ติดอาวุธใหม่โลกโซเชียล สร้างแบรนด์เอ็นเกจเมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 21:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487591

ติดอาวุธใหม่โลกโซเชียล สร้างแบรนด์เอ็นเกจเมนต์

ในแง่ของการทำตลาดและการสร้างแบรนด์ เฟซบุ๊กไลน์ ยูทูบ เป็นโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเป็นเครื่องมือเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) หรือการดึงให้คนเข้ามามีส่วนร่วม กด “ไลค์ เมนต์ แชร์ แชต ดูหนังฟังเพลง” ของนักการตลาดที่ทรงพลังในยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภครับสื่อน้อยลงทุกวัน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลของสถาบันวิจัยสมองเชิงสถิติระบุว่า ปลาทองมีช่วงความสนใจนานราว 9 วินาทีในขณะที่ช่วงความสนใจของมนุษย์โดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 33% ตั้งแต่ปี 2543 เหลือเพียง 8.25 วินาที ในปี 2558 ดังนั้นการทำตลาดหรือสร้างแบรนด์ผ่านทางเฟซบุ๊กต้องดึงดูดความสนใจผ่านฟีเจอร์ Auto-Play หรือคลิปวิดีโอที่เล่นเองอัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องการการสั่งงานใดๆ จากผู้ใช้ หรือ Hyperlapse วิดีโอแบบเร่งความเร็วสูงที่ผู้คนนิยมใช้งานในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สร้างแบรนด์ต้องทำตั้งแต่วินาทีแรก วิธีการนี้ส่งสัญญาณถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้คน นอกจากนั้นคนอาจไม่ดูโฆษณานานพอที่จะสังเกตเห็นโลโก้ หรือแบรนด์ซึ่งปรากฏออกมาในภายหลัง การสื่อสารโดยไม่ใช้เสียง ใช้ซับไตเติ้ล เหมือนอย่างที่โฆษณาบนมือถือหลายๆ เรื่อง สามารถรับชมแม้ปิดเสียง หรือการซูมเข้าในเฟรมที่สำคัญสำหรับหน้าจอที่เล็กกว่า รูปแบบส่งข้อความทันทีทันใด ภายในไม่กี่วินาทีแรก ซึ่ง 10 วินาทีถือว่านานที่สุดแล้ว นี่คือกฎสำหรับในยุคนี้

“การเข้าถึงลูกค้าบนเฟซบุ๊กหน้าเพจต้องมีความแอ็กทีฟอยู่เสมอ เพราะมีถึง 92% ของนักช็อปชาวไทยใช้งาน ทุกวันเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ๆ อ่านรีวิวจากผู้ใช้อื่นๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่พวกเขาอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน ดึงดูดลูกค้าของคุณให้มีส่วนร่วมผ่านบทสนทนา เพื่อให้พวกเขารู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับธุรกิจของคุณมากขึ้น ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ยึดถือการบริการเป็นหัวใจ”แวกเนอร์ กล่าว

ขณะที่ความได้เปรียบของไลน์มองว่าเป็นช่องทางการสื่อระหว่างแบรนด์บนโทรศัพท์มือถือ โดย อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า กลยุทธ์เอ็นเกจเมนต์คนในยุคดิจิทัลต้องเข้าถึงให้เร็ว วิ่งตามผู้บริโภคให้ทัน และแบรนด์ต้องกล้าทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆเพื่อดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม เช่น แชตบ็อต (Chat Bot) พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทดแทนแอพพลิเคชั่นด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ จากไลน์ เป็นระบบโต้ตอบอัตโนมัติ และต่อไปจะอยู่ในสเต็ปพัฒนาการทำตลาดให้เฉพาะเจาะจงตามกลุ่มลูกค้า โดยมีระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอวิเคราะห์ถึงความต้องการ ปัจจุบันเริ่มมีแบรนด์เข้ามาใช้บริการแล้ว อาทิ ยูนิลีเวอร์ลาซาด้า อูเบอร์

นอกจากนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกต้องเชื่อมต่อระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์หรือเรียกรูปแบบ O2O (Offline to Online) ไลน์จึงเปิดตัว Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์มอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆเพียงแค่เปิดบลูทูธ เทคโนโลยีจะจับพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าอยู่ที่ไหนหรือระหว่างร้านค้าหรือไม่ และจัดส่งโปรโมชั่นไป ในส่วนนี้จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้แบรนด์สร้างยอดขาย เป็นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขายสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี เบื้องต้นวางแผนจะเจาะกลุ่มลูกค้า ค้าปลีกและร้านค้าบริการต่างๆ

เบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิลประเทศไทย กล่าวว่า ยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ต่างๆ นำมาใช้เพื่อเป็นการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยการทำวิดีโอโฆษณาไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สำหรับความคิดสร้างสรรค์สำคัญต้องเป็นเนื้อหาเรื่องราวที่เข้าถึงผู้ชมได้เหมาะสม โดยธีมเรื่องรูปแบบที่มาแรง คือ การเล่าเรื่อง และการสร้างการจดจำแบรนด์ผ่านการนำเสนอเรื่องราว ซึ่งเนื้อหาด้านความผูกพันในครอบครัว ความรัก และการสูญเสีย จะมีผู้เข้าชมมากที่สุด จากการวิดีโอโฆษณาทั้ง10 เรื่อง ในปี 2559 ที่ได้รับรางวัล

สำหรับความโดดเด่นของแพลตฟอร์มยูทูบที่หลายแบรนด์ต้องใช้เป็นเครื่องมือการเอ็นเกจเมนต์ ด้วยจำนวนผู้ชมวิดีโอบนยูทูบประเทศไทยผ่านอุปกรณ์มือถือโต90% ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 62% ใช้เวลาบนยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ นอกจากนี้แบรนด์ต้องปรับตัวเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ด้วยการนำเสนอคุณภาพของคอนเทนต์ สิ่งที่ต้องจับตาคือการรับชมทางโมบาย สมาร์ททีวี และโครมคาสต์

ไม่ว่านักการตลาดจะใช้แพลตฟอร์มใดเฟซบุ๊ก ไลน์ และยูทูบ สิ่งสำคัญคือแบรนด์จะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ไลฟ์วิดีโอเฟซบุ๊ก Beacon ที่ช่วยทำให้การทำโปรโมชั่นสัมฤทธิผลได้เร็วขึ้น หรือการทำโฆษณาในยูทูบอย่างไรไม่ให้ผู้ชมกดข้ามในยุคผู้บริโภคดื้อยา

 

“เหงาจัง อยากมีคนจีบ” พบกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีคนสะดุดรักคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487570

"เหงาจัง อยากมีคนจีบ" พบกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีคนสะดุดรักคุณ

อุปกรณ์สวมใส่ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ทะเลที่คอยจับสัญญาณรอบตัว และแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้เมื่อมีใครสนใจคุณเข้าแล้ว

มีใครบางคนกำลังจ้องมองคุณผู้อ่านด้วยความสเน่หาอยู่รึเปล่า? จะดีแค่ไหนหากมีเทคโนโลยีที่ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้แก่คุณ เมื่อใครบางคนสะดุดรักคุณเข้าเสียแล้ว

“ไม่มีใครคิดจะจีบฉันจริงๆเหรอ?” ในอนาคตอันใกล้นี้คุณผู้อ่านอาจไม่ต้องคอยถามตัวเองซ้ำๆด้วยคำถามเดิมอีกต่อไป เพราะเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่ช่วยคุณได้ ต้องขอขอบคุณ Ripple อุปกรณ์สวมใส่ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากดอกไม้ทะเล ซึ่งจะทำหน้าที่จับสัญญาณรักรอบๆตัวผู้สวม

ผลงานที่ผนวกเอาแฟชั่น และเทคโนโลยีมารวมเข้าด้วยกันนี้เกิดขึ้นโดยทีมนักศึกษาจาก Imperial College และ Royal College of Art จากกรุงลอนดอน โดยมีแนวคิดมาจากการที่ผู้คนแสดงออกต่อกันน้อยลงๆในชีวิตประจำวัน ฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงคิดค้นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผู้คนไม่ต้องพลาดโอกาสที่จะรู้สึกเป็นที่รักไป

Ripple เป็นอุปกรณ์สวมที่ไหล่คล้ายเฟอร์ หรือผ้าพันคอ ภายในประกอบด้วยกล้องขนาดเล็ก 2 กล้องที่จะคอยทำหน้าที่เป็นดวงตาสอดส่องให้ว่ามีใครกำลังสนใจผู้สวมใส่อยู่หรือไม่ หากมีตัวอุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือนไปยังแผ่นหลังให้รับรู้ และเมื่อผู้สวมใส่หันกลับไปมองหาใครคนนั้น Ripple จะส่งสัญญาณเตือนไปที่ไหล่ เมื่อคุณหันไปพบเจอกับใครคนนั้นถูกคน

ฟังดูเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่ควรค่าแก่การหาซื้อมาสวมใส่มากๆ อย่างไรก็ดีขณะนี้ตัวอุปกรณ์ยังไม่ถูกวางตลาดจริง และเป็นเพียงตัวต้นแบบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Ripple ยังคงต้องพัฒนาการจับสัญญาณอีกมาก ในกรณีที่ผู้คนรอบตัวกำลังจ้องมองคุณ ไม่ใช่เพราะตกหลุมรัก แต่เป็นเพราะคุณกำลังสวมใส่อะไรแปลกๆมากกว่า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดไปจากความตั้งใจของผู้ผลิตมาก

ทั้งนี้ไอเดียของพวกเขาก็ถือได้ว่าน่าสนใจ การผนวกแฟชั่นเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนหันมาสื่อสารกันนี้ ฉะนั้นแล้วจะยังคงปัดทินเดอร์อยู่ทำไม? สวมใส่หนวดแปลกๆนี้แล้วออกไปเดินเล่นให้สัญญาณสั่นกันดีกว่า

 

 

ขอขอบคุณ https://www.feelripple.com

 

 

ชำแหละเขตการค้าเสรีดิจิทัลมาเลย์-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487395

ชำแหละเขตการค้าเสรีดิจิทัลมาเลย์-จีน

ส่องความร่วมมือครั้งสำคัญของ “แจ็ค หม่า” กับมาเลเซียที่ร่วมพัฒนาเขตการค้าเสรีดิจิทัล มุ่งเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แจ็ค หม่า ประธานอาลีบาบา กรุ๊ป อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศจับมือกับมาเลเซีย ร่วมกันพัฒนาเขตการค้าเสรีดิจิทัล (Digital Free Trade Zone) ในมาเลเซีย มุ่งเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเจรจาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการหารือระหว่าง โพส มาเลเซีย (Pos malaysia) บริษัทไปรษณีย์ของรัฐเมื่อปีก่อน เพื่อเป็นตัวกลางในการขนส่งสินค้าของเว็บไซต์อาลีบาบาโดยไม่ผ่านคนกลาง

DFTZ คือเขตการค้าพิเศษสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มล้ำสมัยเข้ามาใช้ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ แบ่งออกเป็น 4 บริการหลัก คือ 1.ศูนย์กลางด้านการขนส่ง ให้การออกของจากศุลกากรมีความรวดเร็ว 2.อีเซอร์วิส เชื่อมต่อการค้าระหว่างจีนและมาเลเซีย 3.อีเพย์เม้นท์ บริการการเงินระหว่างธุรกิจ 4.พัฒนาความรู้ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมให้ความรู้กิจการสตาร์ทอัพและสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลของมาเลเซีย

ความร่วมมือนี้เกิดจากแผนโรดแมปของมาเลเซีย ที่ต้องการวางตำแหน่งประเทศเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่ง และ Digital Economy หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับความฝันของหม่า ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มการค้าขายผ่านอิเล็กทรอนิก (eWTP) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหม่ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว การซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซไม่เกิน 1,200 หยวน จะได้รับการยกเว้นภาษี

ตัวแทนจากอาลีบาบาคาดว่าโครงการ DFTZ จะแล้วเสร็จภายในปี 2019 คาดว่าจะสร้างงานในมาเลเซียได้ราว 60,000 ตำแหน่ง และจะมีมูลค่าการซื้อขายราว 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025

ภาพ เอเอฟพี

 

ส.ส.อู้ยาก เฟซบุ๊กเปิด’ทาวน์ฮอลล์’เชื่อมตรงประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 18:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487389

ส.ส.อู้ยาก เฟซบุ๊กเปิด'ทาวน์ฮอลล์'เชื่อมตรงประชาชน

เฟซบุ๊กเปิดเครื่องมือใหม่ ‘ทาวน์ฮอลล์’ ให้ประชาชนโพสต์/โทรหาส.ส.เขตตัวเองได้โดยตรง

เว็บไซต์เฟซบุ๊กได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ “ทาวน์ฮอลล์” (Town Hall) เพื่อสร้างการเชื่อมต่อโดยตรงผ่านเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกระหว่าง “นักการเมือง” กับ “ประชาชน” โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถโพสต์และโทรหา ส.ส.หรือนักการเมืองในท้องที่ของตนเองได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เฟสบุ๊คเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น และยังทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวขึ้นมากกว่าเดิม โดยเริ่มเปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. ตามเวลาในสหรัฐ และจะประเดิมให้บริการเฉพาะในสหรัฐก่อนเป็นประเทศแรก

