7 นิสัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588260

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

7 นิสัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม ทั้งที่ทำงานมาก็สักพักหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสักที  เราได้รวบรวม 7 นิสัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จให้มาลองเช็กกัน ไปดูเลย

มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน การมีแผนในการทำงานที่ดีก็นับว่ามีชัยที่งานจะประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง เนื่องจากเมื่อเราวางแผนก่อนจะเริ่มลงมือทำงานนั้นจะทำให้เรามีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน งานที่เราได้รับมอบหมายก็จะเสร็จเร็วขึ้น

หากมีงานสำคัญต้องรับทำให้เสร็จ การที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้น สิ่งแรกที่ไม่ควรทำเลย คือการดองงานจนกลายเป็นดินพอกหางหมู เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนเหล่านี้จะมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่ปล่อยให้งานค้างอยู่อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะกับงานสำคัญๆ รู้แบบนี้แล้วใครที่ยังมีนิสัยชอบดองงาน ต้องรีบแก้ไขด้วยหากคุณอยากจะประสบความสำเร็จ

กระหายความสำเร็จ แน่นอนว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะมีนิสัยที่มีความทะเยอทะยาน และกระตือรือร้นในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ มักจะอยู่กับความเป็นจริงไม่ใช่คนที่จะนั่งเพ้อฝันไปวันๆ

เรียนรู้จากข้อผิดพลาด ไม่ใช่ว่าทุกคนบนโลกจะไม่เคยล้ม แต่เมื่อเราล้มแล้วก็ต้องรีบลุกขึ้น และจดจำไว้ว่าเราล้มตรงไหน เพราะอะไรเราถึงล้ม เพื่อให้เราไม่ต้องกลับมาล้มที่เดิมซ้ำๆ อีก เพราะข้อดีของการผิดพลาดถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของการนำไปสู่ความสำเร็จ

สติเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหา เคยได้ยินไหมที่เขาว่ากันว่า “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา” เมื่อมีปัญหาถาโถมเข้ามา คนที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้สติในการแก้ปัญหา เพราะพวกเขารู้ว่าการใช้อารมณ์ไม่ได้ช่วยอะไร อีกทั้งยังสร้างความเสียหายอีกด้วย

รักในงานที่ทำ เมื่อเราทำในสิ่งที่รักและสนุกไปกับมัน ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว เพราะบางครั้งการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอาจไม่ใช่แค่การมีเงินเดือนเยอะๆ หรือตำแหน่งงานที่สูง แต่อาจจะเป็นสิ่งเล็กที่ทำให้เรารู้สึกอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของทุกๆ วันเพื่อมาทำงาน การที่เรารู้สึกว่างานที่เราทำมันช่างมีความสุขเหลือเกิน นี่ก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

ทำงานหนักให้เป็นเรื่องปกติ คนทำงานเกิน 10 ชั่วโมง/วันหรือไม่ มีผลสำรวจเกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานว่าพวกเขามักจะทำงานหนักจนถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการไม่หยุดที่จะเรียนรู้ของพวกเขาทำให้รู้สึกว่ายังมีหลายสิ่งมากมายที่พวกเขายังไม่รู้

ปัญหาหน้ามัน ไม่ใช่สีสันในหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588084

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ปัญหาหน้ามัน ไม่ใช่สีสันในหน้าร้อน

หน้าร้อนหน้ามันความมั่นใจลดฮวบ คุณหมอเผยเทคนิคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง รับมือความมันดึงความมั่นใจให้กลับคืนมา

แพทย์หญิงวรดา ชูวิเชียร จากศูนย์ผิวหนัง รพ. ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) เผยวิธีรับมือกับปัญหาหน้ามันด้วยวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง ดังนี้

เครื่องสำอาง ควรเลือกชนิดที่เนื้อบางเบา เช่น เนื้อแมตต์ (matte formulation), ไม่มีน้ำมัน (oil-free), ไม่ก่อสิว (non-comedogenic)

คลีนเซอร์หรือเมคอัพรีมูฟเวอร์ (make up remover) ควรใช้ทำความสะอาดเครื่องสำอางหรือครีมกันแดดบนผิวหน้าเสมอก่อนการล้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตกค้างและก่อให้เกิดสิว โดยเลือกคลีนเซอร์ชนิดน้ำ (Micellar water) หรือเนื้อโลชั่น ควรหลีกเลี่ยงคลีนเซอร์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน

การล้างหน้า ล้างหน้าทุกวันตอนเช้า เย็น และภายหลังการออกกำลังกาย

การเลือกสบู่ เลือกสูตรที่ไม่กระตุ้นการเกิดสิว (non-comedogenic) ไม่มีน้ำมัน (oil-free) ไม่มีแอลกอฮอล์ (เช่น benzyl alcohol) เมื่อใช้แล้วผิวหน้าไม่แห้งตึงจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบตามมาได้

ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (sunscreen) เลือกชนิดที่บางเบา ไม่ก่อให้เกิดสิว ได้แก่ สูตร oil-free และ silicone free ควรเลือกที่มีส่วนประกอบของ Zinc dioxide และ Titanium dioxide และชนิดที่เป็น board spectrum (ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB) มี SPF 30 ขึ้นไป

ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง (moisturizer) เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในการกักความชุ่มชื้นไว้ให้กับผิวหนัง ควรเลือกเป็นเนื้อบางเบาและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน

กระดาษซับมัน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนผิวหน้ามันต้องพกติดตัวไว้ เพื่อซับความมันส่วนเกินบนใบหน้าระหว่างวัน วิธีการซับมันที่เหมาะสมคือ ซับแล้วปล่อย ซับแล้วปล่อย อย่าซับแล้วลากถูเพราะอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ภาพ : freepik.com

4 เรื่องควรรู้สู้ภัยพิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588074

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 19:49 น.

4 เรื่องควรรู้สู้ภัยพิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน ลิสต์ชื่อโรคอันตรายที่ระบาดแทบจะทุกปีต้องมี “โรคพิษสุนัขบ้า” หรือโรคกลัวน้ำ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงมากในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดรวมถึงคน และพบได้ทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยนับเป็นภัยใกล้ตัวของบรรดาคนรักสัตว์ที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ามาให้ ส่วนจะมีอะไรบ้างมาดูกัน

1.สถานการณ์ของโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2562

รายงานจากกรมปศุสัตว์ โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าว่า พื้นที่ที่พบโรคในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สูงสุด 10 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ เพชรบุรี สระบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ อ านาจเจริญ ร้อยเอ็ด และกำแพงเพชร

สำหรับสถานการณ์ปีที่ผ่านมา มีตัวอย่างส่งตรวจทั้งหมด 9,275 ตัวอย่าง พบผลบวกทั้งหมด 1,469 ตัวอย่าง คิดเป็น 15.83 % ใน 54 จังหวัด สูงสุด 10 จังหวัด ได้ แก่ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด สงขลา นครราชสีมา ยโสธร ชลบุรี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครศรีธรรมราช และกาฬสินธุ์ ส่วนชนิดสัตว์ที่พบได้แก่ สุนัข 1,281 ตัว โค 117 ตัว แมว 51 ตัว กระบือ 15 ตัว แพะ 2 ตัว นอกจากนี้ ยังมีม้า กวาง และสุกร ชนิดละ 1 ตัว

ส่วนสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561-22 เมษายน 2562 มีรายงานพบโรคทั้งหมด 45 จังหวัด 281 จุด ปัจจุบันยังคงประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ 35 จุด ในพื้นที่ 19 จังหวัด คือ ปทุมธานี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และสตูล

2.ความน่ากลัวของโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่ร้ายแรง หากพบอาการป่วยแล้วรักษาไม่ทันเวลามีอันตรายถึงชีวิต เป็นภัยร้ายใกล้ตัวโดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัข แมว รวมทั้งคนที่สัมผัสกับสุนัขและแมวเป็นประจำ โดยปัจจุบันพบผู้เลี้ยงสุนัข แมว ส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าเลี้ยงสุนัข แมว อยู่ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพราะเลี้ยงดูอย่างดีซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาท โดยการได้รับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจากน้ำลายของสัตว์ที่ป่วย เช่น แมว หนู ลิง ค้างคาว และที่พบได้มากที่สุดคือ สุนัข ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสัตว์ที่ป่วยกัด ข่วน หรือเลีย ทำให้น้ำลายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล  บริเวณริมฝีปาก หรือนัยน์ตา มีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-8 สัปดาห์ และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเริ่มแรก เช่น กังวล ปวดหัว และเป็นไข้ เมื่อเชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนประสาทส่วนกลางจะก่อให้เกิดการอักเสบในสมองและกระดูกสันหลัง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตหากไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ทัน

การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดเฉพาะในฤดูร้อนอย่างที่เข้าใจกัน เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ ให้ฉีดวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

3.สังเกตอาการและระยะของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์

หากเป็นสุนัข จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น จากที่ชอบเล่นกับเจ้าของก็จะแยกออกไปซุกตัวเงียบ ส่วนตัวที่กลัวคนจะมาคลอเคลียคน มีไข้ ม่านตาขยาย ประมาณ 2-3 วัน ต่อมา ระยะตื่นเต้น สุนัขจะมีอาการทางประสาท เช่น กัดแทะสิ่งของ โดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง ไม่อยู่นิ่ง มีอาการประมาณ 1-7 วัน ตามด้วยระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย นํ้าลายไหลคล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้ และตาย รวมเวลาประมาณ 10 วัน

ส่วนแมว จะหลบในที่มืด และอาการเช่นเดียวกับสุนัข สัตว์ชนิดอื่น เช่น สุกร อาการทางประสาท เช่น เคี้ยวปาก นํ้าลายไหล ไวต่อสิ่งแวดล้อม มักตายใน 3-4 วัน โค กระบือ ตื่นเต้น วิ่งไล่ชนสิ่งต่างๆ นํ้าลายยืดกัดฟัน  เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ระบบประสาท ถ้าเป็นสุนัขจะแสดงอาการดุร้าย กัดแทะสิ่งของโดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง กระวนกระวาย เมื่อเข้าสู่ระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย น้ำลายไหล คล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้ และตายในที่สุด

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสภากาชาดไทย ได้อธิบายอาการของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าไว้ 2 แบบ คือ แบบดุร้าย สัตว์มีอาการหงุดหงิด ตื่นเต้น วิ่งพล่าน ไล่กัดคนและสัตว์ตัวอื่น โดยสุนัขจะแสดงอาการเช่นนี้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะอ่อนเพลีย ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และเสียชีวิตในที่สุด และแบบเซื่องซึมสังเกตได้ยากกว่าเพราะสัตว์จะมีอาการเหมือนโรคอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด หรือ โรคหัด โดยจะมีอาการลิ้นห้อง ปากอ้าหุบไม่ได้ ตัวแข็งเป็นอัมพาต บางตัวมีอาการชักและตายในที่สุด

4.เมื่อโดนกัด ข่วน หรือเลีย ต้องทำอย่างไร

หากถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือเลียบาดแผล ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่โดยเร็วที่สุด ก่อนจะเดินทางไปพบแพทย์ และควรขังสัตว์ตัวนั้นไว้เพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 10 วัน ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์สามารถป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เกือบ 100%

หากถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีหลายๆ ครั้ง ประมาณ 10 นาที ใส่ยาเบตาดีนเพื่อลดการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากต้องฉีดวัคซีนควรฉีดวัคซีนให้ครบชุดและตรงตามนัดจึงจะได้ผล เพราะหากติดเชื้อพิษสุนัขบ้าและปล่อยทิ้งไว้จนเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท จนแสดงอาการป่วยออกมาแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยจะเสียชีวิต สิ่งที่ทำอีกประการคือ ควรขังสัตว์ตัวนั้นไว้เพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 10 วัน ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ ส่วนวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนควรนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

นอกจากนี้ มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าโดยองค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน การล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลังจากสัมผัสสัตว์ต้องสงสัย สามารถช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อได้อย่างมาก และการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและป้องกันเหตุสุนัขกัด

ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยการยึดหลัก “คาถา 5 ย.” ได้แก่

  1. อย่าแหย่ เพราะอาจโดนข่วนหรือกัดได้
  2. อย่าเหยียบ บริเวณลำตัว ขา หรือหางของสัตว์
  3. อย่าแยก สัตว์ที่กำลังกัดกัน
  4. อย่าหยิบ อาหารขณะสัตว์กำลังกิน
  5. อย่ายุ่ง กับสัตว์ที่ไม่รู้จักคุ้นเคย

เราควรเขียนอะไรในเรซูเม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587971

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เราควรเขียนอะไรในเรซูเม่?

รู้เขา รู้เรา ฟิตตัวเองให้พร้อมพิชิตเขียนสิ่งที่ HR อยากรู้ในเรซูเม่กันดีกว่า งานหน้าจะได้ไม่แป้ก!!

