สตาร์ทอัพน้องใหม่ปฏิวัติการบิน ด้วยชุดไอรอนแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 15:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488292

สตาร์ทอัพน้องใหม่ปฏิวัติการบิน ด้วยชุดไอรอนแมน

The Daedalus ผลงานจากนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของไอรอนแมน

ชุดไอรอนแมนจากภาพยนตร์ The Avengers เป็นอะไรที่เท่สุดๆ และล้ำสมัยอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้คนไม่น้อยใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเจ้าของมันในชีวิตจริง (จินตนาการดูเอาว่าคุณสวมชุดนี้แล้วเหาะไปทำงานเพื่อหนีรถติด เพื่อนๆร่วมงานของคุณจะอิจฉาขนาดไหน) และขณะนี้ก็มีอัจฉริยะนักประดิษฐ์รายหนึ่งสามารถสร้างแบบจำลองของชุดดังกล่าวนี้ได้แล้ว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่มหาเศรษฐีแบบโทนี สตาร์กก็ตาม

Richard Browning นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษคือโทนี สตาร์กในโลกแห่งความเป็นจริง ผลงานชุดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอรอนแมนนี้มีชื่อว่า The Daedalus โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Gravity บริษัทสตาร์ทอัพที่ตัวเขาเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ด้วยเป้าประสงค์ที่จะสร้างยุคใหม่ของการเดินทางด้วยการบินแห่งอนาคต

ไอรอนแมน ซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล ขวัญใจใครหลายคนผู้มาพร้อมกับความฉลาด และเก่งกาจ

Browning และทีมงานร่วมกันพัฒนาชุดดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2016 ด้วยกระบวนการทดลอง และพัฒนาไปเรื่อยๆ ดังที่คุณผู้อ่านจะเห็นได้จากคลิปวิดีโอข้างล่าง ตัวเขานั้นพัฒนาชุดของตนเองตั้งแต่การติดเครื่องยนต์เจ็ทขนาดกะทัดรัด 2 เครื่องที่ใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าด ตามมาด้วย 3 และ 4 เครื่องตามลำดับ Browning ทดลองติดเครื่องยนต์ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นขา แขน ข้อเท้า และหลัง จนในที่สุดเขาก็ได้ความลงตัวของชุดที่เครื่องยนต์เจ็ทจำนวน 6 เครื่อง

อัจฉริยะผู้คลั่งการ์ตูนนี้ให้สัมภาษณ์กับ Red Bull ว่า ตัวเขาคาดหวังให้ชุด The Daedalus นี้สามารถบินได้ด้วยความเร็วหลายไมล์ต่อชั่วโมง และบินที่ความสูงเหนือพื้นดินหลายพันฟุตจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อเป็นการปฏิวัติระบบการบิน

อย่างไรก็ดีทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงแผนระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันชุดของเขาสามารถบินสูงจากพื้นดินได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น (ซึ่งก็นับเป็นความก้าวหน้าอันดี ตลอดช่วงระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ในการพัฒนาชุดดังกล่าว)

หน้าตาของระบบชุด The Daedalus ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เจ็ท และกระเป๋าน้ำมันก๊าดให้พลังงาน

สำหรับวิธีการบังคับชุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Browning บรรยายว่ามันเสมือนกับการปั่นจักรยานแบบ 3 มิติเลยทีเดียว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมากทีเดียว จึงจะสามารถบังคับทิศทางของ The Daedalus ได้

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคต บริษัท Gravity จะสามารถพัฒนาชุดของเขาจนมีความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อใช้ปฏิวัติการบินทางอากาศได้หรือไม่ (แน่นอนว่าเราไม่อาจเชื่อได้ ตราบใดที่ยังไม่เห็นด้วยตาตนเอง) คงน่าตื่นเต้นไม่น้อยหากในอนาคตการเดินทางในอากาศนั้นกลายเป็นเรื่องส่วนบุคคล ธุรกิจการบินอาจไม่พอใจนัก แต่ที่แน่ๆสองพี่น้องตระกูลไรต์ผู้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกคงปลื้มใจจนน้ำตาไหลเป็นแน่ ที่ไอเดียของพวกเขาถูกต่อยอด สร้างสรรค์จนมาไกลได้ถึงขนาดนี้

เมื่อประกอบเข้าชุดแล้ว The Daedalus มีความเท่ไม่น้อยไปกว่าไอรอนแมนเลยทีเดียว

 

 

เอกชนปรับทัพ รับไอทีพลิกโฉมเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488201

เอกชนปรับทัพ รับไอทีพลิกโฉมเอเชีย

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในอนาคตอันใกล้นี้ ภาคเอกชนจะเผชิญความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นต่อการทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไม่ได้เกิดจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต) และการที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เท่านั้น แต่ยังได้รับแรงกดดันจาก “เทคโนโลยี” ที่ทำให้เอกชนต้องเร่งรับมือความท้าทายดังกล่าว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากที่สุด จากรายงานวิจัยของ เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายสัญชาติอังกฤษ ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด เมอร์เจอร์มาร์เก็ต พบว่าธุรกิจถึง 84% มองว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive technologies) จะกดดันให้บริษัทต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

