สุขภาพพนักงานดี องค์กรมีกำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545250

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:51 น.

สุขภาพพนักงานดี องค์กรมีกำไร

เรื่อง ภาดนุ  ภาพ เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

ทรัพยากรมนุษย์นับเป็นสิ่งที่มีค่าขององค์กร หากองค์กรใดมีบุคลากรที่ดีมีคุณภาพ ย่อมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กรนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้หลายองค์กรจึงให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเป็นอย่างมาก โดยการจัดสถานที่ทำงานให้มีสภาพแวดล้อมให้น่าทำงาน สามารถนั่งมองวิวทิวทัศน์ภายนอกได้ เพื่อให้พนักงานได้ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์บ้าง จึงเป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากเรื่องงานได้

บางองค์กรยังมีมุมสำหรับอ่านหนังสือซึ่งจัดเป็นห้องสมุดเล็กๆ หรืออินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สำหรับให้พนักงานใช้ค้นหาข้อมูล มีมุมกาแฟสำหรับพนักงาน ให้พวกเขาได้พบปะกันในช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง มีห้องแพนทรี ตลอดจนจัดสถานที่สำหรับออกกำลังกายให้กับพนักงานด้วย

องค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรในต่างประเทศได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเป็นอย่างมาก บางองค์กรถึงกับลงทุนสร้างสถานที่ออกกำลังกายสำหรับพนักงานด้วยงบประมาณจำนวนสูงลิ่ว มีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ สนามแบดมินตัน สนามเทนนิส และลู่วิ่ง เป็นต้น สำหรับให้พนักงานได้ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศเท่านั้น องค์กรใหญ่ๆ ในบ้านเราเองก็มีมากมายหลายแห่งที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเช่นกัน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานดูแลรักษาสุขภาพ แถมยังจัดให้มีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี หรือลงทุนในการสร้างสถานที่ออกกำลังกายให้กับพนักงานภายในอาคารเดียวกับอาคารที่ทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานได้มีโอกาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน โดยไม่ต้องไปผจญกับปัญหาการจราจรในช่วงเลิกงาน แต่ใช้เวลาเหล่านั้นมาดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายแทนดีกว่า

นี่จึงนับเป็นความชาญฉลาดขององค์กรเหล่านั้น และเป็นความโชคดีของพนักงานที่ได้อยู่ในองค์กรที่เห็นคุณค่าของสุขภาพพนักงานทุกคน ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าพนักงานขององค์กรมีสุขภาพกายที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี จิตใจพวกเขาก็แจ่มใส พร้อมที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งผลผลิตขององค์กร สร้างผลงานที่ดี และสร้างกำไรให้กับองค์กร

ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพของพนักงานยังช่วยประหยัดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลขององค์กรได้ด้วย เพราะถ้าพนักงานมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย พนักงานก็จะมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ต้องมี “เจ้าชายสายเสมอ” กับ “เจ้าหญิงสายสมร” ในองค์กร หรือ “นายศุกร์ป่วย นามสกุลจันทร์ลา” อีกต่อไป เมื่อพนักงานทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ก็ย่อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรได้ดี มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มผลกำไร ซึ่งสิ่งที่กลับมายังพนักงานก็คือเงินเดือนหรือโบนัสที่เพิ่มขึ้น พูดได้ว่าวินวินกันทั้งคู่

เอาละ อยากให้องค์กรทั้งหลายหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงานกันดีกว่า โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานได้ออกกำลังกาย จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาขึ้นในองค์กร ช่วยกันดูแลสถานที่ทำงานให้สะอาดสะอ้าน น่าทำงาน เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานทุกคนซึ่งเป็นชาวมนุษย์เงินเดือน หากองค์กรดีมีกำไร ชีวิตพนักงานก็ย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูล : จากหนังสือ “จน เครียด เก็บตังค์สิ”

กิจกรรม “เบาๆ” ช่วยให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545247

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:40 น.

กิจกรรม "เบาๆ" ช่วยให้อายุยืน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เอพี

ผลการศึกษาชี้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะเพิ่มอายุขัยในผู้สูงอายุเพศชาย

หน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐ Government Guidelines แนะนำว่าการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง คือระยะเวลาที่พอเหมาะ แต่จากการศึกษากลับพบว่ามีชาวอเมริกันเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่เป็นไปได้ยากยิ่งกว่า แต่จากรายงานเกี่ยวกับสุขภาพและกีฬา British Journal of Sports Medicine ระบุ ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้และยังสามารถรักษาสุขภาพที่ดีไว้อยู่

รายงานดังกล่าวได้สำรวจผู้ชายอายุเฉลี่ย 78 ปี จำนวน 1,180 คน ผู้ซึ่งยอมรับที่จะใส่เครื่องมือตรวจวัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยติดตามเป็นเวลานานกว่า 5 ปี พบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายโดยเฉลี่ยนั้นไม่จำเป็นต้องนานหรือหนัก คนคนนั้นก็สามารถมีอายุยืนยาวได้

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ชายที่เข้าร่วมการสำรวจส่วนใหญ่จะออกกำลังกายวันละน้อยกว่า 10 นาที ปรากฏว่ามีอายุขัยเท่ากับคนที่ออกกำลังกายมากกว่า 10 นาที นอกจากนี้พวกเขายังมักทำกิจกรรมเบาๆ ระหว่างวันอย่างการเดินหรือทำสวน ซึ่งพบว่าการทำกิจกรรมเหล่านี้ทุกๆ 30 นาทีจะช่วยลดอัตราการตายลงร้อยละ 17

ดังนั้น สำหรับผู้สูงวัยขอเพียงเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพและช่วยเพิ่มอายุขัย โดยกิจกรรมเหล่านั้นต้องไม่ทำให้เกิดความเครียด แต่เน้นความเพลิดเพลิน สบายใจ จนลืมไปว่ากำลังออกกำลังกายโดยไม่รู้ตัว

แอพพลิเคชั่นดารา ตามติดชีวิตซุป’ตาร์แบบใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545241

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:12 น.

แอพพลิเคชั่นดารา ตามติดชีวิตซุป’ตาร์แบบใกล้ชิด

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ในการอัพเดทข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุดเอสเคปเอ็กซ์ (EscapeX) แอพพลิเคชั่นส่วนตัวของเหล่าซุป’ตาร์เมืองไทยก็ได้เปิดตัวให้บรรดาแฟนคลับได้อัพเดทชีวิตคนดังอย่างใกล้ชิด ประเดิมด้วย 5 เซเลบแถวหน้าของไทยอย่าง เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี หญิง-รฐา โพธิ์งาม ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ซึ่งถือเป็นคนดังกรุ๊ปแรกที่มีแอพส่วนตัวนี้

เซฟีย์ ชาฟิล่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเคปเอ็กซ์ เผยว่า แอพดาราไทยทั้ง 5 คนนี้เป็นความร่วมมือของเอสเคปเอ็กซ์ กับบริษัท กัชคลาวด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์และบันเทิงระดับโลก

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

“เอสเคปเอ็กซ์เป็นแอพที่คิดขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนดัง ซึ่งมีทั้งนักแสดง นักร้อง เชฟ ฯลฯ กับแฟนคลับ เพื่อให้มีช่องทางตามติดชีวิตพวกเขากันมากขึ้น โดยแอพของคนดังแต่ละคนจะมีคอนเทนต์สุดพิเศษที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งการเล่นเกมชิงรางวัลและของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรากฏอยู่บนหน้าฟีด (Feed) ของแอพทำให้แฟนคลับได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับเหล่าซุป’ตาร์ที่ชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด แถมยังมอบประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ เช่น ดินเนอร์สองต่อสอง คนดังมาเมกอัพใบหน้าให้ จัดแฟนมีตติ้ง และอื่นๆ ให้กับบรรดาแฟนคลับด้วย

แอพคนดังนี้จะประกอบไปด้วยหน้า Fan Feed ที่แฟนคลับสามารถโพสต์ข้อความลงไปได้ แล้วยังทำให้แฟนคลับสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของคนดัง อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และยูทูบได้อีกด้วย

