จับตาความหวังสร้าง “สมองจักรกล” สู่การยกระดับมนุษย์ทัดเทียมเอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 16:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/489320

จับตาความหวังสร้าง "สมองจักรกล" สู่การยกระดับมนุษย์ทัดเทียมเอไอ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงไอทีและวิทยาศาสตร์คงหนีไม่พ้นการประกาศตั้งบริษัท Neuralink ของอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง เทสลา ที่พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทบุกเบิกด้านการสำรวจอวกาศ โดยจุดมุ่งหมายของ Neuralink คือการคิดค้นการเชื่อมสมองมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ได้โดยตรง เพื่อยกระดับการทำงานของสมองมนุษย์ให้ทัดเทียมกับเอไอ ซึ่งนับวันมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นทุกที

มัสก์เคยส่งสัญญาณเรื่องบริษัท Neuralink มาตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้ระหว่างการพูดคุยที่งาน World Government Summit ในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาโดยในงานดังกล่าวนั้น มัสก์กล่าวว่า มนุษย์อาจจำเป็นต้องกลายเป็นไซบอร์ก ที่เกิดขึ้น
จากการผสมผสานความชาญฉลาดทางชีววิทยาเข้ากับเอไอ หากยังต้องการมีความสามารถเทียบเท่ากับเอไอในอนาคต

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่าเป้าหมายของ Neuralink คือพัฒนา Neural Lace ส่วนเชื่อมเส้นประสาทเพื่อช่วยในการฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมอง ทำให้มนุษย์สามารถอัพโหลดความคิดต่างๆ เข้าไปในคอมพิวเตอร์ และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เข้าสู่สมองได้

บิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า Neuralink จดทะเบียนเป็นบริษัทวิจัยทางการแพทย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์กันว่า ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของบริษัทน่าจะเป็นสมองเทียม ที่ใช้รักษาความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคลมบ้าหมู โรคพาร์กินสัน หรือโรคซึมเศร้า โดยมัสก์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารวานิตี้แฟร์ ว่า การผสมผสานเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปในสมองบางส่วนนั้น คาดว่าจะมีความก้าวหน้าชัดเจนขึ้นในอีกราว 4-5 ปีข้างหน้า

แม้ความพยายามเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับเอไออย่างสมบูรณ์แบบนั้นมีแนวโน้มต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ที่ผ่านมาทีมนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งมีความก้าวหน้าในการทดลองใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อการสั่งงานของสมองเข้ากับอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้เทคโนโลยี Brain-Computer Interface หรือ BCI เพื่อช่วยให้ชายอายุ 26 ปี ซึ่งเป็นอัมพาตช่วงล่าง สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง โดยสวมใส่หมวกครอบบนศีรษะ ที่เพิ่มคลื่นกระแสไฟฟ้าจากสมองแล้วส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสั่งการและควบคุมการเดิน

ทั้งนี้ เทคโนโลยี BCI นั้นช่วยให้สมองสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ คล้ายคลึงกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟที่มนุษย์สามารถสั่งการหรือติดต่อกับเครื่องจักร

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการฝังเซ็นเซอร์เข้าไปในแขนของผู้ป่วยวัย 56 ปี ที่เส้นประสาทไขสันหลังได้รับความเสียหาย และไม่สามารถใช้งานแขนขวาได้ โดยการทดลองฝังเซ็นเซอร์ดังกล่าวเป็นโครงการทดลองร่วมกันของมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ และศูนย์วิจัยการรักษาด้วยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า สังกัดมหาวิทยาลัยคลีฟแลนด์ในสหรัฐ ซึ่งทีมวิจัยได้ฝังชิป 2 ตัวเข้าไปในสมองของชายผู้นี้ เพื่อตรวจจับสัญญาณคลื่นไฟฟ้าในสมอง แล้วส่งไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อแขนขวาทำงาน แม้ขณะนี้การฝังเซ็นเซอร์ดังกล่าวยังไม่สามารถช่วยชายวัย 56 ปีกลับมาใช้แขนขวาได้อย่างคล่องแคล่วดังเดิม แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาสามารถรับประทานอาหารได้แล้ว

ไม่แน่ว่าในอนาคต การใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์อาจก้าวไปไกลกว่าการนำไปใช้งานทางการแพทย์ก็เป็นได้

 

ไลฟ์ “The Mask Singer” เฟซบุ๊กปะทะยูทูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 15:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/489318

ไลฟ์ "The Mask Singer" เฟซบุ๊กปะทะยูทูบ

โดย…โธธ โซเชียล

จากกระแสโด่งดังของรายการ The Mask Singer รอบแชมป์ชนแชมป์!! ระหว่าง หน้ากากทุเรียนและหน้ากากอีกาดำ ซึ่งช่องทางในการรับชมแบบไลฟ์ได้ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบ มีมุมหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือมุมของ Platform Engagement ระหว่างเฟซบุ๊กกับยูทูบ

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า รายการ The Mask Singer นัดแชมป์ชนแชมป์ ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ในการถ่ายทอดสดได้สร้างปรากฏการณ์มีจำนวนผู้เข้าชมมากถึง 11 ล้านคน ขณะที่ยูทูบไลฟ์มีจำนวนเข้าชม 7,238,384 คน นอกจากเรื่องยอดเข้าชมที่เฟซบุ๊กมากกว่ายูทูบแล้ว ก็จะเห็นว่าช่องทางเฟซบุ๊กยังได้รับ Engagement Rate ต่อผู้ชมที่สูงกว่าทางยูทูบถึง 8.5 เท่า

นั่นหมายความว่า หากเราต้องการความคิดเห็นที่รวดเร็วและรุนแรงต่อวิดีโอของเรา เฟซบุ๊กดูจะเป็นช่องทางที่เหมาะสมกว่า แต่นั่นก็หมายถึงการที่ต้องเตรียมพร้อมรับกับ Negative Feedback ด้วย

สุดท้ายไม่ว่านักการตลาดจะเลือกแพลตฟอร์มใดสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือการวัดผลที่ต้องเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ และค่า Engagement จะเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้อีกมาก

 

พบหุ่นยนต์ผู้ทำให้แม่น้ำสะอาดอีกครั้ง ด้วยการกินขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/489311

พบหุ่นยนต์ผู้ทำให้แม่น้ำสะอาดอีกครั้ง ด้วยการกินขยะ

เครื่องจักรที่คอยเก็บขยะในแม่น้ำของบัลติมอร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ปัญหาขยะในแม่น้ำนี้เป็นปัญหาเรื้อรัง และทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำในระยะยาว ดังที่คุณผู้อ่านได้เห็นกันมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา เมื่อเร็วๆนี้ที่อินเดีย และนิวซีแลนด์ รัฐบาลของพวกเขาได้ประกาศสถานะบุคคลตามกฏหมายให้แก่แม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการปกป้องแม่น้ำเอาไว้ ไม่ให้ถูกทำลาย ฉะนั้นแล้วใครก็ตามที่ทำร้ายแม่น้ำ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฏหมายเช่นกัน

ไอเดียดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้องแม่น้ำระยะยาว อย่างไรก็ดีแม้จะมีกฏหมายคุ้มครองแล้ว แต่หากบรรดาขยะที่ลอยล่องอยู่ในน้ำยังคงไม่มีใครเก็บ แม่น้ำก็คงไม่อาจกลับมาฟื้นตัวให้สะอาดดังเดิมได้ ที่ท่าเรือบัลติมอร์ ในรัฐแมริแลนด์ ของสหรัฐอเมริกา มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับปัญหาขยะๆเหล่านี้

Mr. Trash Wheel คือเครื่องจักร (หรือจะเรียกว่าหุ่นยนต์ก็ได้ เพราะเจ้าเครื่องนี้มีดวงตาดวงใหญ่ติดอยู่ ให้ความรู้สึกมีชีวิต) ผู้ทำหน้าที่กินขยะที่ลอยอยู่ตามแม่น้ำของเมือง เพื่อทำให้แม่น้ำกลับมาสวยสะอาดอีกครั้ง ที่ต้องใช้คำว่ากินก็เพราะลักษณะการเก็บขยะของ Mr. Trash Wheel นั้นจะกวาดเอาขยะที่ลอยตามน้ำเข้ามาในใบพัดหมุน ที่ตักเอาขยะให้ลอยขึ้นจากน้ำส่งต่อเข้าสู่สายพานลำเลียงด้านใน ซึ่งจะพาขยะเหล่านี้ไปทิ้งรวมกันในถังเก็บขนาดใหญ่ เมื่อถังเต็ม เจ้าหน้าที่ก็จะนำถังใหม่มาเปลี่ยน และนำขยะเหล่านั้นย้ายไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่แทน

การทำงานที่เป็นระบบของ Mr. Trash Wheel

หุ่นยนต์กินขยะน่ารักน่าชังนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าตลอดการทำงานของมันจะไม่มีการปลดปล่อยมลพิษออกมาอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังสามารถสะสมพลังงานไว้ใช้เก็บขยะในตอนกลางคืนได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อครั้งที่เมืองบัลติมอร์เผชิญกับพายุ ส่งผลให้แม่น้ำเต็มไปด้วยขยะ Mr. Trash Wheel ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่จนแม่น้ำกลับมาสะอาดอีกครั้ง

แผงโซล่าเซลล์ขนาดใหญ่ช่วยให้พลังงานหุ่นยนต์ในการท่องไปทั่วลำน้ำ

หลังเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 2014 Mr. Trash Wheel เก็บขยะไปแล้วกว่า 350 ตัน ใจจำนวนนี้มีขวดน้ำพลาสติกมากถึง 2 แสนขวด ถุงพลาสติกอีกกว่า 1 แสนใบ และก้นบุหรี่อีกราวๆ 6.5 ล้านชิ้นที่บรรดาคนมักง่ายทิ้งลงในแม่น้ำ ซึ่งหากปราศจากหุ่นยนต์ตัวนี้ล่ะก็ บริเวณท่าเรือของบัลติมอร์คงกลายเป็นสุสานขยะไปแล้ว อย่างไรก็ดีโลกของเราคงน่าอยู่กว่านี้หากผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขา ไม่ทิ้งขยะลงในแหล่งน้ำแทน และ Mr. Trash Wheel จะได้ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

ไม่ว่าขยะจะมีขนาดใหญ่ หรือเล็กก็ไม่อาจรอดไปได้

 

ขอบคุณวิดีโอจาก NBC News

 

 

ลุยจัดระเบียบไล่บี้เก็บภาษีธุรกิจออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488916

ลุยจัดระเบียบไล่บี้เก็บภาษีธุรกิจออนไลน์

คลังหาช่องเก็บภาษีจากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ เสนอ จัดเก็บภาษีสร้างความเสมอภาค ผู้ประกอบการในและต่างประเทศ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไม่นานมานี้ว่ากระทรวงได้ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการเก็บภาษีจากธุรกรรมพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) โดยดึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วม ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะทำงานได้เสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษีใน 2 ส่วน คือ 1.กรมสรรพากรจะเป็นผู้ประสานงานหลักในการเผยแพร่ความรู้การเสียภาษีอากร การตรวจสอบติดตามการเสียภาษีที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการเก็บภาษีจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดสรรพากรได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงประมวลรัษฎากรเพื่อจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซแล้ว

นอกจากนี้ ยังจะให้ความสำคัญส่วนที่ 2 ที่จะมีการพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ คือการเก็บภาษีที่สร้างความเสมอภาคระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและผู้ประกอบการในต่างประเทศ (Equalization Levy) ที่ปัจจุบันมีการใช้แล้วในอินเดีย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการข้ามชาติที่เข้ามาขายสินค้าบริโภคต้องจดทะเบียนในประเทศเพื่อให้เก็บภาษีได้ หรืออาจยึดตัวอย่างแบบญี่ปุ่น คือ มีการเจรจากับบริษัทเจ้าของสารสนเทศดิจิทัล (ดิจิทัล คอนเทนต์) ให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้บริโภคแล้วส่งให้สรรพากรไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจในประเทศและผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซต่างประเทศ

 

ออสเตรเลียฟ้องแอปเปิลระงับการทำงานไอโฟน-ไอแพดที่ซ่อมโดยเจ้าอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488877

ออสเตรเลียฟ้องแอปเปิลระงับการทำงานไอโฟน-ไอแพดที่ซ่อมโดยเจ้าอื่น

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคออสเตรเลียฟ้องแอปเปิลปล่อยซอฟต์แวร์ระงับการทำงาน ไอโฟน-ไอแพดที่ซ่อมโดยผู้ให้บริการรายอื่น

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการคุ้มครองการแข่งขันและผู้บริโภคออสเตรเลีย (ACCC) ได้ยื่นฟ้องบริษัทแอปเปิล อิงค์ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ตามเวลาออสเตรเลีย โดยคำฟ้องได้ระบุว่า แอปเปิลได้ปล่อยซอฟต์แวร์อัพเดท เพื่อระงับการทำงานของ ไอโฟนและ ไอแพด ที่ได้รับการซ่อมหน้าจอโดยผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่ใช่แอปเปิล

คณะกรรมการคุ้มครองการแข่งขันและผู้บริโภคออสเตรเลีย ระบุว่า ซอฟต์แวร์อัพเดทของแอปเปิลส่งผลให้ ไอโฟน และ ไอแพด หลายร้อยเครื่องใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ แอปเปิลยังปฏิเสธที่จะทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมและปัดความรับผิดชอบ โดยให้เหตุผลเพียงว่าเจ้าของเครื่องได้ให้ผู้ให้บริการเจ้าอื่นซ่อมเครื่อง

คณะกรรมการฯเปิดเผยว่า แอปเปิลได้นำเสนอข้อมูลเรื่องซอฟต์แวร์อัพเดทที่เข้าข่ายเป็นเท็จหรือหลอกลวง รวมถึงสิทธิ์ของลูกค้าในการนำเครื่องเข้าไปซ่อมกับแอปเปิลด้วย เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคออสเตรเลียระบุว่า การรับประกันสำหรับผู้บริโภคไม่ได้ระงับสิ้นไปเพียงเพราะอุปกรณ์ถูกซ่อมโดยเจ้าอื่น

 

กสทช.เผยคนดูทีวีดิจิทัลสูงขึ้น86% ช่อง7เรตติ้งสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 14:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488869

กสทช.เผยคนดูทีวีดิจิทัลสูงขึ้น86% ช่อง7เรตติ้งสูงสุด

กสทช.เผยคนชมทีวีดิจิทัลเดือนก.พ.สูงขึ้น 86% ขณะที่ดาวเทียม-เคเบิลลดลง ช่อง7 ยังครองเรตติ้งสูงสุด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.ได้รายงานสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.60 พบว่า การรับชมช่องรายการผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีสัดส่วนสูงกว่าการรับชมผ่านทางดาวเทียมและเคเบิล

โดยในเดือน ก.พ.60 การรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณ 86% เมื่อเทียบกับการรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลที่ลดลงเหลือประมาณ 14% ซึ่งเมื่อพิจารณาการรับชมช่องรายการโทรทัศน์แยกตามเขตพื้นที่อยู่อาศัย พบว่า ตั้งแต่เดือน พ.ย.59 เป็นต้นมา การรับชมช่องรายการผ่านดาวเทียมและเคเบิลมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ โดยประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีสัดส่วนการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมากกว่าประชาชนในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญน่าจะเป็นผลมาจากการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ รวมถึงจำนวนและคุณภาพของรายการ ประกอบกับความคมชัดในการรับชมผ่านช่องทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินรวมกันเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้พฤติกรรมการรับชมช่องรายการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป

ด้านมูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน พบว่า ในเดือน ก.พ.60 มียอดรวมประมาณ 5,230 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากเดือน ม.ค.60 ประมาณ 202 ล้านบาท หรือประมาณ 4% ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของมูลค่าโฆษณาในเดือน ก.พ. สะท้อนทิศทางการใช้งบโฆษณาของเอเจนซี่ที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากชะลอการใช้งบในช่วงเดือนแรกของปี 2560 โดยมูลค่าการโฆษณาแบ่งตามหมวดหมู่ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลพบว่า หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง (HD) มีมูลค่าการโฆษณาสูงสุดประมาณ 3,568 ล้านบาท ตามมาด้วยหมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (SD) ประมาณ 1,101 ล้านบาท หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ ประมาณ 169 ล้านบาท และหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ประมาณ 34 ล้านบาท

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำหรับค่าความนิยมของช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในเดือน ก.พ.60 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้ชมสูงสุด 10 อันดับแรก ยังคงเป็นกลุ่มเดิมเหมือนในช่วงเดือน ม.ค.60 นั่นคือ อันดับ 1 ช่อง 7 เรตติ้ง 2.204 อันดับ 2 ช่อง 3 เรตติ้ง 1.388 อันดับ 3 ช่องเวิร์คพอยท์ทีวี เรตติ้ง 1.094 อันดับ 4 ช่องโมโน 29 เรตติ้ง 0.648 อันดับ 5 ช่องวัน เรตติ้ง 0.561 อันดับ 6 ช่อง 8 เรตติ้ง 0.509 อันดับ 7 ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.264 อันดับ 8 ช่องไทยรัฐทีวี เรตติ้ง 0.228 อันดับ 9 ช่องอมรินทร์ทีวี เรตติ้ง 0.2 และอันดับ 10 ช่อง NOW เรตติ้ง 0.176

นอกจากนี้ ผลการจัดลำดับความนิยมในรายการประเภทต่างๆ ประจำเดือน ก.พ. 2560 พบว่า รายการละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ เรื่องเกิดเป็นกา ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 7.729 รายการวาไรตี้ทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการเส้นทางบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.493

รายการประกวดแข่งขันความสามารถที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ออกอากาศทางช่อง เวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 8.082 รายการกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการมวยไทย 7 สี ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 3.191 และรายการข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการข่าวภาคค่ำ ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.126

 

วิธีทำให้อีเมล์ของคุณสะอาดและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 13:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488626

วิธีทำให้อีเมล์ของคุณสะอาดและปลอดภัย

อีเมล์ของคุณสามารถตกเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายมัลแวร์ หรือเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการมาหากินของแฮกเกอร์ก็ได้เช่นกัน ทางเราจึงขอแนะนำวอธีที่จะทำให้อีเมล์ของคุณนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

โดย…WORAPON H.

ตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรบนโลกออนไลน์ ถ้าหากต้องลงทะเบียนหรือสร้างบัญชี เราขอแนะนำให้คุณใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากเสมอ รหัสผ่านที่คาดเดายากคือ รหัสผ่านที่มีความยาว และมีตัวอักษรตัวเล็ก-ใหญ่ผสมกับตัวเลขและสัญลักษณ์ ระบบของบางอีเมล์มีตัววัดความความปลอดภัยของรหัสผ่าน และที่สำคัญคือห้ามใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกๆอีเมล์

คิดให้ดีก่อนจะสมัครบริการอะไร

ทางเดียวที่จะทำให้อีเมล์ของคุณปราศจากอีเมล์สแปม ก็คือการไม่สมัครสมาชิกอะไรมั่วๆ ถ้าให้เราจำกัดความคำว่าสแปม อีเมล์สแปมก็คือ อีเมล์ที่ไม่มีตรงความต้องการกับผู้ได้รับ หรืออีเมล์ที่มีจุดประสงค์เพื่อก่อกวนผู้ใช้ เพราะฉะนั้นถ้าจะสมัครสมาชิกอะไรลองคิดดูให้ดีก่อน และยกเลิกการสมัครสมาชิกหรือ unsubscribe ก็ได้

ระวังลิงก์, ไฟล์แนบ และข้อเสนอ ปลอม

กลยุทธ์คลาสสิกของแฮกเกอร์ก็คือการแนบไฟล์ที่บรรจุไวรัสเข้ามาผ่านอีเมล์ วิวัฒนาการของมันเปลี่ยนไปอย่างไรไม่รู้ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือไฟล์ที่แนบมาต้องมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นแน่นอน อย่างการติดตั้งไวรัส, สปายแวร์หรือฝังโทรจันบนเครื่องของผู้ใช้ ส่วนลิงก์ที่เขียนมาในอีเมล์อาจพาไปยังหน้าเว็บไซต์ของแฮกเกอร์ที่มีไวรัสอยู่

จำเอาไว้ว่า องค์กรหรือสภาบันการเงินอย่างธนาคาร จะไม่มีทางขอชื่อผู้ใช้หรือข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร หากสงสัยให้ติดต่อกับทางธนาคารโดยทันที ก่อนที่คุณจะมอบข้อมูลสำคัญของคุณให้กับแฮกเกอร์ด้วยมือของคุณเอง

สำหรับข้อเสนอสุดพิเศษต่างๆ ให้พึงระลึกไว้เสนอว่า “อะไรที่มันดีเกินจริง ก็อาจจะไม่จริง”

อย่าลืม log out

ข้อนี้สำคัญมากเพราะคุณไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีใครเข้ามาใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ต่อจากคุณ ยิ่งถ้าเป็นคอมพิวเตอร์สำนักงานยิ่งอันตราย เพราะข้อมูลในเครื่องอาจถูกนำออกไปโดยพลการ

ติดตั้งโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่มีฟังก์ชัน Anti-spam

มีหลายวิธีที่จะรักษาความปลอดภัยระบบของคุณ การติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถป้องกันไวรัสได้แล้ว โปรแกรมแอนตี้ไวรัสบางตัวยังมีฟังก์ชั่น Anti-spam ที่คอยเคลียร์อีเมล์ขยะ หรืออีเมล์ที่อาจมีไวรัสแฝงอยู่ออกไป

Author: Rob Waugh
Source: http://www.welivesecurity.com/2012/12/26/how-to-keep-your-email-clean-and-safe/
Translated by: Worapon H.

****************

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

TMA เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านระบบไอซีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488596

TMA เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านระบบไอซีที

TMAมอบรางวัล Thailand ICT Excellence Awards เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการนำระบบไอซีทีมาใช้บริหารจัดการภายในองค์กร

น.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยว่า ทีเอ็มเอได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรในประเทศไทยเห็นความสำคัญในเรื่องของการนำไอซีทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการตั้งแต่ปี 2551 โดยได้มีการจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทั้งการมอบรางวัลให้แก่องค์กรที่ได้นำไอซีทีเข้ามาพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการจัดการด้านไอซีทีที่ดี โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กร รวมทั้งผลักดันให้มีการนำไอซีทีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในองค์กรหรือหน่วยงานทั่วไปให้มากขึ้น  ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

“งานสัมมนา “Thailand ICT Management Forum” ปีนี้ทาง TMA ได้เน้นเรื่องการบริหารองค์กรในยุคดิจิตอลทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การปรับใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคปัจจุบัน ด้านการพัฒนาบุคลากรและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน  การปรับกระบวนการปฏิบัติงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการปรับรูปแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีประสบการณ์จริงด้านไอซีที” วรรณวีรากล่าว

ด้าน นายโอม ศิวะดิตถ์  ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ  บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าววว่า ขณะนี้ธุรกิจเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มตัว เห็นได้ชัดว่า เส้นแบ่งระหว่างโลกกายภาพและโลกดิจิตอลเริ่มไม่ชัดเจน โดยทุกองค์กรธุรกิจที่ต้องการจะอยู่รอด จำเป็นต้องปรับตัวให้เป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยี แม้ว่าเดิมทีธุรกิจจะขายสินค้าที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีก็ตาม แต่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องประยุกต์สินค้าและบริการของตัวเองให้เข้าสู่โลกดิจิตอลให้ได้  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้คือ บริษัทที่นำเสนอสินค้าและบริการ  ที่สามารถทดแทนสินค้าและบริการแบบเดิมๆที่มีอยู่  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อูเบอร์ ที่นำเสนอบริการร่วมเดินทาง จนสามารถทดแทนธุรกิจรถแท็กซี่ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจปรับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ซี่งเป็นยุคเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน มีด้วยกัน 4  ปัจจัย ประกอบไปด้วย 1. โมบาย เฟิร์ส  ซึ่งคนไทยปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากรและคนไทยยังใช้งานเฟซบุ๊คมากกว่า  30 ล้านคน ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยสามารถเข้าถึงดิจิตอลตลอดเวลา ดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องปรับช่องทางเข้าสู่ดิจิตอล ปัจจัยที่สองคือ บริการคลาวด์  ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีคลาวด์มีส่วนช่วยให้ธุรกิจสามารถประยุกต์การใช้งานในโลกดิจิตอลที่ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำ เปิดโอกาสให้องค์กรได้ลองผิดลองถูกได้ เพื่อให้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด ปัจจัยที่สามคือ บิ๊กดาต้า ซึ่งองค์กรสามารถนำข้อมูลของลูกค้ามาปรับใช้เพื่อสร้างสินค้าและบริการให้โดนใจมากที่สุด และปัจจัยสุดท้ายที่มาแรงมากคือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง  โดยคาดว่าจะเป็นบริการที่นิยม อาทิ บริการแชตบอท ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ระบบอัตโนมัติในการสื่อสารกับลูกค้าได้

ด้านนายอานนท์ สันติวิสุทธิ์ ผู้บริหารฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เฟซบุ๊ค ไทยแลนด์   กล่าวว่า เฟซบุ๊คให้ความสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาที่ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้งานระดับบุคคล  โดยเฉพาะเนื้อหาบนนิวฟีด (News Feed) ที่ต้องสนองต่อผู้ใช้งานมากที่สุด โดยสถิติของผู้ใช้เฟซบุ๊ค เฉลี่ยเข้าใช้งานเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง มีการเข้าใช้งานเฉลี่ย 14 ครั้งต่อวันและเฉลี่ยใช้เวลาในการดูโพสต์ เพียง 1.7 วินาทีต่อ 1 โพสต์  ฉะนั้นโจทย์ที่สำคัญของธุรกิจคือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการจะสื่อมากที่สุด

ทั้งนี้เฟซบุ๊คมีเครื่องมือที่ตอบสนองให้กับแบรนด์สินค้าได้สามารถคัดกรองกลุ่มเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด

น.ส.วรรณวีรา กล่าวต่อว่า ในส่วนของรางวัล  Thailand ICT Excellence Awards 2017 ได้มีองค์กรที่ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด รวมทั้งสิ้น 53 โครงการ จาก 24 องค์กร  โดยการพิจารณารางวัล  คณะกรรมการตัดสินใช้  ICT Excellence Maturity Model®  ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินความเป็นเลิศ เพื่อสะท้อนศักยภาพของการพัฒนาโครงการใน 3 มิติ ได้แก่ กลยุทธ์ การดำเนินโครงการ และผลลัพธ์  โดยจะพิจารณาใน 7 องค์ประกอบ คือ  1) ลักษณะสำคัญตามประเภทโครงการ 2) ผลการดำเนินงานเชิงธุรกิจที่บรรลุวัตถุประสงค์โครงการและลักษณะสำคัญตามประเภทโครงการ 3) การปรับเข้ากับธุรกิจและการมุ่งเน้นกลยุทธ์   4) การบริหารโครงการ   5) การบริหารการเปลี่ยนแปลง  6) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  และ 7) การบริหารความเสี่ยง  ทั้งนี้โครงการต่างๆ ที่ได้รับรางวัลในแต่ละประเภทจะต้องผ่านการคัดสรรโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านไอซีทีจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะชนทั่วไป

 

“แอดพ็อคเก็ต” แอพโฆษณาบนมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488402

"แอดพ็อคเก็ต" แอพโฆษณาบนมือถือ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ตลาดดิจิทัลออนไลน์มูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในประเทศไทย มีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นสูงมาก จึงเป็นโอกาสการสร้างธุรกิจกับแอพพลิเคชั่น “แอดพ็อคเก็ต” หรือการโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกีนมือถือ ที่ผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการดูโฆษณาและปลดล็อกผ่านหน้าจอบนมือถือ ซึ่งได้รับความสนใจใช้บริการจากลูกค้าในประเทศไทยจำนวนมาก

“อลิศรา ดำรงค์พานิช” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโมบาย จากแอดพ็อคเก็ต บริษัท แอดพ็อคเก็ต เปิดเผยว่า แอพพลิเคชั่น แอดพ็อคเก็ต (AdPocket) ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 1 ปีแล้ว และในปัจจุบันมียอดลูกค้าที่ใช้บริการใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจำนวนมากกว่า 2 ล้านราย ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน

สำหรับแอดพ็อคเก็ตถือเป็นแอพพลิเคชั่นโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกีนมือถือที่ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการดูโฆษณาและปลดล็อกผ่านหน้าจอบนมือถือ ที่ได้รับทั้งการสะสมแต้ม หรือการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อซื้อของ หรือแลกของ จ่ายบิล หรือการเติมเงิน เป็นต้น ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้นำเข้ามาจากประเทศเกาหลีใต้ โดยได้มีการปรับรูปแบบการทำตลาดให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทย

การลงทุนทำตลาดในเบื้องต้นของแอดพ็อคเก็ต ได้ใช้งบลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท ได้มีการนำเสนอแนวคิดการทำแอพพลิเคชั่นให้แก่บริษัทต่างๆ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเอกชนที่พร้อมเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้มีการเริ่มขายกลุ่มลูกค้า และทำให้ธุรกิจที่ได้ทำเป็นรายแรกในประเทศประสบความสำเร็จอย่างดีมีลูกค้าในประเทศใช้บริการจำนวนมากในปีแรก และสร้างรายได้ในปี 2559 ที่ผ่านมาประมาณ 50 ล้านบาท

“อลิศรา ดำรงค์พานิช” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโมบาย บริษัท แอดพ็อคเก็ต

ขณะเดียวกันการนำเข้าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาจากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องมาจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่เป็นพันธมิตรกับเกาหลีใต้ และการเห็นโอกาสที่ประเทศเกาหลีใต้มีลูกค้าใช้บริการแอพพลิเคชั่นจำนวนสูงถึง 20 ล้านคน จากจำนวนประชากรในประเทศ 50 ล้านคน ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างดี

อีกทั้งข้อมูลจากประเทศไทย พบว่า ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในไทยจะมีการปลดล็อกหน้าจอมือถือต่อวันจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 47 ครั้ง/วัน และเฉลี่ยคนไทยจะใช้งานโทรศัพท์มือถือมากกว่ารับชมโทรทัศน์ถึง 3 เท่า รวมถึงโดยเฉลี่ยคนไทยจะใช้งานสมาร์ทโฟน หรือการรับชมอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือประมาณ 6.2 ชั่วโมง/วัน ตลาดจึงมีโอกาสและศักยภาพในการทำตลาดระดับสูง

การให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่เมื่อมีการเปิดปลดล็อกหน้าจอสกรีนมือถือจะได้รับการสะสมแต้มในทุกครั้ง อีกทั้งกลุ่มธุรกิจที่ทำตลาดและโฆษณาสินค้าผ่านแอดพ็อคเก็ตจำนวนในปัจจุบันมีประมาณ 100 บริษัท มีทั้งบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเกม สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ร้านอาหาร อีกทั้งเป็นช่องทางที่จะทำให้แบรนด์เอสเอ็มอีไทย สามารถทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ได้ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2560 จะมีจำนวนลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมากกว่า 5 ล้านราย และสร้างรายได้รวมในปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท เติบโตเท่าตัวจากปีก่อน รวมถึงจะมีลูกค้าเอกชนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มตลาดการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มีขนาดใหญ่ขึ้นและเติบโตมากขึ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2560 จะขยายตัว 30-40% เช่นกัน

“แอดพ็อคเก็ต” ถือเป็นผู้นำในตลาดแอพพลิเคชั่นโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกรีนมือถืออันดับ 1 ของประเทศไทย และมีคู่แข่งเข้ามาในตลาด แต่ยังไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทได้ เนื่องจากบริษัทขยายตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมาก ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะขยายตลาดและหาผู้ร่วมทุน หรือกลุ่มเวนเจอร์แคปปิตอล ทั้งนักลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อขยายการทำตลาดต่อไปในอนาคต

สำหรับสตาร์ทอัพไทยที่กำลังเริ่มต้นสร้างแอพพลิเคชั่นสู่ตลาด อยากให้พิจารณาถึงการทำแอพพลิเคชั่นที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง และอย่าประเมินเพียงจำนวนผู้ใช้บริการจำนวนมากเท่านั้น และมองว่ากลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีโอกาสทำตลาดในไทย จะเป็นในกลุ่มจากตลาดออฟไลน์สู่ออนไลน์

ถือเป็นสตาร์ทอัพไทยที่มีรูปแบบการทำตลาดไม่เหมือนใคร จึงสามารถสร้างรายได้ และให้บริการที่เข้าถึงทั้งผู้บริโภคและบริษัทเอกชนได้เป็นอย่างดี

 

ชี้โอกาสตลาดอี-สปอร์ตคาดปี60โตกว่า20% ยอดพุ่งหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488401

ชี้โอกาสตลาดอี-สปอร์ตคาดปี60โตกว่า20% ยอดพุ่งหมื่นล้าน

นักวิชาการชี้โอกาสเกม “E-Sports” ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไทย ยุค 4.0

นายณฐพล พันธุวงศ์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ความนิยมในการเล่นเกมออนไลน์ของคนไทยนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ปี 2558 โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ พบว่ามีมูลค่าเติบโตสูงถึง 12,745 ล้านบาท หรือ 12.4% จากปี 2557 โดยในสาขาเกมมีมูลค่า 8,894 ล้านบาท เติบโต 13.5% และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 22.3% ในปี 2560

“ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเกมยังเปิดกว้างสำหรับนักธุรกิจ นักพัฒนาเกมในประเทศไทย และเกมเมอร์ที่ฝึกฝนสู่การเป็นนักแข่งขัน E-Sports เวทีแข่งขันเกมที่มีเงินรางวัลสูงกว่า 7 หลักขึ้นไป แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าเกมเป็นต้นตอการนำไปสู่ปัญหาต่างๆ จนเกิดเป็นมายาคติว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดี”นายณฐพล กล่าว

ทั้งนี้ เกมไม่จำเป็นจะต้องถูกผลิตขึ้นมาเพื่อสร้างความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว สามารถพัฒนาเกมขึ้นมาเพื่อให้มีสาระและประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนงานของประเทศไทยยุค 4.0 ได้ หากพิจารณาให้ดีถึงลักษณะของเกมจะพบว่าจริงๆ แล้ว เกมคือแอพพลิเคชั่นอย่างหนึ่งที่มีคุณลักษณะที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ซึ่งเกมทุกชนิดที่มีการแข่งขันสามารถนำเข้าสู่เวที E-Sports ได้ ดังนั้นหากออกแบบอย่างสร้างสรรค์จะสามารถประยุกต์เกมให้เป็นนวัตกรรมได้มากมาย

ด้าน นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ สจล.เป็นสถาบันการศึกษาไทย ที่มีการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ถือเป็นผู้ผลิตบัณฑิตและบุคลากรสู่อุตสาหกรรมเกมโดยตรง ร่วมกันพัฒนาสนับสนุนวงการเกมไทยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม จะสามารถช่วยให้นักธุรกิจ นักพัฒนาเกม และเกมเมอร์ไทย ทัดเทียมต่างชาติและสร้างรายให้กับประเทศชาติได้

“ขณะนี้สังคมไทยยังคงติดภาพลักษณ์ด้านลบมากกว่าด้านบวก โดยคนส่วนใหญ่มักมองว่าเกมคือตัวการสำคัญที่ทำให้เยาวชนไทยไม่สนใจเรียนหนังสือ กระตุ้นให้เสพติดความรุนแรง และก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา จึงต้องทำความเข้าใจและสื่อสารกับสังคมว่าเกมนั้นมีทั้งคุณและโทษเช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ หากช่วยกันสนับสนุนไปในทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เล่นและผู้พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันยังสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศชาติได้อีกด้วย”นายสุชัชวีร์ กล่าว