เครื่องมือใหม่นี้จะเป็นปุ่มที่เพิ่มเข้ามาในหน้าเพจของตนเอง ซึ่งเมื่อกดปุ่มทาวน์ฮอลล์ ผู้ใช้จะต้องใส่เขตพื้นที่บ้านของตนเองเพื่อค้นหาเฟซบุ๊กของ ส.ส.หรือนักการเมืองท้องถิ่นในเขตที่ตนเองอยู่

จากนั้นผู้ใช้สามารถเข้าไปติดตาม (follow) เพจของ ส.ส.ของตนเองเพื่ออัพเดทข่าวสารความในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งหากผู้ใช้เข้าไปโพสต์ข้อความ ความเห็น หรือกดไลค์ เฟสบุ๊คก็จะขึ้นปุ่มช่องทางการสื่อสารอื่นๆ เพิ่มเติมให้อีก เช่น ปุ่ม Call ที่สามารถกดโทรศัพท์ผ่านเฟสบุ๊คถึง ส.ส.ดังกล่าวได้โดยตรง รวมถึงปุ่มส่งข้อความส่วนตัว (Message) และปุ่มส่งอีเมล

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทาวน์ฮอลล์คือเครื่องมือใหม่ที่ช่วยสร้างประชาคมการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยเริ่มต้นจากการรับรู้ก่อนว่าใครคือนักการเมืองที่เป็นตัวแทนในพื้นที่ และทำอย่างไรให้เสียงของตนเองส่งไปถึงนักการเมืองเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับชุมชนของตัวเอง และความเป้นประชาธิปไตย โดยเฟสบุ๊คจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

ทั้งนี้ ทาวน์ฮอลล์จะเริ่มจากนักการเมืองท้องถิ่นใน 150 เมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ก่อนจะขยายไปยังเมืองขนาดรองลงมาต่อไปในอนาคต และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะมีแนวโน้มขยายไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐด้วยหรือไม่

 

 

 

โนสนโนแคร์รถติดอีกต่อไป เพราะรถจี๊ปคันนี้แปลงร่างได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487386

โนสนโนแคร์รถติดอีกต่อไป เพราะรถจี๊ปคันนี้แปลงร่างได้!

พบกับ Hum Rider รถจี๊ปรุ่นใหม่ที่สามารถยกตัวเองให้สูงขึ้นได้ถึง 2.7 เมตรเพื่อหนีสถานการณ์รถติดอันน่าเบื่อ

ต้องขอขอบคุณปัญหาโลกแตกอย่างรถติดที่ผู้คนทั่วโลกล้วนมีประสบกาณ์ร่วมกัน จนนำไปสู่ไอเดียและนวัตกรรมมากมายที่ถูกสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่น่าเบื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นคำนวณเส้นทางที่เหมาะสม ไปจนถึงแท็กซี่โดรนที่หนีแบบขึ้นฟ้าไปเลย

ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ Jeep Grand Cherokee สัญชาติอเมริกันได้ออกมาโปรโมทรถยนต์รุ่นใหม่ของพวกเขาที่มีชื่อเท่ๆว่า Hum Rider รถ SUV ที่สามารถยกตัวขึ้นสูงกว่าเดิม 2.7 เมตร จนสูงเหนือรถยนต์คันอื่นๆ ซึ่งขั้นตอนการแปลงร่างจากรถจี๊ปธรรมดาๆ ไปสู่การยกสูงขึ้นนั้นจะชวนให้คุณผู้อ่านนึกถึงการแปลงร่างของหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพร์ม จากภาพยนตร์ทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด

ไม่ว่าใครที่ได้เห็น Hum Rider แปลงร่างล้วนแต่อ้าปากค้าง และประทับใจกันทั้งสิ้น ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังไอเดียบรรเจิดนี้คือ Scott Beverly ผู้เป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Interstellar, Inception และ The Dark Knight เป็นต้น

Hum Rider ใช้แก๊สในการขับเคลื่อน และเมื่อตัวรถถูกยกลอยขึ้นแล้วการควบคุมพวงมาลัย เกียร์ตลอดจนการเบรกนั้นยังคงใช้ได้ตามปกติ ซึ่งวิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ผู้ขับกดปุ่มเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นระบบยังคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยกล้อง 4 จุดที่ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นรอบๆรถอีกด้วย

ลองชมคลิปวิดีโอที่ Hum Rider ได้ทดลองแปลงร่างกลางถนนกัน แล้วคุณจะไม่อยากเสียเวลาติดแหงกอยู่บนท้องถนนกับรถคันเดิมๆของคุณอีกต่อไป

 

 

 

3มือถือจีนถล่มซัมซุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487219

3มือถือจีนถล่มซัมซุง

ไอที จังชั่น ชี้กำลังซื้อสินค้าไอที ไตรมาสแรกพุ่ง มือถือจีนโหมตลาด ผู้บริโภคอั้นการซื้อปีที่ผ่านมา

นายสุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท ผู้พัฒนาพื้นที่เช่าไอที จังชั่น เปิดเผยว่า ค่ายโทรศัพท์มือถือแบรนด์จีน 3 ราย ได้แก่ หัวเว่ย ออปโป้ และวีโว่ โหมทำตลาดอย่างหนัก เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่เพื่อหวังช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด หลังจากซัมซุงอยู่ในภาวะขาลง

ขณะที่ภาพรวมสินค้าไอทีช่วงไตรมาสแรกปีนี้ก็มีความคึกคัก ผู้เช่าพื้นที่ค้าปลีกไอที จังชั่น 1,500 ราย หรือราว 52 สาขา โดยเฉลี่ยมียอดขายเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะมีปัจจัยบวกจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อั้นจากปีที่ผ่านมาตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี

นายสุพจน์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ปีนี้บริษัทจึงจะใช้งบลงทุน 50 ล้านบาท แบ่งเป็นงบทำกิจกรรมตลาดที่เพิ่มจาก 10 ล้าน เป็น 20 ล้านบาท เริ่มด้วยการจัดแคมเปญ “ฉลอง 17 ปี ไอที จังชั่น แจกหนัก จัดเต็ม” เพื่อดึงลูกค้ามาซื้อสินค้าที่ไอที จังชั่น

สำหรับงบอีก 30 ล้านบาท จะใช้ขยายสาขาใหม่ 8 แห่ง ทำให้ปีนี้จะมีสาขารวม 60 สาขา พร้อมปรับโฉมไอที จังชั่น พัฒนาเป็นศูนย์โทรศัพท์มือถือ รูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ เปิดพื้นที่ให้นั่งเล่น รวมทั้งเพิ่มกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ ไอที แอกเซสซอรี่ กล้องถ่ายรูป สัดส่วน 20% กลุ่มโทรศัพท์มือถือ 80%

นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนอีก 1,400 ล้านบาท ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เฟส 2 โดยกลางปีจะเปิดตัวคอนโดมิเนียม Newera คอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้น ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท ส่วนกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเดอะแจสกำลังเจรจาซื้อที่ดิน โดยปีนี้ตั้งเป้ารวมทั้งกลุ่มโต 30% หรือ 730 ล้านบาท

 

เอไอเอสชูไลฟ์360สู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487218

เอไอเอสชูไลฟ์360สู้

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จากการสำรวจลูกค้าของเอไอเอส นิยมซื้อแพ็กเกจและเปลี่ยนแพ็กเกจเองผ่านช่องทางออนไลน์มากถึง 65% ชอบใช้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม 66% ต้องการสื่อสารกับแบรนด์โดยตรงถึง 54% และข้อเสนอแบบเฉพาะเจาะจงถึง 64% ทำให้บริษัทต้องพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น โดยจะใช้งบ 2,000 ล้านบาทเท่ากับปีก่อน แบ่งเป็นพัฒนาเทคโนโลยี 45% และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อีก 55%

เอไอเอส ทุ่มกว่า 2,000 ล้าน สานต่อบริการไลฟ์ 360 เสริมงานด้านดิจิทัลสนองลูกค้ารุ่นใหม่ที่นิยมใช้ออนไลน์มากขึ้น
ทั้งนี้ บริการแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น My AIS ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องการเข้าถึงข้อมูลการใช้งานและ เช็กยอดบริการต่างๆ และค้นหาสิทธิพิเศษได้สะดวกขึ้นเสมือนมีสาขาอยู่ในมือ Ask Aunjai ผู้ช่วยอัจฉริยะผ่านระบบแชตบอตที่ช่วยตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง บริการลัดสาย IVR บริการใหม่สั่งการด้วยเสียงเมื่อโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ ทำให้สั่งงานได้เร็วขึ้นไม่ต้องรอสาย และการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าแบบออมนิแชนแนลผ่านเบอร์โทรศัพท์และไอดีที่ตอบสนองการทำงานออนไลน์และออฟไลน์ง่ายขึ้น

