แค่เดินก็ได้เบิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545654

  • วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 15:36 น.

แค่เดินก็ได้เบิร์น

เรื่อง พุสดี

เชื่อหรือไม่ว่า แค่เดินอย่างถูกวิธี เพียงวันละ 30 นาที ร่างกายก็ได้เผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 350 แคลอรี

คำถามคือ เดินให้ถูกวิธีต้องเดินอย่างไร คำตอบคือ เดินแบบที่เรียกว่า FITT Walk หรือ FIT Intensity Trendy Training Walk หมายถึง การเดินเร็วสลับช้าด้วยจังหวะที่ต่อเนื่อง ตามหลักการ High-Intensity Interval Training ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายสไตล์คาร์ดิโอ ที่ผสมผสานกันระหว่างการเดินเร็วและช้าสลับกันไป ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เบิร์นไขมันออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว และช่วยทำให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไม่ต้องหักโหม

ที่สำคัญ ไม่ว่าใครก็ฟิตด้วย FITT Walk ได้ง่ายๆ ด้วยการเดินสลับความเร็ว แบบปกติ แบบเร็ว และแบบเร็วที่สุด สลับไปมา โดยเดินแบบปกติ 1 นาที สลับเดินเร็ว 2 นาที สลับเดินเร็วที่สุด 1 นาที ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาทั้งหมด 30 นาที เพียงเท่านี้ก็ได้เบิร์นไปถึง 350 แคลอรี

สำหรับมือใหม่ที่เบื่อกับการเดินออกกำลังกายเพียงลำพัง วัตสัน ไทยแลนด์ มีเทคนิคง่ายๆ มาแนะนำ โดยการใช้ดนตรีปลุกพลัง (Music Energy) ให้เสียงเพลงคอยกำหนดจังหวะและอัตราเร็วของการเดิน โดยเลือกจังหวะเพลง (Beats per minute หรือ bpm) ที่เหมาะกับการเดินในจังหวะความเร็วที่แตกต่าง

สำหรับจังหวะ 70 bpm ของเพลงป๊อป เหมาะกับการเดินปกติ ฟังแล้วร่างกายจะขจัดความกังวลต่างๆ ออกไป เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย แต่ถ้าเร่งจังหวะขึ้นมาเป็น 100-120 bpm แบบเพลงฮิปฮอป เหมาะกับการเดินเร็ว จะกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงและแข็งแกร่งขึ้น ปิดท้ายด้วยจังหวะ 120+ bpm ซึ่งเข้ากับการเดินเร็วที่สุด

กวีนิพนธ์ธำรงภาษาแม่ สื่อสร้างสุนทรียะและสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545651

  • วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 15:08 น.

กวีนิพนธ์ธำรงภาษาแม่ สื่อสร้างสุนทรียะและสันติภาพ

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

21 มี.ค.ของทุกปีเป็น “วันกวีนิพนธ์โลก” โดยองค์การยูเนสโกกำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางภาษาผ่านบทกวีนิพนธ์ และมุ่งหวังให้เป็นสื่อในการธำรงไว้ซึ่ง “ภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤต”

นอกจากนี้ หากย้อนไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา องค์การยูเนสโกยังกำหนดให้เป็น “วันภาษาแม่สากล” เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ นำไปสู่การพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน ประเทศ และสังคมโลก โดยภาษาของกลุ่มชนต่างๆ ที่ใช้ในบ้าน ชุมชน และในวิถีประจำวันเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Mother Language ตรงกับคำว่า “ภาษาแม่” ในภาษาไทย ซึ่งบนโลกนี้มีหลากหลายกว่า 7,000 ภาษา

ผลผลิตจากภาษาแม่ อย่างงานกวีนิพนธ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของการสื่อสาร และงานกวีนิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงสื่อสร้างสุนทรียะของมนุษย์ หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของมนุษยชาติ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างสันติภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน

สอดคล้องกับการทำงานของศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต (ศฟภว.) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ทำงานวิจัยและงานวิชาการด้านภาษาแม่หรือภาษาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนนาน 14 ปี มากกว่า 26 กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อศึกษา รวบรวม ฟื้นฟู ยกระดับภาษาแม่ และส่งเสริมผู้ใช้ภาษาแม่ให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน สังคม และประเทศ รวมถึงยังมีการนำบทกวีนิพนธ์ภาษาแม่ต่างๆ มาพัฒนาเป็นเพลงและสื่อการสอนในโรงเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศไทย

ศ.เกียรติคุณ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ประธานที่ปรึกษา ศฟภว. กล่าวถึงความสำคัญของภาษาแม่ว่า ภาษาแม่หรือภาษาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ทุกอย่าง เพราะเป็นภาษาที่ใช้ในบ้านหรือชุมชน ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นจะถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วยภาษาแม่นี้

“การเข้าใจภาษาแม่ในแต่ละชุมชนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในโลกปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาคน เพราะจะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนต่างๆ ในรายละเอียด ยกตัวอย่าง ระบบการศึกษา ถ้าโรงเรียนในท้องถิ่นใช้ภาษาแม่เป็นฐานจะทำให้เด็กไม่เครียด มีความสุข และต่อเนื่องความรู้จากที่บ้านเข้าสู่ระบบการเรียนในโรงเรียนได้ดีกว่า แต่ทุกวันนี้โรงเรียนยังเน้นสอนแต่ภาษาไทย ทำให้มีเด็กจำนวนมากไม่สามารถปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่มีภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างออกไปจากภาษาไทยมาก ทำให้เด็กเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาเพราะมีภาษาเป็นอุปสรรค ดังนั้นภาษาแม่จะกลายเป็นเครื่องมือที่จะสร้างการเรียนรู้สำหรับเด็ก และค่อยๆ เชื่อมโยงเขาเข้ากับภาษาไทย”

ทาง ศฟภว. ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการ “การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาชายแดนภาคใต้” ให้ครูใช้ภาษาแม่หรือภาษามลายูปาตานีเป็นสื่อการสอนนักเรียนชั้นอนุบาล แล้วค่อยๆ สอนภาษาไทยทีละน้อย ซึ่งจากการวิจัยและประเมินผลชี้ชัดว่า ภาษาแม่เป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นส่วนช่วยรักษาภาษาแม่และวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่

“ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นทรัพยากร” ดร.สุวิไล กล่าวต่อ “ผิดจากในอดีตที่คิดว่าความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางภาษาคือปัญหาด้านความมั่นคง แต่แท้จริงแล้วความหลากหลายคือทรัพยากรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว เป็นองค์ความรู้ที่หลากหลาย ภาษาแม่จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ เพราะตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ภาษาแม่เสื่อมสลายเร็วมาก เนื่องจากเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งใช้ภาษากลางเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันเราควรมีวิธีการที่จะเดินไปสู่โลกาภิวัตน์อย่างมั่นคง คือปลุกตัวเองด้วย คนไหนไปได้ก็ไป คนไหนไปไม่ได้ก็ยังต้องมั่นคงและยังมีฐานรากที่แข็งแรง”

นอกจากนี้ นักภาษาศาสตร์ได้คาดการณ์ทางสถิติไว้ว่า หากไม่มีการทำอะไรเลย ภายในศตวรรษนี้ร้อยละ 90 ของภาษาในโลก ซึ่งมีกว่า 7,000 ภาษาจะต้องตายไปจากโลกนี้ มีเฉพาะภาษาใหญ่ๆ ภาษาระดับนานาชาติ และภาษาประจำชาติที่มีผู้พูดจำนวนมาก และมีการธำรงรักษาอย่างเข้มแข็งเท่านั้นที่จะรอดปลอดภัย ซึ่งทุกๆ 2 สัปดาห์จะมีภาษาแม่ในโลกนี้ตายไปอย่างน้อย 1 ภาษา ส่วนในประเทศไทยมีภาษาแม่ที่กำลังตายไป 2-3 ภาษา เพราะมีคนสืบทอดน้อยเต็มทน

“ภาษาแม่จะตายไปเพราะนโยบายและการศึกษา ทำให้ภาษาเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจหายไป และเหลือแค่ภาษาใหญ่ๆ ที่มีจำนวนเพียง 10% รวมทั้งเด็กรุ่นใหม่ก็มีจำนวน 50% เท่านั้นที่พูดภาษาแม่ได้ เพราะความอายและไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะภาษาๆ หนึ่งใช้เวลาสร้างหลายพันปี ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ภาษา แต่เป็นความรู้ที่อยู่กับกลุ่มชน ถ้าภาษาหายไป วัฒนธรรมจะหมดไป และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาษาก็จะหมดไปด้วย” ดร.สุวิไล กล่าวเพิ่มเติม

งานวรรณศิลป์ประเภทกวีนิพนธ์นับเป็นทรัพยากรทางภาษาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชน แฝงไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ความเชื่อ พิธีกรรม และสะท้อนโลกทัศน์ของมนุษย์ที่มีต่อสังคมและโลก ดังนั้นการสร้างสรรค์บทกวีใหม่และบันทึกบทกวีเดิมจึงเป็นวิธีการที่จะธำรงภาษาแม่ไว้

อย่างที่ ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หรือ “อาจารย์ชิ” ชาวปะเกอกะเญอแห่งต้นน้ำแม่แจ่ม บ้านวัดจันทร์ จ.เชียงใหม่ และอาจารย์วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้สร้างสรรค์งานเขียนและบทกวีเป็นภาษาปะเกอกะเญอหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือเรื่อง เราคือ เตหน่ากู เรื่องสั้นสอดแทรกบทกวีที่เล่าถึงเตหน่ากู หรือ พิณ เครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาวปะเกอกะเญอ ที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้คนทั่วไปได้อ่านด้วย

“ปัจจุบันชาวปะเกอกะเญอรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเริ่มพูดภาษาไทยคำ ภาษาปะเกอกะเญอคำ ทำให้ทักษะในการใช้ภาษาแม่ของพวกเขาหายไป ซึ่งการสื่อสารกับคนรุ่นเก่าจำเป็นต้องใช้ภาษาแม่อยู่ และจะส่งผลกระทบต่อการกลับไปค้นรากเหง้าในบทกวีดั้งเดิม เพราะคนรุ่นเก่าจะบันทึกองค์ความรู้และภูมิปัญญาในรูปแบบของบทกวี นิทาน เพลงพื้นบ้าน และเพลงกล่อมลูก ถ้าวันหนึ่งคนรุ่นใหม่ไม่รู้คำศัพท์หรือฟังไม่รู้เรื่อง เนื้อแท้หรืออัตลักษณ์ของชนเผ่าปะเกอกะเญอก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้” ดังที่เขากล่าวไว้ว่า “ภาษายัง เผ่าพันธุ์อยู่ ภาษาหาย เผ่าพันธุ์สิ้น”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ชิยังมองว่า แม้คนรุ่นใหม่จะมีความบกพร่องทางภาษาแม่ แต่พวกเขากลับมีความมั่นใจในการแสดงออกถึงความเป็นชาติพันธุ์ เพราะสังคมไทยให้ความยอมรับในวัฒนธรรมและทัศนคติของชาวปะเกอกะเญอมากขึ้น