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

นอกจากคนดังผู้ทรงอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียทั้ง 5 คนของไทยแล้ว ในอนาคตจะมีคนดังระดับเอลิสต์ของไทยในกรุ๊ปที่ 2 ออกมาให้เห็นอีกแน่นอน ที่เรามาเปิดตลาดในไทย ก็เพราะว่าไทยถือเป็นอันดับหนึ่งในตลาดด้านโมบายที่ก้าวหน้าที่สุดในเอเชีย ซึ่งในปี 2560 รายได้ของอุตสาหกรรมโมบายในไทยที่มาจากด้านข้อมูลนั้นก้าวแซงด้านการใช้บริการโทรเข้า-โทรออก ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของแอพต่างๆ ในสมาร์ทโฟน และเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์บนโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ซึ่งต่างก็ตระหนักดีว่าพวกเขาควรจะต้องตามเทรนด์โดยมีแอพเป็นของตัวเองกันได้แล้ว”

เซฟีย์เสริมว่า สำหรับคนดังระดับอินเตอร์ที่มีแอพส่วนตัวแล้วตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากคนดังระดับกลางๆ เช่น ออสริค โช (Osric Chau) นักแสดงชายจากซีรี่ส์ฮิตเรื่อง “Super Natural” แอ็กเนส โม (Egnez Mo) นักร้องสาวชื่อดังชาวอินโดนีเซีย โดมินิก โมนาแกน (Dominic Monaghan) ดาราจากซีรี่ส์ Lost และเจเรมี่ เรนเนอร์ (Jeremy Renner) ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังจากภาพยนตร์ The Avengers เป็นต้น

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

“เอสเคปเอ็กซ์ถือเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ นอกจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแฟนคลับกับคนดังแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถบูสต์โพสต์ให้ข้อความของพวกเขาหรือของเพื่อนโดดเด่นมากขึ้นเพื่อให้ดารานักแสดงมองเห็นข้อความเหล่านั้นก่อนใคร โดยสามารถนำหน่วยเงินภายในแอพที่พวกเขาซื้อหรือได้จากการทำกิจกรรมมาใช้ในการส่งเสริมให้ตัวเองหรือคนอื่นขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของ Top Comment ในหน้าฟีด และกลายเป็น Top Fans ได้ด้วย

แล้วยังสามารถใช้หน่วยเงินที่มีในแอพเพื่อส่งเสริมโพสต์ให้แก่กันได้ เป็นการยกระดับความมีส่วนร่วมระหว่างแฟนคลับด้วยกันเอง รวมถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ และทำให้แฟนๆ จำนวนมากมีพื้นที่ในการสื่อสารหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพ EscapeX ได้ทั้งระบบ iOS และ Android แล้วเสิร์ชชื่อภาษาอังกฤษของคนดังที่คุณชื่นชอบจากทั่วโลกได้เลย”

ด้าน เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ดาราหนุ่มมากความสามารถ เล่าว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อว่าจะมีแอพที่เป็นของตัวเขาจริงๆ ซึ่งจะมีคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเกี่ยวกับเขาโดยตรงทั้งไลฟ์สไตล์และการทำงาน ตอนนั้นเขารู้สึกตื่นเต้นมาก จนแทบจะตอบตกลงทันที

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

“หลังจากที่ผมตรึกตรองและตอบตกลงไปแล้ว ผมก็เริ่มกระจายข่าวในหมู่แฟนคลับ ตอนนี้ก็เริ่มมียอดดาวน์โหลดเข้ามาเยอะแล้ว พอผมโพสต์รูปและข้อความไป แฟนคลับก็เริ่มเข้ามาคอมเมนต์ มีการให้ดาวและลูกเล่นอื่นๆ ตามมา นอกเหนือไปกว่านั้นยังมีช่องทางอัพเดทไลฟ์สไตล์ของผมให้แฟนๆ ซึ่งอยู่ในแอพนี้ได้ดูกัน แถมพวกเขายังสามารถโพสต์รูปของตัวเองลงไปได้ด้วย แล้วแอพนี้ยังมีแฟนฟีดซึ่งจะคล้ายๆ การเล่นเฟซบุ๊กหรือไอจี แต่ที่พิเศษคือแอพนี้แฟนคลับอยากโพสต์อะไรให้ผม คุณโพสต์มาได้เลย มันจะมีหมวดที่ว่า ใครไปไหนมา ทำอะไรมา ซึ่งคอนเทนต์ทั้งหมดจะถูกออกแบบมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ แค่ดาวน์โหลดแอพฟรี แล้วสมัครเป็นสมาชิกก็เล่นได้เลย

การแชร์ชีวิตส่วนตัวของผมมีทั้งไลฟ์สไตล์และการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็จะแชร์ทั้งสองอย่างนี้แหละ เช่น วันนี้เรากินข้าวกับอะไร สิ่งที่ได้รับกลับมาจากแฟนๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ คือพวกเขาจะตอบกลับมาว่า กินอันนี้ กินอันนั้น ที่นั่นอากาศเป็นอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าผมได้รู้จักกับแฟนคลับของผมจริงๆ เพราะว่าคนที่อยู่ในแอพนี้ทุกคนสนใจในสิ่งเดียวกัน รวมทั้งคอยติดตามและสนับสนุนผลงานของผมด้วย แล้วยังมีกิจกรรมดีๆ เช่น คัดเลือกน้องผู้โชคดีซึ่งอยู่ในแอพมากินกาแฟกับผม มาพบปะพูดคุยกัน หรือได้ทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ ครับ”…ติดตามที่ Ter Chantavit Official App

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์

สำหรับ หญิง-รฐา โพธิ์งาม นักร้องนักแสดงสาวผู้เคยมีผลงานภาพยนตร์ระดับอินเตอร์มาแล้ว ก็เป็น 1 ใน 5 เซเลบชาวไทยที่ได้เปิดตัวแอพนี้

“ในยุคปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนดังได้ใกล้ชิดกับแฟนคลับได้มากขึ้น หญิงว่าคอนเทนต์ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในอนาคตมันจะกลายเป็นคอนเทนต์หลักในการเข้าถึงศิลปิน เพราะยุคนี้มันยากที่จะจัดมีตแอนด์กรีต ซึ่งตัวหญิงเองก็เป็นศิลปินที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว กลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับเราก็โตตามเราไปด้วย พอเขามีหน้าที่การงาน ก็ไม่สามารถจะตามเราไปได้ทุกที่เหมือนสมัยก่อน ดังนั้นคอนเทนต์ในแอพนี้จึงช่วยให้เราใกล้กันมากขึ้น ได้สื่อสารกันมากขึ้น มีกิจกรรมในแต่ละเดือนที่ได้พบเจอกัน ได้พูดคุยกันจริงๆ เลยค่ะ

แฟนคลับหญิงที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่เป็นคนไทย บางคนก็อยู่ต่างจังหวัด แต่ล่าสุดหญิงตกใจมากที่มีแฟนคลับชาวอินโดนีเซียด้วย แล้วที่จีนเนี่ยยิ่งเยอะ เพราะซิตคอม “เสือ ชะนี เก้ง” (ทางช่อง One) ก็ได้ไปฉายที่จีนด้วย หญิงยังเซอร์ไพรส์ว่าทำไมฐานแฟนคลับเรากว้างขึ้น นั่นก็เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้โลกเราเล็กลง คนดูจึงได้เห็นผลงานของเรามากขึ้น หญิงจึงมีทั้งแฟนคลับชาวจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เลยตอนนี้”

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์

หญิงบอกว่า สิ่งที่เธอแชร์ส่วนใหญ่ในแอพจะมีทุกรูปแบบซึ่งเป็นงานที่เธอทำอยู่ ทั้งบทบาทนักแสดง เจ้าของธุรกิจ สปอร์ตเกิร์ล รวมทั้งเรื่องแฟชั่น

