บอกลา 3 พฤติกรรม ทำร้ายหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546552

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

บอกลา 3 พฤติกรรม ทำร้ายหัวใจ

เรื่อง พุสดี

จํานวนผู้เสียชีวิตและป่วยด้วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี สำหรับในประเทศไทยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2555-2559 ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เนื่องจากหลายคนอาจไม่รู้ว่า โรคหัวใจเป็นผลมาจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด และความอ้วน ซึ่งล้วนเป็นโรคที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ถูกต้อง

เพื่อทำความเข้าใจกับโรคหัวใจให้ถูกต้อง น้ำมันมะกอก เบอร์ทอลลี่ ในฐานะแบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้เชิญ นพ.วิวัฒน์ แสงเลิศศิลปชัย จากศูนย์หัวใจโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มาร่วมไขความลับที่หลายๆ คนไม่รู้หรืออาจมองข้ามไปเกี่ยวกับภาวะโรคหัวใจ

นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า การที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจะทำหน้าที่ได้ดีนั้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด ดังนั้น หากหัวใจเราไม่แข็งแรง การทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกาย ก็จะสะดุดตามไปด้วย เพราะฉะนั้น “หัวใจ” จึงถือเป็นเป็นศูนย์กลางของระบบอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายทั้งหมด

โรคหัวใจนับเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนและสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่ง นพ.วิวัฒน์ได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ พร้อมแนะนำวิธีป้องกันดูแลตนเองต่างๆ ดังนี้

1.กรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น

แม้จะเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถตระหนักรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสองปัจจัยนี้ได้ กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคก็มากขึ้นตามไปด้วย และหากบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายป่วยเป็นโรคหัวใจ ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจของเราก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจหาภาวะความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งเรารู้ตัวว่ามีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ยิ่งควรต้องมีวินัยใส่ใจตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะรักษาได้ทันเวลาและเพิ่มโอกาสในการรักษา

2.การกินอาหาร

หลักการง่ายๆ คือ ถ้าเรากินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เราก็จะมีสุขภาพดีตามไปด้วย รวมทั้งทำให้ร่างกายสมดุล ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจด้วยเช่นกัน เพราะโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความอ้วนดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง แต่อย่างไรก็ตามจะเลือกตัดขาดกับไขมันเลยก็ไม่ใช่ทางออก เพราะจะทำให้ร่างกายขาดพลังงาน สุดท้ายสิ่งที่ดีที่สุด คือ ความสมดุลในการกินอาหาร

“ใน 1 วันเราควรบริโภคไขมันให้อยู่ระหว่าง 15-30% จากปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคทั้งวัน และใน 15-30% ของปริมาณไขมันนั้น ควรเป็นไขมันดีหรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวมากกว่าครึ่งของปริมาณไขมันที่บริโภคทั้งหมด โดยไขมันดีหรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวนั้น มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือดหรือคอเลสเตอรอลตัวร้ายอย่างแอลดีแอล (LDL) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อโวคาโด และถั่ววอลนัต เป็นต้น” นพ.วิวัฒน์ กล่าวเสริม

3.ไม่ออกกำลังกาย

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนในปัจจุบัน ทำให้การออกกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลายคนละเลย ทั้งที่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การออกกำลังกายทุกวันเพียงวันละ 30 นาที จะส่งผลดีต่อการช่วยควบคุมน้ำหนัก สลายไขมันส่วนเกิน รวมถึงช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ช่วยให้จิตแจ่มใส และนอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

“หากไม่สามารถจัดสรรเวลาออกกำลังกายได้ทุกวันจริงๆ ผมแนะนำให้ออกกำลังกายให้ได้ 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งเราสามารถแบ่งสรรเวลาความมาก-น้อย ในแต่ละครั้งแต่ละวันได้ตามความสะดวกของตนเอง แต่ไม่ควรมาออกกำลังกายทั้ง 150 นาที ในหนึ่งวัน ควรเฉลี่ยให้เหมาะสมไปในแต่ละครั้ง สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงข้อแนะนำในประเภทกีฬาหรือการออกกำลังกายของแต่ละคนโดยเฉพาะ เพราะโรคหัวใจมีหลายประเภท กีฬาบางประเภทอาจเหมาะกับผู้ป่วยบางคน แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกคน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคหัวใจที่แต่ละคนเป็นด้วย” นพ.วิวัฒน์ ทิ้งท้าย

ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีกันหรือยัง…ทักษะ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546549

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีกันหรือยัง...ทักษะ 4.0

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์/มจธ.

ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว พวกเราทั้งหมดก็ก้าวเข้าสู่โลกอนาคต นิยายวิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นความจริงและนำเราออกจากโลกใบเดิมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เพราะเมื่อพลันโลกปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 โลกก็พลิกชีวิตของคนทุกคนอย่างรวดเร็วกว่าครั้งไหนๆ โลกทัศน์แห่งอนาคตจึงไม่เคยสำคัญต่อมนุษย์ เท่ากับโลกทัศน์แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งล่าสุดนี้

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครืออมรินทร์ จัดเสวนา“ทักษะ 4.0 : เมื่อเทคโนโลยีพลิกอุตสาหกรรม ทักษะที่คนและธุรกิจต้องมี” ที่ โนเลจ เอ็กซ์เชนจ์ เซ็นเตอร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีเสวนาตีความถึงอนาคต เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คือแรงงาน ทักษะอะไรที่คอมพิวเตอร์ทดแทนได้ยาก

อ่านคำตอบแล้วอย่าตกใจ เพราะไม่มีทักษะอะไรเลยที่คอมพิวเตอร์หรือเอไอทดแทนไม่ได้! อย่าตกใจและอย่าเพิ่งข้ามไปอ่านตอนจบของบทความนี้ เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยังมีแง่มุมที่จะทำให้เราได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของมนุษย์ พลังความสามารถของตัวเอง เอาตัวรอดและเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมเทคโนโลยี สร้างสังคมอนาคตที่ธำรงคุณค่าอันลึกซึ้งของมนุษยชาติไว้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) อ้างอิงผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่ระบุว่าอาชีพ 50% ของทุกอาชีพในโลกจะถูกคอมพิวเตอร์ทดแทนได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่มีทักษะใดที่จะไม่ถูกทดแทนด้วยเอไอ ต่างแค่เร็วหรือช้าเท่านั้น

การทดแทนแรงงานคนด้วยแรงงานคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 3 มิติของทักษะ คือ 1.ความฉลาดทางอารมณ์ 2.ความคิดสร้างสรรค์ และ 3.ความละเอียดทางประสาทสัมผัส นั่นหมายความว่า อาชีพที่ต้องใช้ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ เช่น พระ หมอดู และนักจิตวิทยา ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น เชฟ ศิลปิน ใช้ความละเอียดของประสาทสัมผัส เช่น การผ่าตัดอวัยวะที่ละเอียดอ่อน ยังเป็นงานที่มนุษย์ทำได้ดีกว่า

“ทักษะเรื่องประสาทสัมผัสนั้น ยากที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะเลียนแบบได้ 100% นั่นหมายความว่า ก็ยืดระยะเวลาที่จะถูกเอไอทดแทนออกไปนานหน่อย” ดร.สมเกียรติ เล่า

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พัฒนาไปในแนวทางที่จะใกล้เคียงกับความสามารถของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ดร.สมเกียรติได้นำเสนอทักษะเพื่อการปรับตัว ดังนี้ 1.ทักษะการมองภาพรวม เนื่องจากคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาได้ทีละเรื่อง แต่ไม่สามารถมองภาพรวมถึงขั้นวางกลยุทธ์ได้

2.ทักษะร่วมก่อการ โดยมนุษย์เป็นผู้วางกลยุทธ์และใช้ให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ก่อการร่วมกับเอไอเสียเลย ผลักดันให้เอไอมาเร็วขึ้น แต่ไม่ให้มาในตำแหน่งที่ทดแทนเราได้ 3.ชาญฉลาดใช้มนุษย์หันไปฝึกในส่วนที่เอไอทำไม่ได้ดี ใช่! เอไออ่านฟิล์มเอกซเรย์ผู้ป่วยได้ภายในไม่กี่วินาที นั่นทำให้แพทย์มีเวลาคุยกับคนไข้มากขึ้น เลือกคุยกับคนไข้ เลือกส่วนของงานที่ใช้คนดีกว่าเอไอ

4.ใฝ่หาช่องว่าง มองหางานเล็กๆ น้อยๆ ที่เล็กน้อยเสียจนไม่มีการสร้างเครื่องจักรเพื่อการทดแทนแรงงานในส่วนนั้น และ 5.แตกต่างด้วยสัมผัสมนุษย์ หมายถึงการใช้สัมผัสมนุษย์เป็นมูลค่า ใช้อารมณ์หรือเรื่องราวเพิ่มคุณค่าให้งาน ก็เมื่อโลกเต็มไปด้วยเอไอ โลกก็จะขาดซึ่งสัมผัสมนุษย์ งานที่ใช้สัมผัสมนุษย์จะเป็นที่ต้องการที่สุด

ด้านการปรับตัวของคนในสังคม สุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท’ส เทล และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ หัวหน้าภาควิชา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมๆ กันได้ ผลกระทบเกิดขึ้นและเป็นไปตามกระแสของเทคโนโลยีที่มีผลต่อผู้คนบนโลก ทางออกของทุกคนคือการปรับตัว

ในฐานะนักการตลาด สุนาถ เล่าว่า นักการตลาดต้องเข้าใจ “คน” ให้มากขึ้น เพราะคนยุคใหม่จะไม่เชื่อเจ้าของสินค้า ไม่เชื่อโฆษณา แต่จะเชื่อ “คน” ด้วยกันเอง รวมทั้งต้องเข้าใจเครื่องมือในการทำงานยุคใหม่ ท้ายที่สุดคือการกลับไปที่ด้านลึกของคน ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เขารู้สึก ไม่ใช่เชื่อ

“ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อเราโดนแทนด้วยเอไอ เราจะทำอย่างไร มองในมุมหนึ่งเราก็อาจได้ชีวิตของเรา ไปใช้ในแบบที่เราต้องการจริงๆ” สุนาถ เล่า

ส่วนผลกระทบต่อการศึกษา รศ.ดร.ราชวดี เล่าว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้คนบนโลก ทุกคนจะเรียนรู้จากประสบการณ์ ทำจริงสัมผัสจริง แก้ปัญหาได้ ครูต้องเปลี่ยนตัวเองจากครู เป็นคนอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้คิดและสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า เทคโนโลยีไม่ได้แย่งงานของมนุษย์ โอกาสอยู่ที่อุปสรรคเสมอ สิ่งที่มนุษย์ยังได้เปรียบคอมพิวเตอร์อยู่คือ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) มนุษย์ยังขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ สิ่งที่เอไอไม่มี

“เหตุผลคือมันไม่มีเหตุผลหรอก มันคืออารมณ์ นี่อาจจะเป็นทางรอดหนึ่งจากดิจิทัล ดิสรัปชั่น”

ดิจิทัลไลฟ์ หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคดิจิทัลพลิกโลก (Digital Disruption) คือ 1.ข้อมูล โลกเต็มไปด้วยข้อมูล 2.ข้ามโลก จะเกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ท่ามกลางความเป็นไปได้ทั่วโลก 3.คนจะขี้เหงามากสังคมออนไลน์เหงาง่าย 4.ขาดเหตุผล ยึดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ 5.ของจริงเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่ “ของจริง” ก็ถูกถล่มด้วยโซเชียล 6.ขัดเกลาจิตใจ ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี คนโหยหาเรื่องจิตใจ ธรรมะจะขายดี ที่พึ่งจะขายได้

แนวคิดสำหรับโลกยุคใหม่ ดร.เอกก์ ระบุว่า อย่าให้เป็นออนไลน์ แต่ขอให้เป็นออนไลฟ์ (On Life) ชีวิตย่อมสำคัญกว่าเครื่องมือหรือเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกของชีวิต นี่สิถึงจะได้ใจ ได้อารมณ์ และได้ใช้ชีวิตให้สนุกไปเลย (It’s All About Life)

ส่งท้ายด้วย ดร.สมเกียรติ ว่า แล้วเราจะเตรียมคนของเราอย่างไร เตรียมคนให้มีทักษะการแก้ปัญหา นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่าถามถึงอาชีพแห่งอนาคต เพราะจะไม่มีอาชีพที่มั่นคงอีกต่อไป แต่จะเป็นอาชีพที่คนทำต้องเปลี่ยนทักษะการทำงานเพื่อวิ่งหนีเอไอตลอดเวลา

การเตรียมคนเพื่อวันข้างหน้า จึงหมายถึงการเตรียมคนให้คุ้นเคยกับงานที่ยังไม่มี เตรียมคนให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่ถึง เตรียมคนให้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะต้องเกิดขึ้นแน่

“คิดได้ คิดเป็น แก้ปัญหาได้ นี่แหละ ทักษะ 4.0 ของคนที่จะอยู่รอดในโลกอนาคต”

สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือ การปฏิวัติจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักรในช่วงหลังของศตวรรษที่ 18 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการคิดค้นกระแสไฟฟ้าและระบบสายพานการผลิตในโรงงาน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เริ่มต้นในปีทศวรรษ 1960 เรียกว่าการปฏิวัติดิจิทัล หรือการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ เพราะมีตัวเร่งปฏิกิริยา ได้แก่ การพัฒนาสารกึ่งตัวนำ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (ค.ศ. 1960) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (1970-1980) ที่สุดก็นำมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (1990) คือระบบอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลาย เคลื่อนที่ได้ ตัวเซ็นเซอร์เล็กลงแต่ทรงพลังขึ้น

“ปัญญาประดิษฐ์และจักรกลการเรียนรู้ ที่ทำให้ครั้งนี้แตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ผ่านมาก็คือ สิ่งเหล่านี้มีความซับซ้อนและบูรณาการกว่ากันอย่างมหาศาล โลกกำลังจะเข้าสู่ยุคที่ผลกระทบต่างๆ จากเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังจะสำแดงตัวอย่างเต็มที่ เรากำลังเดินเข้าหาจุดที่โลกจะเปลี่ยนตัวเองไปอย่างอัตโนมัติ ด้วยการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น”

นี่ไง…การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ความก้าวล้ำใหญ่ๆ ที่กำลังพลิกโฉมหน้าในทุกวงการ วิถีชีวิต วิธีคิดวิธีทำงาน ธุรกรรมทั่วโลกที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง หยั่งลึกถึงผลกระทบและก้าวให้ทันโลกใบใหม่ เอาตัวรอดได้ ในขณะเดียวกันก็คว้าโอกาสมหาศาลในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้

เผชิญหน้าความตาย ฝึกได้ เตรียมได้ เพื่อให้ตายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546457

  • วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 14:15 น.

เผชิญหน้าความตาย ฝึกได้ เตรียมได้ เพื่อให้ตายดี

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร ภาพ: Pixabay

อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต จัดกิจกรรม “ตายดี” งานที่จะเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นความสุข ตระหนักถึงประโยชน์จากการเตรียมตัวตายดี และการมีชีวิตระยะสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ กับกิจกรรม เตรียมตัวตายดีและพินัยกรรมชีวิต ธรรมะบรรยาย เผชิญความตายอย่างสงบ โดย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่า สุคะโต กล่าวว่า ร้านอาหารยังใช้เวลาเป็นเดือนในการเทรนพนักงานให้เชี่ยวชาญในการทำและเสิร์ฟอาหาร แต่เรื่องตายเป็นเรื่องที่สำคัญ กลับไม่เคยมีการเทรนการสอนกันในโรงเรียนไหนๆ ทั้งๆ ที่การตายให้เป็น บางทีก็แยกไม่ออกจากการอยู่ให้เป็น

นั่นเป็นคำกล่าวเพื่อเตือนสติ ที่ทำให้เห็นว่าชีวิตคนเราช่างเต็มไปด้วยการให้คุณค่าอย่างหลงทาง มิใช่เพราะทุกชีวิตมีความตายเป็นปลายทางหรอกหรือ จึงพยายามใช้ทุกนาทีชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศิลปะ แม้แต่การกินอาการให้ได้อรรถรสยังต้องเรียนรู้ฝึกฝน แต่เรื่องความตายกลับไม่ค่อยมีใครใคร่ครวญถึงนัก ว่าจะเผชิญกับความตายอย่างไร ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไหนที่จะนำไปสู่การตายที่งดงาม หรือพบกับสิ่งที่ทุกคนปรารถนานั่นก็คือการตายอย่างสงบ

ความตายแม้ฟังดูน่ากลัวหดหู่ แต่ถ้าเรารู้จักความตายดีพอ จะพบว่ามันไม่ได้มีด้านลบอย่างเดียว หากเรามองว่าความตายคือเพื่อนที่ต้องพบเจอก็จะเบาใจได้ยิ่งขึ้น เพราะความตายของแต่ละคนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละคนตายไม่เหมือนกัน ความตายจึงไม่สำเร็จรูป เหตุที่ทำให้ความตายดูน่ากลัว เพราะเรารู้เกี่ยวกับมันน้อยมาก เพราะไม่เห็นว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มีการเกิดและตายในตัวเราอยู่ตลอดเวลา เช่น การตายของเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญก็คือเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในนาทีที่ความตายมาถึง ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่ เป็นเช่นไร และเราก็พยายามผลักไสความตายออกไปให้ไกลตัว ไกลความคิด

ธรรมเนียมจีนโบราณ เมื่อใครฉลองแซยิดใหญ่แล้ว จะต้องตระเตรียมเสื้อผ้าไว้สำหรับใส่ในวันตาย เพื่อช่วยเตือนสติ ไม่ให้ใช้ชีวิตโดยประมาท แต่ในสังคมปัจจุบัน ความตายทำให้เกิดการพลัดพราก ความไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหนมันร้ายแรงกับความรู้สึกมาก แม้แต่คนที่มีระเบียบแบบแผนที่สุดจะทำอะไรก็ต้องมีแผนการที่รัดกุม ยังทนไม่ได้ถ้าไม่รู้อะไรที่แน่นอน แล้วต้องมารอต้องมาเผชิญกับความตายซึ่งไม่มีใครรู้ จึงรู้สึกอ้างว้าง

 ในทางพุทธแล้วถือว่าการตายเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่แก่การค่อยๆ ลอกสิ่งที่จิตปรุงแต่งไว้ตลอดชีวิต ให้เหลือแต่จิตแท้ที่บริสุทธิ์ หรือพุทธภาวะที่จะไม่ยึดอยู่กับสิ่งใดๆ เลย การโน้มน้าวให้จิตผู้ป่วยสงบนั้น ทำได้ทุกที่ทุกเวลา แม้เขาจะอยู่ในห้องไอซียูก็ตาม การสัมผัสมือหรือร่างกายเขาเบาๆ ล้วนมีผลต่อจิตใจแม้ว่าร่างกายของเขาดูจะไม่ตอบสนองรับรู้ก็ตาม

