9 จุดหมายย่านราชประสงค์ เพื่อความสวย & สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546219

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:34 น.

9 จุดหมายย่านราชประสงค์ เพื่อความสวย & สุขภาพดี

โดย ปอย

 ไม่ต้องรถติดกลางถนนให้เสียอารมณ์ เสียเวลา แค่ลงบีทีเอสแล้วใช้ทางเดินเชื่อมต่อกับราชประสงค์ วอล์ก (Ratchaprasong Walk) ก็เลือกได้เลยว่าอยากสวย หรืออยากสุขภาพดี กับ 11 สถานความงามและสุขภาพ รวมกันอยู่ใจกลางมหานคร

ไม่ต้องบินไกลถึงเกาหลี

แลนดิ้งถึงย่านราชประสงค์แล้ว โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามของเกาหลี วอนจิน (Wonjin) ชั้น 10 เกษร ทาวเวอร์ บริการศัลยกรรมความงาม บริการดูแลผิวพรรณ พร้อมด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย ในแนวคิด “Beauty Gallery Surgery” และ “Wonjin Finest Technique” โดยศัลยแพทย์มากเทคนิคจาก Wonjin Academy Program เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-023-7049

คอมมูนิตี้คลาสปั่นจักรยานสุดฮิต

 มาแรงที่สุด! ไทรบ์ คลาสปั่นจักรยานในร่ม ชั้นกราวด์ เพรสสิเดนท์ ทาวเวอร์  แหล่งรวมผู้รักการออกกำลังกาย แฟชั่น และเสียงเพลงไว้ด้วยกัน

 ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อทั้ง 3 อย่างนี้รวมกัน สิ่งพิเศษจะเกิดขึ้น ตลอด 45 นาที การปั่นจักรยานประกอบดนตรี และแฟต-เบิร์น คาร์ดิโอ (Fat-burn Cardio) ได้เคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย เผาผลาญกว่า 800 แคลอรี และรองเท้าปั่นจักรยาน (Cleated Cycling Shoes) ช่วยรองรับประสิทธิภาพการปั่น และการออกแบบท่าเต้นอันเปี่ยมพลัง 

 วันจันทร์-ศุกร์ เปิดบริการ 07.00-21.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 07.00-18.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-0203

เสริมสร้างสมดุลแห่งชีวิต

 ที่สุดของการผ่อนคลายจิตใจ สปาเซ็นวารี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอความเป็นไทยได้อย่างประณีต แนวคิด “สถานที่พักของจิต” เพื่อสมดุลแห่งชีวิต 3 ประการ ได้แก่ ร่างกาย พลัง และจิตวิญญาณ

 ทรีตเมนต์ลิขสิทธิ์ของสปาเซ็นวารี “หม้อเกลือสมุนไพร นวดประคบร้อน” นำหม้อเกลือมานวดประคบร้อน ผสมผสานการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ส่วนแขน ขา ไหล่ และแผ่นหลัง รวมถึงจุดสำคัญของร่างกาย ผสานเข้ากับน้ำมันสมุนไพรสูตรเฉพาะ สกัดจากต้นพิตติเกรน ยูคาลิปตัส และลาเวนเดอร์ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความเมื่อยล้า คลายเส้นเคล็ดตึง  

 เปิดให้บริการทุกวัน 09.00-23.00 น. ติดต่อโทร. 02-100-1234 ต่อ 6511, 6516

ผสานพลังแห่งน้ำ

 สปาแบบธรรมชาติ ควอน สปา (Quan Spa) โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “ควอน” ในภาษาจีนแปลว่า “แหล่งที่มาของน้ำบริสุทธิ์” สื่อถึงพลังงาน ความอุดมสมบูรณ์ และการมีสุขภาพที่ดี

 จุดเด่นคือ ซิกเนเจอร์ ทรีตเมนต์ “Aroma Fusion Massage” เริ่มต้นจากการล้างเท้า และขัดด้วยเกลือกลิ่นเปปเปอร์มินต์เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนในร่างกาย เทอราปิสต์เริ่มนวดประณีต ตั้งแต่เท้า ขา ขึ้นมาถึงช่วงหลังและไหล่ รวมถึงคอ บ่า และศีรษะ จังหวะการนวดอย่างช้าๆ รู้สึกผ่อนคลายจนรู้สึกเคลิ้มหลับไปในที่สุด  

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-125-5100

ออนเซนใจกลางเมือง

 ปัญญ์ปุริ เวลเนส รีทรีต แอนด์ ออนเซน ออร์แกนิก สปา และออนเซน ชั้น 12 เกษร ทาวเวอร์ โดดเด่นของการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศเพื่อสร้างสมดุลของร่างกายจากภายในสู่ภายนอก

 คอนเซปต์ของการดีไซน์เน้นความหรูหราและสง่างาม เพื่อตอบรับเทรนด์ในการดูแลใส่ใจสุขภาพ จุดเด่นของสปาที่นี่คือการนำเอาวัฒนธรรมการแช่น้ำพุร้อนออนเซน ผสานศาสตร์แห่งการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-253-8899

ฟิตแอนด์เฟิร์มเคลื่อนไหวทุกทิศทาง

 การออกกำลังกายสไตล์ ฟังก์ชั่นนัล มูฟเม้นต์  หรือการออกกำลังกายเพื่อเคลื่อนไหวทุกทิศทาง การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่ นิวมูฟส์ (NewMoves) อาคารมณียาเซ็นเตอร์  

 ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลของร่างกาย ด้วยการเคลื่อนไหวเพื่อบริหารกล้ามเนื้อส่วนที่ไม่เคยใช้งาน เช่น กล้ามเนื้อที่เกาะอยู่กับข้อต่อ (Joint) เป็นต้น  

 วันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เปิดบริการ 07.00-20.00 น. วันอังคาร-พฤหัสบดี เปิดบริการ 07.00-20.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 09.00-16.00 น. ติดต่อโทร. 02-652-0539

ท่วงท่าผลาญแคลอรีถึงขีดสุด  

 คนมีเวลาออกกำลังกายน้อย แต่อยากได้ผลลัพธ์แบบครบทุกด้าน ทั้งการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อแข็งแรง และไม่น่าเบื่อ ต้องลองการออกกำลังกายแนวใหม่กับ ฟิซีค 57 ชั้น 4 อาคารเอราวัณ แบงค็อก

 เน้นสไตล์การออกกำลังกายแบบ บาร์-เม็ทธอด (Barre-method) ที่ได้รับความนิยมมากในนิวยอร์ก ด้วยเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อ และการวางท่าทางแบบบัลเล่ต์ พร้อมกับผสมผสานเทคนิคที่เรียกว่า “อินเทอร์วัล โอเวอร์โหลด” (Interval Overload) ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันของร่างกายมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใน 57 นาที   

 เปิดบริการ 07.00-20.30 น. วันศุกร์ เปิดบริการ 07.00-19.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการ 09.00-17.30 น. ติดต่อโทร. 02-652-1703

รักสุขภาพเส้นผมแข็งแรง

 เดอะ แกลเลอรี่ เทียร่า ชั้นล็อบบี้ เกษร วิลเลจ ซาลอนชั้นนำที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ลักซ์ชัวรี่ กรีน ซาลอน พร้อมรังสรรค์ประสบการณ์เหนือระดับ

 ด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แบรนด์ออร์แกนิก ใช้น้ำกรองเพื่อไม่ให้คลอรีนสัมผัสเส้นผมขณะสระ อีกทั้งยังติดตั้งเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างออกซิเจนให้กับหนังศีรษะและปิดเกล็ดผม  

 เปิดบริการทุกวัน 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-1178

แต่งเติมคิ้วและขนตา

 ทิงเกิล ชั้นล็อบบี้ เกษร วิลเลจ บริการต่อขนตาให้เลือกมากถึง 5 แบบ และขนตารุ่นพรีเมียมแบบ Real Mink จากสหรัฐ มีความนุ่มและความหรูหรา

เปิดตัวที่เกษรและย่านราชประสงค์เป็นที่แรก และการสักคิ้ว 3 มิติ ผู้ได้รับการอบรมจาก Amiea เยอรมนี สร้างสรรค์งานสักขั้นสูงดูเป็นธรรมชาติ

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. ติดต่อโทร. 02-656-1345

ดื่มด่ำวิถีไทยโบราณ

อนันตรา สปา โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ นำเสนอหลักสูตรซิกเนเจอร์ “นวดสยาม 2482” วิธีการนวด เอกลักษณ์เพื่อรำลึกถึงปี 2482 ปีสุดท้ายที่ประเทศไทยใช้ชื่อสยาม โดยการนวดบำบัดนี้ได้นำวิถีไทยโบราณที่มีความผูกพันกับไม้ไผ่มาใช้ พร้อมดึงความโดดเด่นจากการนำตัวเลขแต่ละตัวมาเพิ่มความพิเศษให้การนวด

ด้วยการนำไม้ไผ่ “2” ชิ้น ซึ่งมาจากเลข 2 ตัวแรก เข้ามาผสานเทคนิคการนวดถึง “4” แบบ ได้แก่ นวดไทยผสานเข้ากับการนวดไม้ไผ่ นวดกดจุดฝ่าเท้า และนวดประคบสมุนไพร นวดน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลายการบำบัดนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ติดต่อโทร. 02-651-9312

ศาสตร์การนวดแบบจีนโบราณ

นวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าแผนจีนโบราณ ที่ร้านฟุต มาสเตอร์ ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ด้วยเป็นศาสตร์การนวดมาจากไต้หวัน เน้นการกดจุดเพิ่มช่วยรักษาสุขภาพ

กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในและระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เป็นการกดเพื่อส่งปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex) หรือถ่ายทอดพลังผ่านเส้นโคจรไปยังอวัยวะ บรรเทาอาการของแต่ละปัญหา

เปิดบริการทุกวัน 10.00-21.00 น. ติดต่อโทร. 02-684-1506

‘เลี้ยงลูกอิงธรรมชาติ’ ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546211

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

‘เลี้ยงลูกอิงธรรมชาติ’ ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

โดย ฤดูกาล ภาพ : ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ

เวิร์กกิ้งวูเมนและสาวสังคมมากความสามารถ “แอน” ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ เล่าเรื่องราวความผูกพันของเธอและลูกสาว “น้องอเล็กซี่” วัย 4 ขวบ ที่เธอขอเลือกธรรมชาติให้ลูกรักได้สัมผัสและเรียนรู้

ทริปแรกๆ ของน้องอเล็กซี่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเตาะแตะ โดยเธอได้พาไปเปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านพักตากอากาศของครอบครัวที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา “เวลาอยู่บ้านเขาใหญ่เราจะไม่ให้เขาเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรเลย” เธอเล่าถึงทริปประจำของครอบครัว

 “แต่จะให้น้องลองถอดรองเท้าเดินบนหญ้า เพราะเราอยากเลี้ยงลูกแบบอิงธรรมชาติให้มากที่สุด ให้เขาเรียนรู้ต้นไม้ เรียนรู้ธรรมชาติ เล่นกับสุนัขที่เรารับเลี้ยงมา ได้สัมผัสอากาศหนาว อากาศร้อน และหลังจากนั้นเราก็ปลูกฝังเขาว่า ถ้าไปบ้านเขาใหญ่เราจะไปเล่นดินเล่นทรายกัน ทำให้น้องเป็นเด็กไม่กลัวเลอะ แต่จะเล่นกับธรรมชาติเต็มที่ และเราก็ปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยการสัมผัสจริงให้มากที่สุด”

