9 ซอฟต์สกิล ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584512

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:50 น.

9 ซอฟต์สกิล ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ เอเอฟพี

การทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดีเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรคนทำงานต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ทำอยู่ที่เรียกกันว่าฮาร์ด สกิล (Hard Skills) ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งงานหรืออาชีพนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทักษะที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรงอย่างเดียวอาจไม่พอต่อการทำงานในปัจจุบัน เพราะบริษัทต่างๆ ยังมองไปถึงซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของพนักงานด้วย ซึ่งซอฟต์สกิลคือทักษะที่ค่อยๆ พัฒนามาจากการใช้ชีวิต การเข้าสังคม และการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะทำงานสายงานไหนก็ตาม

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ ได้เผยถึง 9 ซอฟต์สกิลที่คนทำงานในยุคปัจจุบันควรต้องมี เพื่อที่จะช่วยทำให้คุณกลายเป็นพนักงานที่โดดเด่นเข้าตาองค์กร

1.การบริหารเวลาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะคนทำงานในยุคนี้ที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาและต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทักษะการบริหารเวลาจึงสำคัญ ซึ่งการทำงานในแต่ละวันควรมีการวางแผน ควบคุม กำหนดระยะเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน เพื่อทำให้งานสําเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่กำหนด

2.การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรมและอาชีพใหม่ๆ ตลอดจนวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การทำงานยุคนี้ใช้ความรู้ในสาขาวิชาเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป จึงต้องมีการเตรียมพร้อมในการเรียนรู้อยู่เสมอ สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในยุคนี้คือ วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ การสรุปประเด็นและการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งสามารถวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างจากสิ่งที่เรียนรู้มาได้ ทักษะนี้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

3.ความฉลาดทางอารมณ์ ในองค์กรหรือแม้แต่คนที่ทำงานอิสระ ล้วนต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้อื่น ดังนั้น ความฉลาดทางอารมณ์ จึงเป็นทักษะสำคัญและส่งผลอย่างมากต่อการทำงาน คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์คือผู้ที่มีความสามารถในการสังเกต ทำความเข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองได้อย่างดี รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นด้วย ทักษะนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการกับความเครียด ซึ่งส่งผลให้การสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ

4.ความสามารถในการปรับตัว โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะรูปแบบการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือและวิธีการทำงาน เป็นต้น ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นทางความคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยคนที่มีทักษะในการปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองความคิดจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และสามารถพลิกแพลงหาวิธีเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

5.การทำงานร่วมกับผู้อื่น ทุกวันนี้เราต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งในแง่สายงาน ช่วงวัย หรือรูปแบบการทำงาน องค์กรต่างๆ จึงต้องการคนที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันภายในทีมตัวเอง การทำงานร่วมกับคนอื่นๆ รวมไปถึงทักษะในการบริหารคน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนทำงานระดับหัวหน้าอีกต่อไป

6.การสื่อสาร ในที่ทำงานต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่านำเสนองาน การเสนอความคิดเห็นทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ยังรวมไปถึงทักษะการประสานงานและการเจรจาต่อรองด้วยว่าจะใช้การเจรจาอย่างไรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีทางออกแบบวินวินทั้งสองฝ่าย

7.การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าองค์กรต่างๆ ถูกผลกระทบจากเทคโนโลยีและความหลากหลายของธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้รอบด้าน ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างไปจากอดีตและมีความซับซ้อนมากขึ้น องค์กรต่างๆ จึงต้องอาศัยคนที่สามารถมองเห็นและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านั้น ทักษะนี้ต้องอาศัยหลายทักษะย่อยๆ เช่น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระบุปัญหาและความต้องการของลูกค้า อาศัยความเข้าใจในการเชื่อมโยง และใช้ความสามารถในการอ่านบริบทของธุรกิจ ตลอดจนต้องสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

8.การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ Big Data กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้น แถมข้อมูลพวกนี้จะเยอะขึ้นในอนาคต เมื่อความสามารถของหุ่นยนต์พัฒนาไปไกลกว่าปัจจุบัน ซึ่งทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้เราสามารถย่อยข้อมูลจำนวนมากได้ โดยต้องรู้จักตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ ตีความ ประเมินทางเลือกและตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุด และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

9.ความคิดสร้างสรรค์ คือพยายามสร้างบางอย่างที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นถือเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก เพราะไม่มีหลักสูตรตายตัว ทักษะนี้เป็นการรวมเอาหลายๆ ทักษะย่อยไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น และการเปิดใจกว้าง รวมถึงการเสพข้อมูลต่างๆ หลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้ใช้ในงานศิลปะเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้กับงาน เช่น สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งองค์กรต่างๆ อยากได้คนที่มีทักษะนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการหยิบเอาเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือแนวคิดมาใช้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้องค์กรด้วย

โยคะนิทรา ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584514

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:50 น.

โยคะนิทรา ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ

เรื่อง พุสดี

ด้วยความเชื่อที่ว่า “การดูแลสุขภาพแบบป้องกัน” (Preventive Approach) คือยาวิเศษของคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องเผชิญในศตวรรษ 21 ปัญญ์ปุริ เวลเนส จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญกูรูด้านโยคะนิทราชื่อดังบินตรงจากสิงคโปร์มาเพื่อปัญญ์ปุริ เวลเนส เท่านั้นกับ Panpuri Wellness x Daring To Rest Yoga Nidra with Rest Specialist Youmin Yap สอนเทคนิคการผ่อนคลายอย่างล้ำลึก เพื่อให้คุณมีการนอนหลับอย่างมีคุณภาพสูงสุด

โยคะนิทรา (Yoga Nidra) คืออะไร คำถามนี้ ยูมิน แยป ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะนิทราที่มีชื่อเสียงจากสิงคโปร์ และเป็นครูฝึกที่ได้รับการรับรองจากสถาบันชื่อดังระดับโลก Daring to Rest สถาบันที่มอบการฝึกด้านการนอนหลับอย่างแท้จริงด้วยโยคะนิทราที่จะเติมพลังงานชีวิตให้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองในการใช้ศาสตร์จากธรรมชาติและป่าบำบัด และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน Xiu Nature Connections ในประเทศสิงคโปร์มีคำตอบ

“โยคะนิทรา คือ การฝึกเทคนิคการผ่อนคลายทั้งภายในจิตสำนึก และจิตใต้สำนึกของแต่ละบุคคล การนอนหลับนั้นเป็นเสมือนการพักผ่อน ร่างกายของคุณภายนอกหยุดการทำงานด้วยดวงตาที่ปิดสนิทเมื่อคุณนอนหลับ แต่ภายในร่างกายและจิตใจนั้นยังไม่ได้หยุดการทำงาน โยคะนิทราจึงเป็นการฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลายจากภายในจิตใจ ในระหว่างการเรียนของโยคะนิทรานั้นร่างกายจะอยู่ในสภาวะกึ่งนอนหลับ และรู้สึกตัว กล้ามเนื้อทั้งร่างกายจะผ่อนคลาย และจิตใจที่สงบและมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น

ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกโยคะนิทราคือ ความสดชื่นทั้งร่างกาย และจิตใจที่ได้รับการพักผ่อนอย่างล้ำลึก มีสมาธิเพิ่มมากขึ้น เป็นการเติมพลังงานชีวิตในทางบวกให้กับตัวเอง และประโยชน์สูงสุดคือการทำให้นอนหลับลึก และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นจนรู้สึกได้

ใครที่สนใจอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ไม่ต้องกังวลมัวแต่นั่งถามตัวเองว่าเหมาะกับการโยคะประเภทนี้หรือไม่ เพราะยูมินย้ำชัดว่า โยคะนิทรานั้นเหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย รวมไปถึงมารดาหลังคลอดบุตร เนื่องจากมีผลการวิจัยโดยวารสารสภาการพยาบาล ฉบับที่ 4 พบว่า “มารดาที่ผ่านการฝึกโยคะนิทราสามารถลดความเหนื่อยล้าจากการคลอดบุตร และสามารถฟื้นฟูสภาพอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจของมารดาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ และหากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนในระบบเลือด ความเครียดลดลง ความดันโลหิตลดลงได้เช่นกัน”

‘ถนนสีขาว’ ในหัวใจคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584511

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

‘ถนนสีขาว’ ในหัวใจคนรุ่นใหม่

เรื่อง…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

หากลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน “ประเทศไทย” ครองแชมป์อันดับ 1 ในเอเชีย โดยองค์การอนามัยโลกเผยรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนโลก ปี 2560 ระบุว่าสถานการณ์ของภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤต หากจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องจัดตั้ง Lead Agency หรือองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย คืออีกองค์กรที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์มีคุณภาพเท่านั้น ยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ภายใต้ “โครงการถนนสีขาว” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2531 เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญในการเคารพกฎจราจร และมีน้ำใจต่อกันบนท้องถนน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการส่งเสริมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน

โครงการโตโยต้าถนนสีขาว ปีนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยจัดเวทีประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ “Campus Challenge” พิจารณาคัดเลือกทีมที่ได้รับรางวัล 3 ทีม พาไปศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 1-7 มี.ค.ที่ผ่านมา การไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดความรู้เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน รวมทั้งวัฒนธรรมการขับขี่ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาปรับใช้ในอนาคต ทั้ง 3 ทีม ทีมชนะเลิศ คือ ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีนักศึกษาร่วมกันทำ 4 คน คือ ภัทริกา สาสกูล ธนวัฒน์ สิงหเสนี ธาราทิพย์ บุญสนิท จริญา พร้อมสมบูรณ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม 4 Angies มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีนักศึกษาร่วมทีม 4 คน คือ ดนัย เรือนเงิน อดิรุจ ใจปาละ วิจิตรา คำมณี กฤษดา สีโยยอด

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมชูโล่จัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนักศึกษาร่วมกันทำ 4 คน คือ สุรเชษฐ์ ศรีลามาตย์ พฤษโชค โพธิ์สีดา พบณรงค์ บุญฑล จุรีลักษณ์ ป้องทัพไทย

พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยคู่ความปลอดภัย

มากับเจ้าภาพสถานที่แรกก็ต้องพาไปชมพิพิธภัณฑ์โตโยต้า Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology ตั้งอยู่ที่เมืองนาโงยา ที่นี่โชว์เทคโนโลยีทั้งเก่า และใหม่ ที่ทำให้มีแบรนด์โตโยต้าที่ยิ่งใหญ่ในระดับอย่างในปัจจุบัน

มิวเซียมของโตโยต้า ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็ก หลายพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยเด็กๆ ที่มีมุมปลูกฝังการใช้รถ ใช้ถนน เพื่อที่โตไปจะเป็นผู้ใหญ่ใช้รถ ใช้ถนนที่มีระเบียบวินัย มาคราวนี้เป็นการทัวร์พิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่ง Toyota Kaikan Museum แสดงเทคโนโลยีและยานยนต์ แนวคิดที่กลายเป็นสโลแกนคู่แบรนด์ “วันนี้เพื่ออนาคต – Today for Tomorrow” คือแรงบันดาลใจนับตั้งแต่วันก่อตั้ง โตโยต้าได้ยึดมั่นกับปณิธานการผลิตยานยนต์ หรือ Contribution toward a prosperous society by making automobile เพื่อสร้างสรรค์พรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ศตวรรษที่ 21 นี้ โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดและเทคโนโลยีความปลอดภัย ร่วมแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน และอุบัติภัยบนท้องถนน ควบคู่ไปกับการนำเสนอความสะดวกสบายจากยานยนต์ รวมทั้งสนับสนุนการสร้างความฝันและแรงบันดาลใจแห่งยานยนต์ให้เข้าถึงหมู่มวลมนุษยชาติ รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของเลกซัส โชว์ที่หอนิทรรศการโตโยต้าไคคัง นำเสนอในรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการยานยนต์ ในเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ที่เหนือชั้น โซน Eco and Emotion จัดแสดงยนตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดเป็นหลัก

ศูนย์ศึกษาความปลอดภัย โตโยต้า โมบิลิตาส์ (Mobilitas) คืออีกสถานที่ให้ความรู้ในการขับขี่บนถนนอย่างปลอดภัย ก่อตั้งในปี 2548 มีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง เริ่มจากท่านั่งที่ถูกต้อง การจับพวงมาลัย ทดสอบการเบรกบนถนนธรรมดาและถนนลื่น ถือเป็นการสร้างประสบการณ์การขับรถอย่างปลอดภัยและถูกวิธี

ตบท้ายด้วยพิพิธภัณฑ์ Toyota Mega Web ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 เพื่อเป็นสวนสนุกในรูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่องของรถยนต์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน Toyota City Showcase จัดแสดงรถยนต์โตโยต้ารุ่นล่าสุด หลากหลายรุ่น History Garage คือส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถยนต์ จัดแสดงรถยนต์รุ่นเก่าจากทั่วทุกมุมโลก Ride Studio คือส่วนสำหรับเด็กๆ ที่จะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การขับขี่ และเรียนรู้เกี่ยวกับกฎจราจร

การเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัยบนถนนให้แก่นักศึกษาที่รับรางวัลทั้ง 3 ทีม นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในแผนรณรงค์เพื่อต่อยอดโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นการร่วมสร้างความปลอดภัยบนถนนให้แก่สังคมไทย ให้เป็นถนนสีขาวหรือถนนแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

“ถนนสีขาว”ในรั้วมหาวิทยาลัย

โครงการ Campus Challenge มุ่งให้นักศึกษาตระหนักถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัย โดยคิดแคมเปญเพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์การลดอุบัติเหตุทางถนนเผยแพร่สู่สาธารณชน และสามารถนำแผนงานไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การรณรงค์ลดอุบัติเหตุ โดยใช้ประสบการณ์จริง และเป็นโครงการต้นแบบในการลดอุบัติเหตุของมหาวิทยาลัยของแต่ละทีม

“ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้ศูนย์รังสิตทำแผนงานรณรงค์ โดยสื่อผ่านเฟซบุ๊ก “Safe Life on The Right Way” เพื่อรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ สร้างแมสคอตเป็นสุนัขชื่อ “ชิโต้” เป็นตัวกลางในการสื่อสาร จัดทำวิดีโอคลิป สื่อถึงกลุ่มเป้าหมายให้ตระหนักถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน และเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่การเดินให้ถูกที่ แบ่งปันถนนกับผู้ปั่น ขับบนถนนที่ถูกต้อง ไม่ไปขี่บนทางเท้าหรือทางจักรยาน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม 4 Angies มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นำเสนอปัญหาที่พบคือนักศึกษาบางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเครื่องหมายจราจรบนเส้นทางสัญจร หลายคนไม่เข้าใจความหมายของเส้นและสัญลักษณ์ต่างๆ จึงทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง จนนำไปสู่อุบัติเหตุขึ้นภายในมหาวิทยาลัย เช่น อุบัติเหตุจากการขับย้อนศร อุบัติเหตุจากการไม่ข้ามทางม้าลาย อุบัติเหตุจากการจอดรถไม่ตรงเส้นแบ่งช่องจอดรถ

มีการสร้างแผนงานรณรงค์ รณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านทางสถานี วิทยุกระจายเสียงของมหาวิทยาลัย จัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องเครื่องหมายจราจร และปรับปรุงเครื่องหมายจราจร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีมชูโล่จัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัญหาที่พบคือการขับขี่รถด้วยความเร็ว ความเร่งรีบ ความเคยชินจากพฤติกรรม ความมั่นใจในสมรรถนะการขับขี่ และขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎจราจร

ทีมนี้เสนอแผนงานรณรงค์ นำแมสคอตประจำแคมเปญ “ชูโล่จัง” มาติดตั้งบนถนนเพื่อให้รถวิ่งเพียงเลนเดียว

ทุกๆ ทีมต้องมีการประเมินผลที่ชัดเจนและวัดผลได้จริง “ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง” ภัทริกา สาสกูล บอกว่าเริ่มคิดแคมเปญจากพื้นที่เสี่ยงที่สุด นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีปัญหาหลักๆ คือใช้ทางไม่ถูกต้อง คนลงไปเดินบนเส้นทางจักรยาน เพราะทางเท้าที่เดินได้ค่อนข้างแคบ จึงมุ่งแก้ไขปัญหา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยมีพฤติกรรมการเดิน ปั่น ขับขี่ ในเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง และเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

เพื่อนร่วมทีม ธนวัฒน์ สิงหเสนี ธาราทิพย์ บุญสนิท จริญา พร้อมสมบูรณ์ บอกว่าหลังปล่อยแคมเปญเพื่อรณรงค์ออนไลน์ ผ่านแมสคอตชื่อเจ้าชิโต้ เป็นตัวกลางในการสื่อสาร จัดทำวิดีโอคลิป เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่การเดินให้ถูกที่ แบ่งปันถนนกับผู้ปั่น ขับบนถนนที่ถูกต้อง ไม่ไปขี่บนทางเท้าหรือทางจักรยาน

นักศึกษาที่ร่วมทริปนี้ได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัย โดยใช้ความรู้ความสามารถด้านการวางแผนงานเพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์การลดอุบัติเหตุทางถนนเผยแพร่สู่สาธารณชน และสามารถนำแผนงานไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ร่วมสร้างความปลอดภัยบนถนนให้แก่สังคมไทยเป็นถนนสีขาวหรือถนนแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584063

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเวลาย้อนคืนมาไม่ได้ มาดู 5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเวลาที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการทำให้ทุกอย่างในชีวิตง่ายขึ้น

เราทุกคนมีเวลาเท่ากันวันละ 24 ชั่วโมง แต่หลายคนกลับอ้างว่า “ไม่มีเวลา”  ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานที่ไร้ระบบแบบแผน หรือการบริหารเวลาแบบผิดๆ  ส่งผลให้ชีวิตยุ่งวุ่นวาย สสุดท้ายผลงานจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร รู้แบบนี้แล้วรีบมาดู 5 วิธีที่จะทำให้เราบริหารจัดการเวลาได้อย่างถูกต้อง และทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกด้วย

1.จัดตารางเวลา

ลองคิดดูว่าในหนึ่งวันเราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขียนกิจกรรมต่างๆ ลงไปในแต่ละช่วงเวลา โดยจัดงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ไว้ช่วงเช้า แล้ววางงานอื่นไว้ในช่วงบ่าย ก็จะช่วยให้เราจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้ไม่พลาดทุกงานสำคัญด้วย ลองนึกอารมณ์เวลาจัดตารางเรียนสมัยยังเด็กดูซิ นั่นแหละคล้ายๆ กัน

2.To Do List ลำดับความสำคัญ

เมื่อมีรายการที่ต้องทำอยู่ในมือแล้ว สิ่งที่ต้องทำลำดับต่อไปก็คือการนำรายการเหล่านั้นมาจัดเรียงตามความสำคัญจากมากไปน้อย และมีงานใดที่ต้องทำต่อเนื่องบ้าง เพื่อทำให้เรารู้ว่าแต่ละงานต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน และควรจะทุ่มแรงให้กับงานแต่ละชิ้นแค่ไหน หมดปัญหาส่งงานไม่ทันเดดไลน์ หรือปัญหาการหลงลืมได้มากกว่า 90% เลยทีเดียว

3.แบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัว

นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้น โดยเมื่อถึงที่ทำงานก็ให้ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ตัดความคิดเรื่องอื่นๆ ออกไปให้หมด และควรคุยโทรศัพท์ส่วนตัวเฉพาะเรื่องที่จำเป็น ในทางกลับกัน เมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ควรนำงานกลับไป ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เพื่อใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

4.จัดการงานยากก่อน

หลายคนมักจะจัดการงานง่ายๆ ให้เสร็จเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะทำงานยาก เพราะงานง่ายมักจะใช้เวลาน้อยและไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วเราควรจะสะสางงานยากให้เสร็จก่อน เพราะหลังจากที่งานนั้นจบลงก็จะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานชิ้นอื่นๆ ต่อไปได้

5.จัดให้มีเวลาพักบ้าง

การพักเป็นหนึ่งในเคล็ดลับบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ เพราะการทำงานเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ จะทำให้สมองและสายตาเกิดอาการเมื่อยล้า ดังนั้น ควรหาเวลาให้ร่างกายและสมองได้พัก หรือละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง ครั้งละประมาณ 5–10 นาที เพื่อกระตุ้นความคิด ช่วยให้แรงกายแรงใจให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว พร้อมรับมือกับงานชิ้นใหม่อยู่เสมอ แต่การพักก็ไม่ควรจะทำบ่อยหรือพักนานเกินไป เพราะอาจทำให้เสียเวลาการทำงานไปโดยใช่เหตุ

ปราบต์ แสดงตัวตนอย่างมีชั้นเชิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584329

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 12:42 น.