“นี่คือเกียรติและศักดิ์ศรีของชนเผ่าที่ได้รับการยอมรับและมีพื้นที่ในสังคม เพราะฉะนั้นคนปะเกอกะเญอรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าหากเขารักษาและสืบสานความเป็นชนเผ่า พื้นที่ในสังคมจะยังไม่หายไป ไม่เหมือนคนรุ่นผมที่สังคมทำให้รู้สึกว่า ถ้าเรารักษาหรือยังเป็นชนเผ่าอยู่จะไม่มีพื้นที่ในสังคม เพราะสังคมต้องเป็นไทย แต่ปัจจุบันความเป็นไทยเปิดรับความหลากหลาย ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความมั่นใจที่จะกล้าเป็นตัวเองและไม่ปิดซ่อนตัวเองว่าเป็นชาวปะเกอกะเญอ” เขาสะท้อน

นอกจากนี้ ดร.มิรินด้า บูรรุ่งโรจน์ ประธาน ศฟภว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งกวีนิพนธ์ เพลง และนิทานที่ถูกบันทึกหรือพูดด้วยภาษาแม่ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่มานานของภาษา และความมีศิลปะของกลุ่มชนนั้น กวีนิพนธ์จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นสื่อสร้างสุนทรียะ

“เมื่อไรก็ตามที่นำกวีนิพนธ์มาดัดแปลงเป็นบทกลอนหรือความเรียงที่คนรับรู้ได้ง่ายขึ้น จะทำให้กวีนิพนธ์นั้นไม่จำเพาะอยู่ในพิธีกรรมอย่างเดียว ง่ายต่อการรับรู้ และง่ายต่อการถ่ายทอดต่อไป ซึ่งปัจจุบันบนโลกนี้มีหลายภาษาที่เข้ามาปะทะกับชีวิตของคนมากขึ้น ทำให้คนท้องถิ่นมีโอกาสใช้ภาษาแม่แค่ในบ้าน”

ประเทศไทยมีภาษาแม่ที่อยู่ในภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง 14 กลุ่มภาษา ได้แก่ ชอง กะซอง ซัมเร ชุอุ้ง (ชะโอจ) มลาบรี ซาไก ญัฮกุร โซ่ (ทะวึง) ละว้า (ก๋อง) อึมปี บิซู ละเวือะ มอเกล็น และอุรักละโว้ย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าภาษาแม่เหล่านี้จะสูญหายไปพร้อมกับอายุขัยของคน

“หากไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การส่งต่อภาษาแม่จากรุ่นสู่รุ่นก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะคนในบ้านอาจไปแต่งงานกับคนต่างถิ่นและหันไปใช้ภาษาอื่น ดังนั้นการมีเครื่องมือในการบันทึกจะเป็นตัวเก็บรักษาองค์ความรู้ ประวัติ และความทรงจำของคนรุ่นเก่าไว้ให้คนรุ่นใหม่ต่อไป” ดร.มิรินด้า กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับกิจกรรมในวันกวีนิพนธ์โลกโดยองค์การยูเนสโก นอกจากจะประกาศยกย่องผู้ประพันธ์บทกวีที่ทรงคุณค่า ยังมีการฟื้นฟูงานกวีนิพนธ์ที่อยู่ในรูปแบบมุขปาฐะ การเชื่อมโยงบทกวีนิพนธ์กับศิลปวัฒนธรรมด้านอื่นๆ เช่น การแสดง การขับร้อง ดนตรี ภาพยนตร์ งานทัศนศิลป์ และการเผยแพร่บทกวีรูปแบบสื่อร่วมสมัยเพื่อให้บทกวีสัมผัสถึงจิตใจคนได้ทั่วถึง ซึ่งเป็นแนวทางการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นผ่านสุนทรียะด้านบทกวี

สุขใจเมื่อได้กอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545494

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 10:18 น.

สุขใจเมื่อได้กอด

โดย มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ถ่ายทอดความทรงจำต่อสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต หากล้วนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกแห่งความรัก คิดถึง ถวิลหา ในงานจิตรกรรมสีอะครีลิก นำผลงานมาจัดนิทรรศการ ชื่อ “Molten Love Melt Into Happiness สุข รัก ละลาย”

การสร้างสรรค์ผลงานครั้งล่าสุดจากเรื่องราวและประสบการณ์จริง ที่จะนำพาให้หลายคนย้อนกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความสุข ภายใต้การนำเสนอในรูปแบบภาพวาดการ์ตูนคอมมิก อาร์ต บนเฟรมผ้าใบสีดำ ที่สะท้อนถึงความรักและความศรัทธาจากจินตนาการทั้งอดีตและปัจจุบัน

ชัยพรมีดีกรีเป็นนักแอนิเมเตอร์ระดับโลก เคยฝากผลงานอันเป็นที่รู้จัก อย่างการ์ตูนเรื่อง ปังปอนด์ และภาพยนตร์เรื่อง ยักษ์

ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยรังสิต วาดการ์ตูนประกอบ รวมทั้งทำหน้าที่ไดเรกเตอร์แอนิเมชั่น เรียกว่าหลายบทบาท แต่บนพื้นฐานการสร้างสรรค์

จากการทำงานเกี่ยวเนื่องกับการ์ตูนผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาตลอด ทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่ายทอดเทคนิคอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการเขียนงานลงเฟรมผ้าใบ

“จากผลงานทั้งหมดนี้ ไม่มีภาพไหนที่ใช้การร่างภาพก่อน เพราะไม่อยากให้มีกฎเกณฑ์มาก ปกติจะใช้เฟรมสีขาว แต่พอมองที่พื้นสีขาวมากๆ ไม่เกิดจินตนาการ ไม่เกิดไอเดีย จึงเปลี่ยนมาใช้เฟรมผ้าใบแบบสีดำแทน เพราะมองแล้วช่วยให้เห็นภาพในหัวได้ง่ายกว่า ที่สำคัญการเลือกวาดลงผ้าใบทำให้รู้สึกปลดปล่อย ต่างจากการทำงานแอนิเมชั่นรูปแบบเดิม

ยกตัวอย่าง รูปภาพที่หญิงสาวกำลังกัดกินชีส สังเกตว่าเส้นผมบนหัวเป็นปลาหมึก ตรงนี้สื่อถึงความยุ่งเหยิงวุ่นวายในชีวิตแต่ละวัน ต้องไปสู้ ไปเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย ธรรมชาติของมนุษย์ต้องหาเงินมาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง และการกินชีสก็เป็นแรงบันดาลใจในการหาความสุขให้ตัวเองและเป็นสิ่งที่รัก”

“อยากจะเขียนความรู้สึกตัวเองผ่านการ์ตูนเพราะอยู่กับการ์ตูนมานาน” อีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ส่งผลให้เกิดนิทรรศการนี้ จากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของสุนัขที่ชัยพรเลี้ยงมานาน ด้วยความคิดถึงจึงอยากถ่ายทอดออกมา ท้ายที่สุดตกผลึกเป็นคอนเซ็ปต์ที่ว่า จับคู่กับสิ่งที่รักและแสดงออกผ่านการกอด

ในผลงานมีการแสดงออกการกอดในหลายรูปแบบและหลายสิ่ง อาทิ สัตว์เลี้ยง สิ่งของ ของกิน “เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเรา

สาเหตุที่นำเสนอรูปแบบความรักผ่านการกอด เป็นเพราะการกอดเป็นวิธีแสดงออกทางความรักที่ดีและชัดเจน เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่รักมากเท่าไร ยิ่งอยากจะแทรกตัวเข้าไปจนละลายเป็นส่วนเดียวกัน เหมือนกับบทเพลงที่ว่า อยากจะกลืนกินเธอทั้งตัว ไม่อยากเหลือไว้ให้ใครได้กลิ่น (หัวเราะ)”

งานแอนิเมชั่นต้องมีสูตร มีกฎเกณฑ์ เพราะเป็นศาสตร์ของศิลปะ ต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาร่วม ต้องทำตามเนื้อเรื่อง แต่การทำงานศิลปะชุดนี้เป็นโอกาสที่ไม่ต้องตามเรื่อง แต่ให้เรื่องตามใจศิลปิน

เสน่ห์ของเฟรมผ้าใบ คือ สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ ตรงนี้ช่วยให้ชัยพรเหมือนหลุดออกจากกรอบและสาดจินตนาการใส่ผลงานได้อย่างอิสระ

“งานชุดนี้นอกจากตัวละครที่นำเสนอแล้ว ผมอยากให้คนเห็นเทกซ์เจอร์ของการปาดสีด้วยการใช้พู่กัน เราสามารถเล่นกับสีได้หลากหลายตามความต้องการ หากผิดพลาดก็ทาทับได้ เนื่องจากเป็นงานที่ไม่ออกแบบร่างไว้จึงเกิดเป็นความท้าทาย เพราะถ้าร่างเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นงานประจำในแบบเดิมของเรา เป็นเหตุให้ไม่อยากทำ งานนี้เน้นความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ เพราะงานศิลปะไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์เสมอไป”

ชัยพร เลือกระบายความรู้สึกต่างๆ ผ่านตัวการ์ตูนที่เป็นผู้หญิง เพราะทำให้เขาใส่จินตนาการและสอดแทรกแนวคิดในแง่ของชีวิตจริงลงไปด้วย

“ผมต้องการแค่ตัวละคร แต่ไม่ได้ต้องการตัวบุคคล โดยส่วนตัวมีคาแรกเตอร์ไว้อยู่แล้ว คือเน้น หน้ากลม ตาใหญ่ ซึ่งเหมาะกับผู้หญิง รู้สึกว่าเขียนผู้หญิงแล้วมีความอ่อนโยนกว่าผู้ชาย อย่างขนตา จมูก ริมฝีปาก เพศหญิงช่วยให้ภาพดูสดใสและสดชื่นขึ้น มีรายละเอียดให้เล่นมากกว่า ท่วงท่าและทรวดทรงต่างๆ”

การ์ตูนเซอร์เรียลผสมกับป๊อปอาร์ต ชัยพรต้องการให้งานออกมากึ่งความจริงและเพ้อฝัน เพื่อสอดคล้องและสามารถจินตนาการถึงสิ่งที่รักได้ โดยอารมณ์ของภาพส่วนใหญ่จะเน้นโทนสีเย็นอันเป็นความชอบส่วนตัว

