ตกลง ‘หมึก’ เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587720

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ตกลง 'หมึก' เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ใครๆ ก็สงสัย ‘หมึก’ หรือปลาหมึก เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ หรือเป็นแค่อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

“หมึก” หรือที่เราเรียกติดปากว่า “ปลาหมึก” เป็นอาหารทะเลยอดนิยมที่อุดมไปด้วยไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีทั้งผลดีต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มไขมันดี ลดความดัน สมานแผล แต่ก็มีไขมันหลากชนิด หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วหมึกดีต่อสุขภาพจริงหรือ และการรับประทานปลาหมึกปริมาณมากอาจทำให้เสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงไปด้วยหรือไม่ในเว็บไซต์พบแพทย์ดอทคอม ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ ระบุว่า แม้ปลาหมึกจะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ก็มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย ช่วยในการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนัง และไขมันบางชนิดที่พบในปลาหมึกก็เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ได้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับปลาหมึกในแง่ของประโยชน์และผลกระทบต่อสุขภาพไว้ ดังนี้

ปลาหมึกเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว

ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงอาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นำไปสู่การเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ ปลาหมึกเป็นอาหารที่มีไขมันหลายชนิดโดยเฉพาะไขมันคอเลสเตอรอล หลายคนจึงเกรงว่าการบริโภคปลาหมึกอาจเสี่ยงทำให้มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้

แต่จากการวิจัยในอดีตที่ให้ผู้ชายซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18 คน บริโภคอาหารทะเลที่แตกต่างกัน 6 ชนิด คือ ปลาหมึกกล้วย ปู กุ้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยกาบ พบว่าปลาหมึกกล้วยและกุ้งมีไขมันคอเลสเตอรอลสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ในขณะที่มีไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่า และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ปลาหมึกกล้วย หอยแมลงภู่ และหอยนางรมช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปด้วย

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาโดยให้หนูทดลองบริโภคสารสกัดจากปลาหมึกกล้วยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า สารจากปลาหมึกกล้วยมีประสิทธิภาพในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดไขมันคอเลสเตอรอลลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มหนูทดลองที่บริโภคสารดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคสารนี้ โดยสารสกัดจากปลาหมึกช่วยลดการดูดซึมกรดน้ำดีในลำไส้เล็กและยับยั้งการสร้างไขมันในตับด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ปลาหมึกอาจมีไขมันชนิดที่ดีที่ช่วยลดระดับไขมันไม่ดีในร่างกายได้ แต่ยังคงต้องศึกษากลไกในการลดระดับไขมันร่างกายจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จริงในอนาคต ดังนั้น ขณะนี้ผู้บริโภคควรรับประทานปลาหมึกในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากบริโภคปริมาณมากอาจเสี่ยงมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป เพราะในปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วยเช่นกัน

ปลาหมึกลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดไปได้ ดังนั้น จึงมีงานค้นคว้ามากมายที่พยายามหาแนวทางรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เชื่อว่าอาจช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้ จึงมีการทดลองที่ใช้อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อหาประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิต ปลาหมึกก็เป็น 1 ในอาหารที่ถูกนำมาทดลองด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้หนูทดลองรับประทานโปรตีนที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ ACE ซึ่งสกัดได้จากส่วนกล้ามเนื้อของปลาหมึกกระดอง พบว่าสารดังกล่าวช่วยลดระดับความดันซิสโตลิกหรือความดันขณะหัวใจบีบตัวลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงได้ในอนาคต

แม้จะปรากฏประสิทธิผลของการบริโภคปลาหมึกต่อการลดระดับความดันโลหิต แต่มีเพียงระดับความดันซิสโตลิกที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นงานวิจัยขนาดเล็กที่ทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงควรค้นคว้าทดลองในมนุษย์และขยายกลุ่มทดลองให้มีขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันประสิทธิผลจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนต่อไป

ปลาหมึกช่วยสมานแผล

ร่างกายมีกระบวนการฟื้นฟูตนเองและสมานแผลให้หายดีหลังมีแผลบาดเจ็บ โดยเส้นใยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งมีส่วนในการสมานแผลให้ขึ้นมาทดแทนบริเวณเดิม เนื่องจากปลาหมึกเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงมีการศึกษาประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกล้วยไดมอนด์ พบว่าคอลลาเจนที่ได้จากปลาหมึกชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพผิวหนังและกระดูกของวัว

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งงานวิจัยที่ค้นคว้าคุณสมบัติของเจลคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกระดองในห้องปฏิบัติการ พบว่าหลังจากทาสารชนิดนี้ แผลติดกันเร็วขึ้น ซึ่งอาจพัฒนาสารดังกล่าวไปเป็นยาสมานแผลได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์หรือศึกษาผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น จึงไม่อาจสรุปประสิทธิผลของสารสกัดจากปลาหมึกต่อการสมานแผลได้อย่างแน่ชัดในขณะนี้ และควรศึกษาทดลองให้ชัดเจนในมนุษย์ต่อไป ทั้งในด้านประสิทธิผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยจากการใช้หรือการบริโภคปลาหมึกและผลิตภัณฑ์จากปลาหมึก ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผลบาดเจ็บควรรักษาแผลด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสมานแผลชนิดใด ๆ โดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์

ความปลอดภัยในการบริโภคปลาหมึก

แม้ปลาหมึกมีสารโภชนาการที่เป็นประโยชน์และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในบางด้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดปริมาณที่แนะนำในการรับประทานปลาหมึกที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงควรรับประทานปลาหมึกที่สด สะอาด และปรุงสุกในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ แม้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เคยมีรายงานว่ามีผู้แสดงอาการแพ้หลังสัมผัสปลาหมึกกล้วย เช่น หอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ เยื่อตาอักเสบ ลมพิษ และผื่นแพ้สัมผัส ดังนั้น ผู้ป่วยภูมิแพ้หรือผู้ที่ไวต่อการแพ้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนสัมผัสหรือบริโภคปลาหมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็มีแนวโน้มจะแพ้ปลาหมึกด้วยเช่นกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าแพ้ปลาหมึกหรือไม่ก่อนจะรับประทานปลาหมึก ส่วนผู้ที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคปลาหมึกเสมอ เพราะอาจทำให้อาการป่วยแย่ลงหรือมีอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : pobpad.com