แอน กล่าวต่อว่า การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดยังเป็นการฝึกลูกเรื่องความอดทนในการนั่งรถนานๆ 2-3 ชั่วโมง ฝึกการรอก่อนถึงจุดหมายปลายทาง และเป็นการเตรียมตัวลูกสาวก่อนขยับไปเที่ยวต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเธอวางแผนไว้ว่าจะพาลูกไปเที่ยวฮ่องกงเมื่ออายุครบ 5 ขวบเต็ม

“นอกจากเขาใหญ่ อีกสถานที่ที่ประทับใจคือ สวนผึ้ง เพราะลูกได้ให้อาหารอัลปาก้าด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ได้ใกล้ชิดสัตว์แปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็น ทำให้ลูกกล้าเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก”

แอนยังกล่าวถึงเหตุผลในการพาลูกไปเที่ยวแบบอิงธรรมชาติว่า เนื่องจากเธอมีลูกในยุคอินเทอร์เน็ตทำให้มีความกังวลเรื่องสายตาและภาวะสมาธิสั้น เธอจึงพยายามหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดให้แก่ลูกรัก เพื่อให้ลูกสาวได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาสำหรับการดำรงชีวิตในธรรมชาติ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้และทุกครั้งที่มีเวลา เธอจึงเลือกสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติให้ลูก

“เราชอบพาลูกไปเดินบนหญ้า นั่งบนดิน มากกว่าพาเขาไปโรงหนัง ไปห้าง หรือหยิบยื่นหน้าจอให้เขาเล่นตลอดเวลา เพราะยุคนี้ลูกเข้าถึงอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายมากทำให้ลูกมีสมาธิสั้น ใจร้อน ไม่อดทนรอ เราจึงอยากปลูกฝังชีวิตอีกด้านที่ไม่ติดอยู่กับกรอบสี่เหลี่ยมและไว-ไฟ ให้ลูกเป็นเด็กที่มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและอารมณ์”

การไปเที่ยวแบบครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้อยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา ต่างจากวันธรรมดาที่อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่การงาน

“เรื่องที่แอนให้ความสำคัญมาก คือเราจะมีเวลาบ่มสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้กี่ชั่วโมงในชีวิตนี้ เพราะเมื่อลูกโตขึ้นเราไม่สามารถไปควบคุมเขาได้แล้ว ลูกต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่เราจะฝังให้เขา เราจะทำได้นานแค่ไหน

ดังนั้น การให้เวลากับลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หน้าที่พ่อแม่ต้องบ่มเพาะบ่มสอนให้เขาซึมซับเรื่องที่ดี หลักการใช้ชีวิตที่ดี เขาก็จะโตขึ้นมาเป็นเด็กดีต่อไป” แอนกล่าวทิ้งท้าย

บันทึกความคิดและความทรงจำ ‘ประสาแพร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546208

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:12 น.

บันทึกความคิดและความทรงจำ ‘ประสาแพร’

 โดย รอนแรม ภาพ : ประสาแพร

 หญิงสาวผู้รักการเขียนเป็นชีวิต ได้บันทึกความคิด ความทรงจำ และแง่มุมที่สนใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ประสาแพร” พื้นที่เล็กๆ ซึ่งเป็นสาธารณะของ “แพร” นิธินาฏ ปุโรทกานนท์ นักเขียนที่หลงใหลเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ศิลปะ และถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่สวยงามเหมือนงานศิลป์

แพร เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเปิดเพจในวันสุดท้ายของปี 2560 เนื่องมาจาก 2 เหตุผล

 “หนึ่ง คือเป็นความตั้งใจมานานว่า เราอยากมีแพลตฟอร์มของตัวเอง เพราะเราเป็นคนชอบเขียนหนังสือ ถึงแม้จะทำงานด้านการเขียนมาตลอด แต่ก็ยังอยากมีพื้นที่ที่เป็นของเรา เขียนอย่างที่อยากเขียนจริงๆ”

 สอง คือเรามีเรื่องที่เก็บอยู่ในใจแล้วไม่อยากลืมมันไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะช่วงชีวิตที่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ประเทศอังกฤษเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว พอเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวันทำให้ไม่ได้เขียนถึงมันมาก เราเลยอยากเขียนลงเพจไว้ เพื่อบันทึกความทรงจำของเราส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเรายังจะได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ศิลปะที่เราชอบ ที่เราเห็นมาระหว่างการเดินทาง นำมาพูดตามประสาเราเอง

 ดังนั้น เพจประสาแพรจึงเป็นเหมือนบ่อน้ำให้เราได้พักผ่อน เผื่อใครผ่านเข้ามาอ่านจะได้รับความตลก บ้าๆ บอๆ และสาระที่มีอยู่ไม่มากก็น้อย”

 นอกจากเรื่องราวตามประสาแพร เธอยังถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาไทยที่ค่อนข้างเคร่งครัดในการเรียบเรียงคำ การเชื่อมคำ เชื่อมประโยค คำศัพท์ ตัวสะกด หรืออย่างที่อ่านแล้วจะรู้สึกได้ว่าเป็น “ภาษาสวย” ซึ่งหาคนที่ให้ความสำคัญกับภาษาเช่นนี้นั้นได้ยากนักในโลกออนไลน์

 เธอกล่าวต่อว่า แม้เรื่องราวในเพจประสาแพร จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอเอง แต่ทุกคนก็สามารถอ่านและเฝ้ามองชีวิตของผู้หญิงคนนี้ได้ ซึ่งแพรหวังว่าเรื่องราวที่เธอตั้งใจเขียนจะสร้างความเพลิดเพลินให้ผู้อ่าน ส่วนใครที่ได้รับมากกว่านั้น เช่น ได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างก็จะเป็นโบนัสสำหรับผู้นั้นไป

 “คำว่างานเขียน เราต้องนั่งเขียน กลั่นภาษา เรียบเรียงเรื่องราวอย่างดี บางโพสต์หากมีประเด็นที่ไม่แน่ใจก็ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ไม่ใช่จะเขียนอะไรลงไปก็ได้

 ส่วนรูปภาพ มีบ้างที่เราใช้รูปจากแหล่งเขียนก็ต้องให้เครดิตภาพทุกภาพ ทุกเรื่องที่เราเขียนลงไปจึงมาจากการให้เวลาและให้ความสำคัญ ฉะนั้นถ้าใครสนุกกับสิ่งที่เราเล่า เราก็มีความสุขและพอใจแล้ว”

ติดตามบันทึกฉบับภาษาแพรได้ทางเพจเฟซบุ๊กประสาแพร เรื่องราวอีกรูปแบบที่ไม่ใช่เพจท่องเที่ยว ไม่ใช่เพจประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพจศิลปะ แต่เป็นเพจบันทึกชีวิตของผู้หญิงวัย 35 ปี ที่มองย้อนดูชีวิตที่ผ่านมา

พุฒิอมร อุณหะนันทน์+ชัยวัฒน์ เอื้ออมาวนิช หลงมนต์เสน่ห์ของกลิ่นหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546205

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

พุฒิอมร อุณหะนันทน์+ชัยวัฒน์ เอื้ออมาวนิช หลงมนต์เสน่ห์ของกลิ่นหอม

โดย อณุสรา ทองอุไร, จิรวัฒน์ กล้ากะชีวิต  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ชีวิตรื่นรมย์มากขึ้น และกลิ่นเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศ โดยเฉพาะกลิ่นที่ดีย่อมส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกด้านบวกตามมา ซึ่งแต่ละกลิ่นก็จะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ฉะนั้น น้ำหอมหรือสเปรย์ปรับกลิ่นทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไอเท็มเพิ่มความหอมต่างๆ แลดูเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตมากขึ้น

จุดประกายให้ พุฒิอมร อุณหะนันทน์ (หวาย) และชัยวัฒน์ เอื้ออมรวนิช (มาร์ช) สองเพื่อนซี้ที่หลงใหลในกลิ่นหอมของเทียน จับมือกันสร้างธุรกิจเครื่องหอมสไตล์ยุโรปขึ้นมาภายใต้แบรนด์ “มาฌองแดล” พุฒิอมร เล่าว่า

“ตอนเรียนอยู่ฝรั่งเศส เป็นคนที่ชื่นชอบเทียนมาก กระทั่งว่ามีแบรนด์ประจำที่ต้องซื้อใช้ตลอด แต่พอกลับมาประเทศไทยปรากฏว่าราคาที่นี่ค่อนข้างแพงกว่าที่ฝรั่งเศสมาก เนื่องจากต้องเสียภาษีเรื่องการนำเข้าต่างๆ และเพื่อนเราเอง (มาร์ช) ก็เป็นคนชอบทดลองชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว จึงเสนอขึ้นมาว่าลองทำเทียนใช้กันเองดีไหม เพราะถ้าชอบขนาดนี้ซื้อแต่ละทีก็หลายพันบาท ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มศึกษาวิธีทำการทำลองทำใช้กันเองก่อนช่วงปีแรก”

พุฒิอมร เล่าต่อว่า เดิมทีเป็นคนที่ชื่นชอบกลิ่นของน้ำหอมมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งยังเรียนที่ฝรั่งเศสเห็นเขามีเปิดเป็นคอร์สสั้นๆ เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการทำน้ำหอม ด้วยรสนิยมที่ชอบเป็นทุนเดิมยิ่งทำให้เกิดความสนใจและตัดสินใจไปลงเรียน

 เมื่อไปเรียนถึงได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นน้ำหอมที่เราใช้กันอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านกรรมวิธีที่ยากพอสมควร เนื่องจากน้ำหอมแต่ละขวดแต่ละกลิ่นมีอุณหภูมิการต้ม รวมถึงระยะเวลาในการผลิตต่างกัน สำหรับสถานที่ในการผลิตใช้บริเวณส่วนของบ้านก่อนจะต่อเติมจนกลายเป็นโรงงานขนาดเล็กขึ้นมา

 ทางด้านชัยวัฒน์เสริมจากเพื่อนว่า แม้จะเติบโตและเรียนจบที่เมืองไทย แต่รสนิยมความชอบในเครื่องหอมกลับคล้ายกัน สาเหตุหนึ่งที่คิดจะทำแบรนด์ขึ้นมาเอง เป็นเพราะว่าเราอยากทดลองและอยากรู้วิธีการทำ ซึ่งเมื่อทำออกมาแล้วกลิ่นที่ได้ค่อนข้างลงตัว จึงเริ่มทำแจกเพื่อนและคนใกล้ตัวในวาระสำคัญต่างๆ เหมือนเป็นของขวัญ และทุกคนก็จะชื่นชมว่ากลิ่นหอมน่าใช้ถูกใจทุกคน

 ขณะที่ลองผิดลองถูกนานนับปี ในระหว่างนั้นก็ยังคงพัฒนากลิ่นหอมอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้กลิ่นที่พอใจและดีที่สุด

