราเคยเป็นแหล่งผลิตส่งออกไปทั่วโลก เพราะเด็กเราคนมองว่าราคาถูกเลยในการขายบริการ”

ทั้งสองช่วยกันเล่าถึงการทำงานกันมาอย่างหนักถึง 8 ปี แต่ก็ไม่ย่อท้อ พยายามแก้ไขประมวลกฎหมาย 287/1 เดิมคือกฎหมายระบุว่า มีในครอบครองไม่ผิด แต่ถ้าขายผิด เมื่อพอร่างกฎหมายผ่านสื่อลามกในเด็กห้ามทุกอย่าง 100% คือถ้ามีครอบครองถือว่าผิดกฎหมายทันที ส่งต่อมีโทษมากขึ้น และถ้าเป็นผู้ผลิตมีโทษหนักที่สุด สุริยน เสริมว่า

“ถ้าทุกคนรู้ว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ต่างชาติที่ล่อลวงเด็กไทยและจะเอาภาพไปขายจะมีน้อยลง แม้มีแอบๆ  อยู่ แต่อาจทำให้พวกเขาเกรงกลัวมากขึ้น เพราะหากพบว่าทำผิดมีการดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ตอนนี้พวกเราจึงต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้

“เวลามีเด็กอยู่ในรูปสื่อลามก เราไม่รู้หรอกว่าเด็กอายุเท่าไหร่ แต่พวกเราสนใจเด็กเล็กมากกว่า ซึ่งในกฎหมายเขียนไว้มีเจตนาพิเศษที่ชัดเจน คือสื่อลามกเด็กคือจูงใจให้เด็กยอม เช่น ให้ 200 บาทมาที่ห้องหน่อยแล้วมีการล่อลวงเด็ก แล้วถ่ายภาพบางอย่างเก็บไว้ แล้วทำการเผยแพร่อันนี้ผิด เพราะเด็กอายุไม่ถึง 18 มักใช้คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตอนนี้เราห้ามโพสต์ภาพลามกในเด็ก ประเทศไทยประกาศว่า ต่างชาติจะมาทำอย่างนี้กับเด็กไทยไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมายแล้วนะ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมปีที่แล้ว”

‘หนึ่งเป็นคนรักชาติและเป็นคนดีมาก’ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

อาจเรียกได้ว่า ทั้ง ดร.ฝัน และ หนึ่ง-สุริยน เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพราะภารกิจที่ร่วมด้วยช่วยกันฝ่าฟัน ถือเป็นเรื่องไม่ง่าย

ดร.ฝันกล่าวถึงความซี้ปึ้กกับเพื่อนรุ่นน้อง หนึ่ง-สุริยน ว่าทั้งสองรู้จักกันในงานสังคม เธอในฐานะพี่ที่อายุห่างกัน 6 ปีออกงานสังคมมาก่อน แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรกันในงานสังคมมากนัก

“บางทีเราเจอกันตามงาน ใช่ว่าคนเราจะคบกันเป็นเพื่อนกันง่ายๆ นะคะ ฝันรู้จักคนเยอะแต่ก็เป็นเพื่อนกับคนยากมาก เพราะเราเจอกันแค่แวบๆ แต่กับคุณหนึ่งเขาเป็นเพื่อนและน้องที่น่ารัก เขาเป็นคนฉลาด เป็นคนมีอุดมคติ เขาไม่ใช่คนกลวง คุยกันแบบพี่น้องแล้วรู้ว่าคนนี้มีอะไร คือเก่ง หนึ่งมีอะไรคุยเยอะมาก เพราะเขามีความรู้ แม้เราจะห่างกัน 6 ปี แต่เราเหมือนกันคือ มองโลกแง่ดีทั้งคู่ ฝันเป็นคนตลก หนึ่งก็เป็นคนตลก สรุปคือเราอารมณ์ดีทั้งคู่ เรามักขำในเรื่องเดียวกัน เราเลยคบกันได้ (หัวเราะ)”

คบกันมายาวนานมากกว่า 10 ปี แน่นอนย่อมมีเรื่องราวที่ ดร.ฝันรู้สึกประทับใจในเพื่อนรุ่นน้องคนนี้มากมาย หนึ่งเรื่องที่โดดเด่นคือ สุริยนเป็นคนที่มีจิตใจดีมากๆ

“ฝันมีเพื่อนเยอะระดับหนึ่ง แต่หนึ่งถือเป็นคนที่พิเศษด้วยจิตใจที่ดีของเขา เขามีอุดมการณ์สูงมาก ทำอะไรทำจริงจัง วันที่ผ่านร่างกฎหมายวาระที่ 3 นับการประชุมในรอบ 10 ปี มากถึง 500 ครั้ง ทำให้เรานัดเจอกันบ่อยเพื่อพูดคุยกันในเรื่องนี้ จึงยิ่งสนิทกันมาก เบื้องบนอาจเห็นความตั้งใจจริงของเรา บางครั้งฝันก็คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยน่ารัก แต่เราจริงใจ คนอื่นอาจโกรธในเรื่องบางเรื่องที่ฝันพูดไป แต่สำหรับหนึ่งเขารับฝันได้ เพราะเพื่อนบางคนพูดผิดหูนิดผิดหูหน่อยไม่ได้เลย ฝันจึงค่อนข้างระวังคำพูด แต่พออยู่กับหนึ่ง ฝันรู้สึกสบายมาก รู้สึกเราเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ หนึ่งเป็นคนที่เก่งมากค่ะ”

ดร.ฝัน บอกว่า เธอรู้สึกเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเพื่อนเธอคนนี้ค่อนข้างร่ำรวยและเก่ง ฐานะดี เธอจึงไม่รู้สึกเป็นห่วง แต่บางครั้งด้วยเขาเป็นนักธุรกิจที่ทำงานค่อนข้างเยอะไป ต้องเดินทางไปโน้นไปนี่ตลอดเวลา เธอจึงอยากให้สุริยนออกกำลังกายบ้าง

“เพราะอายุก็ขยับขึ้นทุกๆ ปีจึงควรต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น แม้คุณหนึ่งจะหน้าเด็กก็ตาม (ยิ้ม)”

‘พี่ฝันเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในใจสูง’ สุริยน ศรีอรทัยกุล

ถึงเวลาที่สุริยนพูดถึง ดร.จินตนันท์ ทายาทสุดที่รักของท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า เขารู้จัก ดร.จินตนันท์ นาน 10 ปี ตั้งแต่กลับมาจากเรียนปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มออกงานสังคม และได้เจอเพื่อนรุ่นพี่คนนี้