“เพราะอยากให้มีความป๊อปอาร์ตผสมอยู่ด้วย ภาพถึงจะออกมาไม่เป็นการ์ตูนจนเกินไป เพื่อช่วยเพิ่มความรู้สึกจริงๆ เข้าไป พยายามใช้ความคิดบวกกับความเป็นตัวเองเข้าไปในงานศิลปะให้มากที่สุด จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความสุข” ชัยพร กล่าวปิดท้าย

นิทรรศการ Molten Love Melt Into Happiness สุข รัก ละลาย เปิดให้ชมถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ณ Number 1 Gallery 19 ซอยสีลม 21www.number1gallery.com

เติมเศวตชัย นาคสุข กีฬาสร้างสัมพันธ์ สร้างบุคลิกภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545493

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

เติมเศวตชัย นาคสุข กีฬาสร้างสัมพันธ์ สร้างบุคลิกภาพที่ดี

โดย นกขุนทอง/จุฑามาศ นิจประพันธ์

แม้จะมีงานชุกแต่นักแสดงหนุ่มเลือดใหม่ของช่อง 7 สี เติม-เติมเศวตชัย นาคสุข ก็หาเวลาออกกำลังกายให้ได้ เพราะเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็ก เพราะเขาเชื่อว่า กีฬาสร้างอะไรหลายๆ อย่างให้แก่ผู้เล่น ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ สังคม สมาธิ รวมไปถึงบุคลิกภาพ อีกทั้งมีคุณพ่ออดีตนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติไทยเป็นต้นแบบด้วย

“ตอนนี้ที่เล่นอยู่มีฟุตบอล แบดมินตัน และว่ายน้ำครับ ผมเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ผมเรียนที่นิวซีแลนด์ตั้งแต่ 9 ขวบ ตอนนั้นเล่นของโรงเรียน เป็นคลับเล็กๆ ของเมือง

พ่อผมเป็นนักกีฬา เป็นนักปั่นจักรยานทีมชาติ พ่อชอบออกกำลังกาย ผมก็ออกกำลังกายตามพ่อมาตั้งแต่จำความได้ ทำให้ติดเป็นนิสัยเพราะมันดีต่อสุขภาพ และได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ได้รู้จักเพื่อนของเพื่อนอีกที การเล่นกีฬามันทำให้เราเชื่อมความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น”

ฟุตบอล คือ กีฬาที่เติมชอบเล่นที่สุด “ผมชอบเล่นกีฬาทุกประเภท รักบี้ แบดมินตัน เทนนิสผมก็เล่น แต่ชอบฟุตบอลที่สุด เหมือนมันเป็นสิ่งที่ผมเก่งด้วยมั้งครับ แต่ผมก็เก่งทุกกีฬานั่นแหละ (หัวเราะ)”

เติม เล่าว่า พ่อชอบกีฬามวย และเขาเองก็เคยอยากเป็นนักมวย แต่ทางคุณแม่ไม่อยากให้เป็นเนื่องจากเป็นกีฬาที่ดูเจ็บเนื้อเจ็บตัว เขาเลยเบนเข็มมาเตะฟุตบอล

“ผมมองว่าเวลาเล่นกีฬามันสนุก มันท้าทาย เหมือนเราอยากเอาชนะ เวลากลับบ้านไป เราก็มาคิดว่าทำยังไงถึงจะเล่นได้ดีขึ้น

เวลาผมเล่นกีฬาผมจะไม่คิดเรื่องอื่น อย่างถ้าตอนนั้นเรามีปัญหาไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือกับใคร พอเราเล่นกีฬาเราจะได้โฟกัส มีสมาธิ”

ระหว่างศึกษาอยู่ที่นิวซีแลนด์ ผู้คนสนใจในการเล่นกีฬามาก ทำให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง และลองเล่นกีฬาหลายประเภท

“ไม่เคยฝึกใช้แขนซ้ายมาก่อนก็ได้ฝึก ยังได้ฝึกสมองเพราะกีฬาแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันออกไป ถ้าพูดในเรื่องของความสัมพันธ์ หากได้เล่นเดี่ยวก็จะมีความกดดัน เพราะถ้าหากเราพลาดหมายถึงเราพลาดเลยเพราะอยู่ที่เราคนเดียว

หากเล่นเป็นทีมทุกคนจะช่วยกัน มีการแบ่งตำแหน่งหน้าที่และการเล่นร่วมกัน จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่สมาชิกในทีม

การเล่นกีฬายังช่วยในเรื่องของบุคลิกภาพ โครงสร้างในการวิ่งของคนเล่นกีฬามักจะสวยกว่าคนที่ไม่ได้เล่นกีฬา ฟอร์มวิ่งจะสวย เวลาหยิบจับอะไรในที่สูงท่าทางมักจะออกมาดี และการเล่นกีฬาแต่ละอย่างจะมีเทคนิคเฉพาะตัว

ผมว่าการเล่นกีฬามันได้หลายอย่างนะ ได้สังคม ได้เพื่อนใหม่ กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ  เหมือนเราเล่นกีฬามันเท่ เวลาผู้หญิงมองเขาจะรู้สึกว่าคนนี้เก่ง ไม่ใช่เรียนหนังสืออย่างเดียว

หรือในสถานการณ์ที่มันไม่ใช่กีฬา แต่ว่าเราอาจจะต้องวิ่งไปช่วยใครสักคน อย่างคนไม่ได้เล่นกีฬา ถ้ารถมาเขาก็อาจจะไม่รู้หรือรู้ตัวช้า แต่ผมเชื่อว่าคนที่เล่นกีฬาไหวพริบเขาจะเร็วกว่า หลบเร็วกว่า การบาลานซ์ทรงตัวมันดีกว่า

กีฬาช่วยฝึกสมองและผ่อนคลายด้วย ถ้าเครียดผมก็เตะบอล มันทำให้เราโฟกัสตรงนั้น พอเราชนะก็รู้สึกดี ถ้าแพ้ก็ปล่อยวาง”

เติม เล่าเพิ่มว่า กีฬาเป็นเหมือนตัวช่วยในเรื่องการเรียนรู้ภาษาของเขา เพราะช่วงที่ไปนิวซีแลนด์แรกๆ เขาไม่สามารถพูดหรือสื่อสารได้เลย จนมาเล่นฟุตบอล ทำให้ได้ลองสื่อสาร เริ่มจากการจดจำท่าทางลักษณะ และเริ่มเชื่อมต่อกับคำพูด จนทุกวันนี้เขาพูดได้คล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษาแล้ว

“กีฬากับการแสดงมีส่วนคล้ายกัน คือเราต้องมีการเตรียมพร้อม หากพรุ่งนี้มีถ่ายละคร ก็ต้องเตรียมพร้อมมาล่วงหน้า ต้องหาภูมิหลังของตัวละครนั้นๆ คล้ายกับการที่จะลงแข่งกีฬา ก็ต้องมีการฝึกฝน

ผู้กำกับในกองถ่ายก็คล้ายกับโค้ชในสนามกีฬา และเราก็คือส่วนหนึ่งของกองถ่ายและสมาชิกคนหนึ่งของทีม ทั้งสองด้านล้วนต้องใช้ความเป็นทีมเวิร์ก” เติมกล่าวปิดท้าย

เปิดประสบการณ์ใหม่ แบบฟินหนาวหนึบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545490

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

เปิดประสบการณ์ใหม่ แบบฟินหนาวหนึบ

โดย /ภาพ : Withaya Heng

ได้มีโอกาสร่วมทริป โออิชิ ทริปสุดโอ โกเจแปน#2 ที่พาผู้โชคดีไปฟินหนาวหนึบกับ เป๊ก ผลิตโชค โอ๊ต ปราโมทย์ และเหล่าดาราวัยรุ่นจากโซตัส เดอะซีรี่ส์ นอกจากดารานักร้องที่ขนไปร่วมทริปมากมายแล้ว โปรแกรมการท่องเที่ยวก็นับว่าแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ทั้งกิจกรรมแอดเวนเจอร์บนลานหิมะ สวมชุด Drysuite เดินลงไปแช่ทะเลน้ำแข็ง และล่องเรือตัดน้ำแข็ง ชมวิถีชีวิตของสัตว์ในเขตหนาว อาทิ แมวน้ำ นกอินทรีทะเลสเตลเลอร์ กิจกรรมทั้งหมดนี้อยู่ในอุณหภูมิ 0-15 องศาเซลเซียส ประเมินไม่ถูกเลยว่าจะหนาวหนึบขนาดไหน

เราออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินฮาเนดะ โตเกียว บินต่อไปยังเมืองคุชิโร เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮอกไกโด จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบอะคัง ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำตื้น ในฤดูหนาวน้ำในทะเลสาบจะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนากว่า 8 เมตร แปรสภาพเป็นลานน้ำแข็งราบเรียบกว้างสุดสายตา จึงเกิดเป็นลานกิจกรรมที่มี Snow Activities ชนิดต่างๆ ขึ้นมาให้บริการทั้ง Snow mobile, Snow Banana Boat และ Four Wheel Buggy เริ่มต้นคือต้องไปเลือกหมวกกันน็อกที่เหมาะกับหัวของเรา แล้วก็เวียนไปแต่ละฐานได้เลย

Four Wheel Buggy ดูจะเหมาะกับเด็กและผู้หญิงสักหน่อย เพราะคันเล็กแรงค่อนข้างน้อยเน้นปลอดภัย Snow Banana Boat เหมาะจะสนุกเป็นหมู่คณะ แต่ที่นี่ไม่มีกระชากให้ร่วงหล่นตอนจบแบบ Banana Boat บ้านเราเลยตื่นเต้นน้อยไปหน่อย แต่ที่ติดใจคือเจ้า Snow Mobile คันแรง และสนามที่ให้วิ่งก็มีระยะทางไกลที่สุด Snow Mobile นั้นตัวรถหนักถึง 450 กก. ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่ามันจะคว่ำ เครื่องยนต์มีเกียร์เดียว บิดอย่างเดียวเลย ทำความเร็วได้ค่อนข้างสูง แต่เวลาเจอพื้นที่ไม่เรียบมันก็ดีดเด้งเอาเรื่อง ถ้าไม่ตั้งหลักดีๆ แม้ตัวรถไม่คว่ำแต่คนขับอาจถูกดีดออกจากรถได้ เรามีเวลาเล่นถึงห้าโมงเย็นก็เริ่มมืดแล้ว คืนนั้นมีเทศกาลดอกไม้ไฟของชาวอะคังให้ชมกันด้วย