“กระทั่งแม่ของเพื่อนเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่เราทำค่อนข้างดีเนื่องจากเขาใช้ทุกครั้งที่นำไปแจก จึงชักชวนให้ไปออกบูธที่เควิลเลจเพื่อลองเปิดตลาดดู ก่อนจะพัฒนามามีหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าที่แรกอย่างพารากอน แม้จะเริ่มจากการมีหน้าร้านเล็กๆ แต่ทว่าผลตอบรับกลับเป็นที่น่าพอใจ มุมมองของผู้สร้างที่เห็นธุรกิจของตนค่อยๆ เติบโตและขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง ภายในระยะเวลาสี่ปีสามารถเปิดได้ถึงสิบสี่สาขา” ชัยวัฒน์ กล่าว

 ภายในปีนี้เขาทั้งคู่มีแพลนที่จะเพิ่มสาขาที่สิบห้าขึ้นมาอีก นั่นคงเปรียบได้เก็บยาวิเศษที่ทำให้หายเหนื่อย ปัจจุบันมีสินค้าใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น รีฟิลเตอร์ ถุงหอม รูมสเปรย์ เครื่องอัลตราโซนิก แต่จุดเด่นก็ยังคงเป็นเทียน และยังคงคอนเซ็ปต์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมแฮนด์เมดระดับพรีเมียม ดังนั้นทุกขั้นตอนต้องผ่านความละเมียดและความใส่ใจเป็นพิเศษ พุฒิอมร เผยว่า

 “รู้สึกเราจะเป็นแบรนด์แรกเลยในเมืองไทยที่ผลิตเทียนแล้วพิมพ์ชื่อตามที่ลูกค้าสั่งได้ และยังสามารถเลือกกลิ่นเฉพาะได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังรับปรุงกลิ่นใหม่ให้องค์กรต่างๆ ตามต้องการปัจจุบันนี้มีกลิ่นสแตนดาร์ดทั้งหมดสิบแปดกลิ่น

 แม้ในตอนนี้จะไม่ผลิตเองทุกชิ้นเหมือนตอนเริ่ม แต่ซิกเนเจอร์ที่เป็นภาพจำของแบรนด์อย่างพวกเครื่องหอมเราก็ยังผลิตเองอยู่ ภายในปีนี้จะพัฒนาโปรดักต์เกี่ยวกับพวกสกินแคร์มากขึ้น อาทิ โลชั่น บอดี้ มาสซาจ ออยล์ บอดี้โลชั่น แฮนด์ครีม และสบู่ก้อนเพิ่มด้วย”

 เมื่อมองถึงคู่แข่งด้านการตลาดทั้งคู่ เผยว่า แม้จะมีคู่แข่งเยอะแต่เมื่อเทียบกันเรื่องของกลิ่นแล้ว มาฌองแดลค่อนข้างมีความแตกต่าง ด้วยวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากฝรั่งเศส ประกอบกับนำมาปรุงกลิ่นเอง และนำมาสร้างกลิ่นเองอีกทีจนกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน

“อย่างตอนนี้มีธุรกิจร้านดอกไม้ที่ทำร่วมกันขายผ่านออนไลน์ ชื่อร้านว่าลูฟร์เฟอร์ริช เหมือนเราอยากทำสิ่งที่ชอบให้ครบวงจร นอกจากนี้ยังความฝันจะเปิดร้านกาแฟที่ตกแต่งด้วยดอกไม้และกลิ่นหอมเป็นหลัก” พุฒิอมร กล่าว

แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน

 ทางด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนที่รู้จักกันมากว่าแปดปีจากการทำงานที่เดียวกัน ทำให้ทั้งคู่สามารถที่จะดึงศักยภาพในตัวของแต่ละคนออกมาใช้กับงานชนิดที่เรียกว่าลงตัวทีเดียวกับธุรกิจนี้

 ชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่หูธุรกิจของเขาว่า ในรายละเอียดของการทำงานแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องทะเลาะกันหรือถ้ามีก็จะช่วยกันแก้

 “ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกัน ด้วยสัมพันธ์ของเพื่อนสุดท้ายมันก็จะมาเจอกันที่ตรงกลางพอดี ถามถึงข้อดีข้อเสียของการทำงาน เนื่องจากแต่ละคนมีความถนัดกันคนละด้าน พอมาอยู่รวมกันจึงกลายเป็นว่าช่วยซัพพอร์ตกันมากกว่า ส่วนข้อเสีย ในตอนนี้ยังไม่มีเนื่องจากเราเป็นคนขยันกันทั้งคู่ ไม่ชอบอยู่นิ่ง เวลาว่างก็ไปออกอีเวนต์ตลอด

 ส่วน พุฒิอมร กล่าวเสริมจากเพื่อนว่า อย่างที่บอกว่าแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน เรื่องการตลาดก็ต้องยกให้ชัยวัฒน์

 “ส่วนผมก็จะดูแลเรื่องของการผลิต การออกแบบต่างๆ มาร์ชเป็นคนชอบพัฒนาอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่รอบคอบมาก จะห่วงก็แต่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว เนื่องจากปีที่ผ่านมาโหมงานหนักจนเขาล้มไม่สบายเลย” พุฒิอมร กล่าวอย่างห่วงใย

 ทางด้านชัยวัฒน์เล่าถึงเพื่อนว่า

 “เขาเป็นคนโน้มน้าวใจเก่ง มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีเข้ากับผู้ใหญ่ง่าย เขาเหมาะกับด้านสื่อสารองค์กร งานต่างๆ ก็จะผ่านเขาก่อน เหมือนเป็นด่านหน้า เขาจึงเหมาะกับการทำประชาสัมพันธ์ การตลาดให้แบรนด์ ส่วนผมอยู่เบื้องหลังดูการผลิต ดูสต๊อกสินค้า เราถนัดและแบ่งงานกันคนละด้าน ซึ่งก็ลงตัวดีมาก” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

อนาคตอันใกล้ ทั้งคู่อยากโฟกัสที่ตลาดต่างประเทศ ในตอนนี้ตลาดต่างประเทศอย่างมาเลเซีย เกาหลี เมียนมา หรือแม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็นำเข้าแบรนด์ของทั้งคู่ไปขายแล้ว

สำหรับตลาดในประเทศไทยราคายังจับต้องได้ มาฌองแดลมีขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป โดยมีช็อปที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เอ็มควอเทียร์ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพยายามทำราคาให้เหมาะกับคนไทยมากขึ้น

‘เดอะ ปรินเซส’ส ด็อก ไดอารี่’ พระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกในพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546020

  • วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

‘เดอะ ปรินเซส’ส ด็อก ไดอารี่’ พระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกในพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, วสันต์ วณิชชากร

พระปรีชาด้านศิลปะและกีฬาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เป็นที่ประจักษ์แล้ว ล่าสุดทรงนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรกชื่อว่า “The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” และทรงเป็นประธานในการเปิดตัวหนังสือเล่มดังกล่าวส่วนพระองค์ พร้อมประทานสัมภาษณ์พิเศษในงานวันเปิดตัวโดยมี วิธิต อุตสาหจิต ประธานกรรมการ บริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ ในเครือบันลือกรุ๊ป บริษัทผู้ดำเนินการสร้างสรรค์จัดทำหนังสือร่วมงานด้วย

“The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” เป็นเรื่องราวของ “คุณน้ำหอม” สุนัขทรงเลี้ยงและครอบครัว รวมถึงความน่ารักของนานาสัตว์ในรั้ววัง พระจริยาวัตร และความมุ่งมั่นในการทรงงานในทุกพระกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านภาพประกอบสวยงามตลอดเล่ม ในรูปแบบการเล่าเรื่องสนุกสนานสไตล์ comic essay โดยพระองค์ทรงเป็นประธานคณะทำงานในการจัดทำหนังสือเล่มนี้อย่างใกล้ชิด และประทานคำแนะนำทั้งในส่วนของ เรื่อง ภาพ ตลอดจนงานศิลปะต่างๆ

นอกจากนี้ ยังประทานภาพถ่ายของสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อนำเสนอในหนังสือและสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อให้หนังสือนี้มีความสวยงาม สมบูรณ์ เป็นประโยชน์และความสุขต่อผู้อ่านทุกคน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ จะนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ดูแลสุนัข และสัตว์ที่เจ็บป่วยจากหัวใจของคนรักสัตว์

กว่าจะเป็นการ์ตูนพระนิพนธ์เล่มแรก

แรงบันดาลพระทัย ในการจัดทำหนังสือพระนิพนธ์หนังสือการ์ตูน ทรงรับสั่งว่า จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ ด้วยความที่พระองค์หญิงอยู่กับคุณน้ำหอมและคุณตัวเล็กตั้งแต่เด็กๆ เห็นคาแรกเตอร์ของคุณน้ำหอมค่อนข้างมีพิเศษ มีความเปิ่นน่ารัก สูงศักดิ์ รวมถึงพระองค์มีจินตนาการในการคุยกับคุณน้ำหอม คุณน้ำหอมทำให้พระองค์หญิงมีความสุขทุกๆ วัน

“บางวันน่าหมั่นไส้ ท่านหญิงชอบสัตว์มากตั้งแต่สุนัข ม้า ปลา จริงๆ ชอบกระต่าย ชอบสัตว์มาก เหมือนมีความสามารถพิเศษคือเข้าใจเขาลึกซึ้งมาก คุยกับเขารู้เรื่อง เราเหมือนมีจินตนาการ เขาเหมือนเข้าใจเรา มองกันแล้วก็รู้เรื่อง เริ่มจากท่านหญิงทำเพจเล็กๆ ตั้งเป็นไพรเวทก่อน เฟซบุ๊กชื่อ perfume คุณน้ำหอมทั้งหมด อัพเดทว่าวันนี้ทำอะไร กินข้าวเอาหน้าจุ่มชาม จนรู้สึกว่าภาพและสตอรี่เยอะขึ้น ก็เลยคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องทำการ์ตูนสักเรื่องให้กับผู้คนได้อ่าน เราอยากให้คนที่รู้จักน้ำหอมได้ใกล้ชิดกับความน่ารัก อยากแชร์ความน่ารักสดใสของคุณน้ำหอม”

สำหรับความยากของการทำหนังสือ พระองค์เผยว่า เรื่องราวและภาพเยอะเกินไป พระองค์พยายามสื่อสารกับนักวาดที่บางที พระองค์มีเวลาอันจำกัด บวกกับคาแรกเตอร์ สีต้องมีความชัดเจน หน้าตาต้องเป็นอย่างนี้ มีเรื่องเดดไลน์ก็เป็นส่วนสำคัญ

“เราพยายามดึงคาแรกเตอร์ให้เป็นสี อันนี้แค่ 1 สตอรี่เท่านั้น ส่งรูปมาเยอะมากจนนักวาดเลือกไม่ถูก”

ในฐานะทรงเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าและต้องแบ่งเวลามาทำหนังสือการ์ตูน ความยากง่ายต่างกันอย่างไร พระองค์หญิงทรงรับสั่งว่า เรื่องของเวลา ต้องแบ่งให้ได้ว่า เราต้องทำอะไร แต่โชคดีที่ทีมงานพี่เลี้ยง พระสหาย ทีมงานจัดทำทำงานกันหนักมาก บางทีหลังจากทำเสื้อผ้าเสร็จ ทีมงานก็มานั่งคุยกันตอนเย็น หรือตอนไหนที่ว่างก็คุย ดึกแค่ไหนก็คุย อย่างไรก็ต้องมีเวลาทำให้ได้ บางครั้งเห็นท่านอนน้ำหอมแปลกๆ เราก็ถ่ายภาพและส่งรูปให้นักวาด”

ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง

พระองค์มีรับสั่งเพิ่มเติมถึงความรักในสุนัขว่า จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงคุณน้ำหอม เลี้ยงตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่ก่อนหน้านั้นก็เลี้ยงคุณตัวเล็กเป็นพันธุ์ยอร์คเชียร์ฯ เหมือนกัน ปกติก่อนหน้านี้ทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่มาตลอด ได้แก่ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ไซบีเรียน ฮัสกี้ 2 ตัวเลี้ยงสมัยทรงเรียนชั้นประถมก็เลยเลี้ยงชิห์สุ พันธุ์เล็กแต่อ้วน พอชิห์สุตายจึงทรงหันมาเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างเดียว เช่น โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ลาบราดอร์ ฯลฯ

“พอเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ เพื่อนท่านหนึ่งได้นำคุณตัวเล็กเป็นยอร์คเชียร์มาให้เลี้ยง แรกๆ ท่านหญิงไม่ชอบ เพราะเราชินกับสุนัขพันธุ์ใหญ่ พอได้สัมผัสเขาก็มีความน่ารัก วิธีการเลี้ยงก็ไม่เหมือนพันธุ์ชิห์สุเพราะมีความใหญ่มากและตัวหนักมาก แต่ยอร์คเชียร์เป็นพันธุ์หนึ่งใน 10 ของโลกที่ฉลาด และมีคาแรกเตอร์เป็นตัวของตัวเองมากก็เลยเริ่มชอบ หลังจากนั้นพระสหายทูลเกล้าฯ ถวายและได้แนะนำฟาร์มผลิตน้ำหอมมา เราก็ไม่ดูก่อน เราก็เลือก พอเลือกแล้วผ่านไปสัก 1 เดือนเริ่มหย่านมและฉีดวัคซีนเรียบร้อย แล้วค่อยมาเจอกันอีกครั้ง”

ประทานเล่าต่อว่า คุณน้ำหอมเป็นส่วนเติมเต็ม เพราะคุณน้ำหอมเป็นเพื่อนที่ดี ยิ่งตอนคุณน้ำหอมเด็กๆ เขาจะแสบทรวงมาก เขาเหมือนเพื่อนแสบๆ และเป็นเพื่อนที่มีความน่ารัก จะเปิ่นและทำเรื่องปวดหัวได้ทุกเวลา

“เช่น จะนอนแล้วตอนตี 2 นางก็อาเจียนใส่ที่นอน เราก็บอกว่าทำไมต้องอ้วกใส่ที่นอนด้วย ก็ต้องรื้อเปลี่ยน หรืออารมณ์วิ่งเข้ามาปลุกเหมือนในหนังสือ แต่จะเยอะกว่าในหนังสือ 1 ล้านเท่า มีความรุนแรงล้านเท่า มีทุกอารมณ์งอน หรืออยากถ่ายรูปตัวเองก็มี

นางมีคาแรกเตอร์ของตัวเองและมีความฉลาดมาก เขาทำให้เราหัวเราะได้ทั้งวัน และมีความเจ้าหญิงและแฟชั่นนิสต้า เขามีจินตนาการของเขา เพราะเขาอยู่กับคนมาก ทุกคนก็ให้ความรักเขา เขามีคาแรกเตอร์ของความเป็นนางแบบเพราะเขาคิดว่า เขาสวย และเราคิดว่าเขาสวยกว่ายอร์คเชียร์เทอร์เรียที่เจอยกเว้นในสายประกวด

บางทีเขาไปประกวดเขารู้ว่าเขาไม่ใช่หมาที่สวยที่สุดในงาน แต่เขารู้สึกว่าเขาน่ารัก เขามีความเปล่งประกายมากกว่าหมาพันธุ์อื่น ท่านหญิงอยากให้เขาเป็นธรรมชาติ เวลาเขาประกวด ตาเขาจะมีชีวิตชีวามากกว่า เวลาเดินไปไหนมีแต่คนมอง มองเยอะกว่าเราอีก บางทีมีหมาเดินตามนะ (ทรงแย้มพระสรวล) นี่คือวีรกรรมของนาง เวลาเดินไปร้านไหนคนจำได้ ก็โอเค เราก็แกล้งบอกให้นางเลือกของให้หน่อยซิ เขาก็เลือกของถูกอีก เขามีความฉลาดมาก บางทีนอนบนศีรษะเราเลย เราก็นอนบนหัวได้แต่ขอมีสเปซนิดนึง ดิฉันจะนอนอยู่ใต้หมอนอยู่แล้ว”

สิ่งที่ทรงได้จากการทรงเลี้ยงสุนัขคือ ความเพลิดเพลิน ได้ความสนุกสนาน และให้ความสุขดี สำหรับความรักในสุนัขนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหรือไม่ ทรงมีรับสั่งว่า จริงๆ แล้วความรักสุนัขถือเป็นพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่โบราณ เพราะสุนัขคือเพื่อนที่ติดตามและมีความจงรักภักดีสูงที่สุดกับเจ้าของ เป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน เป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขของพระองค์จริงๆ สามารถอยู่ได้กับทุกเพศทุกวัย ทุกสายพันธุ์ เมื่อเขาดูแลเราทางด้านจิตใจแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีด้วย

สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ยังทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงมีรับสั่งว่า จริงๆ แล้วอยากช่วยโรงพยาบาลสัตว์ทุกที่แต่เราเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์เกษตรก่อน เพราะสัตว์เลี้ยงที่บ้านรักษาที่นี่ ตั้งแต่คุณทองแดงเป็นต้นมา และคุณน้ำหอมและครอบครัวก็รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรแห่งนี้

ทรงงานแบบมืออาชีพ

5 เดือนของระยะเวลาในการทำหนังสือพระนิพนธ์การ์ตูนเล่มแรก พิมพ์พิชา อุตสาหจิต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเครือบันลือกรุ๊ป กล่าวว่า ทีมงานบันลือกรุ๊ปทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ และสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่มีโอกาสได้ถวายงานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์เล่มแรกในรูปแบบการ์ตูน

“เราต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ในขั้นตอนการทำงานนั้นพระองค์ทรงพระเมตตาเป็นประธานคณะทำงาน ประทานพระดำริ และถ่ายทอดเรื่องราวมากมายให้ทีมงาน และนักวาด ประทานภาพถ่าย และวิดีโอสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อเผยแพร่ในหนังสือเล่มนี้ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมถึงประทานคำแนะนำ และดูแลรายละเอียดอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านเทคนิคการเล่าเรื่อง และงานดีไซน์ ซึ่งเป็นพระปรีชาสามารถพิเศษของพระองค์ แม้จะทรงมีพระกรณียกิจมากมายก็ทรงแบ่งเวลาจัดทำให้หนังสือสำเร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นผลงานที่สนุก ลายเส้น และสีสันสวยงามน่ารัก เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความรัก และความอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ขันในแบบเฉพาะพระองค์ ซึ่งน่าจะถูกอกถูกใจแฟนๆ กลุ่มนักอ่านทุกเพศทุกวัย และกลุ่มคนรักสุนัข และสัตว์ต่างๆ”

ด้านนักวาดภาพที่ได้ทำงานถวายในหนังสือเล่มนี้คือ ปนิศา ภูมิสิงหราช เจ้าของนามปากกา Fastbeam กล่าวถึงความรู้สึกในการถวายงานครั้งนี้ว่า สำหรับนักเขียนการ์ตูนธรรมดาๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท พอรู้ว่าได้ถวายงานครั้งแรก เกิดความรู้สึกไม่เชื่อก่อนตัวเองว่าจะได้รับหน้าที่นี้ พอเรารู้ว่า เราต้องทำจริงๆ ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก และต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งความท้าทายในการทำโปรเจกต์นี้คือ เวลาในการทำงานที่จำกัด

“สำหรับนักเขียนการ์ตูนธรรมดาๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานรับใช้ใกล้เบื้องยุคลบาท รู้สึกภูมิใจ และดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถวายงานครั้งนี้ จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ ทุกรูป ท่านหญิงทรงตรวจเองทุกรูป ส่งรูปทุกรูปมาให้ ท่านพยายามตีความทุกอย่าง ดึงคาแรกเตอร์ทุกพระสุนัขออกมาให้ชัดเจนที่สุด ทรงเป็นกันเองกับทีมงานมากๆ” ปนิศา เล่า

สิ่งที่ทีมงานได้มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ คือแนวทางในการทรงงานแบบมืออาชีพของพระองค์ในทุกบทบาท เรื่องราวในหนังสือของพระองค์นั้น ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคน ในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ความรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ อุปนิสัยความรักในงานศิลป์ การอ่าน และการจดบันทึก ความช่างสังเกต และมุมมองความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความมีเมตตาต่อสัตว์ด้วย

นอกจากความน่ารักในเล่มแล้ว รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ หลังหักค่าใช้จ่าย ยังทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย นับเป็นผลงานน่าสะสมที่มีคุณค่าต่อแวดวงการอ่านและวงการสื่อมวลชน ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้อ่านได้ทั้งประโยชน์ ความอิ่มเอมใจ และความสุขกันทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

“ครั้งแรกที่ได้ถวายงานรู้สึกเกร็งและตื่นเต้นมาก สิ่งที่ทีมงานได้มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ คือ แนวทางในการทรงงานแบบมืออาชีพของพระองค์ในทุกบทบาท ทรงตรงต่อเวลามาก ทรงเมตตาทีมงานและทรงเปิดกว้างกับทีมงาน โปรดให้ทีมงานนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลา เรื่องราวในหนังสือยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคน ในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ อุปนิสัยความรักในงานศิลป์ การอ่าน และการจดบันทึก ความช่างสังเกต และมุมมองความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความเมตตาต่อสัตว์อีกด้วย” พิมพ์พิชา เล่า

หนังสือ “The Princess’ Dog Diary : บันทึกคุณน้ำหอม สุนัขทรงเลี้ยงของเจ้าหญิง” จัดพิมพ์บนกระดาษถนอมสายตาด้วยเทคนิคการพิมพ์ 4 สี รายได้จากการจำหน่ายหนังสือหลังหักค่าใช้จ่าย นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุน โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป และที่งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 16 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-8 เม.ย. ที่บูธบันลือบุ๊คส์ X08

เด็กเคส เด็กไทยเก่งระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545896

  • วันที่ 28 มี.ค. 2561 เวลา 12:05 น.

