แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนาไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472096

แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนาไม่ได้

โดย…ส.คนจริง

เรื่องบุญ เรื่องวาสนา และบารมี แต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับ ปุพเพกตปุญญตา หรือคุณความดีที่สะสมไว้อย่างสม่ำเสมอ ในวงการพระสงฆ์ก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้ ที่เห็นชัดเจนที่สุด ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชมา 10 ปี ก็ไม่มีโอกาสได้รับการพระราชทานสถาปนาให้สูงขึ้น แม้กระทั่งตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ก็ไม่ได้เป็น มรณภาพไปเสียก่อน หรือการพระราชทานสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2559 พระเถระที่หวังว่าจะได้ก็ไม่ได้ จนเป็นที่มาของโลกธรรม ที่พระเถระรูปหนึ่งเขียนติดที่รูปตนและส่งไลน์ต่อๆ ว่า ถึงคราวได้ ไม่น่าได้ มันก็ได้ ถึงคราวไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ ถึงคราวเสีย ไม่น่าเสีย ก็เสียไป เรื่องได้เสีย ฝีมือใครนี่สำคัญ

เรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องบุญ เรื่องวาสนาบารมี ที่สะสมไว้ จนกระทั่งมีคำพังเพยปลอบใจ เพื่อให้ทำใจ จะได้ไม่เป็นโรคซึมเศร้า ว่า แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนาไม่ได้

วันนี้ขอนำบันทึกอดีตสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 มาเล่าสูกันฟัง เพราะเข้ากับเรื่อง แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนาไม่ได้

หนังสือ โดยเสด็จพระราชกุศล ออกพระเมรุพระศพ ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) ที่รัฐบาลจัดพิมพ์ เล่าประวัติสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 ไว้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ทรงงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนามาโดยลำดับ ชีวิตสมณะเริ่มจากสามเณรเปรียญ 3 ประโยค มาเป็นพระมหาเปรียญ 4 ประโยค เป็นพระครูฐานานุกรม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ปลัดซ้ายสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ จนกระทั่งดำรงสมณศักดิ์ชั้นธรรมที่พระธรรมปาโมกข์

เมื่อมีสมณศักดิ์ชั้นธรรม ซึ่งตัวท่านเองว่าใหญ่แล้ว ดังนั้นเจ้าคณะรองหรือสมเด็จนั้นไกลเกินฝัน ซึ่งตัวท่านเองบันทึกว่าคงจะอีกนานปี ชีวิตนี้คงหมดหวัง ดังที่ปรากฏในนิพนธ์รางวัลในชีวิต ตอนหนึ่งที่เล่าลำดับที่นั่งพระเถระในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยว่าตัวท่านนั้นอยู่ลำดับที่ 11 อันดับสุดท้ายของแถวหน้า

ท่านเขียนว่า ลองนึกดูเล่นๆ ว่ากว่าจะเลื่อนลำดับถึงตะลุ่มมุก คงอีกนานปี ชีวิตนี้คงไม่มีหวัง (ภาชนะที่ใสอาหารถวายสมเด็จพระราชาคณะ ใช้ตะลุ่มมุก ส่วนพระเถระระดับรองใช้ถาดธรรมดา) แต่มีเหตุให้ใกล้ตะลุ่มมุกทุกที เมื่อได้รับสถาปนาเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เจ้าคณะรอง เพราะผู้อาวุโสมรณภาพไปบ้าง มีเหตุอื่นบ้าง ในที่สุดได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อผู้ครองตำแหน่งเดิม (สมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทัย) ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในปี 2506

การที่ได้รับการสถาปนาชั้นสุพรรณบัฏ แม้จะมีรองสมเด็จ 2 รูป (ในขณะนั้น) แต่เพราะอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ดังนั้นวันที่สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2506 ท่านจึงได้รับสุพรรณบัฏเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในคราวเดียวกัน (ต่อมาอีก 11 ปี เด็กชายจาก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช) นี่คือ แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนาไม่ได้

 

พุทธถาม… ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472095

พุทธถาม... ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชน ผู้มีจิตศรัทธา…ในห้วงเวลาของสังคมโลกที่ร้อนระอุด้วยไฟกิเลส เราพบเห็นการดำเนินชีวิตอย่างขาดสติปัญญากันมากขึ้น ด้วยอำนาจโทสะจิตที่กำกับด้วยอวิชชา…

สัญญาวิปลาส…จิตวิปลาส…ทิฏฐิวิปลาส จึงเกิดขึ้นในจิตวิปลาส ที่ขาดสติปัญญา อันจะนำไปสู่ความวิบัติในการกระทำทั้งปวงด้วยกาย วาจา ใจ ให้ผิดศีล เสื่อมธรรม หลงทางลึกลงไปในห้วงเหวแห่งความทุกข์ อย่างไม่รู้จักที่จะหาหนทางออกมา… จึงกลายเป็นสัตว์ทุกข์เที่ยงแท้ ที่มุ่งหน้าไปสู่ทุคติส่วนเดียวจริงๆ…

พระพุทธศาสนามีคำถามธรรมดาๆ… แต่ตอบกันได้ยากมาก เมื่อขาดสติปัญญาใคร่ครวญ… ดังคำถามที่ว่า…คนเราเกิดมาเพื่ออะไร!?…

สาธุชน… อย่าได้มองว่า เป็นคำถามพื้นๆ ไม่เห็นยากอะไรเลย… เพราะคำถามนี้แหละ จะโยงใยไปสู่คำถามอื่นๆ ในวนเวียนชีวิตสัตว์โลก เรียกว่า เป็นปัญหามูลการก็ว่าได้

ที่สำคัญ หากเข้าใจตามคำถามดังกล่าว ก็จะนำไปสู่การเริ่มต้นเรียนรู้ธรรมะเพื่อชีวิตได้… ซึ่งหลักธรรมทั้งหมดรวมไว้ในหนึ่งจิตหนึ่งชีวิตของเรา ที่จะรู้เข้าใจได้เมื่อเข้าสู่การเรียนรู้เพื่อชีวิตตามหลักพระศาสนา…ที่เราจะตอบตนเองได้ว่า การศึกษาของพระพุทธศาสนาแท้จริงคืออะไร …เมื่อพระพุทธศาสนาวางการเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้กี่ระดับ ทฤษฎีความรู้ของพระพุทธศาสนาเป็นแบบไหน อย่างไร… เราจะสร้างองค์ความรู้ในแต่ละระดับให้เกิดขึ้นได้อย่างไร… ที่สำคัญ ความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นจะพัฒนาชีวิตของเราไปให้ถึงจุดมุ่งหมายอันสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้อย่างไร… ฯลฯ

จากคำถามพื้นๆ ที่ว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร จึงเป็นการฉุกใจชวนให้คิด… ชวนจิตคิดควรแก่การพิจารณา เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน ด้วยการรู้จักคิดพิจารณาอย่างแยบคาย… รู้จักตั้งโจทย์ธรรมชีวี เพื่อพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือ อะไรทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ด้วยการสืบสาวเข้าไปดูว่า หากสิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไป… ต่อไป… ต่อไป…

 

การรู้จักการแยกแยะองค์ประกอบของโจทย์ปัญหาดังกล่าว… เพื่อกระจายชีวิตออกไปให้เห็นตามสภาพความจริงอันเป็นไปตามหลักธรรม เพื่อไล่เรียงดูภาวะที่ประกอบกัน อาศัยกันและกัน จนก่อรูปร่างเป็นชีวิตขึ้น เพื่อการรู้เท่าทันตามความเป็นจริงที่เป็นธรรมดาของชีวิต อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อจะได้คิดแก้ปัญหาได้อย่างถูกโจทย์ ตรงธรรม ตามหลักวิธีคิดแบบแก้ปัญหา ที่เรียกว่า แบบอริยสัจจ์ในพระศาสนา อันเป็นวิธีคิดตามเหตุและผล… สืบสาวจากผลมาหาเหตุ แล้วแก้ไขทำการที่ต้นเหตุ หรือวิธีคิดตรงจุดปัญหาเลย เช่น ชีวิตมีความทุกข์ ก็มุ่งตรงการกำหนดรู้ความทุกข์… ชีวิตมีปัญหา ก็มุ่งตรงกำหนดรู้เท่าทันปัญหานั้น… อย่างเผชิญหน้ากันด้วยศักยภาพ… สมรรถภาพ… ประสิทธิภาพ ที่สมบูรณ์พร้อมของจิตใจที่มีสติปัญญาควบคุมดูแลอย่างมั่นคง

การจัดการพัฒนาชีวิตให้เกิดประโยชน์และความควร ด้วยหลักการพึ่งตนเอง-พึ่งธรรมะ ด้วยการเจริญสติปัญญาเพื่อความเข้าใจในชีวิตตามแบบพุทธะ จนสามารถเข้าถึงสาระธรรมแห่งชีวิตที่จะนำไปสู่การตอบตนเองได้ว่า เกิดมาเพื่ออะไร นับเป็นคุณูปการที่เราได้รับจากพระศาสนา ที่จะทำให้การจัดระบบชีวิตของตนเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย

พระพุทธศาสนาจึงมุ่งพัฒนาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้ถึงพร้อมด้วยคุณภาพ สมรรถภาพ ประสิทธิภาพ ที่สามารถบรรลุความสิ้นทุกข์ หมดสิ้นปัญหาได้จริง… หากเรา-ท่านสามารถดำเนินมาถูกต้องตรงตามเส้นทางแห่งพระธรรมวินัยจริง ความขัดแย้งหรือปัญหาต่างๆ ก็จักไม่ปรากฏ หรือแม้ปรากฏก็จักสามารถแก้ไขได้… ไม่รกรุงรังให้เป็นขยะมลพิษสังคมดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จนชักไม่แน่ใจว่า “เอ๊ะ.. นี่หรือ คือ สำนักเรียน…วัดวาอารามในพระศาสนา เพราะแม้แต่หมู่พระ-คนวัด ก็ยังวุ่นวายมากมายไปด้วยปัญหาและความทุกข์… และยังไม่รู้จักยุติปัญหาเหล่านั้น… มันขาดสติปัญญา จริงๆๆ…”

เจริญพร

 

วัดสูงเม่น ตั้งสถาบัน อนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472094

วัดสูงเม่น ตั้งสถาบัน อนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน

โดย…สมาน สุดโต

วัดสูงเม่น มรดกธัมม์ วัดที่มีคัมภีร์ใบลานมากที่สุดในโลก ได้จัดตั้งสถาบันอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2558 เพื่อสนองพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ว่า ขอให้ทางวัดร่วมกับชาวบ้านและชุมชน อนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในลักษณะเช่นนี้ต่อไป เพราะทำได้ดีมาก เป็นตัวอย่างของที่อื่นได้ เพราะคัมภีร์ใบลานที่นี่มีมาก และเป็นของมีค่ามาก อยากให้มีการทำเป็นแหล่งเรียนรู้ สอนภาษาล้านนาและเผยแผ่วิธีการอนุรักษ์ โดยเฉพาะประเพณีตากธัมม์ไปยังพระภิกษุสามเณรและประชาชน ได้รู้แล้วเข้าใจ จะได้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นเอกลักษณ์ และสมบัติของชาติต่อไป

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชดำรัสดังกล่าว ในวโรกาสที่เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระคัมภีร์ใบลานภาษาล้านนา จากหอพระไตรปิฎกหลังเดิม ไปที่หอพระไตรปิฎกอักขระภาษาล้านนาหลังใหม่ ณ วัดสูงเม่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2557 ทั้งนี้โดยการเปิดเผยของพระครูวิบูลสรภัญ (ฉัตรเทพ) ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน วัดสูงเม่น รองเจ้าอาวาสวัดสูงเม่น ที่ติดตามพระครูปัญญาสารนิวิฐ เจ้าอาวาส มารับใบประกาศการที่วัดได้การรับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทยในส่วนท้องถิ่น ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค เมื่อวันที่ 20-21 ธ.ค. 2559

คัมภีร์ใบลานภาษาล้านนา หรืออักษรธัมม์โบราณที่จัดเก็บที่วัด ได้จัดอย่างเป็นระเบียบเป็นหมวดหมู่ มีรวมกันนับหมื่นผูก ได้รับการดูแลอย่างดี เช่น มีผ้าห่อคัมภีร์สวยงาม มีหมายเลขกำกับแต่ละห่อ สะดวกในการสืบค้น ในขณะที่ทางวัดหรือสถาบันจัดกิจกรรมตามปฏิทินธัมม์ตลอดปี จนเป็นประเพณีที่มีทุกเดือน วัดนี้จึงเป็นจุดท่องเที่ยวทางธรรมอีกแห่งหนึ่ง เมื่อไปภาคเหนือไม่ควรพลาด

ส่วนสถาบันที่ตั้งมา 2 ปี มีผลงานเป็นที่น่าพอใจ เช่น การปริวรรตคัมภีร์อักษรล้านนา เรื่องสีลกถา เป็นอักษรไทยเพื่อให้เหมาะกับยุคสมัย และสอดคล้องกับนโยบายของคณะสงฆ์ที่รณรงค์เรื่องหมู่บ้านรักษาศีล 5 เมื่อปริวรรตแล้วได้นำมาเทศน์และอบรมประชาชนเป็นประจำ ซึ่งเป็นที่สนใจของเยาวชนและผู้สูงอายุ

นอกจากนั้น สถาบันได้จัดสอนภาษาอังกฤษตามเรื่องในคัมภีร์ เพราะผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานมีความรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

ส่วนภาษาล้านนาหรืออักษรธัมม์ ก็จัดสอนเป็น 3 ระดับ ระดับละ 30 ชั่วโมง ระดับที่ 1 เรียนจบอ่านอักษรธัมม์ได้ ระดับที่ 2 แปลได้ และระดับที่ 3 เป็นครูสอนผู้อื่นได้ ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนเทศบาลสูงเม่น ที่ส่งนักเรียนมาเรียนตามโครงการนี้

พระครูวิบูลสรภัญ (ซ้าย) พระครูปัญญา สารวินิฐ เจ้าอาวาสวัดสูงเม่น

 

งานต่างๆ ที่วัดสูงเม่นดำเนินการเป็นงานใหญ่ใช้งบประมาณมาก แต่ได้รับการสนับสนุนหลายฝ่าย คือ ชาวบ้านลงขันหาปัจจัยมาช่วยงาน ในส่วนของราชการ เช่น วัฒนธรรมจังหวัด และสำนักพุทธฯ จังหวัด จัดสรรงบประมาณอุดหนุนทุกปี ในขณะที่สถาบันได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับศูนย์สยามทรรศน์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2559 เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องสนับสนุนการดำเนินงานอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานกับสยามทรรศน์ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พระครูวิบูลสรภัญ รองเจ้าอาวาสวัดสูงเม่น ยังได้กล่าวถึงการฉลองวาระครบ 10 ปี แห่งการฟื้นฟูและอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ในช่วงขึ้น 13-14-15 ค่ำ เดือน 4 เหนือ หรือเดือน 2 ใต้ หรือตรงกับวันที่ 11-12-13 ม.ค. 2560 ว่า จะจัดขบวนแห่ย้อนรอย 10 ปี ใน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

ประเพณีตากธัมม์ ที่รื้อฟื้นมาตั้งแต่ปี 2550 หลังจากพระครูปัญญาสารนิวิฐ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และพระมหาสุทิตย์ อาภากโร (ปัจจุบัน : เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กทม. และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) ได้ไปสืบค้นข้อมูล และหลักฐานการจัดประเพณีที่หลวงพระบาง ประเทศลาว สถานที่ที่หลวงพ่อครูบามหาเถรเคยไปเป็นประธานทำสังคายนาธรรม เมื่อ 200 ปี พบว่ามีภาพประเพณีตากธัมม์โบราณ ที่วัดสบสิกขาราม เมืองหลวงพระบาง ซึ่งท่านเจ้าอาวาส เล่าว่า มีการสืบทอดมาจากสมัยที่ หลวงพ่อครูบามหาเถร แห่งเมืองแพร่ มาจัดประเพณีไว้

ตานข้าวใหม่ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ ชาวบ้านจะนำข้าวใหม่ที่ได้เก็บเกี่ยวจากนาเข้ายุ้งฉางที่บ้านแล้วจะนำมานึ่งให้สุกเพื่อนำมาตักบาตร ตานขันข้าว อุทิศไปให้พ่อแม่ และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการขอขมาพระแม่โพสพ

ผิงไฟพระเจ้า เป็นการนำไม้ขนาดกว้าง 1 นิ้ว ยาวประมาณ 40-50 นิ้ว มาเหลาปอกเปลือกแล้วทาสีเหลืองคนละ 1 ไม้ พอถึงวันพระก็นำไม้ไปประเคนพระประธานในโบสถ์แล้วนำไม้เหล่านั้นมารวมกันทำเป็นกระโจมไว้หน้าโบสถ์ เพื่อทำพิธีจุดไฟเพื่อให้ความอบอุ่นใแก่พระสงฆ์และผู้มาทำพิธี ส่วนความหมายทางธรรม คือ การเผากิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง

นอกจากสิ่งเหล่านี้ วัดสูงเม่น ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนนิยมมาชม คือ เมืองคัมภีร์ธัมม์โบราณ ที่มีคัมภีร์มากที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่มาชม หากมืดมาจะสว่างไป หรือสว่างมา ก็จะสว่างยิ่งขึ้น เพราะทางวัดจัดกิจกรรมทางธรรมให้ทุกคน โดยมีแม่ออกหรือผู้ที่เกษียณอายุแล้วสมัครมาเป็นมัคคุเทศก์อาสาจะมาประจำช่วยดูแลนักท่องเที่ยววันละประมาณ 10 คน จากที่รับการอบรมแล้วประมาณ 60 คน ส่วนนักท่องเที่ยวก็มาไม่เคยขาดเพราะมาเมืองแพร่ เลือกเที่ยวตามที่ตนสนใจได้ 3 แหล่ง คือ อยากไปไหว้พระพุทธ ให้ไปวัดพระบาทมิ่งเมือง อยากไปไหว้พระธาตุ ให้ไปวัดพระธาตุช่อแฮ อยากไปเมืองพระธรรม ให้มาวัดสูงเม่น เพราะวัดสูงเม่นเป็นวัดเดียวในโลก ที่มีคัมภีร์ธัมม์มากที่สุดในโลก จึงเป็นเมืองคัมภีร์ธัมม์โบราณ ใครมาที่นี่ จะได้เรียนรู้ธรรม ถ้ามืดมา จะสว่างไป หรือสว่างมา กลับไปจะสว่างยิ่งขึ้น

สุดท้าย พระครูหนุ่ม เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ บอกว่า เมื่อนึกถึงสูงเม่น คือ นึกถึงเมืองพระธรรม ดังนั้นเมื่อไปเมืองเหนือยามหนาว อย่าลืมสูงเม่น ที่เด่นด้านอนุรักษ์คัมภีร์ ที่ใหญ่สุดในโลก

 

‘มโนกรรม คือ จุดเริ่มต้น ความสำเร็จของพระพุทธเจ้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472093

 

โดย…ราช รามัญ

มโนกรรม คำนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราท่านจะเข้าใจนัก ความหมายโดยรวม คือ การกระทำด้วยจิตใจ แต่คนยุคใหม่นำเอาคำว่า มโน มาใช้ในบางมุม ที่สื่อส่อไปในทางเพ้อเจ้อ เชื่อหรือไม่ว่า ศิลปิน ปราชญ์ ศาสดา หรือแม้แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จบนโลกใบนี้ก็ตาม ต่างก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการมโนกรรมทั้งสิ้น

ทีนี้ในเรื่องของ มโนกรรม นั้น ย่อมต้องมีทั้งฝ่ายบวกหรือกุศล และฝ่ายลบหรืออกุศล ร่วมอยู่ด้วยเป็นเนืองนิตย์ เพียงแต่เราจะหยิบฝ่ายไหนมาใช้ให้ตรงกับเป้าหมายของชีวิตเรา

ในฝ่ายมหายานนั้น เขาถึงขนาดกล่าวว่า มโนกรรม เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของเจ้าชายสิทธัตถะเลยทีเดียว ด้วยในสมัยนั้น คำว่า นิพพาน ที่แปลว่า เย็นสนิท ดับไม่เหลือ เป็นสิ่งที่ลัทธิทั้งหลายต่างก็อ้างตนว่า วิธีของตนนั้นเข้าถึงนิพพานได้ด้วยกันทั้งนั้น

แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ออกจากพระราชวังแล้วมาปฏิบัติตามจากหลายๆ สำนัก หลายๆ วิธี ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทำให้ทราบในหัวใจว่า แต่ละวิธีที่ทำนั้นยังไม่ใช่นิพพาน แต่พระองค์ก็ยังคงมีมโนกรรมในใจว่า นิพพานนั้นมีอยู่จริงๆ บนโลกใบนี้ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไรแล้วจุดจบที่พบกับคำว่านิพพานนั้นเป็นอย่างไร

มโนกรรม ซึ่งถ้านำเอามาคิดในเชิงทางกุศล นอกจากจะไม่มีความอยากได้ของผู้อื่นเขาแล้ว ไม่พยาบาทปองร้าย และมีความเห็นชอบตามธรรม ยังมีอีกหลายความหมายของคำว่า มโนกรรม ในเชิงกุศลอีกด้วย แม้แต่คำว่า จินตนาการ คำนี้ก็ถือได้ว่าเป็นมโนกรรม และถ้าจินตนาการไปในฝ่ายกุศลด้วยแล้วพลังแห่งจินตนาการจะมีมากมายมหาศาล

เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้จินตนาการในหัวใจของพระองค์ว่า หนทางไปสู่นิพพานนั้นมีอยู่จริงๆ คำว่านิพพานไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เมื่อทรงเชื่อมั่นอย่างนั้นก็ลงมือปฏิบัติแบบเอาเป็นเอาตาย ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนถึงขนาดเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็มี

เมื่อมโนกรรม เกิดเป็นในรูปของจินตนาการฝ่ายดี แล้วลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง ความสำเร็จย่อมบังเกิดขึ้น เหมือนที่เจ้าชายสิทธัตถะพึงปฏิบัติและค้นหาจนพบหนทางและวิธีการไปสู่นิพพานอย่างแท้จริง

หลักคิดแบบนี้ แม้แต่ ไอน์สไตน์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะของโลกคนหนึ่ง ยังอ่านตำรามากมายของพระพุทธศาสนาในนิกายมหายาน และสิ่งหนึ่งที่เขาค้นพบ ก็คือ จินตนาการ เช่นกัน ถึงกับมีการเขียนเป็นคำสั้นๆ กระชับๆ ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

แต่ในคำนี้ไม่ได้บอกหมายถึงว่า คุณไม่ต้องมีความรู้ก็ได้ แต่ในที่นี้หมายความว่า คุณต้องมีความรู้เข้ามาประกอบด้วย

ศิลปินทั้งหลาย ปราชญ์ทั้งหลายตลอดทั้งนักวิทยาศาสตร์บนโลกนี้ ใครบ้างไม่มีจินตนาการ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามเมื่อปรารถนาในความสำเร็จ สิ่งที่คุณต้องมี คือ จินตนาการ และต้องเป็นจินตนาการในเชิงบวกเท่านั้น ที่จะเกิดพลังมากมาย น้อมนำพาคุณให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ คำว่า มโนกรรม ยังสื่อออกไปได้ในเชิงกุศลอีกมากมาย แค่เราจินตนาการในเรื่องที่ดีๆ จะเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อื่นก็ตาม แต่ต้องเป็นเรื่องในเชิงกุศลที่ไม่ก่อเกิดความเบียดเบียนให้ผู้อื่นเลยนั้น ย่อมสามารถทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้อย่างแท้จริง

ลองคิดในมุมกลับกันดูว่า ถ้าสองพี่น้องไรต์ ทั้งวิลเบอร์ ไรต์ และออวิลล์ ไรต์ ขาดซึ่งจินตนาการเสียแล้ว โลกเราก็คงจะยังไม่มีเครื่องบินกำเนิดเกิดขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้แน่นอน ใครจะไปเชื่อว่า มนุษย์จะลอยขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าได้ พูดไปในยุคนั้น ก็คงไม่ต่างกับการเพ้อเจ้อ เรื่องที่ยากๆ ของโลกใบนี้ สำเร็จลงได้เพราะคำว่า จินตนาการ ทั้งสิ้น แล้วแบบนี้ตัวของคุณเอง ถ้าหากพึงปรารถนาในความสำเร็จ จะไม่คิดมีจินตนาการในใจบ้างหรืออย่างไร

จินตนาการ อย่างแรกที่ต้องมี คือ การจินตนาการไปในเชิงบวก เวลาคิดอะไรก็ตามต้องคิดไปในเชิงบวกมากกว่าในเชิงลบ เวลาเห็นอะไรก็ตาม ควรที่จะคิดไปในมุมบวกที่มากกว่าในมุมลบ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณสักวันอย่างแน่นอน

แต่สิ่งหนึ่งอยากทิ้งท้ายเอาไว้ให้คิด ในเมื่อจินตนาการ เป็นมโนกรรม และเป็นจุดเริ่มของความสำเร็จ แต่มนุษย์กลับไม่นิยมที่จะมีมโนกรรมในเชิงกุศล ด้วยเหตุผลที่กล่าวว่า คิดแล้วเหมือนเพ้อเจ้อ คิดแล้วเหมือนหลอกตัวเอง แต่ในทางกลับกัน ชอบมีมโนกรรมที่เป็นไปในทางอกุศล คิดอะไรในทางที่แย่ๆ คิดอะไรในทางที่ไม่ควรคิด แต่กลับไม่เคยคิดว่าสิ่งนั้นมันก็เป็นการเพ้อเจ้ออย่างหนึ่ง หลอกตัวเองอย่างหนึ่งเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อปรารถนาความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะด้านการงาน การเงิน หรือความรัก จงสร้างจินตนาการในเชิงกุศลเข้าไว้มากๆ แล้วก็ลงมือทำตามทํานองคลองธรรม ไม่ช้าไม่นานย่อมสำเร็จทุกคน

โก้ พญายม ‘แม้ตัวตาย แต่ยังมีตำนาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472092

โก้ พญายม ‘แม้ตัวตาย แต่ยังมีตำนาน’

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นาทีนี้น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของ เทวพงศ์พันธ์ เมืองยม หรือ “โก้ พญายม” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในแวดวงชาวคุกรู้จักคอมมานโดชุดดำกันเป็นอย่างดี จะคอยปฏิบัติหน้าที่พิเศษร่วมกับทหารตำรวจจู่โจมปราบปรามยาเสพติด และจับสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำทั่วประเทศไทย ตามคำสั่งของ รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์

อย่างเหตุจลาจล เผาคุก ก่อม็อบ นักโทษแหกคุก “คอมมานโดชุดดำ” จะเข้าระงับเหตุและติดตามจับกุมนักโทษกลับมาได้ทุกราย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญที่เข้ามาทำกิจกรรมในเรือนจำ เขาคือนักบู๊ นักบุ๋น ทำงานอย่างตรงไปตรงมา จนได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ให้ทำภารกิจสำคัญบ่อยครั้ง และหลายคนอาจไม่เคยเห็นการทำงานของเขา เพราะ “คอมมานโดชุดดำ” มักทำงานในลักษณะปิดทองหลังพระ แต่วันใดที่ทองหลังองค์พระเต็มจนล้นออกมาข้างหน้า สิ่งเหล่านั้นก็จะปรากฏออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น นั่นก็คือความดีและผลงานที่เขาทำไว้ตลอดชีวิตการรับราชการ

สำหรับ “โก้ พญายม” อดีตเป็นทหารรักษาพระองค์ กองพันทหารราบที่ 11 พัน 2 รอ. แล้วโอนมารับราชการกรมราชทัณฑ์ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคอมมานโดชุดดำเคลื่อนที่เร็ว สกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามาในเรือนจำทั้ง 143 แห่งทั่วประเทศ เป็นชุดทำงานที่ถูกกล่าวขวัญอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวคุก ชื่อเสียงของเขาสร้างความหวาดกลัวในวงการเรือนจำไปทุกหนแห่ง ลุยปราบตั้งแต่เหนือจรดใต้ เรือนจำใดถูกเข้าค้น ย่อมได้สิ่งผิดกฎหมาย ไม่เคยรอดเงื้อมมือ และเขายืนยันว่า การทำงานทุกอย่างไม่เคยรังแกใคร แต่เราทำเพื่อชาติบ้านเมือง ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ

ทำให้กรมราชทัณฑ์พยายามจัดระเบียบเรือนจำทั่วประเทศ แก้ไขปัญหาสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำให้หมดไป หวังให้เรือนจำขาวสะอาด ตามนโยบาย “5 ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์” ก้าวที่ 1 ควบคุมปราบปรามยาเสพติด ก้าวที่ 2 เน้นการจัดระเบียบเรือนจำทุกตารางนิ้ว ก้าวที่ 3 เน้นการฝึกวินัยผู้ต้องขัง ก้าวที่ 4 พัฒนาจิตใจด้วยหลักสูตรสัคคสาสมาธิ และก้าวที่ 5 เป็นการสร้างการยอมรับจากสังคม เป้าหมายทั้งหมดเพื่อให้เป็นเรือนจำสีขาว สร้างคนดีสู่สังคม

ทวพงศ์พันธ์

 

นอกจากนี้ “โก้ พญายม” ยอมรับว่า การทำงานในชุดปฏิบัติการพิเศษต้องเผชิญกับความท้าทายและเสี่ยงชีวิต แต่ทุกครั้งเวลาทำงานจะอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปกปักรักษาตัวเอง และลูกน้องทุกคน เพื่อให้งานทุกอย่างราบรื่น อีกทั้งไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียใดๆ จึงยึดมั่นเสมอว่าพระเครื่องและความดี คือ เกราะเพชรคุ้มภัยให้ตัวเองปลอดภัยจากอันตรายภัยพาลทั้งปวง

เราจึงไม่รอช้า ขอชมพระเครื่องของรักของหวงจาก “โก้ พญายาม” องค์แรกเป็น พระร่วง สนิมแดง กรุวังนารายณ์, พระปิดตาหลวงปู่ทับ เนื้อเมฆสิทธิ์ วัดอนงคารามวรวิหาร, เหรียญเสมาหลวงปู่ทิม เนื้อเงินลงยา, ยอดกระดิ่งลพบุรี, หลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้ออัลปาก้า, ฤาษี กรุวัดราชบูรณะ, นารายณ์ทรงสุบรรณ กรุบายน เขมร และองค์สุดท้ายราหูอมจันทร์ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง เรียกว่าพุทธคุณมีครบทุกด้าน ซึ่งพระทั้งหมดเป็นสิ่งเตือนใจเตือนสติในการปฏิบัติงานทุกเวลา

พระเครื่องของขลังมากมาย ทำไมเขาถึงยอมห้อยพระหนักบ่าหนักคอขนาดนี้ “โก้ พญายาม” รับสารภาพจากใจว่า ส่วนตัวมีความชื่นชอบสะสมพระเครื่องมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ตั้งแต่มาทำงานกรมราชทัณฑ์สมัยก่อนเจอเหตุร้ายมากมายจากนักโทษ อดีตนักโทษชอบแหกคุก มีการต่อสู้บ่อยครั้ง บางเหตุการณ์ก็ต้องส่งนักโทษหัวดื้อเหล่านั้นไปสู่นรก เพราะถ้าเราไม่ยิง มันฆ่าเราตายแน่นอน

แม้ภาพลักษณ์ของ “โก้ พญายม” จะดูดุดันลุยปะฉะดะ แต่ไม่เคยใช้ความรุนแรงใดๆ กับนักโทษเลย ซึ่งเขาย้ำว่า คนเราต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ เน้นวิธีพูดคุยเกลี้ยกล่อมนักโทษดีกว่า นักโทษ 1 คน ก็ 1 ปัญหา เราก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจในชีวิตของนักโทษเหล่านั้นเช่นกัน คนร้อยพ่อพันธุ์แม่มาอยู่ด้วยกันย่อมมีสารพัดปัญหา ดังนั้นการพูดคุยคือทางออกของปัญหาทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม “โก้ พญายาม” ตั้งปณิธานกับตัวเอง ว่า เขาจะทำงานเพื่อกรมราชทัณฑ์ ที่สำคัญจะทำเพื่อแผ่นดินเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป “แม้ตัวเราจะตาย แต่เราก็ยังมีตำนานอยู่” โดยเชื่อว่าความดีจะตามเราทุกภพทุกชาติไป

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/472091

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างหอพักให้นักเรียนที่เชียงราย

รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นชอบให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างหอพักนักเรียนโรงเรียนธารทิพย์ อ.เมือง จ.เชียงราย ผ่านโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่า เพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (Grant Assistance for Grassroots Human Security Projects Scheme (จีจีพี)) เป็นมูลค่า 3,369,500 บาท ซึ่งกำหนัดจัดพิธีลงนามในความตกลงว่าด้วยการสนับสนุนดังกล่าวระหว่าง ซินยา อาโอกิ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ กับพระครูพิพัฒน์ศีลาจารย์ ประธานกรรมการมูลนิธิธารทิพย์-ธารธรรม วันที่ 19 ธ.ค. 2559 ที่ สถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่โรงเรียนธารทิพย์ในการก่อสร้างหอพักนักเรียนชายและจัดหาครุภัณฑ์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยของนักเรียนให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการขายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส

โรงเรียนธารทิพย์ เป็นโรงเรียนการกุศลสงเคราะห์แบบกินนอน ถูกจัดตั้งขึ้นที่ ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กบนพื้นที่สูงที่ถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงเกิดปัญหาขาดแคลนห้องพักสำหรับนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนชายบางส่วนต้องพักอยู่ห้องประชุมและที่อื่นๆ ซึ่งเป็นสถาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมแก่การพักอาศัยและการดูแลด้านสุขภาพอนามัย

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงมีมติให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ผ่านโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (จีจีพี) เพื่อก่อสร้างอาคารหอพักหลังใหม่ตามคำร้องขอจากโรงเรียนธารทิพย์

รัฐบาลญี่ปุ่นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยของนักเรียนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

พระโสภณวชิราภรณ์ต้อนรับมหานายกะแห่งศรีลังกา

 

ต้อนรับสังฆนายกลังกา

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2559 พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ เป็นผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นำผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิต ถวายการต้อนรับ พระมหานายกะ สยามนิกายฝ่ายอัสสคีรี แห่งศรีลังกา ในโอกาสมาเยี่ยม มจร จ.พระนครศรีอยุธยา ในโอกาสนี้ พระมหานายกะ สยามนิกายฝ่ายอัสสคีรี ได้ให้โอวาทแก่นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ที่กำลังเข้าปฏิบัติธรรม ณ อาคาร มวก.

ตระกูลสุทธิสัมพัทน์ถวายปัจจัยช่วยซื้อที่ดินสร้างวัดและโรงพยาบาล

 

หนุนสร้างวัดที่อินเดีย

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2559 คุณณรงค์ และ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ พร้อมครอบครัว ได้ถวายปัจจัยเพื่อซื้อที่ดินในการขยายพื้นที่จัดสร้างวัดไทยภูริปาโลและโรงพยาบาลภูริปาโล จำนวน 6 หมื่นเหรียญสหรัฐ โดยมีหลวงพ่อพระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นผู้รับมอบ ในการนี้พระมหาพิรุฬห์ พทฺธสีโล ประธานสงฆ์วัดไทยภูริปาโล พุทธคยา อินเดีย มารับที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ

ปัจจุบันโยมทั้งสองและครอบครัวบริจาคปัจจัยเพื่อซื้อที่ดินให้วัดไทยภูริปาโลและโรงพยาบาลภูริปาโล 1.15 แสนเหรียญสหรัฐ

วัดไทยภูริปาโลและโรงพยาบาลภูริปาโล เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

 

พระแท้อยู่ที่ใจกราบไหว้ได้ตลอดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470790

พระแท้อยู่ที่ใจกราบไหว้ได้ตลอดเวลา

โดย…ส.คนจริง

อยากรู้จักพระแท้ไหมว่าเป็นอย่างไร คำตอบที่พระมงคลธีรคุณ (อินศร จินฺตาปญฺโญ) รองเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม บรรยายให้ญาติโยมฟังตามโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ทำให้เห็นว่า พระแท้อยู่ที่ไหน “พระ” หมายถึง “ผู้ประเสริฐ” เมื่อใดพนม 2 มือ จรดระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วอยู่ที่ศีรษะ ถือว่าเป็นสิริมงคลที่ได้ไหว้พระ ไม่ว่าจะเป็นพระแบบไหนก็ล้วนแต่เป็นมงคลเพราะไหว้ด้วยใจ ไหว้ด้วยจิตที่คิดดี มีศรัทธา ย่อมเป็นมงคลกับชีวิตทั้งสิ้น

ท่านว่าเมื่อ “ไหว้พระ” ไม่ต้องคิดว่า พระนั้นแท้หรือไม่? แต่ทุกครั้งที่ได้ไหว้พระ จะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้ปฏิบัติ คิดสร้างความดี ปฏิบัติดี แล้วหมั่นเพียรทำดี อันจะนำไปสู่ความสุข ความสำเร็จในชีวิต

เราอยู่ในเมืองไทย พบผู้คนมากมาย ส่วนพระสงฆ์ไทยมีมากกว่า 3 แสนรูป จะมองอย่างไรถึงจะรู้ว่า นั่นคือพระแท้หรือพระปลอม ความจริงเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก พระพุทธองค์ตั้งองค์กรสงฆ์ขึ้นมา มองว่าบุคคลที่จะเข้ามาสู่องค์กรนี้ได้ ต้องมีความพร้อมในการเสียสละ ละกิเลส และเป็นตัวแทนผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม และนำคำสอนมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประชาชนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ รวมทั้งมีความรู้ที่จะตัดกิเลสให้เบาบางลงไปได้ และเป็นบุคคลที่ประชาชนเห็นแล้วก็สบายใจ (นี่คือลักษณะพระแท้ครั้งพุทธกาล)

เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ว่าด้วยทางสุดโต่ง 2 ทาง ไม่ใช่ทางตรัสรู้ แต่ทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ 8 เท่านั้นเป็นทางตรัสรู้ คือมี สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบได้เห็นปัญญาแจ้ง สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา การที่ไม่พูดเท็จ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ส่อเสียด สัมมากัมมันตะ การงานชอบ มีความประพฤติชอบสุจริต ไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ คือ ประกอบอาชีพในทางที่ถูกที่ควร ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัมมาวายามะ เป็นความเพียรชอบที่ต้องเพียรละเว้นต่อบาปและทำกุศล สัมมาสติ ความระลึกชอบ คือ การระลึกต่อการเจริญสติ ไม่ให้สอดส่ายไปคิดเรื่องผู้อื่น สุดท้าย สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่

ดังนั้น มรรค 8 นี้จัดว่าอันเป็นคุณสมบัติของพระแท้ เป็นทางสายกลางที่จะนำให้ผู้ปฏิบัติถึงแก่ทางพ้นทุกข์ เกิดศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แสดงแก่พระภิกษุสงฆ์เพื่อให้พิจารณาระลึกต่อหน้าที่ภิกษุสงฆ์ อาทิ กิริยา วาจา ต้องระวังสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ ถูกตามธรรมวินัย ละทิ้งความรัก โลภ โกรธ หลง แต่ให้ยินดีต่อการประพฤติดี ก้าวสู่ความมีคุณธรรม ละความชั่ว นี้คือเรื่องพระภิกษุสงฆ์ที่จะต้องคำนึงและตักเตือนอยู่เสมอ

ได้ยินเรื่องดี จึงเอามาฝาก ดับทุกข์เรื่องที่ดีเอสไอจะจับพระได้หน่อยหนึ่ง เพราะท่านตบท้ายว่า

“ถ้าหากได้เข้าใจประเด็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าฝากไว้ ใช้ธรรมะเป็นเครื่องสดับในการเตือนใจ ใช้ชีวิตไม่ประมาทในการทำดีสม่ำเสมอ ก็จะเห็น ‘พระแท้ ที่จิตใจ’ อยู่ที่ใดก็สามารถกราบไหว้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ”

 

สู่การสร้าง วัดพุทธศาสนาถวาย ณ นครปูเน่/อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470789

สู่การสร้าง วัดพุทธศาสนาถวาย ณ นครปูเน่/อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีปัญญา พุทธศาสนาสอนให้เราเจริญสติ เพื่อนำปัญญาออกมาใช้พิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคาย จนเกิดความรู้อย่างบริบูรณ์ด้วยตนเอง โดยประการต่างๆ เป็นการรู้ถูกเห็นถูกตามความจริงที่เป็นธรรมดาอันมีอยู่ในธรรมชาติ เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากปัญญาอันเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยแยบคาย คือ กระบวนการคิดที่ถูกต้องตรงตามธรรม ก่อให้เกิดปัญญาและวิชชา

เรามีศรัทธากันล้นเหลือในสังคมศาสนาบ้านเรา น่ายินดียิ่งกับความศรัทธา แต่ศรัทธาที่ขาดสมดุล คือ ไม่มีสติกำกับ เพื่อนำปัญญาออกมาควบคุม สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างศรัทธาและปัญญา มันจึงให้ผลที่ไม่ควรในประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นๆ จึงไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งไร้ประโยชน์

เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา อาตมาได้รับนิมนต์ไปนครมุมไบและนครปูเน่ ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฎร์ อินเดีย โดยได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดของศาสนาเชนที่สร้างขึ้นกลางนครปูเน่ โดยคหบดีเชนที่เป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ได้เห็นศรัทธาของศาสนิกเชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศ เพื่อเฉลิมฉลองวัดใหม่ของเชน เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ได้พบเห็นความเคร่งครัด ความพึงพอใจในความเคร่งครัดขั้นอุกฤษฏ์ ความเชื่อว่ากรรมเก่าชดใช้ด้วยการเปลื้องหนี้โทษที่เคยก่อมาด้วยการเบียดเบียนตน และไม่ก่อกรรมใหม่ในทางบาป จึงนำไปสู่ลัทธิกรรมลิขิต ที่แตกต่างจากกรรมคติในพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยหลักทางสายกลางด้วยการเจริญสติหรือการเจริญวิปัสสนาญาณ

ในคืนที่ ๒ ที่มีโอกาสพักอยู่บ้านคหบดีเชน นครปูเน่ ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับศรัทธาชาวอินเดียหลายเรื่อง โดยฝ่ายคหบดีเชนได้มีปุจฉาให้อาตมาวิสัชนา จนนำไปสู่สาธุการและขอจัดสร้างวัดพุทธถวายบนที่ดินในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลางนครปูเน่ ซึ่งล่าสุดเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ขอให้ช่วยระบุรายละเอียดว่าจะมีพระเจดีย์ด้วยไหม ต้องการอะไรบ้าง จะได้ให้มีการออกแบบเพื่อขออนุญาตรัฐบาลสร้างวัดบนที่ดินของเขา ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงว่ากันต่อไปตามกำลังความศรัทธาของผู้สร้าง

 

จากคืนแรกที่คณะทั้งชาวพุทธในอินเดียและที่นับถือศาสนาเชน ได้นั่งฟังการสาธยายธรรมในเรื่องมัชฌิมาปฏิปทาในพระศาสนากันอย่างนิ่งสงบ เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเชนและพุทธแล้ว เมื่อเข้าสู่คืนที่ ๒ การปุจฉา-วิสัชนาจึงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยคำถามแรกของคหบดีเชน คือ ต้องการทราบว่า กูรูจี (คืออาตมา) จบการศึกษาชั้นไหน เรียนวิชาอะไรมา สู่คำถามที่ ๒ ที่อ้างความเชื่อตามหลักกรรมของศาสนาเชน ที่จะต้องเปลื้องหรือชดใช้ด้วยการยอมรับผลแห่งกรรมนั้น แม้จะเป็นความทุกข์แสนสาหัสมากกว่าการวางอุเบกขา การมาทำบุญกุศลรับพรจากกูรูจี เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์นั้น ในคำถามที่ ๓ ที่ถามต่อเนื่องเมื่อสาธุการวิสัชนาข้อที่ ๑, ๒ ไปแล้ว โดยก่อนจะปุจฉา คหบดีเชนได้กล่าวว่า “กระผมมีความสุขมากที่ได้รับคำตอบจากท่าน ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความสงบสันติ ต่อไปนี้กระผมขอถามเรื่องในชีวิตของกระผมที่กำลังเผชิญ เมื่อพี่ชายของผมเสียชีวิตในอุบัติเหตุนานมาแล้ว แต่กระผมยังมีความรู้สึกฝังใจ และบางครั้งยังหลอกหลอนอยู่ทั้งกระผมและภรรยา เรากำลังปลดเปลื้องความรู้สึกดังกล่าวตามหลักศาสนาเชน เพื่อทำให้ความทรงจำและความรู้สึกดังกล่าวหมดไป กระผมจะทำอย่างไรให้สามารถปลดเปลื้องความทรงจำ ความหลอกหลอนนี้ออกไปได้”

อาตมาได้วิสัชนา อันเป็นไปตามหลักธรรม คือ ความเป็นธรรมดา ที่สามารถจับต้องมองเห็นได้ จนนำไปสู่สาธุการอีกครั้ง และต่อเนื่องด้วยอีกหลายคำถามจนจบสิ้นคำถามในคืนนั้น ที่นำไปสู่การทำพิธีปลูกต้นโพธิ์ลงบนแผ่นดินของคหบดีเองในเช้าวันต่อมา และสู่ความศรัทธาที่ถูกปลูกสร้างขึ้นในสองคืนที่ผ่านมา จนเป็นที่มาของการดำริสร้างวัดพุทธศาสนาถวาย ณ นครปูเน่/อินเดีย อันควรแก่การอนุโมทนา!

เจริญพร

 

ศูนย์พิทักษ์ฯอาลัย หลวงปู่จันทร์ศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470788

ศูนย์พิทักษ์ฯอาลัย หลวงปู่จันทร์ศรี

โดย…สมาน สุดโต

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขอน้อมกราบถวายอาลัย พระเดชพระคุณพระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี อายุ 105 ปี พรรษา 85 ได้มรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วันที่ 14 ธ.ค. 2559 เวลา 20.00 น. ท่านเป็นพระเถระสุปฏิปันโน มีอายุยืนนานถึง 5 แผ่นดิน (เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2454 ต้นรัชกาลที่ 6 มรณภาพต้นรัชกาลที่ 10 )

ประวัติโดยสังเขป

“พระอุดมญาณโมลี” หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป ชาวอุดรเรียกติดปากว่า “หลวงปู่ใหญ่” เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ (ธ) พระอารามหลวง “รองสมเด็จพระราชาคณะ” ฝ่ายธรรมยุตรูปแรกที่อยู่ส่วนภูมิภาค ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาเถระสายพระป่ากรรมฐาน มากด้วยเมตตา เป็นแบบอย่างอันงดงามของพระภิกษุและสามเณร

ท่านมีนามเดิมว่า จันทร์ศรี แสนมงคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2454 ที่บ้านโนนทัน ต.โนนทัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ บุญสาร-หลุน แสนมงคล บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2468 ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านศิลา ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ปฏิบัติธรรมถึง 3 ปี ก่อนได้ร่วมเดินทางกับพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์ลี สิรินฺธโร ออกแสวงหาความสงัดวิเวกตามป่าเขา เพื่อเข้ากรรมฐาน ปฏิบัติธุดงควัตร 13 ตามแบบพระป่ากรรมฐานอย่างเคร่งครัด

อุปสมบทที่วัดศรีจันทราวาส ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2474 โดยมีพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เจ้าอาวาสวัดศรีจันทราวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ รับฉายาว่า “จนฺททีโป” มีโอกาสติดตามพระกรรมฐานผู้เคร่งวัตรปฏิบัติหลายรูป ก่อนมาศึกษาด้านพระปริยัติธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

พ.ศ. 2484 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ให้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดป่าสุทธาวาส ต.พระธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ในช่วงต้นเดือน พ.ย. พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แม่ทัพธรรมแห่งอีสานฝ่ายวิปัสสนา ได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เป็นเวลา 15 วัน หลวงปู่ใหญ่มีโอกาสปรนนิบัติใกล้ชิด ก่อนถูกส่งไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดธรรมนิมิตร ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นานถึง 10 ปี

ต่อมาวันที่ 1 พ.ค. 2497 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ให้มาอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อทำศาสนกิจคณะสงฆ์ เนื่องจากพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ชรามากแล้ว โดยแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ และผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธรรมยุต) ก่อนมาเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2505 พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อาพาธด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี มรณภาพด้วยอาการสงบ วันที่ 26 พ.ย. 2507 พระอุดมญาณโมลี ครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระราชเมธาจารย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ท่านเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 3 แห่งวัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเจ้าอาวาสรูปที่ 1 ชื่อ พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2450-2465

รูปที่ 2 พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2466-2505

เกียรติคุณของหลวงปู่จันทร์ศรีที่มีการกล่าวถึงด้วยความภูมิใจยิ่ง ตามที่ .I-Mong Pattara Khumphitak เขียนเล่าไว้ คือเมื่อปี 2486 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มอบหมายให้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตจาก จ.เพชรบูรณ์ ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อัญเชิญไปเก็บไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งพร้อมกับสมบัติมีค่าอื่นๆ ของชาติเพื่อหลบภัยญี่ปุ่น เมื่อสงครามสงบจึงอัญเชิญกลับเมืองหลวง

วัดโพธิสมภรณ์ (พระอารามหลวง) นั้นเป็นวัดสร้างใหม่ในรัชกาลที่ 5 ได้รับยกเป็นพระอารามหลวงเมื่อปี 2507 ตั้งอยู่บนถนนเพาะนิยม เลขที่ 22 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี อยู่ทางทิศตะวันตกของหนองประจักษ์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 40 ไร่

ผู้นำในการสร้างวัดในสมัยนั้น คือ มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรที่พิจารณาว่าในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานีมีเพียง “วัดมัชฌิมาวาส” จึงควรจะสร้างขึ้นอีกวัดหนึ่ง จึงได้ไปสำรวจดูสถานที่ทางด้านทิศใต้ของ “หนองนาเกลือ” หรือหนองประจักษ์ในปัจจุบัน พบว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมควรแก่การสร้างวัดได้ เพราะเป็นที่ราบป่าละเมาะเงียบสงบดี ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนักและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงชักชวนและนำพาราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งมาร่วมกันปรับพื้นที่ ปลูกกุฏิ ศาลาโรงธรรม สำหรับใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปีของหน่วยราชการ ใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ 1 ปี ชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหม่” และได้อาราธนา พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) เจ้าคณะเมืองอุดรธานี จากวัดมัชฌิมาวาสมาเป็นเจ้าอาวาสวัด

ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ ได้ประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) ผู้สร้างวัดแห่งนี้

การมรณภาพของพระอุดมญาณโมลี เจ้าอาวาสลำดับที่ 3 แห่งวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง นับว่าเป็นการสูญเสียพระเถระ 5 แผ่นดิน พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นสังฆโสภณของคณะสงฆ์ทีเดียว

 

ไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470787

ไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่อินเดีย

โดย…ราช รามัญ

ไปอินเดีย…ไปหาพุทธะ แต่หลายคนที่ไม่เคยไปมักตั้งคำถามในใจเสมอว่า สถานที่ตรงต้นพระศรีมหาโพธิ์มีอะไรดี ใครถามผมแบบนี้ก็คงจะตอบได้เพียงแค่สั้นๆ ว่า “ต้องลองไปเอง” แล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร

เพราะสถานที่ตรงนี้ สิ่งที่ปรากฏทั้งในเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ในแต่ละคนที่ได้ประสบพบเจอย่อมแตกต่างกันออกไป แล้วแต่กุศลผลบุญที่ได้บำเพ็ญมา

พระคุณอาจารย์ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D) ได้เล่าเรื่องต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ฟังอย่างละเอียดเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า สถานที่ตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดม (พระนามเดิมเจ้าชายสิทธัตถะ) ยุคเราเท่านั้นที่มาตรัสรู้

แต่สถานที่นี่ พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้แล้วถึง 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระพุทธเจ้ากัสสปะ  พระพุทธเจ้าสมณโคดม

ในเบื้องหน้าพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย ก็ต้องมาเสด็จมาตรัสรู้ ณ สถานที่ตรงนี้อีกเช่นเดียวกัน ในทางนามธรรม จึงมีความศรัทธากันว่า พลังแห่งพุทธบารมีของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้นมีมากมาย ผู้ใดที่ได้มากราบสักการบูชาและได้มานั่งนิ่งสงบกายใจสำรวมไว้ด้วยความดีงาม ย่อมจะได้รับสิ่งที่ดีตามกุศลเจตนาของผู้นั้น เชื่อหรือไม่ว่า ณ สถานที่นี้ทำให้มนุษย์โพธิสัตว์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางคนอาจจะเรียกว่าจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ

โดยคติความนิยมของคนไทยในเรื่องนี้เอง จึงทำให้คนไทยมากมายได้เดินทางไปกราบสักการบูชาด้วยอามิสบูชาบ้าง ปฏิบัติบูชาบ้าง ในการปฏิบัติบางท่านก็นั่งสมาธิ บางท่านก็สวดมนต์

แม้ส่วนตัวจะเดินทางไปมาที่ประเทศอินเดียหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งก็ต้องไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ สิ่งที่ได้รับทันที คือ ความสงบในจิตใจ ทำให้เกิดความคิดและปัญญาทางจิตวิญญาณ รู้ซึ้ง รู้ควร มากขึ้น

เล่าคราวๆ เกี่ยวกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อพ้นผ่านไป 200 ปีเศษ กษัตริย์นามว่า อโศกมหาราช กลับใจไม่อยากฆ่าใครอีก ได้มานับถือพระพุทธศาสนาและชอบมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มาครั้งหนึ่งยาวนานเป็นแรมเดือนก็มี ทำให้มเหสีองค์ที่ 4 นามว่า มฮีสุนทรี ไม่พอใจ จึงวางอุบายกำจัดต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยการให้นางนครา คนสนิทแอบนำเอายาพิษและน้ำร้อนมารดที่โคนต้น ทำบ่อยครั้งจนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกนั้นเหี่ยวเฉาลง

พระเจ้าอโศกมหาราช จึงดำริว่า ตัวท่านคงบาปมากแม้แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ไม่อาจรับได้ ทรงเสียใจและกลับวัง เมื่อถึงวังก็ไม่กินไม่นอน มีความทุกข์อย่างมาก นานวันมีแต่ผ่ายผอมลงทุกขณะทุกที ไม่พูดกับใคร สุดท้ายมเหสีมฮีสุนทรีจึงยอมสารภาพ เมื่อทราบความจึงรีบเสด็จฯ ไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมกับนำเอาน้ำนมวัว 100 ตัว และเหล่าทหารไปร่วมกันบูรณะฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่พลิกฟื้นจะอยู่ตรงนี้จนกว่าจะสิ้น เพียงไม่กี่วันต้นพระศรีมหาโพธิ์พลิกฟื้นคืนหน่อออกมาทรงปีติยิ่งนัก…

ครั้นผ่านไป 352 ปี กษัตริย์ฮินดูจากเบงกอล นามว่า สาสังกามา ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเมืองขึ้นของกษัตริย์ปูรณวรมาที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงบุกมาทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์จนเรียบแล้วจุดไฟเผา อีกทั้งสั่งให้ทุบทำลายพระพุทธรูปปางมารวิชัยในวิหารด้วย แต่ทหารนายหนึ่งไม่กล้าทำจึงออกอุบายให้กษัตริย์สาสังกามากลับไปก่อนจะจัดการเอง ปรากฏว่าเขาได้สั่งให้โปกปูนปิดไว้พร้อมจุดตะเกียงบูชาด้วย เมื่อกลับมาถึงเมืองจึงรายงานต่อกษัตริย์สาสังกามา ว่าได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะดีใจกลับเกิดอาการไอจามและกระอักออกมาเป็นเลือดสิ้นพระชนม์ที่ตรงนั้นทันที ครั้นเมื่อทัพของกษัตริย์ปูรณวรมาได้มาถึงและตีจนทัพของกษัตริย์สาสังกามาแตกพ่ายและรีบให้ทหารหาน้ำนมวัวมา 1,000 ตัว เพื่อพลิกฟื้นต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมทั้งอธิษฐานจิตเหมือนกับพระเจ้าอโศกมหาราช ถ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่ฟื้นจะไม่กลับเมือง ด้วยคำอธิษฐานนี้ไม่นานหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ปรากฏขึ้น และเติบโตกระทั่งดำรงอยู่ได้อีกยาวนานนับเป็นต้นที่ 2 แล้วจากหน่อของต้นแรก

ครั้นปี 2421 ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดนพายุพัดล้มไปในทางทิศตะวันตก ในยุคอังกฤษครองประเทศอินเดีย นายพลเซอร์คันนิ่งแฮม จึงได้บอกชาวบ้านว่า ให้ช่วยกันหาเมล็ดของต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อบูรณะกันเถิด ระหว่างที่หาเมล็ดนั้นได้พบต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นหน่อ 2 หน่อ จึงนำเอามาปลูกไว้ ณ สถานที่เดิม 1 หน่อ และนำไปปลูกที่ฝั่งตะวันตกอีก 1 หน่อ จากวันนั้นจนถึงวันนี้

ดังนั้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประเทศอินเดีย จึงมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนาตามลำดับดังที่กล่าวมา และเป็นที่รวมจิตใจชาวพุทธทั่วโลก