ปราบต์ แสดงตัวตนอย่างมีชั้นเชิง

“ปราบต์” นามปากกาของ “ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์” วันนี้เขาเดินทางบนถนนสายน้ำหมึกมากว่า 15 ปี เป็นทั้งนักเขียนมือรางวัล ผลงานเรื่อง “กาหลมหรทึก” ถูกผลิตเป็นละครโทรทัศน์ และกลายเป็นนักเขียนไอดอลที่มีแฟนคลับทางโซเชียลทวิต (เตอร์) ถึงอยู่บ่อยๆ

การมีตัวตนหรือสร้างตัวตนบนพื้นที่ออนไลน์เป็นอีกสิ่งที่นักเขียนในยุคนี้ต้องมี ซึ่งปราบต์มองว่าสำคัญ “สมัยก่อนสื่อไม่ได้เข้าถึงทุกคน นักเขียนพึ่งนิตยสาร งานหนังสือ นักเขียนดังได้ต้องทำงานแมสเท่านั้น กว่าจะดังต้องทำงานหลายปี

ทุกวันนี้โซเชียลเข้าถึงทุกคนจับกลุ่มได้ว่าฉันชอบงานแบบนี้ เราสามารถเจาะเข้าไปถึงกลุ่มคนชอบงานแบบนี้ ไม่ต้องเขียนงานแมสก็ได้ บางทีสำนักพิมพ์มาติดต่อเราเพราะดูจากยอดติดตามของเราด้วย

โซเชียลกลายเป็นเครื่องมือในการโปรโมทผลงานของตัวเองโดยไม่ต้องรอสำนักพิมพ์ หรือสามารถทำหนังสือทำมือ (ผลิตเอง) ได้ ตอนนี้เรามีเพจในเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ เราสามารถโฆษณาง่ายขึ้น

นักเขียนยุคนี้จำเป็นต้องขายของ ต้องช่วยสำนักพิมพ์เขียนโปรโมทลงในพื้นที่ของเรา หรือเขียนคอลัมน์ที่กระตุ้นยอดขาย อย่างทำอินโฟกราฟฟิกป้ายหาเสียงพรรคนี้นอนไม่หลับ ก็เล่นกับกระแสโปรโมทหนังสือ ตายไม่หลับ”

“พยนต์” คือหนังสือเล่มที่ปราบต์พิมพ์เอง เพราะเนื้อหาสะท้อนเรื่องการเมือง ทำให้ไม่ผ่านสำนักพิมพ์ และเขาไม่อยากปรับแนวความคิดของเรื่อง

ปราบต์เขียนเสร็จในปี 2558 หากวันนี้เรื่องที่เขียน จวบจนกระทั่งเนื้อหาซึ่งอยู่ในยุคก่อนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นครองราชย์ เรื่องกลับไม่ล้าสมัย ทว่าอาจอิงกับสถานการณ์การบ้านการเมืองของไทยได้อีกในอนาคตเสียด้วยซ้ำ

“พูดถึงการปกครองในหมู่บ้านกะเหรี่ยง พ่อหมอมีอำนาจใหญ่สุด เผด็จการ โยงไปถึงการปกครองสมัยอยุธยาที่พยายามโค่นล่มอำนาจ

ไม่ได้พูดถึงอะไรในปัจจุบันเลย แต่มันดันสะท้อนการเมืองในปัจจุบันได้ ทำไมเราถึงไม่มีสิทธิเลือก บางอย่างผู้นำทำผิดแต่ด้วยมีอำนาจจึงกลายเป็นถูก

ผมหยิบประวัติศาสตร์ทางเลือกมาใช้ เกี่ยวกับพระนารายณ์ พระเพทราชา ตามประวัติเป็นเพื่อนสนิท แต่กบฏกันเอง ตอนหาข้อมูลอยากรู้ว่าจริงๆ เขาคิดอะไรอยู่ ทำไมเลือกทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่พระเพทราชาสนับสนุนพระนารายณ์มาตลอด”

ตี๋เหรินเจี๋ย บทประพันธ์จีนคือตัวจุดประกายพยนต์ “เรื่องนี้อารมณ์คล้ายเปาปุ้นจิ้น สืบหาความจริงใครเป็นคนผิด มีแฟนตาซี กำลังภายใน มีประวัติศาสตร์ช่วงบูเช็กเทียน ทำไมพีเรียดของไทยไม่มีสืบสวน ก็เลยเขียน

ช่วงนั้นผมไปงานเสวนาเยอะ ก็ได้ความคิด แทรกแนวคิดนู่นนี่ได้ ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่การเล่านิยายประวัติศาสตร์ของไทย ผมไม่ได้สะท้อนภาพคนสมัยก่อนใช้ชีวิตยังไง แต่ตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยอ่านประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแบบเดิมเรื่อยๆ ทำไมตอนนี้เราก็ยังไม่ไปไหน”

ยังมีผลงานเขียนอีกหลายเรื่อง หลากแนว กลวิธีการนำเสนอก็ยังแพรวพราว ซ่อนกลระโยงระยางตัวละครและเหตุการณ์ อันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนของปราบต์ เช่น เรื่องตายไม่หลับ แนวผี เรื่องคุณหมีปาฏิหาริย์ นิยายวาย

“ชอบคิดอะไรแบบนี้เราจะได้มีไฟในการเขียน เราอยากอ่านเองด้วยว่าออกมาจะเป็นยังไง เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าเราต้องมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง ปิดหน้าปกไม่บอกว่าใครเขียน อ่านเนื้อเรื่อง นี่คือปราบต์ เราจะเขียนด้วยวิธีการคล้ายๆ กัน

แต่ปัจจุบันเกิดจากไปอ่านงานของคนอื่น เราชอบคนนี้มาก ซื้ออ่านทุกเรื่อง สุดท้ายรู้สึกเบื่อ เพราะเขาเขียนเหมือนกันหมด ไม่อยากให้คนอ่านรู้สึกแบบนี้กับงานเขียนของเรา”

ไม่ว่าจะเขียนงานแนวไหน แต่แกนหลัก ใจความที่อยากสื่อยังคงเอกลักษณ์ของปราบต์ พูดเรื่องหนักๆ ขมๆ ของการบ้านการเมือง แต่ห่อหุ้มด้วยขนมหวานหลากสีสัน

“ตายไม่หลับ รวมเรื่องสั้น 8 เรื่อง แต่แทนที่จะเขียนเรื่องสั้นจบๆ ไป ผมรู้สึกว่าทำให้เป็นมากกว่าเรื่องสั้น เอามาเชื่อมกัน ให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวละครจากเรื่องนั้นมาโผล่เรื่องนี้ เรื่องราวขัดแย้งแต่ต่อเนื่องกัน คนอ่านจะรู้สึกเป็นนักสืบ เรื่องหนึ่งหักมุมอีกแบบ เรื่องที่สองหักมุมอีกแบบหนึ่ง อ่านจบจะกลายเป็นเรื่องยาว 1 เรื่อง

คุณหมีปาฏิหาริย์ พล็อตเหมือนการ์ตูนเด็กๆ แต่เวลาเขียนถึงไม่เด็ก ธีมของเรื่องคือความทรงจำ แทรกไปด้วยความทรงจำของประเทศ ความทรงจำของคนแต่ละคน ตัวละครหลัก เป็นบ้า เป็นอัลไซเมอร์ เปรียบเทียบกับคนที่ถูกหลอกตลอดเวลา และเวลามีโอกาสเลือกก็ตัดสินใจเลือกผิด

พูดเรื่องของเพศ ชายรักชาย พูดถึงเรื่องการกดทับในความรู้สึก ทำไมไม่สามารถแสดงออกได้ โยงถึงเรื่องการเมือง”

ปราบต์ลาออกจากงานมาเป็นนักเขียนเต็มตัวได้หลายปีแล้ว ช่วงเดียวกับนิตยสารต่างๆ ทยอยปิดตัว ซึ่งทำให้นักเขียนต้องพึ่งพละกำลังหนทางของตัวเองเพื่อจะสร้างรายได้โดยไม่ต้องทำงานอื่น

“ตอนนี้สำหรับผมดิ้นรนมากๆ เพราะเรามีงานเดียวแล้ว มีภาระหน้าที่ดูแลพ่อแม่ เขาก็มีเงินของเขานะ ผมสามารถเกาะพ่อแม่กินได้ แต่เรารู้สึกไม่ดี เราจะมาเห็นแก่ตัว ทำงานแบบที่เราอยากทำแต่หาเงินไม่ได้ ผมให้เงินพ่อแม่ทุกเดือน เราต้องทำแบบนี้ให้ได้เสมอไป เป็นหลักยึดในการทำงานในทุกวันนี้”

ปราบต์ยังคงสร้างงานออกมาเรื่อยๆนักเขียนเต็มตัวจะอยู่ได้ต้องมีงานหลายปกทว่าปกหลากสีสันนั้น ข้างในเข้มข้นด้วยกลวิธีการเขียนและการนำเสนออย่างมีชั้นเชิง ซึ่งคือลายเซ็นของปราบต์

‘เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง’ ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584310

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 11:03 น.

‘เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง’ ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ)

นิทรรศการเทียนเทียนเซี่ยงซ่าง : ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ) (Tian Tian Xiang Shang : Arts is Learning Learning is Arts) ที่สัญจรไปจัดแสดงตามเทศกาลศิลปะการออกแบบ หอศิลป์ และพื้นที่สาธารณะทั่วโลก ซึ่งมีผู้ชมงานมากกว่า 2 ล้านคน ในเมืองต่างๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ไทเป สิงคโปร์ ปักกิ่ง โตเกียว แตกู มิลาน ปารีส วอชิงตัน ดี.ซี. แอนน์ อาร์เบอร์ ชิคาโก โทรอนโต แวนคูเวอร์ เม็กซิโกซิตี ซีแอตเทิล เป็นต้น ได้เดินทางมาจัดแสดงที่กรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว

สุภาษิตจีน “เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง” แปลความได้ว่า “เรียนรู้สิ่งใหม่ ก้าวหน้าต่อไป” ป้ายสุภาษิตนี้ติดอยู่ตามประตูโรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงเรียนในช่วงยุคทศวรรษที่ 1950 เพื่อให้นักเรียนทุกคนหมั่นสะท้อนความคิดและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการมาแสดงในไทย มีการรวบรวมผลงานออกแบบสร้างสรรค์ตุ๊กตาเทียนเทียนฯ ของศิลปินหลายสาขาของฮ่องกงและนานาประเทศกว่า 200 ชิ้น และศิลปิน นักออกแบบ ผู้รัก และสนับสนุนงานศิลปะไทย อาทิ ภัทราวดี มีชูธน ดาว วาสิกศิริ ประธาน ธีระธาดาพิเชษฐ กลั่นชื่น ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ นักรบ มูลมานัส เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ออกแบบเพิ่มอีกกว่า 100 ชิ้น ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน

ความเป็นมาของศิลปะคอนเซ็ปชวลที่รวบยอดแนวความคิดเชิงทดลองนี้ เริ่มต้นจาก แดนนี่ ยุง ผู้อำนวยการร่วมและผู้ก่อตั้งคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน ได้สร้างสรรค์การ์ตูนเชิงมโนทัศน์ขึ้นมา ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1970 โดยสร้างตัวละครเด็กเทียนเทียนฯ ให้เป็นเด็กช่างสงสัย ใฝ่รู้ทุกเรื่อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัวตามสุภาษิตดังกล่าว

ความจงใจออกแบบให้ตุ๊กตาเทียนเทียนมีสีขาว เมื่อบวกกับรูปร่างสามมิติ เทียนเทียนจึงเป็นเหมือนผืนผ้าใบว่างเปล่าที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงและแสดงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร้ขอบเขต ผู้ที่มาใช้ผืนผ้าใบนี้มีอิสระที่จะแสดงความคิด ความเห็น และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก โดยใช้เทียนเทียนเป็นเวทีและสื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์และการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน

ว่าไปแล้ว แดนนี่ ยุง เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแนวทดลอง ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการศิลปะร่วมของคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน ศิลปินและผู้นำทางด้านวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฮ่องกง ตลอดระยะเวลา 40 ปีมานี้ แดนนี่ ยุง ได้มีส่วนร่วมในงานศิลปะหลากแขนงหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที การ์ตูน ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงศิลปะจัดวาง ทั้งหมดได้ไปจัดแสดงต่างประเทศมาแล้วกว่า 30 เมือง

แนวความคิดของเทียนเทียนเซี่ยงซ่างสัมพันธ์กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ และการศึกษา แต่ในขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ของฮ่องกงและเมืองต่างๆ รอบโลกที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

ในนิทรรศการแต่ละครั้ง ศิลปิน ผู้ทำงานสร้างสรรค์ และเยาวชนในแต่ละเมืองจะได้รับเชิญเข้าร่วมงาน เพื่อสะท้อนสถานภาพในสังคม และมุมมองเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในสังคมที่พวกเขาอาศัย ทำงาน และเล่นสนุกอยู่ เป้าหมายก็คือเพื่อสร้างเครือข่ายนานาชาติกลุ่มผู้ทำงานสร้างสรรค์ และเวทีสนทนาข้ามวัฒนธรรมและหลากวัฒนธรรมอันยั่งยืน

ภายในนิทรรศการจะเห็นว่ามีการออกแบบเทียนเทียนฯ หลายแบบ อย่างของฮ่องกงก็มีเทียนเทียนฯ สะท้อนภาพคนทั้งคนธรรมดาสามัญ คนแต่งกายสวยงามหรืออาจแปลกตา

ส่วนไทยก็สะท้อนสังคมไทยบางตัวสวมใส่ชุดไทย สวมมงกุฎชฎาไทย บางตัวห้อยพระ สะท้อนศิลปวัฒนธรรมความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย หรือบางตัวถือเบ็ดตกปลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือขวดพลาสติกเบ็ดแทน สะท้อนถึงปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และยังมีอีกหลากหลายมุมมองแตกต่างกัน

ที่สำคัญบรรดาเด็กๆ และผู้คนที่มาชมนิทรรศการได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ตามจินตนาการอีกกว่า 2,000 ชิ้น ในบริเวณ Workshop ชั้นนิทรรศการที่จัดขึ้นในเมืองไทยครั้งนี้

เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง ได้ขยายเครือข่ายไปทั่วโลกเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกคนความคิดสร้างสรรค์ การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการรณรงค์ประเด็นต่างๆ ในหลายหลากชุมชนและภาคส่วน

ติดตามชมนิทรรศการเทียนเทียนเซี่ยงซ่าง : ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ) ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บนชั้นนิทรรศการหลักชั้น 8 เวลา 10.00-21.00 น. ได้จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2562 (หยุดวันจันทร์) โทร. 02-214-6630

วริษา สุทธิกุลพานิช ‘ครูแนน’แนะโยคะสำหรับนักวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584308

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:58 น.

วริษา สุทธิกุลพานิช 'ครูแนน'แนะโยคะสำหรับนักวิ่ง

เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝึกหรือช่วงลงสนามสำหรับนักวิ่ง ก่อนออกจากจุดสตาร์ทควรให้ความสำคัญกับการยืดเหยียด แล้วถ้านักวิ่งยืดคลายกล้ามเนื้อไม่มากพอหรือทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้แมตช์วิ่งนั้นกลายเป็นสนามแห่งการบาดเจ็บ อาจหนักหนาไปถึงขั้น “การทำลายสุขภาพ” ซึ่งเหนือกว่าเส้นชัย อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ “การมีสุขภาพที่แข็งแรง” แต่ก็มีหลายคนที่เตรียมความพร้อมก่อนวิ่งไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุการบาดเจ็บของนักกีฬากลุ่มคนรักการวิ่ง

ครูแนน-วริษา สุทธิกุลพานิช ครูโยคะนักวิ่งมากประสบการณ์กว่า 12 ปี เปิดตัวหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” โดยสำนักพิมพ์ ฟรีมายด์ และเป็นการแนะนำหนังสือได้จัดเวิร์กช็อป “วิ่ง+โยคะ” เพื่อสาธิตท่าโยคะที่นักวิ่งควรนำไปปฏิบัติเพื่อการยืดเหยียดหลังการวิ่ง เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นได้ โดยในงานมีเซเลบนักวิ่งร่วมงานมากมาย พร้อมทดลองฝึกท่าโยคะหลังวิ่งไปพร้อมๆ กัน

ครูแนน-วริษา เจ้าของหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” กล่าวแนะนำในประโยชน์ของโยคะ สอนให้เราทุกคนรู้จักร่างกาย ได้ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจเรานิ่งมากขึ้น เมื่อเรารู้จักร่างกายเราได้ดีขึ้น เราก็จะเคารพและรักร่างกายเรามากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ด้วย “โยคะมีความจำเป็นกับนักวิ่ง” ครูโยคะคนดังย้ำ แล้วด้วยความที่ชอบวิ่งเป็นพื้นฐานก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่ามันจำเป็นแท้จริง

“มีนักวิ่งมาฝึกโยคะและเริ่มมีมาปรึกษาเรื่องวิธีการยืดคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาและป้องกันอาการบาดเจ็บจากการวิ่งค่อนข้างมาก การใช้โยคะในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังการวิ่ง โดยใช้ท่ายืดเหยียดแบบค้างสามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบรรเทาอาการปวดตึงบริเวณต่างๆ และการฝึกฝนท่ายืดเหล่านี้เป็นประจำสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แกนกระดูกสันหลัง เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และข้อต่อทั่วร่างกาย

อีกทั้งยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อของเราแข็งแรง ข้อต่อ และกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ก็จะช่วยป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บจากการใช้กล้ามเนื้อ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการวิ่งของเราดียิ่งขึ้นตามไปด้วยค่ะ”

หนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” ใครต้องการทำท่าตาม สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดในแต่ละหน้า เพื่อฝึกท่าโยคะแต่ละท่าไปพร้อมๆ กับครูแนนได้อีกด้วย แต่ละท่าไม่ยาก สามารถนำไปปฏิบัติหลังวิ่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกล้ามเนื้อของนักวิ่ง และเตรียมความพร้อมร่างกาย รวมทั้งลดและป้องกันอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับนักวิ่ง ลองเริ่มตั้งแต่ท่าแรกกันเลย

ท่า Low Lunge Pose

ท่ายืดบริหาร ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่าง (Lower Body) จุดเด่นของท่านี้คือการยืดคลายสะโพกและหน้าขา และสร้างความแข็งแรงให้กับหัวเข่า พร้อมปรับสมดุลการทรงตัวของร่างกายให้ดีขึ้น เพียงยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ค้างไว้ 5-10 วินาที สลับข้าง ทำซ้ายขวา (หากไม่สามารถยกมือขึ้น ให้นำมือวางไว้ที่ต้นขาได้)

ท่า Pigeon Pose

ท่านี้ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ สะโพกและรอบหน้าขาผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นบริเวณ Hip Flexor ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากการวิ่งเร็วๆ และนานๆ และช่วยผ่อนคลายบริเวณหลังล่าง

เริ่มต้นที่ท่าคลานเข่าจากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า โดยใช้แขนทั้งสองข้างช่วยประคองน้ำหนักตัวไว้ก่อน ยืดขาด้านหนึ่งไป ด้านหลัง ขาอีกข้างหนึ่งงอหัวเข่าพับนั่ง ดูให้ช่วงหัวเข่ากว้างมากกว่าแนวสะโพกของขาข้างนั้น ส้นเท้าชี้มาที่ด้านหน้าสะโพกพยายามคว่ำส่งสะโพกชี้ไปด้านหน้า ปลายเท้าของขาอีกข้างกระดกวางตั้งกับพื้น หรือปล่อยวางราบไปกับพื้นก็ได้ หากสามารถก้มพับตัวลงไปแนวราบด้านหน้าได้ ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

ท่าโยคะในหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” มีมากถึง 25 ท่าให้นำไปปฏิบัติกันได้ง่ายๆ ประกอบไปด้วย คือ “ท่ายืดบริหาร/ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบน” (Upper Body) และ “ท่ายืดบริหาร/ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่าง” (Lower Body) โดยในส่วนของ Lower Body นั้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ ท่ายืน (Standing Position) ท่านั่ง (Seating Position) และท่านอน (Reclining Position) นักวิ่งสามารถเลือกฝึกตามความสะดวกของร่างกายและตามความเหมาะสมของสถานที่หรือพื้นที่ที่มี

แม้จะดูเหมือนเป็นการแยกส่วนร่างกายออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วในการวิ่งหรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม เราใช้ร่างกายและกล้ามเนื้อทุกส่วน ครูแนนจึงอยากแนะนำให้ฝึกท่าบริหารทั้งสองส่วน เพื่อช่วยให้ร่างกายทุกส่วนแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

สุรศักดิ์ คลี่แก้ว ความสุขในสวน เกิดได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584302

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:27 น.

สุรศักดิ์ คลี่แก้ว ความสุขในสวน เกิดได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

3 ปีก่อน หนุ่มผมยาวอารมณ์ศิลป์อดีตช่างภาพนักหนังสือพิมพ์ ตู่-สุรศักดิ์ คลี่แก้ว วัย 40 ผันตัวเองจากช่างภาพบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่งที่ทำมาเกือบ 10 ปี เพื่อกลับไปพัฒนาที่ดินของครอบครัวกว่า 27 ไร่ ณ จ.ชุมพร ให้กลายเป็นสวนปาล์ม และทำคาเฟ่กาแฟเล็กๆ สุดน่ารัก หลังจากใช้ชีวิตเป็นหนุ่มกรุงเทพฯ นานถึง 30 ปี กลายเป็น “ความสุขจากสวน” ที่นอกจากทำให้เขามีความสุข ยังทำให้พ่อกับแม่ที่ปลดเกษียณแล้ว ได้มีชีวิตที่พอเพียงและหันมาปลูกพืชผักออร์แกนิกเพื่อกินเองด้วย

“ความสุขจากสวน”นำพาความสุขสู่ทุกคนในครอบครัว

คุณพ่อคุณแม่ของสุรศักดิ์ เกษียณอายุการทำงาน ท่านมีความสุขกับการกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด คือ จ.ชุมพร ซึ่งเลี้ยงดูและปลูกฝังให้ลูกชายคนโตรู้สึกผูกพันกับที่ดินที่เป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

“ตอนผมทำงานเป็นช่างภาพ เวลาลาพักร้อน ผมมักนึกถึงสวนซึ่งเป็นที่ดินของพ่อแม่ แล้วผมก็ค่อยๆ ลงมือพัฒนาปลูกต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ พอเลี้ยงครอบครัวได้ เช่น ต้นปาล์ม และมะพร้าว ปัจจุบันพืชผักก็เขียวเจริญงอกงามดีมากๆ ทุกวันนี้ถ้าเพื่อนๆ หรือใครๆ จะมาเยี่ยมเยือน ผมอยากให้เขาได้สัมผัสกับคำนี้ คือ ความสุขจากสวน เพราะตั้งแต่เด็กๆ ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ผมผูกพันกับกรุงเทพฯ ตอนเด็กๆ ช่วงปิดเทอมพ่ออดีตข้าราชการทหารและแม่จะพากลับมาเยี่ยมปู่ย่าตายาย ใช้ชีวิตเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป เพราะพ่อแม่ผมปลูกฝังว่าผมยังมีบ้านที่ชุมพรอีกหลัง มาที่ชุมพรได้ปีนต้นไม้ หาไม้เก่าๆ มาสร้างเป็นบ้าน”

พอเติบโตด้วยความเป็นอาร์ติสต์ ตู่เลือกอาชีพเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ รวมทั้งเขียนเรื่องท่องเที่ยวนานถึง 6 ปี ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นช่างภาพด้านการประชาสัมพันธ์ที่บริษัทเอเยนซียักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศนาน9 ปี และเมื่อถึงจุดอิ่มตัวกับชีวิตในกรุงเทพฯ เขาวางแผนที่จะปลูกต้นไม้ไว้รองรับในวันที่ได้กลับไปพัฒนาที่ดินที่ จ.ชุมพร อย่างจริงจัง ด้วยการปลูกสวนปาล์ม และทำไร่สวนผสมที่ อ.ท่าแซะ เพื่อมีพืชผลไว้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

“จริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกอิ่มตัวหรือเบื่อกรุงเทพฯ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผมพร้อมทั้งทุนทรัพย์ที่ผมจะสามารถต่อยอดมรดกของพ่อแม่ ผมไปลงต้นปาล์มกับมะพร้าวเอาไว้ พอผมกลับมาอยู่บ้าน เราก็จะมีผลผลิตที่พอทำให้เรามีรายได้ ไม่ใช่มาวางแผนตอนนั้น แต่ต้องเตรียมการไว้แล้ว เพราะผลิตผลกว่าจะมีผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ทำทุกอย่างต้องปลอดภัยด้วยการวางแผน”

เสน่ห์ชุมพร

ตอนเป็นวัยรุ่นเวลาลาพักร้อนของสุรศักดิ์ คือ การได้ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด แต่เมื่ออายุถึงช่วงเวลาหนึ่ง คือ อายุใกล้ๆ เลข 4 ตู่ค้นพบความสุขว่า อยากพัฒนาและต่อยอดจากสวนของปู่ย่าตายายซึ่งมีที่ดินใกล้ๆ กัน 27 ไร่ โดยไม่เคยมีความคิดว่าอยากขายที่ดิน เพราะที่ อ.ท่าแซะแห่งนี้คือคำตอบของชีวิต ส่วนการมีอายุที่มากขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่ง

“เมื่อเรามีของดีอยู่แล้ว เราโตขึ้น เราสามารถต่อยอดได้ ตอนนี้ผมอยากพัฒนาสร้างบ้านทำเป็นคาเฟ่เล็กๆ ในสวนซึ่งกำลังตกแต่งอยู่ ใกล้เปิดตัวเร็วๆ นี้ เพราะผมกลับมาอยู่บ้านที่ชุมพรอย่างเต็มตัวได้ 2 ปีแล้ว โดยคาเฟ่หลังเล็กๆ ผมทำเองหมด เช่น ออกแบบและคุมช่างเองทั้งหมด รวมทั้งการวางแบบทำแลนด์สเคปที่ตั้งของร้านให้สวยงามเหมาะกับประโยชน์ใช้สอยและมีวิวเข้ากับต้นไม้ที่ปลูกอย่างสวยงาม ลงตัว เพื่อการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสธรรมชาติความสุขในสวนได้” อีกทั้งทำสวนหลังบ้านให้สามารถใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้ ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษ เช่น ผักเหลียง ปลูกในพื้นที่ 200 ตารางเมตร เพื่อให้แม่ได้เก็บไปปรุงรับประทานเองภายในครอบครัว แถมยังแบ่งปันให้คนข้างบ้านหรือลูกค้าสามารถมาเก็บผักเหลียง อยากกินเท่าไรเด็ดไป และนำมาคิดเงินด้วยราคาย่อมเยา เพื่อตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง แถมชาวบ้านยังมีผักสดๆ ไว้กินเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

“ชาวบ้านเห็นผักเหลียงที่เราช่วยกันปลูกทำเป็นร่องๆ ขึ้นเต็มไปหมด โดยผมตั้งคอนเซ็ปต์ว่า ถ้าใครอยากกิน สามารถเก็บใบอ่อนๆ ไปกินได้ อยากกินจำนวนมากน้อยแค่ไหน ก็เด็ดและจำหน่ายกำละ 20 บาท ซึ่งแรกๆ ชาวบ้านแถวนี้ผมให้เก็บฟรี แต่ระยะหลังๆ ชาวบ้านก็เกรงใจเลยขอจ่ายเป็นเงิน ผมก็จะให้ชาวบ้านเดินเก็บตามร่องผักได้เลย แม่ของผมก็มีกิจกรรมชอบมาเก็บยอดผักเหลียงตอนเช้าๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของผมได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านได้ 5 ปีแล้ว พอพ่อแม่มาผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะทำอะไรของตัวเอง จึงเกิดความสุขจากสวน คาเฟ่ ใครอยากกางเต็นท์นอนในสวนก็มาได้” สวนของตู่มีบรรยากาศที่ดีมาก เพราะอยู่ใกล้กับทุ่งวัวแล่น สามารถปั่นจักรยานไปได้ ในอนาคตตู่พยายามพัฒนาสวนเล็กๆ ของเขาให้เป็นที่พักทางผ่านของคนที่มาจากกรุงเทพฯ เพื่อไปต่อที่สงขลาและหาดใหญ่ได้พักผ่อนยืดเส้นยืดสายกัน

“ผมอยากทำให้ความสุขในสวนกลายเป็นจุดนั่งผ่อนคลายของนักท่องเที่ยว อยากค้างผมมีเต็นท์ไว้คอยบริการ หรือมานั่งพักผ่อนในสวน เห็นความเขียวขจี ปลูกต้นไม้เป็นอุโมงค์ต้นไม้ มาแล้วรู้สึกสบายตา การปลูกต้นไม้มีการจัดวางอย่างดี โดยใช้แนวคิดที่ได้ไปทำเรื่องท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงาม มาตกแต่งให้สวนแห่งนี้สวยงามลงตัว ซึ่งสวนของผมมีทั้งไม้ใหญ่โบราณที่ปลูกมานาน ไม่ตัด ผมปลูกมะพร้าวกะทิเพื่อขายเอาไปแกง มีมะพร้าวน้ำหอมแต่ไม่เยอะ”

พัฒนาสวนแบบอย่างของการอนุรักษ์

การพัฒนาชุมชน คือ การเกื้อหนุนกันระหว่างคนในชุมชน ดึงให้มามีส่วนร่วม เช่น ปลูกพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งผักปลอดสาร และให้พ่อค้าคนกลางมาซื้อผลผลิตถึงบ้าน รวมทั้งตู่จะจัดให้ ความสุขในสวน คาเฟ่ เป็นแหล่งให้ชาวบ้านนำผักปลอดสารมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าเช่า ถือเป็นโครงการทำเพื่อตอบแทนชุมชนโดยไม่หวังผลกำไร นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสอนเรื่องการอนุรักษ์ดิน การผสมน้ำหมักให้กับชาวบ้านที่สนใจ เพื่อดึงศักยภาพและเพิ่มพูนความรู้ให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตัวเองได้ และหันมาปลูกผักปลอดสารอย่างแท้จริง

“อย่างใบเหลียงของผม ปลูกแบบปลอดสาร นอกจากนี้ยังปลูกผักสวนครัวแบบปลอดสารเพื่อให้พ่อแม่ได้เก็บเอาไปจิ้มกินกับน้ำพริก ไม่ต้องไปซื้อถึงในตลาด โดยแบ่งโซนผักสีเขียวไว้เลย เช่น กระเจี๊ยบ มะเขือ เพราะเราปลูกไว้กินเอง”

วิถีชีวิตที่แตกต่างนำพาความสุขแบบยั่งยืน

วิถีชีวิตตอนอยู่กรุงเทพฯ ช่างแตกต่างจากชีวิตต่างจังหวัดอย่างสิ้นเชิง สุรศักดิ์บอก อยู่ต่างจังหวัดได้แนบชิดกับธรรมชาติ ทำให้ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุขมาก ภาพที่ชินตาเขาคือ เห็นพ่อแม่ยืนรดน้ำต้นไม้ หันมาทักทายกันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นี่แหละคือความสุขที่เรียบง่ายและหาได้ที่บ้าน

“ผมไม่ได้ต่อต้านชีวิตในกรุงเทพฯ เพราะผมยังมีงานที่ต้องขึ้นมาพักที่คอนโดย่านประชาชื่นบ้าง แต่แค่ผมมีพื้นที่ที่ผมสามารถกลับไปแล้วมีความสุข แต่ละคนก็มีชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ไม่เหมือนกัน และชีวิตแบบช้าๆ ของเราจะอยู่ตรงไหน สำหรับคนอื่นผมไม่แนะนำให้ออกจากงานมาด้วยอารมณ์ศิลปินจ๋า อย่าทำเพราะทุกอย่างต้องผ่านการวางแผน ต้องมีเงินทุนกลับมาด้วย ดังนั้นช่วงทำงานต้องเก็บเงิน มีสวนแต่ไม่มีเงินก็ไม่ได้ คิดลาออกจากงานและมาทำไร่ทำสวน ก่อนลาออกควรปลูกพืชรอไว้อย่างน้อย 2-5 ปี เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเลี้ยงครอบครัวได้ ผมวางแผนอย่างรอบคอบ เช่น ครอบครัวผมทำบัญชีครัวเรือนด้วย เช่น ปาล์มตัดได้ 2 รอบ/เดือน แต่ราคาน้ำมันปาล์มมีขึ้นลง ผมจึงปลูกต้นหมากกับมะพร้าวช่วยพยุงรายได้ แต่มะพร้าวเก็บได้รอบละ 45 วัน เก็บได้ครั้งหนึ่งได้ประมาณ 100 ลูก พืชทุกอย่างจึงหมุนเวียนกลายเป็นรายได้ได้ทั้งหมด ทุกอย่างคือการวางแผน เราก็สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง ทุกวันนี้ผมแทบไม่เครียดเรื่องรายได้ แม้ไม่ได้มีเงินมาก แต่เวลาพ่อแม่อยากกินอะไร ผมพาครอบครัวไปกินได้หมด อยู่กรุงเทพฯ กว่าจะได้นอนดึกมาก แต่อยู่ที่ชุมพร ผมอยากให้เช้าเร็วๆ เพราะมีหลากหลายกิจกรรมรอเราอยู่ เช่น ตอนนี้ผมกำลังปลูกบอนไซ รู้สึกมีความสุขที่ได้มาตัดแต่งกิ่งบอนไซ เพื่อเตรียมส่งลูกค้า ผมเริ่มทำมา 5 เดือนแล้ว ผลตอบรับดีมากๆ เพราะบอนไซเป็นต้นไม้เหมาะกับชีวิตบนคอนโด ผมมีความสุขที่ได้ต่อยอดกับสิ่งที่ผมทำแล้วเกิดความสุข”

รูปแบบความสุขอื่นๆ ของสุรศักดิ์นอกจากพอเพียงกับชีวิตแล้ว เขายังไม่กู้หนี้ยืมสิน ค่อยๆ ทำไปเมื่อพร้อม

“ความสุขในสวนคาเฟ่ ผมปลุกปั้นมา 2 เดือนแล้ว ตั้งใจขายกาแฟ เบเกอรี่ ทุกอย่างพยายามนำผลผลิตในสวนมาใช้ เช่น ใช้มะพร้าวน้ำหอมมาทำพุดดิ้ง นำมะนาวปลอดสารมาคั้นทำน้ำมะนาว ทำน้ำสมุนไพรจากดอกอัญชัน คอนเซ็ปต์ของผม คือ ผลผลิตจากสวน นอกจากนี้ผมจะมีพื้นที่ไว้ขายต้นไม้ ขายทั้งบอนไซและกิ่งชำใบเหลียง พวงครามออสเตรเลีย จำหน่ายไม้ประดับช้างแดงชุมพรมีทั้งกิ่งตอนและกิ่งปักชำและอื่นๆ ครับ”

‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584298

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS

“จอยเป็นผู้หญิงธรรมดาที่โฟกัสแต่เรื่องกิน” นี่คือประโยคแรกที่เธอพูดถึงตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีกับอีก 9 เดือน จอย-มนัญญา สาราบรรณ์ ผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งสยามสปอร์ต (www.siamsport.co.th) เคยมีน้ำหนัก 122 กก. เธอเคยเสี่ยงพิการเพราะน้ำหนัก และเคยใกล้ชิดความตายเพราะร่างกายย่ำแย่ แต่เธอในวันนี้แทบจินตนาการไม่ออกว่าเธอในวันนั้นเป็นอย่างไร เพราะจอยกลายร่างเป็นคนใหม่ในร่างที่หนักเพียง 57 กก.

“เราไม่เคยมองว่าน้ำหนักและความอ้วนเป็นปัญหา” เธอเริ่มเล่าย้อนกลับไปในสมัยที่เกลียดชังตาชั่ง “พอเปิดรูปสมัยเด็กๆ เราเป็นเด็กตัวเล็ก แต่เพราะเป็นคนชอบกิน โดยเฉพาะของทอด ของมัน และชอบทำอาหารกินเองตอนดึก ทำให้เราอ้วนขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว”

ไม่โทษกรรมพันธุ์ ไม่โทษความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เธอยอมรับว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเกิดจากนิสัยชอบกินล้วนๆ ซึ่งพอถึงช่วงมัธยมฯ ต้น จอยทำตัวเลขได้ 70 กว่า จากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัยได้ทำลายสถิติ 80 อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพุ่งทะยานเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเรากลายเป็นจุดเด่นของเพื่อนๆ มีสมญานามว่า จอยอ้วน บางคนก็เรียก อ้วนๆๆ แต่เราไม่โกรธเพราะเรารู้ตัวเองว่าอ้วนจริงๆ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่เปลี่ยนตัวเอง เพราะยังใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ยังหาซื้อเสื้อผ้าได้ ยังไม่รู้สึกปวดเข่า ยังรู้สึกว่าความอ้วนไม่ใช่ปัญหาของชีวิต และที่สำคัญคือ เรายังมีความสุขกับการกิน”

จอยเล่าว่า เธอไม่ได้กินอาหาร 3 มื้อเหมือนคนทั่วไป แต่กินตลอดเวลา และกินทุกครั้งที่รู้สึกว่าอยากกิน จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน เธอกลายเป็นนักข่าวกีฬาที่มีรูปร่างไม่เหมือนใคร พอถามว่าน้ำหนักเกินร้อยไปตอนไหน เธอตอบไม่ได้ “เพราะเรากับตาชั่งไม่ใช่ของคู่กัน”

“พอถึงเวลาตรวจสุขภาพก็เลี่ยงไม่ตรวจ เพราะไม่อยากชั่งน้ำหนักและกลัวเจอโรค จนทำงานไปได้ 5-6 ปี นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าความอ้วนเริ่มเป็นปัญหา เพราะน้ำหนักตัวของเราทำให้มอเตอร์ไซค์ที่นั่งยางแบนและโช้กพัง! กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการนักข่าว แต่การใช้ชีวิตทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม เรายังไม่คิดลดความอ้วนและยังกิน”

หลังจากนั้น หน้าที่การงานของเธอมีการเปลี่ยนแปลง จากแต่เดิมต้องออกไปทำข่าวนอกสถานที่ ได้เปลี่ยนไปดูข่าวออนไลน์ในที่ทำงาน ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตของสาวจอยถึง “จุดพีก” เธอเล่าต่อว่า เมื่อเป็นพนักงานออฟฟิศเต็มตัวทำให้เธอกินมากขึ้น แต่ขยับตัวน้อยลง ทั้งอาหาร ขนมน้ำหวาน สารพัดแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไขมันวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ แถมยังใกล้มือหยิบกินสะดวกโดยที่ไม่ต้องลุกไปไหน

“ถ้าถามว่าเคยอิ่มไหม อิ่มนะ ไม่รู้สึกว่าหิวด้วย แต่อยากกินและกินได้ ถ้าร้านไหนมีโปรฯ ซื้อ 1 แถม 1 ก็จะกินคนเดียว หรือซื้อข้าวมันไก่มาแล้วก็ยังต้องซื้อผัดกะเพรามาอีก เลยทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มพูนเร็วมากจนคนรอบตัวเริ่มทักว่าเราตัวใหญ่แล้ว

จากนั้นจำได้ว่าอายุประมาณ 35 เริ่มมีอาการปวดเข่า เวลาเดินเริ่มมีเสียงก๊อกแก๊กทั้งสองข้าง และที่สุดๆ คือ นั่งพื้นไม่ได้แล้วเพราะพอนั่งจะลุกขึ้นเองไม่ได้ เลยตัดสินใจไปหาหมอ จำได้แม่นมากหมอบอกว่า คุณรู้ไหม ถ้าคุณไม่ลดน้ำหนัก คุณจะเป็นคนพิการ เพราะโครงสร้างของคุณเป็นคนตัวเล็ก ที่ผมสั่งยาไปคือแค่บรรเทาอาการปวดเข่าเท่านั้น ถ้ายังไม่ลดน้ำหนัก คุณจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน” จอยทวนคำพูดของคุณหมอ

คำเตือนนี้ทำให้เธอเริ่มกลัวและเป็นกังวล โดยตอนนั้นน้ำหนักของเธอไต่ขึ้นไปสูงกว่า 110 กก. มาพร้อมกับอาการปวดเข่าจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างการเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน แต่กระนั้น ยาแก้ปวดช่างออกฤทธิ์ดี มันช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าจนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ จนหลงลืมคำเตือนเกี่ยวกับเส้นด้ายของชีวิตไปเสียสนิทด้วย

“พอกลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการปวดเข่าเราก็กลับไปหาหมอกินยา จากนั้นก็เริ่มซื้อยามากินเอง และสรรหาน้ำมันสมุนไพรที่เขาบอกว่าแก้ปวดเข่าได้ดีมาทา กลายเป็นว่าเราพึ่งตัวช่วยตลอดโดยที่ยังไม่ปรับพฤติกรรมตัวเอง”

จากเสื้อผ้าพลัสไซส์ที่พอหาซื้อได้ตามท้องตลาด เธอค้นพบว่า เสื้อผ้ามันเล็กเกินไป เพราะรอบอกขยายใหญ่เป็นขนาด 56 นิ้ว สะโพกกว้าง 60 นิ้ว เธอเริ่มสะเทือนใจ ประกอบกับคำพูดของคนรอบข้างที่ได้ยินหนาหูว่า “เราตัวใหญ่เกินไป” หรือถึงขั้นว่า “เหมือนคนใกล้ตายเลยนะจอย”

“เวลาแต่งตัวทาแป้งจะไม่ดูกระจกเด็ดขาด ไม่อยากเห็นตัวเองว่าทั้งอ้วน ทั้งดำ หน้าเป็นสิว ไม่อยากยอมรับความจริงว่าสภาพของเราเป็นยังไง ซึ่งหลังจากเข่ามีปัญหา เหมือนกับว่าร่างกายส่วนอื่นมันเริ่มฟ้องตาม เราคลำเจอก้อนใต้รักแร้ เจอก้อนในหน้าอก ยิ่งทำให้เครียดมาก เพราะกลัวเป็นมะเร็ง ตอนนั้นคิดเลยเถิดไปถึงว่า ฉันจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไร ฉันจะตายแล้วใช่ไหม เพราะร่างกายตอนนั้นมันแย่มาก ขณะเดียวกันก็คิดว่า เราคงแก้ไขความอ้วนนี้ไม่ได้แล้วแหละ อ้วนมาขนาดนี้แล้วจะแก้ไขยังไง เราน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

วันที่ 4 พ.ค. 2560 เธอจำวันที่ได้แม่นยำพอๆ กับทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในคืนนั้น มันเป็นวันที่เธอจะไม่ลืม “คืนนั้นเลิกงาน 5 ทุ่ม กลับบ้านเป็นปกติ อาบน้ำปกติ ทุกอย่างปกติ แต่พอจะล้มตัวลงนอน มันหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เหมือนคนหัวใจจะวาย เหมือนคนใกล้ตาย แล้วตอนนั้นอยู่บ้านคนเดียว บอกกับตัวเองแล้วว่า วันนี้คือวันตายของเรา และเราจะตายอย่างโดดเดี่ยวคนเดียว”

นาทีที่เธอได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองติดขัด ความคิดหวนระลึกถึงภาพบุพการีเด่นชัด แล้วน้ำตาก็พรั่งพรู เช่นเดียวกับในขณะนี้ เธอร้องไห้ “คิดถึงภาพพ่อแม่เพราะคิดว่าเราคงไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว ในตอนนั้นพูดกับตัวเองว่า ขอมีลมหายใจอีกหน่อยได้ไหม ขอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะได้เจอหน้าพ่อแม่ เลยรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง แล้วพนมมือเหนือหัวพูดเปล่งเสียงออกมาว่า ถ้าพรุ่งนี้ยังมีลมหายใจต่อ จะเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง แล้วพูดขอโทษหัวใจ ขอโทษเข่า ขอโทษตับไตไส้พุง ขอโทษทุกอย่างที่อยู่ในร่างกายที่ไม่เคยดูแลเขา และวิงวอนขอให้เขาอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อไปทำอะไรอีกหลายอย่างด้วยกัน สัญญาว่าพรุ่งนี้จะเปลี่ยน สู้สักครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนี้จะทำได้ไหม

พอลุกนั่งได้สักพัก อาการเริ่มดีขึ้นเลยลุกเดินไปหน้ากระจก ยืนพูดกับคนในกระจกว่า มันไม่แปลกหรอกที่สายตาคนอื่นจะมองเราไม่ดี เพราะขนาดตัวเองยังรับไม่ได้เลย จากนั้นก็กลับมาโน้มตัวลงนอนร้องไห้ คิดถึงทุกอย่างที่เคยทำไปและทุกอย่างที่อยากทำ ซึ่งวินาทีที่ตื่นมาแล้วรู้ว่ายังไม่ตาย ยังหายใจได้ต่อ เราพูดขอบคุณร่างกาย แล้วลุกขึ้นไปเปลี่ยนทันที”

จอยเดินไปที่ตู้เย็นแล้วทิ้งของกินทุกอย่างทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ไก่ติดหนัง แกงกะทิ เหลือไว้แต่น้ำเปล่า แล้วพูดกับตัวเองอีกครั้งว่า “วันนี้แหละที่จอยจะเปลี่ยน” เธอไม่เคยมีพลังมากมายขนาดนี้จนกระทั่งผ่านคืนอันโหดร้าย

“เดินออกจากบ้านหยิบเหรียญ 1 บาท ไปหยอดตู้ชั่งน้ำหนัก วันนั้นเองที่ทำให้รู้ว่า เราหนัก 122 กก. จากของหวานและอาหารมากมายที่เคยซื้อวันนั้นกินแต่สลัด กินน้ำเปล่า เริ่มหาข้อมูลอาหารสุขภาพ แล้วเดินไปบอกทุกคนในออฟฟิศว่า จอยจะเปลี่ยนตัวเองแล้วนะ จอยจะลดน้ำหนัก จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเลยเพราะที่ผ่านมาเราบอกจะลดความอ้วนมาตลอด แต่ทำได้แค่อาทิตย์เดียวก็กลับมาเหมือนเดิม” เธอกล่าวเพิ่มเติม

หลังจากวันที่ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง พฤติกรรมของเธอเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยคือ เน้นกินผัก กินข้าวกล้อง ไข่ต้ม อกไก่ต้ม ปลาต้ม ธัญพืชต้ม งดน้ำหวาน ของหวาน ของมัน ของทอดอย่างเด็ดขาด และเลือกที่จะดื่มน้ำเปล่าวันละ 2-3 ลิตร เธอเผยว่า 3 วันแรกมันแสนสาหัส ราวกับว่าจะขาดใจตายเพราะการหักดิบจากสิ่งที่คุ้นชินมาตลอดชีวิต ตบะเกือบแตกหลายหนหลายทีแต่เมื่อนึกถึงคืนนั้น แรงสู้ก็กลับมา

“ผ่านไป 2 อาทิตย์ น้ำหนักลดไป 3 กก. ตอนนั้นใจเรามามาก และเริ่มคิดว่าอยากออกกำลังกาย แต่สำหรับคนอ้วนอย่างเราจะทำอะไรได้ วิ่งก็ไม่ได้เพราะปวดเข่า ลุกนั่งก็ลำบาก เลยใช้วิธีแกว่งแขนวันละพันครั้ง ตอนเช้า 500 ครั้ง เย็นอีก 500 ครั้ง ทำติดต่อกันอยู่ 2 อาทิตย์กว่า รู้สึกว่าร่างกายมันกระปรี้กระเปร่า หลับง่ายขึ้น จนรู้สึกว่าอยากเข้าฟิตเนส อยากออกกำลังกายอย่างจริงจัง ตอนนั้นหัวใจมาเต็มร้อย”

วันที่ 15 มิ.ย. 2560 เป็นอีกวันที่จำขึ้นใจ เพราะเป็นวันแรกที่เธอไปสมัครฟิตเนสด้วยน้ำหนักตัว 114 กก. พร้อมบอกเป้าหมายกับเทรนเนอร์ ครูปอนด์ ว่า วันที่ 1 ม.ค. 2561 เธอจะลดน้ำหนักให้เหลือ 80 กก. โดยจะลดให้ได้เดือนละ 5 กก. หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา (จนถึงปัจจุบัน) เธอตื่นตี 5 ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวัน แม้ว่าจะมีนัดกับเทรนเนอร์สัปดาห์ละ 3 วัน แต่เธอก็มาออกกำลังกายที่ฟิตเนส วันอาทิตย์-วันศุกร์ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงบ่ายโมง

“เดือนแรกผ่านไปลดได้ 5 กก. ตามเป้า จนในที่สุดพอถึงวันแรกของปี 2561 น้ำหนักเราเหลือ 80 กก. ตอนนั้นดีใจมาก ร้องไห้กอดกับเทรนเนอร์ว่าเราทำได้แล้ว” น้ำตาเธอไหล “จากนั้นครูปอนด์ลองให้เราลองนั่งเทรนบนพื้น ปรากฏว่าเราลุกนั่งพื้นได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ”

เมื่อเป้าหมายแรกสำเร็จ เธอไม่หยุดเพียงเท่านั้น จอยได้วางเป้าหมายใหม่ไว้ว่าจะลดน้ำหนักให้เหลือ 60 กก. ทว่าหนนี้แทนที่คนรอบตัวจะให้กำลังใจ เธอกลับได้รับคำพูดเสียดแทงแทน อย่าง “จอยคงทำไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” “ลดเยอะไปเดี๋ยวก็โยโย่หรอก” หรือแม้กระทั่งอยากเข้ามาจับตัวเพราะคิดว่าผิวหนังคงย้อยแบบคนเคยอ้วน กลายเป็นว่าเธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจกับคำถามจากคนรอบตัว แต่กระนั้นคำพูดก็ทำร้ายเธอได้แค่ความรู้สึก เพราะเธอยังเดินหน้าพิชิตน้ำหนักต่อกับเทรนเนอร์คนเดิม

“อีกจุดหนึ่งที่ทำให้รูปร่างดีขึ้นคิดว่าน่าจะเป็นโยคะ เพราะหลังจากนั่งพื้นได้แล้ว และอาการปวดเข่าก็ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน เราสามารถเข้าคลาสโยคะได้ จากที่หนัก 80 พอถึงเดือน มิ.ย.ก็ลดลงเหลือ 60 กว่า ซึ่งช่วงนั้นที่ฟิตเนสมีจัดกิจกรรม นิว ยู อะชีฟเมนต์ อวอร์ด (New You Achievement Awards 2018) เป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกฟิตเนสเฟิร์ส ให้เราเขียนเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าแข่งขันในหมวดลดน้ำหนัก เขียนไปน้ำตาก็ไหลไปยาว 6 หน้ากระดาษ เพราะเราเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เปลี่ยนคำดูถูก เปลี่ยนสายตาคนที่มองเข้ามา เปลี่ยนมาใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว ปรากฏว่าเราได้ทริปเปิ้ลแชมป์ 3 รางวัลคือ ชนะเลิศในหมวดลดน้ำหนัก ชนะป๊อปปูลาร์โหวต และชนะเลิศที่ 1 ซึ่งเป็นคนแรกในโครงการที่ได้รับทั้ง 3 รางวัล แต่เหนือสิ่งอื่นใดรางวัลที่ได้รับมามันเป็นเพียงกำไรของชีวิต เพราะการที่เรามีชีวิตใหม่ มีสุขภาพที่ดี มันคือของขวัญอันล้ำค่าของเราแล้ว”

สรุประยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนี้น้ำหนักของเธออยู่ที่ 57 กก. โดยเป้าหมายในปีนี้เธอตั้งใจจะลดให้เหลือ 50 กก. เพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของตัวเอง

“การออกกำลังกายกลายเป็นชีวิตของเราไปแล้ว ฟิตเนสคือบ้านหลังที่ 2 ของเรา และเราจะออกกำลังกายไปตลอดชีวิต วันแรกที่มาฟิตเนสอายุร่างกายคือ 79 แต่ตอนนี้อายุร่างกายเหลือแค่ 26 เวลาไปบอกใครว่าเคยเป็นคนอ้วนมาก่อน ก็ไม่มีใครเชื่อ เหมือนกับว่าจอยคนเดิมได้ตายจากโลกไปแล้ว”

จากผู้หญิงที่เดินแค่ร้อยเมตรก็เหนื่อยแรง วันนี้เธอสามารถวิ่งบนลู่ได้นานชั่วโมงครึ่งโดยไม่หยุดพัก จากผู้หญิงไซส์ 5XL วันนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงไซส์ XS และจากลูกสาวที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวบนเก้าอี้ วันนี้เธอสามารถนั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่ได้แล้ว

“ถ้าวันหนึ่งคุณสู้ คุณจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ สิ่งมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นได้จริงๆ แค่ต้องลงมือทำ ช่วง 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าฝนตกแดดออกยังไง เราไม่เคยมีข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย ไม่เคยหละหลวมกับเรื่องกินแม้แต่มื้อเดียว และจนถึงวันนี้ยังตื่นขึ้นมาขอบคุณลมหายใจ ขอบคุณร่างกายที่ยังอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขไปด้วยกัน”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอแสดงให้เห็นแล้วว่า รูปร่างที่ใหญ่โตมาพร้อมกับปัญหาที่ใหญ่ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างการเดิน นั่ง นอน หรือแม้กระทั่งการหายใจ ซึ่งเธอไม่อยากให้ใครเดินไปถึงจุดที่ต้องยกมือท่วมหัว ร้องขอชีวิตให้มีลมหายใจอยู่ต่อ ในเมื่อทุกคนสามารถลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

“อย่าให้ชีวิตไปถึงวันที่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” เธอกล่าวทิ้งท้าย “และอย่าคิดว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ เพราะเราเองก็เคยคิดแบบนี้ คนรอบข้างก็เคยปรามาสเราแบบนี้ แต่ถ้าใจคุณสู้สักอย่าง ตั้งปณิธาน แน่วแน่ ลงมือทำ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะเป็นไปตามที่คาดหวังด้วย”

ติดตามเรื่องราวชีวิตของ จอย สาวมหัศจรรย์ คนนี้ได้ทางเฟซบุ๊ก Mananya Sarabun เธอยินดีเปิดพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเธอทราบดีว่าสำหรับคนที่กำลังเดินทางไกลพลังใจสำคัญที่สุด

ถอดแบบพฤติกรรมชิมแปนซีที่เกี่ยวโยงกับการเมืองของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584292

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 09:49 น.

ถอดแบบพฤติกรรมชิมแปนซีที่เกี่ยวโยงกับการเมืองของมนุษย์

อิงกระแสเลือกตั้งปี 2562 กับเรื่องของการเมืองที่คนเรียนรู้ได้จากชิมแปนซี

หลังจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมาหลายปี วันนี้ (24 มี.ค. 2562) ก็ถึงเวลาเคาะสนิมชิมลางการใช้สิทธิใช้เสียงตามระบอบประชาธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศ

แล้วรู้หรือไม่ว่า ไม่ใช่แค่คนเราเท่านั้นที่สนใจเกี่ยวกับการเมือง แต่บรรดาสรรพสัตว์ โดยเฉพาะเจ้าลิง “ชิมแปนซี” ก็เกี่ยวพันกับเรื่องการช่วงชิงอำนาจในหมู่สัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิด

จากการศึกษาของ ศ.เจมส์ ทิลลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ เรื่องการช่วงชิงอำนาจในหมู่สัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับคนเราอย่างลิงชิมแปนซี  พบเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองที่มนุษย์อย่างเราสามารถเรียนรู้ได้จากพวกมันแบ่งออกเป็น 5 พฤติกรรมใหญ่ๆ ดังนี้

1.เก็บเพื่อนไว้ใกล้ตัว แต่เก็บศัตรูไว้ให้ใกล้ยิ่งกว่า

การเมืองของลิงชิมแปนซี คือเครือข่ายของพันธมิตรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการที่จะขึ้นสู่จุดสูงที่สุด คุณต้องพร้อมที่จะหันหลังให้เพื่อนแล้วอ้าแขนรับศัตรูได้เสมอ โดยการสร้างพันธมิตรที่ว่านี้ของชิมแปนซีส่วนใหญ่มีขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย ไม่ใช่เพื่อมิตรภาพ

2.การสร้างพันธมิตร จงเลือกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่คนแข็งแกร่งกว่า

เพราะพันธมิตรที่อ่อนแอเท่า ๆ กัน หมายถึงการแบ่งผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ชิมแปนซีมักสร้าง “แนวร่วมเพื่อชัยชนะโดยมีสมาชิกน้อยที่สุด” (minimal winning coalitions) นั่นหมายความว่าลิงที่อ่อนแอ 2 ตัว จะรวมกลุ่มกันสู้กับลิงที่แข็งแรงกว่า 1 ตัว มากกว่าจะเป็นการจับกลุ่มกันระหว่างลิงอ่อนแอกับลิงที่แข็งแรง ซึ่ง ศ.เจมส์ ทิลลีย์ ชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของลิงมีความสมเหตุสมผล เพราะหากลองคิดว่า ถ้าเราจับกลุ่มกับคนที่อ่อนแอ เราก็จะได้เปรียบกว่าเวลาที่ต้องแบ่งผลประโยชน์กันเมื่อเทียบกับการที่เราจับคู่กับคนที่แข็งแรงกว่า

3.การเป็นที่ยำเกรงเป็นเรื่องดี แต่จะยิ่งดีกว่าถ้าได้เป็นที่ชื่นชอบ

ชิมแปนซีใช้วิธีแจกจ่ายอาหารในการซื้อแรงสนับสนุนจากสมาชิกในฝูง จ่าฝูงลิงชิมแปนซีอาจเป็นตัวที่มีนิสัยน่ากลัวดุร้ายและควบคุมลิงในฝูงด้วยพละกำลัง แต่จ่าฝูงเหล่านี้มักอยู่ได้ไม่นานการจะเป็นจ่าฝูงลิงชิมแปนซีที่ประสบความสำเร็จจะต้องหาแรงสนับสนุนให้ตนเองและแนวร่วมจากลิงส่วนใหญ่ในฝูง และการเป็นผู้นำที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นในคนเดียวกันถือเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

4.การเป็นที่ชื่นชอบเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งกว่าหากสามารถแจกจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกในฝูง

จ่าฝูงที่กุมอำนาจได้ยาวนานที่สุด คือตัวที่สามารถครอบครองทรัพยากรและใช้ทรัพยากรเหล่านั้นซื้อใจ เพื่อให้ได้การสนับสนุนจากสมาชิกในฝูงจากการแจกจ่ายเนื้อที่ล่ามาได้ให้แก่สมาชิกในฝูง ซึ่งจ่าฝูงตัวหนึ่งอาจอยู่ในอำนาจได้นานถึง 12 ปี

5.ภัยจากภายนอกอาจช่วยค้ำจุนการสนับสนุนภายในกลุ่ม 

ไม่มีอะไรจะสร้างความสามัคคีในกลุ่มได้เท่ากับการเผชิญภัยคุกคามจากนอกฝูง เพราะเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก ฝูงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเกาะกลุ่มกันโดยลืมความขัดแย้งที่เคยมีในอดีต ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เราอยู่บนโลกมายาวนานจนถึงปัจจุบัน