เด็กเคส เด็กไทยเก่งระดับโลก

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่า เคส คอมเพททิชั่น (Case Competition) การแข่งขันการแก้ไขกรณีศึกษาและปัญหาทางธุรกิจมีการจัดแข่งขันอยู่ทั่วโลกและมีการจัดมานาน โดยมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ เป็นผู้จัดการแข่งขันขึ้นแล้วเชิญมหาวิทยาลัยจากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนั้นๆ หรือเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยที่จัดแข่งขัน

การแข่งขันการแก้ไขกรณีศึกษาและปัญหาทางธุรกิจดังกล่าว ปีหนึ่งจะมีการจัดแข่งขันประมาณ 50 ครั้ง แต่มีประมาณ 10 รายการ ที่เป็นรายการใหญ่และจัดอยู่ในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น ที่สำคัญทีมที่ชนะเลิศจากรายการใหญ่นี้จะถูกเชิญไปแข่งขันรายการแชมเปี้ยนชิพ เคส คอมเพททิชั่น หรือแชมป์ชนแชมป์ เพื่อหาทีมที่เป็นสุดยอดของโลกหนึ่งเดียว

รายการ John Molson Undergraduate Case Competition (JMUCC) ณ เมืองมอนทรีออล แคนาดา กับรายการ Heavener Internation Case Competition (HICC) ณ มลรัฐฟลอริดา สหรัฐ จัดอยู่ใน 10 รายการใหญ่ ซึ่งจัดการแข่งขันทุกปี โดยจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกส่งทีมเข้าแข่งขันประมาณ 20-24 ทีม

การแข่งขันในปี 2018 ทั้งสองรายการดังกล่าวเพิ่งจัดการแข่งขันจบไปเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่จัดคนละวัน โดยมีทีมจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกส่งเข้าแข่งขัน 20 ทีม หนึ่งในนั้นมีทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยส่งเข้าแข่งขันรายการละ 1 ทีม โดยทีมแข่งขันจะเป็นนิสิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรบริหารธุรกิจ (นานาชาติ) หรือ BBA ทั้งสิ้น

ขณะที่ผลการแข่งขันปรากฏว่าตัวแทนจากประเทศไทยสามารถคว้าแชมป์มาได้ทั้งสองรายการ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรบริหารธุรกิจ (นานาชาติ) หรือ BBA หลังจากที่มีการปรับโครงการ เคส คอมเพททิชั่น ให้ดีขึ้นแล้วประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้รูปแบบการแข่งขัน อยากรู้วิธีการทำงาน การแก้โจทย์ธุรกิจที่ผู้จัดการแข่งขันให้มา พวกเขาทำอย่างไรจึงสามารถเอาชนะผู้แข่งขันทีมอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นระดับท็อปต้นๆ ของโลกทั้งสิ้น ที่สำคัญคือสามารถพิชิตใจคณะกรรมการ ซึ่งล้วนแล้วเป็นผู้บริหารระดับสูงและซีอีโอของบริษัทเจ้าของกรณีศึกษาอีกด้วย นั่นจึงถือว่าไม่ธรรมดาแน่นอน

ทีมชนะเลิศที่สหรัฐ

ทีมชนะเลิศการแข่งขันรายการ Heavener Internation Case Competition (HICC) ที่มลรัฐฟลอริดา สหรัฐ มี 4 คน ประกอบด้วย วรรณวเรศ บุญคง นิสิตชั้นปีที่ 4 บุญชนะ ศวัสตนานนท์ นิสิตชั้นปีที่ 4 จักรพจน์ จิตรวรรณภา นิสิตชั้นปีที่ 4 และ พริมา ไชยวรุตม์ นิสิตชั้นปีที่ 3 โดยมี ดร.นัท กุลวานิช เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

จักรพจน์ จิตรวรรณภา นิสิตชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า เนื่องจากการแข่งขันเป็นรูปแบบทีม ดังนั้นแต่ละคนจะมีหน้าที่ชัดเจน โดยการแบ่งหน้าที่ตามความถนัดเพื่อนำเสนอบนเวที แต่กระบวนการทำงานทุกอย่างก่อนขึ้นพรีเซนต์ต่อหน้าคณะกรรมการทุกคนจะทำร่วมกัน เช่น หาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ฝ่ายจัดการแข่งขันให้มา เช่นว่า บริษัทนั้นทำเกี่ยวกับอะไรและข้อมูลทุกอย่างที่ควรต้องรู้ เป็นต้น จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ หากลยุทธ์และวิธีการในการแก้โจทย์ที่บริษัทนั้นต้องการ

“ผมจะรับหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและเป็นคนกล่าวเปิดพรีเซนเทชั่น ส่วนนำเสนอด้านคิดกลยุทธ์เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจ วรรณวเรศและพริมาจะรับผิดชอบ ขณะที่คนนำเสนอแผนการเงินก็จะเป็นบุญชนะที่รับไป การแข่งขันจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบ 5 ชั่วโมง นำเสนอ 5 นาที ถามตอบกับคณะกรรมการ 10 นาที และแบบ 30 ชั่วโมง นำเสนอ 10 นาที และถามตอบ 10 นาที”

จักรพจน์ กล่าวว่า ก่อนเดินทางไปแข่งขันประมาณ 1 เดือน ทางฝ่ายจัดการแข่งขันจะแจ้งชื่อบริษัทที่ต้องการให้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้ แต่ยังไม่บอกโจทย์ให้รู้ว่าต้องการให้แก้ปัญหาเรื่องอะไร เช่น อาจจะเป็นเรื่องการตลาด การขยายธุรกิจ หรือการบริหารงานบุคคล เป็นต้น

“เคส 5 ชั่วโมง เขาให้บริษัทติวเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับออนไลน์ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในฟลอริดา ส่วนเคส 30 ชั่วโมง เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เขาให้แค่ชื่อบริษัทอย่างเดียว ส่วนโจทย์เขาบอกเราในวันแข่งขัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเตรียมความพร้อมได้ก่อนการเดินทาง คือการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ ให้มากที่สุด ศึกษาโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัท พร้อมทั้งศึกษารูปแบบธุรกิจของบริษัทที่มีความใกล้เคียงกันเพื่อเป็นแนวทาง”

สำหรับโจทย์การแข่งขัน วรรณวเรศ กล่าวว่า ทุกทีมจะรู้พร้อมกันในวันแข่งขัน โดยเคสบริษัทติวเตอร์ซึ่งให้เวลา 5 ชั่วโมงนั้นโจทย์ของเขาคือต้องการขยายธุรกิจออกไปไม่เฉพาะในฟลอริดาเท่านั้น ส่วนเคส 30 ชั่วโมง เป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจให้กับรัฐบาลสหรัฐ โจทย์ไม่ได้ต้องการขยายธุรกิจ แต่เป็นเรื่องการบริหารงานบุคคล โดยเขาต้องการให้แก้ปัญหาเรื่องเด็กเจน Z ควรเตรียมคนกลุ่มนี้อย่างไรให้เป็นคนจงรักภักดีต่อองค์กร

“เมื่อได้รับโจทย์มาแล้วไม่ว่าจะเป็นการแข่งแบบ 5 ชั่วโมง หรือ 30 ชั่วโมง สิ่งแรกที่พวกเราทำคือการอ่านโจทย์และปรึกษาร่วมกันเพื่อให้ทุกคนนั้นเข้าใจตรงกัน จากนั้นจะระดมความคิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่บริษัทนั้นๆ กำลังเผชิญเพื่อหากลยุทธ์ที่จะใช้อย่างเหมาะสม ในแบบ 5 ชั่วโมงนั้นต้องคิดให้เร็ว ทำสไลด์ผลงานให้ไว

ขณะที่แบบ 30 ชั่วโมง ขั้นตอนการทำงานจะคล้ายคลึงกัน เพียงแต่จะสามารถลงรายละเอียดได้ลึกกว่า เช่น มีงานวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อช่วยสนับสนุนสิ่งที่พวกเราคิดวิเคราะห์ รวมถึงตัวเลขทางด้านการเงินมาเป็นตัวสนับสนุนว่า สิ่งที่พวกเราคิดทำนั้นสามารถทำได้จริง ทั้งด้านงบการลงทุน ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ และผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยจะมีตัวชี้วัดเป็นผลทางการเงิน”

ทีมชนะเลิศที่แคนาดา

ขณะทีมที่เข้าแข่งขันรายการ John Molson Undergraduate Case Competition 2018 ณ เมืองมอนทรีออล แคนาดา มี 4 คน ประกอบด้วย รัชกาญจน์ สุธรรมจริยา นิสิตชั้นปีที่ 4 ปุณนภัส ลลิตกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 ภัทรานิษฐ์ ตรีพงษ์กรุณา นิสิตชั้นปีที่ 3 และ รวิสรา เวชากร นิสิตชั้นปีที่ 3 โดยมี ดร.ทิม นพรัมภา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

รัชกาญจน์ หัวหน้าทีม เปิดเผยว่า ก่อนการแข่งขันเขาและเพื่อนๆ มีเวลาเตรียมตัวฝึกแก้ไขปัญหาทางธุรกิจเพียงเดือนเศษๆ โดยฝึกการแก้ไขโจทย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ถนัด เช่น อุตสาหกรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งการแข่งขันจะแบ่งเป็น 3 เคสสั้นที่ให้เวลาในการทำ 3 ชั่วโมง และ 1 เคสยาวกับระยะเวลา 24 ชั่วโมง

“โจทย์ที่ได้รับเป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจของแต่ละบริษัทที่มีทั้งด้านการตลาด เทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคล การทำเคสระยะสั้น 3 ชั่วโมง ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ทำให้พวกเราต้องช่วยกันวิเคราะห์เพื่อหากลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด ส่วนเคสยาวเป็นโจทย์เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นเคสที่พวกเราถนัด หาข้อมูลต่างๆ มาสนับสนุนสิ่งที่ได้วางแผนไว้ได้มาก รวมทั้งยังมีเวลาในการลงรายละเอียดเรื่องสตอรี่ไลน์ รูปแบบการนำเสนอผลงานอย่างไรให้คณะกรรมการเข้าใจได้ง่ายและมีความน่าสนใจ พร้อมทั้งซ้อมการนำเสนอ ซึ่งการแข่งขันทั้งสองรูปแบบ ทีมของพวกเราจะช่วยกันคิดวิเคราะห์และหากลยุทธ์ รวมถึงดูงบการเงิน โดยมีผมซึ่งเป็นหัวหน้าทีมดูภาพรวมทั้งหมด”

ด้าน รวิสรา ซึ่งรับหน้าที่ให้เป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลและเป็นผู้กล่าวเปิดในการพรีเซนต์ของทีม กล่าวว่า เคส 24 ชั่วโมงเป็นธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ชื่อดังอย่างวอลมาร์ท โจทย์ของบริษัทคือต้องการให้ลูกค้ามาจับจ่ายซื้อสินค้า หรือมาเดินวอลมาร์ทมากขึ้น เธอกับเพื่อนเมื่อได้ข้อมูลบริษัทแล้ว โดยฝ่ายจัดการแข่งขันให้มาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเธอกับเพื่อนๆไปหาข้อมูลจากบริษัทโดยตรง ด้วยการถามข้อมูลจากผู้บริหาร จากลูกค้าที่ไปใช้บริการ จากนั้นมาร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูล หากลยุทธ์ และวิธีการแก้ปัญหา

