the VISIONARY: ‘คนที่ใช่-คนที่ไม่ใช่’ เป็นเพียงวาทกรรมในโลกแห่งความฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587369

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

the VISIONARY: ‘คนที่ใช่-คนที่ไม่ใช่’ เป็นเพียงวาทกรรมในโลกแห่งความฝัน

ณัฐพันธ์ ส่งวิรุฬห์

หลังจากช่วงฮันนีมูนเกือบร้อยวันที่แฟนบอล ‘ปีศาจแดง’ ได้นอนหลับฝันดี

กับผลงานมหัศจรรย์ ชัยชนะ 13 นัดติด รวมทุกรายการ ภายใต้การนำของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

แต่หลังจากปาฏิหารย์ที่ปารีสเพียงเดือนกว่า ๆ ดูเหมือนว่า กุนซือซุปเปอร์ซับ

กำลังทำความรู้จักกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แท้จริง

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อาจเปรียบเสมือนพ่อมดแห่งโลกลูกหนัง เพราะเขาสามารถเนรมิตทุกทีมที่รับงาน

ให้เล่นในแนวทางที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น ทีมฟุตบอลในอุดมคติ ครองบอลเฉลี่ย 65%-70% ต่อเกม

โครงสร้างทีมเต็มไปด้วยนักเตะที่เต็มไปด้วยเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวระดับแถวหน้าของวงการ

รูปแบบการฝึกซ้อมที่สร้างและพัฒนา product หรือตัวนักเตะในทีมที่มีอยู่ จนดึงศักยภาพออกมาได้สุด

ความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบ technical outclasss ไม่ใช่เรื่องที่เหนือเกินความคาดหมาย

แม้ว่าช่วง 30 นาทีแรก ทีมของโซลชา จะออกสตาร์ทดีกว่าและสร้างโอกาสขึ้นนำได้หลายครั้ง

แต่เมื่อทำไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อยิ่งวิ่งไล่ก็ยิ่งไม่เจอบอล เมื่อนักเตะซิตี้ ตั้งหลักเก็บบอลจังหวะสองได้

มูลค่าที่แท้จริงก็จะค่อย ๆ ถูกสะท้อนออกมาในเกม 90 นาทีอยู่ดี

3 นัดหลังสุด เสีย 9 ลูก และยิงใครไม่ได้ ทำให้คำถามแฟนบอลบางส่วน twist กลับไปยัง โซลชา

ว่าเขายังเป็น ‘คนที่ใช่’ อยู่อีกหรือ

หรือแท้จริงแล้ว ผู้จัดการทีมที่ ใช่-ไม่ใช่ เหมาะสม-ไม่เหมาะสม

จะไม่ใช่สาระสำคัญของปัญหาที่ยูไนเต็ดมีตลอด 6 ปีที่ผ่านมา?

ทีมชุดแชมป์ลีกปี 2013 ที่เซอร์ อเล็กซ์ ทิ้งไว้มีอายุเฉลี่ยราว 26

นี่คือทีมที่ยังมีอนาคต และยังมีนักเตะลูกหม้อ นักเตะท้องถิ่น เป็นแกนหลักสร้างสปิริตในห้องแต่งตัว

แต่ 6 ปีผ่านไป ยูไนเต็ดใช้โค้ชถึง 3 คน และต้องจ่ายเงินกับค่าชดเชยในการปลดรวมกว่า 37 ล้านปอนด์

รวมทั้งทุ่มเงินจับจ่ายซื้อนักเตะไปตลอด 6 ปีที่ผ่านมาแตะตัวเลข 692 ล้านปอนด์

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือ

แชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย

แชมป์ ลีก คัพ 1 สมัย

แชมป์ยูโรป้า ลีก 1 สมัย

อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก

นับจากหมดยุคเซอร์ อเล็กซ์ พวกเขามีปัญหาความขัดแย้งในทีมมาต่อเนื่อง

ผลงานในสนามสูญเสียความคงเส้นคงวา

แนวทางการบริหารทีมในเรื่องฟุตบอล ดูจะครุมเครือ ไม่ชัดเจน

ทลายปรัชญาการทำทีม อัตลักษณ์ การ recruit นักเตะมาเสริมทีม

เม็ดเงินที่ยอมทุ่มและเพดานค่าเหนื่อยที่สูงลิ่ว

แต่ที่สุดแล้วย้อนกลับมาทำให้โครงสร้างสปิริตในทีมถดถอยลง

ฉะนั้นแล้วปัญหาใหญ่มองย้อนกลับขึ้นไปถึงเบื้องบน

การตัดสินใจรีไทร์ของ เซอร์ อเล็กซ์ ในปี 2013 อาจสร้างอิมแพ็คมหาศาล

แต่พร้อมกันนั้น การอำลาทีมของประธานบริหารอย่าง เดวิด กิลล์ เอง

กลับกลายเป็น ‘เนื้อร้าย’ ที่แท้จริงที่ทำให้ ปีศาจแดง แปรสภาพ

จากทีมลุ้นแชมป์เหลือเพียงทีมลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก

หลุนส์ ฟาน กัล อดีตผู้จัดการทีมของยูไนเต็ดเอง

เคยระบุว่า สโมสรแห่งนี้ เป็นสโมสรเชิงพาณิชย์

ภายใต้การบริหารงานของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด และเจ้าของทีมตระกูล เกลเซอร์

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นซึ่งแตกต่างจากบาเยิร์น กุนซืออย่าง คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ และ อูลี่ เฮอเนสส์ นั้นเคยเป็นอดีตผู้เล่น และรู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่”

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือตัวอย่างของสโมสรที่ขาดการวางแผนด้านกีฬาที่ดี

ผู้บริหารที่ไม่มีแบ็คกราวน์เรื่องฟุตบอล แต่กลับกุมอำนาจเรื่องการตัดสินใจ

อนุมัติงบประมาณซื้อขายนักเตะของสโมสรไว้เอง

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ฤดูกาลนี้อาจเป็นฤดูกาลสู่การเปลี่ยนผ่าน

การบริหารภายในอย่างแท้จริง

ยูไนเต็ด กำลังจะดัน ไมค์ ฟีแลน อดีตนักเตะของยูไนเต็ด และผู้ช่วยของ เซอร์ อเล็กซ์

ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคเป็นคนแรกของสโมสร

โดยฟีแลนจะมาทำหน้าที่ดูเรื่องการวางรากฐานการทำงานของสโมสร

และด้วยประสบการณ์ ความคุ้นเคยกับสโมสรมายาวนาน

นั่นอาจทำให้เราได้เห็นทิศทางการทำงานที่กลับไปสู่การรื้ฟื้นพื้นฐานที่มั่นคงอีกครั้ง

เพียงแต่หากพูดถึงในระยะเวลา 1-2 ปี

อาจเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไปสำหรับแฟนปีศาจแดง

ในการกลับขึ้นมาอยู่ในสถานะผู้ท้าชิงในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

7 วิธีรับมือกับหน้าร้อนแบบง่ายๆ แต่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587276

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

7 วิธีรับมือกับหน้าร้อนแบบง่ายๆ แต่ได้ผล

หากใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะรับมือยังไงดี กับวันที่สภาพอากาศร้อนจัดแบบนี้ ลองใช้ 7 วิธีที่จะช่วยให้หายร้อนแน่นอน

นับวันยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสภาพอากาศในบ้านเรา เชื่อแล้วละว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนสุดๆ ทำเอาหัวร้อนไม่อยากจะออกไปไหนหรือทำอะไร แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ  เราจึงรวบรวมวิธีเผด็จศึกกับสภาพกาศฮอตๆ รับมือกับความร้อนแบบง่ายๆ แต่รับรองว่าได้ผลมาฝากกัน

หลบไปตากแอร์ในห้าง เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะใช้วิธีนี้คลายร้อนเป็นประจำกันอยู่แล้ว ก็อากาศมันร้อนเหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอตาคามาแบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะรีบเข้าไปซบอกกับอากาศเย็นๆ กันทั้งนั้น และสถานที่ที่จะมอบความเย็นชุ่มฉ่ำได้ก็คือ เหล่าบรรดาห้างสรรพสินค้า ที่นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟที่บ้านแล้ว ยังเป็นแหล่งรวบรวมของอร่อยและสินค้ามากมายอีกด้วยนะ แต่ก็อย่ากินเยอะ แล้วช็อปหนักกันเดินไปล่ะ เพราะแทนที่จะประหยัดค่าไฟ จะกลายเป็นสิ้นเปลืองแทน

เครื่องดื่มสมุนไพรดับร้อน สำหรับใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำหวานเพื่อช่วยดับร้อน เราขอให้หยุด! พฤติกรรมเหล่านนั้น เพราะการดื่มน้ำหวานมากๆ เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง อย่าง โรคเบาหวาน โรคอ้วนลงพุง ลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นแทนดีกว่านะ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยปรับอุณหภูมิในร่ายกายให้มีความสมดุล แก้อาการกระหายน้ำ และดับพิษร้อนในร่างกายอีกด้วย แต่ขอเตือนว่าอย่าใส่น้ำตาลลงในเครื่องดื่มเยอะจนเกินไปล่ะ เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการดื่มน้ำหวานเลย

สเปยร์เพิ่มความสดชื่น ในระหว่างวันที่เรารู้สึกว่าอากาศมันช่างร้อนระอุเหลือเกิน  ขอแนะนำให้พกสเปยร์น้ำแร่ติดตัวเอาไว้ ร้อนเมื่อไหร่ก็ฉีดได้เลย นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นแล้วยังให้ความชุ่มชื้นกับผิวด้วยนะ อ้อ! สำหรับใครที่งบไม่พอก็ใช้น้ำแร่ที่เราดื่มกัน นำมาใส่ขวดหัวสเปรย์แล้วฉีดแทนก็ได้นะ ยิ่งแช่เย็นๆ จะดีมาก

แช่เท้าในน้ำเย็น อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เท้าเป็นศูนย์รวมปลายประสาทของอวัยวะหลายส่วนในร่างกาย การแช่เท้าในน้ำเย็นนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยแช่เรื่อยๆ ไม่เกิน 30 นาที