“เช่นมีคนไข้หมดสติในห้องไอซียูหลายวัน ภายหลังเขาเล่าว่า ตอนนั้นเขารู้สึกเคว้งคว้างเหมือนใจจะขาด แต่แล้วมีมือมาแตะที่ตัวเขาพร้อมพลังบางอย่าง ใจที่เคว้งเหมือนจะขาดนั้นกลับมาใหม่ เป็นแบบนี้หลายครั้งทั้งที่แพทย์บอกว่าโอกาสรอดยากมาก เมื่อฟื้นขึ้นมาเขาจึงรู้ว่า มีพยาบาลคนหนึ่งเมื่อเข้าเวรตอนเช้า จะมาจับมือเขาแล้วแผ่เมตตาให้เขาทุกเช้า”

ทุกคนย่อมปรารถนาการตายอย่างสงบ หากคิดถึงความตายที่ติดตามเราอยู่ทุกนาที เราย่อมมีชีวิตโดยไม่ประมาท รู้ตัวดีว่ายังมีการบ้านอีกมากที่ต้องทำ เพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับความตายทั้งของตนเองและคนใกล้ตัว แม้สัญญาณชีพจะหมดแล้วก็ควรรักษาบรรยากาศที่สงบต่อไป อย่าเพิ่งเข้าไปรุมล้อม ร้องไห้กอดรัด จิตอาจกำลังอยู่ในช่วงละร่าง และอาจจะตกใจ เราอาจสวดมนต์ส่งจิต บอกเขาว่าไปแล้วนะ ขอให้ไปในที่ที่ดี

การฝึกใจให้คุ้นเคยกับความตายช่วยให้ยอมรับความตายได้มากขึ้น สามารถเผชิญความตายได้อย่างสงบ แต่ยังมีเรื่องที่สำคัญอีกคือการหมั่นทำความดี สร้างกุศลอยู่เสมอ ผู้ที่ทำกรรมดีไว้ตลอดชีวิต เมื่อเผชิญกับความตาย ย่อมมีความอุ่นใจและมั่นใจได้ว่าจะไปสู่สุคติ คนทำดีจะเกิดนิมิตที่งดงาม สามารถนำพาผู้ตายไปสู่สุคติ เป็นการยกระดับจิตใจให้เข้าสู่ภพภูมิที่ดี ด้วยเหตุนี้จึงควรเตรียมตัวรับความตายแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีเวลาอยู่ เพื่อใช้ความตายให้เป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณไม่ปล่อยให้ความตายนำชีวิตไปสู่วิกฤตหรือความแตกดับเท่านั้น

ทางด้าน ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวว่า การดูแลชีวิตและทรัพย์สินให้หายห่วง ในช่วงระยะท้ายของชีวิตก็จำเป็น ทุกวันหลังเลิกงาน เรามักจะทำบันทึกช่วยจำว่าพรุ่งนี้มีอะไรที่จะต้องทำบ้างเรียงลำดับความสำคัญเอาไว้ แต่ทำไมกับชีวิตที่ไม่แน่นอน น้อยคนนักที่คิดจะทำบันทึกช่วยจำ หรือพินัยกรรมชีวิตไว้บ้าง

ลองคิดดูสิว่า หากคุณต้องจากไปโดยไม่ได้สะสางสิ่งที่คั่งค้างเอาไว้ ทั้งเรื่องที่คับข้องใจและงานการในหน้าที่ ในเวลาที่กำลังจะสิ้นลม ใจก็จะห่วงกังวล กระสับกระส่าย และแน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างหลังย่อมอยากจะช่วยเหลือสะสางให้อย่างเต็มใจ เพราะอยากให้คุณตายตาหลับ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มีการขัดแย้งนานาประการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความตาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาพยาบาล การจัดพิธีศพ หรือเรื่องทรัพย์สินมรดก

หากนาทีนั้นมาถึง คุณประสงค์ให้มีการจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร เช่น การจัดการกับร่างกายของคุณ งานศพ ทรัพย์สินของคุณ งานที่คั่งค้าง คำสั่งเสียร่ำลาต่อคนรัก ครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด อาจมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่คุณอยากบันทึกไว้ เขียนทุกสิ่งทุกข้อให้ชัด เพื่อประโยชน์แก่จิตใจตนเองและคนที่อยู่ข้างหลัง

 แนวคิดในเรื่องพินัยกรรมชีวิตหรือหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต มีผลทางกฎหมายครั้งแรกในประเทศสหรัฐปี 1976 เพื่อรับรองสิทธิของผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิตหรือยืดความตายออกไป ความสามารถในการยืดชีวิตออกไปเป็นเวลายาวนาน เป็นผลให้การตายเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้น การกำหนดความตายอย่างง่ายๆ ที่เคยเป็นมาแต่เดิม ด้วยการเต้นของหัวใจ จะใช้ไม่ได้สำหรับผู้ป่วยที่สวมเครื่องช่วยชีวิต จึงเกิดการกำหนดความตายอย่างใหม่โดยไปวัดที่การตายของสมอง ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการวัดจึงเกิดการตั้งคำถามถึงการต้องนอนอยู่บนเตียงโดยช่วยตนเองไม่ได้ ว่าเป็นการอยู่แบบมีศักดิ์ศรีหรือไม่

จนนำมาสู่การออกกฎหมายตายตามธรรมชาติ เพื่อรับรองสิทธิของผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิต เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างญาติผู้ป่วยและแพทย์ก่อนที่จะขยายตัวเป็นกฎหมายสิทธิผู้ป่วยปี 1999 โดยระบุให้โรงพยาบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐทุกแห่งต้องแนะนำให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำหนังสือแสดงเจตนาหรือ Living will ว่าอยากจะให้รักษาระยะสุดท้ายแบบใด ห้ามเจาะ ห้ามยื้อด้วยเครื่องช่วยหายใจ

เมื่อตายได้ครั้งเดียวจะตายอย่างไร การตายอย่างสงบ เตรียมตัวตายดี เป็นเรื่องที่ฝึกได้เตรียมได้ วรรณา จารุสมบูรณ์ จากเครือข่ายพุทธิกา กล่าวว่า การช่วยให้เขายอมรับความตายที่จะมาถึง ในหลายกรณีการยอมรับความตายอาจทำได้ยาก และต้องใช้เวลา อาจเริ่มต้นด้วยการยอมรับความกลัวตายของตนเอง ไม่เทศนาสั่งสอน รับฟังความรู้สึกเขาอย่างจริงใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้มากประสบการณ์ หรือ

นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่ต้องการใครสักคนที่แสดงท่าทีที่จะเข้าใจ รับฟังและแบ่งปัน อาจช่วยให้จิตใจของเขาคลี่คลาย เพราะคิดได้ว่าความตายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่จำเป็นที่ต้องลงเอยอย่างเลวร้ายอย่างเช่นที่เขากลัว 

การช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจนั้น คนเราไม่อาจจากไปอย่างสงบได้ หากมีภาระที่คั่งค้าง หรือมีเรื่องราวจากอดีตที่ติดค้างใจ เราอาจช่วยพูดคุยสะสางธุระต่างๆ ให้เขาค่อยๆ คลายใจ ชวนให้เขาปล่อยวางแผ่เมตตา อโหสิกรรม ให้เขารู้ว่ายามใกล้ตายเป็นวาระสำคัญสำหรับการคืนดีและยอมรับสิ่งที่ได้ทำมา

“การช่วยให้เขาจดจ่อกับสิ่งที่ดีงาม เช่น นำพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่เขาเคยนับถือไว้ในห้อง เปิดเทปสวดมนต์ เทปธรรมะ ดนตรีที่เขาชอบฟัง เพื่อให้จิตใจเขาสงบ การที่เขาได้ฟังสวดมนต์หรือทำสมาธิภาวนาไปพร้อมชวนให้เขาระลึกถึงความดี บุญทานที่เขาเคยทำมา ล้วนเป็นกุศลที่จะช่วยให้เขาไปสู่สุคติ การช่วยให้เขาปล่อยวางในสิ่งยึดติดต่างๆ ค่อยๆ ชักจูงเขาให้วางจากสิ่งที่หยาบอย่างทรัพย์สินไปสู่สิ่งที่ละเอียดอย่างตัวตนจิตวิญญาณ”

การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสงบจิตใจ เพราะการรับรู้และอารมณ์ของผู้ป่วยนั้นเปราะบางละเอียดอ่อนมาก ควรให้เขาอยู่ในที่ที่สงบ อบอุ่นใจ ญาติมิตร หลีกเลี่ยงแสดงการเศร้าโศก หดหู่ โต้เถียง ทำความเข้าใจกับแพทย์ งดการเจาะ ผ่า หรือการรักษาใดๆ ที่ไม่จำเป็น

ไม่มีวิธีใดอีกแล้วที่จะเร่งให้คุณเติบโตเยี่ยงมนุษย์ได้ดีไปกว่าการช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย การดูแลเอาใจใส่ผู้ใกล้ตาย แท้ที่จริงก็คือการเพ่งพินิจความตายของตัวคุณเองอย่างลึกซึ้งนั่นเอง เมื่อความตายใกล้เข้ามาควรหาทางปลดเปลื้องความรู้สึกเหล่านั้น ขอโทษ ให้อภัย อโหสิ การกระทำนี้ต้องอาศัยความกล้า ต้องลดทิฐิมานะไม่ยึดติด ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายด้วยบทเรียนราคาแพงคือความทุกข์ใจในยามใกล้ตาย

การยอมรับความตายเป็นสัจธรรมอันหลีกหนีไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องหนี หากต้องเผชิญหน้าอย่างมีสติ รู้ตัวด้วยความสงบ หากทำได้จะเป็นการตายที่ดีและนำไปสู่สุคติ

ต่างจากปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่พากันคิดไปว่า การตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เช่น นอนหลับแล้วตายไป เป็นการตายที่ดีและพึงปรารถนา