สำหรับข้อมูลที่จำเป็นต้องมีในเรซูเม่ควรเรียงลำดับตามนี้

ข้อมูลส่วนตัว : ชื่อ-นามสกุล (ควรใส่คำนำหน้าชื่อด้วย), ที่อยู่ปัจจุบัน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล (ควรเป็นชื่อที่ทางการ เช่น ชื่อ.นามสกุล@abc.com) และรูปถ่าย (หน้าตรง แต่งกายสุภาพเรียบร้อย)

Career objective : แนะนำให้เขียนสรุปทักษะ ความรู้ ความสามารถ หรือเขียนว่าคุณมีดีอะไร และคุณต้องการทำอะไรให้แก่องค์กรแบบสั้น ๆ **สามารถเขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Expected salary (เงินเดือนที่คาดหวัง) : เขียนเป็นช่วงของเงินเดือนที่ต้องการ เช่น 15,000-18,000 บาท (สามารถต่อรองได้) หรือตามโครงสร้างของบริษัท (อาจจะระบุหรือไม่ก็ได้)

Education (ประวัติการศึกษา) : เขียนไล่จากปีล่าสุดลงไป เรียนที่ไหน สาขาวิชาอะไร วิชาเอกอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ และเกียรตินิยม (ถ้ามี)

Work experience (ประสบการณ์ที่ผ่านมา) : เน้นอธิบายไปที่บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จที่ได้รับ เขียนไล่จากงานล่าสุดลงไป โดยระบุเดือน/ ปีลงไปด้วย ตามด้วยชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จ (Achievement) โฟกัสที่ความสำเร็จ แทนที่จะบอกแค่หน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น เปลี่ยนจากเขียนว่า “managed email list” มาเป็น “increased email subscribers by 20 percent in six months” แทน **อย่าลืม เขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Extracurricular activity (กิจกรรมนอกหลักสูตร) : เน้นอธิบายไปที่ ได้อะไรจากกิจกรรมที่ทำบ้าง และจะนำทักษะหรือสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น มาปรับใช้กับงานที่จะสมัครได้ยังไง HR ให้ความสำคัญกับพวกกิจกรรมนอกหลักสูตร กิจกรรมกับมหาวิทยาลัย หรือการทำงาน Part-time เพราะเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าคุณอาจเคยผ่านการทำงานเป็นทีม มีทักษะการเจรจาต่อรอง หรือมีทักษะอื่น ๆ มาแล้ว โดยเขียนไล่จากงานล่าสุดลงไป โดยระบุเดือน/ ปีลงไปด้วย ตามด้วยชื่อโครงการที่ทำ/ ชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จ **อย่าลืม เขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Skill (ทักษะความสามารถ) : ระบุทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร สามารถไปดูแนวทาง keyword ที่ประกาศงานได้ แต่ถ้าคุณใช้คำเดียวกันนี้เขียนลงไปในเรซูเม่ของคุณ ผู้ประกอบการอาจยังมองไม่เห็นภาพว่าคุณจะใช้ทักษะที่มีกับการทำงานได้อย่างไร คุณควรใช้คำง่าย ๆ และเขียนให้ชัดเจนว่า คุณประสบความสำเร็จอย่างไรในการใช้ทักษะที่คุณมีนี้ และยังรวมถึงผลสอบทางด้านภาษาต่าง ๆ และทักษะความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือโซเชี่ยลมีเดีย (เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคดิจิทัล เทคโนโลยีมีความสำคัญ)

References (บุคคลอ้างอิง) : บุคคลที่นายจ้างสามารถสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเราได้ ต้องไม่ใช่ญาติพี่น้อง โดยระบุชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งงาน บริษัท และ เบอร์โทรศัพท์ แต่อาจยังไม่ต้องอ้าง reference ก็ได้แต่ให้เขียนว่า “References will be sent on request.” (หมายความว่า เอกสารอ้างอิงจะส่งให้กรณีที่ทางบริษัทร้องขอมา)

 

ตัวอย่างการเขียนเรซูเม่

ภาพ freepik.com

7 ข้อดีของโยคะยามเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587968

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

7 ข้อดีของโยคะยามเช้า

“โยคะ” การออกกำลังกายที่ไม่เคยล้าสมัย แถมยังให้ประโยชน์ได้มากกว่าที่หลายๆ คนคิด โดยเฉพาะ “โยคะยามเช้า” ที่จะช่วยเปลี่ยนเช้าวันธรรมดาให้เป็นอีกวันที่ไม่ธรรมดา

7 ข้อดีจากการฝึกโยคะยามเช้า

1.ช่วยสร้างระเบียบวินัย การออกกำลังกายยามเช้าหลังตื่นนอน เป็นสิ่งที่สามารถเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเราปรับเปลี่ยนเวลา มาออกกำลังกายในช่วงเช้าประมาณ 1 สัปดาห์ ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและสามารถตื่นตัวได้อัตโนมัติเมื่อถึงเวลา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสร้างระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี

2.มีเวลามากขึ้น การตื่นเช้าและเริ่มต้นออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวัน จะช่วยให้เรามีโอกาสได้ออกกำลังกายมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ เพราะในช่วงเวลาอื่นของวันเป็นช่วงที่อาจมีกิจกรรมเข้ามาแทรกในระหว่างวันได้ ทำให้เราพลาดการออกกำลังกาย อีกทั้งช่วงเย็นก็เป็นช่วงเวลาที่เราอาจจะเหนื่อยเกินไป และการตื่นเช้ายังจะช่วยให้เราเหลือเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

3.สมองปลอดโปร่ง การฝึกโยคะตอนเช้าสามารถช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ทำให้สมองตื่นตัว ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ตลอดวัน ราวกับได้ดื่มกาแฟรับเช้าวันใหม่

4.กระตุ้นระบบเผาผลาญ การออกกำลังกายในช่วงเช้าจะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน ซึ่งหลังจากการฝึกโยคะในช่วงเช้า อย่าลืมกินมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี โดยไม่รู้สึกอยากกินจุบจิบอีกด้วย

5.หัวใจแข็งแรง โยคะยามเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจและระบบหลอดเลือดทำงานได้ดี และส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

6.การยืดเหยียดร่างกายทุกเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายมีความอ่อนตัว ลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย

7.ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง รู้สึกผ่อนคลายมีสมาธิ สมองปลอดโปร่ง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แลดูมีชีวิตชีวา เพราะการฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายโดยมีสติอยู่กับการกำหนดลมหายใจให้สอดประสานเข้ากับท่วงท่าต่างๆ ทำให้เราได้มีสติจดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ผ่อนคลายได้ในระหว่างการฝึก

ภาพ เอเอฟพี

ท้องเสีย ท้องร่วง อาการน่าเป็นห่วงช่วงอากาศร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587873

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

ท้องเสีย ท้องร่วง อาการน่าเป็นห่วงช่วงอากาศร้อน

ภาพ : freepik.com

ในเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดในรอบปี ความร้อนเช่นนี้ส่งผลให้เชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี เราจึงควรเฝ้าระวังโรคที่อาจมาจากอาหารและน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาการท้องเสีย ท้องร่วง และอาหารเป็นพิษ

สังเกตอาการอย่างใดอย่างหนึ่งของท้องเสีย ท้องร่วง เช่น ท้องเสียต่อเนื่องนานเกิน 3 วัน มีอาการปวดท้องและอาเจียนรุนแรง มีไข้สูง มีเลือดปนอุจจาระ เด็กมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย ผิวหนังเย็น ชีพจรเต้นเร็ว และไม่สามารถรับประทานน้ำเกลือแร่ทดแทนได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง

1.ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส โดยให้จิบทีละนิดแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่ควรกินอาหารที่รสอ่อนและย่อยง่าย เช่น  ข้าวต้ม แกงจืด

2.หากมีอาการผิดปกติควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออก (แสดงว่าขาดน้ำมาก) หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือเวลาถ่ายแล้ว ปวดเบ่งตลอดเวลา (อาการของบิด)

3.ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย

4.กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงในส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือน้ำยาซักผ้าขาวราดซ้ำ

5.รักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย รวมทั้งซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัวของผู้ป่วยให้สะอาด และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

6.ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้

ข้อห้ามเมื่อท้องร่วง ท้องเสีย

1.ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะบางทีท้องร่วงมีหลายสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งยังไม่มียาฆ่าเชื้อ ดังนั้น การกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียลงไปก็ไม่หาย สิ้นเปลืองเงินและอาจทำให้เชื้อดื้อยา

2.ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การถ่ายเป็นกลไกของร่างกายในการขับเชื้อโรคและของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายเข้าไปจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง จากเดิมที่ลำไส้เคยบิดตัวเพื่อไล่ของเสียออก ลำไส้ก็จะอยู่ นิ่งๆ ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต เข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

การป้องกันท้องเสียหน้าร้อน

1.ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ช่วยลดการแพร่เชื้อท้องเสียระหว่างคนต่อคนได้ ควรล้างด้วยสบู่เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

2.ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3.แยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบกับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะบางครั้ง เนื้อสัตว์หลายชนิดจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จึงควรแยกออกจากกัน การเก็บในตู้เย็นก็ไม่ควรวางปนกัน อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท

4.รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ที่สำคัญ การปรุงควรถูกต้องตามเกณฑ์ เช่น ถ้าจำเป็นต้องเก็บมารับประทานใหม่ ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆ แสดงว่าอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียสแล้ว

5.การเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ ควรเลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด เสียเวลาในการเลือกนานขึ้น แต่สบายใจ เมื่อนำมารับประทาน

6.ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียงกับมีดต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้งาน และควรใช้ช้อนกลาง ขณะที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

7.เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี คือ 5 -60 องศา เซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย เพราะฉะนั้นอาหารที่เราเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง

8.ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ต้องเดินทางนั่งรถนานๆ เพราะอาหารเหล่านั้นอาจบูดเน่าได้ง่าย

9.ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำดื่มตามตู้กดน้ำ อาจไม่ได้มาตรฐานและมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้

ทริคสำหรับเด็กจบใหม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ให้ได้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587798

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ทริคสำหรับเด็กจบใหม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ให้ได้งาน

เป็นเด็กจบใหม่ต้องเตรียมตัวเองอย่างไรให้ได้งานที่ใฝ่ฝัน วันนี้เราได้รวบรวมทริคง่ายๆ ที่ทำได้จริงมากฝากกัน

เลือกจากความเหมาะสม อันดับแรกของการเตรียมตัวสมัครงานสิ่งที่เราควรทำคือ การนั่งสำรวจตัวเอง คิดทบทวนไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่า ตัวเราชอบอะไร? งานอะไรที่คิดว่าทำแล้วมีความสุข? ความสนใจของเราจะอยู่กับงานนี้ไปได้นานมากแค่ไหน? ศักยภาพของเราเหมาะกับงานนั้นๆ หรือไม่? จุดเด่นจุดด้อยที่เราจะปรับให้เขากับงานที่เราทำ? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่เราสนใจเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเลือกงานที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นงานที่ดีที่สุด และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะคงไม่มีใครที่อยากอยากเปลี่ยนงานที่ทำบ่อยๆ

เรซูเม่และผลงานต้องพร้อม หลังจากที่เราสำรวจตัวเองจนได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเตรียมในส่วนของข้อมูลส่วนตัวของเรา นั่นก็คือ เรซูเม่ ที่เป็นตัววัดด่านแรกว่าบริษัทจะรับคุณเข้ามาหรือไม่ ดังนั้น ตรวจสอบให้ดี ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ-สกุล เป้าหมายในอาชีพ (เขียนให้ชัดเจน) ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน กิจกรรมที่เคยทำ อย่าลืมที่อยู่และเบอร์ติดต่อกลับเด็ดขาด ต่อมาเป็นส่วนของผลงานตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ ตอนฝึกงาน หรือใครที่รับทำงานสมัยเรียน เลือกชิ้นที่เด็ดๆ เพื่อแสดงให้เห็นทักษะและความสามารถที่เรามี ขอย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ต้องครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด

กิริยามารยาทเป็นเรื่องสำคัญ สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เป็นประโยคที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่คนเก่งๆ ไม่ถูกเลือกก็เพราะการแสดงกิริยามารยาทไม่เหมาะสม สิ่งที่เราควรทำคือ ให้นึกไว้เสมอว่าเรากำลังมาสัมภาษณ์งาน โอกาสที่จะพลาดนั้นมีอยู่ ดังนั้น ต้องระวังเรื่องคำพูดและการวางตัวให้ดี ตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าไปจนกระทั่งเดินออกมาจากห้องสัมภาษณ์ เพราะพวกเขากำลังประเมินเราอยู่ ยิ่งบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์งานนั้นดูเป็นกันเองกับเรามากแค่ไหน เรายิ่งต้องระวังกิริยามารยาทของเราไว้ให้ดี อ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่ดีที่สุด

ระวังเรื่องการตอบคำถาม ตอบให้ชัดและตรงประเด็นมากที่สุด ไม่วกไปวนมา โดยเฉพาะพวกคำถามปลายเปิดให้ตั้งสติดีๆ และตอบให้ฉะฉาน การตอบคำถามถือเป็นการแสดงให้เห็นทัศนคติ ความคิด ดังนั้นต้องระวังอย่าให้พลาด

บุคลิกภาพที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนที่มีบุคลิกภาพที่ดีนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ดังนั้น เราลองสำรวจตัวเองสิว่ามีอะไรที่เราไม่มั่นใจบ้าง ตั้งแต่ทรงผม การวางตัว สีหน้า การแต่งตัว การเดิน การนั่ง การยืน แววตา น้ำเสียงเวลาพูด รีบปรับแก้ไข ก่อนจะไปสมัครงาน

เข้าใจ ‘กัญชา’ ก่อนคิดว่าเป็นยาครอบจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587860

  • วันที่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 18:34 น.

เข้าใจ 'กัญชา' ก่อนคิดว่าเป็นยาครอบจักรวาล

หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ จึงตามมาด้วยข้อห้าม คำเตือน และความเป็นพิษจากกัญชา ที่ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน

ว่าด้วยเรื่องของ “กัญชา” หลังจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ ประเด็นการนำกัญชามาใช้ทำให้หลายฝ่ายกังวลอยู่บ้าง จากที่มีคนกล่าวอ้างว่ากัญชาเป็นยาครอบจักรวาลสามารถรักษาได้ทุกโรค ก็มีข้อสรุปออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า “ไม่เป็นความจริง”

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ได้ระบุสรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงานไว้ ดังนี้

  1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด
  2. โรคลมชักรักษายากในเด็ก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา
  3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  4. อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล

ปัจจุบันกัญชาในตำรับยาแผนไทย 16 ตำรับที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยเรื่องลม การนอนหลับ และแก้ปวด ได้แก่ ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาอัคคินีวคณะ ยาศุขไสยาศน์ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง ยาไฟอาวุธ ยาแก้นอนไม่หลับ หรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้สัณฑฆาต กร่อนแห้ง ยาอัมฤตโอสถ ยาอไภยสาลี ยาแก้ลมแก้เส้น ยาแก้โรคจิต ยาไพสาลี ยาทาริดสีดวงทวารหนัก และโรคผิวหนัง ยาทำลายพระสุเมรุ และยาทัพยาธิคุณ

ส่วนผู้ที่ห้ามใช้กัญชา ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีภาวะตับ หรือไตบกพร่องอย่างรุนแรง
  3. ผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี
  4. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคจิต

นอกจากนี้ ยังมีอาการไม่พึงประสงค์และความเป็นพิษจากกัญชา ได้แก่ ความดันเลือดต่ำ อาจทำให้เป็นลม และหมดสติได้ การมองเห็นสีผิดปกติ และอารมณ์แปรปรวน พัฒนาการทางด้านสมองเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับ ความคิด ความจำ และการเรียนรู้ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติทางจิต

 

ภาพ : AFP / oryor.com

7 สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้อง ‘หางานใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587738

  • วันที่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

7 สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้อง 'หางานใหม่'

เคยสงสัยไหมว่าเพราะอะไรจึงไม่มีความสุขกับการทำงาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีความสุขดี ไม่มีปัญหาอะไร หรือนี่อาจเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง

คงจะจริงอย่างที่เขาว่า ไม่มีอะไรจะอยู่ตลอดไปแม้กระทั่งความรู้สึก เราเคยสังเกตตัวเองกันไหมว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เรายังรู้สึกว่างานที่ทำสนุกเหลือเกิน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อมอะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด แต่มาวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่เคย การต้องตื่นมาทำงานเป็นอะไรที่ทรมานจริงๆ วันนี้เราได้รวบรวม 7 สัญญาณเตือน! ที่บ่งบอกว่าถึงเวลากับการต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว

งานที่ทำเริ่มไม่ตอบโจทย์ชีวิต ทั้งที่เป็นงานที่เคยชอบมากๆ วันนี้กลับรู้สึกว่างานไม่ตอบโจทย์กับชีวิตหรือสิ่งที่เราต้องการอีกต่อไปแล้ว เราตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็กมากนัก ที่เป้าหมายและความชอบจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุหรือความจำเป็น สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดความรู้สึกนี้คือ การนั่งคิดทบทวนให้ดีๆ ว่าสิ่งที่เราต้องการ ณ ตอนนี้คืออะไร มันไม่เสียหายเลยที่เราจะก้าวออกมาเจอกับอะใหม่ๆ ที่รู้สึกว่ามันใช่กับความต้องการของเรามากกว่า

ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่างานที่เราทำอยู่มันช่างน่าเบื่อและซ้ำซาก เพราะหากมองย้อนกลับในวันแรกที่เราทำงาน มีเรื่องสนุกๆ มากมายที่เราต้องเรียนรู้  ต้องทำ จึงเป็นเรื่องปกติที่พอผ่านไปหลายปีเราจะเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเราคุ้นชินกับมันมากเกินไป จนมองไม่เห็นความสนุกเหล่านั้นอีกแล้ว

เบื่อทุกอย่างในที่ทำงาน ถึงแม้จะไม่ได้มีปัญหากับงานที่ทำอยู่ หลายคนก็อาจเปลี่ยนงานเพราะต้องประสบกับการเจอเจ้านายที่ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยจะชื่นชม การชิงดีชิงเด่นของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ก็พานทำให้เซ็งได้เหมือนกัน เพราะต่อให้เป็นงานที่ชอบขนาดไหนแต่ต้องมาเจอแบบนี้ก็ขอบาย

เปิดเว็บไซต์หางานบ่อยๆ อยู่ๆ ก็เริ่มจะเข้าเว็บไซต์เกี่ยวกับการหางานบ่อยขึ้น ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นก็เป็นเพราะเราเริ่มมีความรู้สึกอยากทำอะไรใหม่ๆ หรือเริ่มมีความสนใจงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานที่เราทำอยู่

เห็นจุดวิกฤตของงานที่ทำอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากเราจะรีบสละเรือที่กำลังจะล่ม เพราะถึงแม้ว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรจนถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น การที่เราเลือกที่จะเดินออกไปก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย

ได้ไม่คุ้มเสีย หลายๆ คนอาจจะกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่แน่ๆ เงินเดือนไม่ขึ้นมาหลายปี โบนัสที่เคยมีกลับไม่ได้ ทำงานหนักแทบตายไม่ได้อะไรเลย เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก ก็คงต้องถึงเวลาโบกมือบายๆ ให้กับงานเก่าแล้วเดินหน้าหางานใหม่ซะแล้วสิ

เริ่มเสียสุขภาพจิตกับงานที่ทำอยู่ เมื่อความสุขที่เคยมีหายไปกลายเป็นความเครียดเข้ามาแทนที่ เราเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าใน 1 สัปดาห์ งานทำให้เรารู้สึกเครียดมากกว่า 3 วัน แบบนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนงานแล้วล่ะ เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ หากยังปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ๆ

เทียบพลังงานกินทุเรียน 4 เม็ด เท่ากับข้าวมันไก่ 2 จาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587731

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:32 น.

เทียบพลังงานกินทุเรียน 4 เม็ด เท่ากับข้าวมันไก่ 2 จาน

กรมอนามัย เผยกินทุเรียน 4 เม็ด พลังงานสูงเทียบเท่ากินข้าวมันไก่ 2 จาน พร้อมแนะไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง อยู่ในภาวะขาดน้ำ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด ไม่กินถี่ทุกวัน และลดอาหารกลุ่มข้าวแป้ง ของหวานในมื้อที่กินทุเรียน แต่ถ้าใครชอบกินทุเรียนมาก โดยกินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด เท่ากับร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520-780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน หรือเท่ากับการกินอาหาร 2 มื้อ นอกจากนี้ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและไม่บ่อย เพราะการกินทุเรียนปริมาณมากหรือกินทุเรียนบ่อยๆ จะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้

“ประชาชนผู้บริโภคไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระบวนการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้”

ทางด้าน พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า การกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจทำให้ตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ การกินทุเรียนที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควรคำนึงถึงกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรกินผลไม้หลากหลายชนิดในแต่ละวัน อาจกินทุเรียนคู่กับมังคุด เพราะมังคุดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยต้านความร้อนที่เกิดจากกินทุเรียนได้ และมังคุดมีเส้นใยอาหารสูง มีสารต้านการอักเสบช่วยแก้ร้อนในและยังมีน้ำในปริมาณมากด้วย ทั้งนี้ ทุเรียนไม่ได้เป็นผลไม้ต้องห้าม หากอยากกินหรือชอบกิน สามารถกินได้ แต่กินในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับ