“เยลโล่เพจเจส” ปฏิวัติสู่โลกดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475353

"เยลโล่เพจเจส" ปฏิวัติสู่โลกดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งเยลโล่เพจเจส หรือที่รู้จักและเรียกกันติดปากว่า สมุดหน้าเหลือง ยังต้องเผชิญกับความท้าทายโลกของดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจากพฤติกรรมอ่านสิ่งพิมพ์น้อยลง และเลือกเสพสื่อผ่านทางเว็บไซต์ สมาร์ทโฟน

แนวโน้มที่เกิดขึ้น ทำให้เยลโล่เพจเจสในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการทรานส์ฟอร์มจากสื่อสิ่งพิมพ์ สู่การเป็นสื่อไดเรกทอรี่ส์ออนไลน์

ชุติเดช ปริญฐิติภา กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย ผู้จัดทำสมุดหน้าเหลืองไทยแลนด์ (เยลโล่เพจเจส) เปิดเผยว่า แนวโน้มของสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้าสู่ดิจิทัล สร้างผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังมาจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ 50% ขณะที่ทางออนไลน์มีสัดส่วนรายได้ 10% และที่ 40% คอลเซ็นเตอร์

นั่นคือ โจทย์ใหญ่ของเยลโล่เพจเจสที่ต้องทรานส์ฟอร์มจากสื่อไดเรกทอรี่ส์สิ่งพิมพ์มาสู่ไดเรกทอรี่ส์ออนไลน์ แม้ว่าขณะนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคในต่างจังหวัดยังคงนิยมใช้สมุดหน้าเหลืองอยู่ก็ตาม แต่ในกลุ่มเป้าหมายคนเมืองส่วนใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ผ่านทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ www.yellowpages.co.th แล้ว

ปัจจุบันบริษัทจึงอยู่ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนถ่าย เพื่อเดินหน้าไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้รายได้บริษัทกลับมาเป็นบวกในอนาคต

“ก่อนหน้านี้ที่เยลโล่เพจเจสมุ่งพัฒนาสู่เว็บไซต์ บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อต่อยอดจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสมุดหน้าเหลืองเป็นสื่อพิมพ์มาร่วม 30 ปี เริ่มมีแผนกคอลเซ็นเตอร์จำนวน 500-600 ราย เพื่อให้บริการข้อมูลต่างๆ”

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งพนักงานแผนกบริการลูกค้า เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าที่ใช้บริการมานานมาวิเคราะห์ พร้อมกับแจ้งเตือนในช่วงเวลาต้องสั่งสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุด และเป็นการทำธุรกิจที่สามารถจับต้องได้มากกว่าการเป็นแค่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์

สำหรับการทรานส์ฟอร์มสู่สื่อดิจิทัล บริษัทได้เริ่มปรับตัวในช่วง 3 ปี โดยเข้าสู่สื่อดิจิทัลเริ่มจากการพัฒนาเว็บไซต์ www.yellow
pages.co.th และได้เริ่มสำหรับการพัฒนาแค็ตตาล็อกออนไลน์ เพื่อที่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่ต้องการค้นหาเจาะจงสินค้าและบริการมากขึ้น โดยรูปแบบแค็ตตาล็อกออนไลน์ของบริษัทจะเป็นเสมือนตลาดกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อให้ไปถึงตัวสินค้าและผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกันในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนา DVD Thailand YellowPages 2016 “รูปแบบใหม่ ค้นหาง่าย” โดยรวมเบอร์โทรศัพท์ธุรกิจสินค้าและบริการทั่วไทยให้กับผู้ที่สนใจ เป็นการปูทางผู้ใช้งานจากสิ่งพิมพ์ไปสู่ออนไลน์

“หากเราปลุกออนไลน์ทั้งจากแพลตฟอร์มเว็บ รวมไปถึงบนโมบาย ยังไม่รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นด้วยแล้ว รายได้จากธุรกิจออนไลน์จะมาทดแทนรายได้จากธุรกิจหลัก คือ สิ่งพิมพ์ในปัจจุบันได้”

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแค็ตตาล็อกออนไลน์จำนวน 1,000 บริษัท มีสินค้าแสดงอยู่ประมาณ 2 หมื่นรายการ แต่ยังไม่สามารถซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ (อี-คอมเมิร์ซ) โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็น
รูปธรรมและใช้ได้จริงภายในปี 2561

ชุติเดช กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการวางแผนเพิ่มคอนเทนต์แค็ตตาล็อกออนไลน์ โดยปัจจุบันมีสินค้าในแค็ตตาล็อกออนไลน์กว่า 5 หมื่นรายการ และมีบริษัทเข้าร่วมแล้วประมาณ 3,000 บริษัท เพื่อผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มจากกว่า 85 ล้านครั้ง เป็น 100 ล้านครั้ง จากปัจจุบันติดอันดับ 1 ใน 5 ของหมวดธุรกิจ โดยมี บีอีซี เทโร เป็นอันดับหนึ่ง

ในอนาคตข้างหน้าเยลโล่เพจเจส หรือสมุดหน้าเหลืองอาจเป็นแค่ตำนานเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดความหนาของสมุด การใช้งานที่หาได้ยาก และยิ่งยุคดิจิทัลด้วยแล้ว กลุ่มคนรุ่นเจเนอเรชั่นวายและแซด ที่เกิดและโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ จึงต้องเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตทุกอย่าง

แต่เส้นทางในปัจจุบันเยลโล่เพจเจส ยังคงต้องทำธุรกิจบนเส้นคู่ขนานกันระหว่าง สื่อสิ่งพิมพ์กับการพัฒนาเว็บไซต์ควบคู่กัน เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าๆ และเดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางรอดและหาที่ยืนให้ได้ในธุรกิจที่อยู่บนโลกดิจิทัล

ย้อนความจำ สมุดหน้าเหลือง

เยลโล่เพจเจส หลายประเทศทั่วโลกใช้เป็นสมุดโทรศัพท์ประเภทไดเรกทอรี่ส์ รวบรวมรายชื่อธุรกิจ สินค้า และบริการ ที่เรียบเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ แจกจ่ายไปตามบ้านเรือน ที่พักอาศัย บริษัท ห้างร้าน และแหล่งธุรกิจต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นสื่อโฆษณาแบบรายปี

แรกเริ่มเดิมที สมุดหน้าเหลืองถูกพิมพ์ครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา บนกระดาษสีเหลืองคุณภาพต่ำด้วยความจำเป็นด้านต้นทุน เนื่องจากต้องพิมพ์ เป็นจำนวนมาก แม้ปัจจุบันสมุดหน้าเหลืองจะใช้กระดาษคุณภาพมาตรฐานที่มีสีขาวย้อมเหลืองแล้วก็ตาม คนทั่วไปก็ยังคง จำภาพลักษณ์ของสมุดโทรศัพท์ประเภทไดเรกทอรี่ส์ว่า เยลโล่เพจเจส

หลังจากเยลโล่เพจเจส เป็นที่นิยม และธุรกิจสมุดหน้าเหลืองเข้าสู่ไทย ภายใต้บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย ก่อนหน้านี้บ้านเราก็มีสมุดหน้าขาว หรือไวท์เพจเจส ก็พิมพ์ บนกระดาษสีขาวโดยตัวสมุดจะเป็นการรวบรวมรายชื่อบุคคล (หรือธุรกิจ) ที่เรียงตามลำดับ ตัวอักษร ก-ฮ

 

“ไอโฟน”ครบรอบ10ปี คาดรุ่นใหม่ทุบสถิติยอดขายเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475233

"ไอโฟน"ครบรอบ10ปี คาดรุ่นใหม่ทุบสถิติยอดขายเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์คาด ไอโฟน8 ที่จะเปิดตัวปลายปีนี้จะช่วยให้แอปเปิ้ลทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86 ล้านเครื่อง

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 10 ปี ของการวางจำหน่ายไอโฟน สมาร์ทโฟนชื่อดังของบริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภคจำนวนมากทั่วโลก

“ในช่วงเวลาครั้งหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งจะเข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิตผู้คน” สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งในระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เมืองซานฟรานซิสโก

คำกล่าวของจ็อบส์ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เนื่องจากในวันนี้ไอโฟนกลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดของบริษัท ซึ่งจำหน่ายได้ไปถึงกว่า 1 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่ปี 2007 โดยไอโฟนก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดหลังการเปิดตัวครั้งแรก ไม่ว่าจะเพิ่มขนาดความจุ ขยายหน้าจอให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกเข้าเครื่อง

ไอโฟนไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้บริโภคเท่านั้น ยังเปลี่ยนให้แอปเปิ้ลกลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกด้วยเช่นกัน จากเดิมที่มีมูลค่าตลาดเพียง 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเปิดตัวไอโฟนครั้งแรก จนมีมูลค่า 6.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท) ในปีงบการเงินล่าสุด

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ สตีฟ จ็อบส์เสียชีวิตไปในปี 2011 ความนิยมในตัวไอโฟนเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปหาสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จากบริษัทคู่แข่ง โดยเฉพาะในตลาดนอกสหรัฐ ซึ่งชูจุดขายสมาร์ทโฟนใหม่ราคาถูกกว่า ทำให้ยอดขายไอโฟนร่วงลง 13% มาอยู่ที่ 45.5 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 4 ของปี 2016 และส่งผลให้ ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอปเปิ้ล ถูกหั่นผลตอบแทนรายปีลง 15% อยู่ที่ 8.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 310 ล้านบาท) โดยถูกลดในส่วนของโบนัสลง 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 92.8 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเตรียมเปิดตัวไอโฟน 8 รุ่นใหม่ราวเดือน ก.ย.ปีนี้ ซึ่งสร้างกระแสข่าวลือมากมายในเว็บไซต์ข่าวไอทีจำนวนมาก เช่น ไอโฟนรุ่นใหม่จะทำด้วยกระจกทั้งหมด มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นแบบ OLED รวมถึงชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้ โดยล่าสุดดิจิทัลไทม์ รายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า ไอโฟน 8 จะมีขอบเครื่องเป็นสเตนเลสแทนที่จะเป็นอะลูมิเนียมแบบเดิมๆ

ด้าน เจฟฟรี ควาล นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ คาดการณ์ว่า ไอโฟน 8 รุ่นใหม่น่าจะช่วยให้แอปเปิ้ลทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 4 ของปีนี้

แม้ว่าแอปเปิ้ลจะไม่ใช่บริษัทแรกที่ผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจอ OLED โดยซัมซุงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้เคยใช้หน้าจอดังกล่าวในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่างรุ่นกาแล็คซี่เอส และกาแล็คซี่โน้ต ของบริษัทแต่นักวิเคราะห์หลายรายคาดว่าแอปเปิ้ลจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้หน้าจอ OLED มากยิ่งขึ้นในอนาคต

 

“AI/AR/VR” เทคโนโลยีพลิกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475231

"AI/AR/VR" เทคโนโลยีพลิกโลก

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

ก่อนหน้านี้ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่มีบทบาทในการพลิกโลกสำหรับอนาคต พบว่า ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) นั้น เป็นอันดับแรกที่จะเข้ามาคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล ทั้งยังตอบโต้การสนทนาได้อย่างดี ซึ่งปัจจุบันที่เห็นอยู่อย่างหุ่นยนต์ ASIMO ของฮอนด้า ที่ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน และในญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า บิ๊กดาต้า มาวิเคราะห์และนำมาต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในการประมวลผลเพื่อทราบลักษณะและช่วยเหลือมนุษย์ ในสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันทำได้

แต่ด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้เองอย่างอิสระ ทำให้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง

อรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การพัฒนาอินโนเวทีฟบนแพลตฟอร์มที่อินโนเวชั่น ยังคงต้องใช้บนพื้นฐานของไอโอที บล็อกเชนอะนาไลติก บิ๊กดาต้า และค็อกเนทีฟเซอร์วิส เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Artificial Intelligence ที่มีความสามารถในการจดจำหน้าคน เสียงคน การใช้มือแบบไหน ใช้เสียงอย่างไร สิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวจนกระทั่งเห็นแล้วว่าแทบจะกลายเป็นโลกแห่งวิวัฒนาการถัดไปของคอมพิวติ้งพาวเวอร์

ปัจจุบัน ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาเครื่องเปลี่ยนภาษาแบบเรียลไทม์ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเดโมอยู่ โดยไม่ใช่เพียงแค่แปลความหมายเท่านั้น แต่สามารถพูดแทนคนจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งได้แบบเรียลไทม์และเลียนเสียงให้คล้ายกันคนคนนั้นได้ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าโลกที่เราเคยฝันทั้งหลายกำลังจะกลายเป็นจริง

นอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่า โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) ก็กำลังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริงที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริง ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองเห็นจริงของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่ายๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไป จะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น แต่อีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่างๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เรียกว่า โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่างๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบคลุมการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

มนฑิรา ปัญญาชาติรักษ์ นักวิเคราะห์ บริษัท ไอดีซี ที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด เปิดเผยว่า ธุรกิจที่นำ AR/VR มาใช้เป็นกลุ่มสินค้าและบริการสู่ผู้บริโภคโดยตรง หรือ B2C ดังนั้นปัจจัยที่ทางบริษัทจะนำเทคโนโลยีนี้มาทดลองใช้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของแต่ละบริษัท แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทดลองในการตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของลูกค้า เป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและจะมีผลกระตุ้นยอดขายในที่สุด

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ใช้ AR/VR จะอยู่ในกลุ่มของผู้บริโภคที่ชอบการลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่ใช้อยู่บนโลกออนไลน์หรือกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ยังใหม่มาก และตัวสินค้าที่มีขายในปัจจุบันก็เป็นสินค้าประเภท Screenless Viewer ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน และราคาเริ่มต้นของอุปกรณ์เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 4,000 บาท

โลกในอนาคตไม่ได้ไกลอย่างที่คิด เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาด AR/VR ทั่วโลกราว 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีความน่าสนใจตรงที่ตลาดเติบโตต่อปี 120% และเชื่อว่าเมื่อสามารถพัฒนาได้ก้าวไกลขึ้นจะเป็นเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนโลกในรูปแบบเดิมๆ แน่นอน

 

องค์กรเพิ่มงบรับมือภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475154

องค์กรเพิ่มงบรับมือภัยไซเบอร์

เทรนด์ไมโคร เผยภัยรีดเงินแรนซั่มแวร์กับข้อมูลรั่วบีพีซี ยังขึ้นแท่นภัยไอทีน่าห่วงปีนี้

นายคงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการอาวุโสด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัญหาด้านความปลอดภัยในระบบไอทีขององค์กรต่างๆ ปี 2560 นี้ การแยกร่างทำงานเป็นทีมเวิร์กของแรนซั่มแวร์ (Ransomware) เพื่อรีดเงินจากทุกช่องทาง การโจมตีทางจิตวิทยาอย่างอีเมล เพื่อหลอกลวงเชิงธุรกิจ (BEC) และปัญหาข้อมูลรั่วไหล (BPC) ยังคงเป็นปัญหาหลักที่แต่ละองค์กรต้องระมัดระวัง

ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องหันมาใช้งบเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันเทคนิคการหลบเลี่ยงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์จะพัฒนามาใช้ในปี 2560 นี้ โดยในแต่ละปีแต่ละองค์กรจะมีการใช้งบเพื่อความปลอดภัยประมาณ 5-10% ของงบรวมที่ใช้ไปกับการพัฒนาระบบไอที

สำหรับกลยุทธ์ความปลอดภัยที่แต่ละองค์กรนำมาทำงาน เพื่อป้องกันอาชญากรไซเบอร์มีด้วยกันหลายเทคโนโลยี ด้วยกัน เช่น แอนตี้มัลแวร์ระดับสูง (ที่เป็นมากกว่าการทำแบล็กลิสต์) แอนตี้สแปม และระบบป้องกันการหลอกลวง บนเกตเวย์ทั้งบนเว็บ และระบบส่งข้อความ ระบบจัดความน่าเชื่อถือเว็บไซต์ ระบบตรวจจับการรั่วไหลของข้อมูล การควบคุมแอพพลิเคชั่น (ทำไวท์ลิสต์) การคัดกรองเนื้อหาข้อมูล การปกป้องช่องโหว่ การจัดความน่าเชื่อถือแอพบนอุปกรณ์พกพา ระบบป้องกันการบุกรุก ทั้งบนเครื่องโฮสต์และบนเครือข่าย และระบบป้องกันด้วยไฟร์วอลล์บนเครื่องโฮสต์ เป็นต้น

น.ส.ปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะเปิดตัว 2 โซลูชั่นใหม่ด้านการป้องกันภัยคุกคาม ประกอบด้วย XGen Endpoint Security และ TippingPoint IPS เข้าทำ ตลาด เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามต่างๆ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญ ยังคงเน้นไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ ภาครัฐและธุรกิจขนาดกลาง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐปีนี้จะให้เข้าไปขยายฐานลูกค้ามากขึ้น ภายหลังพบว่าภาครัฐหันมาใช้งบด้านความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้สิ้นปี 2560 คาดว่ารายได้เติบโตที่ 25% สูงกว่าปีก่อน ที่มีรายได้เติบโต 20% โดยมีรายได้จากภาครัฐเติบโต 20% รายได้จากธุรกิจขนาดกลางเติบโต 25%

ภาพประกอบข่าว

 

กทค.ทบทวนคิดค่าโทรมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475153

กทค.ทบทวนคิดค่าโทรมือถือ

กทค.สั่งค่ายมือถือออกแพ็กเกจคิดค่าบริการแบบเดิมและแบบวินาทีอย่างละครึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคทดลองใช้ 6 เดือน

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติทบทวนวิธีคิดอัตราการคิดค่าบริการโทรศัพท์ จากที่เคยมีมติคณะกรรมการ กทค. เมื่อครั้งที่ 10/2559 โดยให้เพิ่มเติมการคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติมเป็นนาทีเข้าไปในมติเดิม จากเดิมที่มีมติไปในครั้งนั้นว่าให้มีการคิดอัตราค่าบริการทุกโปรโมชั่นเป็นวินาทีเท่านั้น หลังจากออกเป็นมติบอร์ดแล้วจะมีคำสั่งทางปกครองไปถึงผู้ให้บริการทุกรายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะต้องกำหนดแพ็กเกจโปรโมชั่น ที่คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีไม่น้อยกว่า 50% และมีโปรโมชั่นคิดค่าโทรตามจริงเป็นนาที 50% ของโปรโมชั่นทั้งหมด ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งหลังจากที่สำนักงาน กสทช.ได้ลงพื้นที่ พบว่าผู้ประกอบการมีการออกโปรโมชั่นแบบวินาทีเพียงแค่ 5% ของโปรโมชั่นที่มีอยู่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

ทั้งนี้ การกำหนดแพ็กเกจใหม่ทาง ผู้ให้บริการโทรศัพท์จะต้องดำเนินการทันทีเมื่อมีคำสั่งทางปกครอง ขณะที่จะกำหนดเวลาในการประเมินผลการใช้แนวทาง ดังกล่าวประมาณ 6 เดือน โดยจะพิจารณาว่าหลังจากมีการปรับแพ็กเกจตามมติที่เพิ่มเติมแล้วประชาชนมีการใช้งานอย่างไร เพื่อนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงการคิดอัตราค่าบริการในอนาคต

สำหรับการคิดอัตราค่าโทรนั้น กสทช.มีการกำหนดอัตราขั้นสูงไว้ว่าต้องไม่เกินกว่า 0.68 บาท/นาที ซึ่งจากที่สำรวจพบว่าโปรโมชั่นปัจจุบันเฉลี่ยที่ 0.40 บาท โดยสำนักงาน กสทช.จะปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวของมันเอง และพิจารณาดูความเหมาะสมว่าสุดท้ายแล้วประชาชนชื่นชอบแบบใด

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนทันที โดยมีเนื้อหาว่าผู้บริโภคมีมติฟ้องเอาเงินคืนด้วยการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยเร็วที่สุด ประกาศไม่ยอมรับการแก้มติ กสทช. เนื่องจาก กสทช. ถอยกรูดให้บริษัททำโปรวินาทีเพียง 50% ทั้งที่เดิมมีมติเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 กำหนดไว้ให้คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย และจะขยายจากเอไอเอสและทรูฯ เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงในย่านความถี่อื่นต่อไป ซึ่งมติ กทค. เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคจากสองบริษัทมากกว่า 18,032.70 ล้านบาท ในระยะเวลา 7 เดือน

น.ส.สารี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อ ผู้บริโภค กล่าวว่า ในปี 2560 ต้องการให้หน่วยงาน กสทช. ทำให้ค่ายโทรศัพท์มือถือคิดเงินตามค่าบริการจริงเป็นวินาที เพื่อลดความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับจากการใช้บริการมากกว่า 18,032 ล้านบาท/เดือน จากระยะเวลารวม 7 เดือน

ด้าน นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการ ผู้จัดการใหญ่  บริษัท ทีโอที กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานปี 2560 มีโครงการสำคัญหลัก 4 โครงการ คือ 1.โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีเป้าหมายติดตั้งจำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน 2.การบริหารทรัพย์สินสัญญาสัมปทาน มาใช้ประโยชน์สร้างรายได้ให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท  3.พัฒนาคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายและอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการโดยทีโอที 4.โครงการจัดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสาย เพื่อระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ท่อร้อยสายใต้ดิน วางเป้าหมายขายหน่วยลงทุนในเดือน ธ.ค. 2560

สำหรับโครงสร้างองค์กร ตามมติ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2560 ได้รับทราบความคืบหน้าการปรับโครงสร้างบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โดยจัดตั้งบริษัท เอ็นจีดีซี ในการดำเนินธุรกิจเคเบิลใยแก้ว ใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัท เอ็นบีเอ็น เพื่อดำเนินธุรกิจบรอดแบนด์

 

สั่งปรับบทบาท หน่วยงาน’ดีอี’เชื่อมโยงดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475152

สั่งปรับบทบาท หน่วยงาน'ดีอี'เชื่อมโยงดิจิทัล

“พิเชฐ” สั่ง สดช.ปรับบทบาทสู่เสนาธิการดิจิทัล  พร้อมมอบสำนักปลัดฯ กำกับเน็ตหมู่บ้าน-ศูนย์ดิจิทัลชุมชน

นายพิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์   รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยได้สั่งการเรื่องบทบาทการทำงาน  สดช.จะต้องมุ่งสู่การเป็นเสนาธิการดิจิทัลของประเทศไทย ที่ต้องวางแผนผลักดันนโยบายเชื่อมโยงความร่วมมือดิจิทัลในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ สดช.ที่เป็นสำนักงานใหม่จะต้องร่วมมือในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความสามารถสูงมาร่วมการพัฒนาและผลักดันยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งต้องร่วมทำงานและประชุมร่วม กับคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการแต่งตั้งเลขาธิการ สดช.อย่างเป็นทางการ

ด้านสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี จะต้องร่วมวางนโยบายและการดูแลโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน จำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน จะเริ่มในปี 2560 โดยให้ บริษัท ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการวางโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงสำนักงานปลัดจะต้องดูแลโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่มีจำนวน 2,280 แห่ง จะต้องสนับสนุนการทำศูนย์ดังกล่าว ทั้งในด้านเครื่องมือและงานวิชาการต่างๆ

นอกจากนี้ จะต้องวางโครงสร้าง ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ทั้งการทำอี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน การจัดทำสาธารณสุขดิจิทัลและการทำอิเล็ก ทรอนิกส์ชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนในไทยสามารถบริหารตนเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาว

นายพิเชฐ กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดดีอีที่ดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ที่มีงบเกิน 100 ล้านบาท จะต้องทบทวนยึดแผนแม่บทของดิจิทัล เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐมีประสิทธิภาพ

 

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยถ่ายรูปชู2นิ้วอาจถูขโมยลายนิ้วมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475043

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยถ่ายรูปชู2นิ้วอาจถูขโมยลายนิ้วมือ

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยสามารถเก็บข้อมูลลายนิ้วมือจากภาพถ่ายชู2นิ้วในระยะไม่เกิน 3 เมตรได้ เตือนคนดังเสี่ยงถูกฉกข้อมูลลายนิ้วมือ

การชูสองนิ้วถ่ายรูปเพื่อแสดงความน่ารักอาจนำภัยสู่คนในภาพอย่างคาดไม่ถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจากสถาบันชั้นนำของญี่ปุ่น เผยการพัฒนาเทคโนโลยีกล้องในอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ใช้งาน ในปัจจุบันล้ำหน้าไปไกลจัด จนอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ขโมยลายนิ้วมือผ่านภาพถ่ายได้

อิซะโอะ เอะจิเซน นักวิชาการจากสถาบันสนเทศศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น ทำการทดลองเก็บข้อมูลลายนิ้วมือจากภาพถ่ายต่างๆ และพบว่าสามารถเก็บข้อมูลได้จากภาพถ่ายคนชูนิ้ว ที่บันทึกภาพจากระยะไกลถึง 3 ม.ได้ ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลกว่าช่วงแขนของคนแน่นอน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า กลุ่มเป้าหมายที่ตกอยู่ในอันตรายจากการขโมยข้อมูลด้วยวิธีนี้มากที่สุด คือเหล่าคนดังที่มีภาพถ่ายเผยแพร่ในที่สาธารณะจำนวนมาก และข้อมูลลายนิ้วมือยังแตกต่างจากรหัสเข้าบัญชีหรือธุรกรรมอื่นๆ ตรงที่เมื่อตกอยู่ในมือคนร้ายแล้ว ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ต่อไป เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ…เอเอฟพี

 

เบื่อมั้ยฝนตกทุกครั้งที่ไม่ได้เอาร่มมา? เชิญพบกับร่มอัจฉริยะที่บอกได้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 15:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475030

เบื่อมั้ยฝนตกทุกครั้งที่ไม่ได้เอาร่มมา? เชิญพบกับร่มอัจฉริยะที่บอกได้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่!

ร่มอัจฉริยะโดยสตาร์อัพฝรั่งเศส เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนใกล้ตก ข้อความจะถูกส่งเข้าในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ทันที เพื่อเตือนให้หยิบร่มออกไปด้วย

ช่วงนี้สภาพอากาศในบ้านเราช่างแปรปรวนเอาซะเหลือเกิน ว่าแต่คุณผู้อ่านเบื่อหรือไม่กับการที่ต้องคอยพกร่มไว้ตลอดเวลา แถมวันไหนที่ลืมพก ฝนก็ดันตกเอาเสียนี่! เบื่อหรือไม่กับร่มราคาถูกเต็มบ้านที่ต้องจำเป็นซื้อ เพราะไม่อยากตากฝนกลับบ้าน? ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลจนถึงขั้นที่เราใกล้จะมีรถยนต์ไร้คนขับแล้ว จะดีแค่ไหนหากมีร่มที่สามารถบอกได้ว่าฝนจะตกในอีกกี่นาทีข้างหน้า

ไอเดียนี้เป็นจริงแล้ว โดยสตาร์ทอัพฝรั่งเศส ซึ่งจับมือร่วมกับ Wezzoo เว็บไซต์พยากรณ์อากาศ ด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ติดอยู่ตรงปลายของด้ามร่มนี้ จะช่วยวัดความชื้นในอากาศ และสามารถพยากรณ์ได้ว่า ฝนกำลังจะตกหรือไม่

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ขนาดจิ๋ว ที่ฝังอยู่ในด้ามของร่ม

“ฝนกำลังจะตกในอีก 15 นาทีข้างหน้า!” ข้อความเตือนดังกล่าวจะเด้งเข้ามายังแอพพลิเคชั่น ในสมาร์ทโฟนของเจ้าของร่มทันที เพื่อเตือนไม่ให้พวกเขาลืมหยิบร่มออกไปด้วย และสำหรับปัญหาการลืมร่มแบบเดิมๆ ร่มอัจฉริยะนี้สามารถส่งตำแหน่งที่ที่มันอยู่มาให้อีกด้วย ในยามที่ถูกลืมเข้า เพื่อที่เจ้าของจะได้ไม่ทำมันหายอีก!

ข้อความจะถูกส่งเข้าไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน ก่อนหน้าฝนจะตกลงมาจริงๆ

ไอเดียดังกล่าวนี้ถูกนำมาโชว์ภายในงาน CES 2017 ที่ลาสเวกัส งานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งมีหลากหลายบริษัทเข้าร่วม และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นบน Kickstarter และ Indiegogo

สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจอยากเป็นเจ้าของร่มอัจฉริยะคันนี้ ทางผู้จัดคาดว่าน่าจะเริ่มขายร่มอัจฉริยะผ่านทางออนไลน์ ในเดือนมีนาคมนี้ โดยตกราคาคันละ 79 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800 บาท มีด้วยกันสามสีให้เลือก ขาว ดำ และแบบส่องประกายตามรูป ซึ่งด้วยโครงสร้างวัสดุที่แข็งแรง กันลมกันฝนได้อย่างมั่นใจแล้ว (ในวิดีโอตัวอย่างสามารถใช้ร่มแทนไม้กอล์ฟได้) ทางเว็บไซต์ยังระบุว่าร่วมของพวกเขานั้นสะท้อนรังสียูวีได้อีกด้วย

ตัวร่มถูกผลิตด้วยวัสดุที่แข็งแรง และผ่านการออกแบบให้ใช้งานได้คงทน สวยงาม

 

 

 

สื่อเริ่มฟื้นอาร์เอสลุยชูทีวีทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474937

สื่อเริ่มฟื้นอาร์เอสลุยชูทีวีทำเงิน

อาร์เอสเชื่อธุรกิจสื่อปีนี้ฟื้นตามเศรษฐกิจ หลังเม็ดเงินโฆษณาเดือน ม.ค.ขยายตัวสูง

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสื่อปีนี้มั่นใจว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาในสื่อต่างๆ เริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และถ้าเปรียบเทียบเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ม.ค.ปีนี้ เทียบกับปีที่ผ่านมาก็มีการเติบโตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสื่ออินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงสุด แต่สื่อทีวีก็ยังเป็นสื่อที่มีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% และช่องทีวีดิจิทัลที่มีการใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณามากที่สุดก็ยังคงเป็น 5-6 ช่องแรก เนื่องจากเป็น กลุ่มที่มีเรตติ้งสูงที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นหลัก ด้วยการเตรียมงบลงทุนผลิตคอนเทนต์ใหม่ในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 700 ล้านบาท เน้นคอนเทนต์ซีรี่ส์ต่างประเทศและละครเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของซีรี่ส์ต่างประเทศที่คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดีเหมือนซีรี่ส์เกาหลีในปีที่ผ่านมา คือ สีดาราม ศึกรักมหาลงกา ซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์จากประเทศอินเดีย

“ในส่วนของผังรายการใหม่ของช่อง 8 จะเริ่มทยอยนำออกอากาศในวันที่ 23 ม.ค.นี้ นอกจากจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ละครคิดเป็นอัตราส่วน 30% บริษัทยังจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์รายการ วาไรตี้ในอัตราส่วน 25% ข่าว 25% และกีฬา 25% ซึ่งการที่บริษัทปรับสัดส่วนคอนเทนต์ต่างๆ ให้ใกล้เคียงกันจะทำให้ลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง” นายสุรชัย กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขึ้นค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ประมาณ 35-40% แต่หากมองแยกเป็นประเภทรายการในส่วนของรายการข่าวและรายการมวยจะมีการปรับค่าโฆษณาสูงสุดที่ 100% โดยในส่วนของรายการข่าวได้มีการปรับค่าโฆษณาจาก 2 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 7 หมื่นบาท/นาที และรายการมวยปรับจาก 3-6 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 1.2 แสนบาท/นาที

ทั้งนี้ หลังจากบริษัทออกมาปรับผังรายการใหม่ พร้อมกับปรับค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น บริษัทมั่นใจว่าสิ้นปี 2560 ช่อง 8 จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,945 ล้านบาท และมีผู้ชมเพิ่มขึ้นจาก 3.5 แสนคน/นาที เป็น 5.5 แสนคน/นาที

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจที่จะให้ความสำคัญรองลงมาคือ สุขภาพและความงาม เพราะหลังจากทำการตลาดอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาลูกค้าให้การตอบรับดี เช่นเดียวกับธุรกิจเพลงที่หันจับมือกับศิลปินผลิตงานเพลงชิ้นใหม่ ทั้งนี้สิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่กว่า 3,500 ล้านบาท

 

“ทรูมูฟ”ชี้แนวทางคิดค่าบริการเป็นวินาทีกระทบลูกค้าส่วนใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474913

"ทรูมูฟ"ชี้แนวทางคิดค่าบริการเป็นวินาทีกระทบลูกค้าส่วนใหญ่

ทรูมูฟ เอช ย้ำ แนวทางการคิดค่าบริการตามกลไกตลาดทำให้ลูกค้ามีทางเลือก หวั่นค่าโทรแพงขึ้นหากคิดเป็นวินาที

บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทรูมูฟ เอช) ได้แจ้งว่า ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดประชุมเพื่อพิจารณาคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ตามมติกทค.เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 นั้น บริษัทพร้อมจะปฎิบัติตามมติกทค.ทุกประการ แต่ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุมดังต่อไปนี้

1. การคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย บนคลื่นความถี่ 2100MHz ย่าน1800MHz และ 900MHz บริษัทฯ คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70-80 ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเลิกแพ็กเกจและโปรโมชั่นเหมาจ่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะนำอัตราค่าบริการตามอัตราที่กสทช.กำหนดมาใช้ในการคำนวณ ได้แก่ คลื่น1800MHz 900MHz หรือคลื่น4จี กสทช.กำหนดให้คิดต่ำกว่านาทีละ 69 สตางค์ หรือสูงสุดได้ไม่เกินนาทีละ 68 สตางค์ บริษัทฯหารเฉลี่ยแล้วตกวินาทีละ 1.13 สตางค์ ส่วนคลื่น 2100MHz หรือ3จี คิดค่าบริการนาทีละ 82 สตางค์ จะหารออกมาเป็นวินาทีละ 1.37 สตางค์ ซึ่งการคิดอัตราค่าบริการเป็นวินาที เพียงทางเดียวเช่นนี้ บริษัทฯ ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่เลือกบริการโทรนานๆ แต่เสียค่าบริการในราคาเหมาจ่ายเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและการแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

2. บริษัทฯ ยื่นอุทธรณ์ขอให้กทค. และ กสทช. พิจารณาทบทวนมติดังกล่าว ทั้งยังเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดประชุมหารือกลุ่มย่อย ในเรื่องแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งคลื่น4จีและคลื่น3จี สำนักงาน กสทช.จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 โดยเห็นว่าแนวทางที่เหมาะสม ควรปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกการแข่งขันของตลาด โดยให้มีทั้งการคิดอัตราค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีและการคิดเป็นเหมาจ่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความจำเป็น

3. บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามมติกทค.ทุกประการ แต่หากมติดังกล่าวมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมและกลุ่มที่เรียกร้องให้กทค.ใช้มติวันที่ 17พฤษภาคม 2559 จะต้องแสดงความรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้น