“6 ข้อต้องรู้” เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587694

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

"6 ข้อต้องรู้" เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ: freepik.com

การสื่อสารเรื่องราวหรือถ่ายทอดข้อมูล นับเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตและการทำงาน เพราะแม้ว่าเราจะมีความคิดหรือไอเดียดีแค่ไหน แต่หากไม่สามารถสื่อสารสิ่งนั้นออกมาแบบมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่คนอื่นจะรับรู้และเข้าใจได้ ร้ายกว่านั้นอาจถึงขั้นเข้าใจผิดจนเกิดปัญหาตามมา

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) แนะ 6 เคล็ดลับฝึกทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ลองนำไปฝึกกัน ดังนี้

1.จำไม่หมด จดดีกว่า

ความจำดีๆ สู้หมึกจางๆ ไม่ได้ บ่อยครั้งที่การประชุมยาวนานเกิดข้อถกเถียงและข้อสรุปมากมาย ซึ่งเราต้องน้อมรับและนำไปถ่ายทอดให้คนที่อยู่นอกห้องประชุมฟังแล้วนำไปปฏิบัติต่อ เพื่อป้องกันการลืมประเด็นสำคัญ การจด หรือบันทึกสักนิดจะช่วยได้มาก ส่วนอุปกรณ์ตัวช่วยก็แล้วแต่ความถนัด อาจบันทึกเป็นข้อความ วาดเป็นรูปภาพ หรือแค่คว้าสมาร์ทโฟนมาถ่ายภาพไว้ แค่นี้ก็หมดปัญหาเรื่องการลืมได้แล้ว

2.จับประเด็นสำคัญ

ในหนึ่งเรื่องราว หนึ่งคำสั่งที่เราได้ยินมา อาจจะเป็นเรื่องอารัมภบทต่างๆ นานา หรืออาจจะเป็นกลยุทธ์ยุทธศาสตร์อะไรที่ยาวเหยียด ถ้าได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้ส่งต่อสาร ก่อนจะไปบอกไปสั่งงานใคร ควรเรียบเรียงใจความสำคัญในสมองตัวเองสักนิดว่าเราจะไปเล่าต่ออย่างไรให้กระชับและเหมาะสมกับบริบทของเนื้องานมากที่สุด เพราะการสื่อสารที่ดีใช่ว่าจะต้องพูดทุกสิ่งที่ได้ยินมา

3.สื่อสารให้ตรงประเด็น

เมื่อเรียบเรียงจับประเด็นสำคัญได้แล้ว เวลาถ่ายทอดต่อก็อย่าอ้อมค้อมพูดวกวนให้เกิดความสับสน เพราะสารเมื่อได้รับการส่งต่อกันหลายๆ ทอด ก็ย่อมเกิดความบิดเบือนได้มากอยู่แล้ว อย่าไปพยายามจัดสรรปั้นคำพูดให้ดูสวยงาม แต่น้ำท่วมทุ่งจนทำให้ผู้ฟังต้องไปจับประเด็นหรือถอดรหัสคำพูดอีกรอบ การพูดให้ตรงประเด็นจะช่วยย่นระยะเวลา เอาเวลาไปทำงานอื่นดีกว่า

4.รู้ว่าต้องพูดอะไร กับใคร

ต้องวิเคราะห์ผู้รับสารว่าเขาจำเป็นต้องรู้เรื่องไหน แล้วไม่ควรรู้เรื่องไหนบ้าง ต้องพูดอย่างไรเพื่อประสานประโยชน์ของหลายๆ ฝ่ายให้ลงตัวในเรื่องเดียวกัน ถ้าเราถ่ายทอดให้ผู้บังคับบัญชาฟัง ควรหยิบประเด็นที่ผู้บังคับบัญชาสนใจมาเล่า เพราะอาจมีผลต่อนโยบายการบริหาร แต่ถ้าเราให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังก็อาจต้องเล่าในอีกแง่มุมหนึ่ง

5.พยายามทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย

เรื่องยากที่สุดของการสื่อสาร คือการเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างหลายฝ่าย เบื้องต้นเราต้องเข้าใจคนทั้งสองฝ่ายว่าแต่ละคนมีความต้องการแบบไหน และมีความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มามากน้อยเพียงใด จะเห็นได้บ่อยครั้งว่า คนที่ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อนมักหลุดพูดอะไรที่อีกฝ่ายไม่ควรรู้ พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายตามไม่ทัน หรือแต่งเติมจนเกินเรื่องเดิมไปมาก ทำให้ผู้ฟังหาจุดเชื่อมเรื่องราวเอาเองจนอาจเข้าใจผิด วิธีแก้ที่ดีคือการใส่ใจในความต้องการของแต่ละฝ่ายและทำการบ้านมาก่อน

6.อย่าใส่อารมณ์ตัวเอง

เรียกง่ายๆ ว่าอย่าดราม่า เมื่อเราเป็นคนกลาง จะพูดจะคุยอะไรต้องระมัดระวัง อย่าใส่อารมณ์ เหตุผลและทัศนคติตัวเองลงไปปรุงแต่งในสาร เพราะอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม อย่าได้ออกความเห็นจนกว่าจะโดนขอร้องให้แสดงความคิดเห็น ได้รับสารมาอย่างไร ก็หยิบยกประเด็นสำคัญมาสื่อสารก่อน เพราะเซฟตี้เฟิร์สยังใช้ได้เสมอ