“อย่างล่าสุดหญิงไปลงวิ่งในงานฟูลมาราธอนมาค่ะ หญิงก็นำไปเขียนไว้ยาวมาก พอคนมาอ่านเขาก็เซอร์ไพรส์ว่าเราสามารถวิ่งจนจบได้ในเวลา 6 ชั่วโมงกว่า แต่ครั้งต่อไปหญิงตั้งเป้าไว้ว่าขอแค่ 5 ชั่วโมงครึ่งก็พอ ซึ่งก็ต้องไปซ้อมให้มากขึ้น มันจึงเหมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาติดตามเราไปด้วย รวมทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ในการกิน การออกกำลังกาย และเรื่องแฟชั่นการแต่งกาย เรียกว่าครบทุกอย่างเลย บางครั้งก็มีฟีดแบ็กในเรื่องงานเข้ามาบ้าง ว่าอยากให้เล่นละครแบบนี้ หรือเมื่อไรจะมีเพลงซิงเกิ้ลใหม่ออกมาซะที เป็นต้น ซึ่งหญิงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการมีฟีดแบ็กเข้ามาจะช่วยให้เรามีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมาให้ดีที่สุด”…ติดตามที่ Ying Rhatha Official App

ส่วนนางเอกสาวที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานกว่า 25 ปี ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ พอเปิดตัวแอพของตัวเองปั๊บ ก็ทำเซอร์ไพรส์โดยจัดกิจกรรมพิเศษ “Makeover by Kwan Usamanee Official App” ชวนแฟนคลับอย่าง น้องหมี่-พิศุทธา จันทร์ประภาพ ผู้โชคดีคนแรกจากแอพนี้มาแปลงโฉมซะเลย โดยเธอโชว์ฝีมือจับแปรงเมกอัพหน้าใสๆ ของแฟนคลับเองตั้งแต่ต้นจนจบ ทำเอาแฟนคลับผู้โชคดีคนนี้สวยเป๊ะกลับบ้านไปพร้อมความประทับใจ

“ขวัญว่าแอพนี้เป็นเหมือนช่องทางที่คนดังจะสามารถมอบความรักกลับคืนให้แฟนคลับของตัวเองได้ ไม่ใช่เราจะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว เนื่องจากแอพนี้ช่วยให้แฟนคลับติดต่อกับศิลปินที่เขารักหรือชอบได้โดยตรง ซึ่งช่องทางอื่นอาจจะมีโฆษณามาคั่นบ้าง แต่แอพนี้จะมีสิ่งรบกวนน้อย ช่วยประหยัดเวลา เพราะสามารถลิงค์เข้าเฟซบุ๊กและอื่นๆ ได้หลายลิงค์ จึงเหมาะกับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก

โดยปกติ แฟนคลับกับขวัญค่อนข้างจะใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ด้วยความที่เราอยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็กๆ แฟนคลับเราก็จะมีเป็นรุ่นๆ ไป แอพนี้จึงเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ที่รวมความอบอุ่นของแฟนคลับขวัญไว้ในหนึ่งเดียว อย่างแฟนคลับบางคนแม้เป็นผู้ใหญ่มีลูกแล้ว ถ้าเขาติดงาน ไม่สามารถนำของขวัญมาให้ขวัญได้ เขาก็จะวานให้ลูกๆ นำของขวัญมาให้เราแทน นี่แหละคือความผูกพันต่อกันระหว่างขวัญกับแฟนคลับค่ะ”

ประวัติศาสตร์ไทย ใน ‘บุพเพสันนิวาส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544673

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 12:38 น.

ประวัติศาสตร์ไทย ใน ‘บุพเพสันนิวาส’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

เวลานี้คงแทบไม่มีใครในเมืองไทยไม่รู้จักละครยอดฮิต “บุพเพสันนิวาส” หน้าฟีดทั้งเฟซบุ๊ก ไทม์ไลน์และสังคมออนไลน์ตอนนี้เต็มไปด้วยภาพ ข้อความ คอมเมนต์ที่สืบเนื่องมาจากละครเรื่องนี้ โดยเฉพาะคำนำหน้ายอดฮิตอย่าง “ออเจ้า” “พี่หมื่น” น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่มีการใช้มากที่สุดในโลกโซเชียลเวลานี้

ส่วนตัวผู้เขียนเองเป็นคนที่ไม่ได้ติดตามดูละครกับเขามากนัก จนจำไม่ได้ว่าละครเรื่องสุดท้ายที่ดูไปคือเรื่องอะไรและเมื่อไหร่ แต่คราวนี้ทนกระแสคนรอบข้างไม่ไหวเลยต้องหาดูย้อนหลังสักหน่อย ไม่เช่นนั้นจะเข้าสังคม (ช่วงนี้) ลำบาก พอได้ดูแล้วก็พอจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เพราะฉากพระนางกุ๊กกิ๊กนี่ล่ะถูกจริตคนไทยดีแท้ โดยเฉพาะสาวๆ ต้องเรียกว่า ดูไปจิกหมอนไป

“บุพเพสันนิวาส” ได้สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันมากขึ้น เพราะตัวละครจากนวนิยายเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่จริงตามบันทึกของประวัติศาสตร์ที่พวกเราได้เรียนกันตั้งแต่ชั้นมัธยม

แต่เวลาเรียนเรามักจดจำบุคคลในประวัติศาสตร์แต่ละคนได้อย่างกระท่อนกระแท่นไม่ติดต่อเป็นภาพใหญ่และสนุก เพราะในแบบเรียนมักถูกตัดรวบรัดเหมือนหนังไม่จบตอน ไม่มีปริบทที่ดึงดูดความสนใจได้มากเท่าเรื่องราวแบบนวนิยาย เมื่อเรียนจบอ่านไปสอบเสร็จแล้วก็จบกันไป หากใครไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย หรือสนใจศึกษาด้วยตัวเองทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง ความรู้เหล่านี้ก็หายไปพร้อมๆ กับการเอนทรานซ์กันทั้งนั้น

หากใครที่กำลังอินกับละครและสนใจไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเรื่องราวในละคร จะพบว่าช่วงเวลานั้น (พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นช่วงปลายราชวงศ์ปราสาททอง เป็นยุคที่อาณาจักรอยุธยาเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทั้งด้านการขยายราชอาณาจักร ด้านการค้ากับต่างประเทศ ด้านศิลปวิทยาการและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ซึ่งในละครมีหลายฉากที่นางเอกตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของวัดวาอารามและวังหลวงจะเรียกช่วงนั้นว่าปลาย “ยุคทอง” ของอาณาจักรอยุธยาเห็นจะได้

ในส่วนการขยายราชอาณาจักรสมัยสมเด็จพระนารายณ์ยกทัพไปตีหัวเมืองล้านนาอย่างเชียงใหม่ และอีกหลายเมืองของพม่า อย่าง จิตตะกอง สิเรียม ย่างกุ้ง แปร ตองอู หงสาวดี ซึ่งในการรบทุกครั้งสมเด็จพระนารายณ์มีแม่ทัพคู่ใจคือเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีบทบาทโดดเด่นในบุพเพสันนิวาสด้วย

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้งจีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) เป็นยุคสมัยที่มีชาวต่างชาติมาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากซึ่งก็มีร่องรอยชุมชนของคนชนชาติต่างๆ ในอยุธยาสืบทอดให้เราเห็นมาจนปัจจุบัน

ส่วนการเจริญสัมพันธ์ทางการทูตเองก็มีบันทึกว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) (น้องชายของเจ้าพระยาโกษาธิบดี(เหล็ก)) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในเนื้อเรื่องบุพเพสันนิวาส หมื่นสุนทรเทวา (เดช) พระเอกของเรื่องซึ่งในประวัติศาสตร์มีตัวตนอยู่จริงนั้น ก็เป็นหนึ่งในคณะราชทูตที่ร่วมเดินทางกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสด้วย

หากได้กลับไปศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ดีๆ ไม่ได้สนใจเฉพาะฉากในละคร เราจะมองเห็นอาณาจักรอยุธยาในสถานะอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองอย่างมากของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้น และตลอดระยะเวลา 400 กว่าปีของอาณาจักรอยุธยาได้สะสมสิ่งที่เป็นภูมิปัญญามากมายที่ส่งต่อมายังสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ เพียงแต่กระแสตะวันตกที่ถาโถมทำให้คนในสังคมหลงลืมหรือมองข้ามภูมิปัญญาที่น่าภูมิใจเหล่านั้นไป