เช้าวันต่อมาหิมะโปรยปรายรับอรุณและมาพร้อมข่าวไม่ค่อยดี คือ พายุหิมะกำลังก่อตัวขึ้นในหลายจุด เราจึงเร่งเดินทางต่อไปยังเมืองชิเรโตโกะ (Shiretoko) เพื่อไปเล่นกิจกรรมแปลกใหม่ของเกาะฮอกไกโด นั่นคือ Drift Ice Walk โดยเราจะสวมชุด Drysuite ซึ่งเป็นชุดดำน้ำสำหรับประเทศแถบเมืองหนาว ชุดนี้จะสามารถกันความเย็นจากภายนอกและยังกันน้ำซึมเข้าด้านในได้ คุณจึงสามารถดำน้ำโดยที่ตัวแห้งสนิท อีกทั้งยังสามารถลอยตัวในน้ำได้อีกด้วย เราจึงสวมชุด Drysuite แล้วเดินลงไปลุยทะเลน้ำแข็งแบบไม่ต้องกลัวแผ่นน้ำแข็งแตก

ความสนุกนั้นเริ่มตั้งแต่ที่คุณเดินลงทะเลไปแล้ว เพราะทะเลนั้นมีคลื่น และคลื่นก็ถูกฟรีซให้เป็นน้ำแข็ง พื้นจึงไม่เรียบต่างจากลานน้ำแข็งอันราบเรียบของทะเลสาบโดยสิ้นเชิง แผ่นน้ำแข็งก็มีความหนาบางไม่เท่ากัน จึงเป็นการเดินวิบากแบบผจญภัยเล็กน้อย คอยลุ้นว่าแต่ละก้าวที่เหยียบลงไปแผ่นน้ำแข็งจะแตกหรือไม่ แต่ถึงระหว่างทางจะรอดมาได้ จุดหมายที่ไกด์นำเราไปคือแอ่งน้ำที่เกิดจากรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง ให้เราได้สามารถลงไปลอยตัวได้ เมื่อลงไปแช่น้ำอันเย็นยะเยือกนั้นจะรู้สึกได้ว่าชุดมีการบีบรัดตัวเข้ามา ถึงตอนนี้มีคนพูดขึ้นว่า เข้าใจแล้วว่าทำไม Jack Dowson ในหนังเรื่อง Titanic ถึงตาย ที่จริงน่าจะตายตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วด้วยซ้ำ

ระหว่างทางที่เรากำลังเดินกลับเข้าฝั่ง จู่ๆ เกิดลมกระโชกแรงเป็นพายุหิมะแบบย่อมๆ พัดเข้าใส่ขบวน จนต้องหลบกันจ้าละหวั่น แม้จะใส่ชุด Drysuite แต่หน้าเราเปิดโล่งอยู่ ถึงหน้าจะด้านๆ หนาๆ ก็ยังรู้สึกเจ็บไปหมด เป็นการเตือนครั้งสุดท้ายก่อนที่พายุหิมะของจริงได้มาเยือนเราในตอนค่ำ ซึ่งลมพัดแรงจนตึกโรงแรมสั่นเลยทีเดียว

พายุหิมะในคืนที่ผ่านมาได้ทำให้ถนนหลายๆ เส้นทางถูกปิด ทางด่วนงดให้บริการ รวมถึงการล่องเรือตัดน้ำแข็งโปรแกรมถัดไปของเราก็ต้องยกเลิกไปด้วย บรรยากาศข้างทางที่เราพบเห็นระหว่างการเดินทางไปเมืองซับโปโร คือหิมะท่วมท้นไปทุกที่ บางแห่งหิมะสูงถึงระดับอกเลย เทียบได้กับบ้านเราก็เหมือนน้ำท่วมนั่นเอง

ทริปของเราจบลงด้วยโออิชิ มินิคอนเสิร์ตของเป๊ก ผลิตโชค โอ๊ต ปราโมทย์ และเหล่าดาราจาก โซตัส เดอะซีรี่ส์ ซึ่งแน่นอนว่าเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่านุชและแฟนคลับได้แบบไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย สำหรับใครที่อยากมีโอกาสแบบนี้บ้าง ก็อย่าพลาดแคมเปญใหม่ของซัมเมอร์นี้ โออิชิ โอทั้งคู่ ยูเลือกได้ พาล่องเรือสำราญที่ญี่ปุ่นกับพี่เป๊กเช่นเคยครับ

ประพันธ์ นภาวงศ์ดี โมเดิร์นสโลว์ไลฟ์ สไตล์ภูมิสถาปนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545488

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ประพันธ์ นภาวงศ์ดี โมเดิร์นสโลว์ไลฟ์ สไตล์ภูมิสถาปนิก

โดย อณุสรา ทองอุไร-จิระวัฒน์ กล้ากะชีวิต   ภาพ    ประกฤษณ์ จันทวงศ์

วิถีสีเขียว ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ถ้าใครมีใจรักก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่คุณสามารถออกแบบและทำมันได้อย่างสบายใจ เช่นเดียวกับผู้ชายคนนี้ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี กรรมการ บริษัท ฉมา ซึ่งมีความหมายว่าแผ่นดิน

โดยอาชีพหลักแล้วเขาเป็นภูมิสถาปนิกที่นอกจากจะมีหน้าที่ออกร่างสร้างแบบพื้นที่ส่วนนั้นๆ ให้คงความธรรมชาติและเหมาะสมกับสถาปัตยกรรมที่มีอยู่แล้วมากมายเฉกเช่นปัจจุบัน แต่ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อมองภาพสถานการณ์ของสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยมลพิษและตึกรามบ้านช่องแทบจะไม่มีพื้นที่สีเขียวให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเลย

หลังจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงเขาเลือกที่จะไปทำงานที่สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านนานถึง 7 ปี เรียกได้ว่าเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างเต็มที่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว เขาเลือกที่จะนำความรู้และแนวคิดต่างๆ กลับมาพัฒนาบ้านเมืองให้อยู่ในสภาวะสมดุลกับธรรมชาติ โดยจัดตั้งบริษัท “ฉมา” ขึ้น เพื่อการบริการดูแลและบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้คงพื้นที่สีเขียวได้อย่างสมดุล

นอกจากนี้ เขายังซึมซับวิถีสโลว์ไลฟ์มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเขาและครอบครัวชนิดที่เรียกว่าแนบชิดกับธรรมชาติเลยก็ว่าได้ “คืออย่างสเกลที่เราเรียนมามันจะออกแบบในระดับเมือง ระดับพาร์ค สวนสาธารณะ หรือว่าพื้นที่ริมแม่น้ำ ส่วนมากคือพื้นที่สาธารณะทั้งหลายในเมือง สิ่งที่เราโฟกัสคือจะทำยังไงให้บ้านเมืองเราอยู่ในสภาวะสมดุลกับธรรมชาติได้นั่นคือ หัวใจหลักของวิชาชีพเรา”

เขาเสริมว่าได้รับแนวคิดนี้มาจากตอนที่อยู่สิงคโปร์ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เองก็ให้ความสำคัญกับการเป็นซิตี้การ์เด้นและเริ่มเป็นเมืองที่เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ฉะนั้นเมื่อกลับมาเปิดบริษัทที่ประเทศไทยก็อยากจะพัฒนาตรงส่วนนี้ เพราะงานที่เขาทำขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานภาคเอกชนอย่าง คอนโดมิเนียม รีสอร์ท จะเป็นกลุ่มหลักๆ

นอกจากนี้ ก็มีงานมาสเตอร์แพลนหลายๆ ที่อย่างตอนนี้ก็ได้ทำในส่วนถนนเขตสาทรปรับปรุงภูมิทัศน์ ฉมา ชื่อบริษัทของเขานั้นแปลว่าแผ่นดิน ซึ่งก็สอดคล้องกับงานที่ทำ ถ้าพูดถึงวิถีสโลว์ไลฟ์ในแบบฉบับของฉมา

เขาว่าตอนนี้ก็เคลื่อนไหวส่วนของเมืองเยอะ เพราะเห็นว่าเมืองต้องการแนวคิดใหม่ในการสร้าง เพราะฉะนั้นนอกจากจะทำงานที่เกี่ยวกับตัวไพรเวทโปรเจกต์ที่เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งโปรเจกต์พวกนี้สามารถสอดแทรกไอเดียถึงความเป็นอยู่ การกินพื้นที่มรดกของเมืองให้สามารถกลมกลืนกับธรรมชาติได้ ด้วยงานแลนด์สเคปมันจะไม่มีฟอร์มที่ชัดเจน แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นในการทำงานของบริษัทนั้นจะนึกถึงไอเดียหลักที่จะทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติสนุกกับการค้นหาการสร้างเมืองในรูปแบบใหม่ๆ ก็ต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าควรจะสร้างเมืองแบบไหนให้มันยั่งยืนเป็นเมืองที่คนอยากอยู่จริงๆ ไม่ใช่เมืองที่มีแต่ป่าคอนกรีต

“ผมรู้สึกว่าเมืองไทยจะถูกผลักไปด้านเพียงด้านเดียว เช่น คุณปลูกผักสีเขียวแปลว่าคุณอนุรักษ์ ผมว่าถ้าจะพัฒนาจริงๆ มันต้องเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ อย่างผมรู้จักกลุ่มบิ๊กทรี หรืออีกหลายๆ กลุ่ม ซึ่งเขาก็ไม่ได้อนุรักษ์จนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย ถ้าคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรคุณต้องคิดว่าคุณยังเก็บหรือคงอะไรไว้ได้หรือเปล่า จริงๆ แล้วเราสามารถปลูกต้นไม้บนอาคารได้ แต่แน่นอนว่าต้องดูในส่วนของโครงสร้างความแข็งแรงการรับน้ำหนักตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของการออกแบบ สำหรับคนที่อาศัยอยู่คอนโดและต้องการมีพื้นที่สีเขียวให้กับตัวเอง อย่างแรกคือต้องเลือกโครงการที่เขามีพื้นที่ให้อย่างตอนนี้ผมทำอีกโปรเจกต์หนึ่งให้ลูกค้าธนบุรีกรุ๊ป เขาก็จะสร้างคอนโดเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง 50% จากปกติ 30% เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะเหมือนเป็นเทรนด์ เพราะโปรเจกต์ทุกวันนี้คือให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวมาก เรียกว่าแข่งกันที่ตรงนี้เพราะอย่างในห้องก็แข่งอะไรกันมากไม่ได้”

เมื่อพูดถึงวิถีสโลว์ไลฟ์คนส่วนใหญ่จะนึกถึงความเรียบง่ายสบายๆ แต่กับสถาปนิกแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยประสบการณ์และวิชาความรู้เฉพาะทางที่เรียนมา ทำให้ต้องเพิ่มเสริมเติมแต่งลูกเล่นต่างๆ เข้าไปในงานเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างบ้านของตนเอง คือตอนเขาทำบ้านใหม่ พี่น้องทุกคนก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยกันดูแลพ่อแม่ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ทุกวันนี้ที่ต้องมีรถยนต์ก็มีที่จอดไม่พอ เขาจึงสร้างบ้านใหม่ให้เต็มพื้นที่ แล้วใช้พื้นที่ในทางสูง โดยเขาใช้พื้นที่ด้านบนดาดฟ้า ทำสวนแทนพื้นที่ข้างล่างที่ต้องไปใช้จอดรถ

“คือเราจะคิดเสมอว่าทำยังไงให้สอดแทรกธรรมชาติเข้าไปได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องกลมกลืนไปกับตัวอาคาร สวนแบบรูฟการ์เด้นก็เป็นสิ่งที่คนจะพูดถึงกัน อย่างที่ฝรั่งเศสตึกหรืออาคารทุกแห่งจะต้องมีรูฟการ์เด้น คือนโยบายนี้มันเกิดมาจากความร้อน ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้เป็นสีเขียว อย่างประเทศร้อนอย่างบ้านเรามันก็จะช่วยไม่ให้ร้อน เพราะต้นไม้พวกนี้ก็จะช่วยสกรีนความร้อนไปหมดแล้ว ปกติเราต้องเสริมอินซูเลชั่นฉนวนกันความร้อน ซึ่งเอาจริงๆ ก็เอาไม่อยู่เท่าไร แต่ต้นไม้ถือเป็นฉนวนกันความร้อนแบบธรรมชาติที่นับวันก็ยิ่งเติบโตแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงามากขึ้น ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้น ให้ความเย็นเท่ากับแอร์ 1,000 บีทียู แถมยังประหยัดไฟอีกด้วย”

อย่างบ้านแต่ละหลังในบริเวณนั้นที่เดินดูเขาก็ต้องการพื้นที่ใช้สอยจนมันกลายเป็นอาคารที่ค่อนข้างใหญ่ จนรู้สึกว่ามันทำให้สภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นสิ่งที่ควรจะคิดไม่ใช่เฉพาะตัวบ้าน แต่เป็นบริบทของเมืองด้วย นี่คือสิ่งที่เขาสนใจว่าจะมูฟชีวิตโมเดิร์นไลฟ์ในสมัยใหม่ของเรายังไง

อย่างที่บ้านก็ปลูกหลายสปีชีส์ไม่ว่าจะเป็น ชมพู่ อโวคาโด ข้าว ผักบุ้ง มะเฟือง มะยม กวางตุ้ง ข้าวโพด ตะลิงปลิง กล้วย แต่จะเน้นดูแบบฟอร์มมันด้วยเพื่อความสวยงาม ตอนนี้ลองปลูกลูกฟิก แล้วก็พวกมะนาวพันธุ์ที่มาจากยุโรปจะเป็นลูกกลมๆ ยาวๆ ปลูกขนุน มะม่วง ชมพู่ ส้มโอ ออกแบบดาดฟ้าให้รองรับน้ำหนักได้อย่างพอเพียง

“เวลามีงานปาร์ตี้ที่บ้านเราก็จะใช้ใบตองเป็นภาชนะแทนจานชาม เพราะจะได้ไม่ต้องล้าง (หัวเราะ) ประดับดอกไม้ที่เราปลูกได้เอง ซึ่งภูมิใจมากๆ ตอนนี้ผมสนใจเรื่องทำปุ๋ยด้วยตัวเองกำลังจะไปเรียนแบบใช้บ็อกซ์อันเล็กๆ ใส่น้ำอีดีเอ็ม ใส่ใบไม้ และเศษอาหารต่างๆ เข้าไปไม่อยากใช้ปุ๋ยที่ไม่ธรรมชาติ เพื่อให้สวนเรายั่งยืน เพราะเราปลูกไว้กินเอง”

สำหรับคนที่รักอยากจะมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ อยู่ในพื้นที่สีเขียวมีมุมให้ได้อยู่กับธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ผนังปูนซีเมนต์ เขาแนะนำว่า “คงต้องหาที่ครับ หลักการคือถ้าจะมีพื้นที่สีเขียวได้ก็ต้องมีแสงแดด มีลมมีอากาศ ที่สำคัญเราต้องรักและดูแลมันจริงๆ จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์จริงของเราๆ คือไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ถ่ายรูปสวยๆ เริ่มง่ายๆ จากตัวเราเอง เพราะทุกวันนี้หากสนใจจริงๆ มีที่ให้ศึกษาและเรียนรู้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเวิร์กช็อปต่างๆ อินเทอร์เน็ต ที่สำคัญต้องออกไปศึกษาให้เข้าใจก่อน พอตอนลงมือทำจะได้มั่นใจ แต่ในที่สุดก็ต้องเผื่อใจเพราะมันคือการทดลอง แต่อย่างน้อยๆ ก็ได้ออกซิเจนได้สีเขียวให้ร่มรื่นใจ และมีความสุขที่ได้อยู่กับธรรมชาติ”  เขากล่าวทิ้งท้าย

วัชรบูล ลี้สุวรรณ วันที่เดินเข้าป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545487

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:37 น.

วัชรบูล ลี้สุวรรณ วันที่เดินเข้าป่า

โดย มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ในวงการบันเทิงชื่อของ โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงมากฝีมือแห่งวิกหมอชิต โลดแล่นอยู่ในวงการมากว่าสิบปี ทว่าหน้าม่านที่ทุกอย่างถูกขีดเขียนไว้ให้เป็นตามบท เขายังมีอีกด้านที่กำกับด้วยตัวเอง นั่นคือจิตวิญญาณของความรักธรรมชาติ และเขาก็ได้ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่บนผืนป่าใหญ่มาแล้วหลายแห่ง

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คือ ป่าผืนแรกที่เขาไป

ตำราจากผืนป่า

จุดเริ่มต้นมาจากการถูกปลูกฝังจากครอบครัว ทำให้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ รักและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ ต้นไม้ ลำธาร สัตว์ นานาสรรพสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะทำลาย ตัดวงจรชีวิต

“ผมเริ่มเข้าป่าภายหลังจากเข้าวงการบันเทิงได้ 2 ปี ในช่วงแรกงานค่อนข้างยุ่ง แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวทั้งเรื่องการเงินและเวลา ทำให้หลังจบงานแสดงส่วนใหญ่จะต้องเข้าป่าเสมอ

ระยะเวลาจนถึงวันนี้เกือบ 10 ปี ป่าที่เคยไปมาแล้ว เช่น ห้วยขาแข้ง แก่งกระจาน เขาใหญ่ ดอยเชียงดาว ไปมากสุด 7 วัน เท่าที่หาเวลาว่างได้”

ชีวิตการเป็นนักแสดงมีคนคอยดูแลประคบประหงม ซึ่งเสมือนดาบสองคม ในด้านที่ได้รับความสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตทำงาน ก็อาจทำให้เสียนิสัย

“บอกตัวเองเสมอ ทุกครั้งที่เริ่มไม่โอเค งี่เง่า ว่ายังมีคนอื่นลำบากกว่าเราอีกเยอะ อย่างเด็กยกไฟในกองถ่าย ทีมงานต่างๆ เขาเหนื่อยว่าเราเยอะ

สาเหตุที่ผมเข้าป่าสิ่งหนึ่งที่ได้เลย คือ ทำให้รู้ว่าชีวิตมนุษย์สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมกับธรรมชาติ เราไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก

สมมติอยู่ในป่าฝนตก เราต้องการแค่ผ้าใบ หรือเต็นท์มาคลุมหัวเราแค่นั้น อาหารอยู่ในป่าไม่ได้กินให้อร่อย กินให้อิ่ม นอนไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตมันไม่ได้ต้องการความซับซ้อนวุ่นวายมากนัก”

การที่จะทำอะไร จำเป็นต้องมีความรู้ในสิ่งนั้น เพื่อที่จะช่วยให้การปรับตัวเป็นไปอย่างง่ายขึ้นเมื่อต้องอยู่ในป่า “เวลาผมจะทำอะไร ทฤษฎีเยอะ ต้องรู้จักสิ่งที่จะทำให้ดี ก่อนจะเข้าป่าก็เริ่มหาหนังสือที่เกี่ยวข้องมาอ่าน จริงๆ ก็อ่านแนวนี้มาตลอด

ผมชอบธรรมชาติ ชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบอ่านนิยายเรื่องเพชรพระอุมา สารคดีทั่วๆ ไปเกี่ยวกับป่า เหมือนเราได้สะสมความรู้มาเรื่อยๆ ทำให้เวลาเข้าป่าเรามีความรู้ในระดับหนึ่ง

อย่างการถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง เวลาเข้าป่าแล้วไม่มีอะไรทำ จึงหากิจกรรมในยามว่าง ซึ่งก็คือการถ่ายภาพสัตว์ป่าและเริ่มทำมาเรื่อยๆ

จริงๆ นั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้ เราก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อย เพราะธรรมะก็คือธรรมชาติ คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่ในป่าเราไม่ต้องการปรุงแต่งอะไรมาก เอาเงินไปเยอะก็ทำอะไรไม่ได้ หรือจะอ่านหนังสือก็ได้ ผมจะติดหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้ไปด้วยเสมอ ก็ได้อ่านจบเล่มในป่าทุกที

ในการเข้าป่าแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่าไปด้วยจุดประสงค์อะไร ถ้าถ่ายภาพต้องกางเต็นท์บริเวณจุดพัก หรือถ้าจะเดินป่าต้องมีสัมภาระที่จำเป็น บางทีไปเช้าเย็นกลับ ไม่ได้นอนเสมอไป แค่ไปซึมซับธรรมชาติ ที่สำคัญคือต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง

ผมชอบเข้าป่าเพราะทำให้เราสงบ ในขณะที่ความเงียบก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าแท้จริงแล้ว เราต่ำต้อยกว่าธรรมชาติมาก มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ได้ยิ่งใหญ่กัน ต้นไม้ต่างๆ มันโตกว่าเราเยอะ เกิดมาไม่รู้กี่ปี”

มนุษย์ตัวเล็กกับป่าใหญ่

ยิ่งได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ยิ่งเกิดความหวงแหน และอยากอนุรักษ์ หากเขาเป็นเพียงหนึ่งกระบอกเสียงที่อยากให้ทุกๆ คนช่วยกัน ซึ่งยังนับว่าโชคดีที่เขาเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง เวลาเอ่ยอะไรออกไป หรือโพสต์ลงในโซเชียลมีคนสนใจจำนวนมากกว่าบุคคลที่ประกอบอาชีพอื่น