ตัวเลือกการออกกำลังกายในเวลาอันสั้น ของคนที่ฝันอยากอายุยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587598

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ตัวเลือกการออกกำลังกายในเวลาอันสั้น ของคนที่ฝันอยากอายุยืนยาว

การออกกำลังกายทุกประเภทดีต่อร่างกาย แต่มีงานวิจัยหนึ่งพบว่ามีวิธีการออกกำลังกายประเภทหนึ่งชื่อ HIIT (high-intensity interval training) ที่ใช้เวลาสั้นแต่ทำให้คนมีอายุยืนขึ้นได้

ในปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยหนึ่งถูกเผยแพร่ในวารสาร Cell Metabolism ของสหรัฐ โดยผู้วิจัยได้วัดดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index) และภาวะความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ คนสูงวัยอายุ 65-80 ปี และคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จากนั้นแบ่งคนทั้งสองช่วงวัยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ออกกำลังกายประเภทต่างๆ กัน

กลุ่มหนึ่ง ให้ออกกำลังกายแบบ “HIIT” ด้วยการปั่นจักรยาน อีกกลุ่มหนึ่ง เน้นสร้างกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก และกลุ่มสุดท้ายทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

หลังจากนั้นผู้วิจัยได้กลับมาวัดดัชนีมวลร่างกายและภาวะความไวต่ออินซูลินของทุกคนอีกครั้ง แล้วพบว่า การออกกำลังกายทุกรูปแบบช่วยให้มีดัชนีมวลกายระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงสมดุลมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินให้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้มุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกายแบบ HIIT มากเป็นพิเศษ เพราะส่งผลถึงระดับเซลล์มากที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 รูปแบบ

HIIT เป็นวิธีที่ช่วยยับยั้งความเสื่อมสภาพของไมโทคอนเดรียน (Mitochondrion) หรือแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ และยังช่วยเพิ่มการสร้างโปรตีนในเซลล์ สิ่งที่ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายสามารถทำงานตามหน้าที่ และยังช่วยให้การติดต่อประสานงานระหว่างเซลล์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

การวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT จะช่วยลดอัตราความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายซึ่งมีแนวโน้มทำให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนขึ้น

อีกงานวิจัยในสวีเดน ชี้ว่า HIIT จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดีมากด้วย การวิจัยนำโดย ฮาคานเวสเทอร์บลัด ศาสตราจารย์เกี่ยวกับสรีรวิทยาและเภสัชวิทยา สถาบันแคโรลินสกา ประเทศสวีเดน เขาและทีมได้ศึกษากล้ามเนื้อของผู้ที่ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 30 วินาที แล้วพัก 3 นาที เป็นจำนวน 6 ครั้ง พบว่าการออกกำลังกายวิธีนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับใยกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการนำพลังงานมาทดแทนได้มากกว่าคาร์ดิโอ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งเมื่อร่างกายเสียคาร์โบไฮเดรตก็จะดึงไขมันมาใช้ทดแทน และสามารถเผาผลาญไขมันได้นานที่สุดประมาณ 48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม HIIT ถึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่สลายไขมันได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรทำติดต่อกันมากกว่า3 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงเช่นนี้

เข้าใจความต่างคน 4 เจเนอเรชั่น ทลายช่องว่างเพื่อการทำงานที่แฮปปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587633

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เข้าใจความต่างคน 4 เจเนอเรชั่น ทลายช่องว่างเพื่อการทำงานที่แฮปปี้

ทำความรู้กลุ่มคนใน 4 เจเนอเรชั่น พร้อมเข้าใจลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่แตกต่างเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข

Baby Boomer Generation หรือ Gen B

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2489-2507 ยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองสงบหลังจากสงคราม ทุกคนที่มีชีวิตรอดต้องเร่งกลับมาฟื้นฟูให้ประเทศกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง แต่เนื่องจากได้สูญเสียจำนวนประชากรจากการทำสงคราม คนในยุคนี้จึงมีค่านิยมว่าต้องมีทายาทหรือลูกหลานเยอะๆ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานมาช่วยกันพัฒนาประเทศ

ปัจจุบันคน Gen B คือคนมีอายุประมาณ 60 ขึ้นไป ลักษณะนิสัยจะเป็นคนจริงจัง เคร่งครัดเรื่องขนมธรรมเนียนประเพณี เป็นเจ้าคนนายคน ชีวิตทุ่มเทให้กับการทำงาน มีความอดทนสูง ประหยัดอดออม ซึ่งมักถูกจัดเป็นพวก “อนุรักษนิยม”

Generation X หรือ Gen-X

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2522 สำหรับคน Gen-X นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Yuppie หรือ Young Urban Professionals หมายถึง คนที่เกิดมาในยุคมั่งคั่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม คอมพิวเตอร์ สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และเป็นยุคที่มีการให้ควบคุมอัตราการเกิดของประชากร เนื่องจากค่านิยมยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้มีเด็กเกิดมากเกินไป ปัญหาตามมาก็คือเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร

ปัจจุบันคนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดคือ ชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ มีแนวคิดสร้างความสมดุลในเรื่องงานและครอบครัว คือทำงานตามหน้าที่ ไม่บ้างาน ไม่ทุ่มเท ทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนา และไม่ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งยังเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป เช่น มองว่าการอยู่ก่อนแต่ง การหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี

Generation Y หรือ Gen-Y เรียกอีกอย่างว่า Millennials

คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523-2540 คน Gen-Y จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตัล มีความเป็นสากล เปิดรับวัฒนธรรมแบบ Teen Pop มองว่าการชื่นชอบศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีเทคโนโลยีพกพา รักความสะดวกสบาย เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและเฟื่องฟู ทำให้พ่อแม่ที่เป็นคนในยุค Gen B ซึ่งถูกปลูกฝังให้ทำงานหนักค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิต จึงทำให้ดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ที่เกิดมาในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เด็กยุค Gen-Y จึงมักจะถูกตามใจ อยากได้อะไรต้องได้ มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี มีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ

ลักษณะพฤติกรรมของคน Gen-Y มักต้องการความชัดเจนในการทำงาน เช่น ต้องชัดเจนว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร? คาดหวังที่จะมีเงินเดือนสูงๆ คาดหวังคำชม แต่ไม่อดทนต่องานที่ทำ ชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ คน Gen-Y ยังต้องการสร้างสมดุลเวลาให้กับตัวเอง เช่น หลังเลิกงานมักจะไปทำกิจกรรมให้ความสุขกับตัวเอง อย่างไปเล่นฟิตเนส แฮงเอาท์พบปะเพื่อนฝูง

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่นสมาร์ตโฟน ไอแพด คุยโทรศัพท์ ไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเดิน การทำงาน หรือกินข้าวได้

Generation Z หรือ Gen-Z

คือคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 เกิดจากพ่อแม่รุ่นใหม่อย่าง Gen-X และ Gen-Y เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบดิจิตัล ดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และสื่อบันเทิงต่างๆ เด็กรุ่นนี่้จะเป็นรุ่นแรกที่ทั้งพ่อและแม่จะออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ จึงทำให้เด็กยุค Gen Z ได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อและแม่ของตัวเอง

เนื่องจากเกิดมาในยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัย เด็กในยุคนี้อาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นจะอยู่ได้อย่างไร แถมยังยกให้สมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะของชาว Gen-Z จนถูกเรียกว่า Digital in their DNA คนเจนนี้ติดโลกออนไลน์และรับข้อมูลข่าวสารมากมายอย่างรวดเร็ว ทันโลกและวิเคราะห์สถิติเรื่องต่างๆ เพื่อคาดการณ์อนาคตได้เร็ว ตัดสินใจทำอะไรอย่างรวดเร็ว ไม่ชอบรอคอย แต่ก็เป็นคนที่กลัวอนาคต จึงมักหาข้อมูลมาเปรียบเทียบและป้องกัน เช่น เรียนอะไรไม่ตกงาน อาชีพอะไรมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าจะเลือกงานที่เงินดีมากกว่าที่ชอบจริงๆ

คน Gen-Z จะเปิดกว้างทางความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างมากขึ้นจากการมองเห็นในโลกโดิจิตัล จึงเปิดกว้างในการยอมรับความแตกต่าง มีแนวโน้มที่จะปรับทัศนคติได้ดี ไม่แบ่งแยกชนชั้น สีผิว ศาสนา หรือประเพณีที่แตกต่าง แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นมนุษย์หลายงาน เพราะความอดทนต่ำ ต้องการคำอธิบายมากขึ้น ต้องมีเหตุผล ต้องรู้สึกว่าได้เข้าใจกับทุกเรื่องในชีวิต ส่วนการเรียนรู้ของคน Gen Z จะหาความรู้ได้ทุกที่ เกลียดการเรียนแบบบรรยาย ก็ชอบข้อมูลแนวกราฟ ภาพ สถิติชัดเจน เน้นข้อมูลสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายๆ เพราะจดจำข้อมูลได้ดีจากข้อมูลสั้นๆ ตามแบบฉบับโลกออนไลน์

 

วิธีการทลายช่องว่างเพื่อสร้างความเข้าใจในคนแต่ละ Gen

เมื่อเข้าใจแล้วว่าคนในแต่ละยุคมีค่านิยมในชีวิตอย่างไร ก็สามารถก้าวข้ามความต่างเพื่อเข้าหากันได้ง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน คือ

  1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อหรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนเรา เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
  2. ชื่นชมจุดดี แทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ
  3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย

ภาพ : mercados.lat

ยุทธวิธีในการทำงานกับคนต่าง Gen ให้มีความสุข

ทำงานกับกลุ่ม Baby Boom

จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหนหรือจะประสบความสำเร็จเพียงใดก็ยังคงต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนักคือการถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์กร และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ แก่ Baby Boom

ทำงานกับกลุ่ม Gen-X

ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจน และไม่อ้อมค้อม เพราะ Gen-X ชอบความตรงไปตรงมา เราสามารถใช้ Email กลับคนกลุ่มนี้ได้ หากสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ควรพูดต่อหน้า เพราะ Gen-X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้างๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Gen-X ในการทำงานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้าๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Gen-X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่

ทำงานกับกลุ่ม Gen-Y หรือ Millennium

ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือนการให้คำชม จงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขาก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้เราแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทำทุกขณะจิต เพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก

ทำงานกับกลุ่ม Gen-Z

จงให้เกียรติพวกเขาก่อนเสมอในฐานะที่พวกเขาน่าจะฉลาดกว่าเรา เพราะพวกเขาเติบโตมากับยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตั้งแต่เด็ก ส่วนปรัชญาที่เหมาะสมกับการทำงานของพวกเขาคือ Work-Life Balance ไม่ชอบสไตล์การทำงานแบบคนรุ่นเก่าที่น่าเบื่อ และเพื่อป้องกันการสูญเสียความคิดและไอเดียของคน Gen Z ดาวรุ่งดวงใหม่ เราควรใช้ระบบการฝึกอบรมพนักงานที่ได้มาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงให้องค์กรมีความทันสมัยเพื่อดึงดูดพวกเขาให้มาทำงาน สุดท้ายคือการให้โอกาสพวกเขาในการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่และส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นเสมอ

4 เคล็ดลับบอกลา ‘โรคเกลียดวันจันทร์’ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587608

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

4 เคล็ดลับบอกลา 'โรคเกลียดวันจันทร์' ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ภาพ : freepik.com