หากิจกรรมคลายร้อน ในวันว่างที่อากาศร้อนๆ แบบนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกไม่อยากจะทำอะไรเป็นแน่ ใครจะอยากจะออกไปเจอกับสภาพอากาศที่ทำให้เหงื่อไหลไคลย้อยกันล่ะ แต่จะให้นั่งอุดอู้อยู่บ้านเฉยๆ ก็คงจะเซ็งมากๆ งั้นเรามาหากิจกรรมที่ช่วยดับร้อนดีกว่า นั้นก็คือการออกไปเที่ยวสวนน้ำกับใครสักคนที่จะทำให้จิตใจของเราสดชื่น จะเป็นเพื่อน แฟน หรือจะยกกันไปทั้งครอบครัวก็ดูน่าสนุกทั้งนั้น แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเดินทางไกลๆ ก็ลองหาสระน้ำใกล้ๆ แทนก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยดับร้อนแล้ว ยังเพิ่มเวลาความสุขกับคนที่เรารักด้วยนะ

ทำให้จุดชีพจรเย็น อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดับร้อนสำหรับคนใจร้อน ก็คือการทำให้จุดชีพจรในร่างกายเราของเย็นขึ้น เนื่องจากเป็นจุดที่เส้นเลือดอยู่ใกล้กับผิวหนังมากที่สุด เมื่อนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหรือแปะเจลเย็นจะทำให้เรารู้สึกเย็นได้อย่างรวดเร็ว

ดื่มน้ำบ่อยๆ เข้าไว้ อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความสดชื่นในร่างกายนั้นก็คือการดื่มน้ำ เพราะในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำในปริมาณมาก การจิบน้ำบ่อยๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำในหน้าร้อน

‘มือชา’ อีกปัญหาของชาวออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587218

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

‘มือชา’ อีกปัญหาของชาวออฟฟิศ

ลองสังเกตตัวเองกันหน่อยว่า “เคยเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่ม หรือเหมือนมีไฟฟ้ามาชอร์ตที่นิ้วมือ” บ้างมั้ย?

เพราะนี่คือหนึ่งในความรู้สึกของคนที่มีอาการมือชา โดยเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับ และการหนาตัวของเอ็นยึดกระดูกบริเวณข้อมือหรืออุโมงค์ข้อมือ ซึ่งหากทิ้งไว้นานกล้ามเนื้อบริเวณโคนหัวแม่มือจะแฟบลงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการมือชาของกลุ่มมนุษย์อออฟฟิศ คือการพิมพ์งานโดยไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ข้อมือจึงอยู่ในลักษณะแอ่นและงอตลอดแทบทั้งวัน ทั้งนี้ การจับเม้าส์ที่มีขนาดไม่สมดุลกับข้อมือ ก็ทำให้เกิดการเกร็งตัวของข้อมือเช่นกัน

ส่วนระยะของอาการมือชา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 ชาบริเวณนิ้วมือ มักเกิดขึ้นที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วกลาง สะบัดข้อมืออาการจะเริ่มดีขึ้น
  • ระยะที่ 2 ชาบ่อยครั้ง มักปวดตื้อๆ ที่บริเวณมือและปวดมากขึ้นเวลากลางคืน
  • ระยะที่ 3 ทำของร่วงหล่นจากมือบ่อย

การดูแลรักษา ให้เริ่มจากเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ออฟฟิศ พยายามขยับนิ้วมือบ่อยๆ ออกกำลังกายให้ข้อมือด้วยการสะบัดข้อมือ และกำนิ้วมือค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นให้กางนิ้วออกให้สุดอีก 10 วินาที ทำเช่นนี้เรื่อยๆ 20 ครั้ง ทั้งยังควรหาไอเท็มเสริมอย่างลูกบอลบริหารมือ (Wrist Ball) หรือหมอนรองข้อมือ ติดโต๊ะทำงานไว้และใช้ให้เกิดประโยชน์

เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลง หากอาการเริ่มรุนแรงให้ทำกายภาพบำบัด เพื่อขจัดพังผืดที่ปิดกั้นอุโมงค์ข้อมือ และขยับข้อต่อเพื่อช่วยให้ใช้งานกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ การรักษา เช่น แพทย์อาจจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนผสม หรืออาจวินิจฉัยว่าต้องฉีดยาหรือผ่าตัดหรือไม่ เป็นต้น

How to ปลุกพลังในตอนเช้าสำหรับคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังโพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587275

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

How to ปลุกพลังในตอนเช้าสำหรับคนทำงาน

5 คำแนะนำที่จะช่วยให้คนทำงานอย่างเราเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้อย่างสดใส และทำงานตลอดทั้งวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.เปิดไฟให้สว่างกระตุ้นตัวเองให้ลุกจากเตียงทันทีที่ตื่นนอน

นาฬิกาชีวิตของร่างกายคนเราจะสามารถปรับจูนได้ตามปริมาณของแสงสว่าง เพราะฉะนั้นทันทีที่ตื่นนอนเราควรเปิดไฟในห้องให้สว่าง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของเรารู้สึกว่าเป็นเวลาที่ควรจะต้องลุกจากเตียงแล้ว

2.ออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เพื่อสมองปลอดโปร่ง ร่างกายกระฉับกระเฉง

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการออกกำลังกายในตอนเช้ามีข้อดีมากมายอยู่แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือจะช่วยให้เราสลัดความง่วงให้หายไป หัวใจของเราถูกกระตุ้น และสมองปลอดโปร่ง พร้อมปลุกให้เรากระฉับกระเฉงเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น

3.เติมพลังงานด้วยอาหารเช้าเด็ดขาด

รู้กันอยู่แล้วว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญมาก มันเป็นการเติมพลังงานหลังจากนอนหลับมาทั้งคืน การไม่กินมื้อเช้าจะทำให้ระบบการเผาผลาญสูญเสียความสมดุล ไม่ได้รับพลังงานอย่างที่ควรจะเป็น และยังจะทำให้เราอ้วนง่ายขึ้นด้วย นอกจากนั้นระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดลง ซึ่งทำให้พลังและความกระตือรือร้นของเราลดลงตามไปด้วย

4.เพิ่มอาหารสมองด้วยเพลงหรือ Podcast

ระหว่างเดินทางไปทำงานในตอนเช้า การหาอะไรฟังจะช่วยให้เรารู้สึกตื่นตัวมากขึ้น แทนที่จะนั่งมองทางไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้สมองว่างเปล่า หรือเอาแต่ง่วงนอน ลองหาเพลงหรือ Podcast ที่น่าสนใจฟังดู แล้วอาจจะเพิ่มระดับเสียงและเร่งจังหวะซักนิดก็ได้

5.เริ่มต้นการด้วยงานยากกระตุ้นการใช้สมอง

งานชิ้นแรก ๆ ที่ทำในตอนเช้าควรจะเป็นงานที่ทำให้เราต้องใช้ความคิด หรืองานที่ต้องสร้างสรรค์ เช่น งานเขียน งานออกแบบ หรือ Programming เพราะมันจะช่วยให้สมองของเราจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ กระตุ้นสมองและทำให้เราอยากทำงานมากขึ้น กลับกันถ้าเราเริ่มต้นการทำงานของวันด้วยงานที่น่าเบื่อ มันก็จะทำให้เราเบื่อหน่าย เฉื่อยชา และไม่หลุดพ้นจากอาการง่วงนอนสักที

ระวัง! แก๊สกระป๋องบนโต๊ะอาหาร รู้ทันก่อนเสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587212

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

ระวัง! แก๊สกระป๋องบนโต๊ะอาหาร รู้ทันก่อนเสี่ยงอันตราย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนใช้แก๊สบนโต๊ะอาหารไม่ปลอดภัย ผิดกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และผิดตามข้อบัญญัติท้องถิ่น

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานที่จำหน่ายอาหารที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารบนโต๊ะอาหาร ผิดกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และผิดตามข้อบัญญัติท้องถิ่น หากมีกำหนดไว้ เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง สถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร พ.ศ. 2545

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุเตาแก๊สปิกนิกแบบใช้ก๊าซอัดกระป๋องระเบิดในร้านหมูกระทะบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งที่ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ส่งผลให้ลูกค้าที่กำลังนั่งกินได้รับบาดเจ็บ 1 ราย นั้น เนื่องจากเตาแก๊สแบบกระป๋องเป็นกระป๋องที่ใส่ด้านล่างของเตาและเมื่อจุดเตาทำให้มีความร้อนก็จะมีความเสี่ยง เนื่องจากความร้อนด้านบนเปิดแบบรุนแรงเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่กระป๋องก๊าซ LPG ด้านล่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความร้อนสูงพอจนถึงจุดก๊าซ LPG รวมทั้งเป็นการไหม้ในกระป๋อง ก็จะเกิดการติดไฟและระเบิด จึงไม่ปลอดภัยในการใช้แก๊สบนโต๊ะอาหาร

“ทั้งนี้ การใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการทำ ประกอบหรือปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหารในสถานที่จำหน่ายอาหารมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายและไม่ปลอดภัยต่อสถานประกอบการ ผู้มาใช้บริการ รวมทั้งเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหารปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 ในเรื่องการควบคุมสุขลักษณะสถานที่ขาย ข้อ 17 ห้ามใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหาร หากสถานที่จำหน่ายอาหารฝ่าฝืนกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา 6 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

รวมถึงกฎหมายท้องถิ่นได้ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร พ.ศ. 2545 ข้อ 9 (10) ห้ามใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการทำ ประกอบ ปรุงอาหารบนโต๊ะรับประทานอาหารในสถานที่จำหน่ายอาหาร หากสถานที่จำหน่ายอาหารฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งออกตามความในมาตรา 40 (6) ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 25,000 บาท

สำหรับการนำมาใช้ในบ้าน ผู้ใช้เตาแก๊สแบบกระป๋องต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกันจนทำให้ความร้อนมีการสะสมตัวมากพอและเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้กระป๋องก๊าซเกิดการระเบิดได้ รวมทั้งห้ามนำมาอัดแก๊สเพื่อใช้ใหม่” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

 

ภาพ : กรมอนามัย

How to เทคนิคการพรีเซนต์งานให้เปรี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585206

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

How to เทคนิคการพรีเซนต์งานให้เปรี้ยง

หนึ่งในความท้าทายของคนทำงาน คือการนำเสนองานให้หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกค้าฟัง แล้วจะทำอย่างไรให้พรีเซนต์ครั้งนี้ไม่น่าเบื่อ

วันนี้ขอเอาใจช่วยคนที่เป็นมือใหม่หัดพรีเซนต์ซึ่งอาจจะไม่เจนจัดในการพูดนำเสนองาน ด้วยการรวบรวมเทคนิคพิชิตชัยในทุกๆ การพรีเซนต์มาฝากเพื่อให้ทุกคนสามารถพิชิตใจเจ้านาย ลูกค้า และเพื่อนร่วมงานด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

เริ่มด้วย ‘Why’ คนส่วนมากไม่สนใจว่าเราทำอะไร แต่มักสนใจว่าเราทำ “ทำไม” และมีประโยชน์อย่างไร ทางที่ดีควรเริ่มต้นการนำเสนอผลงานด้วยเป้าหมายและประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ มากกว่ากระบวนการหรือขั้นตอนที่ยืดเยื้อแถมฟังแล้วชวนง่วงนอน

รู้จักกลุ่มผู้ฟัง ในการพรีเซนต์ที่ดีนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ว่าผู้ฟังคือใคร แล้วเขาต้องการรู้อะไรจากพรีเซนต์ เนื่องจากผู้ฟังแต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกัน ยิ่งเรารู้ความต้องการแล้วนำเสนอในส่วนที่ผู้ฟังต้องการมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การพรีเซนต์นั้นน่าสนใจและประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้สไตล์การพูดที่ควรปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังเพื่อกาลเทศะที่ถูกต้อง

กระชับด้วยภาพ หลักการง่ายๆ ในการจดจำ เราควรใช้ภาพ แผนภูมิ-กราฟสีต่างๆ เป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลแทนข้อความยาวๆ และตัวเลขทางสถิติ เพราะข้อมูลที่ต้องการนำเสนอจะเป็นที่จดจำมากกว่าหากเป็นภาพที่น่าสนใจ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการให้ข้อมูลที่มากเกินไป เพราะจะยากต่อการจดจำ ซ้ำยังทำให้น่าเบื่ออีกด้วย โดยสไลด์ที่ดีควรมีข้อมูลที่กระชับและชัดเจน

บอกเล่าด้วยเรื่องราว การพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนักๆ หรืออัดแน่นด้วยตัวเลขทางสถิติอาจทำให้เราดูมีความรู้ มีการเตรียมการมาอย่างดี แต่จะไม่มีใครจำในสิ่งที่เราพูดได้ ในทางกลับกันการบอกเล่าเรื่องราวโดยการสื่อด้วยน้ำเสียงและเข้าถึงอารมณ์ด้วยการเล่าเรื่องหรือการยกตัวอย่างง่ายๆ จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจดจำได้ดีกว่า ส่วนสิ่งที่ลดความสนใจของผู้ฟังคือการอ่านสไลด์หรืออ่านตามสคริปต์ซึ่งขาดความเป็นธรรมชาติ

ฝึกซ้อมเพื่อความพร้อม ประโยคที่ว่า “Practice Makes Perfect” ใช้ได้เสมอ ฉะนั้น เราควรฝึกซ้อมการพรีเซนต์ให้มากเท่าที่จะทำได้ ทบทวนเนื้อหาและจดจำลำดับของสไลด์ เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจและลดอาการประหม่าเวลาลงสนาม

พรีเซนต์ด้วยความมั่นใจ ถึงเวลาแล้วที่จะนำสิ่งที่ฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วนออกสู่สายตาผู้ฟัง ดังนั้น ต้องแสดงถึงความมั่นใจในเนื้อหาข้อมูลที่เตรียมมา โดยแสดงออกทางสายตา ท่าทาง และน้ำเสียงที่มั่นใจในทุกคำพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสะกดผู้ฟังได้มากยิ่งขึ้น

รู้จักกฎ “10 นาที” ผู้ฟังอาจหมดความสนใจหากเราพูดนานเกินไป ลองใช้กฎ 10 นาทีมาปรับใช้กับการพรีเซนต์งาน  โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวิดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป

มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง การที่เราพูดเพียงคนเดียวเป็นเวลานาน ผู้ฟังย่อมเกิดความเบื่อหน่าย เราต้องทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือร่วมกันตั้งคำถาม ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอครั้งนี้และรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา

Heat illness ออกกำลังกายให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586927

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Heat illness ออกกำลังกายให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ต้องบอกว่าอากาศส่งผลกระทบกับหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวันค่อนข้างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะออกจากบ้านไปธุระ ขยับตัวไปไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็รู้สึกร้อนอบอ้าวไม่สบายตัวไปเสียหมด รวมไปถึงคนรักสุขภาพทั้งหลาย การออกกำลังกายในหน้าร้อนเป็นเรื่องที่ต้องระวัง และควรปรับรูปแบบการออกกำลังกายให้เข้ากับสภาพอากาศ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน หรือที่เรียกว่า Heat illness ด้วยวิธีเหล่านี้

จิบน้ำบ่อยๆ

ในช่วงหน้าร้อนที่สภาพอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว และมีอุณหภูมิสูงแบบนี้ ร่างกายต้องสูญเสียน้ำมากกว่าปกติอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติอีกเท่าตัว ดังนั้น การออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อนจึงควรดื่มน้ำมากๆ ก่อนออกกำลังกายประมาณครึ่งชั่วโมง และจิบน้ำบ่อยๆ ทุก 5-10นาที ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และรักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้สูงเกินไป อย่าปล่อยให้รู้สึกกระหายแล้วจึงดื่มน้ำ เพราะนั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดตะคริว หน้ามืด หรือวิงเวียนศีรษะได้

สวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี

เสื้อผ้าที่สวมใส่ออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อนควรมีสีสว่าง ขนาดพอดีตัว ไม่รัดรูปหรือฟิตจนเกินไป และเนื้อผ้าควรระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนสะสมในร่างกาย นอกจากนั้น การที่เหงื่อออกมากๆ จากการออกกำลังกาย ยิ่งทำให้อับชื้นได้ง่าย อาจเกิดการสะสมของแบคทีเรียจนก่อให้เกิดกลิ่นที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ อีกสิ่งสำคัญ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องอย่าง SPF 50 PA+++ สูตรกันน้ำ สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

เลือกเวลาออกกำลังกาย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับออกกำลังกายในช่วงหน้าร้อน คือช่วงเช้า และช่วงเย็นหลังเลิกงาน น่าจะเหมาะกว่าช่วงบ่ายๆ ที่มีแดดจัด และควรเลือกออกกำลังกายในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

อบอุ่นร่างกายก่อน-หลังออกกำลังกาย

ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม โดยยืดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงในการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ และป้องกันไม่ให้ความร้อนในร่างกายสูงเกินไป

2:1:3 ให้การเดินเป็นการเบิร์นด้วยสูตร HIIT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587013

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

2:1:3 ให้การเดินเป็นการเบิร์นด้วยสูตร HIIT

2:1:3 ตัวเลขที่จะช่วยให้ผอมได้ง่ายๆ แค่เดินถูกวิธีก็มีรูปร่างดีได้

ถ้าพูดถึงการออกกำลังกายที่ง่ายไม่ว่าใครก็ทำได้ เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงการวิ่งอย่างแน่นอน แต่บางคนที่วิ่งอยู่เป็นประจำอาจจะแอบเถียงอยู่ในใจ ก็เพราะวิ่งมาเป็นปีๆ ไม่เห็นจะผอมลงเลย นั่นก็เพราะวิ่งไม่ถูกวิธี วันนี้มาลองใช้เคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันดีกว่า เพราะเรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น รับรองว่าเห็นผลแน่นอน อีกทั้งยังใช้เวลาไม่นาน หมดปัญหาสำหรับคนที่ชอบบ่นว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีเวลาน้อยคือ การออกกำลังกายแบบ HIIT นั่นเอง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ HIIT กันหน่อยดีกว่า  HIIT ย่อมาจาก High Intensity Interval Training พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือการออกกำลังกายคล้ายๆ กับการคาร์ดิโอ ที่ออกกำลังกายแบบหนักเบาสลับกันไปมาในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อให้อัตาการเต้นของหัวใจสูงขึ้นประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ร่ายกายสูญเสียพลังงานหลักอย่างคาร์โบไฮเดรตไปแล้วดึงไขมันมาใช้ทดแทน ทำให้ไขมันถูกกำจัดได้ดีขึ้นนั้นเอง

ส่วนเคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันนั้นก็คือ การเดิน ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะไม่ใช่การเดินธรรมดาๆ แต่เป็นการเดินตามอัตราส่วนที่กำหนดแบบ 2 : 1 : 3 คือการเดินธรรมดา 2 นาที การเดินเร็ว 1 นาที และการเดินเร็วมากอีก 3 นาที ขอย้ำว่าเดินเร็วมากนะไม่ใช่วิ่ง  โดยทำต่อเนื่องกัน 10–20 เช็ต อย่าลืมวอร์มร่างกายประมาณ 5 นาทีก่อนจะเริ่มเดินเพื่อลดอาการบาดเจ็บ

ประโยชน์ของการเดินแบบ HITT ที่นอกจากจะช่วยในเรืองของการสลายไขมันส่วนเกินแล้ว ยังช่วยให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง  ช่วยสร้างกล้ามเนื้อขา กระชับหน้าท้องและสะโพก เพิ่มการเผาผลาญหพลังงานให้สูงขึ้น และที่สำคัญยังเพิ่มความอึดให้กับร่างกายด้วย

อาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และเทคนิคป้องกันไม่ให้รุนแรงกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/586922

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

อาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และเทคนิคป้องกันไม่ให้รุนแรงกว่าเดิม

ภาพ : freepik.com

การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่เริ่มออกกำลังกายในวันแรก หรือกับนักกีฬาโอลิมปิกที่ฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี การระวังตัวจึงเป็นวิธีการช่วยลดโอกาสในการบาดเจ็บได้อย่างมาก

การบาดเจ็บที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาผู้ที่ออกกำลังกาย ได้แก่

  • กล้ามเนื้อฉีกขาด
  • ข้อเท้าหรือข้อมือพลิก
  • ไหล่หรือเข่าบาดเจ็บ
  • กล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบ
  • เอ็นอักเสบ

เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เราจึงควรคำถึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้เสมอ

วอร์มอัพและคูลดาวน์

การออกกำลังกายแต่ละครั้งควรเริ่มต้นด้วยการวอร์มอัพแล้วจบด้วยการคูลดาวน์ การวอร์มอัพจะช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกายโดยค่อยๆ เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างช้าๆ รวมทั้งยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อก่อนออกกำลังกายอย่างเต็มตัว วิธีการวอร์มอัพ ได้แก่ เล่นเครื่องปั่นจักรยานออกกำลังกายสัก 10 นาที และกระโดดเชือกหรือวิ่งจ็อกกิ้งอยู่กับที่ประมาณห้าถึง 10 นาที การคูลดาวน์หลังออกกำลังกายสำคัญไม่แพ้กันเพราะเป็นการค่อยๆ ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาอยู่ในระดับปกติและทำให้กล้ามเนื้อคืนตัว การเดินประมาณห้าถึง 10 นาทีหลังออกกำลังกายเป็นการคูลดาวน์วิธีหนึ่ง หรือคุณอาจจะค่อยๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสลับกับการกระโดดเชือกหรือวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ ก็ได้ นอกจากนี้แล้ว การกระโดดเชือกยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงต่ออาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายด้วย

เริ่มต้นช้าๆ

ตอนเริ่มต้นออกกำลังกายหรือการออกกำลังกายโปรแกรมใหม่ ให้เริ่มต้นอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักหน่วง ระยะเวลา และความถี่ต่อสัปดาห์ เมื่อสภาพร่างกายของคุณแข็งแรงขึ้น คุณจะออกกำลังกายได้มากขึ้นด้วย จำไว้ว่าอย่าใช้กล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งมากเกินไป ออกกำลังกายหลากหลายแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไปและการบาดเจ็บซ้ำๆ กัน

รับฟังร่างกายของเรา

ลืมนิสัยติดการออกกำลังกายที่คอยกระซิบว่า “ต้องเจ็บสิ ถึงจะได้ผล” ไปซะ คุณไม่จำเป็นต้องทนเจ็บมากมายเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น! อย่าฝืนตัวเองจนเจ็บปวดหรือได่รับบาดเจ็บ หากรู้สึกเจ็บปวด แสดงว่าคุณอาจบาดเจ็บ ในกรณีนี้ ให้คุณหยุดออกกำลังกายแล้วประเมินสภาพร่างกายของตัวเอง ถ้าจำเป็น ควรพักร่างกายสัก 24-28 ชั่วโมง ในแต่ละสัปดาห์ ควรหยุดออกกำลังกายสักหนึ่งหรือสองวัน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวระหว่างออกกำลังกาย

อย่าลืมรับประทานอาหารและดื่มน้ำเพื่อเติมพลังงานให้กับร่างกาย ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย วิธีง่ายๆ คือดื่มน้ำ 250 มล. ก่อนออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาที จากนั้นดื่มน้ำอีก 250 มล. ทุกๆ 10-20 นาทีระหว่างออกกำลังกาย และดื่มน้ำ 500 มล. เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว หลังออกกำลังกาย ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ดีต่อร่างกายเพื่อเติมพลังงาน

แต่งตัวให้เหมาะสม

สวมชุดออกกำลังที่เหมาะสม หากคุณเป็นนักวิ่ง ให้สวมรองเท้าวิ่งคุณภาพดีที่มีขนาดพอดีกับเท้า หากคุณเป็นนักปั่นจักรยาน ให้สวมหมวกนิรภัยเสมอ ชุดออกกำลังกายจะต้องสวมใส่สบายและไม่คับแน่นจนเกินไปเพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวก

R.I.C.E. 4 เทคนิคการจำเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงกว่าเดิม

  • “R” หมายถึง Rest : พักอาการบาดเจ็บ
  • “I” หมายถึง Ice : ประคบน้ำแข็งบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อลดการบวม เลือดออก และการอักเสบ
  • “C” หมายถึง Compression : พันผ้าบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อลดการบวมลง
  • “E” หมายถึง Elevation : ยกอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นสูงเพื่อลดการบวม

ทั้งนี้ เราสามารถรับประทานยาป้องกันการอักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ เช่น ไอบูโปรเฟน ได้เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบจากการบาดเจ็บ แต่อย่าลืมสอบถามผู้ให้บริการทางการแพทย์ว่ายาเหล่านั้นปลอดภัยกับเราหรือไม่ โชคดีที่การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่จะหายเองได้ภายในเวลาไม่เกินสี่สัปดาห์ หากอาการบาดเจ็บไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์หรืออาการแย่ลงให้ไปพบแพทย์ ใช้สามัญสำนึกทั่วไปที่ว่าหากไม่สบายใจก็ควรไปให้หมอตรวจ งดทำกิจกรรมที่เป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บและอย่ากลับไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนั้นเร็วเกินไป เว้นจะแต่หายสนิทแล้ว หากไม่สบายใจขณะรอให้ร่างกายฟื้นตัวให้หันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เข่น หากข้อเท้าเคล็ดให้ออกกำลังกายแขนแทน หากเจ็บไหล่ก็ให้หันมาออกกำลังกายขาโดยการเดินแทน

หากหายจากอาการบาดเจ็บเกินหนึ่งสัปดาห์แล้ว จะสามารถกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง แต่ให้เริ่มต้นอย่างช้าๆ และอย่าออกกำลังกายหักโหมเหมือนเดิมทันที เนื่องจากร่างกายจะต้องสร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อใหม่ จึงต้องออกกำลังกายเป็นประจำสองหรือสามสัปดาห์ร่างกายจึงจะกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่อย่าฝืนตัวเองเกินไปและเร่งออกกำลังกายมากเกินไป เพราะอาจจะบาดเจ็บอีกครั้ง แล้วต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนานกว่าเดิม

‘ฮีทสโตรก’ กับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587020

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

'ฮีทสโตรก' กับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ภาพ : freepik.com

สัตวแพทย์แนะวิธีรับมือฮีทสโตรกในสุนัขและแมว พร้อมเผยเทคนิคการสังเกตอาการผิดปกติและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ทุบสถิติกันรายวันเลยทีเดียวสำหรับอุณหภูมิในบ้านเรา ร้อนแบบนี้มีหลายโรคที่ต้องระวังโดยเฉพาะ “ฮีทสโตรก” ที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนหรือสัตว์ ซึ่งเรื่องนี้ สพ.ญ.ปาลิดา กีร์ติบุตร สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีรับมืออาการฮีทสโตรกในน้องหมาและน้องแมว เพื่อให้เจ้าของสังเกตหากอาการหากเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของเรา

ความร้อนมีอันตรายกับสัตว์เลี้ยงมากน้อยเพียงใด

“ฮีทสโตรก” เป็นโรคที่อันตรายมากหากเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคนี้เป็นโรคที่ต้องระวังในหน้าร้อนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยงสามารถเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกฤดูกาล เพียงแต่ช่วงหน้าร้อนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากที่สุด เนื่องจากอุณหภูมิภายนอกร้อนระอุ การระบายความร้อนของสัตว์เลี้ยงจึงทำได้ยาก โดยสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงที่สามารถเป็นฮีทสโตรกได้ง่ายคือ น้องหมาพันธุ์หน้าสั้น แต่สถิติการเกิดอาการนอกจากปัจจัยของสายพันธุ์แล้วยังขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำด้วย หากเจ้าของพาน้องหมาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง อาทิ วิ่งจนหอบเหนื่อยทำให้ระบบเผาผลาญทำงานหนัก อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ก็สามารถเกิดฮีทสโตรกได้ง่ายเช่นกัน สำหรับเจ้าของที่นำสัตว์เลี้ยงออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ต้องเตรียมน้ำให้เขากินบ่อยๆ และหมั่นคอยสังเกตและดูพฤติกรรมเขาตลอดเวลา

วิธีสังเกตอาการบ่งชี้ อันดับแรกจะมีอาการหอบ หายใจไม่ทัน เหนื่อยอย่างหนัก มึนงง น้ำลายยืด บางรายถึงขั้นจำเจ้าของไม่ได้ และมีอาการดุร้ายชั่วคราว เจ้าของอาจจะคิดว่าฮีทสโตรกดูไม่อันตราย คิดว่าสัตว์เลี้ยงกำลังเล่น กำลังคึกคักมีความสุข แต่ในความเป็นจริงแล้วอันตรายมาก ร่างกายเขาตอนนั้นอาจจะระบายความร้อนไม่ทัน จึงต้องแลบลิ้นออกมาเยอะกว่าปกติและมีการหอบ ในบางเคสอาการฮีทสโตรกเกิดขึ้นรวดเร็วมากไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น สัตว์เลี้ยงทนไม่ไหวและเสียชีวิตในที่สุด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น พยายามทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ใช้น้ำอุณหภูมิปกติเช็ดตัวโดยเฉพาะบริเวณผิวหนังใต้อุ้งเท้าและใต้ท้องเพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนดีขึ้น ห้ามใช้น้ำเย็นเด็ดขาด เนื่องจากน้ำเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้การระบายความร้อนเป็นไปได้ยาก ห้ามใช้น้ำอุ่นเนื่องจากจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและอาจเกิดภาวะช็อก นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำคลุมตัวสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด เนื่องจากทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี และอาจเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายสัตว์เลี้ยงได้ รวมทั้งไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงไปแช่น้ำในอ่างเพราะอาจทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้ ควรให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิห้องในปริมาณทีละน้อย หากให้น้ำในปริมาณมากและเร็วเกินไปก็อาจทำให้อาเจียนได้ รวมทั้งนำสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ร่มมีอากาศถ่ายเทสะดวก อยู่บริเวณห้องที่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง จนกว่าจะมั่นใจว่าหายเป็นปกติแล้ว

เมื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจนอุณหภูมิร่างกายลดลงแล้ว ควรรีบนำสัตว์เลี้ยงไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะร่างกายภายนอกอาจจะดูเหมือนเป็นปกติ แต่ระบบร่างกายภายในอาจจะมีบางส่วนที่เสียหายจากความร้อนได้