4 เคล็ดลับปลุกเงินให้ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592261

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

4 เคล็ดลับปลุกเงินให้ทำงาน

สถาปนิกการเงินชวนออกแบบพอร์ตความมั่งคั่งแบบยั่งยืน แนะ 4 เคล็ดลับ “ปลุกเงินให้ทำงาน” สร้างไลฟ์สไตล์เสถียรภาพทางการเงินให้เกิดขึ้นจริง

ในยุคที่คำว่า “ความอิสระทางการเงิน” และ “การวางแผนการเงิน” เป็นหัวข้อที่ผู้คนให้ความสนใจ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ทรัพย์สินเติบโตตามเป้าหมาย หรือวางแผนให้อนาคตมีความมั่นคงทางด้านการเงิน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเตรียมแต่งงาน วางแผนเกษียณ ส่งลูกเรียนต่อ ฯลฯ

พิทักษ์ สภาธรรม ในฐานะสถาปนิกการเงิน หรือที่ปรึกษาทางการเงินและนักวางแผนการเงินอิสระ เจ้าของเพจ WealthyHealthyMe มีเคล็ดลับ 4 ข้อในการเตรียมทางเลือกเพื่อ “ปลุกเงินให้ทำงาน” ตามระยะเวลาในแต่ละช่วงวัยของชีวิต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ทางเสถียรภาพทางการเงินให้เกิดขึ้นจริง!!

ก่อนอื่นหากต้องการปลุกเงินให้ทำงาน ข้อแรกที่ต้องมี คือ “เงิน” โดยต้องจัดเงินฉุกเฉิน สำหรับรายจ่ายประจำล่วงหน้า 6 เดือน ซึ่งต้องกันเงินส่วนนี้ไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหากเกิดรายได้ที่เคยได้ประจำหยุดชะงัก และเป็นส่วนที่เหลือจากการอุดรอยรั่วทางการเงินต่างๆ อาทิ เจ็บป่วย อุบัติเหตุ รวมถึงความจำเป็นอื่นๆ ไว้แล้ว คือ “งบสำหรับนำไปปลุกให้ทำงาน”

 

ข้อสอง “ซื้อนาฬิกา” ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกสินค้าการเงินด้านการลงทุนให้เงินเติบโตที่เหมาะกับสไตล์ หรือเป้าหมายของตัวเอง โดยนำไปลงทุนในระยะต่างๆ ที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน พูดง่ายๆ คือซื้อนาฬิกาเพื่อกำหนดระยะเวลาในแต่ละช่วงของเป้าหมาย ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะ

  • “ระยะสั้น” สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สภาพคล่องสูง สามารถนำมาใช้ได้ทันที แต่อาจไม่ใช่เงินฝากออมทรัพย์ อาจเป็นกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าการออมทรัพย์ทั่วไป โดยให้ผลตอบแทน 2-3 % ในระยะเวลา 3-6 เดือน หรือ 1 ปี
  • “ระยะกลาง” สำหรับการวางแผนซื้อรถ บ้าน หรือแต่งงาน เป็นต้น สภาพคล่องระยะกลาง ได้แก่ กองทุนหุ้น หรือกองทุนผสมตราสารหนี้และหุ้น โดยกำหนดการลงทุน 3-5 ปี
  • “ระยะยาว” สำหรับใช้ช่วงเกษียณ หรือการศึกษาบุตร สภาพคล่องระยะยาว ได้แก่ กองทุนหุ้นหรือหุ้นรายตัว ใช้ระยะเวลาในการลงทุน 10 ปีขึ้นไป

ข้อสาม “การตั้งนาฬิกาปลุก” คือต้องกำหนดระยะเวลาในการลงทุนเพิ่มให้สม่ำเสมอ แบ่งเป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปี เมื่อมีรายได้ ต้องหักเงินออมตามเป้าหมายเพื่อไปลงทุนและถึงจะเป็นค่าใช้จ่าย อาจแบ่งออกเป็น 50/50 ครึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่าย และนำเงินอีกครึ่งหนึ่งไปปลุกให้ทำงาน ด้วยการลงทุน 3ระยะ คือ สั้น กลาง ยาว ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้เราใช้เงินอย่างมีจุดหมาย ไม่ใช่ใช้ไปเรื่อย ๆ จนหมด เหลือก็ลงทุน ไม่เหลือก็ไม่ลงทุน หรือแม้แต่วางเงินไว้ในที่ๆ ไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายได้แน่นอน (เงินขี้เกียจ)

สุดท้ายข้อสี่ “ยกเลิกการตั้งนาฬิกาปลุก” เมื่อถึงเวลาตามเป้าหมายแต่ละช่วงเท่านั้น เพราะบางคนคงไม่อยากเก็บเงินทั้งชีวิต และเมื่อถึงเป้าหมายในแต่ระยะ ก็สามารถยกเลิกนาฬิกาตัวนั้นได้ สิ่งสำคัญคือ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง หรือเลื่อนเวลาในการปลุกนาฬิกาไปเรื่อยๆ นั่นหมายถึง เราเลื่อนเป้าหมายเราไปเรื่อยๆ

สถาปนิกทางการเงิน ทิ้งท้ายว่า จำนวนนาฬิกาของแต่ละคนไม่เท่ากัน และการตั้งปลุก ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งนาฬิกาปลุกให้เงินไปทำงาน ตัวเราเองนี่แหละที่จะต้องถูกปลุกไปทำงานแทนทั้งชีวิต!! ติดตามคำแนะนำดีๆ เพื่อติดอาวุธลับการเงิน และช่วยให้กำหนดเป้าหมายชีวิตได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ได้ที่แฟนเพจ www.facebook.com/WealthyHealthyMe

 

ภาพ highlight : freepik

ผักพื้นบ้านไทยที่ประโยชน์ไม่ใช่แค่พื้นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592221

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ผักพื้นบ้านไทยที่ประโยชน์ไม่ใช่แค่พื้นๆ

รู้แล้วต้องกิน!! ผักพื้นบ้านตามท้องถิ่น ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีดีมากกว่าแค่ไฟเบอร์ วิตามิน แอนติออกซิแดนท์ เพราะอุดมด้วยสรรพคุณทางยาที่มากเกินราคาหลายเท่าตัว

ผักหวาน ใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามินซี บีตาแคโรทีนซึ่งช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา และมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และมีเส้นใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด ป้องกันโรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง เช่น อัลไซเมอร์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดความอ้วน ช่วยบำรุงร่างกาย

ผักกูด ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่นๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอาไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึงจะเข้ากันได้ดี

ใบยอ สมุนไพรคู่ครัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอและกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือภาคกลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง มีสารแอนทราควิโนน กระตุ้นการเผาผลาญอาหาร ต้านแบคทีเรีย ช่วยในการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้หลับสบาย อารมย์แจ่มใส บรรเทาอาการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการปวดข้อกระดูก เช่น ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าต่างๆ ได้ด้วย

ใบชะพลู ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ประโยชน์ของใบชะพลู อาทิ ช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ต้านอนุมูลอิสระต่างๆ มีรสเผ็ดร้อนช่วยทำให้เจริญอาหาร มีเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากซึ่งช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน แก้โรคตาฟาง ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง สามารถน้ำมาดื่มเป็นชาช่วยรักษาโรคเบาหวาน

ใบบัวบก คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้นเป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่าบัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย บำรุงสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตาเพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือนใบแปะก๊วย ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น ช่วยผ่อนคลายความเครียด

ผักปลัง ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

ผักแพว ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับอาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก ประโยชน์ของผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงประสาท รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น

ไหลบัว คือหน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากินสด ถือเป็นยาเย็นช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยแก้โรคท้องผูกได้ ลดความเครียดทางสมอง

ใบย่านาง จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้ เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้ ป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวานโดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง แก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ ริดสีดวงทวาร ป้องกันการเกิดโรคเกาต์ ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ

หัวปลี ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับเต้าเจี้ยวหลน กะปิคั่ว ผัดไทย ชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียง หัวปลีแก้โลหิตจาง ลดความดันโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ประโยชน์ของหัวปลี ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรงและช่วยให้ฟันขาวสะอาด ช่วยบำรุงน้ำนมสำหรับแม่ลูกอ่อน เป็นเกราะป้องกันกระเพาะ ช่วยแก้ปวดท้อง รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รักษาแผลสด ดูดหนอง และบรรเทาอาการบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด ดีต่อผู้ป่วยโลหิตจางและช่วยให้เลือดไหลเวียนดี มีสรรพคุณช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย เพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล

ติดหวานงานงอก!! รู้ทัน 10 อาการพึงระวังของคนหนักหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592213

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 12:00 น.

ติดหวานงานงอก!! รู้ทัน 10 อาการพึงระวังของคนหนักหวาน

งานงอกแน่ๆ สำหรับคนชอบเติมความหวาน เพราะนี่คือ 10 อาการที่ต้องระวัง! หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

1.ตับทำงานหนัก ก่อนน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจะผ่านไปที่ตับก่อนเพื่อย่อยสลายเป็นกลูโคสหรือฟรักโทส และตับจะสังเคราะห์ให้กลายเป็นไกลโคเจน หากกินของหวานเยอะๆ ตับก็ทำงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว

2.อินซูลินทำงานผิดปกติ เมื่อระดับน้ำตาลมากเกินไปก็จะส่งผลให้อินซูลินทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์เกิดภาวะต้านอินซูลิน จุดเริ่มต้นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

3.โรคเบาหวาน ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรงขึ้น ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรับมือความต้องการอินซูลินเพื่อใช้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง กลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

4.โรคหัวใจ อาหารที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

5.ไขมันพอกตับ เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้วก็จะถูกเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งที่ตับ และกลายเป็นไขมันในเวลาต่อมา การสะสมของไขมันเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นได้

6.ไขมันในเลือดสูง เมื่อกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากๆ แน่นอนว่าร่างกายจะนำไขมันไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ไม่ทัน จึงทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูง

7.ฟันผุ น้ำตาลเป็นอะไรที่ย่อยได้ง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถกินน้ำตาลเป็นอาหารและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเต็มช่องปาก เป็นสาเหตุของปัญหาฟันต่างๆ อาทิ ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

8.มะเร็ง เพราะอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตและการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็งแบบคูณสอง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอินซูลินและระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกาย

9.เสพติดรสหวาน จริงๆ แล้วน้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด รู้สึกอยากกินของหวานตลอด ถ้าไม่ได้กินหรือขาดรสหวานอาจพานให้อารมณ์เสียได้

10.แก่ก่อนวัย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะไปขัดขวางการซ่อมแซมคอลลาเจนในร่างกาย รวมทั้งทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักจนเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้เราแก่ก่อนวัย ผิวหนังเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น คล้ำโทรม หรืออาจจะรุนแรงไปถึงขั้นความจำเสื่อม

ภาพ : freepik

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินน้อย ป้องกันการขาดสารอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592077

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินน้อย ป้องกันการขาดสารอาหาร

เมื่อผู้สูงอายุเริ่มกินอาหารได้น้อยลง เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากขึ้น แล้วลูกหลานอย่างเราสามารถเตรียมอะไรให้พ่อและแม่ได้บ้าง

