จิตวุฒิ ศศิบุตร ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมทั้ง ‘กาย-ใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547054

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:30 น.

จิตวุฒิ ศศิบุตร ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมทั้ง ‘กาย-ใจ’

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

การเป็นบริษัทนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายประกันภัยในยุคปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการแข่งขันสูงมาก และยิ่งในยุคดิจิทัลที่โหมเข้ามาทำให้ทุกธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด  เพื่อให้สามารถแข่งขันในธุรกิจต่อไปได้

แน่นอน การเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรก็หนีไม่พ้นต้องแบกรับความรับผิดชอบและมีหน้าที่ต้องพาองค์กรให้ฝ่าคลื่นพายุนี้ไปให้ได้

จิตวุฒิ ศศิบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาทำงาน ผมจะต้องทำอย่างเต็มที่ ทำเต็มประสิทธิภาพ แต่ผมก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาด้วย และที่สำคัญไม่ว่าจะทำงานหนักหนาแค่ไหน ก็ต้องเว้นวันอาทิตย์ไว้หนึ่งวัน ให้เป็นวันสำคัญของครอบครัว

“หากไม่จำเป็นจริงๆ ผมจะหลีกเลี่ยงที่จะรับนัดใครในวันอาทิตย์ เพื่อให้เวลากับลูก กับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการให้ชีวิตได้หยุดพักบ้าง ทำอะไรช้าๆ ลงบ้าง แล้วเมื่อถึงวันทำงานก็ค่อยมาสู้กันใหม่ เป็นการจัดเวลาให้สมดุลและสายสัมพันธ์ของครอบครัวก็ยังอยู่เหมือนเดิม” จิตวุฒิ กล่าว

จิตวุฒิยังมีเคล็ดลับในการทำงานอีกว่า หลักการทำงานของผม คือจะยึดตามหลักพุทธศาสนา ธรรมะทำให้มีสติ มีสมาธิ เวลาเจออุปสรรคอะไร ก็ต้องมีสมาธิก่อน เดินสายกลางเข้าไว้

“ถ้ามีรายได้เยอะ มีเงินเยอะ ก็เดินสายกลาง ให้รู้จักความพอดี จะได้ไม่ฟุ่มเฟือย หรือถ้ารายได้ตกขึ้นมา ก็ไม่เศร้า ต้องสู้กันใหม่ ต้องอยู่สายกลางเข้าไว้ จะได้ไม่คิดมาก ผมยึดหลักการนี้มาโดยตลอด”

ที่สำคัญ จิตวุฒิชี้ว่าต้องไม่อิจฉาริษยาใคร ต้องมีเมตตาในการทำงาน เพราะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วว่า การทำงานร่วมกับคนอื่น ร่วมกับคนหมู่มาก ก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ซึ่งก็ต้องเข้าใจผู้อื่นด้วย

“ถ้าใครมาด่าว่าหรือตำหนิเรา ก็ต้องพร้อมรับฟัง และสิ่งไหนที่ไม่ดีก็นำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น เหตุทะเลาะเบาะแว้งกันในที่ทำงานก็ย่อมลดลง นอกจากเรื่องการบริหารจิตใจในการทำงาน เรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย ผมจะวิดพื้นช่วงเช้า วันละ 100 ครั้ง และพยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 3-4 วัน”

ส่วนเรื่องอาหารการกิน จิตวุฒิบอกว่าถ้าเป็นอาหารเช้าก็เน้นไข่กับกล้วยเป็นหลักช่วงกลางวันก็กินปกติ ขณะที่ช่วงเย็นก็งดกินแป้งจะได้คุมน้ำหนักไปด้วย

“เมื่อก่อนหุ่นจะล่ำกว่านี้ เพราะเล่นเวทด้วย เอาใหญ่ แต่ปัจจุบัน ก็หุ่นก็เล็กลงมา ไม่เน้นหุ่นใหญ่แล้ว เมื่อรวมกับส่วนสูง 178 เซนติเมตร ก็ถือว่าร่างกายสมส่วนอยู่”

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ด้วยวัย 29 ปีในขณะนั้น จิตวุฒิถือว่าได้เป็นหนุ่มเนื้อหอมอีกคนหนึ่งของวงการแฟชั่นไทยเลยทีเดียว

เมื่อปีนั้น จิตวุฒิได้เข้าประกวดและได้รับตำแหน่งเป็นถึงสุดยอดหนุ่มโสดในฝันของนิตยสารคลีโอมาครองได้สำเร็จ และคงเป็นผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันที่ยังคงทำให้จิตวุฒิยังคงดูแลร่างกายดีมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เขายังเป็นคนชอบเล่นดนตรีอีกด้วย เล่นได้ทั้งเบส ทั้งแซ็กโซโฟน โดยร่วมกับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ก่อตั้ง “วงสนิม” ขึ้นมาเล่นด้วยกัน

“ทำงานเครียดๆ เวลากลับบ้าน ก็เล่นเปียโนบ้าง เล่นยิมบ้าง จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงานซึ่งก็ช่วยคลายเครียดดี เมื่อเล่นดนตรีก็ต้องคิดถึงตัวโน้ต เวลายกน้ำหนักหรือวิ่งก็ต้องมีสมาธิอยู่กับมัน ก็ผ่อนคลายได้ดี” จิตวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

‘สร้างความทรงจำมีค่าของแม่และลูก’ วสุ แสงสิงแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547052

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

‘สร้างความทรงจำมีค่าของแม่และลูก’ วสุ แสงสิงแก้ว

โดย ฤดูกาล ภาพ : วสุ แสงสิงแก้ว

เรื่องราวแสนน่ารักและอบอุ่นของ “จิ๊บ” วสุ แสงสิงแก้ว และคุณแม่วัย 80 ปี ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่กระตุกความรู้สึกและความคิดของลูกๆ ถึงช่วงเวลาที่มีอยู่ระหว่างกัน

จิ๊บเล่าว่า ในชีวิตของเขานั้น เดินทางไกลตั้งแต่เด็กทั้งไปเรียนหนังสือ ไปแข่งกีฬาเทนนิส ทำให้เขาคุ้นชินกับการเดินทางแต่เล็กจนโต

กระทั่งได้ทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศทำให้เขาต้องเดินทางอยู่เสมอ เรียกได้ว่า การเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ตอนเด็กๆ คุณยายจะชอบพาเที่ยวแนวธรรมชาติ ไปน้ำตก ไปภูเขา เพราะฉะนั้นตอนโตขึ้นมาทำให้เป็นคนชอบแคมปิ้งจนถึงตอนนี้ก็ยังมีแก๊งเดินป่าทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศอยู่ แต่อาจไม่สมบุกสมบันเหมือนแต่ก่อน เพราะด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ต้องรักษาสุขภาพกว่าเดิม” จิ๊บในวัย 50 ปีกล่าว

หลังจากเสียคุณพ่อไปเมื่อหลายปีก่อน ในฐานะลูกชายคนเดียวของบ้านทำให้เขาต้องตั้งเข็มทิศชีวิตใหม่ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไกลและไปอยู่ต่างแดนนานๆ ได้เหมือนเดิม

เขาจึงตัดสินใจออกจากกระทรวงการต่างประเทศ และเริ่มหน้าที่ใหม่กับตำแหน่ง คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เพื่ออยู่ใกล้ชิดมารดา ดูแลกิจการครอบครัว และทำงานในวงการบันเทิงที่คุ้นเคย