“แก่งกระจาน เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเนื่องจากเป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่ก็ไม่วายมีเรื่องของการบุกรุกทั้งจากนายทุนหรือชาวบ้านเอง มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะการขยายพันธุ์

ธรรมชาติซับซ้อนกว่าที่คนเข้าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องต้นไม้ แต่เป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหาร ถ้าขาดจุดใดจุดหนึ่งไปย่อมส่งผลกับส่วนที่เหลือ

ขณะที่สัตว์ทุกตัวก็มีหน้าที่เป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าต่างกันตามธรรมชาติ ตั้งแต่สัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์ด้วยกัน ห่วงโซ่อาหาร เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ มันต้องมีให้ครบ เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะเสียระบบเกิดความวุ่นวาย ทุกอย่างจึงต้องสมดุล

สัตว์ทุกชนิดที่อยู่ในป่า ก็มีหน้าที่ของมัน วัวแดง กวาง เก้ง ก็มีหน้าที่ควบคุมปริมาณพืชไม่ให้เยอะเกินไป เสือโคร่ง เสือดาว ก็เข้ามาควบคุมสัตว์ที่กินพืชเพื่อไม่ให้เยอะจนเกินไป

อย่างช้างเป็นวิศวกรของป่า เดินสร้างทาง สร้างด่าน หรือเดินไปไหนชนลูกไม้ร่วง ให้สัตว์เล็กๆ ตามเก็บกินได้ ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน

หมีกับนกเงือก หลายคนอาจไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์กัน คือ หมีปีนต้นไม้หาน้ำผึ้ง เล็บมันขูดฉีกต้นไม้จนทำให้เกิดโพรง พอโพรงใหญ่ นกเงือกมาเจอก็เข้ามาอาศัยในโพรงนั้นต่อ ซึ่งนกเงือกขุดโพรงเองไม่ได้ นี่จึงเป็นลักษณะของระบบนิเวศที่สมบูรณ์”

แม้จะเข้าป่าหลายหน แต่ทุกครั้งโน้ตยังเกิดความรู้สึกหวั่นกลัวนิดๆ ในความเงียบสงัดของป่าในรัตติกาล แต่นั้นก็กลายเป็นเรื่องตื่นเต้นจนเกิดความสนุก

“ยอมรับว่ากลัว แต่ไม่มาก เคยมีเหตุการณ์หนึ่งไปถ่ายรายการ ซึ่งสถานที่ตั้งแคมป์อยู่ใกล้ลำห้วย ทำให้ดึกๆ ได้ยินเสียงช้างเดิน ณ ตอนนั้นเป็นความรู้สึกกลัวว่าช้างอาจมาถึงจุดที่พักและทำร้ายเราได้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เราเหมือนกับลิงตัวหนึ่งไม่ได้มีพละกำลังจะไปสู้กับช้างหรือสัตว์อื่นๆ ได้เลย”

ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้ง 7 แห่งพงไพร

ได้พบและเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการเข้าป่า แต่โน้ตยังมีความปรารถนาที่ยังไม่สมดังใจครบถ้วนอยู่ นั่นคือการได้พบและถ่ายภาพสัตว์ป่า 7 ชนิด ที่ถูกขนานนามว่า เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งป่า

“ในป่ามีสัตว์ที่เรียกกันว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 ประกอบด้วย เสือโคร่ง เสือดาวหรือเสือดำ ช้าง กระทิง วัวแดง ควายป่า สมเสร็จ เหลือเพียงควายป่าเท่านั้นที่ผมยังไม่เคยเห็น ซึ่งในประเทศไทยเหลือประมาณ 60 ตัว ที่ห้วยขาแข้ง

ทั้งหมดที่ผมเจอล้วนเกิดจากความบังเอิญ บางตัวใช้เวลานั่งเฝ้าในโป่ง 5 วันก็ไม่เจอ แล้วเราก็ไม่รู้ล่วงหน้าด้วยจะเจอตัวอะไร

ที่เจอยากสุด คือ เสือโคร่ง เพราะประสาทสัมผัสมันไว คือโดยธรรมชาติของสัตว์ป่ามีนิสัยกลัวคน ยกเว้นช้าง เมื่อมันได้กลิ่นมนุษย์ กลิ่นเครื่องยนต์ ก็หนีหมดแล้ว ทำให้เจอยากมาก

เข้าป่ามา 7 ปี เจอเสือโคร่งแค่ครั้งเดียว เจอไกลๆ มันไม่เห็นเรา โชคดีถ่ายรูปได้ทัน สมเสร็จก็เฝ้ามาหลายปี เพิ่งถ่ายรูปได้เมื่อปีที่แล้ว เห็นในระยะไกล นึกว่าเป็นแพนด้า (หัวเราะ) เพราะมีลักษณะรวมถึงสีใกล้เคียงกัน

ผมรีบเก็บภาพให้เร็วที่สุด ในขณะที่เพื่อนไปด้วยกันอีก 2 คนไม่เจอ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่นึกถึงทีไรก็ทำให้มีความสุขอยู่เสมอ”

เรื่องเล่าหลังเลนส์

ออกตัวว่าไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ภาพถ่ายสัตว์ป่าของโน้ตก็ถูกนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์อยู่หลายหน่วยงาน

“สัตว์ทุกตัวค่อนข้างมีความว่องไว แทบไม่ได้จัดองค์ประกอบในการถ่ายเลย วิธีการที่ดีที่สุดคือกดชัตเตอร์ให้เร็วและรัวที่สุด (หัวเราะ)

ความยากอยู่ตรงช่วงที่รอมากกว่า เพราะตอนถ่ายจริงๆ เราไม่มีโอกาสทำอะไรมาก สัตว์ก็จะเดินไปที่โป่ง ถ้าเขาไม่เห็นเราเขาก็ใช้ชีวิตของเขาไป กินน้ำกินหญ้า เหมือนเราไปแอบดูเขามากกว่า

ตอนหลังผมเปลี่ยนมาถ่ายมาถ่ายวิดีโอ คือสัตว์เขาไม่ใช่นางแบบ เราจะจัดท่าทางให้ได้ หรือจะต้องรอแสงรอองค์ประกอบต่างๆ อย่างบางทีเจอตอนเที่ยงก็ต้องรีบถ่าย แม้ว่าแสงตอนเที่ยงจะแข็งและตกบนหัว”

ช้าง คือสัตว์ที่โน้ตชอบถ่ายภาพที่สุด “มันตื่นเต้นดี คือเขาเป็นสัตว์ที่ไม่กลัว ช้างป่ามีความน่าเกรงขาม ดูปราดเปรียวระแวดระวังภัย คือดูไม่เชื่อง เราก็ไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรเราไหม ทำให้มีความกลัวความตื่นเต้นอยู่บ้าง

ระยะทางระหว่างที่ช้างอยู่กับเราไกลนะ แต่ด้วยความเป็นช้าง เดินนิดเดียวก็ถึงเราแล้ว คือสัตว์ส่วนใหญ่ วัวแดง กระทิง พอได้ยินเสียง ได้กลิ่นคน มันก็จะเลิกกินน้ำกินหญ้า หันมามองเรา หรือวิ่งหนีไปแล้ว แต่ช้างไม่หนี หรือมักจะเดินเข้าหา

ก็ไม่ได้กลัวขนาดนั้น คือสัตว์ทุกชนิด มนุษย์ไม่ได้เป็นอาหารหลัก เขาก็ไม่ได้ล่าเราอยู่แล้ว เราก็พยายามรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย”

เมื่อเข้าหาธรรมชาติก็ไม่ควรนำสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนธรรมชาติ “การเข้าป่าถ่ายภาพเป็นการเข้าไปรบกวนสัตว์ ถ้าจะทำอะไรอย่างอื่น เราต้องระมัดระวังให้มาก

ผมบอกตัวเองเสมอว่า ขยะทุกชิ้นต้องเอาออกมา ไม่ใช่ทิ้งที่ถังขยะอุทยานนะ เอามาทิ้งที่กรุงเทพฯ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับทางเจ้าหน้าที่ คือพยายามเอาสิ่งที่จะเป็นขยะเข้าป่าไปด้วยน้อยที่สุด และก็ช่วยเก็บออกมาด้วย พวกพลาสติกฝาขวดเจอเยอะมาก ถ้าสัตว์ป่ากินเข้ามันจะตายได้ เป็นสิ่งอันตรายมากๆ

ผู้พิทักษ์ป่าไม่ได้มีหน้าที่ต้องคอยเก็บขยะให้ประชาชน การเข้าป่าไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ เพียงแต่ต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

อย่างฉี่ยังต้องฉี่ใส่กระป๋อง ถ้าเราอยู่ในจุดที่เป็นโป่งแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ มันละเอียดอ่อน บางทีสัตว์มากินแล้วติดโรคก็อาจจะป่วยตายได้ เพราะมีกรณีของสัตว์ป่าที่ติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวป่า”

ป่าสู่สังคม

อีกหนึ่งบทบาทของโน้ต คือ เป็นกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มา 2 ปีแล้ว จากการชักชวนของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ

“เขาเห็นว่าชอบเรื่องราวเกี่ยวกับป่า สามารถเล่าให้คนฟังได้ เขาก็เชิญไปพูดตามสถานศึกษา เราก็ไปช่วยตลอด ไม่คิดตังค์

ความจริงเราก็ไม่ได้มีบทบทมาก เพราะในทีมทุกคนเก่งกันมากอยู่แล้ว แต่เราจะเสริมในส่วนที่ทำได้ ช่วยในเรื่องของการกระจายข้อมูลแชร์ข่าวสารที่ถูกต้อง

การเป็นนักแสดงผมก็มองว่าเป็นความโชคดีของชีวิต เพราะฉะนั้นอะไรที่เราจะตอบแทนสังคมได้ในแบบที่เราทำได้ก็ควรทำเลย

บางคนอาจทำบุญกับสัตว์ ทำบุญกับคนพิการ แต่เรารักป่าเราก็ทำตรงนี้ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราชอบเราจะยิ่งเต็มที่

ที่ผ่านมามีโอกาสทำบุญเยอะมากด้วยความที่แป็นแสดง ซึ่งมันก็เป็นการคัดกรองว่าอะไรที่เราชอบและถนัดจริงๆ เพราะฉะนั้นการทำบุญกับระบบนิเวศ การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผมอยากทำตรงนั้นมากกว่า