“พี่ฝันเป็นเพื่อนรักกับพี่จอย-อวัสดา ปกมนตรี พอพี่ฝันเริ่มทำทีวี พี่จอยเลยมาชวนผมไปทำรายการทีวีด้วยกัน ตอนนั้นผมอายุ 22 ปี ก็อยากทำรายการทีวีเพราะอยากทำสนุกๆ ผมก็เลยไปเป็นพิธีกรรายการโซเชียล นิวส์ พลัส มี หญิง-ศศมณฑ์ สงวนสิน อีกคน เราทำพิธีกรร่วมกัน 4 คน เหมือนนั่งคุยกัน นั่งอ่านข่าว มีงานเลี้ยงอะไรก็เล่าข่าวไป

“ซึ่งรุ่นพี่ๆ เขาเก่งกันมาก เชี่ยวชาญทุกด้าน สคริปต์แผ่นเดียวเขาก็ไปกันได้ (หัวเราะ) เราก็คุยเมาท์ๆ กัน พูดจาเป็นเพื่อนกัน ปรากฏคนชอบดูมาก แต่มีพิธีกรบางคนเรียบร้อยมาก นั่งคั่นระหว่างผมกับพี่ฝัน แต่เราก็ยังยื่นหน้ามาแซวกันตลอด (หัวเราะ) ทำงานช่วงนั้นสนุกสนานมาก คนดูชอบ จัดนานถึง 3 ปีทีเดียว”

นอกจากเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้ใจแล้ว สุริยนยังบอกว่า ดร.ฝันเป็นที่ปรึกษาที่ดีในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ดร.ฝันเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณธรรมสูง จึงซึมซับเรื่องคุณธรรมมาเต็มเปี่ยม

“พี่ฝันเป็นคนที่มีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง หากเราเจอคนดีแบบนี้เราต้องรีบคบ ซึ่งหาได้ยากมาก เราเชื่อการทำความดี มันติดต่อกันไปได้ เมื่อเพื่อนดีเราต้องดีด้วย เป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน พี่ฝันทำงานเก่ง เขาคิดอะไรก็พูดแบบนั้น นักเรียนต่างรักพี่ฝัน เพราะเขาเป็นอาจารย์ที่นักเรียนเอื้อมถึง

“พี่ฝันเป็นคนไม่อ้อมค้อม ชัดเจน เวลาทำงานเป็น สนช. พี่ฝันก็ลุยเลย อีกหน่อยรุ่นเราไม่อยู่ ต้องส่งต่อให้เด็กๆ  แม้เราจะเป็นหนุ่มสาวสังคม แต่อีกด้านที่ช่วยเหลือสังคมเราต้องมีด้วย เรียกว่ามือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ”

นอกจากทัศนคติที่ดีและจิตใจที่มีคุณธรรม ซึ่งสุริยนได้ซึมซับจาก ดร.ฝันแล้ว ด้วยความที่สุริยนมีแต่พี่ชาย ไม่เคยมีพี่สาว ดร.ฝันจึงเปรียบเสมือนพี่สาวของเขา เรียกว่าสนิทกันมากกว่าญาติ เพราะทั้งคู่เป็นคนไม่ชอบสร้างภาพ ต่างคนต่างตรงไปตรงมา

“เราชอบแหย่กัน แต่ไม่มีการโกรธกัน ดร.ฝันนอกจากเป็นพี่สาวแล้ว เขายังเป็นเพื่อนที่น่ารัก เพราะพูดเก่งและเป็นที่ปรึกษาที่ดี รู้จักกันมา 15 ปี เราไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อกัน เป็นเพื่อนที่คบแล้วรู้สึกสบายใจมาก ไม่ได้เจอกันบ่อยในงานสังคม แต่หากเป็นเรื่องการรณรงค์ให้คนตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายป้องกันสื่อลามกอนาจารในเด็กแล้ว เราเจอกันบ่อยมาก เวลาเจอกันก็ไม่ต้องเอาใจกัน ไม่ว่างก็ไม่เจอ อย่างงานของมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เราจะประชุมกันทุกเดือน แต่กินข้าวด้วยกันนานๆ ครั้ง”

ในฐานะเพื่อนและพี่สาว สุริยนรู้สึกไม่เป็นห่วงในตัวพี่สาวเลย ห่วงเพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องชีวิตคู่ของพี่สาว อยากให้เธอลงจากคานเร็วๆ เพราะก็มีแฟนคนพิเศษอยู่แล้ว ก็ควรจะตกร่องปล่องชิ้นกันเสียที

“พี่ฝันเป็นคนทำงานเร็ว จัดให้เขาทำงาน 5 วันเขาก็ทำได้ เหมือนสมัยผมทำงานอยู่เอเยนซี ผมก็ทำงานเร็ว ผมกับ ดร.ฝัน คิดว่าเราโชคดีที่ออกปากขอความช่วยเหลืออะไรไป คนก็ให้การช่วยเหลือ เช่น เราจัดงานให้กับสภาเด็ก สตางค์ราชการไม่มี แต่เราต้องใช้เงิน 3 แสนบาทเพื่อจัดงาน โชคดีที่หันไปหาเพื่อนเพื่อขอเงิน เขาก็ให้กัน เหมือนเรามีบุญ ได้เต็มที่กับการทำงานเพื่อนสาธารณชน

“ตอนนี้เราอยากสร้างความตระหนักว่า กฎหมายคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อป้องกันเด็กบริสุทธิ์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ผ่านร่างเป็นกฎหมายแล้วนะ เด็กอายุ 1 วันจนถึง 18 ปีได้รับการคุ้มครองแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรู้กฎข้อนี้ ส่วนเด็กๆ ก็รับรู้ถึงสิทธิของตัวเองได้แล้ว”

 

ชำนาญ เมธปรีชากุล วันว่างเพื่อครอบครัว และการตลาดในวันว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518934

ชำนาญ เมธปรีชากุล วันว่างเพื่อครอบครัว และการตลาดในวันว่าง

โดย จะเรียม สำรวจ

 หากพูดถึงนักการตลาดตัวยงในวงการธุรกิจค้าปลีก ชื่อของ ชำนาญ เมธปรีชากุล ต้องเป็นหนึ่งที่ติดโผอย่างแน่นอน เนื่องจากชำนาญทำงานด้านการตลาดร่วมกับเดอะมอลล์มาหลายสิบปี จนเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างถ่องแท้ และจากการที่ทำงานด้านการตลาดมานาน จึงทำให้การใช้ชีวิตในช่วงนอกเวลาทำงาน ชำนาญจะยังคงนำวิชาการตลาดไปใช้กับเวลาของการพักผ่อน