นอกจากงานศิลปะ วรรณกรรมต่างๆ ที่เราได้เห็นกันอย่างทั่วไปแล้ว อีกตัวอย่างภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์คือกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมือง

แม้ตลอดระยะเวลา 400 กว่าปีของอาณาจักรอยุธยาจะปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงอำนาจสูงสุดเป็นเจ้าชีวิตของราษฎร แต่ในการปกครองบ้านเมืองพระมหากษัตริย์ก็มีกฎหมายกำกับการบริหารกิจการบ้านเมืองซึ่งกฎหมายนั้นก็คือ “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” หนึ่งในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สยามรับอิทธิพลมาจากอินเดียผ่านทางมอญ

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ถูกใช้ปกครองอาณาจักรอยุธยา เรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนจะได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัยในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นกฎหมายตราสามดวง ก่อนกฎหมายทั้งหมดจะทยอยยกเลิกและมีการร่างกฎหมายใหม่ตามแบบตะวันตกขึ้นมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของต่างชาติตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

แต่แม้พระธรรมศาสตร์และกฎหมายตราสามดวงจะถูกยกเลิกไป แต่บทกฎหมายบางข้อที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนสยามหรือคนไทยก็ยังมีแทรกซึมอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน และจากการศึกษาของคณะกรรมการชำระและศึกษากฎหมายไทยโบราณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้ยืนยันว่าหลักการสำคัญในกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้ล้าหลังไปกว่ากฎหมายของตะวันตกแต่อย่างใด แต่มีบทลงโทษบางข้อที่ชาวตะวันตกอ้างว่าป่าเถื่อน และรูปแบบการเขียนที่ยากต่อความเข้าใจที่เป็นข้ออ้างให้ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ แต่กฎหมายตราสามดวงก็ยังถือเป็นเอกสารที่สำคัญอย่างมากในเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา กฎหมายตราสามดวงก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นเตรียมการเสนอเป็นมรดกโลกต่อไป

คงจะดีไม่น้อย ถ้า “กระแสบุพเพสันนิวาส” จะทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันมากขึ้นเรื่อยๆ การรู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนการรู้จักตนเอง เมื่อรู้ว่ารากเหง้าเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต จะเกิดความภูมิใจ ไม่ชื่นชมแต่ต่างชาติจนลืมรากเหง้าของตนเอง

ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544887

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ที่คนจำนวนมากชอบคิดไปว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องตำแหน่ง ในภาษาอังกฤษเอง Leader กับ Leadership ก็ไม่เหมือนกัน Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ เราเอง ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director บริษัท SEAC ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูง ได้ให้ข้อมูลถึงคำถามที่ว่า เราสามารถเริ่มสร้างภาวะผู้นำได้อย่างไรบ้างมีดังนี้

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

เมื่อเราได้ยึดมั่นปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็จะเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากพอและสามารถไว้วางใจให้รับผิดชอบงานใหญ่ได้

จุดเริ่มต้นง่ายๆ สามข้อนี้นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำของคุณได้แล้ว ยังอาจช่วยให้คุณก้าวเป็นผู้นำด้วยก็เป็นได้

ลดน้ำหนักง่ายๆ ด้วยคาร์ดิโอเบาๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544886

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

ลดน้ำหนักง่ายๆ ด้วยคาร์ดิโอเบาๆ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอเอฟพี

คำก็คาร์ดิโอ สองคำก็คาร์ดิโอ จะลดน้ำหนักแล้วให้ทำคาร์ดิโอนั้นคืออะไร คาร์ดิโอ คล้ายกับคาร์โบไฮเดรต หรือเปล่า ถ้าเหมือนกันก็น่าจะดีไม่น้อย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

คาร์ดิโอ คือแนวทางการบริหารร่างกายให้เผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดว่าจะต้องออกกำลังกายในรูปแบบใด แต่ขอให้ออกอย่างต่อเนื่องจนอัตราหัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออกซึมและร่างกายรู้สึกสดชื่น

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ไม่ใช่การออกกำลังกายเพื่อการควบคุมน้ำหนักโดยตรง แต่เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายโดยรวม และกระตุ้นร่างกายให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

แนวคิดหลักในการออกกำลังกายตามแนวทางคาร์ดิโอ ก็คือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ ที่ต้องออกแรงต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยๆ 30-60 นาทีขึ้นไป สามารถออกได้เป็นประจำทุกวัน เพียงแค่จัดโปรแกรมออกหนักสลับเบา และกำหนดวันหยุดพักบ้างเท่านั้น

ปั่นจักรยาน

การปั่นจักรยานเป็นวิธีออกกำลังกายยอดนิยมของทุกเพศทุกวัย ไม่ทำร้ายข้อเข่าไม่มีแรงกระแทกที่จะส่งผลถึงกระดูกเหมือนกับการวิ่ง อีกทั้งยังได้ความเร็วที่ทุกคนชื่นชอบ และยังมีลูกเล่นการปรับแต่งจักรยานอีกมากมาย ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่หันมาปั่นจักรยานและใส่อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสนุกในการออกกำลังกายได้มากขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องปั่นจักรยานเฉพาะในสวนสาธารณะ คุณอาจจะลองปรับวิธีการออกกำลังกาย ด้วยการปั่นจักรยานไปซื้อของที่ตลาดหรือร้านสะดวกซื้อ ที่ใช้เวลาในการปั่นไปกลับรวมกัน 30-60 นาที

ไม่จำเป็นต้องเป็นจักรยานเสือหมอบ เสือภูเขา เป็นจักรยานจ่ายตลาดที่มีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งทำให้คุณออกแรงได้มากและต่อเนื่อง ควรปั่นในช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อนมากนัก

โชคดีที่กฎหมายอนุญาตให้สามารถปั่นจักรยานบนทางเท้าได้ โดยมีสิทธิเท่าเทียมกับคนเดินเท้า แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงให้มากที่สุด ก็คือเรื่องความเร็วและความปลอดภัยต่อตัวเองและผู้อื่น

ว่ายน้ำ

อีกระดับของการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่หนักหน่วงและจริงจังขึ้นมาอีกระดับ การว่ายน้ำแบบคาร์ดิโอไม่เน้นว่ายเร็วไปแข่งทีมชาติ

ข้อดีของการว่ายน้ำก็คือสามารถออกกำลังกายได้ทั่วทั้งตัวในเวลาเดียวกัน เพิ่มขีดความสามารถในการหายใจ ขยายความจุปอดทำให้ไม่เหนื่อยง่าย อีกทั้งยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ เวลาพยุงตัวหรือเคลื่อนไหวในน้ำอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรระวังในเรื่องการว่ายน้ำ ก็คือเรื่องความดันโลหิตและโรคประจำตัว ที่อาจทำให้เกิดอาการหมดสติระหว่างการออกกำลังกายได้

วิ่ง

รูปแบบการคาร์ดิโอที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะการวิ่งเป็นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและใช้แรงมากกว่าการปั่นจักรยาน แต่มีต้นทุนที่ถูกกว่า

ถ้าไม่นับบรรดาแกดเจ็ตที่หาซื้อมาติดวัดตามแขนขาของนักกีฬา การวิ่งอย่างต่อเนื่องขั้นต่ำควรอยู่ที่ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้เปลี่ยนจากการเผาผลาญ และควรวิ่งช้าสลับเร็วเพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีช่วงผ่อน และช่วงเร่งความเร็วเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจและการเผาผลาญพลังงาน

เดิน

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสบายที่สุด ซึ่งเราสามารถทำได้ทุกช่วงเวลา ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านจนถึงที่ทำงาน ลองหาเส้นทางเดินระหว่างต่อรถโดยสาร หรือเดินในที่ทำงานให้ได้รวมกันอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ และจะดีกว่านั้น หากได้เดินขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์

หากคุณเดินด้วยความเร็ว 4 กม./ชม. ในเวลา 30 นาที เราจะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 75 แคลอรี หากคุณเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. (เดินเร็ว) จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 99 แคลอรี ถ้าเดินเร็วต่อเนื่องได้อย่างน้อย 30 นาที ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 15 นาที ถึงจะเป็นการเดินแบบคาร์ดิโอที่สมบูรณ์ และยังช่วยให้คุณอารมณ์ดี ลดอาการซึมเศร้าในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลาง ลดความเครียดและความวิตกกังวลได้อีกด้วย

สวัสดีความร้อน! (และหลายสิ่งที่ตามมา…)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544885

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:32 น.