 

เพลงของแม่ อลีลา ไดแอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546333

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

เพลงของแม่ อลีลา ไดแอน

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

เมื่อชีวิตพานพบกับการเปลี่ยนแปลง แต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบรับในแบบซึ่งแตกต่างกันออกไป สำหรับศิลปินอย่าง “อลีลา ไดแอน” กับการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะด้านลบหรือบวก เธอถ่ายทอดมันออกมาเป็นบทเพลงอันรื่นรมย์และชวนครุ่นคิด

อลีลา ไดแอน นักร้องนักแต่งเพลงหญิงชาวอเมริกันวัย 34 ปี เธอเข้าสู่วงการเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว งานชุดแรกของ อลีลา นั้นได้หัวใจคนฟังชาวฝรั่งเศสอย่างมาก ก่อนเธอจะค่อยๆ เป็นที่รู้จักในส่วนอื่นของโลก นอกเหนือจากบ้านเกิดแล้ว ยุโรปก็เป็นฐานแฟนเพลงอันสำคัญ

Cusp นับเป็นอัลบั้มที่ 5 ของ อลีลา ไดแอน เธอยังคงนำเสนอบทเพลงมาในลีลาโฟล์ก โดยมีกลิ่นอายของแจ๊ซเข้ามาผสม เป็นงานที่โดดเด่นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด ชวนฝัน เคล้าคลอกับเสียงเปียโน และเครื่องสายซึ่งมาช่วยสร้างสีสัน โดยรวมแล้วแตกต่างไปจากงานชุดก่อนๆ ซึ่ง อลีลา ยกให้กีตาร์เป็นพระเอก

หลังจากกลายเป็นคุณแม่ เมื่อ อลีลา สามารถจัดเวลาให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก เธอจึงเริ่มแต่งเพลง ช่วงนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ ทำให้นิ้วเจ็บจนเล่นกีตาร์ไม่ถนัด แต่เธอยังมีเปียโน

อัลบั้มชุดก่อนหน้านี้ อลีลา เขียนขณะที่หัวใจสลายจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานใหม่ และมีลูกคนที่ 2 เมื่อความรักระหว่างหนุ่มสาวได้จากไป เกิดเป็นความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ที่เลิกร้าง และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ก็เข้ามาสู่ชีวิต

ในความคิดของ อลีลา เธอรู้สึกว่าพื้นที่ของวงการดนตรีที่จัดสรรไว้สำหรับผู้หญิงอายุ 30 กว่านั้นมีน้อย อีกทั้งยังเป็นคนที่มีลูกแล้ว แถมหน้าตารูปร่างไม่ได้โดดเด่นดึงดูดความสนใจมากนักก็ยิ่งมีที่ยืนน้อย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอยอมแพ้หรือถอยไป อลีลา ตั้งใจจะสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมา

เธอเขียนเพลงเกี่ยวกับการเป็นแม่และการมีลูก นอกจากจะมีแง่งามเต็มด้วยความอิ่มเอมใจ และมีความสุขแล้ว เธอยังบอกเล่าอีกหลายมุมของการที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องกลายเป็นแม่ ซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะหลากหลาย ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ร่างกาย ฮอร์โมน ฯลฯ อลีลา บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด เคยเหยียบย่างไปอยู่ระหว่างความเป็นและความตายขณะคลอดลูก หลังจากนั้นเธอรู้สึกยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังอยากให้เพลงของเธอช่วย “ผู้ให้ชีวิต” หรือ “แม่” ได้ความเคารพนับถือมากพออย่างที่ควร

บางแง่มุมเกี่ยวกับการเป็นแม่ในบทเพลงของอลีลา ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังในบทเพลงบ่อยนัก So Tired เป็นเพลงที่บอกเล่าถึงความเหนื่อยล้าของการเป็นแม่ นับตั้งแต่คลอดลูก เลี้ยงดูลูก และต้องทำงานไปด้วย ในกรณีของอลีลา ก็คือต้องออกทัวร์ไปพร้อมกับดูแลลูกและครอบครัว ซึ่งเธอได้บรรยายไว้ใน Albatross ส่วน Wild Ceaseless Song เป็นเพลงสำหรับลูกสาวของเธอ สำหรับ Never Easy เธอเขียนให้แม่ซึ่งพวกเขามีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีต่อกันนัก กระทั่งเมื่อ อลีลา กลายเป็นแม่ เธอจึงเข้าใจแม่ของตัวเองมากขึ้น เพลง Emigre ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพสะเทือนใจของเด็กน้อยผู้อพยพชาวซีเรียวัย 3 ขวบ ที่จมน้ำเสียชีวิต Song For Sandy เพลงนี้อุทิศให้กับ แซนดี เดนนี นักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้เสียชีวิตในวัย 31 และทิ้งลูกน้อยไว้เบื้องหลัง

อลีลา แต่งเพลงเหล่านี้แต่งที่บ้านบนเขา กลางป่าซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ เมื่อได้ฟังเราก็สามารถที่จะรู้สึกถึงบรรยากาศเหล่านั้นได้ เยียบเย็น เงียบเหงา แต่ก็สงบและสวยงาม

ผลงานที่ได้ออกมา นอกจากจะเป็นบทเพลงอันไพเราะงดงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็ง และละเอียดอ่อน ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แม่คนหนึ่ง และมนุษย์คนหนึ่ง

ดนตรีลีลาอาจจะไม่หวือหวาจัดจ้าน แต่ถ้าลองฟังดูเราจะได้รู้จัก “พลังของความเรียบง่าย”

โปล เซซานน์ กับผลงานพอร์เทรต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546332

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

โปล เซซานน์ กับผลงานพอร์เทรต

 โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ อีพีเอ, โปล เซซานน์

ครั้งแรกสำหรับชาวอเมริกันที่จะได้ชมซีรี่ส์ภาพพอร์เทรตจากศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้เอกอุ อย่าง โปล เซซานน์ ที่นำมาจัดแสดง ณ หอศิลป์แห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในนิทรรศการศิลปะ Cezanne Portraits วันนี้-1 ก.ค. ศกนี้

สำหรับ โปล เซซานน์ คนที่คุ้นเคยกับแวดวงศิลปะคงจะทราบดีว่าเขาแทบจะใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำงานของเขา วาดภาพแลนด์สเคปและภาพสติลไลฟ์เสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าในส่วนของผลงานพอร์เทรตนั้นกลับมีไม่น้อยเช่นกัน

ในจำนวน 1,000 รูป ที่จิตรกรชาวโพรวองซ์ได้สร้างสรรค์เอาไว้ในช่วงชีวิตการเป็นศิลปิน ปรากฏว่าประกอบไปด้วยภาพพอร์เทรตของครอบครัว เพื่อนฝูง และคนแวดล้อม ราว 160 ภาพด้วยกัน โดย 60 ชิ้น กำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติสหรัฐ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากที่ได้มีการจัดแสดงมาแล้วในหลายๆ ประเทศก่อนหน้านี้ อย่างที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ มูเซ ดอร์เซย์ กรุงปารีส ตามด้วยหอศิลปะพอร์เทรตแห่งชาติ กรุงลอนดอน

 

คอลเลกชั่นภาพพอร์เทรตของ โปล เซซานน์ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเขาในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเหมือนเป็นผลงานลับๆ ที่ทำให้เขาได้ฝึกฝนทดลองฝีมือของตัวเองหลายๆ อย่าง ก่อนจะไปสร้างสรรค์ผลงานแลนด์สเคปและสติลไลฟ์ที่สร้างชื่อ เช่น ภาพวาดพอร์เทรตภริยาตัวเองในสีสันสดใส ทว่ารายละเอียดที่บริเวณริมฝีปากหายไป ด้วยเทคนิคการป้ายสีหนาๆ ด้วยเกรียงผสมสี (Palette Knife) เป็นต้น

สำหรับ โปล เซซานน์ นั้น แน่นอนว่า เขาได้ศึกษาภาพวาดของบรรดาโอลด์มาสเตอร์มามากมาย หากเขาได้ฉีกตัวเองออกมาในแนวทางของโมเดิร์นนิสม์อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มแรก แมรี่ มอร์ตัน หัวหน้าฝ่ายศิลปะฝรั่งเศสของหอศิลป์แห่งชาติ สหรัฐ กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ร่วมของนิทรรศการ Cezanne Portraits นี้ด้วย บอกว่า แม้กระทั่ง ปาโบล ปิกัสโซ ซึ่งเกิดทีหลังยอดจิตรกรเมืองน้ำหอมผู้นี้ถึง 42 ปี และเรียกว่าเป็นเจ้าตำรับของศิลปะคิวบิสม์ ยังเคยกล่าวเอาไว้ว่า โปล เซซานน์ คือ “บิดา” ของชาวโมเดิร์นนิสม์ทุกๆ คน

“โปลเข้าใจความหมายของโมเดิร์นนิสม์มาก่อนใครเพื่อน มันไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ ไม่ใช่เรื่องของจุดใดจุดหนึ่ง ไม่ใช่แค่เส้นๆ นั้น แต่มันเชื่อมโยงหลายสิ่งเข้าด้วยกัน” แมรี่ กล่าวกับเอเอฟพีด้วยว่า เทกซ์เจอร์ของชิ้นงานก็เป็นหนึ่งกุญแจสำคัญ อย่างในผลงานพอร์เทรต Antony Valabregue (1866) ก็ได้แสดงออกถึงผลงานสไตล์ดิบๆ ของเขาที่เน้นให้เห็นพื้นผิวเทกซ์เจอร์ของงานที่ไม่ธรรมดา

 