ภาคส่วนที่คาดว่าจะถูกกระทบมากที่สุด คือธุรกิจและสถาบันที่ให้บริการทางการเงิน ตามด้วยบริษัทค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมไปถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการสุขภาพ ภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะเดียวกัน เอกชน 67% มองว่าต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับกำไรที่หดตัวลง เป็นปัจจัยบั่นทอนศักยภาพการขยายตัว ซึ่งผลักดันให้บริษัทราว 66% ต้องหาทางสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และอีก 62% ต้องเตรียมมาตรการรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากคู่แข่ง

ทิศทางข้างต้นทำให้ภาคธุรกิจพยายามแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเอกชนราว 42% เตรียมเพิ่มการลงทุนด้าน “คลาวด์คอมพิวติ้ง” และ “บิ๊กดาต้า” เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร รวมถึงเพิ่มการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบรรดากลุ่มลูกค้า ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์ และบล็อกเชน ได้รับความสนใจรองลงมา โดยเอกชนราว 38% เปิดเผยว่าจะลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มขึ้น

M&A เทรนด์มาแรงในภูมิภาค

นอกจากเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว การเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ยังถือเป็นทางลัดต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีและขยายตลาดธุรกิจ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงในกลุ่มอาเซียน เช่น เมียนมาและเวียดนาม

ทั้งนี้ เอกชน 94% มองว่า เอ็มแอนด์เอจะปรับตัวขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการผลิตและพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ค้าปลีก การเงิน และบริการสุขภาพ

ทว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเสมอไป เดวิด เฟลมมิ่ง หัวหน้าฝ่ายการเข้าซื้อและควบรวมกิจการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ กล่าวว่า ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบด้านการกำกับดูแลของภาครัฐ ทำให้เอ็มแอนด์เอยุ่งยากมากกว่าเดิม ซึ่งเอกชนต้องทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าว

จับตา “อินเดีย-จีน” แผ่อิทธิพล

การขยายธุรกิจในยุคเบร็กซิตและบรรยากาศการปกป้องทางการค้าทำให้เอกชนในเอเชียแปซิฟิกหันมาโฟกัสความสามารถของรัฐบาลแต่ละประเทศ ในการปรับกฎกำกับดูแลและโครงสร้างระบบภาษีให้เอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเอกชน 62% มีปัญหาปรับตัวเข้ากับกฎเหล่านี้ โดยภาคส่วนที่เจอปัญหามากที่สุดประกอบด้วยธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสุขภาพ

เอกชน 30% มองว่า อินเดียมีความโดดเด่นมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจได้มากขึ้น ตามด้วย จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยนอกจากการผ่อนคลายกฎระเบียบแล้ว รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังมีนโยบายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจด้วย เช่น การเปิดรับการลงทุนต่างชาติเพิ่ม และการปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เอกชน 95% คาดการณ์ว่าอินเดียจะมีอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาคภายในปี 5 ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน บริษัทราว 77% มองว่า จีนจะยังคงมีอิทธิพลภายในเอเชียแปซิฟิกต่อ หลังจีนเดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) และเส้นทางการค้าโลกขนาดใหญ่ 1 แถบ 1 เส้นทาง (One Belt, One Road)

สำหรับไทยนั้น แกรี ซีฟ ประธานบริษัท เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ ประจำเอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า อิทธิพลของไทยในภูมิภาคค่อนข้างเพิ่มขึ้นช้า แต่ก็ต้องพิจารณาปัจจัยระยะยาวต่างๆ ประกอบด้วย สอดคล้องกับทินวัฒน์ พุกกะมาน กรรมการผู้จัดการสำนักงานกรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าในช่วงที่ผ่านมา เอกชนไทยเริ่มเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติมากขึ้น เช่น ในยุโรป นำโดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และพลังงาน

 

โมบายไลฟ์สไตล์ โอกาสทองธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488183

โมบายไลฟ์สไตล์ โอกาสทองธุรกิจ

โดย…ทีมข่าวไอที

เมื่อไลฟ์สไตล์ของมนุษย์มาอยู่บนโทรศัพท์มือถือ การดูหนังฟังเพลง เล่นเกม ช็อปปิ้งไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งหน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงกลายพื้นที่สร้างรายได้มหาศาลและกลายเป็นตลาดที่เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง

ความเคลื่อนไหวไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ทั้งเอไอเอส ไลน์ทีวี ต่างรุกตลาดบริการสื่อสารและ แพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (Over-the-Top (OTT) เปิดตัวการบริการคอนเทนต์ความบันเทิงดูหนัง ละคร ในรูปแบบวิดีโอออนดีมานด์ แน่นอนว่าการแข่งขันในตลาดดังกล่าวมีด้วยกัน 2 ด้าน ได้แก่ 1.คอนเทนต์ถือว่าเป็นแม่เหล็กสำคัญของการดูดให้คนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งหลักๆ แล้วคอนเทนต์ที่คนไทยนิยมรับชม คือ หนัง ละคร รายการวาไรตี้บันเทิงและเพลง