สวัสดีความร้อน! (และหลายสิ่งที่ตามมา...)

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์ดูเหมือนผู้ที่เกิดมาเป็นคนไทยหรือชาวไทย หรือชาวอะไรก็ตามที่มาพำนักพักถิ่นฐาน ณ เมืองไทยแลนด์ ย่อมคุ้นเคยดีกับความร้อนระดับเฉียด 36-37 องศาเซลเซียส ชาวไทยเราถ้าไม่ร้อนจริงๆ จะไม่บ่น หากจะระเริงเล่นลมร้อนไปแบบเหนือคุณสมบัติชาติชนมนุษย์อื่นประเทศอื่น เปียกๆ ซึมๆ หรือเหงื่อไหลไคลย้อยยังไงก็ยิ้มสยามยืนยง

การได้เห็น และได้สัมผัสกับอุณหภูมิความร้อนแบบผะแผ่วๆ เมื่อฝนไม่ขาดเม็ดดีเมื่อปลายเดือน ก.พ.ต่อเดือน มี.ค. หรือแม้เมื่อกระทั่งความร้อนทะลุ่มทะลุยมาแบบผะผ่าวๆ ณ 4-5 วันก่อน จึงเป็นอะไรที่…รู้กันดี สวัสดี…ความร้อน มาแล้วล่ะสิ มีอะไรมาด้วยบ้าง

หมาบ้ามาแล้วคร๊าบบบบบบบบ…

กำลังร้อนแรงอยู่ในเวลานี้ ไม่หนีเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ที่ไหงอยู่ดีๆ กลับมาระบาด ล่าสุดขณะที่เขียนบทความนี้ มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าไปแล้วถึง 4 ราย (นับจากต้นปี 2561) เพราะเช่นนั้นก็ประมาทไม่ได้เลย เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อและมีอาการจะเสียชีวิตทุกราย ถือเป็นมหันตภัยที่นำความตายมาสู่

หน้าร้อนทีไร ต้องระวังพิษสุนัขบ้า หมาแมวในบ้านมีกี่ตัวนับให้ถ้วนถี่แล้วพาไปฉีดวัคซีน (ไม่จำเป็นต้องพาไปตอนหน้าร้อนก็ได้นะ พาไปฉีดเสียก่อนหน้าร้อนจะเปิดฉากดีกว่าเยอะ) ส่วนผู้ที่ถูกสุนัขเลีย (ตาหรือริมฝีปาก) ถูกกัดถูกข่วน ไม่ว่าจะมีแผลถลอก แผลลึก หรือแผลตื้นแค่ไหน จำไว้ว่ามีโอกาสเป็นพิษสุนัขบ้าได้เหมือนกัน บางคนแค่ช้ำเขียวหรือเป็นรอยบางๆ ไม่ยอมไปฉีดวัคซีน หารู้ไม่ว่านั่นก็เพียงพอที่ทำให้ถึงความตายมาแล้วมากมาย

ไม่แต่น้องหมา แต่น้องแมวก็เป็นพิษสุนัขบ้าได้ หน้าร้อนนี้จึงต้องอุ้มไปฉีดหมดทั้งหมาแมวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ถ้าถูกสัตว์จรกัด ไม่ต้องคิดมาก ไปฉีดวัคซีนป้องกันไว้เลย กรณีถูกสัตว์ป่ากัดก็เช่นกัน เช่น ค้างคาว ฉีดวัคซีนทันที กรณีสัตว์มีเจ้าของ แม้เจ้าของจะยืนยันนั่งยันว่าสัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน แต่คำแนะนำจากสถานเสาวภา สภากาชาดไทยก็คือ ไม่ต้องรอดูอาการสัตว์ว่าบ้าหรือไม่ ให้ (คน) ฉีดวัคซีนทันที!

โรคภัยไข้เจ็บที่ต้องระวังในหน้าร้อน ยังมีฮีทสโตรก หรือลมแดด รวมทั้งโรคท้องร่วงในอาหารการกินสิ้นท่า (จะได้อ่านต่อไปในตอนอาหารและเครื่องดื่ม)

มองลอดสายว่าว

มองลอดสายว่าว เห็นเจ้าบนท้องฟ้า ก็สายลมแห่งฤดูร้อนน่ะสิ หน้าร้อนทั้งทีจะไม่ให้สายว่าวได้กระพัดกระพือของรักเลยรึเจ้าคะ (ดูบุพเพสันนิวาสมากไปหน่อยเจ้าค่ะออเจ้า รบกวนฝากถึงรอมแพง นักเขียนคนดัง ช่วยสำรวจตรวจสอบว่าจดหมายเหตุลาลูแบร์ ได้เก็บงำฝอยเรื่องว่าวปักเป้า หรือว่าวจุฬา รวมทั้งว่าวอีลุ้มไว้บ้างหรือไม่ น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยนั้น)

สายลมกระแสหลักที่พัดในประเทศไทยคือ ลมมรสุมและลมประจำถิ่น ได้ส่งผลมากน้อยต่อสภาพลมฟ้าอากาศในบ้านในเมืองให้พัดผันปรวนแปรแต่แน่นอน มาแน่ๆ คือลมมรสุมฤดูร้อน ที่จะเริ่มพัดตั้งแต่เดือน พ.ค.-พ.ย. และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดตั้งแต่เดือน พ.ย.-ต้นเดือน ก.พ.

สำหรับลมประจำถิ่นในประเทศไทย เป็นสายลมเย็นที่พัดพาความเย็นมาไล่ความอ้าว มีทั้งหมด 5 ชนิด เรียกชื่อไปต่างๆ กันตามชนิดของลมและพื้นที่ที่ลมพัด มีตั้งแต่ลมว่าว ลมตะเภา ลมพัทยา ลมตะโก้และลมอุตรา คุ้นและเคยกันดีก็คือลมว่าว ที่พัดมาให้เด็กยันแก่ได้เล่นว่าวสนุก เมื่อก่อนได้เห็นพรรคพวกคว้าว่าวกันคึกคักที่ทุ่งท้องสนามหลวง เดี๋ยวนี้ไม่ใคร่เห็นแล้ว

อาหารและเครื่องดื่มในหน้าร้อน

มาถึงโหมดอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับชาวไทยแล้วหน้าร้อนได้เฮทุกที เพราะของอร่อยและของโปรดของใครหลายคนก็เยี่ยมหน้ามากันในช่วงหน้าร้อนนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มะยงชิด มะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวแช่ ล่าสุดคือมะม่วงน้ำปลาหวาน ที่ฮิตกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะอยากกินตามแม่นางการะเกด

ก็อะไรเล่าจะชวนชื่นใจและชื่นฟันได้เท่ามะม่วงแรดน้ำปลาหวาน (บางคนชอบกินน้ำปลาหวานกับแก้วขมิ้นก็ไม่ว่ากัน) น้ำจิ้มไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก น้ำปลาหวานบ้านเราถือเป็นภูมิปัญญามหาศาล ด้วยน้ำจิ้มรสฉ่ำชื้นตัดเปรี้ยวผลมะม่วง เนื้อเหนียวเคี่ยวข้น มีพริกขี้หนูพริกแดงอีกหอมแดงโปะหรือประโคมลงไป อ้อ อย่าลืมใส่กุ้งแห้งดีทอด แค่นี้ก็หอมหวนชวนน้ำลายสอ เปรี้ยวปากไปทั่วโลก

ข้าวแช่นั้นเล่าหน้าร้อนก็มาเรื่อย ยอมลงใจให้ทุกครั้งกับ “หน้าตา” ของสำรับข้าวแช่ชั้นสูง ที่ประดิดประดอยและจัดแต่งอย่างสวยสดงดงาม กินข้าวแช่ให้อร่อยต้องใจเย็นเหมือนน้ำข้าวสุกขัดแช่น้ำเย็นที่ลอยดอกมะลิหอมกรุ่น กินคู่กับเครื่องเคียง มีลูกกะปิคั่ว พริกหยวกสอดไส้ ผักกาดเค็มผัดหวาน ปลาแห้ง และเครื่องผัดหวานประดามี

บางคนถือข้าวแช่เป็นวัฒนธรรมอาหารของไทย ที่วิจิตรบรรจงสูงสุดไม่แพ้จานไหน แค่ไม่รู้ว่าทำไมชอบขานเรียกกันว่าข้าวแช่ชาววัง (แม่การะเกดวานบอก) ข้าวแช่ชาววัง อาหารไทยเย็นชื่นใจคลายร้อน กินแล้วหายร้อนกายร้อนใจในหน้าร้อนนี้ สำคัญว่ากินข้าวแช่หรือกินอะไรในหน้าร้อน ต้องระวังคือโรคท้องร่วง

หน้าร้อนมีอาหารต้องห้ามหลายอย่างเหมือนกัน เช่น ขนมจีนหรืออะไร หมักดองไม่ดี หน้าร้อนไม่กินได้ โดยโรคท้องร่วงหรือท้องเสียจากเชื้ออีโคไลนี้ (E. coli enteric infection) ก็คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารเฉียบพลัน ที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงที่ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ร่วมกับอาการปวดท้องลักษณะปวดบีบปวดเกร็ง ท้องร่วงหน้าร้อน แก้ด้วยกินร้อนช้อนกลางล้างมือ แค่นี้ก็อยู่ได้กินดีตลอดหน้าร้อนแล้วล่ะ

ตลอดชีวิตของคนไทยผูกพันอยู่กับสภาพภูมิอากาศและความร้อนเป็นที่ตั้ง เติบโตขึ้นมาก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศร้อนระอุผุแดด ชีวิตแบบไทยๆ ต้องมีมิติแห่งอุณหภูมิความร้อนที่กระสายและสอดร้อยอยู่ในทุกเรื่องราว ทั้งสีสัน รสชาติ อีกกลิ่นอาย ความรักความฝัน แฟชั่นเครื่องนุ่งห่มแบบบางสบาย ฝรั่งมาเที่ยวก็ได้เห็นทูพีซฉ่ำๆ ตามชายหาดบ้าง เช่นนี้แล้วจึงไม่ผิดเรื่องราวความเป็นไทยที่แท้จริง

หมาบ้า ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวแช่ หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ต้องระวังในหน้าร้อนนี้ มองไปให้เห็นๆ ก็คือสรรพสิ่ง ก็คือความดี ความงาม ความจริง ความอร่อย และความบ้า คือสิ่งที่เราคนไทยคุ้นเคยมานานช้ากาลโลก ไม่แปลกและไม่คิดว่าจะต้องทน อากาศร้อนได้ร้อนไป เจอหมาบ้ารีบไปฉีดวัคซีน สวัสดีความร้อน…เราต้องอยู่ไปด้วยกันอีกนาน

ขอบคุณข้อมูลบางส่วน : กรมอุตุนิยมวิทยา

วิลเลียม เอช. จอห์นสัน โฟล์กอาร์ตในโมเดิร์นนิสม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544791

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

วิลเลียม เอช. จอห์นสัน โฟล์กอาร์ตในโมเดิร์นนิสม์

โดย ปณิฏา

ภาพเขียนที่มองแวบแรกจะนึกถึงโฟล์กอาร์ต หรือศิลปะพื้นถิ่นสไตล์แบบดั้งเดิม เล่าเรื่องราวในมุมมองของศิลปินแอฟริกัน-อเมริกัน วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1930-1940

วิลเลียม เฮนรี จอห์นสัน ไม่ใช่ศิลปินบ้านๆ ธรรมดา เขาเกิดวันที่ 18 มี.ค. 1901 ที่เมืองฟลอเรนซ์ รัฐเซาท์แคโรไลนา หลังตัดสินใจว่าจะทำตามความฝันที่ต้องการเป็นจิตรกร เขาก็มาเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการออกแบบแห่งชาติในนิวยอร์ก อันเป็นที่ที่เขาได้พบกับ ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น ศิลปินผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอย่างมากมาย

พื้นฐานของวิลเลียมเกิดในครอบครัวยากจน พ่อกับแม่เป็นชนชั้นแรงงานผิวสีชาวแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เขาฝันจะเป็นจิตรกรมาตั้งแต่เด็ก และฝึกฝนด้วยตัวเองโดยการวาดภาพก๊อบปี้รูปการ์ตูนจากหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโต แม้จะเคยแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ความฝันของเขาเองอาจจะไม่เป็นจริง แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้ด้วยการสอบติดสถาบันศิลปะการออกแบบในนิวยอร์ก โดยมีศิลปินดัง ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น คอยสนับสนุน หลังจากได้เห็นความสามารถทางศิลปะของเขา

เรียนจบที่นิวยอร์ก วิลเลียมเดินทางไปเรียนต่อ ณ กรุงปารีส ด้วยเงินกองทุนที่ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น อีกนั่นเอง ที่ช่วยระดมทุนให้เขา ก่อนจะท่องไปทั่วยุโรปเพื่อฝึกฝนฝีมือทางด้านศิลปะ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในขณะนั้นยุคโมเดิร์นนิสม์กำลังเฟื่องฟูในยุโรป

วิลเลียมได้คลุกคลีในแวดวงศิลปะ และได้รู้จักศิลปินมากมายที่ส่งอิทธิพลต่อผลงานของเขา โดยเฉพาะเมื่อไปเปิดสตูดิโออยู่ที่เฟรนช์ ริเวียร่า ซึ่งได้สนิทสนมกับประติมากรเอกซ์เพรสชั่นนิสม์ชาวเยอรมัน คริสตอฟ โฟลล์ ผู้ชักนำให้เขารู้จักกับ โฮลชา คราเค ศิลปินนักออกแบบลายผ้า ที่ต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา

เมื่อเดินทางกลับมายังสหรัฐ วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ตั้งใจจะมาปักหลักสร้างสรรค์งานศิลปะที่บ้านเกิด ทว่าบรรยากาศของเมืองเล็กๆ อย่างฟลอเรนซ์เปลี่ยนแปลงไปมากมาย กลับมาได้ไม่นานเขาก็โดยตำรวจจับ โทษฐานไปวาดภาพบนกำแพงบ้านคนอื่น

หลังเหตุการณ์คัลเจอร์ช็อก วิลเลียมกลับ

ไปยุโรปอีกครั้ง คราวนี้เขาไปปักหลักที่เดนมาร์กและแต่งงานกับโฮลชา ช่วงนั้นแวดวงศิลปะคึกคักอยู่ที่สแกนดิเนเวียและแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะที่ตูนีเซีย ทว่าชีวิตที่เงียบสงบอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะปะทุขึ้น เขาและโฮลชาต้องรีบย้ายกลับมาที่นิวยอร์กเป็นการด่วน

แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงเยอรมันนาซีมาได้ หากการมาใช้ชีวิตในนิวยอร์กก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีหลากชาติหลายภาษา แต่ก็ไม่วายต้องผจญกับเรื่องของการเหยียดผิวอยู่ดี อย่างไรก็ตามบรรยากาศของแวดวงศิลปะในย่านฮาร์เลม กรุงนิวยอร์ก ก็นับว่าเป็นสถานที่หลบภัย ช่วยฟื้นฟูจิตใจ และจุดไฟสร้างสรรค์ให้

คู่จิตรกรผิวสีได้ดีอย่างยิ่ง

วิลเลียมได้งานเป็นครูสอนศิลปะที่ศูนย์ศิลปะฮาร์เลม พร้อมๆ ไปกับการสร้างสรรค์งานศิลปะของเขาเองควบคู่ไปด้วย จากสิ่งที่ฝึกฝนมาในยุคโมเดิร์นนิสม์ หากเขาเลือกที่จะหวนคืนสู่จุดกำเนิดของตัวเอง สร้างสรรค์ศิลปะออกมาในแนวโฟล์กอาร์ต (folk art) ที่มีสีสันสดใส และเป็นรูปภาพสไตล์ 2 มิติ ไม่มีความตื้นลึกหนาบาง (ไร้เพอร์สเปกทีฟ) โดยเนื้อหาเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านฮาร์เลม ทางใต้ของสหรัฐ และที่เข้าร่วมในกองทัพ เพื่อสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 2

ผลงานศิลปะโฟล์กอาร์ตของวิลเลียม เริ่มกลายเป็นที่จับตามองในช่วงทศวรรษที่ 1940 โดยในช่วงจุดเปลี่ยนของทศวรรษ เป็นช่วงที่ผู้คนกำลังมองหาสิ่งใหม่ๆ และนิทรรศการเดี่ยวผลงานของ วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ในสไตล์โฟล์กอาร์ต ณ อัลมา รี้ด แกลเลอรี่ ก็กลายเป็นคำตอบ

“แม้ว่าผมจะไปร่ำเรียนศิลปะมาทั่วโลก ได้ผ่านประสบการณ์สร้างสรรค์ศิลปะแบบอิมเพรสชันนิสม์ คิวบิสม์ โฟวิสม์ เอกซ์เพรสชันนิสม์ ฯลฯ มาแล้ว แต่ผมก็ภูมิใจที่สามารถเก็บสิ่งที่เป็นรากฐานดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้ เป็นความตั้งใจของผมที่จะถ่ายทอดสิ่งที่เป็นธรรมชาติในตัวเองผ่านงานศิลปะ ซึ่งก็คือ ผลงานสไตล์โฟล์กอาร์ตนี้” วิลเลียม เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้

ในปี 1942 สตูดิโอของเขาในฮาร์เลมถูกไฟไหม้วอดไปทั้งหลัง ต่อมาอีก 2 ปี โฮลชา ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก 14 ปี ก็มาจากไปด้วยโรคมะเร็งเต้านม หลังจากนั้นตัวเขาก็ต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิต ไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อีก แม้จะพยายามเดินทางออกไปจากฮาร์เลม กลับไปบ้านเกิด และกลับไปยุโรป ก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจตัวเองได้

วิลเลียม เสียชีวิตในปี 1970 ที่โรงพยาบาลเซ็นทรัล อิสลิป สเตท ในลองไอส์แลนด์ หลังไปรักษาตัวที่นั่นอยู่ 23 ปี เขานับเป็นจิตรกรแอฟริกัน-อเมริกันคนสำคัญในยุคสมัยของเขา โดยมีผลงานมากมายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกันสมิทโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นอกจากเรื่องราวชีวิตคนแอฟริกัน-อเมริกันในย่านฮาร์เลมแล้ว เขายังวาดภาพเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ และการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับคนผิวสี อย่างเช่นเรื่องราวของการเหยียดผิวในรัฐทางใต้ของสหรัฐ บรรดานักการเมือง นักต่อสู้ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ฯลฯ อีกด้วย

อาภัสพร สุภาภา งานเขียนที่ดีต้องรับผิดชอบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544788

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

อาภัสพร สุภาภา งานเขียนที่ดีต้องรับผิดชอบสังคม

โดย อณุสรา ทองอุไร / ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นักเขียนหน้าใสวัย 30 กลางๆอ้น-อาภัสพร สุภาภา แม้จะดูหน้าอ่อนใส แต่เธอก็เขียนหนังสือมาแล้วถึง 14 ปี โดยเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2547 หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ซึ่งเธอเริ่มลองเขียนหนังสือตั้งแต่ช่วงอยู่มัธยมปลาย แต่ก็ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรนัก โดยเริ่มเขียนจากงานกลอนเปล่า กลอนว่าง กลอน 8 แต่เขียนไปเขียนมาเริ่มรู้ว่าไม่ใช่ทางของเธอสักเท่าใด เพราะภาษาไม่ได้สละสลวยพอ ก็เลยหยุดเขียนไปนานพอสมควร แล้วหันไปเอาดีเป็นนักกีฬาแทนช่วงมัธยมปลาย

จึงเริ่มมาเขียนเป็นเรื่องสั้นอีกครั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขียนอ่านเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนฝูงตอนเรียนปี 4 เพราะไปอ่านงานของสำนักพิมพ์แจ่มใส แล้วคิดว่าตนเองน่าจะเขียนงานแนวนี้ได้ ก็เลยลองเขียนส่งไปให้สำนักพิมพ์แจ่มใสพิจารณา ตอนนั้นเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องๆ ส่งไปหลายเรื่องแต่เรื่องที่ได้รับเลือกไปรวมเป็นเล่มกับของคนอื่นด้วยคือชื่อ “หนึ่งในคำตอบนั้น… ฉันรักเธอ” เป็นรวมเรื่องสั้น หลังจากนั้นก็เขียนไปเรื่อยก็ได้พิมพ์เกือบทุกเรื่อง

มีผลงานที่เขียนให้กับสำนักพิมพ์แจ่มใสทั้งหมด 30 กว่าเล่ม เป็นเวลา 10 ปี เฉลี่ยแล้วออกปีละประมาณ 3 เล่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องยาว ที่ดังที่สุดคือเป็นซีรี่ส์ 3 เล่ม ในชุดเรื่องจันทร์ เธอเริ่มเขียนให้กับสำนักพิมพ์แจ่มใสตั้งแต่อายุ 23-24 ปี รวมเวลา 10 ปี

“ตอนหลังเหมือนจะถึงจุดอิ่มตัวคือ เราเริ่มโตขึ้น เราก็อยากให้งานเขียนของเราโตขึ้นตามอายุและมุมมองของเรา ไม่อยากเขียนเรื่องวัยรุ่น รักหวานแหวว ใสๆ เพราะไม่ใช่วัยของเรามันฝืน ก็เลยลาออกจากแจ่มใสเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเริ่มมาลองเขียนงานที่หนักขึ้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีมุมมองชีวิตที่ซับซ้อนมากขึ้น เปลี่ยนแนวการเขียนใหม่ ไม่หวานใสแบบเดิมอีกต่อไป”

หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์มากว่า 10 ปี เธอก็ไม่อยากทำงานกับสำนักพิมพ์อื่น เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ก็เลยเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ ของตัวเอง เขียนเอง พิมพ์เอง ลงทุนเอง โดยเธอเปิดสำนักพิมพ์ชื่อ ภัสรสา ซึ่งเป็นนามปากกาของเธอนั่นเอง แน่นอนว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็ทำงานได้อย่างสบายใจขึ้น ทำเองออกแบบเองรับผิดชอบเอง เหนื่อยมากได้มาก ควบคุมการผลิตได้ทุกอย่าง

“ก็ไม่ได้เปลี่ยนแนวไปไกลมาก คือยังเขียนนิยายรัก แต่เป็นรักแบบวัยผู้ใหญ่มีเหตุมีผล เน้นเรื่องรักน้อยลง มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีมุมมองทางสังคมมากขึ้น ก็คือโตไปตามอายุของเรานั่นแหละไม่ฝืนเขียนเรื่องที่เด็กเกินตัวเราไปมากนัก มีความซับซ้อนมีหักมุมมากขึ้นให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมเข้ามาให้ขบคิด โดยยังคงความถี่ในการเขียนให้ออกมาให้ได้ปีละ 3 เรื่องเหมือนเดิม โดย 3 ปีที่มาเปิดสำนักพิมพ์เองนั้นมีงานเขียนมาทั้งหมด 10 เล่มพอดี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เรื่องที่ออกมาก็มีนิทานเทวา เป็นนิยายชุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายยุคใหม่ โดยผลงานเล่มล่าสุดคือเรื่อง เล่ห์เงาลวง โดยใช้เวลาในการเขียนเรื่องละประมาณ 4 เดือน เธอจะฝึกให้ตัวเองมีวินัยด้วยการเขียนงานทุกวัน 09.00 น. ก็นั่งโต๊ะทำงาน พักเที่ยง เขียนอีกครั้งตอนบ่าย เหมือนคนที่ต้องทำงานทั่วไป วัตถุดิบในการเขียนก็มาจากเรื่องรอบตัว ถ้าช่วงไหนตันหมดมุขก็ไปเที่ยวบ้าง ออกเดินทางเพื่อหาข้อมูลบ้าง เขียนเรื่องเกษตรก็อาจจะไปเที่ยวฟาร์มเกษตรไปดูงานไปดูชีวิตจริง เพื่อเอาข้อมูลมาเขียน เขียนเรื่องม้าก็ไปดูคอกม้าไปนั่งสัมภาษณ์คนเลี้ยงม้า ไปลองฝึกขี่ม้าดูบ้าง พอจะตันก็หาทางรอดได้ทุกครั้งไป ผลงานเล่มล่าสุดที่กำลังจะออกช่วงเดือน เม.ย.นี้ก็คือเรื่อง ทางดาว

เธอบอกว่ารักที่จะเป็นนักเขียนต้องมีวินัย อย่าหวังรวย ให้มีความสุขกับงานเขียน มีความตั้งใจให้ผลงานออกมาดี ที่เหลือรายได้ก็จะตามมาเอง อย่าเอาเงินเป็นที่ตั้ง เพราะงานเขียนต้องใช้ศิลปะและจินตนาการ ต้องให้เวลา ต้องมีความประณีตในการทำงาน มีความรับผิดชอบต่อสังคมให้งานเขียนมีคุณภาพไม่ทำร้ายสังคม ไม่มอมเมามากเกินไป แฝงแนวคิดคำสอนดีชั่วสอดแทรกเข้าไปบ้างก็จะดี

‘รามานูโว’ จตุโชติ ลิมปโชติ รามเกียรติ์ในแบบอาร์ต นูโว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544782

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 09:56 น.

‘รามานูโว’ จตุโชติ ลิมปโชติ รามเกียรติ์ในแบบอาร์ต นูโว

โดย พริบพันดาว

การจัดแสดงผลงานเดี่ยว ครั้งที่ 2 “รามานูโว” (Ramayana in art nouveau style) ของ จตุโชติ ลิมปโชติ จิตรกรที่มีเส้นลายและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยได้แรงบันดาลใจจากความท้าทายในการผสมผสานรามเกียรติ์เข้ากับสไตล์อาร์ต นูโว จนเกิดเป็นผลงานที่มีทั้งจินตนาการและความแปลกตา

นอกจากนี้ ยังมีผลงานในรอบ 3 ปีล่าสุดของเขาอีกหลายแนวคิด รวม 45 ชิ้น

วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย มาเป็นประธานในพิธีเปิดท่ามกลางเพื่อนฝูงในวงการศิลปะและโฆษณา มาให้กำลังใจกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

จตุโชติ บอกว่า รามานูโวเป็นแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ที่เกิดจากความชอบในเนื้อหาของรามเกียรติ์ที่คนไทยและคนทั้งโลกรู้จัก ซึ่งมีศิลปินสร้างสรรค์งานไว้มากมาย

“ผมมองหาแนวทางที่จะสร้างสรรค์ให้ออกมามีอรรถรสที่แตกต่าง ในแบบของตัวเอง ประกอบกับความชอบในลวดลายของศิลปะในยุคอาร์ต นูโว จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ภาพชุดนี้ขึ้น”

สำหรับรามเกียรติ์ เป็นวรรณคดีของไทยที่สำคัญเรื่องหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื้อเรื่องและสำนวนกลอนในเรื่องรามเกียรติ์ มีความไพเราะ มีคติสอนและแง่คิดในด้านต่างๆ อยู่เป็นอันมาก สอดแทรกเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ตามหลักนิยมของอินเดียในเนื้อเรื่อง และหลักนิยมของไทยในสำนวนกลอน

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ได้วาดเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้ที่ศาลารายรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) นิยมนำมาแสดงเป็นโขน เขียนขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จำนวน 178 ห้อง เขียนโดยจิตรกรที่มีฝีมือยอดเยี่ยมของไทย เป็นภาพวิจิตรงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง

ตามหลักฐานที่พอจะอนุมานได้ ปรากฏว่าเรื่องรามเกียรติ์ หรือรามายณะได้เข้ามายังประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 900 ปีล่วงมาแล้ว เท่าที่สืบค้นได้มีคำฉันท์อยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ ราชาพิลาปคำฉันท์ (นิราศสีดา) ผู้แต่งไม่ปรากฏนาม เป็นเรื่องที่แต่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พรรณนาความคร่ำครวญของพระราม ตอนออกเดินทางเที่ยวตามหานางสีดา

เรื่องนี้นับเป็นรามเกียรติ์เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก่อนรามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนบุรี และตกทอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้ละครหลวงเล่น ปัจจุบันมีอยู่ไม่ครบ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีมาแต่เดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้ละครหลวงเล่น ได้ทรงเลือกมาเป็นตอนๆ รามเกียรติ์นี้จึงมีสำนวนกลอนที่ไพเราะที่สุด

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยดัดแปลงจากพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เพื่อใช้ในการเล่นโขนซึ่งจะมีอยู่เพียงบางตอนที่คัดเลือกไว้เท่านั้น เช่น ตอนนางลอย ตอนหักคอช้างเอราวัณ ตอนสีดาลุยไฟ เป็นต้น

จตุโชติ ขยายความถึงการทำงานว่า เนื่องจากมีโครงเนื้อหาของรามเกียรติ์อยู่แล้ว ก็ทำงานได้เลย ในแบบที่มิได้ยึดติดกับรายละเอียดแบบประเพณีนิยมแบบภาพไทย 100%

“มีการแต่งเติมไปตามจินตนาการ และสร้างพล็อตย่อยๆ ขึ้นมาตามที่ต้องการ นอกจากรามานูโวแล้วผมยังมีผลงานที่เป็นคอนเซ็ปต์ย่อยที่หลากหลายในทางความคิด มีงานแบบชิ้นเดี่ยว ซึ่งทำมาตลอด 3 ปีด้วย”

ส่วนรูปแบบศิลปะอาร์ต นูโว (Art Nouveau) เป็นสกุลศิลปะที่มีการพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองในช่วงปี 1880-1914 พจนานุกรมศิลปะ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กำหนดเป็นศัพท์ภาษาไทยไว้ว่า “นวศิลป” เป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อร้านของ แอส.บิง (S. Bing) เปิดในปารีสในปี 1895 ที่ชื่อว่า “ลา นูโว” (L’ Art Nouveau) แปลว่า ศิลปะใหม่ (The New Art) ต่อมากลายเป็นชื่อที่เรียกศิลปะที่มีรูปแบบเฉพาะทั้งในด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และศิลปะอื่นๆ ในเยอรมนีเรียกว่า Jugendstil แปลว่า เยาว์ (Youth) ในอิตาลีเรียกว่า Stile Liberty ในสเปนเรียกว่า Modernista และในออสเตรียเรียกว่า Sezessionstil (Secession Style)

อาร์ต นูโว มีลักษณะพิเศษด้วยการใช้รูปทรงแบบอินทรีย์รูปหรือรูปทรงที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ มีการใช้เส้นที่อ่อนช้อยเลื่อนไหล มีการผสมผสานลวดลายต่างๆ นิยมทำงานที่มีเรื่องของการเสพสังวาส (Erotic) มักจะมีลักษณะการใช้ปัจจัยต่างๆ จากธรรมชาติและความเป็นผู้หญิง ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการสร้างสรรค์ในศิลปวัฒนธรรมตะวันตกโดยทั่วไปที่มักจะเกี่ยวโยงกับความเป็นชาย

อิทธิพลศิลปะสไตล์อาร์ต นูโว ได้แพร่หลายอยู่ควบคู่กับสไตล์วิคตอเรีย (Victorian) ปรากฏในผลิตภัณฑ์ ภาพประกอบหนังสือ ลายกระเบื้อง แก้ว เซรามิก เครื่องประดับ เครื่องเรือน เครื่องประดับสถาปัตยกรรม จึงเปรียบเป็นอิทธิพลของงานศิลปะและการออกแบบสมัยใหม่

การผสมผสานหรือฟิวชั่นรามเกียรติ์ในรูปแบบศิลปะอาร์ต นูโว ในนิทรรศการศิลปะ “อาร์ต นูโว” จัดแสดงถึงวันที่ 27 มี.ค. 2561 ณ หอศิลป์เซเว่นรังสรรค์ ชั้น 1 อาคารซีพีออลล์ สาทร ซอย 5 เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-071-1784