วิธีตั้งรับเช้าวันจันทร์แบบสุขสันต์ บอกลาโรคเกลียดวันจันทร์ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เมื่อความชิลและอารมย์สบายๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์กำลังจะหมดไป ช่วงนี้หลายคนโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือน มักมีความรู้สึกเนือยๆ เพราะไม่อยากให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องรีบตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ซึ่งอาการที่รู้สึกเบื่อหน่ายนี้เราต่างรู้จักกันดีในนาม “โรคเกลียดวันจันทร์” หรือ “Monday Blues”

โรคนี้ฟังชื่อก็ทราบถึงเหตุผลชัดเจนที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกลียดวันจันทร์ ก็เพราะว่าเป็นวันเริ่มต้นทำงานของสัปดาห์ หลังจากได้หยุดผ่อนร่างกายและสมอง ทั้งการนอนตื่นสาย เดินช็อปปิ้ง มีเวลาทำอาหาร อยู่กับครอบครัว คนรัก หรือได้หาของกินอร่อยๆ ซึ่งหลายคนมักรู้สึกว่าเวลาของวันเสาร์และอาทิตย์มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอถึงเช้าวันจันทร์จึงเหมือนเป็นฝันร้ายที่ต้องเจอกับความวุ่นวายต่างๆ นานา อาทิ รถติด อากาศร้อน ฝุ่นควัน และการเบียดเสียดกันบนรถโดยสาร แต่วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ ทำได้โดย

รีบเคลียร์งานบ้านให้เร็ว

การเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เช่น ซักผ้า เก็บกวาดห้อง พอถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องวุ่นกับการเก็บกวาดเช็ดถู หรือซักผ้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ เพราะการที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ในเย็นวันอาทิตย์ อาจทำให้เหนื่อยและรู้สึกว่าเวลาพักผ่อนหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เราทำงานบ้านเสร็จเร็ว ยังทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งยังแพลนนัดกับเพื่อนๆ หรือคนรักได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานบ้านที่ยังไม่ได้ทำอีกด้วย

เข้านอนให้ไวขึ้น

ก่อนเริ่มทำงานในสัปดาห์ใหม่ นอกจากการได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเติมความสุขและหาแรงบันดาลใจแล้ว เราควรพักร่างกายด้วยการนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง จึงแนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เมื่อร่างกายได้ชาร์จพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการตื่นมาเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างสดชื่น ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ไปตลอดทั้งวัน

วางแผนสำหรับเช้าวันจันทร์

ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับเช้าที่เร่งรีบด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ที่จะใส่ไปทำงาน เตรียมวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือเตรียมแค่นม ขนมปัง พร้อมผลไม้สักอย่าง จากนั้นก็วางแผนการเดินทางให้ดี เพราะปัญหารถติดหนักในช่วงเช้าวันจันทร์ทำให้หลายคนปวดใจ  เราจึงควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่คิดว่าจะเดินทางได้เร็วที่สุด เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT, รถเมล์ประจำทาง หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเมื่อเราเลือกวิธีการเดินทางได้แล้ว เราก็จะสามารถรู้เวลาที่ใช้ในการเดินทาง และวางแผนการตั้งเวลาปลุกอย่างไม่ต้องลังเล

สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน โดยมองปัญหาและความเบื่อหน่ายต่างๆ เป็นความท้าทาย หรือเป็นบททดสอบความสามารถของเรา คำนึงถึงข้อดีของการที่ได้ทำงาน เช่น ได้ไปพบปะกับเพื่อนร่วมงาน ได้ออกไปทำสิ่งที่เราถนัดและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง งานทำให้เรามีรายได้ งานทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ อีกหนึ่งข้อที่นับเป็นเรื่องดีๆ คือการได้ไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ตั้งหลายวันต่อสัปดาห์

How to วางแผนใช้วันลาหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587593

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 14:28 น.

How to วางแผนใช้วันลาหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ : freepik.com

สวัสดิการดีๆ ที่คู่กับคนทำงานคือ “วันหยุดพักร้อน” ลาพักร้อนครั้งต่อไป มาวางแผนใช้วันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพกันเถอะ

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุด พบว่า คนไทยมีแนวโน้มที่จะใช้วันหยุดพักร้อนไม่ค่อยคุ้มค่า เมื่อเทียบกับความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอดปี โดยคนไทยกว่า 66% รอใช้วันหยุดพักร้อนของปีนี้ผลัดไปในปีหน้า หรือไม่ก็ยอมสูญเสียสิทธินี้ไปเลย แต่กลับมี 86% ที่รู้สึกเสียดายว่า ถ้ามีการวางแผนที่ดีตั้งแต่แรก พวกเขาคงใช้วันหยุดที่ผ่านมาในการท่องเที่ยวได้คุ้มค่ามากกว่านี้

เหตุผลหลักเกิดจากทั้งตารางงานและหน้าที่รับผิดชอบที่รุมเร้ากว่า 76% และจากเหตุผลของตารางงานที่ไม่ตรงกับคนที่จะเดินทางด้วยอีกกว่า 40% นอกจากนี้ ยังมีอีก 14% ที่ระบุว่า การวางแผนวันหยุดเป็นสิ่งที่สุดจะทานทนจนทำให้ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