ขณะที่การถ่ายทอดสดกำลังเป็นคอนเทนต์ได้รับความสนใจจากคนไทย อาทิ การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา เกมโชว์ เช่น THE MASK SINGERของเวิร์คพอยท์เป็นกลยุทธ์ที่เรียกเรตติ้งและสร้างกระแสให้คนสนใจแต่ยากต่อการควบคุมรายการ หากบอร์ดคาสต์ไม่ดีพอทุกอย่างจะจบคนจะไม่เข้ามาดูอีก ด้านที่ 2 ระบบการให้บริการ เพื่อบริการจัดการช่วงเวลามีผู้รับชมจำนวนมากระบบต้องไม่ล่มสำหรับเอไอเอส

สำหรับปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดเปิดเผยว่า พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์คนไทยตามมัลติสกรีน โดยเฉพาะผ่านทางสมาร์ทโฟนพุ่ง 15 ล้านคน จึงจับมือกับพันธมิตร อาทิ เฮชบีโอ ฟอคซ์ วอร์เนอร์เปิด 4 แพ็กเกจเสริม แบบรายเดือนและเติมเงิน 1.พรีเมียร์ ฟูล เอชดีแพ็กเกจ ราคา 299 บาท/เดือน 2.พรีเมียร์ ฟูลเอชดี แพ็กเกจ เอ็กซ์ ทร่า ราคา 399 บาท/เดือน เชื่อว่าเพย์ทีวีหรือการจ่ายเงินเพื่อดูรายการทีวีจะค่อยๆ เติบโตเพิ่มขึ้นและเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ดึงลูกค้าไม่ย้ายค่ายไปสู่คู่แข่ง

ทางด้านไลน์ประกาศวิชั่นใหม่สู่การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ความโดดเด่นของไลน์ทีวี คือ การทำคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่เหมาะกับความเป็นละครของคนรุ่นใหม่ หลังเปิดให้บริการมาเพียงหนึ่งปีมียอดวิวจากผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเป็น 136% ณ สิ้นปี 2559เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยผู้เข้ารับชมส่วนใหญ่ใช้เวลาในการรับชมเฉลี่ย 152 นาที/คน/วัน จากเดิมอยู่ที่ 84 นาที/คน/วัน

 

แดน ศรมณี ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ผ่านทางมือถือและพีซีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสด้านการโฆษณาที่มาจากการเป็นพรีโรลแอดสปอนเซอร์ชิป และไทอิน ซึ่งทิศทางรายได้เป็นไปในทางบวกมากขึ้นแต่ไม่สามารถบอกจำนวนได้

อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นนอกจากไลน์ทีวีแล้ว ยังรวมไปถึงไอฟลิกซ์ เน็ตฟลิกซ์ที่เข้ามาทำตลาดในไทย อนาคตมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความร่วมมือกับทางด้านซอฟต์แวร์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) มาใช้กับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนพูดคุย โต้ตอบ ให้ข้อมูล ตลอดจนแนะนำรายการอื่นๆ ระหว่างรับชมทีวี ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการทีวี

“เกมบนมือถือ” กลายเป็นโมบายไลฟ์สไตล์อีกด้านที่กำลังกลายเป็นตลาดเกิดการแข่งขันสูง กระทั่งต้องใช้กลยุทธ์โฆษณาผ่านบนแอพพลิเคชั่น หรือผลักดันให้เกมติดชาร์ตหน้าแรกเพื่อให้คนเลือกดาวน์โหลด ธิดารัธ ธนภรรคภวิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้กลุ่มเกมเติบโตกว่า 22% จากพฤติกรรมของคนไทย 68% ใช้สมาร์ทโฟนเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ

“การทำตลาดเกมส่วนใหญ่ให้ผู้เล่นดาวน์โหลดฟรี แต่เมื่อเข้าไปเล่นต้องเสียเงินซื้อไอเท็มต่างๆ หรือจ่ายเงินเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น ฐานผู้เล่นเกมส่วนใหญ่เป็นคนพันธุ์มิลเลนเนียล แนวโน้มเกมบนโทรศัพท์มือถือยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากการเข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ขาดการพัฒนาเชิงลึกคอนเทนต์ ปัญหาความจุของเมโมรีก็เป็นอุปสรรค สีสันหรือลูกเล่นของเกมจึงน้อยดึงดูดคนให้เข้ามาเล่นเกมไม่ได้” ธิดารัธกล่าว

ในส่วนของตลาดไอโอทีหรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับอินเทอร์เน็ต ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวค่อยๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปี 2563 จะเป็นยุคเฟื่องฟู การสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานผ่านบนโทรศัพท์มือถือขณะอยู่นอกบ้าน ขณะนี้เอเซอร์ก็หันมาจับตลาดด้วยการเปิดตัวอุปกรณ์สำหรับผู้รักการปั่นจักรยานเอ็กซ์โพลว่า (Xplova) และอุปกรณ์ผู้ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงพาโบ้ (Pawbo)