ปัญหาที่พบบ่อยในวัยสูงอายุคือปัญหาเรื่องการกินได้น้อยลง ทั้งๆ ที่วัยนี้ต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น แม้ว่าจะกินได้ไม่เยอะแต่ก็ต้องกินให้ครบ 5 หมู่

สาเหตุของปัญหาคือเมื่อย่างเข้าสู่วัย 60 ปี ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง ทานอะไรก็ย่อยยาก ไม่สบายท้อง กระดูกและฟันก็เสื่อมสภาพ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร เมื่อไม่กิน ก็จะเริ่มขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว จนกล้ามเนื้อลีบ น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย ซึม ไม่อยากเดิน พูดน้อย ป่วยบ่อย ลูกหลานอย่างเรา พอเห็นพ่อแม่เจ็บป่วยก็มุ่งเน้นไปรักษาโรคนั้นๆ บางครอบครัวก็เข้าใจผิดว่าเกิดจากความชราก็เลยปล่อยไป ทั้งที่จริงๆ แล้วเกิดจากภาวะการขาดสารอาหาร เพราะไม่ได้กินอาหารที่เหมาะสมนั่นเอง

 

วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มกินได้น้อยลง คืนรอยยิ้มของคนที่เรารักกับ 10 ข้อปฎิบัติง่ายๆ ดังนี้

1. เลือกอาหารที่ให้คุณค่าครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักผู้สูงอายุให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2. กินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมคือวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลายคนเข้าใจผิด เน้นแต่วิตามิน ผัก ผลไม้ จริงๆแล้วโปรตีนที่ดี และเพียงพอนี่แหละจะช่วยเสริมให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

3. เลี่ยงน้ำตาลให้น้อยลง เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลแกว่งขึ้นสูง เช่น ข้าวกล้องจะดีกว่าข้าวขัดสี

4. งดอาหารที่มีไขมันสูง เนื้อสัตว์ติดมัน และเลือกปรุงอาหารโดยใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และให้เลี่ยงการทอดด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานานเพื่อไม่ให้ไขมันจากพืชเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์

5. กินอาหารที่ให้วิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอ หรือดื่มน้ำผักผลไม้ เช่น น้ำขิง น้ำมะตูม น้ำส้มคั้นโดยไม่ใส่น้ำตาลเพื่อรับวิตามิน และกินอาหารที่ให้แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน และงดเกลือโดยเฉพาะผู้ที่มีความดันเลือดสูง

6. หากกินแต่ละมื้อได้น้อย ให้แบ่งกินทีละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ เช่น 4-5 มื้อ

7. อาหารต้องผ่านการปรุงสุก ในลักษณะเปื่อย นุ่ม เพื่อช่วยให้เคี้ยวและย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา

8. หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส อาหารหมักดอง อาหารรสจัด

9. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และงดบุหรี่

10. ที่สำคัญ ควรให้ท่านดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และขยับเขยื้อน หรือออกกำลังกายตามสมควร

ภาพ freepik

7 เทคนิคสร้างสุขได้แม้ซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/592076

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 17:30 น.

7 เทคนิคสร้างสุขได้แม้ซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูดีมีความมั่นใจในตัวเองได้

คนเราเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคนี้มากที่สุดสำหรับคนไทย คือความเครียดสะสมจากการเดินทางในสภาพการจราจรที่ติดขัด งานที่เคร่งเครียดต้องติดต่อคุยกันแทบ 24 ชั่วโมง  และสาเหตุรองลงมาก็คือพันธุกรรม ความผิดปกติด้านสารเคมีในสมอง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สูญเสียความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมลดลง มีชีวิตโดดเดี่ยว บุคลิกภาพไม่ดี สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ลบ แต่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูดีมีความมั่นใจในตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าพยายามตั้งเป้าหมายในการทำงานที่สูงและมีความรับผิดชอบมากเกินไป ควรแยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อจะไม่เพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง

2.เลี่ยงการอยู่เพียงลำพัง ควรเลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การชมภาพยนตร์ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม

3.ให้คนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีภาวะทางอารมณ์ขึ้นสุดลงสุด ทำให้ยากแก่การคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

4.ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ข้อนี้สำคัญมากที่สุด เพราะถ้าคุณไม่ยอมรับว่าเป็น ก็จะไม่ยอมรับการรักษาและปรับตัวในการใช้ชีวิต

5.เลือกทำในสิ่งที่รัก ควรใช้เวลาว่างจากการทำงานไปทำงานอดิเรกที่คุณชอบ เช่น เล่นเกม ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารความสุขเพิ่มมากขึ้น ลดอาการซึมเศร้าให้น้อยลงจนเกือบเป็นปกติ

6.สนุกกับการแต่งตัว การแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นจะช่วยให้คุณดูดีขึ้น มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

7.เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมจะช่วยให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเมื่อทำสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น นอกจากนี้ยังใช้เวลาไปกับมิตรภาพใหม่ๆ ของคนที่มีจิตใจอาสาทำความดีเพื่อสังคม และเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้นก็จะรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองและมีความสุขในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น

ภาพ freepik.com

4 ความเชื่อเรื่องสายตาเอียงที่เถียงกันไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591967

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

4 ความเชื่อเรื่องสายตาเอียงที่เถียงกันไม่จบ

จักษุแพทย์ไขข้อข้องใจ ทำไมแม่ถึงบอกเราว่า “อย่านอนดูโทรทัศน์เดี๋ยวสายตาเอียง?” พร้อมทลายความเชื่อฝังหัวเกี่ยวกับปัญหาสายตาเอียงที่เถียงกันไม่รู้จบ