รู้อย่างนี้แล้ว มาเริ่มวางแผนการลาพักร้อนให้คุ้มค่า ด้วย 5 เคล็ดลับวางแผนใช้วันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  1. ยื่นก่อนได้เปรียบ ให้ยื่นลาล่วงหน้า 4-5 เดือน โดยยังไม่ต้องกำหนดแผนการเดินทางแน่นอนก็ได้ เพื่อมีความเป็นไปได้สูงที่การลาหยุดจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ตรงกับวันลาหยุดของคนอื่น
  2. รวมหัวช่วยกันคิด การวางแผนท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อนได้ดีที่สุดคือ การนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อนเดินทาง ลองนัดเพื่อนมาสังสรรค์กันตามปกติแล้วเป็นคนเริ่มดึงเข้าเรื่องเที่ยวเพื่อระดมสมอง อาจได้รับการแชร์ประสบการณ์สถานที่ท่องเที่ยวโดนใจแล้วอยากไปบ้างก็ได้
  3. มั่นคงเข้าไว้ อย่ารีบกำหนดทั้งวันที่ จุดหมายปลายทาง และเส้นทางการเดินทางในทีเดียว เพราะมักจะทำให้กลุ่มเพื่อนล้มเลิกตั้งแต่การวางแผนขั้นแรก และยังต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าการกำหนดสถานที่ปลายทางแน่นอนเพียงแห่งเดียว
  4. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม เมื่อหาจุดหมายปลายทางได้แล้ว ให้ผ่อนคลายและใช้เวลาวางแผนเส้นทางการเดินทางร่วมกัน การสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแบ่งหน้าที่กันวางแผนวันหยุดจะสร้างความสนุกสนานมากกว่าการทำคนเดียวทั้งหมด
  5. อย่าตื่นตูมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ เรามักรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะไหวตัวทันแค่ไหน บรรดาสายการบินและโรงแรมต่างก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เราก็ยังต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอยู่นั่นเอง

โฮ่งโฮ่ง! ‘Paws In Work’ ไอเดียตูบบำบัดมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587585

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 12:44 น.

โฮ่งโฮ่ง! 'Paws In Work' ไอเดียตูบบำบัดมนุษย์ออฟฟิศ

ภาพ : pawsinwork.com

Animal Therapy หรือสัตว์บำบัด ไอเดียธุรกิจที่สร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้ม และสร้างความสุข

ทุกวันนี้ “Animal Therapy” หรือสัตว์บำบัด ทั้งสุนัขบำบัด แมวบำบัด ม้าบำบัด ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายโรงพยาบาลที่ต่างประเทศ เริ่มใช้วิธีการที่ว่านี้เยียวยาผู้ป่วยจำนวนมากให้มีสุขภาพกายและใจดีขึ้น ต้องยอมรับว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ช่วยพวกเราไว้ได้มากจริงๆ

แอชลีย์ ฟราย วัย 30 ปี จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้ก่อตั้ง “Paws In Work” ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับทฤษฎีสัตว์บำบัด เขาจึงได้เริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ อย่าง “สุนัขบำบัดในที่ทำงาน” เมื่อกลางปี 2018 เพื่อเยียวยาพนักงานออฟฟิศที่กำลังเผชิญความเครียดกับงานและสภาพแวดล้อมเดิมๆ ทุกวัน

แอชลีย์ ทำงานในเฮลท์คลับแห่งหนึ่ง และมีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อบำบัดความเครียดในที่ทำงานให้แก่เหล่าพนักงานที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เขากลับคิดว่ามันกลายเป็นต้นเหตุที่เลวร้ายสำหรับพนักงานเหล่านั้น เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างซ้ำซาก ใช้เวลานาน ซึ่งไม่เหมาะกับคนส่วนรวม เพราะแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานที่แตกต่างกัน เขาจึงได้ไอเดียทำไมไม่สร้างกิจกรรมที่ใช้เวลาสั้นๆ สัก 15 นาที ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ และเยียวยาจิตใจจริงๆ อย่างการเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า การลูบและเล่นกับสัตว์เลี้ยงสามารถลดระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดลงได้ และช่วยให้ร่างกายมีความสุขมากขึ้น

แต่สำหรับผู้คนในลอนดอนแล้ว การจะเป็นเจ้าของสุนัขสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากพวกเขามีข้อจำกัดทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่พักในแฟลตขนาดเล็ก ไหนจะเวลาการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีที่สุดในการจะเป็นเจ้าของสุนัขสักตัว แต่สำหรับ แอชลีย์ เขาบอกว่า ตัวเองโชคดีที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เขาสามารถเลี้ยงสุนัขได้ โดยเขาบอกว่าการเป็นเจ้าของสุนัขนั้นมันเป็นความสุขที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เลย

แอชลีย์ ใช้วิธีติดต่อกับคอนเนคชั่นที่เขามีอยู่ขณะที่ทำงานในคลับสุขภาพ ซึ่งเมมเบอร์ของที่นั่นมีตั้งแต่ระดับผู้กำกับ นักแสดง เจ้าของบริษัท ไปจนถึงเซเลบคนดังที่มีชื่อเสียง ทำให้เขาได้ทดลองพาลูกสุนัขไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง และปรากฏว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีมาก กิจกรรมสุนัขบำบัดประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน “Paws In Work” จึงถือกำเนิดขึ้น

โดยปัจจุบัน Paws In Work เป็นธุรกิจที่เปิดเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมสุนัขบำบัดในที่ทำงาน ให้กับบริษัทที่ต้องการเยียวยาจิตใจและสร้างความสุขแก่พนักงาน การดำเนินงานก็ง่ายๆ เพียงแค่นำลูกสุนัขน่ารักๆ ไปยังออฟฟิศแห่งนั้น เพื่อชักชวนให้พนักงานละทิ้งจากหน้าจอใช้ช่วงเวลาพักสั้นๆ 15 นาทีพักผ่อนสมอง คลายเครียดด้วยการเล่นกับลูกสุนัข โดยอาจจะเปลี่ยนห้องประชุมหรือห้องทำงานให้กลายเป็นสนามหญ้าด้วยการปูหญ้าเทียม แต่งรั้วล้อมพร้อมกับเสิร์ฟถั่วและน้ำมะนาวเป็นของว่าง สร้างบรรยากาศราวกับว่ากำลังได้พักผ่อนในสวนฤดูร้อนที่ดีที่สุดกันเลยทีเดียว แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอังกฤษอย่าง Warner Music Group ก็ยังเป็นลูกค้ารายสำคัญของ Paws In Work ซึ่ง แอชลีย์ บอกว่า การมีบริษัทชื่อดังเป็นลูกค้า เป็นการสร้างโปรไฟล์ให้บริษัทเล็กๆ ของเรา ที่ช่วยสร้างความสนใจและทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากบริการสุนัขบำบัดแล้ว Paws In Work ยังให้บริการหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุนัขที่ยอดเยี่ยม และยังทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลและศูนย์พักพิงสุนัขเพื่อช่วยเหลือสุนัขไร้บ้าน โดยลูกสุนัขที่อยู่ในโครงการที่ Paws In Work ดูแลจะได้รับการรับรองว่าเป็นสุนัขที่ปลอดโรค สุขภาพแข็งแรง และพร้อมสำหรับบ้านใหม่