งานชิ้นนี้ โปล เซซานน์ ได้ส่งไปจัดแสดงที่ซาลงในกรุงปารีส ณ ช่วงเริ่มต้นอาชีพ ผลปรากฏก็คือ ภาพชิ้นนี้ได้รับคำวิจารณ์แบบย่อยยับ ไม่มีชิ้นดี นอกจากบรรดาคณะกรรมการจะไม่สนเทคนิคความดิบของฝีแปรงแล้ว ยังเห็นว่าภาพพอร์เทรตของกวีดัง อองโตนี วาลาแบรจก์ นั้น ช่างดูไม่สง่างามสมศักดิ์ศรีเอาเสียเลย ทำให้ภาพดังกล่าวถูกเตะกระเด็นออกจากซาลง (แกลเลอรี่) ไปโดยพลัน

อย่างไรก็ตาม โปล เซซานน์ จิตรกรลูกชายนายแบงก์ผู้ร่ำรวย หาได้สะทกสะท้านต่อคำวิจารณ์ไม่ เขาออกมาตอกกลับบรรดากรรมการทันควันว่า ภาพพอร์เทรตสุดล้ำภาพนี้ ไม่เพียงลงสีด้วยมีดเท่านั้น ยังใช้ปืนในการเพนต์อีกต่างหาก!!! ภายหลังภาพพอร์เทรตของ อองโตนี วาลาแบรจก์ โดยฝีมือของโปล เซซานน์ กลับกลายเป็นภาพดัง และยังมีตอนต่อมาอีกหลายเวอร์ชั่นด้วย

 

แมรี่ บอกด้วยว่า พอร์เทรตของคนที่โดนย่ำยีมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ออร์ตองส์ ฟิเกต์ ภรรยาของศิลปินเอง ที่หน้าใบหน้ารูปไข่ และผมยาวสลวยของเธอออกมาไม่เคยมีดีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพพอร์เทรตที่วาดโดยจิตรกรใหญ่ผู้เป็นสามีของเธอนั้น เธอไม่เคยมีรอยยิ้ม

“ไม่ว่าจะเป็น Madame Cezanne in a Red Armchair (1877) หรือซีรี่ส์ Madame Cezanne in a Red Dress (1888-1890)” แมรี่ บอก

จอห์น เอลเดอร์ฟิลด์ ภัณฑารักษ์ร่วมอีกคน บอกว่า ในบรรดาภาพพอร์เทรตของ โปล เซซานน์ ทั้งหมดมี 30% ที่เป็นพอร์เทรตของภรรยาตัวเอง “บางทีเขาก็อาจจะเบื่อๆ วาดภาพภรรยาตัวเองบ้างก็ได้ หรือไม่เธอก็อาจจะเบื่อที่ต้องเป็นแบบให้เขาวาดเป็นประจำ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องโดนย่ำยีเลยครับ”

 

“โปลทดแทนขนบด้วยความไม่มีขนบ อย่างการวาดภาพพอร์เทรตโดยปกติแล้ว ทุกคนต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพ ‘เหมือน’ บุคคลที่เป็นแบบใช่มั้ยล่ะ แต่คุณจะคาดหวังอย่างนั้นไม่ได้หรอก หากเป็นผลงานแนวโมเดิร์นนิสม์ หรืองานของ โปล เซซานน์ น่ะ” แมรี่ ทิ้งท้ายให้เห็นความไม่ธรรมดาของนิทรรศการ Cezanne Portraits ครั้งนี้

เอก กฤษณาวารินทร์ ‘แข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546329

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

เอก กฤษณาวารินทร์ ‘แข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง’

โดย ปอย

สุดยอดของนักแอดเวนเจอร์ตัวจริง ดีเจเอก กฤษณาวารินทร์ ดีเจจากเอไทม์ มีไลฟ์สไตล์เกาะกระแส “สปอร์ต เมเนีย” เผยความคลั่งไคล้กีฬาสไตล์คนยุคใหม่ การแข่งขันสนามล่าสุด ไทยแลนด์ไตรลีก ที่บางแสน  ดีเจเอกทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ตามด้วยวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัย ทำสถิติไตรกีฬาระยะใกล้ หรือ Sprint Distance ในสนามไตรกีฬาริมทะเลเมืองท่องเที่ยวเก่าแก่ของไทยได้ดีเยี่ยม รั้งอันดับ 8 กลุ่มนักวิ่งชาย อายุ 40-49 ปีขึ้นไป

ไฮไลต์สำคัญสนามนี้ ดีเจเอก บอกประทับใจบรรยากาศเมืองบางแสน ที่มุ่งมั่นก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้อย่างเต็มรูปแบบไปได้ภาคภูมิแล้ว เมืองสวยงาม มีเส้นทางปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ถนนข้าวหลามตัดใหม่ การวิ่งบนถนนเลียบชายหาด ผ่านแหลมแท่น วิ่งขึ้นเขาสามมุข เส้นทางปั่นจักรยานโชว์วิวเมืองท่องเที่ยว

“ทุกครั้งที่ลงสนาม คือการแข่งกับเวลา แข่งกับตัวเอง สนามนี้ระยะสปรินต์เป็นระยะทางการแข่งขันสั้นที่สุด หรือเรียกว่าไตรกีฬาระยะสั้น โดยมีระยะทางว่ายน้ำอยู่ที่ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และตบท้ายวิ่งที่ระยะทาง 5 กิโลเมตร ไตรกีฬา คือการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทนี้ ต่อเนื่องกันครับ โดยทำความเร็วในการแข่งขันให้ดีที่สุด ซึ่งผมทำเวลาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง 26 นาที

สนามบางแสนผมประทับใจในตอนเข้าเส้นชัย คนเมืองนี้เคยชินกับการปิดเมืองแข่งขันกีฬาหลายๆ ประเภท ทั้งการแข่งรถแบบซิตี้เรซ การแข่งขันจักรยานแบบเซอร์กิต การแข่งขันวิ่งมาราธอน รวมถึงไตรกีฬา กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในตอนนี้นะครับ ก็จะมีคนมาปรบมือต้อนรับและให้กำลังใจนักกีฬา เมื่อเข้าสู่เส้นชัยได้สำเร็จ การแข่งขันไทยแลนด์ไตรลีกที่บางแสนคึกคักมาก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในการก้าวเข้าสู่เมืองกีฬาที่สมบูรณ์แบบในอนาคตได้เลยครับ

ความรู้สึกเมื่อแตะเส้นชัย ยิ่งช่วงสุดท้ายระยะ 200-300 เมตร แรงก็จะกลับมาเลย จากป้อแป้ กลายเป็นแรงมาฮึกเหิม หรือที่เรียกว่า ฟิน ความที่ได้เห็นคนยืนรอเชียร์ รอถ่ายรูป อะดรีนาลินก็หลั่ง นี่คือความสุขว่าเราทำได้สำเร็จแล้ว มันคือการพัฒนาตัวเองได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว และทำให้เรากล้าไปลองชาเลนจ์ใหม่ต่อไป”

ดีเจเอกเริ่มต้นสนทนาเล่าบรรยากาศการแข่งขันกีฬาที่ติดเข้าไปในเส้นเลือด กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นราว 4-5 ปีที่แล้ว กับการปั่นจักรยานฟิกเกียร์ หรือจักรยานที่มีเกียร์เดียว ดีเจเอก บอกว่า เมื่อกำลังขาแข็งแรง เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองมากขึ้น กีฬาก็กลายเป็นสิ่งท้าทายกับตัวเอง ความสุขคือชอบการเอาชนะตัวเอง ชีวิตมีการวางเป้าหมาย การได้เอาชนะสร้างความภูมิใจ แล้วก็จะมีการตั้งเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่มาของการลงสนามวิ่ง

“ผมฝึกความแข็งแกร่ง ลงสนามการแข่งขันไตรกีฬาระยะมาตรฐานด้วยครับ เริ่มต้นที่การวิ่ง 10 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตร และว่ายน้ำอยู่ที่ 1.5 กิโลเมตร ระยะนี้ถือเป็นระยะมาตรฐานของไตรกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิก นักกีฬาทุกคนนะครับ ใครทำได้ก็ไปต่อที่สนามไอรอนแมน เป็นการแข่งขันที่ถือว่ายากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกีฬา จบภายใน 1 วัน การแข่งขันประกอบด้วย ว่ายน้ำ 3.86 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180.25 กิโลเมตร และวิ่ง 42.2 กิโลเมตร ทุกอย่างต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีเวลาให้เพียง 17 ชั่วโมง สนามที่ผมมุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายว่าจะไปให้ได้คือ ไอรอนแมนที่สวิตเซอร์แลนด์ครับ”

ดีเจเอกประเมินสถานการณ์ว่าน่าจะทำเวลาได้ 14-15 ชั่วโมง ก็น่าจะโหดไม่น้อยแล้ว แม้ว่ามีพื้นฐานในการปั่นจักรยานแข็งแกร่งเป็นทุนอยู่แล้ว แต่เส้นทางนี้เป็นเขา ไม่ใช่ทางราบ และอากาศราว 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระดับนี้ไม่มีอุปสรรคกับการวิ่ง แต่สำหรับว่ายน้ำจัดว่าต้องว่ายฝ่าน้ำค่อนข้างเย็น ที่สำคัญคือการที่เริ่มหัดว่ายน้ำในช่วงวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็จะสู้คนว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้แน่นอน จึงทำให้ต้องฝึกฝนหนักยิ่งขึ้นไปอีก

“ผมลงสนามไตรกีฬา 6-7 รายการ ภายในเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา พอได้เล่นอะไรใหม่ๆ แล้วมันก็ฮึกเหิมนะครับ ผมไม่ถนัดว่ายน้ำ แล้วว่ายน้ำทะเลมันก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้น เรามาเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาในวัย 40 กว่าปีแล้ว แต่หัวใจการแข่งขันก็คือความท้าทายที่ไม่ได้จะเอาชนะใคร เราจะสู้เพื่อเอาชนะนอกจากตัวเอง ทำเพื่อความสะใจและแข่งกับตัวเอง คิดแบบนี้สนุกกว่า

ไอดอลของผมคือโค้ชผู้ฝึกสอนของผมเวลานี้ สุนทร ใจมาบุตร ผู้ฝึกสอนไตรกีฬา Stroke Technical Open Water Swimming ‘โค้ชกระสุน’ หรือที่ทุกคนทราบว่าเป็นนักกีฬา ‘มนุษย์ล้อ’ โค้ชประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากคนประสบความสำเร็จเป็นนักไตรกีฬาความหวังของชาติ พีกในอาชีพถึงที่สุด แต่วันหนึ่งชีวิตเล่นตลก ต้องสูญเสียประสาทยืดเหยียด ร่างกายตั้งแต่หน้าอกไล่ลงมาถึงฝ่าเท้าไม่สามารถควบคุมได้ แต่นั่นกลับไม่ใช่อุปสรรคในชีวิตเขาเลยครับ

โค้ชกระสุนกลับมาเทรนตัวเองให้กลับมาเล่นกีฬาได้ เท่านั้นไม่พอเขายังถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นได้อีกด้วย ในสนามกีฬาโอลิมปิกคนพิการ แม้ว่าเสียเปรียบคนพิการตั้งแต่กำเนิดที่ควบคุมร่างกายดีกว่า หรือคนขา-แขนขาดเพียงข้างเดียว แต่โค้ชไม่ยอมแพ้ ผมจึงให้โค้ชกระสุนเป็นไอดอล ผมว่ายน้ำไม่เก่งเท่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ฝึกแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ ครับ สถิติที่ดีกว่าเดิมคือชัยชนะของเรา”

ปั่นตามรอยวิถีอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546327

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:40 น.

ปั่นตามรอยวิถีอินทรีย์

โดย กั๊ตจัง ภาพไม่มีเครดิต

แนวคิดวิถีอินทรีย์นั้นไม่ใช่เพียงแค่เราจะได้อาหารปลอดสารพิษ แต่ยังได้ ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เรียกว่าเที่ยววิถีอินทรีย์ โดยเฉพาะที่ จ.นครปฐม อ.สามพราน นั้นมีแหล่งท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ อยู่หลายแห่งที่เราสามารถปั่นจักรยาน เพื่อเที่ยวชมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร

เส้นทางปั่นเที่ยวนี้ริเริ่มโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ และร้านปลูกปั่นร่วมกันเริ่มทริป “ปลูกปั่น…ปั่นตามวิถีอินทรีย์สุขใจ” ด้วยการปั่นจักรยานชม ชิม ช็อป ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล พื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ศึกษาแหล่งที่มาของวัตถุดิบอินทรีย์ และสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกร หวังเพิ่มความเชื่อมั่นวิถีอินทรีย์ และกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักรู้คุณค่าของออร์แกนิก ที่ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ก่อเกิดผลดีตลอดห่วงโซ่อาหาร

เป้าหมายแรกของเส้นทางปั่นนี้อยู่ที่สวนส้มโออินทรีย์ของอุบล การะเวก ชาวบ้านเรียกว่าสวนส้มโอ ลุงอุบล ตั้งอยู่ ต.ทรงคนอง หลังจาก ลุงอุบล เกษียณอายุราชการก็กลับมาสานต่ออาชีพทำสวนส้มโอจากพ่อ เปลี่ยนแนวทางการทำสวนจากสารเคมีมาใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

เปลี่ยนเอาสะเดา ไข่ไก่ นมข้นหวาน น้ำปลา ขี้หมู ข้าวสุก และน้ำคลอง ผสมและหมักจนกลายเป็นสารกำจัดหนอน แมลง ใช้แทนปุ๋ยทางใบ ปุ๋ยทางดิน ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า ทำให้สามารถลดต้นทุนได้ถึง 80-90% ทำให้ได้ส้มโอที่มีคุณภาพ รสชาติดี ส่วนปัญหาเรื่องแมลงรบกวนก็ใช้สารชีวภาพน้ำหมักไล่แมลง ทำให้พื้นที่ 8 ไร่ สามารถผลิตส้มโอชั้นดีเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังเปิดให้ชมขั้นตอนการปลูก วิธีดูแลรักษา การใช้ชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ รวมถึงแนะเทคนิคการเลือกส้มโอที่ทำให้เรารู้ว่าต้องเลือกส้มโอลูกไหน แบบไหน ถึงจะได้รสชาติอร่อยที่สุด

จาก ต.ทรงคนอง ต้องปั่นจักรยานไปที่ ต.บางช้าง แดดร้อนและค่อนข้างเหนื่อสักหน่อย แต่ปลายทางนี้เราจะได้เห็นพื้นนาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งคือ นาข้าวอินทรีย์บ้านศรีเบญจรงค์ ของธรวิกา ปานเจริญ มีความสวยงามยามสายๆ ที่จะได้เห็นดอก ดอกคุณนายตื่นสาย และดอกไม้หลากสีอื่นๆ ที่ปลูกไว้รอบคันนา ไม่จำเป็นว่านาข้าวจะต้องมีเพียงแค่ต้นข้าว มะพร้าวและคันนาเสมอไป

นาแห่งนี้ก็เหมือนนาทั่วไปที่เมื่อเริ่มต้นเจ้าของยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก กลัวว่าผลผลิตจะได้ไม่ดี จึงเริ่มซื้อหนังสือเข้ากลุ่มเรียนรู้ หาที่ปรึกษา จนเริ่มมีความมั่นใจว่าสามารถทำได้แน่นอนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเรียนรู้ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จในที่สุด แถมได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM

พื้นนาแห่งนี้ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมนครชัยศรี ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมือง การทำเกษตรผสมผสาน ปรับพื้นที่นาโดยทำคันนาให้กว้างขึ้น ให้มีพื้นที่ปลูก ต้นหม่อน มะเขือเทศ ตะไคร้ และผักสวนครัวอื่นๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการหาซื้อพืชผักระหว่างรอผลิตต้นข้าว และยังสามารถนำผลผลิตที่เหลือมาวางขายหารายได้เพิ่มเติมได้อีกด้วย ที่สำคัญนาแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นท้องนาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ไม่เพียงแค่นี้ในพื้นที่ใกล้ๆ กันยังมีสวนของขวัญเรือน เพ็ชศรีนวล เจ้าของสวนฝรั่งกิมจู ที่เป็นอีกผู้หนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร วิถีอินทรีย์ เพื่อดื่มน้ำฝรั่งอินทรีย์และมะพร้าวน้ำหอม เยี่ยมชมหาซื้อผลิตงามๆ จากสวน หลังจากพักจนหายเหนื่อยก็ได้เวลาปั่นกลับมาที่สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์เพื่อชม ปฐม ออร์แกนิกฟาร์ม สวนเกษตรอินทรีย์ ชมสวนเกษตรอินทรีย์ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเก็บผัก เก็บไข่ นำไปปรุงอาหารด้วยตัวเอง และรับประทานอาหารกลาง วัน จากผลผลิตออร์แกนิก ท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่

หากสนใจเข้าร่วมทริปปั่นจักรยานเส้นทาง ปลูกปั่น…ปั่นตามวิถีอินทรีย์สุขใจ ลองติดต่อผ่านทางมูลนิธิสังคมสุข 034-322-588-93 เพราะถ้าเราปั่นไปเองเพียงลำพังแล้วอาจจะไม่ได้ร่วมรับฟังเกษตรกรที่จะมาบรรยายและพาชมสวนได้เหมือนกับการเข้าร่วมทริปที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ที่ให้เราได้มาเรียนรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบจากต้นทางการผลิต มารู้จัก มาเข้าใจวิถีชีวิตเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าเกี่ยวกับวิถีอินทรีย์ และสามารถนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อผู้บริโภคให้เห็นคุณค่า และเกิดความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันช่วยส่งเสริมเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ และทำให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพจากการรับประทานอาหารที่ดีกันมากขึ้น

ดอยติ้วโมเดล…สโลว์ไลฟ์บนดอยสูง อดุลย์ จิณะชิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546326

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

ดอยติ้วโมเดล...สโลว์ไลฟ์บนดอยสูง อดุลย์ จิณะชิต

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ อดุลย์ จิณะชิต

คนสมัยนี้มีความทุกข์ ที่บางทีเราได้หลงลืมตัวเองไปติดอยู่กับบ่วงแห่งความเร่งรีบ อดุลย์ จิณะชิต ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว จ.น่าน แบ่งปันชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเขาบนดอยสูง ชีวิตที่แช่มช้าทว่างดงาม คุณค่า ความดีงาม และการฝึกหัดปฏิบัติจิต ที่เขาได้รับจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสู่ความเรียบง่าย

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ในวัย 52 ปี ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตและอาศัยอยู่บนพื้นราบ หากต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิง ทั้งอาชีพ ถิ่นฐาน ภูมิลำเนา ภูมิอากาศ เรื่องราวของเขาให้แรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นทางเลือกสำหรับใครก็ตามที่อยากเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ หรือเป็นประโยชน์สำหรับใครก็ตามที่จะฉุกคิด เพียงแค่นี้ก็ดีใจแล้ว

“ผมว่าชีวิตผมเปลี่ยนเพราะความเริ่มรู้จักตัวเองว่ารักในธรรมชาติ หรือความรักธรรมชาตินี่แหละที่เปลี่ยนผม” ผู้อำนวยการอดุลย์เล่า

เริ่มจากความรักธรรมชาติ อยากอยู่กับธรรมชาติ มีความรู้สึกว่า อยู่กับธรรมชาติแล้วใจเย็น ใจเย็นลงแบบเพียงพอที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความสุขแผ่วๆ ที่เป็นริ้วๆ เหมือนระลอกน้ำเล็กๆ ที่กระเพื่อมอยู่น้อยๆ ตรงกลางใจพอดิบพอดี เขาถามตัวเองว่า ทำไมแค่ต้นไม้สีเขียวก็ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้นไปหมด

“ดีงามไปกับธรรมชาติหมดเลย เห็นเป็นมหัศจรรย์ ที่อยู่ดีๆ ก็ใจเย็น ใจดี สดชื่นขึ้นมาจนตัวเราเองก็รู้สึกได้” อดุลย์เล่า

อดีตของผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ไม่ใช่ครูบนดอย แต่เป็นพ่อค้าวาณิช ด้วยตระกูลทำมาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพค้าขายมาตลอด ทั้งปู่ย่าตายาย กระทั่งพี่น้องทุกคน ผู้อำนวยการอดุลย์มีพี่น้อง 5 คน ทุกคนล้วนทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นพ่อค้าทั้งสิ้น พื้นเพเป็นชาว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เติบโตและใช้ชีวิตอยู่พื้นราบ จบวิทยาลัยครูที่ลำปาง แล้วกลับมาเป็นพ่อค้า ครอบครัวทำเป็นแต่พ่อค้า

“เมื่อก่อนตอนที่ผู้อำนวยการอยู่ที่ข้างล่าง หมายถึงพื้นราบข้างล่าง จะขับรถไปที่ตลาดสักที รถก็ติดวุ่นวาย หาซื้อนู่นซื้อนี่ วิ่งวุ่นตลอดเวลา กลัวจะไม่ทันนู่นกลัวจะไม่ทันนี่ ไม่รู้กลัวอะไรหนักหนา ทำอะไรไม่เคยทันสักอย่าง ตอนนั้นยังหนุ่ม ยังไม่ได้เป็นครู เป็นแต่พ่อค้า ก็รีบเร่ง ก็หาแต่ประโยชน์เข้าตัว คิดแต่เรื่องประโยชน์ตัว”

อดีตผู้อำนวยการเป็นพ่อค้าขายของชำ อยู่ที่ในตลาดใน อ.ปัว จ.น่าน ขณะนั้นเป็นปี 2535 ก็มาคิดถึงชีวิตตัวเอง คิดถึงชีวิตที่รีบเร่ง ไม่มีความเป็นส่วนตัว ชีวิตเผื่อแผ่ให้ใครไม่ได้เลย ต้องคิดแต่กำไรขาดทุน ทำไมชีวิตถึงจำกัดอยู่แค่นี้ มองไปก็เห็นอยู่แค่นี้ นึกเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเองอย่างมาก

“ไปขออนุญาตคุณแม่ ขอเลิกเป็นพ่อค้าได้ไหม ครูเป็นลูกคนสุดท้อง ลูก 5 คนของแม่เป็นพ่อค้าหมด แม่บอกว่า คนนี้ไปรับราชการครูสักคนก็ดีเหมือนกัน”

เมื่อเปลี่ยนอาชีพ ชีวิตก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วเล่าว่า เมื่อเช้าก็ตื่นมาแล้วแต่งตัวไปโรงเรียน ถนนโล่ง เพราะสวนทางคนอื่นที่มีแต่จะมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่ของเราออกนอกเมือง สบายและโล่ง คล้ายๆ กับชีวิตของเราไม่ต้องฟุ้งซ่านไปตามแบบอย่างของคนอื่น มีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไร ก็รู้สึกว่าตั้งมั่นที่จะประกอบอาชีพเป็นครูให้ดีที่สุด

ผู้อำนวยการเล่าว่า ขณะนั้นทบทวนในใจเหมือนกัน คิดว่าเลือกไม่ผิด ดีใจที่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้สึกเป็นอิสระ จิตใจพองฟู ชีวิตครูก็ไต่เต้าตามปกติ ก่อนที่จะมาอยู่ทีโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ผู้อำนวยการได้ไปรับราชการตำแหน่งครูที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนั้นเป็นช่วงที่ปายกำลังบูม นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ฝรั่งก็เยอะ แต่ผู้อำนวยการไปสอนที่โรงเรียนที่ลึกเข้าไปจากปายอีก โดยไปเป็นครูที่โรงเรียนสาขา อยู่ห่างจากเมียนมาไม่ถึง 4 กิโลเมตร

ผู้อำนวยการสโลว์ไลฟ์ เล่าให้ฟังว่า ไปรับราชการครูที่โรงเรียนแห่งแรกอยู่ที่ปาย 5 ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ อ.ท่าวังผา สอนโรงเรียนบ้านสบขุ่น ต่อมาย้ายไปสอนที่โรงเรียนบ้านบ่อหยวก ที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน อยู่ที่บ่อเกลือเกือบ 7 ปี จึงย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านดอยติ้ว และสอนอยู่ที่นี่มาเกือบ 5 ปีแล้ว

“ทุกแห่ง ทุกโรงเรียนที่ครูไปสอน เหมือนกันหมด คือเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีชนเผ่าพื้นเมือง นักเรียนชนเผ่าเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ที่ปายก็มีเผ่ามูเซอ ลีซอเยอะ ตอนนั้นนะ ส่วนตอนที่กลับมาสอนที่น่าน ก็ขึ้นไปสอนโรงเรียนบนดอย ที่นี่มีหลายเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่ชาวดอย ม้ง กะเหรี่ยง ลีซอ มูเซอ ลัวะ”

การเป็นครูสอนโรงเรียนบนดอย ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ผู้อำนวยการอดุลย์เล่าว่า โรงเรียนตั้งอยู่บนภูสูง สูงกว่าน้ำทะเล 1,000 เมตร อากาศดีมาก เย็นสบาย อุณหภูมิต่ำสุดปีที่แล้ว 6 องศาเซลเซียส ตลอดวันตลอดเดือนและตลอดปีคือทะเลเมฆหมอกที่ท่ามกลาง ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล เหมือนฟองฝ้ายนุ่มที่ขัดเกลาให้เราได้อ่อนโยนลงอีก เยือกเย็นลงอีก

“คือความเป็นไปของธรรมชาติป่าเขา คือสโลว์ไลฟ์ในแบบบ้านดอยติ้ว จ.น่าน ที่ได้ประโยชน์ทั้งตัวและชุมชนส่วนรวม เราได้ฝึกตนฝึกใจพร้อมไปกับการเกื้อกูลโลก”

การเป็นครูดอย อยู่บนดอย ได้เห็นความยากลำบาก เห็นความยากแค้นของชุมชน ตั้งแต่การกินการอยู่ การใช้ชีวิต ความรู้การประกอบอาชีพต่ำต้อย ก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้คนเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและมารยาทในสังคมไทย ขณะเดียวกันก็ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของเผ่าตน

“ชีวิตของครูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่แค่ความช้าลงของชีวิต แต่คือจุดมุ่งหมายของชีวิต ที่ก็เปลี่ยนไปด้วย”

จากพ่อค้าที่คิดแต่ประโยชน์ของกระเป๋าเงินตัวเอง ชีวิตครูบนดอยยังได้เปลี่ยนให้ผู้อำนวยการอดุลย์ เป็นผู้ที่คิดถึงคนอื่น คิดช่วยเหลือคนอื่น คิดทำประโยชน์แก่ชาวดอยผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ธรรมชาติกลางป่าเขาได้กล่อมเกลาจิตใจที่เต็มไปด้วยพยศให้เลิกดื้อรั้น เลิกถือทิฐิมานะ กลายเป็นผู้อ่อนน้อมต่อหมู่ต่อชน

“ถ้าเราอยู่ในเมือง มันฟุ้งซ่าน เหมือนใจมันถูกจูงและบีบคั้นไปด้วยภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ขาดหายไป ต่อเมื่อเราได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ย้ายตัวเองออกจากเมือง จากความวุ่นวายทั้งหลาย เราก็ได้ช่วยเหลือคน ได้ดูคนยากคนจน ได้มีเวลาชวนเด็กนักเรียนทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ มันมีเวลาที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ”

ชีวิตเปลี่ยนไปได้เช่นนั้นจริงๆ เนื่องจากอิทธิพลของธรรมชาติ ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วเล่าว่า ได้ส่งผลและมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาอย่างมาก ถ้าไม่เพราะพลังจากธรรมชาติแล้ว คงไม่อาจเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้ ชีวิตผูกไว้กับธรรมชาติ บนป่าบนเขานี้เต็มไปด้วยธรรมชาติ เหมือนเรามีความรู้สึกร่ำรวยในสิ่งที่เราอยากมีแล้ว

ทุกวันนี้มีความสุขกับการดูแลเด็กในโรงเรียนบ้านดอยติ้ว เวลาว่างของผู้อำนวยการช่วงสุดสัปดาห์ คือ การดูแลสวนที่บ้าน มีกล้วยและต้นไผ่เล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งดูแลคุณแม่ที่ปัจจุบันชรามากแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็มีกรรมการหมู่บ้าน ที่จะขอเข้ามาปรึกษาปัญหาในเรื่องต่างๆ บ้าง ประสานความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาชุมชน

โรงเรียนบ้านดอยติ้ว ก่อนนี้มีเด็กนักเรียนแค่ 172 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 283 คน เนื่องจากผู้อำนวยการมุ่งมั่นทุ่มเท พัฒนาโรงเรียนและชุมชน เริ่มจากทาสีโรงเรียนกันด้วยตัวเอง ปลูกผักเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ ปลูกดอกไม้ ผู้อำนวยการเริ่มลงมือและบุกเบิกให้เด็กๆ กับชาวชุมชนได้เห็น ต่อมาจึงอาสากันมาร่วมด้วยช่วยกัน นับหนึ่งใจเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน

ล่าสุดมีองค์กรจิตอาสา บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) ที่ได้ขึ้นมาร่วมด้วยช่วยอีกหนึ่งแรง เมื่อทราบว่าโรงเรียนยังขาดงบประมาณในการทำพื้นสนามอเนกประสงค์ และสร้างห้องเรียนสำหรับเด็กพิเศษ จึงได้ช่วยเหลือสนับสนุน ระดมจิตอาสาพนักงานซาโนฟี่ฯ ทำกิจกรรมทาสี ปลูกต้นไม้ สร้างพื้นสนามปูนซีเมนต์และสร้างห้องเรียนเด็กพิเศษที่สุดยอด

ความเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้วฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ช้าลงว่า ธรรมชาติจะให้พลังแก่ทุกคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองหันเข้าหาธรรมชาติและเรียนรู้จากด้านในของตน เชื่อว่าจะมีพลังที่ผลักดันให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ต้องการ

“เรื่องแบบนี้ต้องอยู่ที่ใจเรา ถ้าปรารถนาที่จะทำ ถ้าต้องการจะทำ ก็ทำได้ทุกคน”

Utthan Pristhasana : The Lizard Pose Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546222

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

Utthan Pristhasana : The Lizard Pose Variations

 

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอwww.YogaSutraThai.com 

เนื่องจากตอนนี้กระแสการวิ่งกำลังมา อาสนะในวันนี้จะเหมาะกับคนที่วิ่งเยอะๆ เพื่อคลายอาการตึงที่ต้นขาด้านหน้า สำหรับคนที่ฝึกโยคะเป็นประจำในแต่ละครั้งมักจะมีท่าอาสนะท่ายืนหลายๆ ท่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มท่านักรบ 1, 2, 3 ซึ่งเรามักจะฝึกหลายรอบ ทำให้กลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าแข็งแรง แต่หากเราไม่ยืดเลยเพื่อเป็นการแก้กลับจะทำให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าสั้นลงและตึงขึ้น

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกลุ่มกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ ฟีเมอริสกันก่อน (เรียกสั้นๆ ว่า ควอดริเซ็บ Quadriceps หรือควอดส Quads)

ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่รวมกัน 4 กล้ามเนื้อ อยู่ด้านหน้าของต้นขาประกอบไปด้วย เรกตัสฟีเมอร์ริส วาสตัสแลเธอรัลลิส วาสตัสมีเดียส และวาสตัสอินเทอมีเดียส ในขณะที่ครูสอนโยคะอาสนะในหลายๆ คลาสจะสังเกตเห็นว่าคนส่วนใหญ่จะมีความอ่อนแอของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขารวมทั้งตึงมากๆ จะสังเกตได้ในหลายๆ ท่า

ทีนี้หากกล้ามเนื้อเรกตัสฟีเมอร์ริส (Eectus Femoris) สั้นและตึง จะทำให้การเคลื่อนไหวหัวเข่ามีข้อจำกัด รวมทั้งส่งผลไปถึงสะโพกด้านหน้า และหากสะโพกด้านหน้าตึงก็จะส่งผลไปที่ด้านหลังทำให้ปวดหลังต่ออีกได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความสมดุลทั้งความแข็งแรง Strength และความยืดหยุ่น Flexibility ให้ควบคู่กันไป สำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่ารุนแรง การพับเข่าจะยากและเจ็บปวดควรงดฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า Low Lunge โดยขาซ้ายอยู่หน้าขาขวาอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.หายใจออก วางท่อนแขนขวาลงไปที่พื้นพร้อมกับสอดแขนซ้ายเข้าไปที่ใต้ขาซ้าย ยืดแขนให้ยาวคว่ำมือแล้วให้นิ้วมือชี้ไปที่ปลายเสื่อด้านหลัง

 

3.หายใจเข้าหันหน้ามาที่ขาซ้าย

 

4.หายใจออกพับขาหลังขึ้นมาครึ่งทาง หากรู้สึกเจ็บหัวเข่าให้ใช้ผ้ารองใต้หัวเข่า

 

5.หายใจเข้าส่งฝ่าเท้าเข้ามาที่ก้นพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมารอ จากนั้นหายใจออกส่งมือไปจับเท้าข้างขวาให้ส้นเท้าติดก้น ค้างท่าสักครู่หายใจเข้า-ออกประมาณ  5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาทโทร. 02-636-6758-9

กำจัดไขมันส่วนเกิน โดย ไม่่ต้องผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546221

  • วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:46 น.

กำจัดไขมันส่วนเกิน โดย ไม่่ต้องผ่าตัด

โดย  เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเผย 4 วิธีหลักรูปแบบใหม่ในการกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วน (Body contouring) โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด

รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพของผู้หญิง เนื่องจากในเดือน มี.ค.ของทุกปี เป็นวันสำคัญและอยู่ในช่วงของวันสตรีสากล ที่ผ่านมามีผู้หญิงจำนวนมากมักประสบปัญหาในเรื่องของผิวพรรณและรูปร่าง โดยเฉพาะเรื่องของการหลงเชื่อจากการบริโภคข่าวสารผ่านสังคมออนไลน์ ทั้งในเรื่องของการแต่งเติมเสริมความงาม อาทิ การดูดไขมันและวิธีการสลายไขมัน รวมถึงการใช้เลเซอร์และเครื่องมือต่างๆ ในการดูแลสัดส่วนและรูปร่างให้คงความสวยงามไว้ตลอดนานเท่านาน นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรรับรู้เพื่อที่จะเลือกวิธีในการรักษาหรือเข้ารับบริการได้อย่างถูกต้อง

อาจารย์ พญ.จันทร์จิรา สวัสดิพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องของไขมันส่วนเกินเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจกันมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนรูปร่างอ้วนเท่านั้นที่มีปัญหาดังกล่าว แต่คนผอมก็มีความผิดปกติของไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดได้เช่นเดียวกัน โดยตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ถึงแม้ว่าการใช้วิธีการดูดไขมันส่วนเกินจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่วิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงและมีความเสี่ยงระหว่างการรักษา ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากการดมยาสลบทั้งก่อนและระหว่างการรักษา การมีแผล มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือมีรอยฟกช้ำได้มาก ทำให้ต้องอาศัยเวลาในการดูแลฟื้นฟูหลังการรักษานาน ดังนั้นจึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาเรื่องของไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเครื่องมือดังกล่าวสามารถลดไขมันโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัวมาก ไม่มีแผล มีผลข้างเคียงน้อย และไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษานาน

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่พบว่าใช้ได้ผลดีประกอบด้วย 1.การลดไขมันโดยการใช้ความเย็น (Cryolipolysis) โดยพบว่าเซลล์ไขมันเป็นเซลล์ที่มีความไวกับความเย็นได้มากกว่าเซลล์ผิวหนังส่วนอื่นๆ ทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลายตามมาหลังการรักษาเพียง 1-2 ครั้ง โดยการรักษาจะเริ่มเห็นผลได้ดีในช่วง 4-12 สัปดาห์หลังการรักษา 2.การลดไขมันโดยการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency) เพื่อทำให้เกิดความร้อนในบริเวณชั้นไขมัน ซึ่งถ้านานเพียงพอจะทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลาย การรักษาชนิดนี้มักต้องทำซ้ำหลายครั้ง (ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้) จึงจะเห็นผลได้ดีในการลดไขมัน 3.การลดไขมันโดยการใช้อัลตราซาวด์ (High-Intensity Focused Ultrasound ; HIFU) ซึ่งอัลตราซาวด์จะทำให้มีการสั่นของเนื้อเยื่อเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเกิดความร้อน ซึ่งจะทำลายไขมันตามมา การรักษาชนิดนี้มักทำ 1-2 ครั้ง ก็สามารถเห็นผลได้ดี และ 4.การลดไขมันโดยการใช้เลเซอร์ (Low-Level Laser Therapy) เป็นการใช้เลเซอร์เพื่อทำให้เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กลง ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีทั้ง 4 วิธี สามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยการดมยาสลบ เครื่องมือบางชนิดทำได้โดยไม่ต้องอาศัยยาชา บางชนิดอาศัยเพียงการทายาชาเฉพาะที่ผิวหนังเพื่อทำให้รู้สึกสบายมากขึ้นขณะทำเท่านั้น หลังการรักษาผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นนาน ส่วนมากสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติทันทีหลังทำ โดยผลข้างเคียงที่พบมีรายงานไม่มาก ส่วนมากพบเพียงอาการปวดหรือเจ็บเล็กน้อยขณะทำ พบมีอาการบวมแดงหรือมีรอยช้ำหลังทำได้ซึ่งมักหายได้เองในเวลาไม่นาน ส่วนการรักษาด้วยวิธีอื่นเช่นการฉีดสารเข้าใต้ผิวหนัง (Mesotherapy) พบว่ายังไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจนของยาที่นำมาฉีด ในประเทศไทยหรือแม้แต่ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก สารต่างๆเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาเพื่อนำมาใช้ฉีดเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วน ดังนั้นการนำยามาใช้ผิดประเภทอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ อีกทั้งจากการศึกษาและรายงานเคสผู้ป่วยของต่างประเทศยังพบผลข้างเคียงหลังการฉีดสารเพื่อลดไขมัน เช่น พบมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด มีการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียในตำแหน่งที่ฉีด หรือกรณีสารที่ใช้ฉีดมีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่อาจพบทำให้มีอาการบวม มีรอยแตกลายของผิวหนังตามมาได้