“อย่างการวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากวิเคราะห์จากข้อมูลบริษัท เรายังได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ด้วย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมหันไปซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ อันนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าไปเดินซื้อของน้อยลง ส่วนกลยุทธ์หรือวิธีการแก้ไขที่เรานำเสนอไม่สามารถบอกได้ค่ะ เป็นมารยาท แต่ก็คงเป็นวิธีการที่ทำผู้บริหารระดับสูงและระดับซีอีโอของบริษัทที่มานั่งฟังและร่วมเป็นคณะกรรมการนั้นพอใจ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงไม่ได้รางวัลชนะเลิศกลับมา”

ชนะได้ภายใต้ความกดดัน

ด้วยรูปแบบการแข่งขันทั้งสองรายการที่จำกัดในเรื่องเวลา โดยในขั้นตอนการพรีเซนต์ทำอย่างไรจึงจะรักษาเวลาเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันการพรีเซนต์นั้นก็ต้องให้โดนใจกรรมการด้วย จึงถือเป็นความท้าทายของผู้เข้าแข่งขันทุกทีม

รัชกาญจน์ ยอมรับว่า ความกดดันมีอยู่ในการแข่งขันแต่ละแบบ อย่างเคสสั้นความกดดันอยู่ที่ระยะเวลาที่สั้น ทำให้ต้องคิดหากลยุทธ์ให้เร็ว และต้องเป็นกลยุทธ์ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ในขณะที่เคสยาวความกดดันจะอยู่ที่เนื้อหาที่ต้องลงรายละเอียดเชิงลึกที่ต้องทำได้จริง และต้องแตกต่างจากทีมอื่นๆ พร้อมทั้งต้องนำเสนอให้น่าสนใจอีกด้วย

“การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสอนให้พวกเรารู้จักการทำงานร่วมกันท่ามกลางความกดดันที่รุมเร้า แต่ยังทำให้ได้รู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองและเพื่อนๆ ในทีม ซึ่งในการแข่งขันทุกคนต้องเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ต้องใช้ความถนัดที่เรามีมาช่วยกลบจุดอ่อนที่เพื่อนเรายังขาด นอกจากนี้ยังเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้พวกเราได้พัฒนาการเรียนรู้ผ่านบริษัทธุรกิจที่เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก และมีซีอีโอระดับโลกมาร่วมฟังการนำเสนอผลงานของพวกเรา ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากจริงๆ”

ด้าน พริมา จากทีมที่ชนะที่สหรัฐ กล่าวเสริมว่า ชัยชนะที่ได้รับในครั้งนี้เกิดจากการทุ่มเท การเตรียมตัวฟิตซ้อมที่หนัก จึงทำให้เมื่อเดินทางไปแข่งขันไม่ได้ไปเหมือนคนตาบอด ทุกทีมที่แข่งมีวิธีคิด การทำงาน การนำเสนอที่คล้ายกัน แต่สิ่งที่คิดว่าทีมเราแตกต่างจนทำให้ได้รับชัยชนะ คือการตอบโจทย์ที่ครอบคลุมกว่า ปฏิบัติได้จริง โดยมีดัชนีชี้วัดภายใต้การนำเสนอที่เข้าใจง่าย

“อีกทั้งเราได้คาดคะเนคำถามจากคณะกรรมการไว้แล้ว โดยเตรียมสไลด์สนับสนุนไว้พร้อม ประสบการณ์จากการไปแข่งขันในครั้งนี้ทำให้พวกเราได้เปิดโลกเห็นมุมมองแนวทางธุรกิจของคนหลายๆ ชาติ ที่ผ่านมาเราเรียนทฤษฎีในห้องเรียน แต่การแข่งขันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเราเรียนมานั้นสามารถใช้ได้จริงๆ”

เบื้องหลังความสำเร็จ

ดร.นัท กุลวานิช กรรมการและเลขานุการหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (BBA International Program) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และอาจารย์ที่ปรึกษานำทีมแข่งขันที่สหรัฐ กล่าวว่า ชัยชนะในระดับสากลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องได้รับเทียบเชิญจากผู้จัดที่เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะดูชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ชัยชนะที่ได้รับจึงไม่ใช่แค่ของคณะหรือของจุฬาฯ แต่เป็นของประเทศชาติ

“ในระดับสากลมีการแข่งขันกรณีศึกษาทางธุรกิจเยอะ แต่รายการใหญ่ๆ มีประมาณ 10 กว่ารายการ ซึ่งเขาจะเชิญมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับท็อปทรีของประเทศจากทั่วโลกมาร่วมแข่งขัน เราไปในนามของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของไทย การไปได้ชัยชนะพร้อมกันทั้งเวทีที่ฟลอริดาและมอนทรีออลถือเป็นจังหวะที่ดีของเรา เพราะทีมที่ชนะเลิศทั้งสองเวทีนี้จะได้รับเชิญให้ไปแข่งรายการใหญ่แบบแชมป์ชนแชมป์ ซึ่งปกติแล้วจะไม่ค่อยมีมหาวิทยาลัยไหนได้เข้าไปแข่งพร้อมกัน 2 ทีม นี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ที่จัดการแข่งขันมา”

ด้าน ดร.ทิม นพรัมภา รองประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (BBA International Program) และอาจารย์ที่ปรึกษาทีมที่ไปแข่งขันที่แคนาดา กล่าวว่า การแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติมีความหมายมากกับการพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพ เพราะนอกจากประสบการณ์ที่เด็กจะได้รับแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับซีอีโอขององค์กรชั้นนำของโลก

“ทุกครั้งที่เด็กไปร่วมการแข่งขันไม่ว่าชนะหรือแพ้กลับมา สิ่งที่เรามองมาตลอดคือเด็กได้ประสบการณ์จากการไปแข่ง เพราะเขาต้องไปพรีเซนต์ต่อหน้าคนที่เป็นซีอีโอ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วโลก และการที่เข้าไปแข่งขันจะต้องมีการเตรียมตัวและฟอร์มทีมก่อน ซึ่งตรงนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทักษะนี้เมื่อเด็กจบออกไปก็สามารถนำไปใช้กับการทำงานจริงได้ คือเป็นการปูพื้นฐานที่ดีสำหรับการทำงานในอนาคตของเขา ซึ่งส่วนใหญ่เด็กพวกนี้มักจะได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมงานกับบริษัทใหญ่ๆ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ”

รวยเร็ว รวยง่าย ไม่ต้องศึกษา ไม่มีอยู่จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545814

  • วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 17:08 น.

รวยเร็ว รวยง่าย ไม่ต้องศึกษา ไม่มีอยู่จริง

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

ทุกอย่างล้วนมีสองด้านเสมอ อยู่ที่ใครดวงดี ดวงร้ายเจอด้านไหนก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นมองจากภาพภายนอก บางคนก็ว่าทำเงินดีรวยง่าย บางคนก็มองว่าเป็นแมงเม่าจะหมดตัวเอาง่ายๆ และถ้าเป็นคนที่เข้ามาลงทุนใหม่ๆ แล้วไม่ศึกษาหาความรู้ ก็มักจะมีปัญหาของบางคนที่เข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในอะไรก็มักจะเสียหาย ขาดทุนอยู่เสมอ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าจะป้องกันความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดก็คือหาความรู้ในสิ่งที่คุณสนใจมันอย่างจริงจัง ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนด้านการเงินชื่อดัง กล่าวว่า โดยสาเหตุหลักๆ 5 ลักษณะของคนที่ดอยได้ทุกครั้งแล้วเสียตังค์ตลอด มักมาจากสาเหตุ 5 ประการดังนี้1.หาทางรวยง่ายๆ บอกแล้วว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรรวยง่ายๆ ถ้าใครนำข้อเสนอ รวยง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องศึกษา ให้ระลึกไว้เลยว่า คุณกำลังถูกจูงจมูกด้วยความโลภ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายในที่สุดและจะหมดตัวเอาง่ายๆ กับการลงทุนชวนเชื่อ

2.แห่ตามฝูงชน การลงทุนที่ดีคือ การไม่วิ่งตามฝูงชน หรือตามกระแส ฟังเขาเล่ามา หรือพูดง่ายๆ ว่า อะไรที่เริ่มเป็นกระแสยอดฮิต ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า สิ่งนั้นใกล้ดอยแล้ว คุณไม่ใช่คนแรกๆ ไม่ใช่หัวแถว แต่เป็นหางแถว โอกาสซื้อแล้วติดดอยมีสูงมาก

3.ใช้เงินน้อยแต่อยากรวยมาก หลักการดึงดูดคนที่ชอบใช้เงินน้อยแล้วอยากรวยเยอะก็คือ หวย แชร์ลูกโซ่ หรือการพนัน สิ่งที่ลงน้อย หวังผลเยอะ ส่วนใหญ่โอกาสถูก โอกาสชนะ แทบจะเป็นศูนย์ นั่นแปลว่า ถึงลงเงินน้อยแต่โอกาสเสียหาย 100% คิดยังไงก็ไม่คุ้ม ช้าๆ แต่ชัวร์นั้นดีกว่า การลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10-15% นั้นถือว่าดีมากแล้วและเป็นไปได้ แต่จะเอารวยพุ่งทีละ 30-40% นั้นถือว่ายากมากๆ โอกาสเป็นไปได้น้อยนิด

4.หวังรวย โดยไม่เสี่ยง ใครๆ ก็กลัวความเสี่ยง ดังนั้นถ้าใครชวนเราว่าการลงทุนนี้สามารถรวยโดยไม่เสี่ยง ให้ระวังว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อในแชร์ลูกโซ่ หรือมิจฉาชีพบางอย่าง เพราะถ้าเป็นการลงทุนจริงๆ ทุกอย่างมีความเสี่ยงทั้งนั้น ยิ่งอยากรวยมากอยากรวยเร็วก็ยิ่งเสี่ยงสูง เพียงแต่คนที่ลงทุนแล้วกำไร เพราะเขาหมั่นเพิ่มความรู้เติมความเชี่ยวชาญ จนทำให้ความเสี่ยงลดลง

5.ใจร้อน อยากได้ผลลัพธ์เร็วๆ คนที่รอไม่ได้ อดทนไม่เป็น มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการลงทุน ไม่มีใครรวยในเวลาข้ามคืนจากการลงทุน เพราะมันต้องใช้เวลา

ถ้าใครเป็นแบบ 5 ข้อนี้ ต้องทบทวนวิธีคิดของตัวเองใหม่ เพราะทั้ง 5 ข้อนี้แหละที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ออกแบบกลลวง การโกง หรือแชร์ลูกโซ่ต่างๆ เพื่อดึงดูดให้คนเสียหายจำนวนมากมาย ลงทุนง่าย ลงทุนได้ ไม่ต้องศึกษาอะไรเลย ไม่มีความเสี่ยง ใช้เงินเริ่มต้นน้อย ผ่อนจ่ายได้ แถมได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอทุกๆ สิ้นเดือน ต้องระวังแชร์ลูกโซ่

เพราะการลงทุนที่แท้จริงให้ประสบความสำเร็จนั้น มีความเสี่ยง แต่ลดความเสี่ยงด้วยความรู้ ดังนั้นการลงทุนต้องศึกษา ต้องเหนื่อย เพราะการลงทุนต้องอาศัยระยะเวลาในการที่จะได้ผลลัพธ์ เหมือนการปลูกต้นไม้ กว่าจะโต กว่าจะออกผล ต้องมีความอดทน และความเข้าใจ

ทุกวันนี้มีการล่อลวงมากมาย ที่แฝงตัวมาใกล้ตัวเรา  จึงต้องมีสติ แล้วอย่าโลภ เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อ ขอเตือนไว้เลยว่า การรวยเร็ว รวยง่าย ไม่ต้องศึกษา นั้นไม่มีอยู่จริงมีแต่การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

ร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสร้างอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545801

  • วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 16:17 น.