แม้การทำงานกับสัตว์เลี้ยงนั้นจะเป็นเกมที่ต้องคาดเดาและมีปัญหาอยู่เสมอ การวางแผนกิจกรรมต้องพิถีพิถัน และจะต้องพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงจนนาทีสุดท้าย แต่ธุรกิจสุนัขบำบัดนั้นก็เป็น “ความสุข” เพราะสามารถช่วยเหลือผู้ที่กำลังต้องการกำลังใจ เติมเต็มความฝัน ซึ่งเพียงเท่านี้ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของคนคนหนึ่งได้แล้ว…เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้ม และสร้างความสุขอย่างแท้จริง

3 ท่าบริหารหุ่นกระชับรับซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587416

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

3 ท่าบริหารหุ่นกระชับรับซัมเมอร์

เมื่อซัมเมอร์กับทะเลเป็นของคู่กัน มาเสริมความมั่นใจในหุ่นสวยด้วยการบริหารหุ่นให้กระชับกันเถอะ

เข้าหน้าร้อนทั้งทีสาวๆ พร้อมกันหรือยังที่จะไปโชว์หุ่นแซ่บริมทะเล แต่ถ้าใครตอบ Say No เพราะขาดความไม่มั่นใจในหุ่นแล้วละก็ ขอแอบกระซิบว่าวันนี้เรามีทางออกให้คุณสาวๆ บอกลาหุ่นย้วยๆ ไปได้เลย กับเทคนิค 3 ท่าบริหารหุ่นกระชับต้อนรับซัมเมอร์ที่ทำแล้วรับรองจะหุ่นเฟิร์มเพิ่มดีกรีความร้อนแรงช่วงซัมเมอร์แน่นอน

1.ท่า Squat เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนขาหน้า ขาหลังและกล้ามเนื้อบริเวณก้น โดยมีหลักการง่ายๆ ยืนตรงวางเท้ากว้างประมาณหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้าแล้วค่อยๆพับตัวลงโดยที่หลังตรงไม่แอ่นหรือโก่ง ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่บริเวณหน้าขา หลังขา และบริเวณก้น เท้าจะต้องแนบชิดกับพื้น ระดับการย่อสำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะไม่ต้องย่อเยอะมาก หรือให้อยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเพียงเล็กน้อย ทำทั้งหมด3เซต เซตละ15ครั้ง ระหว่างเซตพัก1นาที

2.ท่า Lunges เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านหน้าและบริเวณสะโพก โดยเราจะต้องจัดท่าทางให้ถูกต้อง เริ่มจากยืนเท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก ก้าวขาข้างใดข้างหนึ่งออกไปด้านหน้าระยะประมาน 2ก้าวปกติ ย่อตัวลงตรงๆ โดยให้หัวเข่าทำมุม90องศา ไม่โน้มตัวไปด้านหน้า แทงเข่าด้านหลังลง และระวังไม่ให้เข่าด้านหน้าเลยปลายเท้า ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 12 ครั้ง ระหว่างเซตพัก 40 วินาที

3.ท่า Overhead Triceps Extension ท่าบริหารนี้จะช่วยให้หลังแขนกระชับ โดยเราจะต้องมีอุปกรณ์ช่วย คือดัมเบล หรือเราสามารถใช้ขวดน้ำแทนได้ เราจะต้องยืนตรงแยกขาเล็กน้อยใช้มือทั้งสองข้างจับดัมเบล เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ โดยข้อศอกจะอยู่แนบชิดกับหู ค่อยๆยกดัมเบลไปด้านหลังช้าๆ ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง ระหว่างเซตพัก 1 นาที

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 3 ท่าบริหารที่จะช่วยให้ต้นแขนกระชับและมีเรียวขาที่เฟิร์ม แค่นี้สาวๆ ก็สามารถอวดหุ่นสวยได้อย่างมั่นใจ แต่ 3 ท่าบริหารนี้ก็มีข้อควรระวัง ฉะนั้น เราจะต้องศึกษารูปแบบของท่าทำให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ และกรณีมีอุปกรณ์ เช่น “ดัมเบล” เราควรเลือกน้ำหนักให้เหมาะสม แต่ถ้าใครยังไม่มั่นใจ สามารถสอบถามกับเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลและให้คำปรึกษาด้านการออกกำลังกาย การจัดท่าทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ลดการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น ได้ที่ Fitness First หรือที่ Facebook Fanpage FitnessFirstThailand

คลายข้อสงสัย เมื่อเภสัชบอกให้เก็บยาไว้ในตู้เย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587413

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

คลายข้อสงสัย เมื่อเภสัชบอกให้เก็บยาไว้ในตู้เย็น

“ควรเก็บยาในตู้เย็น” เรารู้!! แต่ที่ยังไม่รู้ คือควรเก็บไว้บริเวณไหนจึงจะถูกต้อง

เรียกได้ว่าเป็นอีกความท้าทายของคนได้รับยาที่ระบุไว้ว่า “ควรเก็บยาไว้ตู้เย็น” ซึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่าก็คือ…แล้วเราควรจะเก็บยานี้ไว้ที่ส่วนไหนของตู้เย็น