ต้องจับตาโอเปอเรเตอร์ ทั้งดีแทค ทรูเอไอเอส กับการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับ เพราะเป็นหนึ่งบริการในอนาคตคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเชื่อว่าแต่ละค่ายจะทยอยประกาศเครือข่ายออกมา ล่าสุดเอไอเอสเปิดตัวเครือข่าย Narrow Band-Internet of Things รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์และบริการแบบไอโอที มีจุดเด่นใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ อายุแบตเตอรี่อยู่ได้นานรองรับปริมาณอุปกรณ์ไอโอทีระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน

 

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งเมืองอี-คอมเมิร์ซในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 15:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487841

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งเมืองอี-คอมเมิร์ซในอีอีซี

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในอีอีซี หวังใช้เป็นฮับลงทุนในภูมิภาคซีแอลเอ็มวีและเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก คาดปีนี้เริ่มเห็นและเต็มรูปแบบภายใน 2-3 ปีนี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังผู้บริหารระดับสูงของลาซาด้า กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีนเข้าพบหารือว่า ทางลาซาด้าได้ยืนยันความสนใจในการเข้ามาลงทุนตั้งเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ (เจน 5 อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคซีแอลเอ็มวี และเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก

“ทางลาซาด้ายืนยันว่าสนใจที่จะลงทุนอีอีซีจริงๆ เพราะได้ทำการศึกษาทั้งภูมิภาคแล้วพบว่า คอนเซ็ปต์การตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในไทยเหมาะสมที่สุดทั้งที่ตั้ง ขนาดของตลาดในประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการลงทุนในอีซีซี โดยขณะนี้ทางลาซาด้ากำลังหาพื้นที่ในการตั้ง เบื้องต้นมีตัวเลือกอยู่ที่ 5 ที่ภายในอีอีซี ซึ่งภายในเดือนพ.ค.นี้จะสรุปอีกครั้งว่าจะเลือกที่ใด คาดว่า ภายในปีนี้จะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม และจะเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบภายใน 2-3 ปีนี้” นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าว ทางลาซาด้าแจ้งว่า เคยใช้และประสบความสำเร็จมาก่อนแล้วในประเทศจีน นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวยังเป็นคนละรูปแบบกับที่ทำในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากในมาเลเซียจะเน้นทำในรูปแบบของการเป็นแพลตฟอร์ม จึงทำให้ไม่ทับซ้อนกัน

นายอุตตม กล่าวต่อว่า ภายในเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค จะมีองค์ประกอบพร้อมที่หนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เข้าถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยจะมีทั้งศูนย์แสดงและกระจายสินค้า (ดิสซิบิวชั่น) ศูนย์ฝึกอบรม (เทรนนิ่ง) และอาจจะมีการผลิตสินค้าบางประเภทเพื่อจำหน่าย ซึ่งจะมีครบเป็นคลัสเตอร์

นอกจากนี้ ทางลาซาด้ายังเห็นตรงกันว่า จะขยายความร่วมมือในการช่วยฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น หลังได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์มาก่อนหน้านี้แล้ว 3 เดือน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นทีมประสานงานตรงความร่วมมือในการพัฒนาเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยผ่านเครือข่ายศูนย์ประจำภาคที่มีอยู่

“ลาซาด้าได้ช่วยสร้างแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า ‘SME 4.0 Shop’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างให้เอสเอ็มอีไทยสามารถนำสินค้าขึ้นมาวางจำหน่ายในระบบอี-คอมเมิร์ซได้ พร้อมกันนี้ลาซาด้าก็จะช่วยฝึกอบรมเอสเอ็มอีไทยทั้งในเรื่องของวิธีการขึ้นสู่แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ การทำการตลาดดิจิทัล และวิธีการในการตั้งราคาสินค้าบนระบบออนไลน์” นายอุตตม กล่าว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทางลาซาด้าหรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องการในการเข้ามาลงทุนคือ การเป็นเขตปลอดอาการและเอกสาร ซึ่งตัวแทนจากกรมศุลกากรก็ให้การตอบรับที่ดี เพราะตรงกับคอนเซ็ปต์ของอีอีซีที่ต้องการให้เป็นระดับสากลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก และยิ่งในอนาคตเมื่อมีการพัฒนาสนามบินและถนนเชื่อมในพื้นที่อีอีซีก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อลาซาด้าในการส่งสินค้าออกขาย

ภาพประกอบข่าว

 

หัวเว่ยขายสมาร์ทโฟน “P10” ในไทยแล้วราคาเริ่ม17,900บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487795

หัวเว่ยขายสมาร์ทโฟน "P10" ในไทยแล้วราคาเริ่ม17,900บาท

หัวเว่ยนำสมาร์ทโฟน P10 เข้าจำหน่ายในไทยแล้วราคาเริ่มต้น 17,900 บาท ขณะที่ P10 Plus เริ่มจำหน่าย 10 เม.ย.

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า หัวเว่ย เตรียมนำ HUAWEI P10 และ P10 Plus สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับนวัตกรรมจากไลก้าทั้งกล้องหลังเลนส์คู่และกล้องหน้า มาจำหน่ายในไทยแล้ว โดย P10 จะเริ่มวางจำหน่าย 31 มี.ค.นี้ ส่วน P10 Plus จะเริ่มจำหน่าย 10 เม.ย. นี้ที่หัวเว่นแบรนด์ช้อปทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ทั้งนี้มั่นใจว่าหลัง P10 และ P10 Plus เข้ามาจำหน่ายในไทยน่าจะทำยอดได้ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับยอดจำหน่าย P9 และ P9 Plus ซึ่งที่ผ่านมากระแสตอบรับยอดพรีออเดอร์ดีมาก จึงเชื่อว่าเมื่อเข้ามาจำหน่ายจริงก่อนสงกรานต์ ยอดก็น่าจะคึกคัก เพราะโดยปกติในช่วงเดือน เม.ย. จะเป็นช่วงที่คนสนใจซื้อกล้องกันมากอยู่แล้ว ซึ่งหัวเว่ย เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นเรื่องกล้อง ดังนั้นก็น่าจะได้รับผลดีจากพฤติกรรมของผู้คนในช่วงนี้

 

คองเกรสไฟเขียวบริษัทเน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ไม่ต้องขอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487745

คองเกรสไฟเขียวบริษัทเน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ไม่ต้องขอ

สภาคองเกรสมีมติให้ยกเลิกกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เปิดช่องผู้ให้บริการเก็บข้อมูลผู้ใช้

สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสหรัฐ มีมติให้ยกเลิกกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ และนับจากนี้ บริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย เช่น Comcast AT&T และ Verizon เป็นต้น จะสามารถเข้าถึงและเก็บข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการพาณิชย์โดยไม่ต้องถามความเห็นชอบจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และหลังจากนี้เพียงแต่รอให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเท่านั้น ก่อนที่จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ แม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่กูเกิลและเฟซบุ๊คได้ทำการเก็บข้อมูลผู้ใช้ และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในการขายโฆษณา ซึ่งแต่เดิมนั้นผู้ใช้สามารถสั่งระงับการใช้ข้อมูลเพื่อการโฆษณาได้ แต่เป็นที่ทราบว่าการถอนตัวจากบริษัทที่ใช้ข้อมูลของเราเป็นไปได้ยากมาก หากกฎหมายฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจจะติดตามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ทุกฝีก้าวเท่านั้น แต่ยิ่งทำให้การสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้

ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการเครือข่ายต่างร้องเรียนว่ากูเกิลและเครือข่ายสังคมออนไลน์สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวได้มากกว่าเจ้าของเครือข่ายเสียอีก ซึ่งหลังจากสภาคองเกรสไฟเขียวให้ยกเลิกกฎหมายที่ขัดขวางภาคธุรกิจ ไม่เพียงแต่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายจะเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกูเกิลหรือเฟซบุ๊คเท่านั้น แต่จะยังสามารถสะกดรอยได้อย่างละเอียดยิบว่า ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ใดบ้าง ใช้แอพพลิเคชั่นใดในการส่งหรือรับข้อมูล และอีเมลกับข้อความที่ถูกส่งออกไป

ทั้งนี้ กฎหมายปกป้องข้อมูลประกาศใช้ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เพียงไม่กี่วันก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และพรรครีพับลิกันกลายเป็นเสียงข้างมากในสภา ซึ่งนับตั้งแต่มีกฎหมายนี้ พรรครีพับลิกันพยายามคว่ำมันมาโดยตลอดจนกระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด โดยอ้างว่า เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวและป้องกันความสับสนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

แน่นอนว่า กลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจะต่อต้านมติยกเลิกกฎหมายปกป้องข้อมูล โดยประณามสภาคองเกรสว่าเป็นลูกไล่ของภาคธุรกิจ พร้อมเตือนว่า สมาชิกสภาจะรู้ซึ้งถึงผลพวงจากการกระทำดังกล่าวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นอกจากนี้ ยังมีบางกลุ่มที่แสดงความไม่พอใจบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีที่ปิดปากเงียบ ไม่ยอมแสดงจุดยืนในช่วงเวลาที่สภาคองเกรสกำลังพิจารณามติที่ว่านี้

ด้านสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาตอบโต้ว่า พรรครีพับลิกันต้องการนำข้อมูลของประชาชนไปมอบให้กับภาคธุรกิจโดยไม่ต้องขออนุญาต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องส่วนตัวอย่างยิ่งยวด คือข้อมูลเรื่องสุขภาพและการเงิน การกระทำดังกล่าวเป็นการเอื้อให้ภาคธุรกิจกอบโกยผลกำไรบนความเสียหายของประชาชน

ภาพ…เอเอฟพี

 

เปิดตัว “Galaxy S8” จอไร้กรอบ-ไม่มีปุ่มโฮม คาดเริ่ม 2.6 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 18:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487738

เปิดตัว "Galaxy S8" จอไร้กรอบ-ไม่มีปุ่มโฮม คาดเริ่ม 2.6 หมื่น

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy S8 และ Galaxy S8+   เริ่มวางจำหน่ายในไทย 21 เม.ย. นี้ คาดราคาเริ่ม 26,000 บาท