จากบทความที่เขียนโดย พญ.ศศิวิมล จันทรศรี จักษุแพทย์ ระบุว่า มีความเชื่อหลายอย่างที่ผู้คนพูดกันเกี่ยวกับสาเหตุและอาการของสายตาเอียง อาทิ นอนอ่านหนังสือ นอนดูโทรทัศน์แล้วจะสายตาเอียง?  คนที่ขีดเส้นเอียง เขียนหนังสือไม่ตรงบรรทัด เป็นคนสายตาเอียง?  สายตาคนจะเอียงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น? หรือคนตาเหล่ คือคนที่มีสายตาเอียง? เหล่านี้เป็นจริงแค่ไหน มาดูคำตอบกัน

1.นอนดูโทรทัศน์แล้วจะสายตาเอียง?

การนอนดูโทรทัศน์ นอนอ่านหนังสือ หรือนอนเพ่งมองจอมือถือมากๆ จะทำให้เราสายตาเอียง ความเชื่อเรื่องนี้ #ไม่เป็นความจริง เพราะว่าสายตาเอียงคือความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากโครงสร้างกระจกตาหรือเลนส์แก้วตา ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม

อย่างไรก็ตาม การนอนอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์จะทำให้การมองอยู่ในท่วงท่าที่กล้ามเนื้อตาไม่อยู่ในแนวตรงเป็นเวลานานจึงเป็นเหตุให้เมื่อยล้าตา หรือตามัวจนเห็นภาพซ้อนได้ ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านจึงเชื่อว่านั่นคือต้นเหตุของสายตาเอียง และนำมาบอกต่อกันเพื่อห้ามปรามมิให้บุตรหลานนอนอ่านมากเกินไป

2.คนขีดเส้นไม่ตรง เขียนหนังสือไม่ตรงบรรทัด เป็นคนสายตาเอียง?

ผลของการขีดเส้น การวาดภาพ การถอยรถเข้าจอด ถ้าไม่ตรงตามต้องการจะโทษว่าเป็นเพราะสายตาเอียงอย่างเดียวก็คง #ไม่ถูกนัก เพราะทักษะเหล่านี้คือการใช้มือสัมพันธ์กับดวงตา (Eye-Hand Coordination) โดยตาเป็นตัวรับข้อมูล แล้วส่งข้อมูลไปยังสมองเพื่อประมวลผลและบังคับให้กล้ามเนื้อแขนไปถึงมือขยับไปตามสมองสั่งอย่างถูกต้อง แม้คนที่สายตาดีก็อาจจะมีปัญหานี้ได้ถ้าการประสานงานของ ตา สมอง และมือไม่ดีพอ การฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้พัฒนาขึ้นได้

3.สายตาของคนเราจะเอียงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น?

สำหรับปัญหาสายตาสั้น เป็นความจริงที่ค่าสายตามักจะเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่นแล้วค่อยๆ คงที่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ แต่สำหรับสายตาเอียง สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี

กรณีแรก คือสายตาเอียงที่เกิดจากกระจกตา แม้อายุมากขึ้นสายตาเอียงก็มักไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะโครงสร้างกระจกตาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ

กรณีที่สอง คือสายตาเอียงเกิดที่เลนส์แก้วตา #ค่าสายตาเอียงอาจเพิ่มขึ้นได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะเลนส์แก้วตามีการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้สายตาสั้นและเอียงมากขึ้นด้วยเมื่อเลนส์แก้วตาเริ่มขุ่นจนกลายเป็นต้อกระจก

4.คนตาเหล่ หรือตาเข คือคนที่มีสายตาเอียง?

มีคนจำนวนมากเรียกอาการที่ตาทั้งสองข้างไม่สามัคคีกัน คือมองไม่ตรงไปทางเดียวกันว่า “ตาเอียง” ซึ่ง #ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดปกติเช่นนี้ เรียกว่า “ตาเหล่” หรือ “ตาเข” เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาที่บังคับให้ตามองไปยังทิศทางต่างๆ ซ้าย ขวา บน ล่าง ไม่ใช่โครงสร้างความโค้งของกระจกตาหรือเลนส์แก้วตา

 

สำหรับปัญหาสายตาเอียง (Astigmatism หรือ Cylinder) เป็นสายตาผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างลูกตาประเภทหนึ่ง นอกเหนือจากสายตาสั้น (Myopia) และสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia หรือ Hypermetropia) โดยผู้ที่มีสายตาผิดปกติอาจมีสายตาเอียงอย่างเดียวก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบร่วมกับสายตาสั้นหรือสายตายาว

อาการที่น่าสงสัยว่าอาจมีสายตาเอียง ได้แก่

  1. ตามัว โดยอาจจะมัวโดยภาพรวม หรือ มัวในบางมุมบางองศาก็ได้
  2. ปวดเมื่อยตาง่าย ไม่สบายตาบ่อยๆ เวลาใช้สายตา
  3. ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสายตาเอียงน้อยๆ ซึ่งมองเห็นได้ดี
  4. ต้องหยีตาเพ่งตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น
  5. ต้องเอียงคอมองเพื่อให้เห็นชัดขึ้น

ภาพ : freepik

How to เหตุผลที่คนเราไม่ควรออกกำลังแบบเดิมๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591969

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

How to เหตุผลที่คนเราไม่ควรออกกำลังแบบเดิมๆ

กว่าจะค้นพบว่าตัวเองชอบการออกกำลังกายแบบไหน บางคนต้องใช้เวลายาวนาน เมื่อเจอสิ่งใช่…ใจจึงไม่อยากเปลี่ยน แต่รู้มั้ยว่าเมื่อออกกำลังกายซ้ำรูปแบบเดิมๆ ไปสักระยะหนึ่ง เราจะเริ่มไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

เมื่อออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายเราจะปรับตัวเพราะคุ้นเคยกับการใช้งานแบบนั้นแล้ว ดังนั้น จากเดิมที่ร่างกายกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน พอร่างกายชินกับการเคลื่อนไหวลักษณะนี้จนกล้ามเนื้อจำว่าเป็นการทำงานตามอัตโนมัติ จะทำให้เกิดการเผาผลาญได้น้อยลง ทั้งๆ ที่ออกกำลังกายแบบเดิมในระยะเวลาเท่าเดิม หลายคนจึงรู้สึกได้ว่าน้ำหนักลดได้ยาก ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่ออกกำลังกาย

เพราะเหตุใดเราจึงควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกาย?

1.เปลี่ยนใหม่เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่คุ้นชิน

เมื่อออกกำลังด้วยกิจกรรมเดิมไปนานๆ จะทำให้เราใช้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล้ามเนื้อเลยไม่ทำงานหนักเหมือนตอนที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ จึงไม่เผาผลาญพลังงานมากเหมือนก่อน ส่งผลให้น้ำหนักก็ไม่ลดลงไปด้วย ดังนั้นสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก จึงควรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มการออกกำลังกายรูปแบบใหม่เข้าไป เพื่อท้าทายร่างกายให้ใช้งานแบบที่ไม่คุ้นชิน เมื่อร่างกายไม่ชินแล้วก็จะกลับมาทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ต้องไม่ลืมดูแลเรื่องอาหารควบคู่กันไปเพื่อให้การลดน้ำหนักได้ผล

2.ฟื้นฟูกล้ามเนื้อช่วยลดอาการบาดเจ็บ

ป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนเดิม คนที่ออกกำลังกายรูปแบบเดิมเป็นประจำย่อมใช้กล้ามเนื้อชุดใดชุดหนึ่งเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็นเฉพาะส่วนได้ การปรับโปรแกรมหรือเข้าคลาสใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวในรูปแบบอื่น และใช้กล้ามเนื้อที่หลากหลายขึ้น จึงถือเป็นการพักกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้งานเป็นประจำ ให้ฟื้นฟูกลับมาพร้อมสำหรับการออกกำลังกายแบบที่ชอบอีกครั้ง

3.เพื่อความเสมอภาคของทุกสัดส่วน

เมื่อเราสร้างกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งให้แข็งแรงขึ้น เวลาที่ถนัดหรือชอบการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ร่างกายก็จะพัฒนากล้ามเนื้อและความสามารถในการใช้สำหรับการเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อาจจะทำให้ละเลยกล้ามเนื้อส่วนอื่นได้เหมือนกัน ซึ่งการทำกิจกรรมใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่อ่อนแอให้แข็งแรง และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมรูปแบบที่หลากหลายและให้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

4.กระตุ้นการทำงานของสมอง

นอกจากการออกกำลังจะพัฒนาร่างกายแล้ว การฝึกซ้อมเพื่อให้เคลื่อนไหวและใช้งานร่างกายได้ตามต้องการนั้น ต้องผ่านการกระตุ้นเซลล์ประสาทจากสมอง แต่เมื่อเริ่มชำนาญหรือเคยชินแล้วร่างกายก็จะสามารถทำไปตามอัตโนมัติ การออกกำลังแบบอื่นหรือการเข้าคลาสใหม่ๆ จึงเป็นการท้าทายและจุดประกายสมองให้ทำงานเพิ่มขึ้นไปด้วย

5.กลับมาตื่นเต้นกับการออกกำลังกายอีกครั้ง

การวิ่งในเส้นทางเดิมๆ เล่นเครื่องมือชนิดเดิมๆ เข้าคลาสเดิมกับการทำท่าเดิมๆ อาจทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายจำเจ และทำให้เรารู้สึกว่ามันกลายเป็นหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วย แค่ทำให้ครบเซตหรือนับเวลาถอยหลังรอให้ครบเวลาก็พอ จะได้รีบกลับบ้านเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายที่ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งได้พบเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เราเกิดความสนุกและตื่นเต้นกับการออกกำลังกายอีกครั้ง  การออกกำลังกายที่หลากหลาย นอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกายและสมองแล้ว ยังส่งผลดีต่อจิตใจของเราอย่างมากอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วรีบลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันเถอะ

ภาพ freepik

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) โรคที่พรากราชินีลูกทุ่งไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591986

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) โรคที่พรากราชินีลูกทุ่งไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ

13 มิถุนายน 2562 ครบรอบ 27 ปีสิ้นราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ผู้จากไปด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือโรคที่เราขนานนามตามชื่อ “โรคพุ่มพวง” ชวนทุกคนตระหนักถึงสาเหตุและรู้วิธีการสังเกตตัวเอง

โรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) คืออะไร

โรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ โดยภูมิคุ้มกันจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ จนเกิดเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการป่วยรู้สึกเหนื่อยล้า มีผื่นแดงตามใบหน้า ตาแห้ง ตัวบวม ขาบวม ปวดหัว ปวดบวมตามข้อต่อกระดูก ผมร่วง เป็นต้น ส่วนสาเหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่า “โรคพุ่มพวง” เนื่องจากเป็นโรคที่ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งชื่อดังของไทยได้ป่วยและเสียชีวิตลงด้วยโรคนี้

ประเภทของโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาทิ

  1. SLE : โรคแพ้ภูมิตนเองชนิดที่มักพบบ่อย และเป็นชนิดที่คุณพุ่มพวงป่วยและเสียชีวิต ภูมิคุ้มกันจะทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการและความเจ็บป่วย เช่น ผื่นแดงทางผิวหนัง ข้ออักเสบ สมองและระบบประสาทได้รับความเสียหาย อาจเกิดอาการทางประสาทอย่างเห็นภาพหลอนร่วมด้วย รวมถึงข้อต่อ ไต และอวัยวะอื่น ๆ
  2. Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  3. Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา อาการแพ้เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่มและจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  4. Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  5. Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

ภาพ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

อาการของโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

สัญญาณอันตรายที่เป็นอาการเริ่มต้นของโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง มีหลากหลายอาการขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดความผิดปกติจนมีอาการอักเสบในระยะแรก ไปจนถึงระยะเรื้อรังที่อาจเริ่มเกี่ยวพันกับอวัยวะส่วนอื่นๆ

  • อาการผิดปกติทั่วไปที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผอมลง
  • อาการทางผิวหนัง เช่น มีผื่นแดง มักขึ้นบริเวณใบหน้า ช่วงตรงกลาง และโหนกแก้มทั้งสองข้าง รูปร่างคล้ายผีเสื้อ และอาจมีอาการผมร่วงด้วย
  • อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อาจไม่มีอาการบวมแดง แต่ปวดได้ทุกส่วนที่มีข้อ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อนิ้ว
  • อาการทางปอด เช่น เจ็บหน้าอก ไอ ปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ มีน้ำในปอด เหนื่อยง่าย เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไปจนถึงหัวใจเต้นผิดปกติ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร
  • อาการทางไต ความดันโลหิตสูง เช่น ขาบวม จากการบวมน้ำ
  • อาการทางระบบโลหิต เช่น โลหิตจาง ภาวะซีด ความดันโลหิตต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ หลอดเลือดอักเสบ อาจจะพบเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ทั่วตัวคล้ายไข้เลือดออก
  • อาการทางระบบประสาท เช่น มีอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรง ไม่มีสมาธิ เครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาในการจำ สับสน เห็นภาพหลอน โดยอาจเป็นผลข้างเคียงมาจากอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบอีกทีได้

วิธีสังการอาการส่วนใหญ่ที่พบของโรคพุ่มพวง คือ รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรงมีไข้ ปวดหัวตาแห้ง ตาบวม มีผื่นแดงขึ้นตามใบหน้า ปากเป็นแผล ผมร่วงนิ้วมือ นิ้วเท้าซีด ผิวไวต่อแสงแดด หายใจช่วงสั้นๆ เจ็บหน้าอกเมื่อหายใจเข้าลึกๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดบวมตามข้อ ขาบวม รู้สึกมึนงง สูญเสียความทรงจำ

สาเหตุของโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

เกิดความผิดปกติของการทำงานระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ที่ควรจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กลับมีปฏิกิริยาต่อต้านทำลายเนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตัวเองแทน แม้สาเหตุการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีบางปัจจัยที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่

  • พันธุกรรม การถ่ายทอดทางพันธุกรรมอาจส่งต่อลักษณะบางอย่างที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคได้
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของเพศหญิงในช่วงตั้งครรภ์ หรือช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโต และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • การติดเชื้อ การได้รับเชื้อต่างๆ อย่างไวรัสบางชนิด
  • การใช้ยา ยาบางประเภท เช่น ยาต้านอาการชัก ยาปฏิชีวนะ และยากลุ่มควบคุมความดันโลหิต
  • การได้รับสาร เช่น สารเคมี การสูบบุหรี่ และยาสูบต่าง ๆ
  • แสงแดด สำหรับคนที่มีผิวไวต่อแดด การสัมผัสแสงแดดอาจทำให้เกิดรอยโรค เป็นเหตุให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาการวินิจฉัยโรคพุ่มพวง
  • ความเครียด ทั้งจากการทำงานหนัก สภาวะจิตใจ และออกกำลังกายมากเกินไป

การป้องกันโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง)

สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ โดยการดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป ไม่สูบบุหรี่ ไม่ตากแดดที่ร้อนจ้าหรือเป็นเวลานาน และหลีกเลี่ยงสารเคมีเป็นพิษในชีวิตประจำวัน รักษาสุขอนามัยของตัวเองให้สะอาด ลดโอกาสในการติดเชื้อ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนทานยาอะไรเป็นประจำ

ทำความรู้จักกับราชินีลูกทุ่ง

สำหรับ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มีชื่อจริงว่า รำพึง จิตรหาญ เรียกชื่อเล่นกันว่า ผึ้ง เป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ด้วยวัย 31 ปี เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งเจ้าของฉายา “ราชินีลูกทุ่ง” ได้ชื่อว่ามีน้ำเสียงออดอ้อน หวานซึ้งตรึงใจ สามารถจำเนื้อร้องได้แม่นทั้งที่ไม่รู้หนังสือ และเป็นแม่แบบให้แก่นักร้องรุ่นหลัง

ผลงานเพลงดัง เช่น ส้มตำ, นักร้องบ้านนอก, กระแซะเข้ามาซิ, อื้อหือหล่อจัง, หนูไม่รู้, หัวใจถวายวัด, ขุดดินแช่ง, ขอให้รวย, หม้ายขันหมาก, อนิจจาทิงเจอร์, เสียสาวเมื่ออยู่ ม.ศ. ฯลฯ และทุกเพลงก็ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์เรื่องแรกคือ สงครามเพลง แสดงคู่กับ ยอดรัก สลักใจ แม้เจ้าตัวจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็มีความจำดีเยี่ยมโดยให้ผู้อื่นอ่านบทให้ฟัง และแสดงถูกต้องตามบท

แพทย์เตือนปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เรื่องธรรมดา รักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591959

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

แพทย์เตือนปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เรื่องธรรมดา รักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต

เมื่อปวดหลังเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องธรรมดา มูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย อาสาชวนคนไทยรู้เท่าทันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด หลังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม

มูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” เร่งชวนคนไทยรู้จักโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด พร้อมเตือนคนไทยที่ปวดหลังเรื้อรัง ให้ระวังเพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากรักษาช้าเสี่ยงพิการตลอดชีวิต หลังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม หวังเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ข้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (Ankylosing Spondylitis) อาจเป็นโรคที่หลายคนไม่คุ้นเคยนัก แต่กลับสามารถพบผู้ป่วยได้ตั้งแต่ในวัยทำงานที่มีอายุก่อน 45 ปี หรือพบเร็วกว่าวัยทำงานที่ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันต้องนั่งติดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนผู้ป่วยด้วยโรคนี้อาจคิดว่าภาวะปวดหลังเรื้อรังเป็นเพียงอาการหนึ่งของออฟฟิศซินโดรม หรือออกกำลังกายเยอะจนคิดว่าปวดหลังจากการใช้งานหนักหรือจากการออกกำลังกายเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความชะล่าใจและล่าช้าต่อการรักษาได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดให้แก่สังคมไทยผ่านแคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” จึงเป็นวาระที่สำคัญอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในประเทศไทยจะมีผู้ป่วย 1 คน จากจำนวนประชากร 1,000 คน ขณะที่รายงานทางวารสารการแพทย์ Rheumatology ฉบับหนึ่ง เผยว่าในภูมิภาคเอเชียมีผู้ป่วยสูงกว่า 4 ล้านคน* ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง แคมเปญนี้จึงได้จัดทำและผลิต E-Book สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อกระตุ้นสังคมไทยให้มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากขึ้น

ด้าน รศ.พญ.ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ สาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า แม้ปัจจุบันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ยังเป็นคงเป็นโรคที่อาจไม่ทราบสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับสารพันธุกรรม HLA B27 ที่จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากกว่าคนทั่วไป และจะมีอัตราเสี่ยงที่มากยิ่งขึ้นหากมีคนในครอบครัวหรือญาติสนิทมีประวัติการป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด โดยทั่วไปมักพบผู้ป่วยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเริ่มต้นจากการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณเอวหรือกระดูกก้นกบ และมักมองข้ามอาการเหล่านี้จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงพิการได้ง่ายขึ้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวติดต่อกันเป็นระยะนานกว่า 3 เดือน ควรเร่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งมีวิธีการมากมายตั้งแต่การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยาด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค แนะนำวิธีการปฏิบัติตัว การออกกำลังกาย การใช้ยาเพื่อการรักษาบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆ และการผ่าตัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาสามารถเคลื่อนไหวในส่วนข้อที่เคยยึดติดได้

แม้การรักษาผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยให้มีสุขภาวะที่ดีและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด ด้วยการเริ่มการบริหารร่างกายตนเองอย่างง่ายๆ ด้วยการขยับทุกส่วนทุกทิศทางให้มีรูปแบบการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น

  • บริหารกระดูกสันหลังส่วนคอ เพียงนั่งหลังตรงค่อยๆ ก้มศีรษะลงช้าๆ จนสุด นับ 1-10 และ ค่อยเงยหน้าช้าๆ จนสุด นับ 1-10 จากนั้นสลับเป็นหันไปทางด้านซ้ายและขวา นับ 1-10 เช่นเดียวกันโดยควรทำซ้ำ 2-3 รอบต่อวัน

  • บริหารกระดูกสันหลัง-เอว เริ่มนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ที่สูงพอจนสามารถวางเท้าบนพื้นได้ จากนั้นนำมือวางไว้ข้างลำตัว พร้อมเอียงตัวด้านซ้ายไปด้านข้างแล้วค่อยๆ ขยับแขนลงไปในแนวดิ่ง นับ 1-10 แล้วจึงกลับมา ท่าปกติพร้อมสลับทำเช่นเดียวกันที่ด้านขวา โดยควรทำซ้ำข้างละ 10 ครั้ง จำนวน 2-3 รอบต่อวัน

  • บริหารกระดูกสันหลังช่วงอกและกล้ามเนื้อหายใจ สามารถยืนหรือนั่งก็ได้ หลังจากนั้นค่อยประสานมือ เหยียดศอกพร้อมยกแขนให้สูงในระดับไหล่แล้วค้างไว้นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ยกต้นแขนขึ้นชิดหูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับค่อยๆ หายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วจึงผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ โดยควรทำซ้ำรอบละ 10 ครั้ง อย่างน้อย 2-3 รอบต่อวัน

 

ปิดท้ายที่ นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้และรูมาติสซั่ม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เผยว่า ในปัจจุบันคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการดำเนินโรคและการรักษา หากผู้ป่วยได้พบแพทย์ช้าโอกาสที่จะมีอาการดีขึ้นก็จะลดน้อยลงไป แพทย์จึงสามารถทำได้เพียงการช่วยลดปวด ลดการอักเสบ และผ่าตัดแก้ไขความพิการ แต่หากผู้ป่วยสามารถรู้ตัวเร็ว ดังเช่น ผู้ก่อตั้งชมรม Thai AS Club ซึ่งมีอาการตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 จนต้องออกจากโรงเรียนแล้วรีบพบแพทย์เฉพาะทางอย่างทันที จึงทำให้เขาได้มีโอกาสลดความเสี่ยงจากความพิการที่เป็นผลกระทบอันร้ายแรงจากโรคได้ทันเวลา จนสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติและกลับไปเรียนหนังสือต่อจนจบในระดับมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ด้วยขอจำกัดในการเคลื่อนไหว กับความเจ็บปวด ของผู้ป่วย แพทย์ฯ จึงต้องการมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุดด้วยการขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ แคมเปญ “Stretches and Strong…ยืดตัวไม่กลัวข้อติด” ให้แก่สังคมไทยได้รู้จัก พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชมรม Thai AS Club โดยสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ที่ Facebook.com/thaiasclub เพื่อให้โครงการต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจศึกษาความรู้เพื่อให้รู้เท่าทันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดสามารถดาวน์โหลด E-Book ได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1H8pOJSXGg8qPZMiyUc8WaH0tORGsp6vz/view

*ข้อมูลอ้างอิงจาก https://academic.oup.com/rheumatology/issue/53/4

 

ภาพ : freepik

เพราะเหตุใด พ่อแม่จึงควรปลูกฝังเรื่องการเงินให้ลูกตั้งแต่อายุยังน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591879

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2562 เวลา 17:30 น.

เพราะเหตุใด พ่อแม่จึงควรปลูกฝังเรื่องการเงินให้ลูกตั้งแต่อายุยังน้อย

สำหรับเด็กๆ ครอบครัวเปรียบเสมือนโรงเรียนแห่งแรกของพวกเขา ที่มีพ่อแม่เป็นครูคนแรกคอยวางรากฐานทุกวิชาเพื่อให้พวกเขารู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ และแน่นอนเรื่องของการเงิน การออม ก็เป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

ปัจจุบันเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงิน หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น การออมลดลง ซ้ำร้ายบางคนถึงกับมีหนี้สินล้นพ้นตัวจนเสียอนาคต ซึมเศร้า ประสบกับปัญหาครอบครัว และอื่นๆ หากดูกันให้ลึกลงไป ปัญหาเหล่านี้ต่างเริ่มมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก

การเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างสำหรับลูกเป็นสิ่งที่ดีแต่อาจยังไม่เพียงพอ พ่อแม่ควรสอนและปลูกฝังให้ลูกตระหนักถึงความสำคัญของการออม รู้ถึงพิษร้ายของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะสังคมปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุมากมายจนอาจทำให้ลูกๆ เติบโตมาแล้วหลงทางได้ง่ายๆ สำหรับเรื่องการเงินที่แนะนำให้พ่อแม่ปลูกฝังลูกตั้งแต่เด็กๆ ได้แก่

สอนให้ลูกรู้จักการเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย

เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ โดยหากระปุกออมสินสัก 1 กระปุก แล้วสอนให้พวกเขารู้จักเก็บออมด้วยการหยอดเงินใส่กระปุกออมสินเก็บไว้เมื่อมีญาติผู้ใหญ่ให้เงิน และหากเก็บได้จำนวนมากพอก็อาจเปิดบัญชีธนาคารฝากเงินไว้ให้ลูก โดยทุกครั้งจะต้องสอนและบอกให้ลูกทราบว่า จากการหยอดกระปุกวันละไม่กี่บาทของเขา จะทำให้มีเงินมากขึ้นได้ในอนาคต

สอนให้เขารู้จักการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงิน

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและเข้าเรียนชั้นประถมจะได้รับเงินค่าขนม เริ่มด้วยการให้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขยับขึ้นเป็นลำดับเมื่อเขาโตขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักการบริหารเงินที่ได้รับให้เพียงพอในการใช้จ่าย ควรแนะนำให้เขามีเหลือไว้เก็บออมด้วย เพื่อฝึกให้เขามีวินัยในการออมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัยดังกล่าวเด็กอาจต้องการได้ของเล่นหรือสิ่งของอื่นๆ ควรสอนให้เขารู้จักการเก็บเงินเพื่อซื้อเอง จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของการเก็บเงินและรู้ค่าของเงิน รู้จักการรอคอย มีความอดทน ในกรณีของบางอย่างที่เขาอยากได้และเห็นว่ามีประโยชน์ พ่อแม่ก็อาจให้กำลังใจโดยการช่วยเพิ่มเงินบางส่วนสมทบให้ แต่อย่างไรก็ตาม เงินส่วนหนึ่งต้องเป็นเงินจากการออมของเขา

สอนให้ลูกรู้จักการจดบันทึกรายการใช้จ่าย

เมื่อเริ่มเรียนระดับมัธยม ควรแนะนำให้ลูกรู้จักการจดบันทึกค่าใช้จ่ายของเขา เพื่อฝึกให้เขารอบคอบเรื่องการใช้จ่ายเงิน รู้จักบริหารเงินและทราบที่มาที่ไปของเงิน ตลอดจนใช้เงินอย่างรู้คุณค่า เรื่องการออมก็ยังเน้นเหมือนเดิม เพราะหากเขาอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง ซึ่งช่วงวัยนี้ก็อาจเก็บด้วยการฝากธนาคาร

สอนให้รู้จักการลงทุน

เมื่อลูกเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยหรือจบออกมามีงานทำ มีเงินเดือน ก็อาจสอนให้เขารู้จักการบริหารเงิน แบ่งเป็นเงินสำหรับเก็บ เงินลงทุน เงินใช้จ่ายประจำวัน สำหรับการลงทุนให้เน้นที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น และสอนให้รู้จักตั้งเป้าหมายในการออมเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย เช่น ถึงอายุ 25 ปี อยากเก็บเงินให้ได้ 5 แสนบาท เป็นต้น หากทุกครอบครัวช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงินให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเติบโตขึ้น

ภาพ freepik