เห็นได้จากการใช้เวลาส่วนตัวที่ได้อยู่กับครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การทำกิจกรรมนอกบ้าน กินข้าว ดูหนัง เดินช็อปปิ้งกับศรีภรรยา ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างมากสำหรับเวลาในช่วงวันหยุด

 เนื่องจากตลอด 5 วัน จันทร์-ศุกร์ ชำนาญจะใช้เวลาไปกับการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภรรยาก็อยู่บ้านดูแลลูกแฝด และดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน

แต่เมื่อลูกๆ เติบโต และตอนนี้ก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศภรรยาของชำนาญเลยต้องอยู่บ้านคนเดียว ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่างในช่วงวันหยุด ชำนาญจึงจะให้เวลาส่วนใหญ่ไปกับภรรยา

ด้วยการพาภรรยาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ไปหาอะไรอร่อยๆ รับประทาน ไปผ่อนคลายด้วยการดูหนังและช็อปปิ้งตามความเหมาะสม แต่ก็ยังสามารถทำประโยชน์จากการพักผ่อนในช่วงวันหยุดได้เช่นกัน

 “จากประสบการณ์การทำงานที่ดูในด้านของการตลาดมาโดยตลอด เมื่อได้ไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ ผมเลยถือโอกาสสำรวจตลาดไปในตัว ซึ่งทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ส่วนเหตุผลที่ผมต้องให้เวลาวันหยุดกับครอบครัวอย่างเต็มที่ เนื่องจากครอบครัวของผมเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูก และภรรยาก็อยู่บ้านมาตลอด 5 วัน

“พอถึงวันหยุดผมก็เลยอยากให้เขาได้ออกไปข้างนอกบ้าง โดยส่วนใหญ่ก็จะไปกันทั้งครอบครัว ส่วนเวลาไปเดินห้างก็มีแยกกันเดินบ้าง เพื่อไปดูของที่แต่ละคนสนใจ” ชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึงช่วงเวลาพักผ่อน

สำหรับสถานที่ที่ชอบพาครอบครัวไปเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะหาสถานที่ใหม่ๆ ที่เพิ่งเปิดให้บริการ เพราะนอกจากจะได้ไปดูความแปลกของสถานที่แล้ว ยังได้ไปดูสินค้าและบริการที่สถานที่นั้นๆ นำมาให้บริการลูกค้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นการสำรวจตลาดไปในตัว

 นอกจากจะให้ความสนใจไปดูสถานที่ใหม่ๆ เพื่อกิน เพื่อช็อปปิ้งแล้ว การเดินห้างหรือตลาดก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชำนาญบอกว่าทำเป็นประจำ ซึ่งในส่วนของห้างที่ไปเดินก็จะมีทั้งห้างที่ตัวเองดูแล และห้างของคู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เขามีแต่เราไม่มี หรือมีอะไรที่เรามีแต่เขาไม่มี และอีกกิจกรรมที่ชำนาญให้ความสนใจคือ การดูหนัง

“เพราะการดูหนังจะทำให้เราสามารถตามเทรนด์ของโลกทัน และทราบถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกมุมหนึ่งว่าต้องการอะไร”

ชำนาญ เล่าต่อว่า  อีกหนึ่งกิจกรรมที่ชอบมากๆ คือการเข้าไปทดลองอาหารในร้านอาหารใหม่ๆ ซึ่งในส่วนของร้านอาหารที่ไปหาชิม ก็จะทราบจากสื่อไม่ว่าจะเป็นในโซเชียลมีเดียหรือรายการทีวี

“เช่น เห็นจากรายการเปรี้ยวปาก เราก็ไปกินกันในวันนั้นเลย นอกจากจะได้ชิมอาหารที่อยากรับประทานแล้ว ยังได้เห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการว่าเป็นอย่างไร”

จากความต้องการอยากรับประทานอาหารในร้านที่เห็นในสื่อโซเชียลมีเดีย และทีวีในปัจจุบัน ชำนาญ บอกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเห็นอิทธิพลของเรื่องเล่าหรือตำนานของเรื่องนั้นๆ เพราะเรื่องราวที่มีการนำเสนอส่วนใหญ่จะได้ผลการตอบรับจากผู้บริโภค

 “เวลาผมไปไหนมา ผมมักจะเอาสิ่งที่พบเห็นในช่วงวันหยุดมาเล่าในกลุ่มการตลาด เช่น ไปดูหนังมาเรื่องหนึ่ง นอกจากจะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหนังเรื่องนั้นๆ แล้วยังได้แนวคิดการจัดกิจกรรม โดยนำสิ่งใหม่ๆ ที่พบเห็นทุกเรื่องมาปรับใช้หรือต่อยอดการทำการตลาดปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทำให้เราไม่ตกยุค และยังสามารถสร้างเวิร์ก-ไลฟ์ บาลานซ์ ได้อีกทางหนึ่ง”

ชำนาญ เล่าอีกว่า การตลาดสำหรับตัวเขาก็คือการดำเนินชีวิต เพราะทุกอย่างที่ได้เห็นได้ยินได้สัมผัส สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตและการทำงานได้

“อย่างเช่นไปนั่งกินข้าวในร้านอาหาร เราก็ไปนั่งสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าและการบริการของร้านค้านั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ถ้ามันเวิร์กเราก็นำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจของเรา”

สำหรับสิ่งที่ชำนาญได้เห็นจากการใช้เวลานอกบ้านอยู่กับครอบครัว และนำมาปรับใช้กับการทำงาน ล่าสุดก็การทรานส์ฟอร์มทีมการตลาด 4.0 ด้วยการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยทำงานด้านการตลาด ซึ่งแต่ละคนที่เข้ามาร่วมทีมตอนนี้ค่อนข้างมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ชำนาญต้องการ สำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะหากมัวแต่ทำการตลาดแบบเดิม โดยไม่รู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นองค์กรที่ล้าหลัง ซึ่งจะส่งผลไปถึงการดำเนินธุรกิจที่อาจจะตามคู่แข่งไม่ทัน

“ยิ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น หากทีมการตลาดไม่มีการผสมผสานในด้านของคนในองค์กรทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และไม่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามช่วยเสริมในการทำตลาด ความสำเร็จของธุรกิจจากเดินหน้าก็อาจจะเป็นเดินถอยหลังก็เป็นได้” ชำนาญ ขยายความทิ้งไว้อย่างน่าคิด

 

ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล ยึดธรรมะบริหารชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518931

ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล ยึดธรรมะบริหารชีวิต

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 แม้ ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ลีส จะมีอายุครบวัยเกษียณ 60 ปีไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2559 แต่คณะกรรมการบริษัทก็ยังคงให้เขาช่วยบริหารงานต่อไปอยู่

เพราะถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในวงการ ซึ่งไม่ใช่จะหาคนมาทำงานแทนที่ได้ง่ายๆ ในยุคที่การแข่งขันในธุรกิจเช่าซื้อยังรุนแรงอยู่

ทวีพล บอกว่า แม้เขาจะได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในบริษัท เวิลด์ลีส ต่อไป แต่ก็เลือกต่อเป็นแบบระยะสั้นปีต่อปีเท่านั้น เพื่อให้ทั้งตัวเขาและบริษัทไม่มีข้อผูกมัดที่นานเกินไป หากบริษัทได้ผู้บริหารคนใหม่มาแล้ว เขาก็พร้อมลุกจากเก้าอี้ได้ทันที จะได้มีเวลามากพอทำในสิ่งอื่นที่ตัวเองต้องการด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทวีพลก็ได้เตรียมอาชีพเสริมไว้รองรับยามเกษียณไว้แล้ว เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานบริการด้านกาแฟ ในรูปแบบ “ออฟฟิศ คอฟฟี่ ซิสเต็ม” มีลักษณะเป็นตู้กาแฟ ที่คอยให้บริการกับพนักงานบริษัทโดยอัตโนมัติ

“เป็นเครื่องนำเข้ามาจากอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ 50-60 เครื่องแล้ว ที่ติดตั้งอยู่ตามบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ส่วนการคิดค่าบริการก็มีทั้งแบบที่คิดค่าบริการต่อแก้ว หรือคิดป็นค่าเช่าเครื่องก็ได้ โดยใช้วัตถุดิบของเราทั้งหมด และไปให้บริการสินค้าทุกวัน”

ทวีพล บอกว่า โดยส่วนตัวเขาเคยมีประสบการณ์ทำตู้กาแฟมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ใช่ของใหม่สำหรับเขา ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เขายังเป็นผู้ทำธุรกิจรุ่นแรกๆ ที่ให้บริการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ เพียงแต่ช่วงเวลานั้นอาจจะมาเร็วไปหน่อย ลูกค้ายังไม่นิยมเหมือนปัจจุบัน จึงไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ไม่เพียงเท่านั้น ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมายังสอนให้เขาเรียนรู้อีกหลายอย่าง และต้องอยู่บนความไม่ประมาท

 เมื่อช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ตัวเขาเองต้องกลายเป็นผู้แบกรับภาระหนี้สินของบริษัทถึง 800 ล้านบาท ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ที่ต้องมีส่วนร่วมในการเซ็นค้ำประกันเงินกู้ในสมัยนั้น ซึ่งก็ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคนานถึง 6-7 ปี ถึงจะรอดพ้นวิกฤตและกลับมาสู่ภาวะปกติได้ จึงถือว่าได้เป็นบทเรียนสำคัญเรื่องหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องของธุรกิจที่สร้างรายได้เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตหลังเกษียณแล้ว ในแง่ของจิตใจเอง เขาก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ด้วยการวางแนวทางมุ่งปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

โดยมีโอกาสศึกษาธรรมกับ “พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ” สมัยตั้งแต่ท่านยังอยู่ที่เกาะสีชัง จนปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม เลขที่ 55 หมู่ 11 ต.เก่างิ้ว อ.พล จ.ขอนแก่น และเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์เอง

“ไม่เพียงแต่ตัวเองเท่านั้นที่หาโอกาสศึกษาธรรมะ แต่ทุกๆ เช้าก็จะให้สาขาต่างๆ เปิดคำสอนธรรมะของพระอาจารย์ให้พนักงานฟังไปด้วย เพื่อให้นำธรรมะไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ และยังส่งผลดีทำให้พนักงานเกิดความสงบในการทำงานมากขึ้น รวมถึงยังได้พาพนักงานระดับหัวหน้าไปปฏิบัติธรรมด้วย

“ผมศึกษาทั้งธรรมะและปฏิบัติธรรมควบคู่กับ ซึ่งก็ทำให้ชีวิตมีความสงบมากขึ้น ทำให้ตัวเองเย็นลง อย่างผมมีลูก 3 คน ทุกวันพระก็นำเขาสวดมนต์ พาลูกไปวัดด้วย ไปกันทั้งครอบครัว จะได้ค่อยๆ ซึมซับธรรมะเข้าไปในตัว” ทวีพล กล่าวทิ้งท้าย

 

คติความเชื่อและอุดมคติ สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518928

คติความเชื่อและอุดมคติ สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ

โดย  พรเทพ เฮง

 การจัดสร้างพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยภาพรวมองค์พระเมรุมาศเสร็จเกือบสมบูรณ์แบบแล้ว 100% เพื่อใช้ในพระราชพิธีปลายเดือน ต.ค.นี้

พระเมรุมาศครั้งนี้ได้รับการกล่าวถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมมีลักษณะพิเศษ แสดงศิลปกรรมที่รุ่มรวยและเต็มไปด้วยความหมาย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีหรือว่าเทคนิควิธีการสร้างภาพจำลอง 3 มิติ เพื่อใช้ในการตรวจสอบในเรื่องของรูปแบบ ผัง และการประดับตกแต่งงานพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการทำงานของสถาปนิกผู้ออกแบบ และใช้ในการตรวจสอบงานก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมด้วย รวมทั้งส่วนหนึ่งในการถวายรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นประธานในการก่อสร้างพระเมรุมาศ

จากกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ประจำปี 2560 ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จึงเป็นคำตอบและองค์ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างของเก่าและของที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในรัชกาลที่ 9

พระเมรุมาศ เทวราชา พระโพธิสัตว์-พระอนาคตพุทธเจ้า

ความเป็นมาของพระเมรุมาศและการออกพระเมรุมาศ ที่บริเวณท้องสนามหลวงใจกลางเมือง คติความเชื่อระบบและวิธีคิดของคนในสมัยโบราณ มีความคิดอย่างไรที่จัดให้มีพระราชพิธี ซึ่งถือได้ว่ามีความยิ่งใหญ่ และมีหลงเหลือในพระราชธรรมเนียมอยู่ไม่กี่ชาติในโลกนี้ และได้ส่งต่อมาถึงปัจจุบันนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้นำเสนอมุมมองเรื่อง “พระเมรุมาศ เทวราชา พระโพธิสัตว์-พระอนาคตพุทธเจ้า” ว่า ที่จริงเรื่องคติความเชื่อเกี่ยวกับพระเมรุ เป็นการทำความเข้าใจสิ่งที่สืบทอดมาแต่โบราณ เป็นเรื่องของอุดมคติ ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลได้มาจากหนังสือพลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ รวมถึงหนังสือเก่าที่เป็นพระราชพงศาวดารบ้าง เป็นเรื่องไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้แปลไว้

สำหรับพระเมรุมาศสำหรับพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้วยฐานันดรสูงสุด เรียกอย่างสามัญว่า ปราสาทยอด (เรียกตามศัพท์ว่า กูฏาคาร) พระเมรุมาศแวดล้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบริวาร เปรียบกับวัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงปลาย รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยมีเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัด เสมือนเป็นพระเมรุมาศ เทียบกับภูเขาพระสุเมรุ มีบริเวณกั้นรอบขอบเขตด้วยระเบียงคด คดคือมุมทั้งสี่ของระเบียง ก่อแทรกไว้ด้วยเมรุ เรียกว่าเมรุประจำมุม ตอนกลางของระเบียงทั้งสี่ด้าน แทรกด้วยเมรุประจำทิศเมรุทั้งแปด เสมือนภูเขาสัตตบริภัณฑ์เป็นบริวาร ล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุ แม้ภายหลังก่อสร้างโดยไม่มีบริวาร ก็ยังเรียกว่าเมรุอยู่นั่นเอง โดยกลายมาเป็นเมรุเผาศพ

“กรมพระยานริศฯ เปรียบเทียบพระเมรุมาว่า เหมือนวัดไชยวัฒนารามที่กรุงศรีอยุธยา พระปรางค์เป็นประธานเปรียบเทียบเป็นพระเมรุมาศ ลดหลั่นด้วยภูเขาวงแหวนทั้งเจ็ด เรื่องของอุดมคติและคำพูดเป็นเรื่องของความคิด แต่เมื่อไหร่ที่ช่างถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมจะกินระวางพื้นที่ ฉะนั้นทุกอย่างต้องปรับตามภูมิปัญญาช่างที่พยายามจะอิงกับคติความเชื่อตามที่ตัวเองถ่ายทอดออกมา รูปแบบทางสถาปัตยกรรมจะเหมือนกับรูปแบบตามอุดมคติเลยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องในความพยายามสื่อสารด้วยเทคนิคคนละอย่างกัน”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ ขยายความต่อว่า เทวราชา สมมติเทวราชาโลกทัศน์ไทยโบราณ ปรากฏอยู่ในหนังสือ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) เรียบเรียงไว้เมื่อปี 2345 มีที่กล่าวถึงภูเขาพระสุเมรุคือแกนของจักรวาล สูงพ้นน้ำ 84,000 โยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) ภูเขาพระสุเมรุ จึงสูง 1,344,000 กิโลเมตร

 ศูนย์กลางจักรวาลอยู่บนยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ประทับของเทวราชา-พระอินทร์ คติสมมติเทวราชาของไทย นอกจากเทียบกับพระมหากษัตริย์กับพระนารายณ์แล้ว ยังเทียบกับพระอินทร์ ซึ่งอุปถัมภ์ค้ำจุนพุทธศาสนา ตรงกับพระราชภารกิจหลักของพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเช่นสมมติเทวราชา ประทับ ณ ศูนย์กลางพระราชอาณาจักรของพระองค์ เสมือนประทับ ณ ศูนย์กลางจักรวาลบนสวรรค์ดาวดึงส์

คำกล่าวที่ว่า ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย คงหมายถึงส่งเสด็จสวรรค์ดาวดึงส์ ซึ่งอยู่บนยอดภูเขาพระสุเมรุ โดยจำลองเป็นพระเมรุมาศ หลังถวายเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานในเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ดาวดึงส์

สวรรค์ดุสิต ที่สถิตของพระโพธิสัตว์คติที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเสมือนพระโพธิสัตว์ (ความหมายเดียวกับเสมือนพระอนาคตพุทธเจ้า) มีหลักฐานมาแล้วในสมัยสุโขทัย พบในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง คราวที่พญาลิไททรงผนวช พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “…อาตมาอยากขอมอบอาตมาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า…” คำเรียกแทนตัวเรา เมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระมหากษัตริย์ว่า ข้าพระพุทธเจ้า คงมีมาอย่างช้าก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสืบมาในสมัยปัจจุบันด้วย

“ในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้แปลมา จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ ยอดเขาพระสุเมรุคือสวรรค์ดาวดึงส์ เป็นที่ประทับของพระราชา คือพระอินทร์ เราเชื่อกันว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ตอนนี้เสด็จไปประทับอยู่สวรรค์ดาวดึงส์แล้ว แต่พอขึ้นไปผ่านสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นพรหมโลกตามที่ระบุในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาเป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา หรือบรรดาที่มีวาสนาบารมีมาก พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ฉะนั้นถ้าตามอุดมคติแล้ว สมเด็จย่าสถิตอยู่บนนั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ บอกต่อว่า ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ประจำรัชกาลที่ 1 และประจำรัชกาลที่ 2 ประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ถวายพระนามองค์ประจำรัชกาลที่ 1 ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระนามประจำรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย ภายหลังเปลี่ยนในรัชกาลที่ 4 เป็นพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงกล่าวได้ว่าคติโบราณของไทยเทียบพระมหากษัตริย์เมื่อมีพระชนม์ชีพทรงเสมือนเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จสวรรคตก็จะเสด็จสู่สวรรคาลัย เพื่อรอเสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ระบุว่า สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา หรือบรรดาที่มีวาสนาบารมีมาก เช่น พระบรมวงศ์ชั้นสูง หลังเสด็จสวรรคตพระมหากษัตริย์ด้วยสถานะแห่งพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงขึ้นไปจากสวรรค์ดาวดึงส์ ผ่านสวรรค์ชั้นยามา จึงขึ้นถึงสวรรค์ดุสิต นับเป็นสวรรค์ชั้นที่สี่ในบรรดาสวรรค์ทั้งหมดหกชั้น

“พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นสมติเทพ คือพระนารายณ์ อย่างพระนารายณ์ทรงครุฑก็เป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ แต่มีอีกสมมติเทพหนึ่งที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะนั้น คือเทวราชาสถิตอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าเทียบแล้วคือพระอินทร์ ซึ่งทรงสนับสนุนพุทธศาสนามาโดยตลอด พระมหากษัตริย์ก็ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาเช่นกัน

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพและเป็นสมมติพุทธเจ้าด้วย ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย จารึกวัดป่ามะม่วง ได้ระบุไว้ชัดเมื่อคราวที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไท ทรงผนวช และให้ทรงจารึกบอกว่า ที่ผนวชไม่ได้ปรารถนาสมบัติอินทร์ สมบัติพรหมอะไรทั้งนั้น ปรารถนาที่ชาติหน้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 ในเขมรสมัยนครวัด พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ได้ระบุไว้ชัด ต้องการเป็นพระโพธิสัตว์ ความเจ็บปวดของพสกนิกรของพระองค์ก็คือความเจ็บปวดของพระองค์ พระโพธิสัตว์หมายถึงบุคคลที่ถึงพร้อมแล้วที่ตรัสรู้ แต่ไม่ตรัสรู้ หากถือตามคติมหายานก็เพื่อรั้งรอที่จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นวัฏสงสาร มีพระมหากรุณามากมาย จึงไม่ยอมตรัสรู้ ดำรงอยู่ในสถานะพระโพธิสัตว์” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ ขมวดความคิดโดยรวม

เมื่อเชื่อมโยงคติเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิตกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ให้ประเด็นคิดดังนี้ พระราชวังโบราณในพระนครศรีอยุธยานี ราชธานีเก่า มีพระมหาปราสาทสำคัญห้าองค์ องค์ที่ชื่อพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันชำรุดเหลือซากเพียงเล็กน้อย แต่ยังมีเค้าว่าเป็นพระใต้ถุนสูง หรือพระที่นั่งสองชั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้อิงแบบมาสร้างในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อปี 2332

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จออกว่าราชการที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ระหว่างรอการก่อสร้างหมู่พระมหามณเฑียร ในรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต ก็อัญเชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ต่อมาจึงเป็นธรรมเนียมที่จะประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อๆ มาที่พระที่นั่งองค์นี้ รวมทั้งสมเด็จพระอัครมเหสี และบางโอกาสก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ตั้งพระศพพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์ คติโบราณจึงย่อมมีด้วยว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต พระองค์เสด็จขึ้นไปสถิต ณ สวรรค์ดุสิตอันเป็นที่สุด ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ แจกแจงว่า

“พุทธศาสนาหินยานที่เราคุ้นเคยพระโพธิสัตว์ได้แก่นิทานชาดกต่างๆ ซึ่งตัวเอกคือพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น และเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เจดีย์จุฬามณีถ้าตามอุดมคติพุทธศาสนาถือเป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นมหาธาตุเจดีย์องค์แรกในพุทธศาสนา

สรุป พระพุทธเจ้านั้นนอกจากเป็นเทวราชาแล้ว เสมือนกับเป็นพระอินทร์ แล้วพระบรมอัฐิของพระองค์ก็อยู่ในชั้นดาวดึงส์ด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าในความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นเทวราชา เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อสวรรคตแล้วไปสถิตอยู่ที่เขาพระสุเมรุ ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นตามคติความเชื่อทุกอย่าง แต่จะมีเพิ่มเติมคือสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นพรหมโลก ซึ่งอยู่สูงกว่าเทวโลก คือสวรรค์ดาวดึงส์

สวรรค์ชั้นดุสิตตรงกับชื่อพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีความเป็นไปได้ว่ารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างและพระราชทานนามโดยมีความหมายสำคัญตรงที่เมื่อสร้างแล้วพระองค์ทรงประทับอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไปประทับที่อื่น และให้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมศพของพระราชวงศ์ชั้นสูง

รวมถึงเมื่อพระองค์สวรรคตก็ให้ประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตฯ และเป็นพระราชประเพณีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตรงกับไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาที่บอกว่า ที่ประทับของพระมหากษัตริย์หลังจากสวรรคตแล้ว ในเบื้องต้นคือถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ยอดเขาพระสุเมรุ คือพระเมรุมาศ จากนั้นเสด็จไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงสถานะเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะรอมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อตรัสรู้บนโลกใบนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องของอุดมคติ

นอกจากที่เราเชื่อกันว่าพระมหากษัตริย์ของเราหลังจากสวรรคตไปประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ในที่สุดพระองค์ก็ไปเป็นพระโพธิสัตว์บนชั้นพรหมโลก คือสวรรค์ชั้นดุสิต”

พระเมรุมาศทรงบุษบกเก้ายอด

ศิลปินแห่งชาติ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ผู้เคยออกแบบพระเมรุในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพมาแล้ว 3 พระเมรุ ได้เคยกล่าวไว้ว่า

“พระเมรุมาศ พระเมรุ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่แสดงภูมิปัญญาช่างชั้นสูง เป็นที่ยกย่องมาแต่โบราณว่า ผู้ใดก็ตามที่ออกแบบสร้างสรรค์พระเมรุมาศ พระเมรุ ถือว่าเป็นผู้รอบรู้เจนจบในงานศิลปกรรมของชาติ เพราะได้รวบรวมงานช่างศิลปะทุกประเภทไว้พร้อมสรรพ”

แบบพระเมรุมาศ งานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 หลังจากที่กรมศิลปากรรับผิดชอบการออกแบบ โดยใช้เวลาประมาณเดือนเศษนับแต่วันเสด็จสวรรคต ผ่านการเสนอคณะรัฐมนตรี และผ่านการทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงพระวินิจฉัย แล้วสรุปรูปแบบพระเมรุมาศที่ดำเนินการก่อสร้างในครั้งนี้เป็นรูปทรงบุษบกตามแบบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่พระเมรุมาศครั้งนี้มี 9 ยอด ยิ่งใหญ่โอฬารกว่าที่ผ่านมา

การออกแบบครั้งนี้ได้กำหนดกรอบแนวคิดตามอย่างโบราณราชประเพณีไว้ 3 ประการ คือ

1.ต้องสมพระเกียรติ เพราะครั้งนี้เป็นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระมหากษัตริย์ครั้งล่าสุดคือ เมื่อเดือน มี.ค. 2493 คือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และตลอดรัชสมัยที่ผ่านมาก็มีเพียงงานพระเมรุของสมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่

2.ออกแบบตามหลักราชประเพณีโบราณ โดยยึดแบบสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะแบบของสมัยอยุธยานั้นไม่มีรูปแบบที่เป็นหลักฐาน จึงดูแบบพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

3.การออกแบบครั้งนี้ยึดหลักไตรภูมิตามคัมภีร์พระพุทธศาสนาและความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์คือสมมติเทพตามระบบเทวนิยม ซึ่งจาก 3 แนวคิดหลักนี้ได้ปรากฏเป็นแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ คือ แบบทรงยอดบุษบก องค์หลักจะอยู่กึ่งกลาง อันหมายถึงเขาพระสุเมรุ อีก 8 มณฑปที่อยู่รายรอบนั้น หมายถึงเขาสัตตบริภัณฑ์ อันหมายถึงระบบจักรวาล

สำหรับในส่วนงานสถาปัตยกรรมที่ต้องก่อสร้างอาคารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มอาคารในมณฑลพิธี ณ ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย พระเมรุมาศ เป็นประธานในมณฑลพิธี ออกแบบโดยยึดถือคติตามโบราณราชประเพณีรูปแบบเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก สูงถึง 50.49 เมตร มีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ผังพื้นที่ใช้งานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 60 เมตร มีบันไดทั้งสี่ด้าน ฐานยกพื้นสูงมี 7 ชั้น ชั้นบนที่มุมทั้งสี่ ประกอบด้วยสำซ่างทรงบุษบก ชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ฐานชั้นที่ 2 ประกอบด้วยซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน รวมสิ่งก่อสร้างมีเครื่องยอดนับรวมได้ 9 ยอด

พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูงขนาด 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ สำหรับเป็นที่ประทับและบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระราชพิธี และเป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้า โดยเตรียมพื้นที่สำหรับผู้เข้าร่วมพระราชพิธีประมาณ 2,800 ที่นั่ง ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อรองรับพระราชอาคันตุกะและอาคันตุกะที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีจำนวนมาก

นอกจากนั้นยังมีศาลาลูกขุน เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ ทับเกษตร ใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีพักและฟังสวดพระอภิธรรม และทิม สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์หลวงพัก และใช้เป็นที่ตั้งเครื่องประโคมและทำเป็นห้องสุขา

2.กลุ่มอาคารนอกมณฑลพิธี ได้แก่ เกยลา บริเวณกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พลับพลาหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และพลับพลายกหน้ามณฑลพิธีท้องสนามหลวง ส่วนลวดลายประกอบ ทั้งที่เป็นชั้นฐาน หรือประติมากรรมที่ประกอบในพระเมรุมาศ ทั้งหมดจะสะท้อนถึงเรื่องระบบจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นชั้นครุฑ ชั้นเทพ หรือเทวดา รวมถึงสัตว์หิมพานต์

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นพิเศษในครั้งนี้คือ เสาโคมจะใช้เป็นเสาครุฑ เพราะครุฑคือพาหนะของพระนารายณ์ โดยแนวคิดสมมติเทพนั้น พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งงานพระเมรุที่ผ่านมาล้วนเป็นเสาหงส์ สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์จะมีการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น กังหันชัยพัฒนา เครื่องดันน้ำ การปลูกหญ้าแฝก ฯลฯ จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบและปรับปรุงภูมิทัศน์ ด้านงานเรื่องศิลปกรรม ไม่ว่าจะเป็นเทพ เทวดา สัตว์หิมพานต์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะยึดตามคติความเชื่อของระบบจักรวาล อันเกี่ยวกับสมมติเทพทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามราชประเพณีที่มีมาตั้งแต่อดีต

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดย ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า ส่วนของงานสถาปัตยกรรม หัวใจสำคัญของการออกแบบ และต้องมีความเสี่ยงเป็นศูนย์ การออกแบบพระเมรุมาศ ตนเองได้รับการถ่ายทอดจาก พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์) สาขาย่อย สถาปัตยกรรม ประจำปี 2541

“การออกแบบพระเมรุมาศไม่สามารถคิดได้ก่อนเลยว่าแบบที่จะสร้างนั้นเป็นรูปแบบใด แต่รูปแบบสำหรับพระมหากษัตริย์ต้องเป็นทรงบุษบก เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. กว่าๆ ท่านอธิบดีศิลปากรบอกว่าต้องเตรียมในเรื่องพระเมรุมาศ ทุกคนมีน้ำตากันหมด ผมศึกษาจากพระเมรุมาศจากอดีต ทั้งพระเมรุมาศของรัชกาลที่ 4 รัชกาล 5 และรัชกาลที่ 6 เมื่อสมเด็จครูกรมพระยานริศออกแบบพระเมรุมาศรัชกาลที่ 6 เป็นทรงบุษบก พระพรหมวิจิตร ออกแบบพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8 ก็ออกแบบทรงบุษบก”

ก่อเกียรติ เล่าถึงเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ถวายแบบให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลือกว่า

“การออกแบบต้องออกแบบ 2-3 แบบ ให้ทรงเลือก การไปกราบบังคมทูลของผมมี 3 แบบ และของเพื่อนที่ทำงานอีก 2 แบบ รวมอีก 5 แบบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเลือกแบบของผม ซึ่งเป็นทรงบุษบก 9 ยอด ซึ่งออกแบบเพื่อประโยชน์ใช้สอย เป็นพระเมรุมาศที่เรียกว่าพระเมรุมาศเอกตามจำนวนยอด โดยใช้หลัก 3 ข้อ 1.สมพระเกียรติ สมเด็จครูตรัสว่า การออกแบบพระเมรุมาศใหญ่เท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ยิ่งถวายพระอิสริยยศมากขึ้นเท่านั้น พระเมรุมาศสูง 50.9 เมตร ใช้พื้นที่ได้เต็มสนามหลวงเต็มที่สุด 2 ใน 3 ของสนามหลวง งานพระเมรุมาศต้องแตกต่างและพิเศษจากแบบเดิมๆ เพื่อให้สมพระเกียรติมากที่สุด 2.ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์พระเมรุมาศ และ 3.ศึกษาคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา”

จากการออกแบบพระเมรุมาศ ก่อเกียรติ ฉายภาพว่า ต้องนึกอยู่ประมาณ 4 ข้อ 1.ออกแบบเพื่อใคร 2.ทำให้ได้ 3.ทำให้ถูก และ 4.ทำให้เสร็จทันเวลา โดยรายละเอียดสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ดังนี้

องค์พระเมรุมาศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบกเก้ายอดบนชั้นฐานชาลาย่อมุมไม้สิบสอง โครงสร้างภายในเป็นเหล็กแบบยึดด้วยนอต ฐานรากโครงสร้างแบบใช้พื้นดินรับน้ำหนักโดยไม่มีเสาเข็ม องค์พระเมรุมาศปิดผิวประดับด้วยไม้อัด กรุกระดาษทองย่นตกแต่งลวดลาย และเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีเทวดาเชิญฉัตรและบังแทรก มีองค์มหาเทพ 4 พระองค์ คือ พระพิฆเนศวร พระอินทร์ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ รายรอบพระเมรุมาศชั้นลานอุตราวรรตมีสระอโนดาตทั้งสี่ทิศ มีน้ำไหลจากสัตว์มงคลประจำทิศสู่สระอโนดาต ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

บุษบกประธานผังพื้นอาคารเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นฐานเป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เชิงบาตร ชั้นที่หนึ่งเป็นชั้นครุฑยุดนาค เชิงบาตรชั้นที่สองเป็นชั้นเทพพนม เครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนเจ็ดชั้น บนยอดสุดปักนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

โถงกลางภายในเป็นที่ประดิษฐานพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ติดตั้งฉากบังเพลิงทั้งสี่ทิศ เขียนรูปพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดตั้งลิฟต์ที่ชั้นฐานชาลาแต่ละชั้น ทางด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ มีสะพานเกรินสำหรับใช้เป็นที่เคลื่อนพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ

ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นฐานสิงห์ เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีท้าวจตุโลกบาลประทับยืนที่มุมฐานชาลาหันหน้าเข้าสู่บุษบกประธาน มีเทวดาคุกเข่าถือบังแทรก

ฐานชาลาชั้นที่ 2 เป็นฐานปัทม์ เป็นที่ตั้งของบุษบกหอเปลื้องเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน ๔ องค์ ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่ที่ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์และอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

ฐานชาลาชั้นที่ 3 เป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เป็นฐานเชิง บาตรท้องไม้มีเทพชุมนุมโดยรอบจำนวน 108 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นบัวเชิงบาตร ฐานชั้นนี้เป็นที่ตั้งของบุษบกซ่างเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน 4 องค์ ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับนั่งอยู่ประจำบุษบกซ่าง โดยจะผลัดกันสวดในการสวดพระอภิธรรม โดยจะผลัดกันสวดที่ละซ่างเวียนกันไปตลอดงานพระเมรุมาศ ลักษณะพระเมรุมาศพิเศษสุด แสดงศิลปกรรมล้ำเลิศเฉลิมพระบารมียิ่งใหญ่ไพศาลพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ดำรงสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด และสถิตอยู่ในหัวใจของชาวไทยนิจนิรันดร์

……………………………..

* เอกสารประกอบการเขียน : เอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ”

 

5 ปัจจัยเสี่ยงกรดไหลย้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518820

5 ปัจจัยเสี่ยงกรดไหลย้อน

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน เกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร เมื่อกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารผิดปกติ ปล่อยให้น้ำย่อยในกระเพาะ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นมาตามหลอดอาหารและลำคอ ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนนั้นมาจากการทานอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั่งเอง

ภาพ: Liver Doctor

1. ทานอาหารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง – การทานอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำส้มคั้น รวมไปถึงเครื่องดื่มคาเฟอีน ที่กระตุ้นให้หลั่งน้ำย่อยมากขึ้น อาจก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้

2. ทานอาหารในปริมาณมากเกินไป – การทานอาหารจนรู้สึกอิ่มมากเกินไป จะไปกระตุ้นให้มีน้ำย่อยมากขึ้น และอาจเป็นอีกสาเหตุของกรดไหลย้อนได้

3. นอนราบหลังทานอิ่มใหม่ๆ – การนอนราบหลังจากทานอาหารใหม่ๆ อาจทำให้น้ำย่อยไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นไปตามหลอดอาหารและลำคอได้

4. สวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป – การสวมกระโปรง กางเกง หรือรัดเข็มขัดแน่นเกินไป อาจทำให้เกิดการบีบรัด เพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร และมีส่วนทำให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปได้ง่าย

5. อายุ – กล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่มีเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้นหากกล้ามเนื้อส่วนนี้เสื่อมสมรรถภาพลง ก็อาจทำให้เป็นกรดไหลย้อนได้ง่าย รวมไปถึงในเด็กทารกที่กล้ามเนื้อส่วนนี้ยังไม่แข็งแรงด้วยเช่นเดียวกัน

 

คาราเบน ศิลปะในข้าวกล่องญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518816

คาราเบน ศิลปะในข้าวกล่องญี่ปุ่น

การทำข้าวกล่องเบนโตะเป็นวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นที่มีมาช้านาน ซึ่งในปัจจุบันก็นิยมทำเป็นรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ด้วย

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำข้าวกล่องหรือเบนโตะอยู่แล้ว แม่บ้านญี่ปุ่นมักจะทำเบนโตะให้ลูกๆ ของตัวเองไปทานที่โรงเรียนกันอย่างแพร่หลาย นอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่ต้องคำนึงถึงแล้ว เรื่องศิลปะหรือความสวยงามก็เป็นอีกงานยักษ์ของแม่บ้านญี่ปุ่นสมัยนี้เช่นเดียวกัน

การทำเบนโตะเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมานานกว่า 500 ปี เป็นการปรุงข้าว เนื้อสัตว์ และผักใส่อาหารไว้ทานระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนอนุบาลที่จะนำข้าวกล่องไปกับโรงเรียน โดยปัจจุบันมีเบนโตะอีกแบบที่แยกออกมาคือ คาราเบน ที่มาจากคำว่า คาแรคเตอร์ ผสมกับคำว่า เบนโตะ นั่นก็คือการทำข้าวกล่องเป็นรูปตัวละครยอดนิยมจากการ์ตูนอะนิเมะและวิดีโอเกมญี่ปุ่น เช่น Pikachu Hello Kitty นอกจากนั้นยังมีแม่บ้านมากความสามารถบางคนที่ทำเบนโตะเป็นรูปคนดังอย่าง Mona Lisa, Michael Jackson, Shinzo Abe และแม้แต่ Donald Trump

และความอลังการของคาราเบนนี้เองก็เป็นเหตุให้เกิดดราม่าเล็กๆ ในโรงเรียนญี่ปุ่น เนื่องจากพ่อแม่บางท่านที่ไม่สะดวกทำคาราเบน หรือทำได้ไม่น่ารักเท่าบ้านอื่น ลูกหลานของพวกเขาก็จะถูกสังคมมองว่าแปลกแยกและกลายเป็นปมในใจเด็ก จนตอนนี้ต้องมีคอร์สสอนวิธีการทำเบนโตะเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว

ในขณะบางโรงเรียนได้แบนคาราเบน ไม่ให้นำข้าวกล่องตัวการ์ตูนไปโรงเรียนเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ เพื่อลดแรงกัดดันต่อแม่และเด็กๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการจัดแข่งขันทำข้างกล่องตัวการ์ตูนอยู่ถึง 5 เมืองในประเทศญี่ปุ่น โดยรวมไปถึงเมืองโตเกียวและเกียวโตด้วย

ที่มา: weirdasianews