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เผยโฉมเรือธงรุ่นใหม่ กาแลคซี่ เอส 8 เเละ เอส 8+ ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก โดยออกแบบตัวเครื่องในลักษณะไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม

นายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัทซัมซุงฯ กล่าวว่า กาแลคซี่ เอส 8 คือเจตจำนงที่จะนำความเชื่อมั่นและไว้วางใจกลับคืน โดยกำหนดนิยามใหม่ให้กับขีดจำกัดของความปลอดภัย และสร้างความสำเร็จใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนของซัมซุง

กาแลคซี่ เอส 8 ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วย ดีไซน์สวยล้ำ จอภาพไร้กรอบ พร้อมการใช้งานที่ครบครัน จอภาพไร้กรอบสองขนาด คือ 5.8 นิ้วสำหรับกาแลคซี่ เอส 8 และ 6.2 นิ้วกับกาแลคซี่ เอส 8+ ผ่านการออกแบบพื้นผิวด้านหน้าที่เรียบลื่น ไร้ปุ่มโฮมและเหลี่ยมมุมให้สัมผัสต้องสะดุด อีกทั้งยังช่วยให้การใช้งานแบบพร้อมกัน (Multi-tasking) มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น การออกแบบที่กะทัดรัดเพื่อหวังมอบความคล่องตัวในการใช้งานด้วยมือเดียว เสริมความทนทานและสัมผัสที่เปี่ยมคุณภาพด้วยผิวกระจก Corning Gorilla  Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

นอกเหนือไปจากนวัตกรรมการออกแบบใหม่ฉีกกฏแล้ว ซัมซุงยังมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งกล้องประสิทธิภาพสูง รวมถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น อาทิ กล้องหน้า F1.7 พร้อมระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะความละเอียด 8MP และกล้องหลัง F1.7 Dual Pixel ความละเอียด 12MP เหมาะกับการใช้งานแม้ในสภาพแสงน้อย พร้อมระบบประมวลผลภาพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ให้การซูมและการป้องกันภาพเบลอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

กาแลคซี่ เอส 8 ยังใช้ระบบประมวลผล 10nm เป็นครั้งแรกของวงการ รองรับ gigabit LTE และ gigabit Wi-Fi ที่ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในระดับที่สูงถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที โดยไม่คำนึงว่าไฟล์จะมีขนาดเท่าใด

นายดีเจ บอกอีกว่า กาแลคซี่ เอส 8 ถือเป็นสมาร์ทโฟนรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก UHD Alliance ที่มาพร้อมการแสดงผลแบบ MOBILE HDR PREMIUM ดังนั้น ในเวลาที่คุณดูหนังเรื่องผ่านเอส 8 จะสามารถสัมผัสประสบการณ์แห่งสีสันและคอนทราสต์ได้อย่างที่ผู้สร้างภาพยนตร์ถ่ายทำมา นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ก้าวไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีกราฟฟิกที่คมชัดและเหนือกว่าในทุกรายละเอียด พร้อมติดตั้ง Game Pack ที่มีเกมให้เลือกมากมาย รวมถึงเกมต่างๆ ที่รองรับ Vulkan API

ด้านความปลอดภัย มีระบบ ซัมซุง นอกซ์ (Samsung Knox) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยเกรดเทียบเท่าของกองทัพ รวมถึงเทคโนโลยีไบโอเมตริกร่วมด้วยอีกหลายอย่าง อาทิ ระบบสแกนลายนิ้วมือ ระบบสแกนม่านตา และระบบตรวจจับใบหน้า ให้ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการตรวจสอบตัวตนได้ตามความต้องการ

กาแลคซี่ เอส 8 ยังมาพร้อมคุณสมบัติขั้นพื้นฐานทั่วไปของอุปกรณ์ในตระกูลกาแลคซี่ ที่ทุกคนต่างชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานกันน้ำ กันฝุ่น IP68 รองรับ MicroSD ความจุสูงสุดถึง 256GB การแสดงผลแบบ Always-on ความสามารถรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไว และการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย

 

 

ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บอกว่า กาแลคซี่ เอส 8 มีอินเตอร์เฟซอัจฉริยะที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยปุ่ม Bixby ใหม่ คุณจะสามารถเข้าถึงการใช้งาน Bixby ได้อย่างสะดวกง่ายดาย สามารถเลือกดู เลือกใช้บริการ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเพียงใช้เสียง การสัมผัส หรือการพิมพ์ข้อความได้ เมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียงของ Bixby ระบบจะทำการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ หลายตัวของซัมซุง อาทิ กล้องถ่ายรูป รายนามผู้ติดต่อ แกลเลอรี่ ข้อความ และการตั้งค่า

