Brownout เมื่อหมดใจแต่ไฟยังไม่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585333

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Brownout เมื่อหมดใจแต่ไฟยังไม่หมด

เมื่อคนทำงานหมดใจ แต่ไฟยังแรงอยู่ เช็ก 4 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราเข้าใกล้อาการ Brownout แล้วนะ

การได้ทำงานที่เรารักก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งในชีวิต และยิ่งได้ทำงานกับองค์กรดีที่นั้นถือว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว ใช่ว่าเราทุกคนจะได้สัมผัสกับความสุขที่ทั้งได้ทำงานที่ชอบและองค์กรที่ดีแบบง่ายๆ กันล่ะ เพราะถึงจะเป็นงานที่เรารักมากขนาดไหนแต่หากต้องเจอกับองค์กรที่สร้างความกดดันมากๆ ก็อาจจะทำให้คนทำงานอย่างเราๆ เกิดอาการ Brownout ขึ้นได้ แล้ว Brownout คืออาการอะไระ? ต่างจาก Burnout ที่เรารู้จักหรือไม่?

Brownout เป็นภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนทำงานที่รู้สึกไม่มีความสุข เบื่อหน่าย และทุกข์ทรมานกับเงื่อนไขและระบบบางอย่างขององค์กร ซึ่งคนที่มีอาการ Brownout ยังสามารถทำงานได้อย่างปกติ เพียงแต่ความผูกพันธ์ของพนักงานกับองค์กรจะค่อยๆ ลดน้อยลง เกิดการถอยห่างจนกระทั่งลาออกจากองค์อกรไปในที่สุด

ส่วน Burnout คือภาวะการหมดไฟ หดหู่ในการทำงาน และเฉยชาต่อทุกสิ่ง เป็นผลมาจากการทำงานที่หนักมากเกินไป ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ Brownout เป็นเพียงอาการที่หมดใจในองค์กรแต่ยังมีไฟในการทำงาน แต่ Burnout คือการหมดใจกับทุกสิ่งในการทำงานนั้นเอง

4 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราเข้าใกล้อาการ Brownout แล้วนะ

1.รู้สึกเหมือนโดนบังคับและกดดันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งถึงขั้นมีอาการแพนิค

2.ไม่มีความสนใจในด้านอื่นๆ นอกจากเรื่องงาน รวมถึงความสามารถนอกเวลาการทำงานลดลง

3.พักผ่อนน้อยและไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าและมีอาการป่วยทางกายในที่สุด

4.เกิดความบกพร่องทางความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวทั้งเพื่อน แฟน รวมถึงคนในครอบครัว

นอกจาก Brownout ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบให้กับตัวพนักงานแต่ยังสร้างผลกระทบไปถึงองค์กรด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับพนักงานที่มีความสามารถ เรียกได้ว่าเสียคนและเสียทั้งงานกันเลยทีเดียวเป็นแต่อย่างพึ่งกังวลไปเพราะอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นแบบชั่วคราวซึ่งสามารถเยียวยาและรักษาให้หายได้  หากองค์กรเปลี่ยนแปลงระบบเพื่อให้ตอบโจทย์กับพนักงาน

คริสติน่า ทอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญคอนเทนต์ด้านการตลาดของเว็บไซต์ Quantum Workplace ได้พูดถึงสาเหตุการลาออกของพนักงานที่มีความสามารถ ดังนี้

  • รู้สึกล้มเหลวกับความท้าทาย ดาวเด่นในที่ทำงานส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้มองหางานที่ง่าย หรืองานที่เป็นแบบงานรูทีน แต่พวกเขาต้องการงานที่ท้าทายความสามารถเพื่อวัดความสามารถของตัวเอง ดังนั้นองค์กรจึงต้องถามถึงความต้องการเพื่อแมทงานหรือโปรเจ็กต์ให้เหมาะสม
  • ต้องแบกภาระงานที่หนักอึ้ง เมื่อพนักงานทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้านายก็มักจะมอบหมายงานให้มากขึ้น เพราะเห็นว่าพวกเขามีความสามารถ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรับมือกับงานได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เพิ่มความเหนื่อยล้าที่อาจจะนำไปสู่อาการเหนื่อยหน่ายใจในที่สุด
  • ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนกับพนักงาน หลายๆ องค์กรมักจะกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง หรือความต้องการที่อยากจะให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้า พนักงานเก่งๆ หลายคนก็อยากจะใช้ความสามรถที่มีในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ กลับต้องมาสะดุดเพราะองค์กรไม่ได้กำหนดจุดประสงค์ในการทำงานของพวกเขาให้ชัดเจนเท่าที่ควรจะเป็น
  • การพัฒนาศักยภาพที่บกพร่อง ถึงแม่จะเป็นพนักงานที่มีความสามารถ พวกเขาก็ยังต้องการที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง ซึ่งการเพิ่มทักษะของพวกเขาอาจมาจากโปรเจ็กต์หรืองานที่เจ้านายมอบให้แต่พวกเขากลับไม่สามารถขอคำแนะนำหรือการถ่ายทอดงานจากพนักงานเก่าๆได้

จากปัญหาทั้ง 4 สาเหตุที่กล่าวมานี้ หลายๆ องค์กรมักเลือกใช้วิธี “เพิ่มเงิน” เมื่อมีพนักงานโบกมือลาองค์กรไป ซึ่งขอบอกเลยว่าวิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เพราะเมื่อหมดใจอะไรก็รั้งไม่อยู่จริงๆ ทางออกที่ดี่สุดคือ การปรับเปลี่ยนตั้งแต่ระดับบริหาร ระดับการจัดการและระดับพนักงาน เพื่อพูดคุยถึงความต้องการในการทำงานรวมถึงความต้องการส่วนตัว เพื่อลดอาการหมดใจ เพิ่มไฟให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ของพนักงานกับองค์กรให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะพนักงานถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดขององค์กรที่จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตต่อไปได้

 

อ้างอิงจาก: Quantum Workplace

รูปภาพ : Pixabay

คนไทยติดอันดับท็อปชาร์ตมีมารยาทขณะเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592663

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

คนไทยติดอันดับท็อปชาร์ตมีมารยาทขณะเดินทาง

จากการศึกษามารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรมของนักเดินทางทั่วโลก พบคนส่วนใหญ่แสดงความมีน้ำใจต่อกันมากกว่าที่เราเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ และคนไทยติดอันดับท็อปชาร์ต

ผลการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและมารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรมประจำปี 2562 จาก เอ็กซ์พีเดีย ประเทศไทย ในปีนี้ ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อใช้บริการบนเครื่องบินและในโรงแรม โดยส่วนหนึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลจากนักเดินทางชาวไทยจำนวน 601 คน โดยเป็นเที่ยวบินส่วนบุคคลเฉลี่ยคนละ 11.2 เที่ยวบิน และเดินทางเพื่อธุรกิจเฉลี่ยคนละ 10.1 เที่ยวบินต่อปี

รายงานนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของนักเดินทางทั่วโลกเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าพอใจ และพฤติกรรมที่น่ารำคาญต่อคนส่วนใหญ่ แบบเจาะลึกรายละเอียดตั้งแต่ระดับภาคพื้นดินไปจนถึงบนอากาศ ในขณะที่เรามักจะได้รับรู้เรื่องราวแต่ในแง่ไม่ดีของพฤติกรรมที่น่ารังเกียจระหว่างเดินทางตามสื่อสังคมออนไลน์ แต่ผลสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีแง่มุมดีๆ ที่นักเดินทางส่วนใหญ่มีจิตเมตตาและมีน้ำใจต่อผู้อื่นมากกว่าที่เราคิด

“เท่าที่เห็นในสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความมีน้ำใจต่อกันยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก และไม่น่าแปลกใจเลยที่นักเดินทางชาวไทยซึ่งได้รับการสืบทอดมรดกและวัฒนธรรมไทย ติดอับดับท็อปชาร์ตในเรื่องการแสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อนนักเดินทางด้วยกัน” ลาวิเนีย ราชราม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร แบรนด์เอ็กซ์พีเดีย เอเชียแปซิฟิก กล่าว

ความปรารถนาดีต่อกันบนเครื่องบิน

เมื่อพูดถึงความมีน้ำใจ ร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกยินดีช่วยผู้อื่นยกกระเป๋าเดินทางขึ้นไปเก็บบนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และนักเดินทางชาวไทยติดอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 50

แต่ก็มีข้อมูลของความมีน้ำใจต่อกันในด้านอื่นๆ มาให้ทราบกัน ดังนี้

  • ชาวอเมริกันเต็มใจเปลี่ยนที่นั่งกับผู้โดยสารอื่นมากที่สุดถึงร้อยละ 42 และคนไต้หวันร้อยละ 40 คนไทยอยู่ ระดับกลางๆ ร้อยละ 22 ขณะที่ชาวดัตช์มีจำนวนร้อยละ 21 และคนญี่ปุ่นมีแนวโน้มน้อยที่สุด ร้อยละ 9
  • คนไทยนั้นเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนต่อผู้อื่นมากที่สุด แนวโน้มที่จะนำอาหารที่มีกลิ่นแรงขึ้นเครื่องบินจึงมีจำนวนค่อนข้างน้อย เพียงร้อยละ 15 ตามด้วยคนญี่ปุ่นร้อยละ 13 และคนไต้หวันร้อยละ 11 ในทางกลับกันชาวอินเดียมีจำนวนถึงร้อยละ 31และชาวอเมริกัน 30% ที่ไม่สนใจคนรอบข้าง
  • คนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีมากที่สุด เช่นช่วยส่งกระดาษทิชชูหรือให้ยาแก้ไอเมื่อพบเห็นคนเจ็บป่วย คือชาวออสเตรีย ร้อยละ 57 รองลงมาคือคนไทยร้อยละ 54 ส่วนคนญี่ปุ่นร้อยละ 19 และคนเกาหลีใต้ร้อยละ 24 จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่มีอาการไอหรือจามน้อยที่สุด

การเผชิญหน้ากับผู้โดยสารที่น่ารำคาญ?

นักเดินทางจำนวนมากจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงความน่ารำคาญบนเครื่องบิน ในรายงานระบุว่า นักเดินทางจำนวนร้อยละ 95 บอกว่าพวกเขาจะไม่ยอมเมา ซึ่งนั่นถือว่าโชคดี เพราะผลของผู้ตอบ แบบสอบถามทั่วโลกในปีนี้ จำนวนร้อยละ 43 ระบุว่าผู้โดยสารที่เมาเป็นพฤติกรรมที่น่ารำคาญที่สุดบนเครื่องบิน ซึ่งมี จำนวนเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ยอมรับว่าพวกเขาเมาเหล้าบนเครื่องบิน

5 อันดับพฤติกรรมที่น่ารำคาญมากที่สุดสำหรับผู้โดยสารชาวไทย ได้แก่

  1. คนเมา ร้อยละ 43
  2. คนป่วยที่แพร่เชื้อโรค ร้อยละ 35
  3. คนที่มีกลิ่นตัวแรง ร้อยละ 27
  4. คนที่ชอบเตะ/ชน/ดึงที่นั่ง ร้อยละ 25
  5. พ่อแม่ที่ไม่เอาใจใส่ลูกๆ ร้อยละ 24

ลุกขึ้นต่อต้านพฤติกรรมแย่ๆ

คนบางคนก็สามารถแสดงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดกับต่อผู้โดยสารคนอื่นขณะที่นั่งกักติดอยู่กับที่บนเครื่องบิน แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อจัดการกับนักเดินทางที่หยาบคายเหล่านี้ได้ ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้โดยสารที่พฤติกรรมแย่ ๆ เหล่านี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการพูดกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้โดยสารชาวไทยส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

  • ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 61 ตามด้วยชาวสวิส 57 และชาวเยอรมัน 57 มีแนวโน้มที่จะเผชิญหน้าโดยตรงกับพวกที่ชอบเตะที่นั่ง ในขณะที่นักเดินทางชาวไทยร้อยละ 41 จะขอให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นคนจัดการแทน
  • คนไทยร้อยละ 69 จะตรงไปแจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเมื่อพบกับผู้โดยสารที่แสดงพฤติกรรมหยาบคายต่อผู้โดยสารอื่น และคนไทยเพียงร้อยละ 16 เลือกเผชิญหน้ากับนักเดินทางที่หยาบคายโดยตรง
  • ส่วนพฤติกรรมแย่งที่วางแขนบนเครื่องบิน คนไทยร้อยละ 50 จะพูดตรง ๆ หากมีใครล้ำเข้ามายังที่วางแขนของตนและไม่ยอมให้มีที่ว่างแก่ผู้อื่นเด็ดขาด ซึ่งใกล้เคียงกับนักเดินทางชาวออสเตรียที่มีอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 60

คนไทยเป็นคนมีน้ำใจบนเครื่องบิน แต่มีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพบกับมารยาทยอดแย่ในโรงแรม?

ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกร้อยละ 70 บอกว่าพวกเขาจะโทรไปที่แผนกต้อนรับเพื่อขอความช่วยเหลือหากพบปัญหาเสียงดังรบกวนระหว่างการเข้าพักในโรงแรม ซึ่งคนไทยมีจำนวนสูงกว่าโดยเฉลี่ยร้อยละ 74 เลือกใช้วิธีเดียวกับคนส่วนใหญ่ทั่วโลก

  • คนอินเดียร้อยละ 30 มีแนวโน้มที่จะเผชิญหน้าโดยตรงเมื่อพบว่ามีคนส่งเสียงดังที่สระว่ายน้ำ ส่วนชาวนิวซีแลนด์ร้อยละ 44 และชาวออสเตรเลียร้อยละ 40 เลือกที่จะปล่อยวางและเพิกเฉย ส่วนคนไทยร้อยละ 60 จะแจ้งปัญหานี้กับเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวหรือแจ้งผู้บริหารโรงแรมแทนที่จะเผชิญหน้าด้วยตัวเอง

5 อันดับมารยาทที่น่ารำคาญที่สุดในโรงแรมสำหรับนักเดินทางชาวไทย

  • พ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลยลูก ร้อยละ 42
  • พวกสำมะเทเมาในห้องพัก ร้อยละ 36
  • พวกขี้เมาที่บาร์ ร้อยละ 31
  • พวกที่ชอบเอะอะโวยวาย ร้อยละ 27
  • พวกที่ชอบปาร์ตี้ ร้อยละ 25

มารยาทในการเช่าสถานที่พักช่วงวันหยุด

เวลาที่ไปเช่าบ้านพักตากอากาศ คนไทยร้อยละ 26 มีความพอใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าบ้าน แต่พวกเขาก็เห็นด้วยว่ามีเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรกระทำเช่น

  • การปัสสาวะลงในสระว่ายน้ำ ร้อยละ 68
  • การนำของใช้ส่วนตัวกลับบ้าน ร้อยละ 51
  • การนำหนังสือหรือภาพยนตร์กลับบ้าน ร้อยละ 43

เมื่อกล่าวถึงพฤติกรรมที่ดี การมอบของที่ระลึกดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์สากลของการแสดงความเคารพต่อกันในหมู่นักเดินทางชาวไทย ร้อยละ 18 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยกล่าวว่าพวกเขารู้สึกซาบซึ้งเมื่อได้รับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการต้อนรับขณะเดินทางถึงที่พัก การมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารในบริเวณนั้น ๆ ตามมาเป็นอันดับสอง โดยนักเดินทางชาวไทย ร้อยละ 26 บอกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดคือสิ่งที่เจ้าของสถานที่สามารถทำให้มากเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำให้เห็นว่า การดูแลแบบเป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคลยังคงได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ฉะนั้น การต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านที่ดีรวมถึงการบริการอาหารฟรีจึงเป็นหนทางที่จะชนะใจนักท่องเที่ยวได้

“ทุกๆ ปี เราช่วยคนจำนวนหลายล้านคนในการเดินทาง และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราคือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่นักเดินทางเท่าที่จะเป็นไปได้ เรารู้ว่าจะตอบสนองนักเดินทางแต่ละคนอย่างไรในขณะที่เดินทางซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความรู้สึกของเรา ดังนั้น เราขอแนะนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเพื่อช่วยให้นักเดินทางแสดงความมีน้ำใจต่อกันระหว่างการเดินทาง” ลาวิเนีย กล่าว

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เมื่อคุณกำลังจะเดินทางครั้งต่อไป 

  • ให้ความช่วยเหลือ! หากคุณเห็นเพื่อนร่วมเดินทางต้องการความช่วยเหลือ ให้เสนอความช่วยเหลือและดูว่าอะไรคุณสามารถช่วยอะไรได้ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น อาจเป็นเรื่องง่าย ๆ เช่น การช่วยยกสัมภาระหนักหรือให้ช่วยดูแลเด็กที่ซุกซน
  • นักเดินทางส่วนใหญ่พยายามที่บรรลุเป้าหมายของการพักร้อน – โดยเฉพาะหลังจากมีคะแนนสะสมและได้รับข้อเสนอดี ๆ กับเอ็กซ์พีเดีย ให้ใช้ความสุภาพ อย่าเริ่มต้นด้วยการทะเลาะหรือเผชิญหน้า
  • มีมารยาทในการใช้พื้นที่สาธารณะรอบตัวคุณ หากคุณคิดว่าคุณต้องการพื้นที่มากขึ้นในการยืดแข้งยืดขาระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน คุณควรพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่ออัพเกรดที่นั่งของคุณ
  • หากคุณเจ็บป่วยแต่มีความจำเป็นต้องเดินทาง อย่าแพร่เชื้อโรคต่อผู้อื่น ให้หมั่นทำความสะอาดรอบตัวคุณบ่อยเท่าที่เป็นไปได้และขอที่นั่งให้อยู่ห่างจากผู้โดยสารคนอื่น ๆ ทุกคนจะซาบซึ้งในความพยายามของคุณที่จะรักษาสุขภาพที่ดีแก่ผู้อื่น
  • เมื่ออยู่ในบ้านพักตากอากาศ ให้ดูแลเอาใจใส่เหมือนเป็นบ้านของตัวเองและเคารพเจ้าของบ้าน อย่าทิ้งความยุ่งเหยิง ไม่หยิบจับข้าวของส่วนตัวใด ๆ ของเจ้าของ หรือที่นำสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของคุณกลับบ้าน

ต้องการศึกษาว่ามารยาทในการเดินทางของประเทศไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่? เข้าไปตอบคำถามสั้นๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://travelblog.expedia.co.th/airplane-etiquette-quiz/ และค้นหาจุดหมายปลายทางที่มีมารยาทที่ตรงใจคุณ หากต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางและแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดได้ที่บล็อกท่องเที่ยวของเอ็กซ์พีเดีย https://travelblog.expedia.co.th/

ปรับลุคสวยเป๊ะปัง สไตล์เมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592456

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ปรับลุคสวยเป๊ะปัง สไตล์เมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋ว

รวมทริคแต่งหน้าง่ายๆ สไตล์ “น้องแพร พาเพลิน” ปรับลุคสวยปังแบบฉบับเมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋วแห่งยุค

นอกจากจะเป็นเมคอัพอาร์ทติสท์รุ่นจิ๋วที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครๆ หลายคนในการเดินตามฝันแล้ว “น้องแพร พาเพลิน” หรือ น้องแพร-ณัฏฐนันท์ สนุ่นรัตน์ยังมีฝีมือการแต่งหน้าที่เรียกว่าจะแต่งครีเอทลุคไหนก็สวยเจิดจรัส จนจุดประกายให้สาวๆ หลายคนอยากจะฝึกแต่งหน้าเหมือนน้องแพร งานนี้ สุเนตรดาว โพธิ์มณี และ ณัฐธิดา พรหมวงศ์ทิพย์ สองบอสสาวคนเก่ง แห่ง บริษัท ทีเอสดี เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เฟรยา มาส์ก (Freyja Mask) มาส์กนำเข้าจากประเทศเกาหลี บำรุงผิวหน้าอย่างมีระดับ เลยขอจัดกิจกรรม “Freyja Peau Live by น้องแพรพาเพลิน” ให้สาวๆ ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรม “New Look New Life” ได้มาปรับลุค เรียนเทคนิคเคล็ดลับวิธีการแต่งหน้า บอกเลยว่างานนี้สวยฉ่ำจัดเต็ม และใครๆ ก็แต่งตามได้ง่ายๆ

ขั้นตอนแรก น้องแพรขอเริ่มต้นด้วยการทำความสะผิวหน้าและเตรียมสภาพผิว โดยบอกว่า “ก่อนเริ่มต้นเมคอัพควรทำความสะอาดผิวเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างในผิว นอกจากจะช่วยให้เมคอัพดูสวยติดทนมาขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหาสิวอีกด้วยนะคะ โดยวันนี้จะใช้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เฟรยา คลีนซิ่ง (Freyja Cleansing) คลีนซิ่งน้ำแร่ประจุลบ นวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่นทำความสะอาดและบำรุงในขั้นตอนเดียว ซึ่งตัวนี้ได้รับรางวัลจาก แพรว และ Cleo ด้วยนะคะ”

ขั้นตอนบำรุงผิว ด้วย เฟรยา มาส์ก (Freyja Mask) มาส์กนำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งแผ่นมาส์ก Tencel ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ มาส์กแนบสนิทเนียนกับผิวหน้า ซึ่งเป็นสูตร Firming Vitamin Mask น้องแพรบอกเคล็ดลับว่า “การมาส์กหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนแต่งหน้าจะช่วยเมคอัพดูสดใส และติดทนมากยิ่งขึ้นค่ะ”

ขั้นตอนของการเมคอัพ น้องแพรจะแนะนำลุคเบาๆ สบายๆ เน้นดวงตาให้ดูโดดเด่น เริ่มต้นดวยการลงไพรเมอร์เพื่อให้เมคอัพติดทนยิ่งขึ้น น้องแพร แนะนำทริคว่า “สำหรับคนผิวหน้าแห้งให้เลือกไพรมเมอร์ที่เป็นออยล์เบส จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวไม่ให้ผิวแห้ง ส่วนคนที่ผิวมันให้เลือกเป็นวอเตอร์เบสเพื่อรักษาสมดุลความมันของผิว”

ขั้นตอนการปกปิดผิว โดยลุคนี้จะเน้นการเผยผิวธรรมชาติจึงไม่ลงรองพื้น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาผิวก็แนะนำเป็นรองพื้นสูตรบางเบา น้องแพรแนะนำทริคในขั้นตอนนี้ว่า “จะใช้การลงคอนซีลเลอร์ในการปกปิดผิวเฉพาะจุด เพื่อให้ผิวดูสวยมากยิ่งขึ้น โดยจะใช้แปรงขนาดเล็กขนฟูขนาดเล็กแต้มคอนซีลเลอร์สีอ่อนกว่าผิวค่อยๆ เกลี่ย กดเบาๆ ลงที่บริเวณใต้ตาก่อน แล้วมาที่บริเวณปีกจมูก และมุมปาก และใช้คอนซีลเลอร์สีเข้มปกปิดสิว หรือจุดด่างดำต่างๆ บนผิวค่ะ จากนั้นลงแป้งโดยใช้แปรงขนฟูค่อยๆ ลงแป้ง ด้วยการกดเบาๆ จะช่วยให้ดูผิวเป็นธรรมชาติบางเบา ส่วนบริเวณใต้ตาใช้แปรงขนาดเล็กลงเพื่อให้ช่วยปกปิดบริเวณใต้ตามากขึ้น”

ถัดมาน้องแพรขอเริ่มการเมคอัพด้วยการเขียนคิ้วก่อน “ลุคนี้จะเน้นคิ้วธรรมชาติโดยบริเวณหัวคิ้ว จะใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นให้มีความฟุ้งฟู แต่บริเวณหางคิ้วจะเขียนให้คมชัด วาดคิ้วเสร็จแล้วก็จะใช้มาสคาร่าปัดคิ้วเน้นบริเวณหัวคิ้ว เพื่อให้คิ้วคงทนและเห็นเส้นขนคิ้วเรียงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ”

จากนั้นก็มาเริ่มลงสีเปลือกตา โดยน้องแพรจะครีเอทลุคนี้เน้นสีอายแชโดว์ด้วยสีโทนส้ม สีน้ำตาลอิฐ และสีทอง ซึ่งน้องแพรบอกว่าเป็นโทนสีที่แต่งง่ายเหมาะกับผู้หญิงทุกคน เข้ากับทุกสีผิว โดยเริ่มต้นด้วยการลงสีส้มทั่วบริเวณเปลือกตา แล้วเริ่มสร้างเบ้าตาเพื่อให้ดวงตาโดดเด่นมีมิติ โดยการใช้สีส้มอิฐ หรือน้ำตาลขึ้นอยู่กับความเข้มของเปลือกตาโดยลงสีชิคโคนขนตาล่างแล้วเกลี่ยขึ้นบริเวณหางตา และเบ้าตา ค่อยๆเพิ่มความเข้มเพื่อสร้างมิติ จากนั้นใช้อายแชโดว์สีทองกลิตเตอร์แตะบริเวณหัวตา และกลางเปลือกตา เพื่อเพิ่มความโดดเด่น จากนั้นคอมพลีทลุคด้วยการกรีดอายไลน์ชิดโคนขนตา โดยลุคนี้เน้นธรรมชาติจึงเขียนอายไลน์เนอร์เส้นไม่หนา ปัดมาสคาร่า และติดขนตาปลอม โดยเลือกขนตาที่ดูธรรมชาติ ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีพีชแบบมีชิมเมอร์ละเอียดๆ

และขั้นตอนสุดท้าย น้องแพร คอมพลีทลุคด้วยการลงคอนทัวร์และไฮไลท์ เพื่อสร้างมิติให้กับใบหน้า โดยปัดบรอนเซอร์เบาๆ บริเวณสันจมูก กรอบหน้า ใต้โหนกแก้ม และสันกราม และลงไฮไลท์บริเวณเปลือกแก้ม หน้าผาก สันจมูก คาง โดยใช้แปรงค่อยปัดเบาๆ แล้วก็ลงลิปสติกโดยใช้สีชมพูฉ่ำๆ โดยใช้แปรงทาลิปโดยทาให้มีความฟุ้งไม่ต้องให้ขอบปากชัด ลงลิปกรอสเพิ่มความอวบอิ่มเล็กน้อย และฉีดสเปรย์น้ำแร่เพื่อให้เมคอัพคงทนมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็สวยฉ่ำ แบบง่ายๆ ใครๆ ก็แต่งได้

6 ทักษะการให้ Feedback ที่หัวหน้าควรมีเพื่อทีมในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592468

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

6 ทักษะการให้ Feedback ที่หัวหน้าควรมีเพื่อทีมในฝัน

Feedback อาจเป็นได้ทั้งยาหอมและยาขมของคนทำงาน แต่เพื่อใช้สำหรับการพัฒนาศักยภาพของลูกน้องหลายๆ ด้าน หัวหน้าที่ดีจึงควรมีกระบวนการในการใช้ Feedback เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างมาตรฐาน หรือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้

ซึ่งเรารวบรวมเคล็ดลับในการสร้างศักยภาพให้กับลูกน้อง ด้วยวิธีการให้คำติชมที่ถูกวิธีและได้ผลมากที่สุดมาไว้ให้แล้ว ดังนี้

1.ต้องมีทักษะในการให้ Feedback

ทักษะจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดจากการศึกษา หมั่นพัฒนาตัวเอง ฝึกฝนบ่อยๆ โดยเฉพาะการจดจำวิธีการ ขั้นตอนหรือกระบวนการจากผู้บังคับบัญชาของเราเอง ส่วนใหญ่แล้วการให้ Feedback มีสองด้าน คือ

  • Positive Feedback คือการแสดงความชื่นชมลูกน้อง ทั้งต่อหน้าคนอื่น หรือส่วนตัว สิ่งนี้จะเกิดแรงกระตุ้นได้เป็นอย่างดี
  • Negative Feedback คือหัวหน้างานต้องกล้าที่จะตำหนิ หรือแจ้งลูกน้องให้ทราบถึงข้อผิดพลาด ซึ่งสิ่งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เทคนิคที่ดีควรมี Positive Feedback นำก่อน แล้วค่อยตามด้วย Negative Feedback

2.ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการให้ Feedback อย่างชัดเจน

ก่อนติชมหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องผลงานของลูกน้อง หัวหน้าต้องเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของลูกน้อง โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ พร้อมกับให้ Feedback เป็นข้อๆ ตามหน้าที่และเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้

3.ต้องไม่เกรงใจลูกน้องและกล้าที่จะให้ Feedback ทันที

เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ลูกน้องต้องได้รับคำติชมในผลงาน หัวหน้าควรแสดงทัศนะของตัวเองทันที เช่น กล่าวคำชมทันทีเมื่อพนักงานทำงานดี ถ้าเจอลูกน้องทำงานผิดพลาดก็ควรให้ Negative Feedback ได้เช่นกัน

4.ต้องไม่ให้ Feedback หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

เพราะการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ลูกน้องรู้สึกแย่ หัวหน้าควรให้ Feedback เป็นประเด็นที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีโอกาสชี้แจง และอธิบายเพื่อให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

6.ต้องเตรียมเอกสาร ข้อมูลที่จะ Feedback

หลังจากที่จบการให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็นเสร็จแล้วควรให้ลูกน้องได้มีโอกาสทบทวนเอกสารที่เตรียมไว้ ถ้ามีการแก้ไข ลูกน้องจะได้เห็นแนวทางการแก้ไขหรือเห็นจุดบกพร่องของงานนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน การให้ Feedback ที่มีประสิทธิภาพนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีต้นทุนต่ำมากแต่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย เพียงแต่ต้องอาศัยเวลา โดยหัวหน้างานจะต้องให้ Feedback

 

ภาพ : freepik

5 คำถามตามเทรนด์ฮอต Ketogenic Diet กินอย่างไรให้เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592478

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

5 คำถามตามเทรนด์ฮอต Ketogenic Diet กินอย่างไรให้เห็นผล

เมื่อเทรนด์การลดน้ำหนักเปลี่ยนบ่อยเหมือนเทรนด์แฟชั่น แล้วเราจะเหมาะกับวิธีนั้นๆ แค่ไหน วันนี้มารู้จัก “Ketogenic Diet” เคล็ดลับของคนอยากผอม พร้อมรู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนลงสนามจริงกันเถอะ

Ketogenic Diet คืออะไร?

อาหารคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) เป็นวิธีการเลือกบริโภคอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายเกิดการผลิตสารคีโตน (ketone) หลักการสำคัญ คือการเน้นบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและพลังงานที่มากพอให้อิ่มท้อง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก

การกินอาหารแบบ Ketogenic Diet เป็นวิธีการเลือกบริโภคอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายเกิดการผลิตสารคีโตน (ketone) หลักการสำคัญ คือการเน้นบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและพลังงานที่มากพอให้อิ่มท้อง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก

ลดแป้ง กินไขมัน แล้วจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

การกินไขมันจะไปเบิร์นไขมันได้อย่างไรกัน คำตอบเรื่องนี้ก็คือ เมื่อเราลดปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก ร่างกายอันน่าทึ่งของเราจากเดิมที่เคยนำกลูโคสในเลือดที่มาจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล มาใช้เป็นพลังงาน ร่างกายจำต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาแทนที่ นั่นคือมาจากไขมันนั่นเอง

กระบวนการนี้ก่อให้เกิดสภาวะการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตสิส (Ketosis) ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในตับ โดยหลังจากเริ่มการกินแบบคีโตเจนิกไปหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ร่างกายและสมองอาจรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยง่าย มีกลิ่นปาก แต่จะค่อยๆ ปรับจนสามารถนำไขมันและคีโตนมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแทนที่คาร์โบไฮเดรตนั่นเอง หรือเรียกง่ายๆ คือการเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นเครื่องจักรกลเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงานในตัวเองนั่นเอง

การกินแบบ Ketogenic Diet ต้องกินอย่างไร?

หากอยากเริ่มต้นการกินแบบคีโตเจนิก สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำมากๆ โดยกินไขมันและน้ำมัน แต่ต้องเป็นไขมันที่มาจากธรรมชาติ ทั้งพืชและสัตว์ โดยพยายามกินไขมันต่างชนิดควบคู่กันไป เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ เนื้อติดมัน ไขมันจากพืช เนย ชีส น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก อาหารจำพวกถั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ สามารถเลือกกินเนื้อสัตว์และไข่ได้ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม เน้นการกินผัก โดยเฉพาะจำพวกผักใบเขียว สามารถรับประทานอาหารที่ทำจากนม (แต่ควรเลี่ยงดื่มนม) โดยเน้นจำพวกที่ไม่พร่องมันเนย ดังนั้น เราสามารถสั่งกาแฟใส่ครีมแท้ ไม่รวมชีสเค้ก ชานมไข่มุก ชาเย็น ส่วนของกินเล่นเวลาว่างก็ควรจะเป็นถั่วและธัญพืชอย่างแมคคาเดเมียหรืออัลมอนด์

ถ้าเลือกกินแบบ Ketogenic Diet แล้วต้องเลี่ยงกินอะไรบ้าง?

ควรเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงเป็นหลัก อาทิ อาหารจำพวกข้าวและแป้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวบาร์เลย์, ข้าวสาลี, ข้าวไรย์, ข้าวโพด, ข้าวโอ๊ต ฯลฯ รวมไปถึงข้าวเจ้าที่เรากินกันอยู่ทุกวันเช่นกัน และผลิตภัณฑ์จากข้าวต่างๆ ทั้งพาสต้า, พิซซ่า, คุกกี้, ขนมปัง, เค้ก ฯลฯ เพราะอย่าลืมว่าเรากำลังลดคาร์โบไฮเดรตอยู่

นอกจากนี้ ควรเลี่ยงอาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น เนื่องจากมักมีสารสังเคราะห์ ไปจนถึงแป้งที่มักเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการผลิต ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้คือไขมันทรานส์ เพราะถึงแม้ว่าการกินแบบ Ketogenic จะเน้นให้กินแต่ไขมัน แต่ควรเป็นไขมันที่มาจากไขมันสัตว์ หรือพืชอย่างอะโวคาโด เป็นต้น

ทั้งนี้ สายไดเอทมักคิดว่าการลดน้ำหนักกินน้ำผลไม้แทนก็ได้ แต่ลืมคิดไปว่าผลไม้และน้ำผลไม้มักมีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำสับปะรด แตงโม กล้วย หรือมะม่วงสุก รวมถึงผลไม้อบแห้ง แช่อิ่ม และดองต่างๆ ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะหรือน้อยมากๆ จะดีกว่า

การกินวิธีนี้มีข้อเสียหรือข้อควรระวังอย่างไร?

สำหรับการกินแบบคีโตเจนิกนั้นอาจไม่เหมาะกับคนสายคลีนและมีข้อควรระวัง คือ

  • อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เพลีย นอนไม่หลับ ท้องผูก (Keto Flu) ในระยะแรกๆ ของการทำ Ketogenic Diet
  • เพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วที่ไต โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติครอบครัว หรือมีสัดส่วนของแคลเซียมต่อครีเอตินีนในปัสสาวะสูง
  • ผู้ที่มีภาวะผิดปกติเรื่องตับ ตับอ่อน หรือประวัติโคเลสเตอรอลในเลือด หรือไขมันในเลือดสูงควรระวังและปรึกษาแพทย์ หรือนักกำหนดอาหารก่อนทำ Ketogenic Diet เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างถาวรได้
  • การจำกัดคาร์โบไฮเดรตมากๆ อาจทำให้ขาดสารอาหารบางชนิด รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องกินเสริม
  • ในระยะยาวอาจจะมีปัญหา adherence หรือการทำ Ketogenic Diet ให้ต่อเนื่อง เนื่องจากการกินของคนไทยนั้น หนึ่งมักจะทานนอกบ้าน สองเป็นกิจกรรมหมู่ และสามเราเป็นประเทศที่เน้นกินข้าวเป็นหลัก
  • การเลือกกินไขมันดี คือไขมันไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดี่ยว (mono-unsaturated fat) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly-unsaturated fat) เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกกินคีโตที่ถูกต้อง ไขมันอิ่มตัวจากแหล่งเนื้อสัตว์หรือพืช เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว อาจทำให้มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตามมาในอนาคต
  • การจำกัดอาหารหรือใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งรัด อาจทำให้น้ำหนักที่ลดลงนั้นไม่ยั่งยืน และอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (eating disorder) ตามมาในระยะยาว
  • เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากการกินคีโตคือกินแต่ไขมัน งดแป้งและน้ำตาลที่เป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งให้พลังงานหลัก ทำให้เลือดกลายเป็นกรด เสียสมดุลของอินซูลิน ทำให้ไม่มีอะไรไปต้านระดับน้ำตาล จึงเสี่ยงเสียชีวิตเนื่องด้วยภาวะหมดสติ หายใจลึกกว่าปกติ

ภาพ : freepik

หมอเตือนดื่มน้ำเซเลอรี่มาก ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592408

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 12:17 น.

หมอเตือนดื่มน้ำเซเลอรี่มาก ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน

แพทย์เตือนผู้นิยมดื่มน้ำเซเลอรี่ ระวังได้รับ “โพแทสเซียม” เกิน เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวว่า มีกระแส ขึ้นฉ่ายสาย ฝ. หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง (เซเลอรี่) สามารถดีทอกซ์ร่างกายได้ พร้อมคุณประโยชน์อีกหลายประการ นั้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ผักและผลไม้หลายชนิดเป็นแหล่งของแร่ธาตุหลายชนิด อาทิ เซลีเนียม ทองแดง แมกนีเซียมและโพแทสเซียม ซึ่งแร่ธาตุ “โพแทสเซียม” นี้มีผลต่อร่างกายคือ ช่วยคุมของเหลวในและนอกเซลล์ คุมความดันโลหิต ปรับสมดุลย์แร่ธาตุโซเดียม นำพากระแสประสาท ช่วยคุมประสาทและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเป็นอันตรายโดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง “โพแทสเซียมเกิน”

“ภาวะ “โพแทสเซียมทำพิษ” ทำให้ชีวิตเปลี่ยน อาจเกิดได้ในหลายกรณีเช่น ท่านที่มีปัญหาในการขับโพแทสเซียม อย่างโรคไตวาย หลังได้รับยาเคมีบำบัด ประสบอุบัติเหตุกล้ามเนื้อบาดเจ็บ (โพแทสเซียม 80%อยู่ในกล้ามเนื้อ) กินยาลดความดัน (ACEI , ARB) หรือท่านที่มีปัญหาโรคหัวใจซึ่งต้องจำกัดโพแทสเซียม การที่โพแทสเซียมมากเกินไปทำให้เกิดอันตรายคือ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพลีย หมดเรี่ยวแรง คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บแน่นอก หายใจลำบาก หัวใจหยุดเต้น หากระดับโพแทสเซียมสูงขั้นวิกฤติ” นพ.กฤษดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤษดา ย้ำว่า แม้ไม่ต้องถึงขั้นต้องกังวลแต่เพื่อความไม่ประมาทจึงควรทราบชนิดของผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุชนิดนี้ซึ่งนอกจาก “กล้วย” และ “มะเฟือง”แล้วยังมีที่ใกล้ตัวหรือบางทีคาดไม่ถึงอีก 10 ชนิดคือ อโวคาโด มันเทศ ปวยเล้ง แตงโม น้ำมะพร้าว ถั่วขาว ถั่วดำ ถั่วแระญี่ปุ่น มันฝรั่ง ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด แอปริคอตแห้ง

ท่ายืน•นั่ง•นอน บ่งบอกอะไรในตัวเรา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592320

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

ท่ายืน•นั่ง•นอน บ่งบอกอะไรในตัวเรา?

รู้หรือไม่ว่า ท่ายืน นั่ง นอน บ่งบอกพฤติกรรมส่วนตัวและอาการเจ็บป่วยโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดคอ ปวดหลัง นอนหลับไม่สนิท ทั้งยังส่งผลต่อรูปร่าง บุคลิกภาพ และสุขภาพในระยะยาว

ท่าทางของคนเราไม่ว่าจะเป็นการยืน นั่ง นอน ล้วนบ่งบอกพฤติกรรมส่วนตัวและอาการเจ็บป่วย ทั้งยังส่งผลต่อรูปร่าง เช่น พุงยื่น หลังงอ ส่วนใหญ่เกิดจากท่าทางที่เราต่างก็เคยชินในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและสุขภาพในระยะยาว ว่าแต่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไรบอกเรากันบ้าง? แล้วการเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้เรามีสุขภาพและบุคลิกภาพดีขึ้นได้อย่างไร ? มาดูกัน

ร่างกายกำลังบอกอะไรกับเรา?

ทันทีที่เราเผลอร่างกายจะปรับเข้าสู่ท่านั่งและท่ายืนที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ เช่น คนที่นั่งหลังงอ ไหล่ห่อ คอตก มักเกิดจากการนั่งทำงาน เล่นเกม ติดสมาร์ทโฟน ซึ่งมักจะตามมาด้วยอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดเอว เมื่อยตัว อ่อนเพลียเรื้อรัง (นวดเท่าไหร่ก็ไม่หายปวดเมื่อย)

ส่วนคนที่ยืนงอเข่าข้างใดข้างหนึ่ง ไหล่ห่อ หลังค่อม พุ่งยื่น ยืนค้อมตัวไปข้างหน้า คอยื่นไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง มักเกิดจากท่าทางการยืนและการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเกิน 1 นิ้วตลอดวันและต้องยืนทรงตัวนานหลายชั่วโมง คนที่สวมรองเท้าไม่เหมาะสม เช่น พื้นรองเท้าแข็ง รองเท้าคับแน่น นิ้วเท้าเบียดซ้อน ฯลฯ

ลองปรับเปลี่ยนท่านั่งและท่ายืนให้ถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากขึ้น (แม้จะรู้สึกเกร็ง ๆ บ้างในช่วงแรก) พร้อมส่งเสริมให้บุคลิกภาพสง่างามและรูปร่างดูดีขึ้นด้วยนะ

ปรับเปลี่ยนเพื่อบุคลิกภาพที่ดี ทำไมต้องกังวลด้วยล่ะ?

หากเรายืนหรือนั่งด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน มันจะสร้างความเครียดและอาการตึงล้ากล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็นเกิดความเจ็บปวดและเสียหาย ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดรม และเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ซึ่งการปรับเปลี่ยนท่านั่งและท่ายืนจะช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อให้รู้สึกผ่อนคลาย และลดความเจ็บป่วยที่เกิดกับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านวิทยาศาสตร์กายภาพบำบัด (Journal of Physical Therapy Science) ระบุว่า ท่านั่งและท่ายืนส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก เพราะการนั่งตัวตรงจะช่วยให้กล้ามเนื้อสมดุลที่สุด ทั้งยังลดแรงกดดันที่ส่งไปยังข้อต่อและเส้นเอ็นอีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้วการยืนและการนั่งล้วนกดน้ำหนักลงบริเวณหลังส่วนล่าง แม้ว่าการยืนจะออกแรงกดมากกว่านอนราบประมาณ 5 เท่า แต่เชื่อเถอะว่าการนั่งมีพลังมากกว่านั้น การปรับเปลี่ยนท่านั่งเก้าอี้และท่ายืนจะช่วยดูแลกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เช่นเดียวกับการยืนตัวตรง ไม่ห่อไหล่ ไม่งอหลังจะช่วยให้ลดอาการตึงเล้าของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย รวมถึงลดอาการเกร็งและกล้ามเนื้อกระตุกได้ด้วย

 

บุคลิกภาพและท่าทางที่เหมาะสม

  • ยืนตัวตรง หน้าอกผ่าย คอตั้ง ผ่อนคลายช่วงไหล่ไปข้างหลังเล็กน้อย หลีกเลี่ยงการยืนงอเข่าข้างใดข้างหนึ่ง เพราะน้ำหนักตัวจะกดลงที่หัวเข่าและปลายเท้าเพียงข้างเดียว ส่งผลให้ปวดเข่า เท้าชา ปวดเท้า และบุคลิกไม่ดี
  • ปลายเท้าทั้งสองข้างควรอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ เพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักตัวที่กดลงสู่หัวเข่าและปลายเท้า
  • หลีกเลี่ยงการนั่งบนเก้าอี้หรือโซฟานุ่ม ๆ เป็นเวลานาน เพราะน้ำหนักจะกดลงบริเวณหลังส่วนล่างมากเกินไป ส่งผลให้ปวดหลังและปวดเมื่อยบริเวณเอว
  • นั่งตัวตรง ปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะสมกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ไม่ก้มหน้ามองจอ ไม่นั่งยกไหล่ เพื่อลดอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ควรมีแผ่นดันหลังเพื่อช่วยซัพพอร์ตกล้ามเนื้อหลังให้ตรงและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
  • ใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อรองรับหลังส่วนล่างเมื่อนั่งบนเก้าอี้หรือขับรถ เช่น แผ่นรองนั่ง BackJoy นำเข้าจากสหรัฐ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพและนักกายภาพบำบัดระดับโลกอย่างรุ่น BackJoy Posture Core และ BackJoy Core Traction พัฒนาจากแผ่นรองนั่งรุ่นขายดีตลอดกาล BackJoy Posture Plus ที่ทำให้ BackJoy กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแผ่นรองนั่งป้องกันอาการปวดหลังและเสริมบุคลิกภาพที่ดี โดยแผ่นรองนั่งรุ่นใหม่ได้ออกแบบฐานรองนั่งให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับสรีระได้มากขึ้น และวัสดุคุณภาพดีที่มอบสัมผัสนุ่มสบาย จนสัมผัสได้ถึงการรองรับที่ผ่อนคลายมากขึ้น

แค่ปรับ•ขยับ•เปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เราก็พร้อมมีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพดีในระยะยาวแล้วล่ะ

ยืดเส้นสักนิด…พิชิตออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592259

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

ยืดเส้นสักนิด...พิชิตออฟฟิศซินโดรม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับอาการปวดเมื่อย ตึงคอ บ่า ไหล่ อันเนื่องมาจากออฟฟิศซินโดรม มายืดเส้นหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถกันเถอะ

อาการที่พบมากในกลุ่มคนทำงานยุคนี้อย่างปวดเมื่อย ปวดตึงที่คอ บ่า ไหล่ เป็นเพราะกล้ามเนื้อตึงเครียดจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยขาดการยืดเส้นหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถ พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ หรือครูเอก ชวนหนุ่มสาวออฟฟิศมายืดเหยียดผ่อนคลายกล้ามเนื้อกับท่าง่ายๆ ที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี ซึ่งทุกคนสามารถทำตามได้แม้จะนั่งทำงานอยู่หน้าจอ โดยขอแนะนำให้ทำซ้ำๆ ทุก 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ด้วยท่าตามนี้

Chair

ยืนพิงกำแพง โดยก้าวเท้าทั้งสองข้างให้ห่างออกจากกำแพงสักเล็กน้อย ในขณะที่หลังยังติดกำแพงอยู่ ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นด้านบน ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น หลังจากนั้นค่อยๆ ย่อลำตัวลง โดยพยายามให้เข่าตั้งฉากกับข้อเท้า ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ (หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ลมหายใจ) โดยทำซ้ำ 3-5 ครั้ง จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า สำหรับสุภาพสตรียังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องในช่วงรอบเดือนได้ดี

Triangle

ยืนตรงห่างจากเก้าอี้ประมาณ 1 ก้าว ก้าวเท้าขวาไปด้านข้าง หลังจากนั้นให้กางแขนทั้งสองข้าง ออกเป็นแนวเส้นตรงให้อยู่ในแนวเดียวกับหัวไหล่ ก่อนเอนตัวไปทางขวา ในขณะที่ลำตัวยังตั้งฉาก ขณะทำจะรู้สึกตึงบริเวณด้านข้างลำตัว เมื่อยืดไปจนสุด ค่อยๆ ลดแขนวางลงบนเก้าอี้ โดยให้มือซ้ายชี้ขึ้นบนเพดาน ให้สายตามองไปที่ฝ่ามือข้างซ้าย ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ ก่อนทำซ้ำอีก 3-5 ครั้ง

Tree

ยืนตรงโดยหันด้านข้างลำตัวเข้าหาเก้าอี้ แล้วยกขาขวาวางบนเก้าอี้ โดยให้เข่าหันไปด้านข้าง พยายามให้เข่าตั้งฉากกับลำตัว ให้รู้สึกตึงบริเวณขาหนีบ ก่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ให้ปลายนิ้วมือชี้ขึ้นบนเพดาน ทำค้างไว้ 5-8 ลมหายใจ ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า รวมถึงบรรเทาอาการปวดตามข้อ

Boat

นั่งยืดหลังตรงโดยนั่งบริเวณขอบเก้าอี้ แล้วค่อยๆ เอนลำตัวไปด้านหลัง โดยพยายามยืดหลังให้ตรง ใช้มือทั้งสองข้างจับขอบเก้าอี้ไว้ พร้อมกับยกขาทั้งสองข้างขึ้น โดยให้เข่าตั้งฉากกับพื้น ในขณะที่ทำจะรู้สึกเกร็งบริเวณหน้าท้อง โดยสามารถเพิ่มความยากของท่าด้วยการชี้ปลายเท้าขึ้น ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ โดยทำซ้ำ 3-5 ครั้ง การฝึกทำท่านี้บ่อยๆ จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง หน้าท้อง และสะโพก อีกทั้งยังช่วยกระชับหน้าท้องให้แบนราบได้อีกด้วย

 

เครดิต : M2F NEWS

Office Syndrome ระวังแทบตายสุดท้ายก็เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592241

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

Office Syndrome ระวังแทบตายสุดท้ายก็เป็น

ด้วยดีกรีความเป๊ะของมนุษย์ออฟฟิศที่ขยันจนใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าบ้าน จึงอดกังวลไม่ได้ว่าบรรดาโรคภัยแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะมะเร็ง กรดไหลย้อน นอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า และโดยเฉพาะโรคออฟฟิศซินโดรม จะถามหา

แน่นอนอยู่แล้วว่าหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนทำงานที่แพร่หลายกระจายไปทุกสารทิศก็คือ “ออฟฟิศซินโดรม”

โรคและอาการของโรคนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดท่าทางในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยภายในอย่างความเครียดร่วมด้วย แม้จะพยายามลุกไปชงกาแฟ ดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง แต่เราก็นั่งทำงานจนล่วงเวลาทุกที จากงานติดพันจนอยากทำให้เสร็จตามแบบฉบับ Workaholic

ความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้เองที่สะสมเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว แม้จะสนุกกับงานจนไม่ได้รู้สึกว่ากดดันอะไร แต่การต้องแก้ปัญหาหลายๆ อย่างเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ย่อมผูกติดมากับความเครียดอยู่ลึกๆ หรือการทำงานจนเพลินแล้วเว้นวรรคไม่กินอาหารบางมื้อ การยอมอดอาหารหรืออดนอนเพื่อมาทำงานให้ทันเวลา อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้รวมกันเข้าก็สามารถทำให้เกิด โรคออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน

รู้อย่างนี้แล้วก็ลองปรับพฤติกรรมวันละนิด อย่างเช่นการหาความบันเทิงใส่ตัวแบบที่ไม่ใช่การแอบเล่นเฟซบุ๊กในเวลางาน แต่เป็นการใช้เวลาระหว่างพักกลางวันและหลังเลิกงานให้เป็นประโยชน์มากขึ้น แทนที่จะรีบๆ ลนๆ กินข้าวเที่ยงไปจ้องหน้าจอ ก็เปลี่ยนมาใส่ใจการตักข้าวแต่ละคำใส่ปาก และหากมีโอกาสก็หาทำเลนั่งกินข้าวหรือจิบกาแฟยามบ่ายในแบบที่มีวิวต้นไม้สีเขียวเป็นฉากหลังเพื่อพักสายตาไปในตัว

ส่วนตอนเย็น เมื่อหมดเวลางานแล้วแทนที่จะทำโอทีหรือรีบฝ่าการจราจรติดขัดกลับบ้าน ลองเปลี่ยนมาเดินขึ้นลงบันไดในออฟฟิศ มองหาสวนสาธารณะใกล้ที่ทำงานแล้วใส่ชุดออกกำลังกายออกไปเดินๆ วิ่งๆ ให้เหงื่อออกสักครึ่งชั่วโมง เพื่อสูดออกซิเจนจากต้นไม้ ให้อะดรีนาลินแห่งความสุขได้ไหลเวียนในตัวบ้าง พลังงานที่เรามองไม่เห็นนี่แหละ ที่เป็นยาวิเศษช่วยให้เราห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างไม่น่าเชื่อ รักงานได้ แต่ก็อย่าลืมรักตัวเองให้มากด้วยเช่นกัน

 

ภาพ : freepik

เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อยปล่อยไว้ไม่ดี หวั่นเป็นสัญญาณโรคร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592271

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อยปล่อยไว้ไม่ดี หวั่นเป็นสัญญาณโรคร้าย

หากลูกมีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อยไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายแรกๆ มาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมการป้องกันเมื่อเลือดกำเดาไหลบ่อย

อาการเลือดกำเดาไหลเป็นภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูก โดยอาจจะไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

สาเหตุ เลือดกำเดาไหลเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก มักจะเกิดในช่วงฤดุหนาวหรือช่วงอากาศแห้ง แต่ส่วนมากมักจะมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรง และเลือดมักจะหยุดเองได้ภายใน 10-15 นาที ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก เนื่องจากอากาศแห้ง โดยเฉพาะวันที่ร้อนจัด หรือหนาวจัด ร่างกายขาดวิตามินซี เกิดจากการกระทบกระเทือน หรืออุบัติเหตุ ความผิดปกติของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่พบว่าลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อย ก็อาจเป็นอาการของโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์

ข้อมูลจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย โดย รศ.พญ. ดารินทร์ ซอโสตถิกุล ฝ่ายเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ปกครองควรทราบในกรณีที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยว่า หากลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์

  • เลือดกำเดาไหลนาน ร่วมกับที่ผิวหนังมีรอยเลือดออก เช่น มีจ้ำเขียว มีจุดแดง หรือจุดเลือดออกตามตัวร่วมด้วย
  • มีเลือดออกตามไรฟัน หรือลิ้นร่วมด้วย
  • มีปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ หรืออุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย หรืออุจจาระของลูกมีเลือดปนมาด้วย
  • ลูกมีไข้สูง
  • ลูกมีอาการอาการเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง หรือผิวหนังมีสีซีดลง

การที่ลูกเลือกกำเดาไหลบ่อยอาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้แก่

  1. โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ เช่น โรควอนวิลล์แบรนด์ (von Willebrand disease – VWD) ซึ่งอาจมีประวัติเลือดออกง่ายหยุดยากในครอบครัวร่วมด้วย
  2. โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง ทำให้เกล็ดเลือดมีปริมาณต่ำลง เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิต้านทานตนเอง (immune thrombocytopenia – ITP) ซึ่งเป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่พบบ่อยในเด็ก, โรคไขกระดูกฝ่อทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดได้อย่างพอเพียง ทำให้มีโลหิตจาง ติดเชื้อง่ายเนื่องจากมีเม็ดเล็ดขาวต่ำลง และเกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่าย หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแทรกซึมอยู่ในไขกระดูก ทำให้สร้างเม็ดเลือดที่ปกติได้ลดลง

นอกจากนี้ หากลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยและเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เด็กเกิดภาวะซีดจากการสูญเสียเลือดเรื้อรัง จนเกิดภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกอยู่เสมอ หากเด็กมีอาการเวียนศีรษะ เป็นลมง่าย เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว

ไม่อยากให้ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยทำอย่างไรดี

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเลือดกำเดาไหลง่ายนั้น เบื้องต้นมีวิธีการดังนี้

  • พยายามไม่ให้จมูกของลูกแห้ง โดยอาจจะใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลินเคลือบในรูจมูกก่อนนอน
  • ปรับอุณภูมิในห้องนอนของลูก ไม่ให้อากาศแห้งเกินไป
  • ให้ลูกกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เพื่อช่วยให้หลอดเลือดฝอยในจมูกแข็งแรง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร

  1. ให้เด็กนั่งตัวเอียงไปด้านหน้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกแทนที่จะไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไป
  2. ใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกข้างที่มีเลือดกำเดาไหลเบา ๆ ประมาณ 10 นาที และหากเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์

 

ภาพ : freepik / shutterstock