นางบุษยา กล่าวว่า เอไอเอสยังวางแผนขยายสาขาเอไอเอสช็อปเพิ่มในปีนี้เป็น 189 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 138 สาขา ส่วนใหญ่จะเป็นในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ และพัฒนาทักษะของพนักงานให้เป็นกูรูในการให้บริการมากขึ้น เพราะตู้คีออสค่อนข้างจะให้บริการด้านต่างๆ ได้ครอบคลุมแล้ว รวมทั้งบริษัทยังวางแผนที่จะเปิดสาขาแฟล็กชิปสโตร์ที่ดีไซน์ใหม่ในพื้นที่เดิมภายในปีนี้ด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังสานต่อเรื่องสิทธิพิเศษต่างๆ จากปี 2559 มีลูกค้าเซเรเนดกว่า 3.1 ล้านคนใช้สิทธิพิเศษกว่า 15 ล้านครั้ง ทำให้บริษัทต้องเร่งนำเสนอสินค้าบริการเพิ่มให้ครอบคลุมตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าทุกกลุ่ม

 

หุ่นยนต์เริ่มบุกธุรกิจอาหาร กรุยทางสู่การผลิต-บริการรูปแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 22:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487208

หุ่นยนต์เริ่มบุกธุรกิจอาหาร กรุยทางสู่การผลิต-บริการรูปแบบใหม่

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในช่วงไม่นานนี้ หลายภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าทดลองและพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังเอามาใช้งานแทนพนักงาน ทั้งเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มความรวดเร็วในการผลิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า โดยธุรกิจอาหารถือเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทดลองและพัฒนาการใช้งานหุ่นยนต์

แม้หุ่นยนต์ยังคงไม่สามารถมาแทนที่เชฟในร้านอาหารที่เป็นคนจริงๆ ได้ แต่ ล่าสุดนั้น หุ่นยนต์ทดลองเริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้นในการทำอาหารแบบง่ายๆเช่น แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า รวมถึงยังสามารถชงกาแฟได้ด้วย

เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี เทคครันช์ รายงานว่า มิโซ โรโบติกส์ บริษัทผลิตหุ่นยนต์ในสหรัฐ สร้าง Flippy หุ่นที่ออกแบบมาเพื่อย่างเนื้อแฮมเบอร์เกอร์โดยเฉพาะ โดยแขนของหุ่นจะทำหน้าที่ย่างและกลับชิ้นเนื้อ ขณะที่กล้องและเซ็นเซอร์วัดความร้อนจะคอยตรวจสอบอุณหภูมิชิ้นเนื้อ แล้วสั่งการให้คีบชิ้นเนื้อขึ้นมาเมื่อสุกได้ที่แล้ว

มิโซ โรโบติกส์ ระบุว่า Flippy น่าจะช่วยธุรกิจฟาสต์ฟู้ดประหยัดเวลาและปรับปรุงคุณภาพอาหารได้ดียิ่งขึ้น หลังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้บริโภคจำนวนมากว่า คุณภาพอาหารของร้านฟาสต์ฟู้ดยังไม่ดีเท่าที่ควร โดย คาลิเบอร์เกอร์ แฟรนไชส์ร้านฟาสต์ฟู้ดในสหรัฐ เตรียมนำ Flippy ไปใช้งานจริงในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

ขณะเดียวกัน บีเฮ็กซ์ สตาร์ทอัพแห่งหนึ่งในซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐ สร้างหุ่นยนต์ทำพิซซ่าด้วยการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ชื่อ Chef 3D ขึ้นมาเช่นกัน โดยโปรเจกต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า เพื่อทำอาหารที่อร่อยและรับประทานง่ายสำหรับนักบินอวกาศระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ดาวอังคาร

บิซิเนส อินไซเดอร์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ในปีนี้ Chef 3D จะเริ่มนำมาใช้งานจริงทั่วสหรัฐทั้งที่สวนสนุก สนามกีฬา และห้างสรรพสินค้า โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวทำพิซซ่าได้รวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า ซึ่งใช้เวลาทำพิซซ่าขนาด 12 นิ้วเพียง 6 นาทีเท่านั้น

นอกเหนือจากการทำอาหารง่ายๆ แล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถทำหน้าที่เสมือนบาริสต้าชงกาแฟให้ลูกค้า โดยร้านคาเฟ่เอ็กซ์ ในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐ คือผู้บุกเบิกบริการดังกล่าว ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพียงแค่เลือกเมนูจากแอพพลิเคชั่นของทางร้าน เลือกชนิดเมล็ดกาแฟ และส่วนผสมอื่นๆ เพิ่มเติม จากนั้นกดจ่ายเงิน แล้วหุ่นยนต์บาริสต้าจะเริ่มชงกาแฟทันทีภายในเวลาประมาณ 20 วินาที

ขณะเดียวกัน บริการส่งอาหารหลายแห่งในสหรัฐ เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้ส่งอาหารให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดคือ Yelp/Eat24 ซึ่งให้บริการดังกล่าวในเมืองซานฟรานซิสโกตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

การนำหุ่นยนต์มาใช้ในธุรกิจอาหารยังเกิดขึ้นในประเทศจีนด้วย โดยร้านอาหารในเมืองเฉิงตูและเมืองเหอเฟย ใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าในร้านมานับตั้งแต่ปีที่แล้ว

ขณะที่อีกหลายร้านนำหุ่นยนต์มาช่วยเชฟเตรียมอาหาร เช่น หั่นผัก ลวกลูกชิ้น หรือทำเส้นก๋วยเตี๋ยว

ความก้าวหน้าดังกล่าวของหุ่นยนต์จึงนับเป็นสัญญาณว่า ในอีกไม่ช้า เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์ตามร้านฟาสต์ฟู้ดหรือร้านอาหารมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

 

DIY บ้านของคุณผ่านการเรียนรู้เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี VR

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487156

DIY บ้านของคุณผ่านการเรียนรู้เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี VR

เรียนรู้การปรับปรุงตกแต่งบ้านได้ด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำอย่างละเอียด

คุณผู้อ่านเคยประสบปัญหาดังต่อไปนี้หรือไม่? เมื่อคุณต้องการที่จะตกแต่งหรือปรับปรุงบ้านตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในหนังสือ หรือวิดีโอจากยูทูป แต่กลับไม่สามารถเข้าใจขั้นตอนทั้งหมด รวมถึงทำออกมาได้ไม่ดีนัก

บริษัท Lowe’s ผู้ผลิตอุปกรณ์ และเฟอนิเจอร์สำหรับการตกแต่งปรับปรุงบ้านเชื่อว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการอธิบายขั้นตอนการ DIY บ้านนั้น คือการใช้เทคโนโลยี VR เทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่กำลังมาแรงสุดๆในยุคนี้

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ร้านค้าของ Lowe’s ในเมือง Framingham ของรัฐแมสซาชูเซสต์ ในสหรัฐอเมริกา ลูกค้าหลายคนได้มีโอกาสทดลองทำความเข้าใจการติดตั้งกระเบื้องห้องน้ำด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้แผ่นกระเบื้อง หรือปูนซีเมนต์ พวกเขาเพียงแค่สวมใส่อุปกรณ์สำหรับ VR เท่านั้น

Holoroom How To ให้ประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้าในร้าน Lowe’s

ประสบการณ์ใหม่ทางเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่า “Holoroom How To” ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆว่างเปล่า ที่ผู้ทดลองจะได้ใช้เวลา 20 นาทีในนั้นเรียนรู้การ DIY ปรับปรุงบ้านไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งกระเบื้องห้องน้ำ หรือทาสีผนัง ในรูปแบบสามมิติ ผ่านทีละขั้นตอนอย่างละเอียดที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีโอกาสทดลองลงมือทำจริงๆกับภาพเสมือนจริงตรงหน้า

“ผู้คนไม่รู้แล้วว่าจะตกแต่ง หรือทำอย่างไรกับบ้าน องค์ความรู้นี้ไม่ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเช่นในสมัย่อน” Kyle Nel ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมกล่าว ทั้งนี้ Nel ระบุว่าระบบ VR ใหม่นี้เป็นหนึ่งในแผนของบริษัทที่ต้องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

ภาพที่ลูกค้าผู้เข้าร่วมจะเห็น และได้ทดลองปฏิบัติตามขั้นตอน How To จริงๆ

และจากผลการสำรวจลูกค้าที่ทดลองเข้าใช้บริการ Holoroom How To จำนวน 30 คน เปรียบเทียบกับลูกค้าอีก 30 คนที่เรียนรู้ขั้นตอน DIY แบบเดียวกันผ่านยูทูปพบว่า 40% ของผู้ที่เรียนรู้ผ่าน VR สามารถจดจำขั้นตอนได้มากกว่า

ทั้งนี้ทางบริษัทมีแผนที่จะขยาย Holoroom How To เพิ่มเติมอีกในที่ร้านค้าของ Lowe’s ในควิเบก และโทรอนโตของแคนาดา รวมถึงในอีกหลายเมืองของสหรัฐต่อไป

ด้วยอุปกรณ์ VR การขยับของมือในขั้นตอนการเรียนรู้ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการลงมือทำในขั้นตอนจริงมากนัก

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Lowe’s Home Improvement

 

 

ไมโครเวฟเชยไปแล้ว พบกับอาหารพร้อมทานที่ปรุงด้วยเครื่องซักผ้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 15:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487035

ไมโครเวฟเชยไปแล้ว พบกับอาหารพร้อมทานที่ปรุงด้วยเครื่องซักผ้า!

ไอเดียบรรเจิดจากนักศึกษาชาวอิสราเอล เมื่อน้ำร้อนที่ใช้ซักผ้านั้นสามารถใช้อุ่นอาหารได้แล้วจะทิ้งทำไมให้เสียดาย

Iftach Gazit นักศึกษาจากเทลอาวีฟในอิสราเอล ได้ออกแบบอาหารปรุงสุกพร้อมทานที่สามารถอุ่นได้ด้วยเครื่องซักผ้า ไอเดียเก๋ไก๋ที่ช่วยให้ชีวิตของคุณผู้อ่านง่ายดายและสะดวกขึ้น ลองจินตนาการว่าจะดีแค่ไหนหากชั่วโมงซักผ้าของคุณสามารถทำอาหารไปด้วยได้ และเมื่อผ้าเสร็จ ข้าวก็พร้อมทานพอดี!

ผลงานนี้มีชื่อว่า Sous La Vie bags เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการออกแบบเพื่ออุตสาหกรรม จากสถาบันศิลปะและการออกแบบ Bazalel ที่จะทำให้คุณผู้อ่านลืมวิธีการอุ่นอาหาแบบเดิมๆไปเลย

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของถุงบรรจุอาหารที่ทนทานต่อน้ำร้อน ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าอาหารของคุณจะร้อนพร้อมทาน และยังคงมีรสชาติที่ดีแม้ว่ามันจะถูกนำออกมาจากเครื่องซักผ้าก็ตาม ตัวถุงทำจากกระดาษ Tyvek ที่สามารถกันน้ำ และฟองจากผงซักฟอกได้ 100% นอกจากนั้นภายในยังมีถุงบรรจุอาหารอีกชั้นเพื่อป้องกันการรั่วไหลอีกด้วย (วัสดุดังกล่าวเป็นวัสดุเดียวกับชุดป้องกันของทีมแพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ระบาดของโรคอีโบลา)

กระดาษ Tyvek มีคุณสมบัติไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อสัมผัสกับน้ำ

“แทนที่จะปรุงอาหารแบบเดิมๆที่ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง” Gazit กล่าว “แค่ตั้งค่าเครื่องซักผ้าของคุณไปที่ “ใยสังเคราะห์” สำหรับอาหารประเภทเนื้อที่ต้องใช้เวลา ในขณะที่ผักนั้นก็ตั้งค่าเครื่องซักผ้าของคุณไปที่ “ผ้าฝ้าย” ที่ใช้เวลาน้อยกว่า”

ผลงานถุงต้นแบบของ Gazit นั้น ที่ด้านนอกของแพ็กเก็จจะบอกรายละเอียดของอาหาร ส่วนประกอบ พลังงาน และแคลอรี่ที่ได้ รวมถึงให้คำแนะนำว่าควรใช้อุณหภูมิเท่าไหร่ในการอุ่นอาหาร  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกโปรแกรมการซักผ้าได้อย่างเหมาะสม

บรรจุภัณฑ์ให้ข้อมูลโภชนาการไม่ต่างจากบรรจุภัณฑ์อาหารอื่นๆ

ทั้งนี้ทางผู้ออกแบบเองคาดหวังว่าผลงานของเขาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับบรรดาคนไร้บ้าน ที่ไม่มีไมโครเวฟสำหรับการอุ่นอาหาร เมื่อมี Sous La Vie bags พวกเขาก็สามารถอุ่นอาหารทานได้ขณะกำลังรอผ้าที่ซักอยู่ ตามร้านให้บริการ

“ผมว่ามันตลกดีถ้าการปรุงอาหารด้วยเครื่องซักผ้าจะกลายเป็นประเด็นใหม่ในวงสนทนา หรือหากร้านอาหารที่ไหนสักแห่งดันเต็มไปด้วยเครื่องซักผ้าแทน” Gazit กล่าว แต่อย่างไรก็ตามเขาเน้นย้ำว่าความตลกของวิธีการนั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะผลงานของเขานั้นยังสะท้อนถึงรสนิยม ตลอดจนเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของอิสราเอลอีกด้วย

เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีผลต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าของอาหารให้ไม่ธรรมดาอีกต่อไป ก่อนหน้านี้เองบริษัทแห่งหนึ่งในสเปนก็เคยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการพิมพ์อาหารมาแล้ว โดยทำการใส่ส่วนผสม และวัตุดิบลงไป จากนั้นเจ้าเครื่องจะพิมพ์อาหารออกมา ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งหากคุณไม่มีเวลาเข้าครัวนัก

มีเมนูให้เลือกทานหลากหลายเมนู