ในอินสตาแกรมของผมก็มีโพสต์รูป หรือข้อมูลเกี่ยวกับป่า ซึ่งแฟนคลับก็สนใจ บางทีเขาก็บอกเป็นเรื่องไม่เคยรู้มาก่อน หรือคุณวีรภาพ (สุภาพไพบูลย์) เพื่อนผม เดินมาคุยว่า ผมรู้แล้วนะว่าหมีกับนกเงือกมันสัมพันธ์กันยังไง เราก็ดีใจ

มีคนขอตามเข้าป่าเยอะมาก เพื่อนๆ นักแสดงก็มี แต่ยังไม่มีเวลาว่างที่ตรงกัน ที่สำคัญผมกลัวว่าเขาจะเบื่อกัน เพราะมันนั่งอยู่ในบังไพร นั่งอยู่เฉยๆ จริงๆ เลย ทั้งวัน แต่ผมเป็นพวกพิชิตความเบื่อ

เข้าป่าทุกครั้งเวลารอก็เกิดความเบื่อบ้าง แต่พอกลับไปที่แคมป์อาบน้ำอาบท่า มีกำลังใจขึ้นมาก็ลองดูอีก ทุกวันนี้ก็ยังเบื่อ แต่พออยู่ในเมืองสักเดือนสองเดือนก็เบื่อเมืองกลับเข้าป่าอีก (หัวเราะ)”

สำหรับใครที่สนใจจะเข้าป่า คุณอาจต้องลองสัมผัสด้วยตัวเองมากกว่าฟังเรื่องเล่าจากคนอื่น เพราะจะเป็นการตอบตัวเองได้ว่าชอบหรือไม่ แต่อย่างไรอย่าละเมิดกฎแห่งพงไพร ไม่รุกล้ำ ไม่ระราน ให้คนกับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตลาดคนปลูกคนปรุงเพื่อคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545465

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16:34 น.

ตลาดคนปลูกคนปรุงเพื่อคนรักสุขภาพ

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ : ออร์แกนิก กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน

เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับตลาดคนปลูกคนปรุง ตลาดออร์แกนิกที่รวบรวมสินค้าคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี

มีหลากหลายชนิดตั้งแต่ข้าวสาร ผัก ผลไม้ อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน สินค้าแปรรูปต่างๆ ทั้งของกินของใช้ เช่น สบู่ แชมพู เครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ตลอดจนสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ

ทุกวันเสาร์ต้นเดือน ทั้งเกษตรกรเจ้าของผลผลิตที่เป็นสมาชิกของตลาด จะนำผลผลิตจากไร่สวน หรือจากฟาร์มของตัวเองมาวางขายในตลาดคนปลูกคนปรุง ซึ่งจัดอยู่ที่ลานกว้างใต้ร่มไม้ของร้านอาหารยามเย็น ถนนอุทยาน เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ โดยมี กุลพัทธ์ จรัลชวนะเพท เจ้าของร้านยามเย็นและเป็นสมาชิกตลาด พร้อมดูแลอำนวยความสะดวก

เจ้าของร้านอาหารยามเย็น เล่าถึงการเกิดขึ้นของตลาดคนปลูกคนปรุงว่า มาจากการจับมือกันของคน 3 กลุ่ม ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน” ที่ต้องการส่งต่ออาหารออร์แกนิก สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีให้ถึงมือผู้บริโภค

ประกอบด้วย 1.กลุ่มปลูก หมายถึง เกษตรกรผู้ผลิตอาหารหรือวัตถุดิบเพื่อนำมาวางขายในตลาด 2.กลุ่มปรุง คือ เจ้าของร้านค้าร้านอาหารที่นำวัตถุดิบของเกษตรกร มาแปรรูปหรือทำอาหารให้กับลูกค้าได้บริโภค และ 3.กลุ่มเปลี่ยน คือกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของผู้มาซื้อของในตลาด

“แนวคิดในการตั้งตลาดของเรามีอยู่ว่า ผู้ปลูกหรือเกษตรกรที่จะนำสินค้าหรือวัตถุดิบมาขายในตลาดคนปลูกคนปรุงได้  ต้องปลูกหรือผลิตในวิถีของอินทรีย์ กล่าวคือไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งแน่นอนว่าสมาชิกที่เป็นเกษตรกรที่สามารถนำสินค้ามาขายในตลาดจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาและคัดเลือกจากคณะกรรมการตลาด

นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนเราก็จัดกิจกรรมพาเจ้าของร้านอาหาร ผู้บริโภค ไปเยี่ยมชมดูงานที่สวนหรือฟาร์มของเกษตรกรสมาชิกเพื่อจะได้รู้กระบวนการผลิตของเขา เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้า เกษตรกร และเจ้าของร้าน

ผู้ปรุงหรือเจ้าของร้านอาหาร ยกตัวอย่างเช่นร้านของผม จะต้องใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบที่ดี สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เครื่องปรุงรสก็ต้องเลือกคุณภาพดี มีความปลอดภัย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ผู้บริโภคกินแล้วดีต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันกรรมวิธีในการทำอาหารก็ต้องใส่ใจด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ แล้วร้านผมเองก็ขายอาหารสุขภาพด้วย ซึ่งผมก็ใช้วัตถุดิบอินทรีย์ของเกษตรกรนี่แหละ”

ขณะที่ผู้เปลี่ยน หมายถึงผู้บริโภคที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาด กุลพัทธ์ก็หวังว่าเมื่อเขามาซื้อของที่ตลาดแล้ว ต่อไปจะหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพตัวเอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในการดูแลสุขภาพ เช่น จากเมื่อก่อนใช้วัตถุดิบที่มีสารเคมี ใช้เครื่องปรุงรสที่ใช้สารสังเคราะห์ หรือสารปรุงแต่งจากเคมีในการปรุงอาหาร ก็เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ ปลอดสารเคมีเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

“พูดง่ายๆ คือทั้งสามกลุ่มที่กล่าวมาเราต้องการให้ลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในที่สุดแล้วหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการใช้วัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก หรือผลิตในวิถีของเกษตรอินทรีย์ เราอยากเห็นทุกคนสุขภาพดี มีความสุข ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน

เกษตรกรก็มีความสุขได้ขายของดีๆ และปลอดภัยให้ผู้บริโภค ผู้บริโภคได้กินอาหารปลอดภัยก็สุขภาพดี ทุกคนแฮปปี้ นี่คือเจตนารมณ์และความตั้งใจของพวกเรากลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยนที่ได้ร่วมกันตั้งตลาดนี้ขึ้นมา”

จุดเด่นอย่างหนึ่งของตลาดคนปลูกคนปรุงที่กลุ่มคนปลูกปรุงเปลี่ยนริเริ่มจัดขึ้นนี้ นอกจากการขายสินค้าออร์แกนิกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแล้ว ยังมีการจัดกิจกิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ ไม่ซ้ำกัน บางครั้งก็มีเสวนา โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ในเรื่องออร์แกนิก เกษตรอินทรีย์ และการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ให้กับประชาชนที่มาเดินตลาด ซึ่งหลายคนพาครอบครัวมาด้วย

“เวิร์กช็อปเราเน้นครอบครัวพ่อแม่ลูกได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนใหญ่เป็นเวิร์กช็อปทำอาหารเน้นอาหารไทยเป็นพิเศษ เรามีแนวคิดว่าอาหารตำรับเก่าแก่กำลังถูกลบลืม หากไม่รีบส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไปคนก็จะไม่รู้จัก เช่น เวิร์กช็อปสอนทำแตงโมปลาแห้ง เมนูของหวานสูตรโบราณหากินยาก ซึ่งก็เรียกความสนใจจากพ่อแม่ลูกได้อย่างมาก

ทุกครั้งเราจะมีการสอดแทรกความรู้ในเรื่องออร์แกนิก เรื่องอินทรีย์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ถ้าเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น ให้ความรู้ในการคัดแยกขยะ เป็นต้น”

สำหรับใครที่อยากไปเดินตลาดคนปลูกคนปรุง ตลาดออร์แกนิกเพื่อคนรักสุขภาพ วันเสาร์ที่ 7 เม.ย.นี้ ไปจับจ่ายซื้อของและร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปได้ที่ร้านอาหารยามเย็น

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กุลพัทธ์ จรัลชวนะเพท เจ้าของร้านยามเย็น โทร. 08-4658-2699 หรือที่เฟซบุ๊ก “ออร์แกนิก กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน”

วิชา พูลวรลักษณ์ พาโรงหนังก้าวสู่ยุค 5.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545449

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 15:26 น.

วิชา พูลวรลักษณ์ พาโรงหนังก้าวสู่ยุค 5.0

เรื่อง : จะเรียม สำรวจ

ยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ แม้ว่าปัจจุบันจะครองความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เมเจอร์ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ยิ่งปัจจุบันคู่แข่งของธุรกิจโรงภาพยนตร์ ไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอย่างเช่น Netflix และ iflix ที่เข้ามาเปิดให้บริการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) จึงทำให้เจ้าตลาดอย่างเมเจอร์ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาบริการใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้า

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า การทำธุรกิจภาพภาพยนตร์ที่ดี ไม่ใช่เน้นแค่คุณภาพของหนังที่จะนำเข้ามาฉาย แต่ยังต้องเน้นไปในเรื่องของคุณภาพภาพและเสียง บรรยากาศ เก้าอี้ที่ต้องสะดวกสบาย

เพราะวันนี้ถ้ามีแค่โรงภาพยนตร์อย่างเดียวก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็ได้มีการนำระบบการฉายใหม่ๆ มาให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์การฉายระบบดิจิทัล 2D 3D การนำภาพยนตร์จอยักษ์ 3 มิติไอแมกซ์ และโรงภาพยนตร์ดิจิทัล 4DX เข้ามาฉาย เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมเจอร์ได้พาธุรกิจโรงภาพยนตร์ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้บริการกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำโรงภาพยนตร์ดิจิทัล 4DX มาให้บริการ หรือการให้บริการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

มาปี 2561 นี้ เมเจอร์ขอก้าวไปข้างหน้าในด้านของบริการอีก 1 สเต็ป ด้วยการพาธุรกิจก้าวสู่ “Major 5.0 Digitalization Society” หรือการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยเข้ามาให้บริการลูกค้า เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมเจอร์จึงต้องก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

การก้าวสู่ “Major 5.0 Digitalization Society” ในครั้งนี้เมเจอร์ได้เริ่มพาองค์กรก้าวเข้าสู่ยุคดังกล่าวตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเข้าระบบการฉายจากอเมริกา “ระบบเลเซอร์ โปรเจกเตอร์” ให้ภาพที่คมชัดขึ้นในระดับ 4k หรือมากกว่าระบบเดิม 2 เท่า ความสว่างเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากเดิม และให้เฉดสีเพิ่มมากขึ้นเป็น 35 ล้านล้านเฉดสี จากเดิมเพียง 16 ล้านเฉดสี มาให้บริการใน 3 โรงภาพยนตร์ที่สาขาพารากอน ซีนีเพล็กซ์ ประกอบด้วย Siam Pavalai, Bangkok Airways Blue Ribbon Screen และ Enigma

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปใช้กับโรงที่เป็น Premium Screen อย่างสาขาเอ็มควอเทียร์ เวสต์เกต อีสต์วิลล์ และรัชโยธิน เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าที่ล้ำทันสมัย คุ้มค่า เหมาะกับการชมภาพยนตร์ที่มีอรรถรสอย่างเต็มที่

วิชา กล่าวต่อไปว่า ปี 2561 นี้ ธุรกิจโรงภาพยนตร์และภาพยนตร์ทั่วโลกยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสกับหลายธุรกิจที่ชะลอตัวลง เห็นได้จากอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์และภาพยนตร์ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัล

ในส่วนของบริษัทเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง Virtual Reality (VR) มาต่อยอดธุรกิจ โรงภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ IMAX VR หรือเกมในรูปแบบ VR แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 7 ของโลก ด้วยการร่วมทุนกับไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น ในสัดส่วน 50:50 เพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามา

ก่อนหน้าที่นำเทคโนโลยี VR เข้ามาให้บริการในไทย ได้มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปเปิดให้บริการมาแล้วใน 6 แห่ง คือ ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง โตรอนโต ประเทศแคนาดา อังกฤษ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่ดีอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เข้ามาร่วมเป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์ให้ ภายใต้ชื่อ “AIS IMAX VR”

“เราต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดและประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้ชมภาพยนตร์ ด้วยเทคโนโลยี VR ที่ก้าวล้ำ ด้วยแว่น VR จาก StarVR HTC Oculus และเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหวบนตัวผู้เล่น ผู้เล่นจะถูกส่งเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่สมจริงมากกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้”

สำหรับบริการของ “AIS IMAX VR” ที่วิชานำมาให้บริการที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ประกอบด้วย ห้อง 8 ห้อง ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสามารถปรับให้เข้ากับประสบการณ์ของแต่ละเนื้อหา VR ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นเดี่ยว หรือผู้เล่นแบบทีม

นอกจากนี้ ยังมีห้อง GloStation จะเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่จะพาผู้เล่นเกมหลุดไปยังประสบการณ์นั้นๆ โดยมีความสมจริงที่เหนือกว่าห้องอื่นๆ อีกทั้งยังรองรับผู้เล่นได้มากถึง 4 คน เพื่อรวมตัวเป็นทีมและต่อสู้ด้วยระบบที่ทำให้ผู้เล่นสามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ

ในส่วนของเกมที่นำมาบริการลูกค้าจะมีด้วยกัน 7 เกม คือ John Wick Chronicles, Justice League, Space Flight : Orbital Emergency, Deadwood Mansion (GloStation), Raw Data, Life of Us และ Eagle Flight ซึ่งในส่วนของระยะเวลาการเล่นแต่ละเกมจะอยู่ระหว่าง 7-30 นาที ในราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท/คน/เกม ยกเว้นเกม Deadwood Mansion (GloStation) 650 บาท/คน/เกม

วิชา กล่าวอีกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เมเจอร์ต้องหาอะไรใหม่ๆ มาให้บริการผู้บริโภคอยู่เสมอๆ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักที่บริษัทจะให้ความสำคัญนับจากนี้ เพื่อพาธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุค 5.0

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเกม VR เราจะเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีความแปลกใหม่ เช่น กลุ่มวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงเหล่าเกมเมอร์ที่ถือเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตและค่อนข้างน่าสนใจในตอนนี้”

นอกจากจะให้ความสำคัญกับบริการด้วยการนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าแล้ว วิชายังให้ความสำคัญกับการขยายสาขาโรงภาพยนตร์ใหม่ๆ ควบคู่กันไป เนื่องจากตลาดต่างจังหวัดยังมีโอกาสให้เข้าไปขยายธุรกิจได้อีกมาก โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรอง

“วันนี้แลนด์สเคปของการทำธุรกิจเปลี่ยนไปหมดแล้ว นับจากนี้ไปเราจะไม่เน้นทำโรงหนังแค่เฉพาะในจังหวัดใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เรามองไปถึงระดับอำเภอและตำบล ซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจที่เราจะจับมือร่วมกัน เพื่อนำโรงหนังเข้าไปเปิดให้บริการคือ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์และห้างเทสโก้ โลตัส”

จำนวนโรงภาพยนตร์ที่วิชาจะนำไปเปิดให้บริการในห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์และห้างเทสโก้ โลตัส ในตลาดต่างจังหวัดจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 โรง มีที่นั่งประมาณ 150-200 ที่นั่ง เนื่องจากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะมีน้อยกว่าสามารถในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก

“แม้รายได้จากโรงหนังในระดับอำเภอและตำบลอาจสู้ในเมืองไม่ได้ เนื่องจากจำนวนประชากรในพื้นที่ ราคาตั๋ว และจำนวนโรงหนังมีความแตกต่างจากกรุงเทพฯ แต่มันก็คือ โอกาส ในเมื่อเราต้องการให้ผู้ชมในต่างจังหวัด เพื่อให้ได้สัมผัสกับเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ดี เราก็ต้องเจาะลึกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเมืองใหญ่มีศูนย์การค้าเปิดเกือบครบแล้ว”

ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้านำธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปบุกตลาดต่างประเทศ เน้นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีเป็นหลัก จากปัจจุบันได้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์เข้าไปเปิดให้บริการแล้วใน สปป.ลาว และกัมพูชา

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวถือเป็นการเดินตามยุทธ์ศาสตร์ที่วิชาได้วางไว้ว่าจะพาธุรกิจโรงภาพยนตร์ก้าวสู่ 1,000 โรง ในปี 2020 (2563) หรืออีก 2 ปี แบ่งเป็นในประเทศไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี 100 โรง

ผิวมีปัญหา เทคโนโลยีช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545252

  • วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ผิวมีปัญหา เทคโนโลยีช่วยได้

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น แสงแดด ความเครียด ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ทางใบหน้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวพรรณที่เคยสดใสตึงกระชับ กลับกลายเป็นหมองคล้ำ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และหย่อนคล้อย คุณอาจย้อนวัยหรือหลีกเลี่ยงตัวการที่ทำให้ผิวร่วงโรยไม่ได้ แต่คุณสามารถชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้นได้

ปัญหาผิวสร้างความกังวลให้กับทุกคนที่เป็นเสมอ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนเราบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น การผจญแดดโดยไม่มีการป้องกันผิว การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้ได้รับรังสียูวีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคอมพิวเตอร์ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก หรือแม้กระทั่งความเครียดก็เป็นสาเหตุได้

สิ่งแรกคือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพผิว เช่น เวลาออกแดดทุกครั้งควรใช้ครีมทากันแดด ไม่สูบบุหรี่กินเหล้า ไม่นอนดึก ไม่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ แต่ถ้าเป็นแล้วก็อาจจะดูแลและรักษา ด้วยวิธีที่เหมาะสมและขึ้นอยู่กับปัญหาที่เป็น

ปัจจุบันยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย อย่างศูนย์ผิวหนังของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งมีโปรแกรม Photo Rejuvenation เป็นการนำเทคโนโลยีแสงเลเซอร์และคลื่นแสงความเข้มสูงมาใช้ในการแก้ปัญหาและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าให้กระจ่างใส เรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยจางลง และยกกระชับ ด้วยเครื่องมือ 4 ชนิดที่มีคุณสมบัติโดดเด่นแตกต่างกันออกไป โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกใช้ชนิดของเลเซอร์หรือคลื่นแสงที่เหมาะสมและตรงกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล

การฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาใส โดยนำเอาคลื่นแสงความเข้มสูงที่เรียกว่า IPL (Intense Pulse Light : IPL) มาใช้แก้ปัญหาความผิดปกติต่างๆ ของผิวทั้งหลายได้อย่างครอบคลุม โดยคลื่นแสงไอพีแอลจะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เนียนกระจ่างใสขึ้น รูขุมขนที่เปิดกว้างจะเล็กลง กระ ฝ้า ริ้วรอยจางลง ผิวกระชับขึ้น รวมถึงช่วยกำจัดขนในบริเวณที่ไม่ต้องการได้อีก

ด้านการกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อผิวกระชับ ด้วยเลเซอร์เจนทัลแย็ก (Gentle YAG) มาใช้ ซึ่งแสงเลเซอร์นี้จะผ่านทะลุชั้นหนังกำพร้าลงไปยังเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน กระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ทำให้ผิวหนังกระชับและริ้วรอยลดลง นอกจากนี้ยังสามารถลดรอยแดง เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหน้าได้อีก

Fotona 4D อีกนวัตกรรมที่ส่งพลังงานสู่โครงสร้างชั้นผิวหนังได้หลายระดับ จากการผสมผสานการทำงานของคลื่นพลังงานสองคลื่นคือ Nd:YAG และ Er:YAG ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าและผิวบริเวณรอบดวงตาได้หลากหลาย ตั้งแต่ลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลอกเซลล์ผิวชั้นบนทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส ลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยรอบดวงตา กระชับรูขุมขน และช่วยให้หลุมแผลเป็นบนใบหน้าตื้นขึ้น

สำหรับปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีบนผิวหนังของคนเรา เทคโนโลยีอย่าง HELIOS III ซึ่งใช้เลเซอร์ชนิด Q-switched Nd:YAG laser ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาผิวพรรณ ทั้งผิวหนังชั้นตื้นและชั้นลึก เช่น กระลึก กระตื้น ปานดำ รอยด่างดำ ฝ้าลึก ฝ้าตื้น และลบรอยสัก

แสงเลเซอร์จาก HELIOS III จะถูกดูดซับด้วยเมลานินในเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เซลล์เม็ดสีถูกทำลายและสลายไปโดยเนื้อเยื่อรอบข้างไม่ถูกทำลายไปด้วย จึงช่วยให้โทนสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น ผิวกระจ่างใสขึ้น กระ ฝ้า รอยด่างดำจางลง และช่วยลบรอยสักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากใครที่ประสบปัญหาทางด้านผิวหนังที่กล่าวสามารถไปปรึกษาคุณหมอ ตรวจและรับการรักษาได้ที่ศูนย์ผิวหนังเเละความงามด้านผิวพรรณ อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 12 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 33 สุขุมวิท ซอย 3 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 ติดต่อสอบถาม โทร. 02-011-5999 นัดหมายเเพทย์โทร. 02-011-2222