ร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสร้างอนาคต

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรียกแขกวัยรุ่นเปิดเวทีกลางสยามสแควร์ คิกออฟด้วยงานที่ใช้ชื่อว่า “Our Futures 2030 ร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสร้างอนาคต” ชักชวนผู้ร่วมงานข้ามเวลาก้าวไปสู่ในยุคปี 2030 ที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง จุดประกายวาดภาพแห่งอนาคต โต้โผใหญ่นำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผสานพลังความร่วมมือการไฟฟ้านครหลวง ไทยเบฟเวอเรจ ธนาคารกสิกรไทย จัดงานที่นำแนวคิด “เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District)” สร้างสรรค์เวทีสังคมอุดมปัญญา และคิดค้นนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสังคมอีกกว่า 20 ปีข้างหน้า

งานนี้มีโชว์นวัตกรรมสุดล้ำ บริเวณศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน และทางเชื่อมรถไฟฟ้า สถานีสยามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้คนเกิดความตื่นตัว และตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาก้าวไปอยู่ในยุคปี 2030 รวมทั้งการเปิดเวทีสัมมนาสาธารณะเรื่อง “อนาคต Futures Public Forum” เปิดโอกาสให้เครือข่ายภาคเอกชน ประชาสังคม และนักวิชาการมาพูดคุย แลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ให้เกิดมุมมองหลากหลาย และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่จะร่วมกันสร้างอนาคตต่อไป

“Our Futures 2030 ร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสร้างอนาคต”

หลากหลายจริงอะไรจริง เมื่อแม่งานเชื้อเชิญไอดอลวัยรุ่น ปี 2018 “เฌอปราง แก้ว น้ำหนึ่ง” สามสาวนักร้องเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 สุดโด่งดัง มาพูดคุยถกกันในหัวข้อ “City of New Generations-เมืองของคนรุ่นใหม่” วัยรุ่นวันนี้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในอีก 20 ปีข้างหน้า พวกเขาอยากใช้ชีวิตกันในรูปแบบไหน?!! เป็นคำตอบน่าสนใจไม่น้อย

“เมืองแห่งอนาคต” มุมมองของคนรุ่นใหม่

หัวข้อบนเวทีพูดคุยกันเรื่อง “เมืองแห่งอนาคต” สร้างสีสันเรียกแฟนคลับคับคั่งสยาม เมื่อคนขึ้นเวทีโชว์มุมมองใหม่ คือ เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48 มีความสามารถด้านการร้องเต้นที่แฟนๆ ได้ประจักษ์แล้ว อีกมุมหนึ่งในด้านการศึกษา เก่งระดับหัวกะทิ ฉีกแนวไปจากงานที่เธอทำมากๆ เฌอปราง กำลังเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

อีก 1 ในสมาชิกวง BNK48 “น้ำหนึ่ง” มิลิน ดอกเทียน กำลังศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกสาวสวยเก่ง “แก้ว” ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ ปีนี้สำเร็จการศึกษา จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ (เอกเปียโน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาให้แฟนคลับได้ปลาบปลื้มกันโดยถ้วนหน้า

เกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

นำเสวนาโดย พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์หนุ่มรุ่นใหม่มีดีกรีผู้วางผังประเทศไทย ผังภาพกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และผังเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC

ทำไมจึงเชื้อเชิญ BNK48 ขึ้นเวทีนี้? พนิต ขยายความว่า เกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มนี้คือไอดอลของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนความคิดความอ่านในฐานะตัวแทนเยาวชน ส่งผ่านสังคมบ่อยครั้ง และแสดงได้ชัดเจนว่า พวกเธอมีความสามารถที่ทำได้มากกว่าร้องเต้นได้ใจวัยรุ่น

พนิต ตั้งคำถามนำร่องว่า ขอเริ่มคุยกันเรื่อง “ผังเมืองกรุงเทพฯ” ใครสงสัยและอยากแก้ไขอะไรบ้าง? ยื่นไมโครโฟนให้ตอบคำถามนี้คนแรก เฌอปราง เคยประกาศออกสื่อมาแล้วว่าอยากให้รัฐแก้ไขผังเมืองหลวง สาวน้อยน่ารักที่มีรอยยิ้มติดใบหน้าเสมอ ขอตอบแบบนี้

เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

“ผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่เอื้อต่อความสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การจัดการหลายๆ เรื่องก็ไม่เป็นระบบ ความเจริญยังกระจุกตัวในโซนเดียว ไม่มีการกระจายออกไปจากเมืองเลยค่ะ” เฌอปราง ออกตัวก่อน ไม่มีความรู้ลึกเรื่องการจัดวางผังเมือง แต่ขอพูดในฐานะคนอยู่ในเมืองหลวง ที่เห็นหลายๆ อย่างไร้ระเบียบ

“น้ำหนึ่ง” มิลิน สาวเมืองสิงห์บุรีที่มาใช้ชีวิตเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ และในฐานะร่ำเรียนคณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ขอพูดเรื่องเกี่ยวข้องกับที่ได้ร่ำเรียนมา เมืองไทยวันนี้มีการพัฒนาไม่หยุดทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และด้านภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น

“ฤดูหนาวปีนี้เห็นได้ชัดเจนนะคะ หนาวๆ ดีใจได้ใส่คอเต่าไปซ้อมเต้นกัน พออีกวันก็ร้อนปรับตัวไม่ทัน ฤดูกาลที่เปลี่ยนเร็ว สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความต้องการใช้ทรัพยากรมากขึ้น เช่น พลังงานที่มากขึ้นไม่มีจำกัด”

เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

พนิต สำทับเรื่องนี้ว่าที่แปลกอีกอย่างของปีนี้ คือฝน เปลี่ยนจากปีที่แล้วมามากๆ ฝนยุคใหม่ตกนอกฤดูกาลบ่อยครั้งขึ้น และอาจารย์หนุ่มส่งคำถามไปที่สาวสวยพี่ใหญ่ บัณฑิตจุฬาฯ “แก้ว” ณัฐรุจา ในฐานะเป็นเจ้าถิ่นร่ำเรียนในย่านนี้มาถึง 4 ปี ก็น่าจะตอบได้ชัดเจน หัวข้อเรื่อง “เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม – Siam Innovation District” ได้เห็นอะไรในพื้นที่นี้บ้าง?

“ตอนเรียนปี 1 ที่ตรงนี้ สยามสแควร์วันกำลังสร้าง และเสร็จในตอนที่แก้วเรียนปี 2 พื้นที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากนะคะ และสิ่งที่ชอบมากคือสวนอุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์ต้นแบบเรียนรู้ มีการสร้างทางลาดเพื่อไล่ระดับให้น้ำไหลผ่านได้ มีการบำบัดน้ำเสียที่น่าสนใจมากค่ะ เป็นการจัดสวนด้วยนวัตกรรมที่ชัดเจนมาก”

“น้ำหนึ่ง” มิลิน ดอกเทียน สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

โลกอนาคตจะแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม และครีเอทีฟ พนิต อธิบายโดยเฉพาะประเทศที่มุ่งก้าวสู่โลกพัฒนาแล้ว จะเน้นเรื่องการคิดค้นใหม่ และเรื่องนวัตกรรม ซึ่งจะถูกนำเสนอในย่านการศึกษา รอบมหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นที่มาของงานครั้งนี้

โครงการเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม เป็นอีกแนวคิดที่จะสร้างโอกาสเพื่อพัฒนาด้านนวัตกรรมของประเทศไทย โดยสนับสนุนนวัตกรไทย (Innovator) ครีเอทกล้ามเนื้อความคิดสร้างสรรค์ทุกๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน สนับสนุนด้านงานวิจัย หรือเป็นศูนย์กลางตลาดเพื่อมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

ต้อง(รีบ)สร้างพื้นที่ความคิดสร้างสรรค์

นอกจากเวทีเสวนาสาธารณะ โครงการเตรียมฉายภาพไปสู่ในยุคปี 2030 มีทั้งงานเทศกาลภาพยนตร์แห่งอนาคต – Futures Film Festival กิจกรรมสร้างการรับรู้สาธารณะเรื่องอนาคตที่เกี่ยวข้องกับทุกๆ คน ผ่านสื่อภาพยนตร์ โดยความร่วมมือกับองค์กรทางวัฒนธรรมจาก 3 ประเทศ คือ บริติชเคาน์ซิล สหราชอาณาจักร สถาบันเกอเธ่ เยอรมนี และเจแปนฟาวน์เดชั่น ญี่ปุ่น

นิทรรศการจากอดีตสู่อนาคต – Futures Exhibition นำเสนอพัฒนาการของประเทศโดยย่อ เชิญชวนให้ประชาชนร่วมการเดินทางสู่ความเป็นไปได้ของอนาคตที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันค้นหาว่าเราจะมาร่วมกันกำหนดอนาคตที่ต้องการได้อย่างไร

การจัดแสดงนวัตกรรมสุดล้ำรอบๆ สยามสแควร์ อ.พนิต ส่งคำถามอยากเห็นอะไรเพิ่มไปจากนี้

“แก้ว” ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

“แก้ว” ณัฐรุจา ในฐานะคนเรียนเอกเปียโน บอกว่า ลานดนตรี ถ้ามีก็จะสร้างความรื่นรมย์ให้คนเดินไปมาได้ไม่น้อย แต่ต้องไม่รบกวนเกะกะทางเท้า กทม.น่าจะจัดพื้นที่ให้นักดนตรีที่อยากมีเวทีแสดงออก

“ศิลปะเป็นการสร้างวัฒนธรรม ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกรุงเทพฯ ได้ดีเลยค่ะ” ณัฐรุจา ย้ำเรื่องนี้

ในฐานะคนวางผังเมือง พนิต ก็ช่วยสำทับเรื่องนี้ด้วยว่า พื้นที่สีเขียวคนเมืองต้องการแน่ๆ อยู่แล้ว และพื้นที่โล่งมีร่มเงา และปรับพื้นที่ใช้ได้หลากหลาย ก็เป็นอีกพื้นที่หลักที่เมืองสมัยใหม่ควรมี

“โลกที่พัฒนาแล้ว จะจำกัดพื้นที่ส่วนตัวลดลง ขยายพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น ผมเคยไปออกแบบสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ย่านบีทีเอสบางหว้า โดยลดพื้นที่สีเขียวลง เพิ่มลานโล่งๆ ที่ตีเส้นแบ่งสรรให้เป็นสนามบาสเกตบอล สนามฟุตบอล ลานแอโรบิก ผลก็คือคนเข้ามาใช้สวนสาธารณะแห่งนี้เพิ่มมากกว่าเดิม เป็นการปรับแต่งพื้นที่ตามอัธยาศัยในแต่ละชุมชน” อ.พนิต กล่าว