เขา นำเสนออีกว่า กาแลคซี่ เอส 8 พร้อมมอบประสบการณ์ด้วย เกียร์ วีอาร์ (Gear VR) ใหม่ด้วยระบบควบคุมจาก โอคูลัส (Oculus) ช่วยให้สามารถควบคุมการใช้งานได้ง่ายด้วยมือเพียงข้างเดียว เมื่อเข้าสู่โหมดอินเตอร์แอคทีฟเสมือนจริง ระบบควบคุมนี้จะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้ดีกว่าเดิม และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเกียร์ 360 (Gear 360) ใหม่เพื่อมอบประสบการณ์ภาพความละเอียดในระดับ 15MP และวีดีโอ 4K แบบ360 องศา

อีกหนึ่งไฮไลท์ก็คือ ผู้ใช้กาแลคซี่ เอส 8 สามารถเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้านได้เลย เพราะ Samsung Pay จะสามารถแปลงโทรศัพท์ให้กลายเป็นกระเป๋าเงินดิจิตอลที่สามารถใช้งานได้แทบทุกที่แทนบัตรเดบิตและบัตรเครดิตได้ทันที ด้วยความร่วมมือจากธนาคารพันธมิตรกว่า 870 แห่งทั่วโลก จึงมีการทำธุรกรรมผ่าน Samsung Pay แล้วกว่า 240 ล้านรายการ

ทั้งนี้ กาแลคซี่ เอส 8 จะเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน เป็นต้นไป และจะมีให้เลือกในหลากสีสดใส ไม่ว่าจะเป็น Midnight Black, Orchid Gray, Arctic Silver, Coral Blue และ Maple Gold โดยราคาคาดว่า

Samsung Galaxy S8 ราคาประมาณ 26,000 บาท
Samsung Galaxy S8+ ราคาประมาณ 29,250 บาท

ภาพจาก AFP

 

 

 

แนะไทยเร่งลงทุน5จี ชี้หากล่าช้าเสียโอกาสนับแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487667

แนะไทยเร่งลงทุน5จี ชี้หากล่าช้าเสียโอกาสนับแสนล้าน

เอกชนจี้รัฐเร่งลงทุน 5จี รับไทยแลนด์ 4.0 ชี้ล่าช้าจะเสียโอกาสสร้างรายได้นับแสนล้าน

นางเอมมานูเอลา เลคคี หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะสมาคมจีเอสเอ็ม เปิดเผยว่า การลงทุนเทคโนโลยีมีทั้งความท้าทายและความเสี่ยง ถ้าต้องรอเหมือนตอนเปลี่ยนยุค 2จี มา 3จี ที่ต้องใช้เวลา 20 ปี ประเทศจะเดินหน้าไม่ทัน ดังนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโครงข่ายหรือภาคเอกชนที่ให้บริการเป็นผู้ลงทุน แต่ภาครัฐควรเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงและเพิ่มจำนวนคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานและควรลงมือทันทีไม่ใช่รออีก 3-5 ปี แล้วค่อยเดินหน้า

นายสกอต มายน์แฮน ที่ปรึกษาสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) กล่าวว่า หากต้องการให้ประเทศเดินหน้าตามแผนไทยแลนด์ 4.0 และเริ่มมีรายได้เข้ามาในปี 2568 ต้องไม่ใช่แค่เรื่องอี-คอมเมิร์ซ แต่ต้องรวมถึงโครงสร้างทั้งหมด เพราะขณะนี้เมียนมาและกัมพูชาที่มีคลื่นความถี่มากกว่าไทยได้เดินหน้าพัฒนาและวางแผนเรื่องของเทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้น ไทยควรเร่งแข่งขันกับตัวเองและออกจากกับดักรายได้ระดับกลางมองเรื่องของเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะจะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งคาดว่ารายได้ที่จะเข้ามาจากการใช้เทคโนโลยีในแต่ละอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่าหลักแสนล้านบาท

ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า อยู่ในช่วงเตรียมแผนเสนอนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทำดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งฐานในไทย รวมทั้งวางแผนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเติม

ภาพ เอเอฟพี

 

“Blockchain”กุญแจดอกใหม่ เพิ่มความโปร่งใสภาคธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487653

"Blockchain"กุญแจดอกใหม่ เพิ่มความโปร่งใสภาคธุรกิจ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อพูดถึง Blockchain เทคโนโลยีที่มาแรงและได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการนำระบบดังกล่าวไปใช้งานในธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี Blockchain นั้น สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประหยัดเวลาในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ Blockchain เป็นระบบการจัดการและเก็บสถิติออนไลน์ มีรูปแบบการเก็บข้อมูลเป็นบล็อกบนเครือข่ายใยแมงมุม ซึ่งผู้ใช้งานระบบสามารถเพิ่มและตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ดังกล่าวได้ทั้งหมดเอง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ซึ่งหมายความว่า ระบบดังกล่าวมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูง

ล่าสุด อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซ สัญชาติจีน ได้ริเริ่มโปรเจกต์ Food Trust Framework เพื่อทดลองนำระบบ Blockchain มาใช้แก้ปัญหาสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร เพื่อให้ผู้ขายสินค้าบนเถาเป่าและทีมอลล์ แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ สามารถติดตามแหล่งที่มาของสินค้าต่างๆ ผ่านซัพพลายเชนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัย และสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารได้

อาลีบาบา เปิดเผยว่าจะเริ่มทดลองระบบ Blockchain ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก่อน ซึ่งเป็น 2 ประเทศหลักที่ส่งสินค้ามาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของอาลีบาบา โดย แม็กกี้ โจว ผู้อำนวยการจัดการของอาลีบาบา กรุ๊ป ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองว่า โปรเจกต์ทดลองดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกในการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก หลังอาลีบาบาโดนโจมตีประเด็นการขายสินค้าปลอมอย่างหนัก

นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อย่างอาลีบาบาแล้ว ดีลอยต์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยี Blockchain สามารถพลิกโฉมธุรกิจบริการสุขภาพได้ด้วยเช่นกัน ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยและลดรายจ่ายในการเก็บข้อมูลผู้ป่วย

พรีเมียร์ เฮลท์แคร์ อลิอันซ์ ซึ่งให้บริการด้านการจัดซื้อ บริการซัพพลายเชน และการวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับธุรกิจบริการสุขภาพในสหรัฐเปิดเผยว่า การขาด Interoperability หรือระบบการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้ธุรกิจบริการสุขภาพต้องเสียค่าใช้จ่ายไปถึง 1.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 แสนล้านบาท) ต่อปี และสูญเสียชีวิตผู้ป่วยไปราว 1.5 แสนรายในแต่ละปี โดยการนำ Blockchain มาใช้งาน ซึ่งเป็นการรวมศูนย์และเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

ทั้ง 2 ภาคธุรกิจจัดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้งาน Blockchain ซึ่งธุรกิจอื่นๆ น่าจะมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ผสมผสานกับการดำเนินงานในอนาคตมากยิ่งขึ้น

 

ไอดีซีชี้โอเปอเรเตอร์แข่งดุ บูมคอนเทนต์หนัง-ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487650

ไอดีซีชี้โอเปอเรเตอร์แข่งดุ บูมคอนเทนต์หนัง-ไอโอที

ไอดีซีฯ คาดโอเปอเรเตอร์แข่งบริการคอนเทนต์ดูหนัง ขยายคลื่นความถี่รับมือการใช้ไอโอที

นายจาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ประจำไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันของผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่ต้องขยายธุรกิจจากให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือมาสู่การให้บริการเนื้อหาหรือคอนเทนต์โพรไวเดอร์ มาจากแนวโน้มการโทรศัพท์คุยกันลดลง หรือกระทั่งการใช้ดาต้าก็จะเริ่มอิ่มตัวด้วยจำนวนประชากรไทยราว 70 ล้านคน ที่ไม่ได้ขยายเพิ่มขึ้น โจทย์การสร้างรายได้ต้องทำให้คนใช้แพ็กเกจผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายได้ของเอไอเอสจากการทำรุกตลาดวิดีโอออนดีมานด์ ทำให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น และรายได้จากการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อการดูหนังเริ่มต้น 299 บาท/เดือน ส่วนกลยุทธ์ของทรูฯส่วนใหญ่มุ่งเน้นจัดโปรโมชั่นราคาต้องจับต้องได้ง่าย อาทิ ทรูวิชั่นส์ กับ ทรูมูฟ เอชแพ็กเกจเอาใจคอฟุตบอล 6 ลีก อาทิ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลาลีกา สเปน เริ่มต้น29 บาท/เดือน สำหรับการดูผ่านมือถือ เพื่อดึงให้ลูกค้าใช้บริการ

อย่างไรก็ดี บริการสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตมีศักยภาพเติบโตอีกมาก แต่การรับชมก็ไม่แพร่หลายหรือเป็นตลาดแมส ข้อจำกัดหน้าจอมีขนาดเล็ก ต้นทุนของอุปกรณ์สมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง แต่แนวโน้มคนจะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อคอนเทนต์ที่ต้องการดู สำหรับต่างประเทศเริ่มขยายสู่คอนเทนต์ไปสู่รายการการ์ตูนจับมือกับค่ายดังเพื่อขยายฐานผู้ชมไปสู่เด็ก ซึ่งฐานผู้ชมคนไทยยังเป็นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กับวาย

ขณะที่ตลาดไอโอที สำนักวิจัยการ์ตเนอร์ คาดว่าสิ่งเชื่อมต่อกันเป็นไอโอทีปี 2558 จาก 4,900 ล้านสิ่งจะเพิ่มเป็น 2.5 หมื่นล้านสิ่งภายในปี 2563 สำหรับในไทยตลาดดังกล่าวกำลังเริ่มขับเคลื่อนและคนเริ่มใช้อย่างไม่รู้ตัว อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดและในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะเข้าไปเชื่อมต่ออุปกรณ์มาก โดยให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานได้บนโทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งบริการที่โอเปอเรเตอร์จะชูขึ้นมาแข่งขัน

นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ตลาดไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งสามารถใช้คลื่นความถี่ย่าน 700-800 เมกะเฮิรตซ์ หรือมีความถี่ไม่สูงแต่สามารถกระจายไปยังพื้นที่ได้ทั่วถึง ทั้งนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะนำมาเปิดประมูลในปี 2563