แก้ปัญหาโดนขโมยไอศกรีมที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ด้วยฉลากไอศกรีมปลอม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518809

แก้ปัญหาโดนขโมยไอศกรีมที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ด้วยฉลากไอศกรีมปลอม!

ประเทศญี่ปุ่นออกไอศกรีมในแพคเกจคล้ายห่อซองกันชื้น เพื่อป้องกันปัญหาการถูกรูมเมทขโมยไอศกรีมทาน

ผู้ที่แชร์หอพักอยู่ร่วมกับเพื่อน หรือบ้านไหนที่มีพี่น้องเยอะๆ น่าจะพบปัญหาเวลาแช่ของกินไว้ในตู้เย็น แล้วสิ่งเหล่านั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่เป็นประจำ ยิ่งเวลาเหนื่อยๆ กลับบ้านมา อยากเปิดช่องแช่แข็ง ทานไอศกรีมเย็นๆ ให้ชื่นใจ แต่กลับพบว่ามันหายไปอย่างไร้สาเหตุนี่มันเสียอารมณ์จริงๆ ด้วยเหตุนี้ที่ญี่ปุ่นเขาเลยออกไอศกรีมที่มาในแพคเกจพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาการโดนฉกไอศกรีมไปทานยามที่เราไม่อยู่โดยเฉพาะ

ไอศกรีมที่ว่านี้เป็นไอเดียของ Takeshita Seika ผู้ผลิตไอศกรีมบริษัทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบฉลากให้ดูเหมือนกับซองกันชื้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่พอเห็นซองนี้ พร้อมกับคำว่า ห้ามรับประทาน ก็น่าจะไม่แตะต้องมัน ทำให้สามารถหลอกล่อคนอื่น และทำให้ไอศกรีมแท่งโปรดของเราปลอดภัยได้

ไอศกรีมนี้มีขายทั้งแบบแพคเกจปกติ และแบบแพคเกจซองกันชื้น ที่ร้านดองกี้ หรือ Don Quijote ร้านดรักสโตร์สุดฮิตของคนไทย ที่มักจะแวะเวียนไปเสมอเมื่อไปท่องเที่ยวยังประเทศญี่ปุ่น

ที่มา: rocketnews24

 

14 อาหารปลอดภัยที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518797

14 อาหารปลอดภัยที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

อาหารบางชนิดมีแคลอรี่ต่ำและเต็มไปด้วยเส้นใย ทำให้ทานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น

แม้ว่าจะไม่มีอาหารที่ไร้แคลอรี่เสียทีเดียวเลย แต่ก็ยังพอมีอาหารบางชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แคลอรี่ต่ำ เต็มไปด้วยเส้นใยที่ทำให้รู้สึกอยู่ท้อง ทำให้สามารถทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผักและผลไม้ที่ไม่มีแป้ง นอกจากจะทานได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว ยังเต็มไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย

1. ผักขึ้นฉ่าย

เกือบ 95% ของขึ้นฉ่ายเป็นน้ำ นอกจากนั้นยังมีโพแทสเซียม โฟเลต เส้นใย และวิตามินเคที่จำเป็นต่อความต้องการในชีวิตประจำวัน แนะนำให้ทานผักขึ้นฉ่ายตอนที่ยังสดใหม่อยู่ เนื่องจากจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่ หากทิ้งไว้ 5 – 7 วันหลังจากซื้อมาแล้วประโยชน์จะลดลง

2. ผักคะน้า

คะน้าเป็นหนึ่งในผักไม่กี่ชนิดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 แคลอรีต่ำแค่ประมาณ 33 แคลอรี่ต่อถ้วย แถมยังมีโปรตีน 3 กรัม และไฟเบอร์ 2.5 กรัมต่อหนึ่งจาน นอกจากนั้นยังมีวิตามินและโฟเลตสูงอีกด้วย

3. บลูเบอร์รี

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีนั้นเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ แถมยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ และมีเพียงประมาณ 85 แคลอรี่ต่อแพ็คเท่านั้น

4. แตงกวา

แตงกวาเป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างสูง และมีแคลอรี่เพียง 16 แคลอรีต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น โดยคุณค่าทางโภชนาการของแตงกวาส่วนใหญ่อยู่ในผิวและเมล็ด ซึ่งมีทั้งเส้นใยและวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา ดังนั้นจึงไม่ควรปอกเปลือกแตงกวาออก เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด

5. มะเขือเทศ

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่ามะเขือเทศนั้นเต็มไปด้วยไลโคปีน นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, C, B2, โฟเลท โครเมียม โพแทสเซียม และเส้นใยอีกด้วย ที่สำคัญคือมะเขือเทศขนาดกลางหนึ่งลูกมีแคลอรี่ประมาณ 25 แคลอรี่เท่านั้น

6. ส้มโอ

ส้มโอเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วในนามของผลไม้ที่ช่วยลดน้ำหนัก เนื่องจากมีเส้นใยสูง ช่วยให้ไม่ค่อยหิว และรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายได้ดี โดยส้มโอครึ่งลูกมีเพียง 50 แคลอรี่เท่านั้น นอกจากนั้นวิตามินซีที่พบในส้มโอยังสามารถลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เพราะมีส่วยช่วยลดคอเลสเตอรอล และส่งเสริมระบบย่อยอาหาร แถมโฟเลตที่พบในส้มโอยังเหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์อีกด้วย

7. บรอกโคลี

บรอกโคลีเป็นผักที่มีสาร sulforaphane ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง ทำหน้าที่ล้างสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, C, E, K และมีแคลอรี่เพียงประมาณ 31 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น โดยบรอกโคลีจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดเมื่อรับประทานแบบดิบหรือแบบนึ่ง

8. แคนตาลูป

แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา นอกจากนั้นยังมีวิตามิน A และ C ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากแคปตาลูปประกอบไปด้วยน้ำถึง 90% จึงทำให้มีแค่ 55 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น

9. ดอกกะหล่ำ

แม้ว่าดอกกะหล่ำจะไม่ได้เป็นสีเขียว แต่นั่นไม่ได้ทำให้คุณค่าทางโภชนาการของมันลดลงเลย ดอกกะหล่ำนั้นเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเป็นแหล่งโฟเลท ไฟเบอร์ วิตามิน C และ K ที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีแคลอรี่แค่ประมาณ 25 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น

10. แบล็กเบอร์รี

แบล็กเบอร์รีเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีประโยชน์มากมาย เช่นเดียวกับผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า bioflavonoids นอกจากนั้นการทานแบล็กเบอร์รี่ยังสามารถช่วยในการย่อยอาหาร และฟื้นฟูให้ผิวดูอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย โดยมีแคลอรี่ประมาณ 62 แคลอรี่ต่อหนึ่งมื้อเท่านั้น

11. ผักกาดหอม

ผักกาดหอมเป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามิน A และ C นอกจากนั้นยังให้พลังงานแค่ประมาณ 10 – 20 แคลอรี่ต่อมื้อเท่านั้น

12. ส้ม

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าส้มเป็นผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีชั้นดี ซึ่งวิตามินซีนั้นมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ผิว และยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใส นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยใยอาหาร ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยส้มขนาดกลางให้พลังงานแค่ 80 แคลอรี่เท่านั้น

13. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี โดยให้วิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งผลเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้สตรอว์เบอร์รียังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งโพแทสเซียมและเส้นใยที่ดี อีกทั้งยังปราศจากไขมัน โซเดียม และคอเลสเตอรอล ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งสตรอว์เบอร์รีหนึ่งถ้วยมีแคลอรี่ประมาณ 50 แคลอรี่เท่านั้น

14. เมล่อน

เมล่อนเป็นผลไม้ที่ให้น้ำตาลธรรมชาติประมาณ 14 กรัมต่อผล นอกจากนั้นยังให้คุณค่าของวิตามินซีและทองแดง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวมีสุขภาพดี

ที่มา: insider

 

3 ขั้นตอนบำรุงผิวให้ผิวดีแบบผิวเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518780

3 ขั้นตอนบำรุงผิวให้ผิวดีแบบผิวเด็ก

เคล็ดลับการดูแลและฟื้นบำรุงผิว ให้ผิวสวยสุขภาพดีและอ่อนเยาว์ดุจผิวเด็ก

การมีผิวสวยสุขภาพดีดูอ่อนกว่าวัย เป็นสิ่งที่สาวๆ ต่างปรารถนา เราจึงมักเห็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจเลือกกินอาหารและออกกำลังกาย แต่ด้วยมลภาวะ แสงแดด และความเครียดที่ต้องเผชิญ การดูแลตัวเองเพียงเท่านั้นอาจยังไม่เพียงพอ ภกญ.ลักษณา ทรัพย์ชูกุล ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์วิชี่ เผยถึงเคล็ดลับการดูแลผิวง่ายๆ ว่า หลายคนอาจเลือกดูแลตัวเองด้วยการกินผักและผลไม้ แต่ในความเป็นจริงผิวของเราต้องการวิตามินในการฟื้นบำรุง เพื่อให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ดังนั้น ควรให้ความใส่ใจเรื่องการดูแลผิวเป็นพิเศษ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ 3 คือ

ขั้นตอนแรก ทำความสะอาด เช็ดเครื่องสำอาง ตามด้วยการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า และปิดท้ายด้วยโทนเนอร์สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการบำรุง

ขั้นตอนที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผิวด้วยการใช้พรีเซรั่ม ช่วยปรับสมดุล pH ผิว ให้ผิวพร้อมสู่ขั้นตอนการบำรุงผิว โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามสภาพผิวหน้าหรือตามปัญหาที่เกิดกับผิวหน้า และเพื่อการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ควรเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทเซรั่มหรือเอสเซนส์ที่มีความเข้มข้นสูง เน้นการแก้ปัญหาควบคู่ไปกับการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวหน้า

ขั้นตอนสุดท้าย คือการปกป้องผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด ก่อนเผชิญแสงแดดอย่างน้อย 30 นาที หรือแม้แต่วันที่ไม่ได้ออกจากบ้าน

ด้าน ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี ช่างแต่งหน้ามือหนึ่งของเมืองไทย ได้แนะนำเทคนิคการแต่งหน้าโชว์ผิวเด็กให้ฟังว่า ความชุ่มชื้นของผิวหน้าสำคัญที่สุด ถ้ามีผิวหน้าที่ดีจะทำให้การแต่งหน้าง่ายมากยิ่งขึ้น เทคนิคส่วนตัวคือการทาเซรั่มก่อนครีมบำรุงตอนกลางคืน และทาซ้ำอีกครั้งตอนสุดท้ายเพื่อล็อกครีมบำรุงต่างๆ ให้ทำงานอยู่บนผิวหน้าได้ยาวนานยิ่งขึ้น

ที่มา: M2F

 

5 จุดสำคัญที่รังสียูวีสามารถทำร้ายดวงตาเราได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518769

5 จุดสำคัญที่รังสียูวีสามารถทำร้ายดวงตาเราได้

รังสียูวีที่มีความเข้มข้นสูงสามารถส่งผลร้ายต่อส่วนต่างๆ ของดวงตาเราได้มากกว่าที่คิด

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมากสำหรับทุกคน นอกจากแสงแดดที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันแล้ว หลอดไฟก็สามารถปล่อยรังสีออกมาได้เช่นกัน ซึ่งหลอดไฟที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดฮาโลเจน หลอด LED ล้วนปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีออกมา แต่อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา อีกทั้งจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ ก็มีรังสียูวีออกมาเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตก็จะควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่หากได้รับรังสียูวีมาก แสงเหล่านี้ก็สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้ ดังนี้

1. เปลือกตา แสงแดดทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย

2. เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำเรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่า ต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

3. กระจกตา การได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามากน้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชม. หลังจากได้รับรังสียูวี เช่น รังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน

4. เลนส์ตา การได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ประมาณ 20% ของต้อกระจก อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

5. จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสาร หรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลงและเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับรังสียูวี

ที่มา: M2F

 

3 เคล็ดลับกำจัดเซลลูไลท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518620

3 เคล็ดลับกำจัดเซลลูไลท์

เซลลูไลท์ หรือผิวเปลือกส้ม สามารถกำจัดได้ด้วยการออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการเลือกรับประทานอาหาร

เซลลูไลท์ แตกต่างจากไขมันทั่วไปตรงที่เป็นเซลล์ไขมันขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัด แถมยังทำให้ผิวบริเวณนั้นขรุขระ ไม่เรียบเนียน หรือที่เรามักเรียกกันว่า ผิวเปลือกส้ม แถมยังห้อยย้อยไม่น่ามองอีก เซลลูไลท์มักสะสมอยู่บริเวณแขน ขา และสะโพก โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่ทั้งนี้เซลลูไลท์ก็สามารถกำจัดได้ หากออกกำลังกายได้อย่างตรงจุด และเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

1. ออกกำลังเป็นส่วนๆ – การออกกำลังกายเป็นส่วนๆ ตามปัญหาของแต่ละคน จะช่วยลดเซลลูไลท์ได้อย่างตรงจุด โดยมากเป็นการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เช่น ยกเวท สวอท

2. ทานคลีน – อาหารคลีน หรืออาหารที่ผ่านการปรุงน้อยที่สุด ล้วนดีต่อสุขภาพของเรา ในตอนแรกรสชาติอาจจะไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ ให้ค่อยๆ ปรับไปทีละนิด ทานแค่บางมื้อแล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามที่แต่ละคนสะดวก

3. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ – แม้จะมีเซลลูไลท์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะงดทานไขมันไปเลย เพราะสารอาหารทุกประเภทก็มีประโยชน์ที่ต่างกันออกไป ควรทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนไขมัน ให้หันมาทานไขมันดีแทน อย่างเช่น น้ำมันพืช ก็ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ที่ล้วนได้จากพืชแทนก็ได้

 

10 ของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านยามฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 16:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518612

10 ของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านยามฉุกเฉิน

รวมสิ่งของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านไว้ใช้ยามเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ประเทศไทยกับเรื่องภัยพิบัติอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว โชคดีที่บ้านเราไม่ค่อยมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่หากวันหนึ่งมีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา เราเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ จึงควรจัดของใช้จำเป็นติดบ้านไว้ ยามเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที

1. น้ำ – น้ำดื่มเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ และรู้หรือไม่ว่าน้ำดื่มก็มีวันหมดอายุเหมือนกันนะ จึงควรเช็คอย่างน้อยปีละครั้งว่าน้ำดื่มที่ตุนไว้เผื่อฉุกเฉินนั้นยังไม่หมดอายุ

2. อาหารสำเร็จรูป – นอกจากน้ำแล้ว สิ่งที่ควรเตรียมไว้ด้วยก็คือพวกอาหารกระป๋องที่สามารถเก็บได้นานๆ นอกจากนั้นหากบ้านไหนมีสัตว์เลี้ยง ก็อย่าลืมเตรียมเผื่อพวกเขาด้วย

3. ชุดปฐมพยาบาล – ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นการมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาล และการมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดบ้านนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

4. เครื่องมืออเนกประสงค์ – มีดพก กรรไกร ไขควง เหล่าอุปกรณ์เครื่องมือช่างที่ดูเหมือนจะไกลตัวในเวลาปกติ แต่หากมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา อาจจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่คุณมองหาเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ได้

5. เงินสด – ลองนึกภาพหากคุณออกไปเบิกเงินไม่ได้ หรือตู้เอทีเอ็มเกิดไม่ทำงานขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น การมีเงินสดจำนวนหนึ่งติดบ้านไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะแน่นอนว่าทุกอย่างย่อมต้องใช้เงินซื้อ

6. แก๊ส – แก๊สหรือน้ำมันเป็นอีกสิ่งที่ควรพกติดไว้ยามฉุกเฉิน ยังไม่ต้องถึงขั้นภัยพิบัติก็ได้ แค่วันไหนเกิดน้ำมันหมดกลางทางก็อาจจะจำเป็นต้องใช้แล้ว

7. เสื้อผ้า – ควรมีเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เหมาะกับแต่ละสภาพอากาศ และทนทานต่อการใช้งาน ติดอยู่ในชุดฉุกเฉินสักตัวสองตัว และเช็คอยู่บ่อยๆ ว่าขนาดยังพอดีกับตัวอยู่หรือเปล่า

8. รองเท้า – รองเท้าที่ควรอยู่ในชุดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน คือรองเท้าที่ปิดหัวปิดท้าย เพื่อให้สะดวกต่อทุกสถานการณ์ และป้องกันเท้าของคุณได้ดีที่สุด

9. ไม้ขีดไฟหรือไฟแช๊ก – แสงสว่างเป็นอีกสิ่งที่จำเป็นมากๆ ประเทศไทยเราเองก็มักจะมีเทียนไขและไฟแช๊กติดบ้านอยู่เสมอ และมักจะได้ใช้กันอยู่บ่อยครั้งด้วย

10. เอกสารทางกฎหมาย – ควรจัดเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ใส่ซองรวมกันไว้ให้พร้อมต่อการใช้งานอยู่เสมอ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา จะได้หยิบซองนั้นไปได้เลยทีเดียว ไม่ต้องคอยวิ่งหา เพราะเอกสารเหล่านี้สำคัญมาก หากหายไปคงเกิดความวุ่นวายไม่ใช่น้อยเลย

ที่มา: Reader’s digest

 

รู้หรือไม่ รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะนิสัยได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 15:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518600

รู้หรือไม่ รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะนิสัยได้!

การวิจัยบุคลิกภาพของญี่ปุ่นเผยว่า รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะเฉพาะของแต่ละคนได้

เวลาเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป เรามักจะมองรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสีดวงตา ความยาวของผม หรือลักษณะการแต่งตัว โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความชอบทำนายดวง ทายใจหรือนิสัยจากสิ่งต่างๆ เขาก็ได้ออกมาเผยว่า รูปทรงของเล็กก็สามารถบอกลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้เช่นกัน

เล็บยาวในแนวตั้ง

ผู้ที่มีเล็บเรียวยาวเป็นทรงสวยตามแนวตั้ง มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนอ่อนโยนและโรแมนติก สมองซีกขวาพัฒนาเร็ว มีจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ แต่มักถูกครอบงำและหลอกล่อได้ง่าย ให้ระมัดระวังคำพูดของคนอื่น และคิดถึงหลักเหตุผลให้มากๆ ก่อนจะเชื่อคำพูดของใครก็ตาม

เล็บกว้างออกด้านข้าง

ผู้ที่เล็บกว้างออกด้านข้างเป็นคนที่พูดเก่ง ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง คิดอย่างไรก็พูดออกไปแบบนั้น เป็นคนชัดเจนและค่อนข้างตรงไปตรงมา จนบางครั้งทำให้คนอื่นตกใจ แถมยังเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงควรระวังเรื่องคำพูด และฝึกการควบคุมอารมณ์ตัวเองสักนิด

เล็บทรงกลมหรือรูปไข่

ผู้ที่มีเล็บเป็นทรงกลมหรือรูปไข่เป็นคนรักสงบและผ่อนคลาย สามารถมีความสุขและเข้ากับผู้ที่อื่นได้ง่าย เป็นคนสดใส ใครอยู่ด้วยก็จะรู้สึกสนุก ชอบเข้าสังคม รักการอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ แต่ด้วยเหตุนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่ง่ายและเป็นคนของสาธารณะมากเกินไป จนอาจทำให้เพื่อนฝูงไม่ค่อยไว้ใจคุณก็ได้

เล็บรูปสี่เหลี่ยม

ผู้ที่มีเล็บทรงสี่เหลี่ยมจัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่จริงจังและหัวแข็ง เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าหาญ และกล้าที่จะแสดงทัศนคติของตัวเองออกไป ซึ่งความมุ่งมั่นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งก็อาจทำให้หลายคนไม่พอใจในความจริงใจของคุณได้เหมือนกัน ดังนั้นหากมีความยืดหยุ่นให้มากกว่าเดิมอีกสักนิด อาจช่วยให้คุณเข้ากับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น

เล็บรูปสามเหลี่ยม

ผู้ที่มีเล็บรูปสามเหลี่ยมเป็นคนที่ละเอียดอ่อน ฉลาด มักมีแนวคิดที่แปลกใหม่มานำเสนอ รวมไปถึงสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไป แต่คนกลุ่มนี้มักมีแนวโน้มว่าจะรู้สึกรำคาญคนเยอะๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย และรู้สึกสบายใจกว่าหากได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

เล็บรูปอัลมอนด์

ผู้ที่มีเล็บทรงอัลมอนด์เป็นคนที่สดใส ใจดี จริงใจกับผู้อื่นเสมอ และเป็นคนที่สุภาพมาก แต่มีความอดทนต่ำ หากมีเรื่องให้คนกลุ่มนี้หงุดหงิดแล้วจะกลายเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้ อาจจะต้องใช้เวลาสักนิด รอให้ใจเย็นลงถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เล็บรูปดาบ

ผู้ที่มีเล็บเป็นรูปทรงปลายดาบเป็นนักอุดมคติที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เด็ดขาด พร้อมที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้อยู่เสมอ เป็นคนยึดมั่นในอุดมการณ์ และยอมทำทุกอย่างที่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานมาก จึงรู้สึกหงุดหงิดที่จะต้องทำงานกับคนที่ผ่อนคลายและหละหลวมเกินไป

ที่มา: rocketnews24

 

5 แนวทางห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 13:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518589

5 แนวทางห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

ถึงแม้โรคต้อกระจกจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ไม่เป็นโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

โรคต้อกระจก เป็นภาวะที่เลนส์แก้วตาภายในลูกตาเสื่อม จนมีลักษณะขาวขุ่น ส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้ภาพที่เห็นพร่ามัว บ้างก็เห็นเป็นภาพซ้อนกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรคต้อกระจกจะเกิดขึ้นจากความแก่ชราหรือเสื่อมไปตามวัย แต่จะมีบ้างที่เป็นโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร ที่มาจากหลายปัจจัย ทั้งกรรมพันธุ์ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้นหากรู้ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต้อกระจก ก็สามารถทำให้เราห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควรได้

1. หลีกเสี่ยงการมองแสงแดดโดยตรง – แสงแดดมีส่วนทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้ ดังนั้นหากต้องอยู่ที่แดดจัด ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงโดยตรง โดยสวมหมวก หรือแว่นกันแดด เพื่อป้องกันแสงยูวีที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา

2. ไม่ใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน – หากต้องทำงานที่ต้องใช้สายตาบ่อยๆ ควรพักสายตาเป็นระยะๆ ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ตาล้าสะสม เสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกก่อนวัยอันควรได้

3. งดสูบบุหรี่ – บุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย มีแต่จะให้โทษ ซึ่งรวมไปถึงมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้นด้วย เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่

4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ – ไม่ควรกินหรือฉีดยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น นั่นรวมไปถึงการใช้ยาลดความอ้วนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานด้วย เนื่องจากจะไปเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้น

5. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ – โดยทั่วไปแล้วเราควรตรวจสุขภาพและวัดสายตาทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น หากมีอาการผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้นานเกินไป เพราะอาจจะรักษายากกว่าเดิม

 

น้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพด้วยเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518552

น้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพด้วยเสียงเพลง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ร่วมกับมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ร่วมจัดการแสดงการขับร้องประสานเสียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “น้อมรำลึกด้วยเสียงเพลง” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีการจัดแสดงเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ก.ย. โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี โดยมี เจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ร่วมด้วยคณะผู้บริหารและคณะแพทย์โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์

 

 

ครอบครัวสิริวัฒนภักดี สร้างโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ถวายเพื่อเป็นพระราชกุศลในโอกาส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคไตแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังอย่างครบวงจรตั้งแต่การตรวจคัดกรอง ดูแลรักษาและการป้องกัน ตลอดจนการปลูกถ่ายไต อาคารโรงพยาบาลกว้างขวางรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ มีมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย โดยคณะแพทย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  

 

 

ดุษฎี พนมยงค์ ผู้อำนวยการคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู (ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีสากล) กล่าวถึงการแสดงเพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ตั้งใจถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีเนื้อร้อง 41 บทเพลง จากการเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเสียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำร้องไว้ทั้งหมด เพื่อบันทึกไว้เป็นคุณค่าของแผ่นดิน และในงานวันนี้ก็ตั้งใจคัดเลือกมา 16 บทเพลง 17 เนื้อร้อง เพื่อขับร้องให้ผู้ฟังทุกท่านร่วม “น้อมรำลึกด้วยเสียงเพลง” ไปกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า มีการจัดทำบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 41 เพลง เฉพาะที่มีเนื้อร้องโดยวงดนตรีสวนพลู บันทึกลงซีดี เพื่อนำไปแจกจ่าย ไม่มีจำหน่าย ทั้งมีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอัจฉริยภาพทางดนตรี

 

5 เคล็ดลับเลือกเบลเซอร์ แมทช์ให้น่ามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518566

5 เคล็ดลับเลือกเบลเซอร์ แมทช์ให้น่ามอง

เคล็ดลับการแมทช์เสื้อผ้าให้เหมาะกับกาลเทศะและอิงกระแสแฟชั่น

หลายครั้งที่หนุ่มๆ อยากจะหยิบเบลเซอร์หรือแจ็กเก็ตมาสวมทับเสื้อ แต่ก็กลัวว่าจะดูเยอะเกินไป วันนี้เรามีเคล็ดลับการแมทช์เบลเซอร์ให้เหมาะกับกาลเทศะ แถมยังอิงกับกระแสแฟชั่นมาฝากกัน

1. เบลเซอร์ + กางเกงยีนส์

ผู้ชายจำนวนไม่น้อยต่างมียีนส์เป็นไอเท็มประจำตู้เสื้อผ้า และมักคิดถึงกางเกงยีนส์เป็นอันดับต้นๆ แล้วก็ต้องวางลง เพราะคิดว่าไม่มีทางเข้ากับเบลเซอร์ แต่รู้มั้ยว่าหยิบมาใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขาเดฟ หรือทรงสลิม บวกกับรองเท้าหนังสไตล์อ็อกซฟอร์ดคอมพลีทลุคเท่ๆ แบบกึ่งทางการได้ หรือจะเลือกจับคู่กับสนีกเกอร์ก็ดูดีมีสไตล์

2. เบลเซอร์ + กางเกงขาสั้น

แม้ว่ากางเกงขาสั้นอาจจะดูไม่สุภาพในบางโอกาส แต่สำหรับวันที่ไม่เป็นทางการมากนัก หนุ่มๆ สามารถหยิบเบลเซอร์มาแมทช์กับกางเกงขาสั้นได้แบบเต็มที่ ส่วนเรื่องความสั้นยาวของกางเกงก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แต่แนะนำว่าควรเป็นกางเกงขาสั้นที่ไม่ใช่ผ้ายีนส์ดีที่สุด

3. เบลเซอร์ + กางเกงชิโน

สำหรับวันที่ต้องการให้ดูกึ่งทางการ อาจจับสองสิ่งนี้มาแมทช์กัน เพื่อให้ได้ลุคสมาร์ทแคชชวลแบบเท่ๆ ส่วนเสื้อด้านในจะเลือกเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ต ขึ้นอยู่กับงานและสถานที่แค่ให้ถูกกาลเทศะก็พอ

4. เบลเซอร์หลากสี

แม้สีดำ กรมท่า หรือเทา จะใส่ได้ทุกโอกาส แต่หากต้องการสีสันลองหยิบเบลเซอร์โทนสีสุภาพ หรือเลือกเนื้อผ้ากำมะหยี่มาใส่บ้างก็ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับความมั่นใจของแต่ละคน แต่ถ้ากลัวไม่มั่นใจลองเริ่มจากเบลเซอร์สีพาสเทลอ่อนๆ ก่อนก็ได้

5. เบลเซอร์ที่มีลวดลาย

ยกให้ผู้ชายที่มีใจรักแฟชั่น สำหรับเบลเซอร์ลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลายทาง ลายสกอต ลายจุด หรือลายกราฟฟิก เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่ชอบการแต่งตัว แต่ควรเลือกแมทช์กับกางยีนส์ หรือกางเกงชิโนสีพื้น

ที่มา: M2F