“แก้ว” ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

ณัฐรุจา เสนอความคิดที่กรุงเทพฯ ควรแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือ การแยกขยะ ขยะคือปัญหาใหญ่ของเมืองหลวง

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองไม่น่าอยู่เพราะขยะล้นเมือง การรณรงค์แยกขยะทำไม่ได้ผลเลยค่ะ คนยังทิ้งทุกอย่างรวมๆ กันทั้งที่มีถังขยะแยก 3 ถัง เราเสียผลประโยชน์มากๆ กับการไม่สามารถนำขยะมารีไซเคิล เพื่อเพิ่มมูลค่าได้”

“ทุกอย่างน่าจะปรับ หรือแก้ไขให้ดีขึ้นได้ค่ะ” เฌอปราง เสนอความเห็นบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องรถติด การจราจร เป็นอีกปัญหากับชีวิตมาก แม้คนกรุงเทพฯ มีตัวเลือกกับการใช้รถไฟฟ้า

“วันนี้ก็นั่งรถไฟฟ้ามาค่ะ เป็นวิธีแก้ไขปัญหาส่วนตัว แต่พอมองไปบนถนนก็เห็นรถติดอยู่ดี ซึ่งก็เคยได้ยินมาว่าวิธีคือออกแบบพื้นที่จราจรให้เป็นวงเวียน เพื่อให้รถวิ่งไหลคล่องตัวขึ้น แต่พอไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถก็ติดอยู่ดีนะคะ” เฌอปราง บอกใสๆ เรียกเสียงปรบมือสนับสนุนจากบรรดาแฟนคลับได้สนั่น

เกิร์ลกรุ๊ปวง BNK48

พนิต อธิบายให้เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า สิ่งที่เฌอปรางเข้าใจไม่ผิด แต่หลักการที่ถูกก็คือปริมาณรถวงเวียนแต่ละช่องต้องพอๆ กัน จึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้ และสิ่งที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ดีที่สุดก็คือ ทำขนส่งระบบรางให้มากขึ้น และย้ายการพัฒนาต่างๆ ไปอยู่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า เพื่อเอื้อให้คนเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนได้มากขึ้น และง่ายสะดวกขึ้น ลดเวลาให้คนเมืองที่ต้องใช้เวลากว่า 2-3 ชั่วโมงในแต่ละวัน

“เวลาเป็นสิ่งมีค่าสำหรับทุกคน ระยะเวลาที่ใช้เดินทางเป็นปัญหาใหญ่ของเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในเมือง อยากให้กรุงเทพฯ ในอนาคตมีรถสาธารณะมากขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตขึ้นด้วย นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ถ้ามีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นค่ะ” เฌอปราง ฝากถึงสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคตเมืองหลวง

กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสร้างอนาคต เมืองนวัตกรรมแห่งสยามจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ใครสนใจเพิ่มเติม คลิกเข้าไปดูรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ siaminnovationdistrict.com/our-futures-2030/

‘ความผิดพลาด’ ของคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545666

  • วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 17:02 น.

'ความผิดพลาด' ของคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คงเป็นอะไรที่ไม่อาจจินตนาการได้เลยนะ สำหรับความสำเร็จของคนที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จ “คิดแบบไหนไม่ให้กลายเป็นคนขี้แพ้” ผู้เขียนคืออุระ โทะคิ เทรนเนอร์คนดังชาวญี่ปุ่น เล่าให้ฟังในหนังสือของเขาว่า คนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จนั้น มีรูปแบบของการเดินทางไปสู่ความล้มเหลว ถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น คุณอาจสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดพลาดของพวกเขา

รูปแบบของความผิดพลาด

1.ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ก็ทำได้ไม่เกิน 3 วัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับไม่เคยมีผลงานปรากฏด้วย ทำอะไรไม่ถึง 3 วันก็เบื่อ เป็นคำสุภาษิตของญี่ปุ่น ที่มีความหมายถึง ขี้เบื่อ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง อุระแนะนำว่า หากมัวแต่ใช้ไม้บรรทัดวัดหรือยึดติดกับการตีความว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก” หรือ “เหตุผลมันก็เป็นอย่างนี้ไง” ก็ไม่ต่างกับเรายัดตัวเองลงไปในกล่องที่แสนน่าอึดอัด แถมยังวางก้อนหินหนักๆ ทับไว้ด้านบนอีก

ที่จริงเราควรคิดแบบยืดหยุ่นว่า ไม่ได้มีแค่ “ตัวเราที่ไม่ได้เรื่อง” หรือ “ตัวเราที่ทำไม่ได้” แต่ยังมี “ตัวเราที่ทำได้ดีอีกด้วย” วิธีคิดนี้จะปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระ

2.หากเริ่มต้นได้ไม่ดี ก็หนีไม่พ้นความล้มเหลว

“หากเริ่มต้นไม่ดี ก็หนีไม่พ้นความล้มเหลว” ต้องเลิกคิดแบบนี้ได้แล้ว ในวันหนึ่งๆ เราใช้ความคิดถึงวันละประมาณ 5-6 หมื่นครั้ง กว่า 90% เป็นเรื่องเดียวกับที่เราคิดเมื่อวานนี้ ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องในแง่ลบ นั่นหมายความคนส่วนใหญ่ถูกผูกมัดไว้กับความคิดลบๆ

ต่อไปนี้ขอให้ลองคิดและจินตนาการในแง่บวก สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้น เพราะในทันทีนั้นการตอบสนองทางร่างกาย เช่น น้ำลายไหล หรือหัวใจเต้นรัวก็จะปรากฏ ไม่ต้องสงสัยว่า สมองของเรามีพลังที่จะช่วยให้สิ่งที่เราคิดปรากฏขึ้นจริง

ถึงแม้บางครั้งจะสะดุดในจุดเริ่มต้นบ้าง ก็ให้คิดว่าไม่จำเป็นว่าต่อไปจะมีเรื่องแย่ๆ ตามมา หรือสมมติว่าคุณเคยมีประสบการณ์แบบนั้น ก็เป็นข้อพิสูจน์เรื่องแรงดึงดูดจากการจินตนาการของคุณเอง

3.แพ้เสียงในใจที่ว่า “เธอมันไม่ได้เรื่อง” อย่างราบคาบ

เสียงในหัวของคุณที่คอยตอกย้ำคุณ ลองจับสังเกตดูให้ได้ว่า คุณได้ยินมันบ่อยแค่ไหนและคุณเชื่อเสียงนั้นหรือไม่ ถ้าเชื่อก็ต้องเลิกเชื่อได้แล้ว มีคำเรียกคำพูดที่ค่อนไปในทางลบที่โผล่เข้ามาในหัวเวลาเราสับสนหรือครุ่นคิดนี้ว่า “Critical Voice” หมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ พูดถึงจุดเสีย ตัดสิน อันตราย เรื่องร้าย

เสียงในหัวนี้ทำให้คุณเป็นทุกข์ ทำให้เราเมื่อได้ยินก็ไม่สามารถลบความกังวลออกไปได้ อยู่ในสภาพที่อาจจะต้องทำสิ่งที่ผิดพลาด พร้อมที่จะเดินตามหรือทำตามเสียงที่บอกหรือบ่งชี้ (ไปในทางร้าย) นั้น

เอาเป็นว่าเมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ยินเสียงเรียกนั้นอีกเมื่อไหร่ ขอให้คุณเปลี่ยนเสียงนั้น เป็นเสียงของคนที่คุณชอบ (ใครก็ได้) อาจเป็นเสียงของโดราเอมอน ที่ทำให้โลกนี้มีเสียงหัวเราะและสงบสุข หรือจะเป็นเสียงของลูฟี่ พระเอกการ์ตูน One Piece หรือเปลี่ยนเป็นเสียงของใครก็ตามที่สร้างกำลังใจให้คุณได้

4.ไม่กล้าท้าทายสิ่งใหม่

คนเราเกิดมา ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมต้องลองทำในเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนมากมายไม่รู้กี่ครั้ง หากไปได้ไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนวิธี หากเป็นไปได้ดี ก็ต้องพยายามต่อไป เพื่อให้ครั้งหน้าทำได้ดี คนทุกคนพัฒนาตนเองได้ด้วยการพยายามแล้วพยายามอีก ถ้าคุณตระหนักในความไม่กล้าท้าทายสิ่งใหม่ คุณต้องเปลี่ยน

ขอให้คิดว่า ในชีวิตคนเรามีโอกาสจดจำสิ่งต่างๆ มากมาย เมื่อได้ลองเรียนรู้อาจจะทีละเล็กทีละน้อย แต่เราจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้เป็นกระบวนการที่ทุกคนเท่าเทียมกัน เมื่อเราไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้ได้มา เราทุกคนก็จะลองท้าทายทำสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ

ฟิตหุ่นสไตล์เทรนเนอร์ดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545656

  • วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 15:41 น.

ฟิตหุ่นสไตล์เทรนเนอร์ดัง

เรื่อง พุสดี

สภาพ : อาดิดาสาวๆ ที่อยากจะเริ่มต้นออกกำลังกายแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่สามารถสลัดความขี้เกียจออกไปได้หรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร รวมทั้งสาวๆ ที่รักการออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่อยากพัฒนาตัวเองให้หุ่นฟิตมากกว่าเดิม ดารา ฮาร์ท เทรนเนอร์จากนิวยอร์ก ผู้อยู่เบื้องหลังการปั้นหุ่นเป๊ะของเหล่าเซเลบชื่อดังระดับโลก รวมทั้งเหล่านางฟ้าวิกตอเรีย ซีเคร็ท มาร่วมไขความลับหุ่นดีแบบซุป’ตาร์ให้สาวๆ ได้ทำตาม

ดารา บอกว่า สิ่งแรกที่สาวๆ ต้องทำคือ จูนความคิดในการดูแลรูปร่างว่า ต้องเริ่มต้นจากการออกกำลังกาย บอกลาสารพัดข้ออ้างที่เคยมี เริ่มต้นการออกกำลังกายของคุณด้วยความคิดที่เป็นบวก จากนั้นค่อยมองหาการออกกำลังกายตามข้อจำกัดของตัวเอง โดยต้องเข้าใจและยอมรับว่าคนเราไม่สามารถที่จะทำได้ทุกอย่าง หรือออกกำลังกายได้ทุกแบบ

“ที่สำคัญ สำหรับมือใหม่ควรจะออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ที่สามารถให้ความรู้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มด้วยท่าง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป โดยก่อนเริ่มออกกำลังกายก็ควรจะยืดกล้ามเนื้อ (Warm Up) การผ่อนคลายตัวเองหลังจากจบการออกกำลังกาย (Cool Down) ที่ขาดไม่ได้คือ การบำรุงร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนอย่างเพียงพอก็สำคัญในการฟื้นตัว ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ”

ดารา ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ร่างกายคนเราถูกสร้างมาเพื่อเคลื่อนไหว จึงควรลุกขึ้นมาขยับร่างกาย ออกกำลังกาย ทำให้เหงื่อออกเพื่อเป็นการตอบแทน