ตู้เย็นตามบ้านทั่วไปที่นิยมใช้กันคือตู้เย็นสองประตู แบ่งเป็นช่องแช่แข็งและช่องธรรมดา สำหรับตู้เย็นที่ใช้ในการเก็บยานั้น ถ้าเก็บที่ช่องแช่แข็ง อุณหภูมิจะต่ำกว่า -15 องศสเซลเซียส และถ้าเก็บที่ช่องธรรดา อุณหภูมิอยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียส

เก็บช่องธรรมดาหรือช่องแช่แข็ง? เก็บยาในตู้เย็น หมายถึง เก็บยาที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส นั่นคือตู้เย็นช่องธรรมดา นอกจากจะระบุชัดเจนว่า “เก็บยาในช่องแช่แข็ง”

ไม่ควรเก็บที่ส่วนประตู เพราะอุณหภูมิจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อเปิด-ปิดตู้เย็นเพื่อใช้งาน

ไม่วางยาไว้บนสุด หากเป็นตู้เย็นชนิดประตูเดียวที่ไม่ได้แยกออกเป็นสัดส่วนช่องแช่แข็ง เพราะอุณหภูมิอาจเย็นเกินไปจนยาแข็งตัวได้ ควรวางที่ชั้นกลางของตู้เย็น

ใช้เทอร์โมมิเตอร์ช่วย  ใช้ที่วัดอุณหภูมิได้ทั้งค่าบวกและลบไว้ในตู้เย็น เพื่อจะได้มั่นใจว่าอุณหภูมิของตู้เย็นที่ใช้งานอยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียส เพื่อคุณภาพของตัวยาที่คงประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางปฏิบัติการเก็บรักษายาที่ถูกต้อง

ยาที่ต้องเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส

ยากลุ่มนี้ต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 2-8 0C และมีการตรวจสอบอุณหภูมิของตู้เย็นเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ควรนำยาเก็บไว้ข้างฝาตู้เย็น ควรเก็บในส่วนตัวตู้เย็นซึ่งอุณหภูมิคงที่มากกว่า ตู้เย็นที่ใช้แช่ยาไม่ควรมีการใช้ปะปนกับการแช่อาหาร และไม่ควรเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นานๆ เพราะมีผลทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และควรเก็บยาที่ต้องแช่ในตู้เย็นให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นและพอใช้ เพื่อลดปัญหายาเสื่อมสภาพเนื่องจากอุณหภูมิการเก็บที่ไม่คงที่

ยาที่ต้องเก็บที่อุณหภูมิ <0 องศาเซลเซียส

ยาดังกล่าวต้องเก็บในช่องแช่แข็ง เมื่อนำออกมาจากช่องแช่แข็ง และปล่อยให้ละลายแล้ว ไม่ควรนำไปแช่แข็งใหม่ ยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง

ควรเก็บในกล่อง ขวด ซองบรรจุที่มิดชิดป้องกันแสงหรือเก็บในตู้ลิ้นชักที่ปิดมิดชิด หลังจากหยิบใช้ควรเก็บยาส่วนที่เหลือไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมที่สามารถป้องกันแสงได้ดี แต่ถ้าเป็นยาฉีด ควรติดฉลากเสริมที่ระบุวันผสมที่ข้างกล่อง เพื่อป้องกันการส่งคืนยาที่เปิดใช้แล้วให้หน่วยจ่ายยา กรณีภาชนะบรรจุเดิมสูญหาย ฉีกขาด ควรห่อหุ้มขวดยาด้วยถุงสีชาก่อน แล้วเก็บยาไว้ในที่พ้นแสง และก่อนการนำไปใช้ต้องสังเกตุสภาพภายนอกก่อนใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีของยา ต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ยาที่ห้ามแช่ตู้เย็น

เป็นยาที่ไม่ควรแช่เย็น เนื่องจากการแช่เย็นจะทำให้ยาเกิดตะกอน ตกผลึก หรืออาจเกิดการแยกตัวของไขมันที่ผสมอยู่ในตำรับยาได้

ยาที่ควรเก็บในที่อุณหภูมิ <15 องศาเซลเซียส (cool place)

ยากลุ่มนี้ควรเก็บในตู้เย็น ยกเว้นกรณีที่ตู้เย็นมีพื้นที่ไม่เพียงพอ อาจสามารถเก็บไว้ที่ฝาตู้เย็นได้

อันตรายใกล้ตัว ‘ไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587409

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

อันตรายใกล้ตัว 'ไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน'

ภาพ : freepik.com

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ปีนี้ พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 เท่า กรมควบคุมโรคแนะประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อน

เรื่องโรคภัยใครว่าไกลตัว ต้องเช็กให้ชัวร์อย่างแรง เพราะปีนี้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในบ้านเราส่อแววร้ายแรงกว่าปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยช่วงฤดูร้อนนี้พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าของปีที่แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน พร้อมแนะประชาชนให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2562 นี้ พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ประชาชนจึงมีโอกาสเสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูร้อนนี้ได้ ซึ่งในปีนี้ถือว่าฤดูระบาดของโรคมาเร็วกว่าปกติประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หากป่วยแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 เมษายน 2562 พบผู้ป่วย 130,264 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 7-9 ปี รองลงมาคือ อายุ 10-14 ปี ซึ่งเป็นอายุที่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน ส่วนในปี 2561 ที่ผ่านมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (มกราคม – มีนาคม) พบผู้ป่วยจำนวน 40,995 ราย และผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าของปีที่ผ่านมา

ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสถานที่ที่คนอยู่รวมกันจำนวนมาก เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการรับเชื้อได้ง่าย ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่ สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ) ของผู้ป่วย โดยรับผ่านการ ไอหรือจามรดกัน หลังจากได้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากและปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แต่สามารถหายเองได้ใน 5-7 วัน กลุ่มเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดบวม หายใจลำบาก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เป็นต้น หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

สำหรับวิธีการป้องกัน ขอให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่

  • ปิด คือปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย ผ้า หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได
  • เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • หยุด คือ เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพัก รักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด