เทคนิคการฝึกท่าหน้าวัว (โคมุขาสนะ) Ep 1 Technique of Gomukhasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584218

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

เทคนิคการฝึกท่าหน้าวัว (โคมุขาสนะ) Ep 1 Technique of Gomukhasana

จากประสบการณ์สอนและการฝึกอาสนะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกท่านี้แบบดั้งเดิมที่เป็นท่านั่ง หรือการฝึกท่าพลิกแพลงที่เป็นท่ายืน ส่วนใหญ่จะมีอุปสรรคจากการที่ไม่สามารถเอามือมาจับประสานกันที่ด้านหลังได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เมื่อไม่สามารถนำมือมาจับประสานกันได้ที่ด้านหลัง ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือการใช้ผ้าหรือเชือกต่อมือ

จุดสังเกตจากภาพก็คือ มือที่อยู่ด้านบนจะคว่ำฝ่ามือส่วนมือที่พับด้านล่างจะหงายฝ่ามือ จะทำให้การจับประสานกันนั้นแน่นและมั่นคงไม่หลุดง่าย รวมทั้งเมื่อเราต้องผสมกับท่าพับตัวไปด้านหน้าแล้วจะไม่รู้สึกขัดที่ข้อมือ

ตรงจุดนี้เจี๊ยบอยากให้ท่านผู้อ่านลองดูในภาพที่ 1 อีกครั้งว่า ฝั่งที่ต้องใช้เชือกช่วยในการต่อมือนั้น ยังมีช่องว่างระหว่างแขนท่อนล่างกับลำตัวอยู่ ส่วนฝั่งที่จับมือประสานกันได้นั้นแขนท่อนล่างกับลำตัวแนบชิดสนิดกัน

สำหรับในวันนี้เจี๊ยบจะแนะนำเทคนิคในการจับมือประสานกันที่ด้านหลังโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย ก่อนอื่นหากเราฝึกท่านี้แบบดั้งเดิม อวัยวะที่ต้องใช้หลักๆ เลยคือ หัวไหล่หน้าอก และสะโพก สำหรับการฝึกท่านี้

เริ่มต้นเตรียมด้วยการนั่งขาไขว้กันในท่า Shoelace Pose ก่อนให้ขาขวาอยู่บนไขว้ทับขาซ้าย ในส่วนของขั้นตอนการจับมือประสานกันนั้น เจี๊ยบจะอธิบายถึงมัดกล้ามเนื้อที่เราต้องใช้งานทั้งหมดในการฝึกท่านี้

ในส่วนของหัวไหล่จะใช้กล้ามเนื้อเดลทอยด์ด้านหน้าสำหรับแขนที่อยู่ด้านบน The Anterior Deltoids และใช้กล้ามเนื้อเดลทอยด์ด้านหลัง The Posterior Deltoids

สำหรับแขนที่อยู่ด้านล่างทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อต้นแขนไตรเซปส์ เบรคิไอTriceps Brachii ซึ่งแขนที่อยู่ด้านบนกับด้านล่างจะต้องทำงานร่วมกันด้วยการใช้ข้อต่อไหล่เป็นจุดหมุนรวมทั้งการใช้กล้ามเนื้อส่วนอก คือ กล้ามเนื้อเพคทอราลิสเมเจอร์ (Pectoralis Major) ร่วมกับกล้ามเนื้อสะบัก Subscapularis ส่วนฝั่งด้านหลังใช้กล้ามเนื้อเทเรส ไมเนอร์ Teres Minor กล้ามเนื้อรอมบอยด์ Rhomboids และกล้ามเนื้อแลททิสซิมุส ดอร์ไซ Latissimus Dorsi

การที่เราไม่สามารถส่งมือมาจับประสานกันได้ คู่มือส่วนใหญ่มักจะให้พยายามใช้อีกมือกดข้อศอกแขนบนแล้วจัดการกับแขนบนก่อนแต่เทคนิคของเจี๊ยบแตกต่างออกไป (เทคนิคแบบ Japayatri Yoga) เพราะเจี๊ยบจะให้จัดการที่แขนล่างก่อน

จากภาพที่ 2 จะเป็นแขนซ้ายอยู่บนแขนขวาอยู่ล่าง ส่วนในภาพที่ 3 และ 4 จะเป็นแขนขวาอยู่บนส่วนแขนซ้ายอยู่ล่าง (บางคนจะจับมือประสานกันได้ข้างเดียวอีกฝั่งจับไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ถนัดขวาเวลาแขนขวาอยู่ล่างจะรู้สึกว่าท่านี้ต้องใช้เวลาในการเข้าท่านานกว่าและยากกว่าอีกข้างหนึ่ง) เริ่มต้นให้เช็กที่แขนล่างว่าเมื่อเราพับแขนไปด้านหลังแล้วมีช่องว่างระหว่างลำตัวกับแขนข้างที่พับด้านล่างมากน้อยแค่ไหน หากห่างมากให้เราจัดท่าด้วยการส่งมือบนมาอ้อมหลังมาดันข้อศอกล่างเข้ามาให้ชิดลำตัวมากที่สุด โดยในขณะที่เราดันข้อศอกของตัวเองเข้ามาก็ให้ค่อยๆ ไต่หลังมือด้านล่างขึ้นไปที่แผ่นหลังด้านบนเรื่อยๆ ยืดข้อมือขึ้นไปเท่าที่เราไปได้ ด้วยการกำหนดลมหายใจดังนี้

ตอนหายใจเข้าอยู่นิ่งๆ เพื่อส่งพลังและเตรียมพร้อม ช่วงหายใจออกดันข้อศอกและท่อนแขนให้ชิดลำตัวมากที่สุดด้วยความผ่อนคลาย ให้ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนกว่าแขนด้านล่างเราจะชิดลำตัวได้มากที่สุดแล้วเราสามารถส่งมือล่างขึ้นไปได้สูงสุด จากนั้นก็ค่อยส่งมือบนมาจับประสานกับมือล่าง แต่หากเมื่อลองสุดแล้วยังไม่สามารถจับมือประสานกันได้อยู่ดี นั่นแปลว่าเส้นเราตึงมากๆ ให้หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ บ่อยๆ

เมื่อเราจับมือประสานกันได้แล้วให้ยืดหลังตรงสักครู่ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก

ให้ลองค้างท่านี้ประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วพับลำตัวลงมาถ้าหากมีความยืดหยุ่นดีให้วางหน้าท้องและหน้าอกที่ต้นขาแล้วปักคางหน้าเข่า จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้างดู สำหรับฉบับหน้ามาลองฝึกท่ากลุ่มนี้แบบพลิกแพลงกันดู

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

ณัฏฐิณี ตะวันชุลี สุขภายใน… สื่อสารผ่านความจริงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584212

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

ณัฏฐิณี ตะวันชุลี สุขภายใน... สื่อสารผ่านความจริงใจ

คร่ำหวอดอยู่ในวงการมาร์เก็ตติ้งมาอย่างยาวนานและถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในวงการสายการบินด้วยชั่วโมงบินที่ยาวนานกว่า 8 ปี ในตำแหน่งระดับบริหารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย อย่าง ณัฏฐิณี ตะวันชุลี ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่เมื่อเร็วๆ นี้มีการขยับตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบขยายขอบข่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แรกเริ่มเดิมทีผู้บริหารสาวท่านนี้ ดูแลรับผิดชอบในด้านวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและการวางแผนเส้นทางบิน รวมถึงด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งวันนี้ได้ขยับขยายให้ไปดูแลในเรื่องการขายและการวางแผนโปรโมชั่นและอื่นๆ อีกมากมาย

แน่นอนว่าท่ามกลางการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่มีคู่แข่งหน้าใหม่รายเก่าหลายรายต่างรอชิงเค้กก้อนนี้อยู่ จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์รับมืออย่างเข้มข้นตลอดเวลา และคีย์หลักสำหรับการวางแผนต่างๆ นั้น ณัฏฐิณีได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกสู่สังคมและประชาชนถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์นี้

“การทำมาร์เก็ตติ้งยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้โดยสารไม่ได้เลือกเดินทางกับสายการบินเพียงเพราะราคาถูกอย่างเดียวเท่านั้นแต่เลือกจากในหลายองค์ประกอบ ดังนั้นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคนั้นจะไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว (วันเวย์ คอมมูนิเคชั่น) อีกต่อไป”

สิ่งสำคัญที่ต้องนำมาใช้ในการทำงานซึ่งตัวเองนั้นยึดถือมาตลอด คือ “ความจริงใจ” เพราะหากเราสื่อสารด้วยความจริงใจผ่านคอนเทนต์ใดๆ ของเราออกไปนั้น เราจะสามารถสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ได้ซึ่งเป็นผลดีต่อแบรนด์

นอกจากนั้น ความแตกต่างที่เป็นวิชาติดตัวนำมาตั้งแต่เริ่มทำงานในวงการนี้กว่า 20 ปี ในสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค (เอฟเอ็มซีจี) ดังนั้นเองสิ่งที่นำมาใช้วางแผนการทำงานจึงเชื่อว่าแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ด้วยกลยุทธ์จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นบอกต่อและแนะนำการให้บริการของเราเป็นตัวแทนของเราในการสื่อสารด้วยประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคโดยตรง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือ TVC ต่างๆ สิ่งที่เราสื่อสารออกไปคือด้านความปลอดภัย ความตรงเวลา การบริการ ในรูปแบบวิธีการนำเสนอที่แตกต่างเมื่อได้รับชม ซึ่งจะรับรู้ถึงความเชื่อมั่นและความใส่ใจในการให้บริการ

เป้าหมายต่อไปในอนาคตจากนี้แอร์เอเชียจะเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจของผู้บริโภคชาวต่างชาติ หลังจากที่ผ่านมาเราสามารถชนะใจคนไทย ทำให้คนไทยเชื่อมั่นในการให้บริการของเราได้แล้ว สอดคล้องกับการขยายเส้นทางบินไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี

วันนี้ไม่ใช่เพียงทำให้ลูกค้าควักเงินออกจากกระเป๋าแล้วมาเลือกใช้บริการของไทยแอร์เอเชียเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ลูกค้าจะต้องได้รับคือ มาตรฐานการบริการที่เป็นมืออาชีพและความเชื่อมั่นในการให้บริการอย่างพึงพอใจ

เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากตัวบุคคลจากภายในสู่ภายนอก ที่เป็นคีย์และฟันเฟืองการบริหารงานและสะท้อนออกมาสู่ภาพลักษณ์ของแบรนด์สายการบินไทยแอร์เอเชีย ในรูปแบบของณัฏฐิณีวันนี้

เก็บความสุขเกี่ยวมิตรภาพ ‘ลาก กัน ไป : lak gun pai’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584202

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 11:22 น.

เก็บความสุขเกี่ยวมิตรภาพ ‘ลาก กัน ไป : lak gun pai’

เพราะความชอบล้วนๆ ที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เปิดเพจบันทึกการเดินทาง “กล้วย”นภัสภรณ์ สิงห์โตแก้ว เล่าว่า เธอผสมความชอบสามอย่าง คือ ชอบท่องเที่ยว ชอบถ่ายภาพ และชอบแบ่งปัน จึงสร้างสรรค์แกลเลอรี่ออนไลน์ในรูปแบบเพจเฟซบุ๊ก ลาก กัน ไป : lak gun pai

“กล้วยทำงานประจำ ส่วนใหญ่จะออกเดินทางเย็นวันศุกร์ แล้วใช้เวลาเที่ยวเสาร์-อาทิตย์ เป็นแบบนี้ทุกสัปดาห์” กราฟฟิกดีไซเนอร์ กล่าว

“ถ้าถามว่าสไตล์ท่องเที่ยวเป็นแบบไหน กล้วยเป็นคนชอบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเลจะชอบหมด ซึ่งคนชอบถามไม่เหนื่อยเหรอ เพราะต้องกลับมาทำงานต่อวันจันทร์ แต่กล้วยคิดว่า การพักผ่อนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แบบนี้มันเหนื่อยก็จริง แต่พอได้ไปเห็นวิว อยู่ใกล้ธรรมชาติสวยๆ แล้วมันทำให้เราผ่อนคลาย ทำให้เราลืมทุกอย่างแล้วมีความสุขกับสถานที่แห่งนั้นและกับเพื่อนที่มาด้วยกัน”

เธอกล่าวด้วยว่า ที่มาของชื่อเพจมาจากการที่เธอไม่เคยไปเที่ยวคนเดียว แต่ต้องลากเพื่อนไปด้วย ซึ่งความหมายของเพื่อนเดินทางไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่เพื่อนยังเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่เข้ามาแชร์ประสบการณ์ร่วมกันด้วย

ปัจจุบันเพจอายุ 1 ขวบ มีคนติดตาม 1.6 หมื่นคน เธอสารภาพว่า มาไกลเกินความคาดหมาย ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าจะต่อยอดให้เป็นงาน แต่เมื่อลองทำดูแล้วกลับกลายเป็นว่า เธอไม่มีความสุขกับสิ่งที่เธอชอบ

“พอคิดว่าเราจะไปทำงาน มันกลายเป็นการกดดันตัวเอง กล้วยเลยมารีเซตความคิดใหม่ว่า เราจะทำให้มีความสุข เราชอบเที่ยว เราอยากไปเที่ยว อะไรที่เราไปเห็นแล้วชอบถึงค่อยนำมาลง นำมาบอกต่อในเพจ ซึ่งพอคิดและทำแบบนี้แล้วมันมีความสุขมาก”

เธอกล่าวต่อว่า เริ่มเดินทางบ่อยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การเดินทางทำให้โลกของเธอเปิดกว้าง ทำให้เธอเห็นว่าประเทศไทยสวยงามขนาดไหน

“บางสถานที่ที่คนไม่รู้จัก แต่เราได้ไปอยู่ตรงนั้น กล้วยว่ามันเป็นความรู้สึกสุขและคุ้มค่า และสิ่งที่ได้มากที่สุดจากการเดินทางคือ เพื่อน กล้วยได้เพื่อนใหม่เยอะมากจากการเที่ยว ทั้งเพื่อนระหว่างทางและเพื่อนใหม่ที่เราไปแจมทริปด้วย

คนเหล่านี้เราจะสนิทกันเร็วมาก เพราะเหมือนกับว่ามีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน บางคนเปลี่ยนจากเพื่อนเดินทางเป็นเพื่อนที่สามารถปรึกษาเรื่องชีวิตส่วนตัวได้ กลายเป็นมิตรภาพที่ยาวกว่าแค่ทริปสามวันสองคืน”

นอกจากนี้ สาวนักเดินทางยังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะมีวันหยุดเท่าพนักงานประจำ แต่เธอก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เท่าที่ต้องการ

“ถ้าอยากไปซะอย่าง เราจะสามารถลบเงื่อนไขทุกอย่างออกไปได้เอง” เธอกล่าว โดยระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอเดินทางไปกว่าครึ่งประเทศ

“การท่องเที่ยวไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่ต้องใช้เวลามากมายก็ไปได้ กล้วยคิดว่าในแต่ละเดือนอาจจะให้รางวัลตัวเองสักเสาร์-อาทิตย์ออกไปเที่ยว เพื่อจะช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้หายเหนื่อยจากงาน

เลือกไปไหนก็ได้เพราะสมัยนี้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถทัวร์ มันทำให้เดินทางง่ายขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมให้เวลากับการเดินทางไหมเท่านั้นเอง”

นอกจากเพจ ลาก กัน ไป : lak gun paiเธอยังเปิดเว็บไซต์ lakgunpai.com ซึ่งเนื้อหาทั้งสองช่องทางแตกต่างกัน โดยเนื้อหาในเว็บไซต์จะละเอียดกว่าทั้งเรื่องราวการเดินทาง สรุปค่าใช้จ่าย ความรู้สึก และประสบการณ์ สำหรับเป็นข้อมูลให้คนที่สนใจไปตามและยังเป็นไดอารี่ของเธอเอง

เชน เหล่าสุนทร ความมีวินัยนำมาสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584195

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 10:29 น.

เชน เหล่าสุนทร ความมีวินัยนำมาสู่ความสำเร็จ

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ใจดีท่าทางสุขุมนุ่มลึก เชน เหล่าสุนทร กรรมการบริษัทและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการเงิน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนางจ.กระบี่

เขาไปใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น เรียนไฮสกูลจนถึงมหาวิทยาลัยที่ประเทศแคนาดา ต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ใช้ชีวิตในต่างแดนนานกว่า 10 ปี จนได้เป็นพลเมืองของประเทศนั้นเรียบร้อย และเขาเกือบจะตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเพราะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง และสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ ขึ้นที่นั่น ซึ่งก็มีมูลค่านับ 100 ล้านบาท

เชน บอกว่า ครอบครัวเขาเป็นแพทย์กันทั้งบ้าน ตั้งแต่คุณตาคุณยายเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่ จ.ตรัง คุณพ่อคุณแม่เป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ และเขาเป็นลูกชายคนเดียวและไม่ได้เรียนแพทย์

เขาเรียนจบปริญญาตรีทางด้านมาร์เก็ตติ้งและแมนเนจเมนต์ที่ออสเตรเลียจบปริญญาโททางด้านบัญชีที่ออสเตรเลียเช่นกัน เริ่มไปเรียนที่ต่างประเทศตอนประมาณม.3 ที่แคนาดา เรียนไฮสกูลจนถึง ม.5แล้วสอบเทียบเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย แต่ก็ช้าไป 1 ปี

เพราะเขาอยากออกไปใช้ชีวิต ช่วงนั้นตีกอล์ฟแบบจริงจัง โชคดีที่คุณพ่อยอมการเรียนก็กลางๆ ตอนที่เรียนอยู่ก็มีเมนเทอร์ก็คุยกันอยู่ตลอด คุณพ่อก็บอกเวลาเรียนเอาพอผ่านก็พอ เอาเวลาชีวิตไปเรียนรู้อย่างอื่นบ้าง

“แต่อย่างคุณตาผมตอนนั้นเขาสอบเอนทรานซ์ เรียนคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อันดับหนึ่งของประเทศไทย หรืออย่างคุณแม่ฟิสิกส์เอนทรานซ์ก็ที่หนึ่งของประเทศไทย พอเรียนจบทำงานที่ออสเตรเลีย เขาก็ถามว่าอยากเป็นคนออสเตรเลียไหม คุณต้องไปสอบภาษาอังกฤษนะ แล้วก็ได้สัญชาติออสเตรเลียมา ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเป็นหมอหมด ไม่ใช่ลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะผมไปอีกสายหนึ่ง” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

แต่ในที่สุดแล้วเขาก็กลับมาช่วยบริหารงานช่วยที่บ้านจริงๆ ทั้งที่เขาไม่ได้มีความคิดจะกลับมาอยู่ใน Health Care หรือกลับมาอยู่ในเรื่องของการแพทย์เลย เพราะว่าเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศประมาณ 5-6 ปี

“ที่ไปก็เพราะว่าอยากจะพิสูจน์ตัวเอง เพราะการที่อยู่เมืองไทยยังไงก็เป็น Someoneแต่ถ้าอยู่ที่นู่นก็เป็นแค่ Nobody เลยอยากจะรู้ว่าผมจะเป็น Someone ที่นั่นได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็มีที่บ้านคอย Support ในที่สุดเขาก็ทำได้ด้วยตัวเองมีงาน มีสินทรัพย์ มีธุรกิจเล็กๆ ที่มั่นคงที่ออสเตรเลีย

งานที่ทำตอนนั้นก็เกี่ยวกับบัญชี แต่พอเอชอาร์เขาลาออก เขาก็เห็นว่าเราเป็นคนที่มีความรู้เรื่องตัวเลขจึงให้ช่วย Cover Payroll พอทำไปเรื่อยๆ เขาก็เห็นว่าทำได้ดีเลยให้มาทำ Payroll ที่บริษัทอย่างเดียวดูแลบริษัทในเครืออีก 7 บริษัท ส่วนเรื่องธุรกิจคอนโด-บ้านเช่า ก็เกิดจากที่ผมสร้างบ้านไว้อย่างดีแต่ต้องกลับไทย จึงต้องปล่อยเช่า แล้วมันไปได้ดีก็เลยซื้อเพิ่มเรื่อยๆ ตอนนี้มี 4 หลัง”

สาเหตุที่กลับมาตอนนั้นเชนอายุประมาณ 28 ปี เป็นช่วงที่ได้รับการโปรโมท เพราะ HR Manager กำลังจะเกษียณ

“ในขณะเดียวกันทางบ้านก็มีการพูดคุยกันว่าอยากจะให้กลับมาช่วย เลยถามคุณยายว่าต้องการไหม ถ้าต้องการจะกลับถ้าไม่ก็จะอยู่จะรับตำแหน่งที่นั่นแล้วอยู่ยาวเลย

สรุปก็ให้กลับ เพราะเป็นช่วงที่บริษัททางบ้านกำลังมีปัญหา คือยอดขายสูงแต่กำไรน้อย เพราะมาจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะมียอดขาย 400 ล้านบาท แต่เหลือกำไรแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น”

หลังจากที่กลับมาเชนก็ดูที่บัญชีก่อน เขาก็เอาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเข้ามาร่วมแก้ปัญหา รับฟังข้อเสนอแนะของคนที่เป็นกลางเพราะเกรงว่าอาจจะคิดว่าเขาจะเข้ามายึดอำนาจ เชนทำงานร่วมกับผู้บริหารเก่ามา1 ปี

“ด้วยความที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ Health Care มาก จึงจำเป็นต้องพึ่งคนเก่าๆ ต้องศึกษาให้มากขึ้นเพื่อตอบให้ได้ทุกคำถาม บริหารมาได้ 1 ปี บริษัทก็เริ่มโตขึ้นกำไรก็เพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านในปีแรก เพราะการบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ

Middle Management อ่อนแอ แนวความคิดไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่คู่แข่งเยอะ จะให้ค่อยๆ โตไม่ได้ ต้องขยายศักยภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มสาขา เขาจึงขยายสาขาไปที่อ่าวนาง จ.กระบี่ ไปในจุดยุทธศาสตร์ ไปซื้อที่ที่สมุย ใช้ทั้งแบบเงินสดและเงินที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์”

เข้าสู่ปีที่ 2 ที่เชนบริหาร ได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านบาท ปีที่ 3 ได้ 75 ล้านบาท ปีที่ 4 เข้าตลาดหลักทรัพย์

“ใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่เร็วก็เพราะแนวทางที่ทำมันสอดคล้องกัน คือการทำทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ การทำกำไรจาก 1 ล้านบาท ให้มาถึง 75 ล้านบาท สำหรับผมก็ถือว่ายาก

แต่ไม่ได้ทำคนเดียว เพราะตั้งแต่ผู้อำนวยการจนมาถึง Middle Management ก็เป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ เพราะช่วงที่เปลี่ยนครั้งใหญ่กระแสต่อต้านเยอะมาก มีความตื่นตระหนกและมีคำถามว่าเขาจะทำได้ไหม เขามีการชี้แจงตลอดว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้องค์กรเติบโตมั่นคง”

เชน บอกว่าจุดที่มุ่งเน้นในการทำงานมากที่สุด คือ ความปลอดภัยของคนไข้เป็นหลัก แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีหมอที่ดี มีหมอเฉพาะทางอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อม

“ลงทุนกับแพทย์และเครื่องมือเยอะมาก รวมถึงแนวความคิดแพทย์ด้วย เพราะต้องการที่จะเติบโตไปด้วยกัน”

หลักการบริหารของเชน คือ แมนเนจอินเทอเรส สเตกโฮลเดอร์ ซึ่งสเตกโฮลเดอร์ของเขาคือคนไข้ ที่ต้องการรับการรักษาที่ดีและการบริการที่ดี เป็นการรักษาพยาบาลทางเลือก เพราะทางหลักเป็นโรงพยาบาลของรัฐ

“คิดว่าความสำเร็จที่ได้มาเป็นเพราะสามารถรักษาความสมดุลของงานทุกๆ ส่วนไว้ได้ อีกส่วนที่สำคัญในการบริหารงานของเขาก็คือความมีวินัย

ผมไม่ใช่คนเก่งมากมาย แต่ผมมีวินัยในการทำงาน มีระเบียบ มีความต่อเนื่องและตั้งใจจริง ทำด้วยความจริงจังนี่คือเคล็ดลับของความสำเร็จ”

ส่วนเรื่องแผนงานในอนาคต 2-3 ปีที่เชนมองไว้ อย่างโรงพยาบาลอ่าวนางที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็มีแพลนกำลังจะสร้างโรงพยาบาลที่สมุยในปีหน้า

“อยู่ในช่วงที่กำลังขออนุญาตสิ่งแวดล้อมอยู่ เรื่องของการพัฒนาก็ถือว่าทำมาพอสมควรทั้งเครื่องมือทางแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ที่เน้นและให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะในเรื่องความเฉพาะทางของแพทย์ที่มีเยอะมาก

ส่วนในเรื่องการเติบโตของโรงพยาบาลอันนี้มันต้องโตขึ้นทุกปีอยู่แล้วอย่างน้อย 10% แต่ปีที่แล้วก็โตขึ้น 17% แต่พอมีอ่าวนางยอดขายก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยกว่าล้าน

ส่วนแผนงานของปลายปีนี้ เชน ชี้ว่าจะเพิ่มแพทย์เฉพาะทางให้มากขึ้นให้ได้ครบทุกสาขา

“ยกตัวอย่างปีที่แล้วที่จับเรื่องอายุรกรรมก็ใส่อายุรกรรมหัวใจ อายุรกรรมกระเพาะ อายุรกรรมประสาทและสมอง ซึ่งหลักๆก็ใส่ครบแล้ว ปีนี้อย่างเดือนนี้ก็จะเพิ่มแพทย์เด็ก แบบสาขาหลักๆ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่มีแพทย์ครบทุกสาขาที่จำเป็น”

กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี การทำความดีไม่มีวันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584188

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 09:56 น.

กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี การทำความดีไม่มีวันหยุด

หญิงแกร่งจิตใจงาม แม่ทัพใหญ่แห่งธุรกิจรับเหมาและพลังงานหมุนเวียน กนกทิพย์ จันทร์พลังศรีประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยโพลีคอนส์และบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง ผู้ริเริ่มโครงการทำดีไม่มีวันหยุด หนึ่งในโครงการของซีเอสอาร์ที่เธอทำอยู่

เธอ กล่าวว่า การทำซีเอสอาร์ที่แท้จริงแล้วคือการดูแลสังคม ซึ่งเธอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยอิงจากหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาด้วยความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับความรับผิดชอบสังคมต่อองค์กรเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน

เธอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อย่างแรกการดูแลสังคมที่ใกล้ตัวมากที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจ ความเกี่ยวข้องต่อลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ และสุดท้ายคือความรับผิดชอบต่อพนักงานที่ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของบริษัท

ส่วนที่ 2 คือ การจัดทำโครงการทำดีไม่มีวันหยุด ที่ทางบริษัทต้องการแบ่งปันความสุขกลับคืนสู่ชุมชน เพราะเชื่อว่าการเกื้อกูลซึ่งกันและกันจะทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการโรงเรียนนี้พี่ให้น้อง เป็นโครงการที่จัดสร้างและปรับปรุง อาคารเรียนห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ ให้กับโรงเรียนที่ห่างไกลและขาดแคลน โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2551

“เริ่มต้นจากเราไปสร้างห้องสมุดที่โรงเรียนวัดบางเตยใน ที่ จ.ปทุมธานีสร้างอาคารเรียนไทยโพลีคอนส์ ขนาด4 ห้องเรียน ให้กับโรงเรียนบ้านมาบเหลาชะโอน จ.ระยอง และโรงเรียนวัดปากคลองพระอาจารย์ จ.นครนายก สร้างศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เป็นอาคาร2 ชั้น 8 ห้องเรียน จำนวน 1 อาคาร ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และล่าสุดคือปรับปรุงห้องสมุดเดิมของโรงเรียนวัดบางเตยใน จ.ปทุมธานี”

อีกโครงการ คือ เช้าบาทเย็นบาทเพื่ออาหารกลางวันของหนู กนกทิพย์ บอกว่า โครงการนี้จะรวบรวมเงินจากพนักงานโดยจะแจกกระปุกออมสินให้พนักงานคนละหนึ่งกระปุก จากนั้นสักพักก็รวบรวมเงินไปเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กๆ ที่ด้อยโอกาส เพื่อปลูกฝังจริยธรรมด้านการให้แก่พนักงาน ซึ่งดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2560

โรงเรียนที่ร่วมโครงการ อาทิ โรงเรียนบางเตยใน จ.ปทุมธานี โรงเรียนวัดปากคลองพระอาจารย์ จ.นครนายก โรงเรียนบ้านมาบเหลาชะโอน จ.ระยอง วัดพระบาทน้ำพุจ.ลพบุรี และโรงเรียนวัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี

“เราจะแจกกระปุกเล็กๆ ให้กับพนักงานเอาไว้หยอดแล้วแต่ว่าจะหยอดเท่าไหร่ นอกจากพนักงานของเราก็มีเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญที่ทางเราได้ไปบอกต่อกิจกรรมดีๆ ให้เด็กที่มีมากกว่าแบ่งปันให้เด็กที่มีน้อยกว่า

หลังจากนั้นเราก็รวบรวมเงินในทุกๆ เดือนและทางบริษัทก็จะช่วยสมทบอีกแรงเพื่อไปช่วยเหลือโครงการนี้ ครั้งหนึ่งเราเคยถามเด็กๆ ว่าอยากกินอะไร เขาตอบเรามาว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยว เด็กอัสสัมชัญที่ไปด้วยพอเขาเห็นเขาควักกระเป๋าช่วยเพิ่มอีกมันดูเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับเรามาก แต่สำหรับเขามันไม่ใช่ เพราะเขายากจนจริงๆ”

โครงการแบ่งปันรักให้น้อง เป็นโครงการที่จะมอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬา โครงการนี้จะทำควบคู่ไปกับโครงการเช้าบาทเย็นบาทเพื่ออาหารกลางวันของหนู

“พอเราไปช่วยเรื่องอาหารกลางวันแล้ว เราก็มีการมอบของให้หลายอย่าง ทั้งตุ๊กตา เสื้อผ้า ถุงเท้า ร้องเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องนอนเด็กอนุบาล พอเราได้ไปเห็นสภาพที่นอนของเขา ทั้งขาดทั้งเก่า เราก็นำของที่จำเป็นเหล่านี้ไปให้”

กนกทิพย์ เล่าต่ออีกว่า มีการส่งเสริมพนักงานในการทำความดีตามไซต์ก่อสร้าง ก็จะมีวัดหรือโรงเรียนที่พนักงานเห็นว่าความช่วยเหลือของทางบริษัทยังไปไม่ถึง

“เขาก็จะร่วมมือร่วมแรงในการสร้างและซ่อมแซม นำวัสดุที่เหลือใช้ของทางบริษัทที่เป็นสินค้าเดด สต๊อก ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาสร้างให้เกิดประโยชน์อย่างที่บอกว่าการทำดีมันไม่มีวันหยุด มันไม่ต้องดูฤกษ์ดูยามทำตอนไหนก็ได้ทางเราก็สนับสนุนเต็มที่ สังคมที่ดีต้องมีการแบ่งปันมีผู้ให้มากกว่าผู้รับ” เธอเล่าอย่างใจดี

เข้าคูหา กาให้ถูก รักษาสิทธิ์บัตรดีเพื่อเสียงที่ไม่สูญเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584125

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

เข้าคูหา กาให้ถูก รักษาสิทธิ์บัตรดีเพื่อเสียงที่ไม่สูญเปล่า

เตรียมตัวใช้สิทธิ์ กาบัตรเลือกตั้งอย่างไร เรียกว่า “บัตรดี-บัตรเสีย”

ในขณะที่เรากำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งจะเป็นการ “เข้าคูหากาบัตรใบเดียว” สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้นำเสนอ “ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” ให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”  ได้รู้จักทำความเข้าใจ

เมื่อแสดงตนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วจะได้รับ “บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” 1 ใบ มี 2 ด้าน ดังนี้

ด้านหน้ามุมขาวระบุข้อความ “บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” มุมซ้ายระบุ “คำเตือน” ใจความว่า ห้ามมิให้นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง หรือจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกต ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ห้ามนำบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า ลงคะแนนหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครใด และต้องนำบัตรเลือกตั้งหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ด้านในจะมีเนื้อหาข้อมูลที่สำคัญ คือ “หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง และชื่อพรรคการเมือง” เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจทำเครื่องหมายกากบาท X ภายใน “ช่องทำเครื่องหมาย” ไม่เกินหนึ่งหมายเลข ถ้าไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครใดเลย ให้ทำเครื่องหมาย X ใน “ช่องไม่เลือกผู้สมัครใด” ที่มุมด้านขวาล่าง

ส่วนการกาเครื่องหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 91 “การออกเสียงลงคะแนน” ระบุเอาไว้ว่า ให้ทําเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทําเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประสงค์จะลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทําเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทําเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”

แล้วกาแบบไหนถึงถูกหรือผิด และกลายเป็นบัตรดี-บัตรเสีย เมื่ออ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะพบว่านิยามของ “กากบาท” คือการกาชื่อเครื่องหมายตีนกา รูป + หรือ x

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เปิดเผยแนวทางการกาบัตรเลือกตั้งพร้อมแนวทางการวินิจฉัยแยกบัตรดีและบัตรเสียตามลักษณะการขีดเส้นกากบาทในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง โดยมีหน้าตาการทำเครื่องหมายในบัตรดีและบัตรเสีย ดังนี้

บริโภค ‘น้ำตาล’ อย่างเข้าใจ ไม่เป็นภัยสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584047

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

บริโภค 'น้ำตาล' อย่างเข้าใจ ไม่เป็นภัยสุขภาพ

ไขข้อข้องใจ กินรสหวานไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ? แล้วจะดูฉลากโภชนาการช่องน้ำตาลอย่างไร ให้เข้าใจหลักการบริโภค

“น้ำตาล” เป็นส่วนประกอบสำคัญของทั้งอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่หากกินในปริมาณมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายได้

น้ำตาลเป็นผู้ร้ายต่อสุขภาพ?

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล อธิบายว่า หลายคนมองว่าการกินรสหวานนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วสามารถกินได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะร่างกายยังคงต้องใช้น้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหารว่าไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน

น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ความหวานที่มาพร้อมคุณประโยชน์

นอกเหนือจากน้ำตาลทรายที่นิยมเติมลงในอาหารและเครื่องดื่มแล้ว น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประโยชน์มากกว่าน้ำตาลที่เติมเข้าไป เช่น น้ำตาลแลคโตส และมอสโตสที่ได้จากผลิตภัณฑ์นมที่เด็กๆ ดื่มเป็นประจำทุกวัน เมื่อเด็กๆ ดื่มนมจะได้รับน้ำตาลแลคโตสเข้าสู่ร่างกาย

นอกจากนมที่มีน้ำตาลแลคโตสในนมแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอีกหนึ่งประเภทคือเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ ซึ่งมีน้ำตาลมอลโตสที่ได้จากมอลต์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการงอกของเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวบาร์เล่ย์ ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีรสชาติที่หวานน้อยกว่า ทำให้ช่วยลดพฤติกรรมการติดรสชาติหวานลง และทำให้ได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่มาจากมอลต์อีกด้วย

เข้าใจน้ำตาล…ผ่านฉลากโภชนาการ

ผศ.ดร.ฉัตรภา แนะวิธีการอ่านฉลากโภชนาการว่า เพียงแค่อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก็จะช่วยให้เรารู้ถึงพลังงาน และสารอาหารที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ด้วย ทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการจำกัดสารอาหารบางประเภทสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลพอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป

ส่วนความหมายของคำบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเกี่ยวกับน้ำตาลนั้น ถ้าบอกว่าน้ำตาลน้อยกว่า (Less / Low Sugar) หมายถึงมีการลดน้ำตาลลงอย่างน้อย 25% จากสูตรปกติ ส่วนไม่มีน้ำตาลที่เติมเพิ่ม หรือไม่มีน้ำตาลทราย (No Added Sugar / Without Added Sugars or No Sucrose) หมายถึงไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่มลงไปในอาหาร และเครื่องดื่มในการผลิตอาหารนั้นๆ แต่อาจมีความหวานที่เกิดจากธรรมชาติของอาหารนั้นๆ เองได้ 

บาลานซ์งานกับสุขภาพ เวิร์คสมาร์ทอย่างไร ให้ไปพร้อมกับเวิร์คเอาท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584026

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

บาลานซ์งานกับสุขภาพ เวิร์คสมาร์ทอย่างไร ให้ไปพร้อมกับเวิร์คเอาท์

ส่องหนึ่งวันสุดแอ็กทีฟของหนุ่มสาวออฟฟิศยุคใหม่ ที่ตั้งเป้าหมาย “งานดี สุขภาพเด่น” เป็นอย่างไร

การมีสุขภาพดีถือเป็นเป้าหมายชีวิตของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่เริ่มหันมารักสุขภาพและบาลานซ์งานกับชีวิตให้ลงตัวมากขึ้น  แต่แน่นอนว่าการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีย่อมมาจากการดูแลตัวเอง ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย รวมถึงการจัดสมดุลให้กับชีวิต สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ที่ใช้เวลาหนึ่งวันหมดไปในที่ทำงานกับบนท้องถนน การเจียดเวลามาออกกำลังกายหรือสร้างสมดุลให้กับชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ฟังดูง่ายแต่ทำยาก เราจึงรวบรวมวิธีการ “เวิร์คสมาร์ท” ไปพร้อมกับการ “เวิร์คเอาท์” ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองแบบง่ายๆ มาฝากกัน

1.เริ่มต้นวันด้วยชัยชนะเล็กๆ  การไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาทำให้มีเวลาได้พักสมอง เตรียมความพร้อม และจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำในวันนั้นๆ นอกจากนี้ การไปถึงที่ทำงานเช้ายังเหมือนเป็นการเริ่มต้นชัยชนะเล็กๆ ของวัน จากการที่เราสามารถเอาชนะตัวเองให้ตื่นเช้า เดินทางอย่างสบายๆ ไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่หนาแน่น ไม่ต้องลุ้นว่าจะสแกนนิ้วทันมั้ย ถือเป็นการเริ่มต้นวันที่สวยงาม

2.บริหารเวลาให้เป็น ตอนเช้าเป็นเวลาที่มีค่า เราจึงต้องทำงานที่สำคัญที่สุด เพราะในหนึ่งวันเราต้องทำงานมากมายทั้งวางแผน พรีเซ็นต์ ประชุม ติดต่องานข้ามแผนกหรือข้ามบริษัท  แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว งานที่ควรทำมากที่สุดในตอนเช้าคืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเฟ้นหาไอเดียใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง เหมาะกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

3.กลางวันคือช่วงเวลาแห่งการพักสมอง ไม่ว่าจะงานยุ่งแค่ไหน แต่การพักกลางวันก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น การพักกลางวันในที่นี้หมายถึงการละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลงไปกินอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึงพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานถึถือเป็นการสานสัมพันธ์และผ่อนคลายความเครียดในการทำงานได้อีกด้วย

4.ปลุกพลังยามบ่าย บ่ายทีไรเป็นต้องเริ่มมีอาการง่วงเหงาหาวนอน หลายคนน่าจะมีความรู้สึกนี้เหมือนๆ กัน แต่ปัญหานี้จะไม่กระทบกับงานหากเราเลือกทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากที่สุดไปแล้วในช่วงเช้า ส่วนงานที่ควรทำในช่วงบ่ายคือการประชุม การติดต่อพูดคุยประสานงาน เพราะงานเหล่านี้มักสร้างความตื่นเต้นและเรียกพลังยามบ่ายของเรากลับคืนมาได้ นอกจากนี้ การขยับร่างกายเล็กๆ น้อยๆ หรือการเดินในออฟฟิศ ก็ช่วยคลายความง่วงและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกายได้ไม่น้อย

5.เปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นเรื่องง่าย การหาเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจังอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ เพราะพลังงานที่มีถูกใช้หมดไประหว่างวันทำให้ถอดใจกับการแบ่งเวลามาออกกำลังกาย อย่างไรก็ดี ถ้าเราสละเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ฟิตเนส หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายหรือยืดเส้นยืดสายในที่ทำงานได้ คำว่าสุขภาพดีก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่เคย

สำหรับวันนี้เรามีออฟฟิศตัวอย่างเป็นองค์กรชั้นนำที่ตระหนักถึงการมีสุขภาพดีของพนักงานควบคู่กับการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่าง บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จากการจัดกิจกรรม “ทาทา สตีล ชวนกันเดิน” เพื่อกระตุ้นให้พนักงานหันมาใส่ใจในสุขภาพด้วยการออกกำลังกายระหว่างวันผ่าน “การเดิน” ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นและทำได้ในเลยแม้จะเป็นในที่ทำงาน

สุธาวัลย์ กุงนอก หนึ่งในพนักงานบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเรามักทำงานหนัก (work hard) เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอย่างเดียวในชีวิต แต่การทำงานหนักในขณะที่สามารถสร้างสมดุลที่พอดีให้กับชีวิตไปพร้อมกัน (work smart) จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีในระยะยาว เป็นสิ่งสำคัญกว่าที่คนรุ่นใหม่ควรตระหนักถึง ดังนั้น นอกจาก work hard แล้ว ต้องไม่ลืม work smart ไปพร้อมกันด้วย

นายสมัชชา สุมนัส เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) สนับสนุนให้พนักงานทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ในองค์กร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาหนึ่งวันในการทำงานร่วมกับการออกกำลังกายที่ออฟฟิศได้ ซึ่งกิจกรรม “ทาทา สตีล ชวนกันเดิน” จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 (Tata steel Let’s Walk Season 3) และสามารถสร้างแรงจูงใจให้พนักงานหันมาปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ในที่ทำงาน อาทิ ใช้การเดินมากขึ้นเมื่อต้องประสานงานข้ามแผนก หรือจับกลุ่มกันเดินออกกำลังกายเวลาพัก ซึ่งทุกก้าวที่เดินนอกจากจะเป็นการเผาผลาญพลังงานแล้ว พนักงานยังสามารถใช้แอปพลิเคชันสะสมแต้มไมล์การเดินเพื่อบันทึกสถิติการเดินในแต่ละวัน และสามารถนำมาแลกของรางวัลประจำวันได้ ถือเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจและการแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความสนุกสนาน และปลูกฝังให้ทุกคนในออฟฟิศหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น

ออฟฟิศไหนเห็นแล้วจะนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองก็ไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งยังสามารถโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร  โทร. 02-937-1000 หรือที่ www.tatasteelthailand.com

หมด ‘Passion’ อย่าเพิ่งด่วนลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584058

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 20:30 น.

หมด 'Passion' อย่าเพิ่งด่วนลาออก

เมื่อไฟมอดถึงคราวหมด “Passion” กับงานที่กำลังทำอยู่ หรือรู้สึกสับสน สมองสองซีกตีกันยุ่ง ก็เกิดคำถามว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร

สำหรับคนทำงานอาจมีบ้างที่จู่ๆ ก็รู้สึกหมด “Passion” กับงานที่กำลังทำอยู่ เพราะค้นพบว่าตัวเองมีสิ่งที่ต้องการทำมากกว่า หรือรู้สึกสนใจมากกว่า จนสับสนมึนงงกับชีวิตและเกิดคำถามในใจว่าจะจัดการชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไรดี

จากงานวิจัยใหม่ของ GoBankingRates ที่ปรึกษาข้อมูลทางการเงินในลอสแองเจลิส ฉบับตีพิมพ์เดือน ม.ค. 2019 พบว่า 23% ของชาวอเมริกัน พวกเขาเสียใจที่เปลี่ยนงานหรือตัดสินใจเบนเข็มเปลี่ยนอาชีพ แม้ว่าเหล่าพนักงานจะมีเหตุผลในการลาออกที่แตกต่างกันหลากหลายประการ แต่กลับไม่มีปัจจัยใดๆ โดดเด่น งานวิจัยชี้ว่า ผู้ชายและผู้หญิงเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ผู้ชาย 16% มีแนวโน้มที่จะออกจากงานเพราะต้องการเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้หญิงราว 14% ลาออกเพราะต้องการหนีสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงใจในที่ทำงาน

ดังนั้น หากคุณกำลังคิดที่จะเปลี่ยนงาน และไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง อย่าเพิ่งรีบร้อนลาออก ลองเช็กความต้องการของตัวเองด้วยการตอบคำถามทั้ง 3 ข้อนี้ก่อน

1.จริงๆ แล้วเราอยากทำงานแบบไหนเมื่อมีงานมากมายหลายประเภท ต้องถามตัวเองก่อนว่า งานแบบไหนที่เราอยากจะทำ บางคนอาจจะเลือกงานประจำเต็มเวลาเหมือนเดิม เนื่องจากมีความมั่นคงทั้งในแง่ของรายได้และโอกาสที่จะก้าวหน้า ซึ่งเป็นทางเลือกที่พบได้บ่อยมากที่สุด คือการเปลี่ยนงานจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง แต่หากคุณกำลังมองหาเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือ โอกาสที่จะได้งานทำทันที งานเต็มเวลาอาจไม่ใช่คำตอบ ในปี 2018 ชาวอเมริกันกว่า 56.7 ล้านคน หันไปเป็น “ฟรีแลนซ์” แต่งานประเภทนี้ย่อมมีความเสี่ยงกว่างานประจำ แต่มีความยืดหยุ่น ระยะสั้น และรายได้ดี

2.สถานะทางการเงินพร้อมไหมเมื่อคิดจะเปลี่ยนงาน อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงคือ สถานะทางการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลาออกจากงานในระหว่างที่ยังไม่ได้งานใหม่ หากไม่มีทุนสำรองไว้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ก่อความเครียดให้กับคุณไม่น้อย Nerdwallet บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ในซานฟรานซิสโก แนะนำว่า ให้สำรองค่าครองชีพไว้อย่างน้อย 6 เดือน หากคุณวางแผนที่จะลาออกโดยไม่ได้หางานใหม่รองรับไว้ ส่วนผู้ที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ควรจะมีเงินทุนสำรองไว้เป็นอย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันความล้มเหลวทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น

3.แผนนี้มีศักยภาพในระยะยาวหรือไม่ สำหรับพนักงานประจำ ควรจะศึกษาโปรไฟล์บริษัทที่กำลังจะไปสมัคร ลองเข้าไปเช็กรีวิวในเว็บไซต์สมัครงาน เพื่อดูว่าพนักงานคนปัจจุบันและอดีตคิดเห็นอย่างไรกับองค์กร มีความเห็นเชิงลบมากน้อยแค่ไหน โดยหากมีพนักงานอ้างถึงโอกาสเติบโตที่จำกัด ก็ให้ตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ส่วนผู้ที่เลือกจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการ จะต้องตอบคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นเกี่ยวกับแผนงานและธุรกิจต่างๆ อย่างการทำวิจัยคำถามที่สำคัญที่สุด 2 ข้อ คือ เราจะนำเสนออะไร และเป็นที่ต้องการของตลาดหรือเปล่า?

ไม่ว่าคุณจะออกจากงานเก่าด้วยเหตุผลอะไร เพิ่มเงินเดือน ความยืดหยุ่น หรือทั้งสองอย่าง อย่าโบยบินจนกว่าคุณจะพร้อม ถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองเพื่อวางแผนอย่างรัดกุม สุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ คุณก็สามารถส่งจดหมายลาออกได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องมานั่งกุมขมับเสียใจในภายหลัง

ภาพ เอเอฟพี

แต่งแต้มลุคให้สาวยุคใหม่ด้วยสีสัน Spring 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584039

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

แต่งแต้มลุคให้สาวยุคใหม่ด้วยสีสัน Spring 2019

G2000 WOMAN เปิดตัวคอลเลกชั่น Spring 2019 ชวนสาวๆ อัพลุคด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ

นับเป็นแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ สำหรับ G2000 WOMAN ที่ปฏิวัติการแต่งกายโดยนำเอารูปแบบเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิกกับชุดสูทมาแต่งแต้มด้วยสีสันอันสะดุดตารับกับฤดูใบไม้ผลิ อิงเทรนด์แฟชั่นการแมตช์โทนสีแห่งปี 2019 ทำให้สาวๆ ดูโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ คอมพลีตลุคสาวมั่นในสไตล์สมาร์ทแคชชวล ซึ่งความพิเศษในปีนี้ G2000 WOMAN มีอะไรให้ติดตามกันบ้าง มาอัพเดทกันเลย

แต่งแต้มสีสันกับเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิก

เมื่อพูดถึงเทรนช์โค้ต หลายคนจะนึกถึงชุดสีดำ น้ำเงิน หรือกากี แต่สำหรับ G2000 WOMAN ได้แต่งแต้มสีสันบนเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิกในคอลเลกชั่นนี้ด้วยหลากหลายสีสัน พร้อมการนำเสนอความมีชีวิตชีวาที่เข้ากับเทรนด์การแมตช์โทนสีอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนสีที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมิติในการแต่งกาย ช่วยให้วันทำงานที่น่าเบื่อของผู้หญิงยุคใหม่ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้น

เสริมความมั่นใจในชุดสูท

จากการนำเอาสีสันสดใสของฤดูใบไม้ผลิมาผสานกับชุดสูทในสไตล์ G2000 WOMAN ช่วยสร้างรูปแบบการสวมใส่สูทรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเจเหมือนอย่างที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นการใส่สูทคู่กับเดรส หรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับกางเกง Culottes ทรงขาบาน สำหรับคอลเลกชั่นนี้ได้นำเอาสี Fern, Almond Oil, Daisy Yellow, Mandarin Red และที่ขาดไม่ได้คือ สี Bright Coral ซึ่งเป็นสีประจำปีของ 2019 มารวมอยู่ในคอลเลกชั่น Spring 2019 ดูเป็นสาวมั่นทันเทรนด์ในลุคนักธุรกิจ

สร้างความน่าเชื่อถือพร้อมรับทุกบทบาท

สูทเป็นเอกลักษณ์ของ G2000 มาอย่างยาวนาน ด้วยความใส่ใจในการเลือกผ้า การออกแบบ รวมถึงการใช้งานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ G2000 WOMAN จึงตอบรับทุกความต้องการและทุกโอกาสด้วยคอลเลกชั่นต่างๆ อาทิ  Essential Suit Collection การนำเสนอสูทมาตรฐานที่สวมใส่ได้ง่าย เหมาะกับวันสัมภาษณ์งาน หรือเป็นสูทชุดแรกของนักศึกษาจบใหม่เพราะมาในราคาที่เอื้อมถึง Power Suit Collection ด้วยผ้าคุณภาพสูงและการตัดเย็บอันประณีต ทำให้มีความเรียบหรูและสง่างาม ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับผู้บริหารและนักธุรกิจมืออาชีพ ปิดท้ายที่ Designed For Travel Collection กับดีไซน์พอดีตัว ด้วยผ้าที่ยืดหยุ่นและยับยาก ถูกใจนักธุรกิจที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เพราะสะดวกต่อการพกพาในกระเป๋าเดินทาง อีกทั้งยังช่วยเสริมบุคลิกและความน่าเชื่อถือพร้อมเผชิญทุกบทบาท

ชุดเดรสเผยความสง่างามในตัวคุณ

เสน่ห์ของชุดเดรสคือการได้เผยเรือนร่างของผู้สวมใส่ G2000 WOMAN จึงออกแบบชุดเดรสในหลากหลายรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นทรงนาฬิกาทราย ทรงเข้ารูป ทรง A หรือทรง H ซึ่งมาพร้อมกับเข็มขัดถอดได้เพื่อสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะวันทำงานหรือวันพักผ่อนก็สามารถโดดเด่นได้อย่างสง่างาม

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ G2000 ได้ที่ https://www.facebook.com/G2000Thailand/