“ถ้ามีโอกาสจะชวนคุณแม่ไปเที่ยวไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งหากเป็นในไทยเราจะชอบไปเขาใหญ่ จันทบุรี พัทยา เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เรามีบ้านพักอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวและวางแผนมาก รวมถึงคุณแม่เป็นคนชอบรับประทาน ทำให้เราสนุกกับการหาร้านอาหารหรือหาเมนูใหม่ๆ ไปทำรับประทานกันเองด้วย” จิ๊บกล่าวต่อ

“หรือถ้าหากเดินทางไกลกว่านั้นก็ต้องวางแผนล่วงหน้าและตามใจคุณแม่ว่าอยากไปไหน เช่น ไปดูเทศกาลดอกไม้ที่ญี่ปุ่น กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของคุณแม่ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะเช็กร่างกายเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก่อนออกเดินทางไกลแต่ละครั้งก็ต้องพาท่านไปเช็กอัพให้ละเอียดอีกครั้งเพื่อความสบายใจ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว การได้รับการรับรองจากแพทย์ก็ยิ่งทำให้มั่นใจและสบายใจขึ้น”

หลักชีวิตข้อหนึ่งที่เขายึดถืออยู่เสมอคือ “ชีวิตเรานั้นสั้น” ดังนั้นจะทำอะไรอย่าผัดวันประกันพรุ่ง และอย่าให้มีวันที่มองย้อนหลังกลับมาแล้วนึกเสียใจ

“เราจะใช้ชีวิตยังไงให้มีคำว่าเสียใจและเสียดายน้อยที่สุด สำหรับผม ทุกครั้งที่มีโอกาสจะพาคุณแม่ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่ท่านอยากทำด้วยกัน ไม่รอหรือเลื่อนออกไปเพราะไม่มีใครรู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงไหม เข็มนาฬิกาชีวิตของผู้สูงวัยเขาเดินไม่เหมือนผู้ที่กำลังทำงาน สำหรับคนทำงานอาจรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่สำหรับพวกท่านทุกวันมีค่าและมีความหมาย ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะแสดงความรักกับท่าน ถ้าคิดแล้วต้องทำทันที”

นอกจากการทำงาน เขาได้ให้เวลาทั้งหมดกับคุณแม่สุดที่รัก เพื่อทดแทนช่วงเวลาในอดีตครั้งที่ต้องไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง และเพื่อทำทุกวันที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สร้างความทรงจำที่มีค่าให้เกิดขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Chill Journey : เที่ยวอย่างชิว แบ็กแพ็กเกอร์สายชิลฝันเดินทางรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547049

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:53 น.

Chill Journey : เที่ยวอย่างชิว แบ็กแพ็กเกอร์สายชิลฝันเดินทางรอบโลก

โดย รอนแรม  ภาพ : เที่ยวอย่างชิว

จากชายที่ได้รับแรงบันดาลใจ วันนี้เขากลายเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chill Journey :: เที่ยวอย่างชิว โดย “ชิว” ณัฐพล อดุลย์ผดุงศักดิ์ นักเดินทางอาชีพที่มีแฟนเพจติดตามกว่า 2.6 แสนคน เขาเล่าว่า

“แต่ก่อนเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีความฝันอยากเดินทางรอบโลก ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นผมดูรายการท่องเที่ยวแล้วอยากออกเดินทางตาม โดยรายการที่เป็นแรงบันดาลใจคือ หนังพาไป ที่มีพิธีกรสองคนเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ และเป็นรูปแบบรายการที่ผมไม่เคยดูมาก่อน เพราะทุกอย่างคือความจริง อารมณ์จริง และเป็นชีวิตจริงของสองนักเดินทาง

มันทำให้ผมรู้ว่าการไปเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ได้ ซึ่งตรงกับชีวิตในวัยเริ่มทำงานที่ยังไม่มีเงินเก็บมากเท่าไร แต่ก็สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้เหมือนกัน”

 ชิวกล่าวต่อว่า เมื่อเดินทางบ่อยขึ้นทำให้เขาอยากเขียนบันทึกการเดินทาง จึงเริ่มต้นด้วยการเขียนบล็อกให้ตัวเองอ่าน เพื่อบันทึกรายละเอียดต่างๆ ไว้กันลืม จากนั้น 1 ปีผ่านไปบันทึกการเดินทางก็มากขึ้น เขาจึงตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง

 “คอนเซ็ปต์ของเพจเที่ยวอย่างชิว จะพูดถึงการไปเที่ยวที่สบายๆ เพราะส่วนตัวชิวเองนอกจากชอบเที่ยว ยังชอบถ่ายรูป ชอบกิน โดยที่ไม่ต้องมีแบบแผนอะไรมากมาย และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของเราเอง”

 เมื่อเดินทางมากขึ้น และเริ่มมีงานจากการทำเพจเข้ามา ทำให้วันหยุดวันลาของพนักงานประจำขาดแคลน ชิวจึงตัดสินใจลาออกเพื่อมาเป็นนักเดินทางและบล็อกเกอร์เต็มตัว จนถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลาราว 1 ปีแล้วที่เขาเดินทางเป็นอาชีพ

 “เนื้อหาในเพจจะเป็นเรื่องต่างประเทศประมาณ 70% เรื่องในประเทศไทยอีก 30% ซึ่งหากใครติดตามเพจเที่ยวอย่างชิวมาตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นความเติบโตของชิวไปด้วย อย่างสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะนั่งรถตู้รถทัวร์ไปเที่ยวและเลือกนอนโฮสเทล

 จากนั้นพอเริ่มทำงานก็เปลี่ยนเป็นขับรถไปเที่ยวเอง และพักในโรงแรมที่สะดวกสบายกว่า แต่ไม่ว่าจะตอนไหน ชิวก็ยังเป็นแบ็กแพ็กเกอร์อยู่ เพราะเป็นสไตล์ที่เราชอบ”

  การท่องเที่ยวของเขาแบ่งเป็น 2 แบบ คือชมเมือง เช่น ปารีส มิลาน ที่มีความเป็นเมืองสูงและชมธรรมชาติ เช่น ไอซ์แลนด์ โครเอเชีย ที่มองไปทางไหนก็แทบไม่เห็นตึกรามบ้านช่อง

 ปัจจุบันชิวอายุ 29 ปี เดินทางมาแล้ว 51 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ส่วนฝั่งทวีปแอฟริกาและอเมริกายังอยู่ในลิสต์ที่ต้องไปให้ครบรอบโลก

 “สำหรับชิวการเดินทางมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ยังนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เที่ยว ไม่ได้เดินทาง ชีวิตจะเป็นยังไง” เขากล่าวทิ้งท้าย

 “การเดินทางทำให้เราโตขึ้น เพราะเวลาไปเที่ยวเราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยิ่งเดินทางยาวยิ่งได้ใช้ชีวิตมากขึ้น รวมทั้งการเดินทางยังสอนเรื่องการตัดสินใจ เพราะปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาขณะเดินทาง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับแผนที่เราวางไว้มันไม่สมบูรณ์ทุกครั้งไป

 ดังนั้น สถานการณ์ทำให้เราต้องตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุด การเดินทางทำให้เราไม่กลัวปัญหา เพราะเราเจอปัญหาเยอะ จนไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะสุดท้ายมันก็มีทางออก แค่ต้องมีสติ ไม่ตื่นตูม และค่อยๆ แก้ไขไป ซึ่งยิ่งเดินทางมากเท่าไร ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นคนสอนเราเอง”

ติดตามการเดินทางบทใหม่ของชิวได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Chill Journey :: เที่ยวอย่างชิว เว็บไซต์ www.chilljourney.com และอินสตาแกรม chilljourneyth ได้ยินมาว่าเขากำลังเขียนเรื่องจอร์แดนและประสบการณ์ตะลุยตะวันออกกลางครั้งแรก ห้ามพลาด!

‘รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม’ ขอแค่ได้รอยยิ้มกลับมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547045

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

‘รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม’ ขอแค่ได้รอยยิ้มกลับมา

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การทำความดีที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมสวยงามเสมอ ยิ่งการทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนยิ่งงดงาม ควรแก่การยกย่องและย่อมอยู่ในใจผู้คนตลอดไป

หนุ่มวัยสี่สิบพลัสคนหนึ่งกับผองเพื่อนที่ตั้งใจทำความดีเพื่อประโยชน์แก่สังคมอย่างจริงจังมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จากสังคม

เขาคนนั้นคือ “หมู” สำเริง เจริญรุ่งเรือง ผู้ก่อตั้งเพจ “รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม” เจ้าของร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์เล็กๆ ในซอยนวมินทร์ 163 และยังเป็นอาสากู้ภัยช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

ความดีที่สำเริงทำ มินับการเป็นอาสากู้ภัยที่ทำมานาน ก็คือได้ร่วมกับเพื่อนๆ 30 กว่าชีวิต ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ อาทิ ดารา นักร้อง กู้ภัย วินมอเตอร์ไซค์ พนักงานบริษัท ผู้รับเหมา เจ้าของกิจการ เป็นต้น นำอุปกรณ์การเรียนและทุนการศึกษาไปมอบให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ในหลายจังหวัด

“ไปมา 30 กว่าโรงเรียนแล้วครับ ในหลายจังหวัด เช่น ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สระบุรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี กาญจนบุรี ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งไปโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี มีการเลี้ยงขนม อาหารเด็กๆ เหมือนที่อื่นๆ ที่เคยทำมา พร้อมทั้งมีการแจกของให้ผู้ปกครองเด็กๆ ด้วย”

จุดเริ่มต้นของการรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม สำเริงเล่าที่มาให้ฟังว่า ไอเดียเกิดขึ้นในวงเหล้าเมื่อ 6 ปีแล้วที่เขากับเพื่อน 4-5 คน คุยกันว่าการตั้งวงกินดื่มไม่เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและสังคม ถ้าเอาเวลาสังสรรค์ไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมน่าจะดีกว่านี้

เพื่อนทุกคนเห็นตรงกันและได้เริ่มต้นกิจกรรมในปีนั้น แต่กิจกรรมที่ทำครั้งแรกและช่วงแรกๆ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลทั่วไป ต้องหาทุนในกลุ่มเพื่อนๆ และคนรู้จัก

“ผมในฐานะหัวหน้าทีมได้เปิดขอรับบริจาคทั่วไป แต่ไปขอรับบริจาคที่ไหนก็ไม่ค่อยมีคนอยากทำด้วย ผมว่าผู้คนยังไม่เชื่อมั่นในตัวพวกผม บางคนเห็นหน้าตาพวกเราแต่ละคนก็ไม่อยากทำบุญแล้ว (หัวเราะ) อย่างผมชอบนุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อกล้ามคนก็มองเห็นลายสัก บางทีผมแต่งตัวแบบนี้จริง แต่ผมก็ดูกาลเทศะนะ

การทำกิจกรรมในช่วงแรกๆ จึงขอรับบริจาคจากเพื่อนๆ ที่รู้จักในกลุ่มอาสากู้ภัยบ้าง วินมอเตอร์ไซค์บ้าง ที่สำคัญจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในซอยเดียวกัน ซึ่งเขารู้ดีว่าผมเป็นคนแบบไหน พอทำครั้งแรกก็มีครั้งที่ 2 ที่ 3 ก็ทำมาเรื่อยๆ และเราทำทุก 3 เดือน คนก็เริ่มเห็นว่าเราทำจริง ต่อมาในปี 2559 ช่วงในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวรจึงได้ก่อตั้งเพจรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคมอย่างเป็นทางการ

มีสมาชิกกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 4-5 คน ปัจจุบันมี 30 กว่าคน มีนักร้องดาราเข้ามาร่วมด้วย หลักๆ เลยมี อาท รณชัย นักร้องลูกทุ่งเจ้าของอัลบั้มตามหาหัวใจ และยังเป็นอาสากู้ภัยด้วยทำให้ได้รู้จักกัน นอกจากมาร่วมกิจกรรมแล้วอาทยังช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วย วรรณษา ทองวิเศษ เป็นอีกคนที่ทั้งบริจาคและร่วมกิจกรรมเกือบทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีดาราคนอื่นถ้ามีเวลาก็จะมาช่วย เช่น พี่บุ๋ม ปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) แคนดี้ รากแก่น”การทำกิจกรรมทำดีเพื่อสังคมนี้ผู้ทำต้องเสียสละหลายอย่าง เช่น เสียสละความสุขส่วนตัว เวลาเงินของตัวเอง และต้องมีความอดทน มีความมุ่งมั่น กล้าหาญจึงจะทำได้

“เรื่องแบบนี้เราไม่สามารถบังคับใครได้อยู่แล้ว และไม่สามารถห้ามความคิดคนอื่นที่เขามีสิทธิจะมองเรา มองสิ่งที่เราทำอย่างไรก็ได้ เช่น บางคนเห็นหน้าตาพวกผมก็ไม่อยากทำบุญด้วยก็มีนะ ก็ห้ามเขาไม่ได้ เป็นสิทธิของเขา แม้กระทั่งโรงเรียนเองบางแห่งก็ไม่มั่นใจในพวกผม

ครั้งหนึ่งผมไปเซอร์เวย์โรงเรียนแห่งหนึ่ง ทางโรงเรียนได้ตอบรับกิจกรรมพวกผมแล้ว แต่พออีก 3 วัน ถึงวันงานโทรมาแจ้งยกเลิกบอกไม่สะดวก ซึ่งผมมาทราบทีหลังเหมือนว่าทางโน้นไม่มั่นใจหรือมีทัศนคติเชิงลบกับพวกผม ได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกท้อนะ แต่พวกผมไม่ถอยและไม่คิดว่าหน้าตาจะเป็นอุปสรรคในการทำความดี ผมว่าอยู่ที่ใจมากกว่า อีกอย่างสิ่งที่พวกผมทำก็ไม่ได้เอาหน้าตาทำ แต่เอาใจทำ ส่วนใครจะมองอย่างไรเป็นสิทธิของเขา เราไม่ก้าวล่วงแต่อยากให้รู้ว่าพวกเราทำด้วยใจครับ”

สำเริง เล่าต่อว่า ทุกครั้งที่ไปแจกอุปกรณ์การเรียน ทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารเด็กๆ เขาและเพื่อนๆ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนจากโรงเรียนและชาวบ้าน แค่หวังว่าไปแล้วได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกันก็มีความสุขแล้ว เวลากลับมาทำงานก็ทำให้มีกำลังใจและภูมิใจที่ได้ทำสิ่งมีคุณค่าต่อสังคม

“ผมกับเพื่อนๆ จะทำกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ แต่ตั้งเป้าให้ได้ 100 โรงเรียน ตอนนี้ทำไป 30 กว่าโรงเรียนแล้ว จึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีจิตใจดีมีใจเพื่อสังคมมาร่วมกันมากๆ ครับ เรายินดีเสมอ ส่วนกิจกรรมจะเริ่มอีกเมื่อไรนั้น สามารถติดตามข่าวสารของพวกเราได้ที่เพจรวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคมครับ”

ขอเป็นกำลังใจให้สำเริงและผองเพื่อน กลุ่ม “รวมเพื่อน ทำดีเพื่อสังคม” เดินหน้าทำดีต่อไป อย่าได้หมดกำลังใจหากจะมีใครที่ยังไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ แต่บอกได้เลยว่าอย่างน้อยเด็กนักเรียน 30 กว่าโรงเรียนที่คุณไปช่วยมาก็ทำให้คุณยิ้มได้เสมอ ถ้าท้อขึ้นมาเมื่อไรก็นึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ เข้าไว้…สำเริง สู้ๆ

สมพงษ์ โพธิ์ศรี เกษียณอย่างมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547043

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

สมพงษ์ โพธิ์ศรี เกษียณอย่างมีสุข

โดย เจียรนัย อุตะมะ

นาวาโทสมพงษ์ โพธิ์ศรี ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท ชาชักชาวเรือ แบรนด์ชาชักและโรตีที่มีแฟรนไชส์กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ในวัย 50 ปีวันนี้ เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเรียบง่าย พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินและเงินหมุนเวียนเข้ามาปรนเปรอชีวิต หลังจากเกษียณอายุการทำงานราชการตั้งแต่วัย 42 ปี

ทั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักตั้งแต่วัยหนุ่มเพื่อสร้างสมทรัพย์สิน พร้อมกับการวางแผนการเงินและวางแผนชีวิตมาอย่างดี

ในวันนี้เขายกหุ้นเกือบทั้งหมดในบริษัทชาชักชาวเรือให้ลูกสาวหรือหลานสาว ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวที่เขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเล็กเสมือนลูก และเรียกเขาว่าพ่อ พร้อมให้สืบทอดกิจการแทน ทั้งด้านการบริหารและจัดการแฟรนไชส์ร่วมกับหุ้นส่วน ในขณะที่เขานั้นถอยฉากออกมาแค่เป็นพี่เลี้ยงประคองอยู่ห่างๆ

นาวาโทสมพงษ์ยามนี้ นอกจากคอยไปตรวจเยี่ยมแฟรนไชส์ต่างๆ ประปรายแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในคอนโดมิเนียมย่านปิ่นเกล้า แหล่งที่อยู่อาศัยที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกย่านตะวันตกของกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ครั้งล่าสุดเขาและลูกสาว 2 คนไปเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเที่ยวกันเอง ซื้อตั๋วเครื่องบินไป 7 วัน นั่งสายการบินแอร์เอเชีย ใช้เงินเพียงคนละ 3.5 หมื่นบาท โดยไม่ต้องจ้างคนนำทัวร์ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์

“ผมไม่ชอบอยู่บ้าน มีบ้านอยู่พุทธมณฑล ชวนลูกๆ มาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ซื้ออยู่คนละชั้น สะดวกสบาย ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนบ้านมากนัก ไปดูแฟรนไชส์หรือธุระปะปังที่ไหนให้ลูกมารับไปด้วยกัน”

แม้ปัจจุบัน นาวาโทสมพงษ์ จะสร้างตัวจนมีฐานะดีมาก แต่เขายังใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีบำนาญทหารเรือเดือนละ 3 หมื่นบาท มีเงินสะสมไว้บ้าง และบริหารเงินด้วยการลงทุนหุ้นโดยให้ลูกสาวเป็นคนจัดการ ซื้อทองคำบ้าง โดยล้วนแล้วแต่ลงทุนระยะยาว

“ตอนนี้ลูกสาว 3 คน เรียนจบหมดแล้ว วัยไล่เลี่ยกัน 26 ปี 24 ปี และ 22 ปี โดยคนเล็กอีก 3 เดือนจะจบ คนโตทำงานโรงพยาบาล คนกลางเพิ่งออกจากโรงแรมดุสิตธานี มาช่วยบริหารบริษัท ชาชักชาวเรือ ซึ่งมีผู้บริหารช่วยดูแลอยู่แล้ว และเรามีแฟรนไชส์ของเราเองที่สาขาสายใต้ใหม่ กำไรก็เดือนละเกือบแสนบาท ยกให้ลูกสาวหมด”

ชีวิตของเขาแทบจะไม่มีห่วงอะไรแล้ว

เรื่องอาหารการกินแต่ละวัน นาวาโทสมพงษ์ ชอบใช้ชีวิตสามัญ รับประทานข้าวแกงร้านค้าในคอนโดมิเนียม โดยลงไปซื้อขึ้นมารับประทานบนห้อง และไม่ค่อยออกจากห้องไปไหนมากนัก หากเพื่อนๆ อยากพบเจอต้องเดินทางมาหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนจากโรงพยาบาลธนบุรี ที่เขาเคยทำงานแรกๆ ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม โดยทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

น้อยคนนักที่จะออกแบบชีวิตได้เฉกเช่น นาวาโทสมพงษ์ เพราะต้องทนทำงานหนักและสร้างฝันให้บรรลุตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อชีวิตบั้นปลายที่สมบูรณ์พูนสุขได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิต

หลังเกษียณระวัง(สมอง)ให้ดี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546795

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:29 น.

หลังเกษียณระวัง(สมอง)ให้ดี!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ ธิติ วรรณมณฑา, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ก็เพราะประสบการณ์เดิมๆ จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นทำให้หลังเกษียณกลายเป็นไทม์โซนที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสมอง ที่ความรู้และข้อมูลเก่าเก็บทั้งหลายจะกลายให้คุณคุ้นชินอยู่กับการใช้สมองเพียงซีกเดียว นั่นก็คือสมองซีกซ้าย ซึ่งอันตรายที่สุด

ไม่นับรวมพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินหวานจนเป็นนิสัย การไม่ออกกำลัง หรือการนอนหลับไม่เป็นเวลา หากจะให้ดีต้องปรับตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่คุณจะเข้าวัยเกษียณ เพื่อใช้ชีวิตวัยเกษียณได้อย่างมีความสุขและยืนยาวที่สุดนั่นเอง

ปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ

1.เมื่อเข้าสู่อายุช่วง 40-50 ปี ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มสึกหรอ ในวัยหนุ่มสาวเคยทำอะไรได้ง่ายๆ ก็อาจจะไม่ได้และไม่ง่ายอีกต่อไป คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะไม่มีอาการเหล่านี้ แต่คนทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกายเลย อาจรู้สึกถึงความชราได้ง่ายกว่า

2.สมองมีซีกซ้ายและซีกขวา แบ่งงานและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นสัดส่วน สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาเป็นส่วนของการทำงานสร้างสรรค์ เช่น ความรู้สึกทางศิลปะ การใช้จินตนาการ และการดำเนินชีวิต

การใช้สมองทั้งสองซีก เมื่อเติบโตขึ้นสมองก็จะพัฒนาตามไปด้วย แต่ระดับการพัฒนาจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้หรือประสบการณ์ชีวิตของคนนั้นๆ สมองที่ดีคือ สภาพของสมองที่พร้อมจะพัฒนาต่อไปได้อีกแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม นั่นหมายถึงการใช้สมองอยู่ตลอดเวลา

3.สมองส่วนคนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือพัฒนามากนัก คือสมองซีกขวา ที่เป็นส่วนของการควบคุมการมองเห็น ความเข้าใจและการจดจำ โดยสมองที่ผิดเพี้ยนไปมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ คอมพิวเตอร์ทำงานแทนสมอง จนสมองไม่ค่อยได้ทำงาน

4.ระลึกไว้เสมอว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งอยู่ใต้สมองใหญ่ทั้งซีกซ้ายและขวา ทำหน้าที่ช่วยจดจำสิ่งต่างๆ และเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว การใช้สมองส่วนนี้อยู่เสมอจึงช่วยพัฒนาสมอง เช่น ว่างๆ ก็ฝึกระบายสี คำนวณ หรือออกแบบภาพ 3 มิติ ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อเราเก็บข้อมูลไว้ใน “หน่วยความจำ” ของอุปกรณ์ต่างๆ ก็ทำให้สมองตีความว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สมองเพื่อจดจำอีกต่อไป ทางแก้หนึ่งจึงต้องจดจำบ้าง เช่น พยายามคิดให้ออก หาวิธีจำด้วยตัวเอง คิดเอง ปรับตัวเอง

5.หลังเกษียณต้องระวังให้ดี เพราะเมื่ออายุ 50 ปี ภายในสมองจะมีสารที่ทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น การใช้ชีวิตแบบขาดการกระตุ้น หรือปล่อยไปตามประสบการณ์ความคุ้นเคยเดิมๆ เท่ากับการปล่อยให้สมองส่วนที่ไม่ได้ใช้งานเพิ่มขึ้นโดยไม่แก้ไจ ยิ่งทำให้เสื่อมสภาพเร็ว

6.ขีดฆ่าทุกความเคยชิน เพราะสมองเริ่มเสื่อมตั้งแต่วินาทีที่คุณตัดสินใจว่า อย่างนี้ก็ดีแล้ว อย่างนี้ก็โอเค หรือไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร พยายามใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ตลอดชีวิต ขีดฆ่าความพอใจกับสภาพความเป็นไปรอบๆ ตัว เช่น ถ้าอ้วนอยู่ ก็อย่าคิดว่าอ้วนแล้วไง อ้วนแล้วก็ไม่เป็นอะไร นั่งนอนดูโทรทัศน์พร้อมกับกินสแน็กของว่างต่อไป

7.มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงการใช้ชีวิตเสียใหม่ หาความรู้และตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดน้ำหนักให้ได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม การออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้าวันละ 30 นาที การลดหวานมันเค็มในอาหารที่กินทุกมื้อไม่มีข้อยกเว้น

8.ความเคยชินต่อสภาพแวดล้อม แม้จะทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็ขาดความแปลกใหม่ เมื่อไม่มีความแปลกใหม่ก็ขาดสิ่งเร้าหรือปัจจัยที่จะมากระตุ้นสมอง การตอบสนองของชีวิต การอยู่กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ นานๆ สมองจะไม่ได้ใช้งาน ความจำเสื่อมและชีวิตเสื่อม

สรุปว่า เราควรปรับสภาพสมองให้ใช้งานเพิ่มขึ้นบ้างในส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ชีวิตของเราจะจบลงตรงโรคสมองเสื่อม หรือเป็นผู้มีชีวิตวัยเกษียณที่มีสุขภาวะดีเลิศ แน่นอนว่า สมองไม่เสื่อมสูญ

ข้อมูล : 66 วิธีลับคมสมอง ; นานมีบุ๊คส์

อยากรวยต้องมี ประสาทสัมผัสเรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546794

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:27 น.

อยากรวยต้องมี ประสาทสัมผัสเรื่องเงิน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ถ้าถูกตั้งคำถามว่า มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินมั้ย จะตอบว่าอย่างไร ส่วนใหญ่ตอบว่าใช่ ก็ต้องมีแน่ๆ สิ เรื่องเงินๆ ทองๆ ใครเล่าจะไม่มี อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาให้ดี เราอาจพบว่าประสาทสัมผัสเรื่องเงินของเราบกพร่อง ก็ถ้าไม่เช่นนั้น เราทุกคนคงรวยล้นฟ้าหรือเป็นเศรษฐีไปแล้ว วันนี้ลองมาชวนคิดชวนคุย เรื่องประสาทสัมผัสทางการเงินว่า ยังถูกต้องกันอยู่หรือไม่ และทำเงินได้จริงหรือไม่

1.ประสาทสัมผัสเรื่องการใช้เงินจะพุ่งสูงสุดเมื่อเรามีแหล่งรายได้ใหม่ เช่น เมื่อพนักงานได้เงินเดือนเดือนแรก เมื่อแต่งงานและได้แหล่งรายได้ใหม่จากสามี หรือตอนรับค่าขนมเป็นครั้งแรกจากคุณพ่อคุณแม่ โดยประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี จะสร้างรายจ่ายที่มีคุณภาพ เพิ่มรายรับกับมูลค่าของเงินให้สูงขึ้น คนที่ประสาทสัมผัสเรื่องเงินดี ก็จะเพิ่มพูนสินทรัพย์ของตนขึ้นไปเรื่อยๆ

2.การจ่ายที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินจะสร้างปฏิกิริยาตอบรับ 2 แบบ คือพอใจกับเสียดาย กล่าวคือ หลังใช้เงินไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่ก็เสียดาย

3.การจ่ายที่ปราศจากประสาทสัมผัสเรื่องเงิน จะสร้างปฏิกิริยาตอบรับแบบเดียว คือไม่รู้สึกรู้สม เราอาจได้ยินคนประเภทนี้พึมพำบ่อยๆ ทำนองนี้ว่า “ถ้ารวมค่ากาแฟที่ฉันซื้อกินทุกมื้อบ่าย ป่านนี้คงซื้อบ้านได้ 1 หลัง” หรือ “ปีแล้วฉันรูดบัตรเครดิตไปตั้ง 2.5 ล้านบาทแน่ะ” หรือ “โอ้โห นี่เราจ่ายค่ามื้อเย็นมื้อเดียวไปถึง 7,500 บาทเลยหรือ” เป็นต้น

ปฏิกิริยาแบบไม่รู้สึกรู้สาต่อเงินแบบนี้ จะไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินจากคนที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี

4.คนที่บริหารจัดการเงินเก่ง ใช้ชีวิตโดยมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่โดดเด่น เศรษฐีทุกคนต่างมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินอย่างเยี่ยมยอดเหมือนกันทุกคน อยากมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีหรือ แค่ลองนึกหวนกลับไปถึงตอนที่คุณได้รับเงินเดือนเดือนแรก ดูสิว่า คุณดีใจแค่ไหนกับเงินเดือนก้อนแรก และคุณต้องคิดสะระตะหรือบริหารจัดการวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุมเพียงใดกับเงินก้อนจ้อยนั้น แล้วคุณก็จะมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินไปเอง

5.เงินสำคัญ แต่เงินไม่สำคัญไปกว่าลมหายใจ เศรษฐีหลายคนไม่ยึดติดกับเงินของพวกเขา หากยึดติดกับเงิน คุณจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกจากเงิน เงินเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของชีวิต เห็นความสำคัญของเงินแต่เราต้องปล่อยวางใจที่ยึดติดเงิน

6.อย่าติดกับเงินที่เสียไป หรือนัยหนึ่งคือการเป็นอิสระจากเงิน หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ทุกข์ของคนคือการสูญเสียเงิน ไม่ว่าจะเป็นการถูกขโมยเงิน การไม่ได้รับเงิน การถูกโกง การพลาดโอกาสทำเงิน ฯลฯ ประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีจะต้องมีภูมิคุ้มกันในเรื่องความค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดี หากสูญเสียไปก็สูญเสียไป อย่าให้เงินทำเราหรือต้องชอกช้ำจนเกินการ

7.พลังของเงินก้อนเล็กๆ เงินก้อนเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในชีวิตของเรา หากรวมหมวดหมู่และเก็บออมให้เป็นกิจจะลักษณะ ย่อมหมายถึงเงินมหาศาล เงินค่ากินดื่มแฮงเอาต์กับเพื่อน 3,000 บาท หากออมสม่ำเสมอนาน 10 ปี ก็จะได้เงินก้อน 3.6 แสนบาท ไม่น้อยเลยใช่มั้ย หากออมนานขึ้นไปอีกเป็น 20 ปี ก็หมายถึงเงิน 7.2 แสนบาท นี่ไง…คุณค่าของเงินซึ่งคุณจะเห็นถ้ามีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี

8.ชีวิต…อย่าให้ประสบความสำเร็จแค่ครึ่งเดียว ความสำเร็จจากงานเป็นความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว คนเราจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อกล่าวอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จด้านเงินด้วย อย่าโหมทำแต่งาน ขอให้แบ่งพลังงานบางส่วน มาใช้ทุ่มเทกับการบริหารจัดการทรัพย์สิน บริหารจัดการแผนการลงทุนในชีวิตด้วย

9.ประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดีมาพร้อมองค์ความรู้ที่ดี อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะความรู้ไม่หยุดอยู่กับที่ คุณจะมีประสาทสัมผัสเรื่องเงินที่ดี ก็หมายถึงคุณต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สิน ลองเข้าฟังงานอบรมสัมมนาต่างๆ ที่ให้ความรู้ด้านการเงิน แวะธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ถ้ามีเวลา หมั่นคุยกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นๆ

เพียงแค่นี้ก็ทำให้มีประสาทสัมผัสทางการเงิน ที่จะทำให้สัมผัสเรื่องเงินๆ ทองๆ ของคุณ “ทำเงิน” ได้จริงๆ แล้ว

ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546793

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : อีพีเอ, เอพี

เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมคนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่ ถึงป่วยเป็นมะเร็งในปอดได้เหมือนกับคนที่สูบบุหรี่ บางคนก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่โดยไม่ป้องกัน แต่ก็มีไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่แล้วก็ยังป่วยเพราะสาเหตุจากบุหรี่ คำตอบในข้อนี้อาจเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า บุหรี่มือสาม นั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดถึงปัญหาของบุหรี่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในนามของ ควันบุหรี่มือสาม ตัวการที่ทำให้เกิดผู้ป่วยในระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ผู้สูบ หรือแม้กระทั่งเข้าใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ก็ตาม

องค์การอนามัยโลก ได้เพิ่มนิยาม “ควันบุหรี่มือสาม” ไว้เมื่อประมาณปี 2558 ว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือตกค้างจากควันบุหรี่ ฝังตัวอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ในที่อยู่อาศัย และอาจเป็นสารแขวนลอยกลับไปในอากาศ หรือปนเปื้อนในน้ำ หรือบางสารก็สามารถฝังตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานาน ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการทำความสะอาดด้วยวิธีปกติ

พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร อาจารย์สาขาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายถึงภัยบุหรี่มือสาม ดังนี้ บุหรี่มีสารเคมี อยู่มากกว่า 4,000 ชนิด และสารก่อมะเร็งอีกประมาณ 60 ชนิดโดยประมาณ สารที่ออกมาจึงไม่ได้มีเพียงแค่ควัน กลิ่นเหม็น และสารนิโคติน ที่เรามองเห็นอย่างหลบเลี่ยงได้ แต่ยังมีสารพิษอื่นๆ มากกว่านั้นอีกมาก

“สารพิษพวกนี้ สามารถตกค้างได้ตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ผ้าม่าน เสื้อผ้า จาน ชาม ช้อน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และสิ่งแวดล้อมของเรา ดังนั้นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่สุดก็คือคนที่อยู่ในสถานที่ปิด ในบ้าน ในรถ ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท สารเคมีเหล่านี้ก็จะตกค้างเยอะ ผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง ต้องสัมผัสสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เด็กที่เดินคลานไปตามพื้นเอามือเข้าปาก สูดสารแขวนลอยเหล่านี้เข้าไป หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำ กินข้าวที่เราเห็นว่าสะอาด แต่ที่จริงแล้วหากมีการสูบบุหรี่ภายในบ้าน เราก็จะพบสารตกค้างเหล่านี้อย่างแน่นอน

ที่สำคัญ สารเคมีบางตัวไม่ได้ทำความสะอาดแค่ล้างหรือปัดกวาดเช็ดถูก็จะหมดไป แต่สามารถยึดเกาะตามพื้นผิวแบบเช็ดล้างไม่ออกก็มี เราจึงสังเกตได้ว่าในบ้าน หรือรถที่มีคนสูบบุหรี่อยู่ภายใน แม้จะล้างทำความสะอาดอย่างดีก็ยังคงมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างอย่างรู้สึกได้ ขัดล้างอย่างไรก็ไม่ออก

สารเคมีจากควันบุหรี่บางชนิด ทำปฏิกิริยากับอากาศเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง และย้อนกลับมาสู่ตัวมนุษย์ได้หลายทาง ไม่เฉพาะการสูดดม แค่การสัมผัส และรับประทานก็ได้ ทำให้เราได้รับพิษภัยเหล่านี้สะสมในร่างกายได้เช่นกัน”

ยกตัวอย่างเฉพาะสารนิโคตินนั้น สามารถเกาะติดเสื้อผ้าได้เป็นเวลานานและซักออกยาก นอกจากนี้ นิโคตินยังสามารถทำปฏิกิริยากับอากาศกลายเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้ หมายความว่า ไม่ใช่เพียงแค่การกลั้นหายใจใส่ผ้าปิดจมูก แล้วเราจะรอดพ้นจากพิษภัยของควันบุหรี่

แค่เดินผ่านสารพิษเหล่านี้ก็จะติดตามเสื้อผ้า สัมผัสผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยตรง ไม่เพียงแค่นี้ยังมีรายงานวิจัยถึงความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัยในบ้านที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่อยู่ร่วมกับคนสูบบุหรี่ ก็พบสารนิโคตินในปัสสาวะสูงกว่าสมาชิกในบ้านที่ไม่มีผู้สูบบุหรี่อยู่เลย

อีกสถานที่ซึ่งพบระดับนิโคตินในปริมาณสูง คือในรถของผู้สูบบุหรี่ พบว่ามีปริมาณนิโคตินในระดับสูงตามพื้นผิวสัมผัสในตัวรถ เช่น เบาะรถ คอนโซลหน้ารถ หน้าต่าง ระบบปรับอากาศ เป็นแหล่งกักเก็บชั้นดีของสารพิษจากควันบุหรี่มือสาม การสัมผัสกับควันบุหรี่ในรถ ยังก่อให้เกิดความเป็นพิษในกลุ่มเด็กมากกว่าในบ้านถึง 23 เท่า เนื่องเพราะพื้นที่ในรถมีลักษณะจำกัดมากกว่าในบ้าน

นอกจากนี้ การศึกษายังระบุว่า “มือของผู้สูบบุหรี่” ยังเป็นตัวแพร่สารจากควันบุหรี่มือสาม ไปยังบุคคลหรือสิ่งของที่เขาสัมผัสหรือหยิบจับอีกด้วย

พญ.นภารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากควันบุหรี่มือสาม อาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจนในทันที เท่ากับบุหรี่มือหนึ่งหรือมือสอง ที่ได้กลิ่นได้ควันก็ทำให้เรารู้สึกเหม็น ระคายระบบทางเดินหายใจ ไอจาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราได้รับสารเคมีเหล่านี้แล้วจะทำให้เราเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่า

“เพราะเรากำลังพูดถึงผลกระทบของสารเคมีที่ตกค้างตามที่ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดโรคได้เหมือนกัน การได้รับควันบุหรี่โดยตรงอาจจะทำให้ระคาย หายใจลำบาก แต่บุหรี่มือสามคือสารก่อมะเร็งล้วนๆ ไม่ว่าจะได้รับมากหรือน้อย ก็ยังคงเป็นสารพิษที่ทำอันตรายกับเราอยู่ดี

หากถามว่า ผลกระทบจากบุหรี่มือสามมีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับมือสอง และมือหนึ่ง ต้องบอกว่าแยกไม่ออกและไม่มีทางแยกออก เพราะเมื่อเป็นแล้วก็คืออาการของโรคที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันก็คือ ควันบุหรี่

เพียงแต่ว่าบุหรี่มือสามคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ คนที่เรารัก พ่อสูบให้ลูกดม หมา แมว ในบ้านก็พลอยได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย พวกเขาไม่รู้เรื่องและไม่ควรได้รับสารพิษเหล่านี้”

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดหากทำได้ ก็คือการเลิกสูบบุหรี่ แต่หากเลิกไม่ได้อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน ในอาคาร ในสถานที่ปิด ในสถานที่สาธารณะที่ใช้ที่ร่วมกับผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับพิษภัยจากบุหรี่ จำกัดมุมการสูบบุหรี่ของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบ แม้จะสูบนอกบ้านแต่พิษของบุหรี่ก็ยังติดตามเสื้อผ้าและมือ ให้ทุกครั้งที่กลับมากอดลูกพวกเขาจะได้รับสารก่อมะเร็งไปเต็มๆ

โดยเฉพาะเด็กๆ จะได้รับผลกระทบจากบุหรี่มือสอง มือสามมากที่สุด จะทำให้เด็กป่วยง่ายและเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ เพิ่มการไอในเด็ก มีความไวต่อสารพิษที่อยู่ในฝุ่นควันมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบหายใจและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

มีงานวิจัยจากองค์การอนามัยโลกยืนยันว่า มีคนตายก่อนวัยอันควรจากบุหรี่ไว้ประมาณ 5.4 ล้านคน/ปี ทั่วโลกหากแนวโน้มการสูบบุหรี่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีคนตายจากการสูบบุหรี่ปีละ 10 ล้านคน ภายในปี 2568 และปัจจุบันมีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั้งโลก หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศและตามพื้นผิวต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย มีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้านของคนที่สูบบุหรี่ จะมีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าบ้านที่ไม่สูบถึง 2 เท่า

พญ.นภารัตน์ ทิ้งท้ายให้คิดว่า ร่างกายตัวเองเรายังรักแล้วทำไมคนอื่นเค้าจะไม่รัก แล้วเราจะเอาสารพิษเหล่านี้ไปทำร้ายเค้าได้อย่างไร ตามป้ายรถเมล์ ถ้ามีคนยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ เรามักจะเลือกที่จะเดินหนีแล้วปล่อยให้คนสูบนั่งสูบอย่างสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วด้วยจิตสำนึกคนสูบควรจะเป็นคนที่ต้องเดินออกจากป้ายรถเมล์ ไม่ใช่ให้คนอื่นต้องเดือดร้อน นั่นเพราะเป็นคนแปลกหน้าที่เราอาจจะลำบากใจที่จะพูด

หากเป็นคนในครอบครัว คนที่เรารู้จักก็ควรที่จะพูดให้เข้าใจว่า จะส่งผลอะไรบ้างกับคนที่เขารัก ต้องร่วมกันรณรงค์งดเว้นการสูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ และในสถานที่สาธารณะ นอกเหนือจากสถานที่ที่จัดให้สูบบุหรี่

คนเป็นแม่ต้องเรียกร้องสิทธิที่จะป้องกันตัวเองและสมาชิกในบ้าน จากพิษภัยของบุหรี่ แทนลูก แทนสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มีสารพิษหลงเหลืออยู่

เช่นเดียวกับควันบุหรี่มือสามแม้เพียงน้อยนิดก็ทำให้เป็นโรคร้ายแรงได้เท่าเทียมกัน

ธรรมะซัมเมอร์แคมป์ บวชฝึกตนเป็นคนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546668

  • วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 11:09 น.

ธรรมะซัมเมอร์แคมป์ บวชฝึกตนเป็นคนดี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปิดเทอมยาวช่วงซัมเมอร์พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนไม่อยากให้ลูกๆ อยู่บ้านเฉยๆ จึงเลือกส่งลูกไปเข้าแคมป์ต่างๆ ที่ลูกชอบ แต่หลายคนเลือกส่งลูกเข้าวัดฝึกหัดตน ด้วยการให้บวชในโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน หวังให้พระสงฆ์ช่วยฝึกหัดกาย วาจา และขัดเกลาจิตใจ รวมทั้งให้การศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาตามสมควรแก่วัย

การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน หรือถ้าพูดให้เข้ากับสมัยนิยมก็เป็นแคมป์แคมป์หนึ่ง เรียกว่าธรรมะซัมเมอร์แคมป์ ถือเป็นกิจกรรมที่วัดและองค์กรทางศาสนาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยสงฆ์ ศูนย์หรือสำนักปฏิบัติธรรม มูลนิธิที่เกี่ยวกับศาสนา ตลอดจนบริษัทเอกชนบางแห่งจัดขึ้น โดยมีชื่อเรียกโครงการ วัตถุประสงค์และรูปแบบกิจกรรมที่เหมือนและต่างกันบ้าง แต่จุดมุ่งหมายหลักเหมือนกัน คือต้องการให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างในช่วงดังกล่าวมาฝึกอบรมกาย วาจา ใจ ศึกษาไตรสิกขา และเรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาชีวิตต่อไป

โครงการบวชภาคฤดูร้อนที่เข้มแข็ง

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนนั้น ต่างจากการเข้าแคมป์ทั่วไปอยู่ข้อหนึ่ง ตรงที่การสมัครเข้าแคมป์ส่วนใหญ่จะต้องมีค่าสมัคร ซึ่งมีตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับแต่ละแคมป์ แต่โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนรับสมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ้าไตรจีวร บาตร ของใช้ต่างๆ พ่อแม่ไม่ต้องควักเงินซื้อ อาหาร น้ำปานะฟรีตลอดโครงการ ขอเพียงแค่เด็กสมัครใจและพ่อแม่เห็นด้วยเท่านั้น นี่คือความต่างระหว่างเข้าแคมป์กับบวชภาคฤดูร้อน

ดังนั้น วัดหรือองค์กรที่จัดบวชภาคฤดูร้อนต้องมีทุนดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญต้องขึ้นกับผู้นำองค์กรด้วย เช่น วัดก็ขึ้นกับเจ้าอาวาส สำนักหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมก็ขึ้นกับเจ้าสำนักหรือเจ้าของศูนย์ฯ บริษัทเอกชนก็ขึ้นกับผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัท ถ้าเกิดหัวไม่นำหางหรือจะกล้ากระดิก และด้วยสองปัจจัยที่กล่าวมาจึงทำให้วัดบางวัด ซึ่งเดิมเคยจัดโครงการบวชภาคฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี หรือจัดต่อเนื่องมาหลายปี บางปีจึงงดเว้นไม่จัด บางทีก็เลิกจัดถาวรไปเลยก็มี

เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงโครงการบวชภาคฤดูร้อนที่มองว่าเข้มแข็ง เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่เด็กๆ อยากมาบวชและพ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุนในปัจจุบันต้องบอกว่านับโครงการได้ เช่น โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ของเครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มทรู โครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี วัดยานนาวา กรุงเทพฯ โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน หลักสูตร 9 วันที่ฉันตื่นของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นต้น

สามเณรปลูกปัญญาฯ ได้ทั้งธรรมและปัญญา  

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โครงการแรกและโครงการเดียวของเมืองไทยที่มีการถ่ายทอดสดกิจกรรมและกิจวัตรต่างๆ ของสามเณร ตั้งแต่วันประกอบพิธีบรรพชาไปจนกระทั่งวันสิ้นสุดโครงการ ผ่านทางโทรทัศน์ช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลิตี้ ช่อง 119 หรือ 333 และทางออนไลน์

เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากเด็กและผู้ปกครองจำนวนมาก เนื่องจากแต่ละปีมีผู้สมัครเข้ามาหลายพันคน และปีนี้จัดเป็นปีที่ 7 มีผู้สมัครกว่า 4,500 คนทั่วประเทศ แต่รับแค่ 12 คน (อายุ 7-10 ขวบ) โดยเกณฑ์การคัดเลือก รอบแรก พิจารณาจากผลงานคลิปวิดีโอและเรียงความเรื่อง “ความดีที่ผมอยากทำ” ที่เยาวชนส่งมา ผ่านเว็บไซต์ http://www.trueplookpanya.com รอบสอง พิจารณาจากความร่วมมือของทางโรงเรียน การสนับสนุนจากครอบครัว สำคัญที่สุดคือความตั้งใจจริงของผู้สมัคร คัดเหลือ 30 คน เพื่อเข้าร่วมอบรมค่ายปลูกปัญญาธรรม เพื่อทำกิจกรรมย้ำความมั่นใจและความตั้งใจอีกครั้งจนได้ตัวแทน 12 คน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 7 นี้ เป็นโครงการสัญจรด้วยการเยือนถิ่นอีสานครั้งแรก ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ที่มีพระครูนิโครธธรรมาภรณ์ (หลวงตาอเนก ยสทินฺโน) เป็นเจ้าอาวาส โดยการชูแนวคิด “ความจักรวาล :  รัก เรียน เพียร ให้” มุ่งหวังปลูกความรู้คู่คุณธรรมให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์ เรียนศึกษาปฏิบัติธรรม เพียรฝึกสติและสมาธิกับปัจจุบันขณะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายแห่งการเป็นผู้ให้ด้วยใจเมตตา อันนำมาซึ่งตัวอย่างที่ดีแก่สังคม

“พิธีบรรพชาจะมีขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. ที่วัดป่าไทรงาม จ.อุบลราชธานี พร้อมเชิญชวนชาวพุทธทุกท่านร่วมอนุโมทนาและรับชม นับตั้งแต่วันแรกของการนุ่งห่มชุดขาว เตรียมพร้อมก่อนบวช พิธีบรรพชาเป็นสามเณร และเรียนรู้ ปฏิบัติธรรม จนถึงพิธีลาสิกขา (วันที่ 6 พ.ค. 2561) ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ผ่านทางช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลิตี้ ช่อง 119 หรือ 333 และทางออนไลน์ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการเป็นสามเณรผู้ชมรายการจะได้ติดตามการเรียนรู้หลักธรรมและกิจวัตรประจำวันของเหล่าสามเณรทั้ง 12 รูป ครบทุกๆ ด้าน ทั้งธุดงค์ บิณฑบาต สวดมนต์ ฝึกสมาธิ ตลอดจนการฝึกเทศน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ชมยังจะได้มีโอกาสรับฟังเทศน์จากพระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ได้ข้อคิด คติธรรมเตือนใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับใช้ในชีวิตแล้วยังจะได้อิ่มเอมใจในความสดใส น่ารัก และความสงบของสามเณรทั้ง 12 รูป ที่ได้เรียนรู้คุณธรรม จริยธรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ ความอดทน ใฝ่การศึกษา ความขยันหมั่นเพียร และกตัญญูกตเวที ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติของสามเณรที่ยึดถือมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล” ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

โครงการบวชเณรและศีลจาริณี วัดยานนาวา

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จัดต่อเนื่องมานานหลายปี เนื่องจากวัดยานนาวาเป็นวัดที่ให้ความสำคัญและมีความเข้มแข็งในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับประชาชนอยู่แล้ว โดยจะจัดบวชก่อนถึงวันที่ 2 เม.ย.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศล

ปีนี้วัดได้ร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีขึ้นระหว่างวันที่ 30 มี.ค.-15 เม.ย. เป็นสามเณร 219 รูป ศีลจาริณี 147 คน (เด็กหญิงนุ่งขาวรักษาศีล) โดยได้ทำพิธีบวชไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ วัดยานาวา มี พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวาเป็นพระอุปัชฌาย์ โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ (WBTV) วัดยานนาวา ด้วย

ความโดดเด่นของโครงการคือ การมีพระวิทยากรและพระพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งในด้านการอบรมที่ดูแลสามเณรและศีลจาริณีจนจบโครงการ ก็คือมีพระสงฆ์กลุ่มเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี ซึ่งนำโดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (พระมหาวีรพล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะประธานเครือข่ายฯ รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ จึงค่อนข้างตอบโจทย์น้องๆ ที่บวชได้เป็นอย่างดี

“กิจวัตรหลักนอกจากฉันภัตตาหาร ทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาแล้ว มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น ก้าวเดินด้วยสติ (เดินจงกรม) ธรรมรับอรุณ พบพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม ล้างบาตร ทำจิตอาสา ทบทวนธรรมและพบพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม เรียนรู้พุทธศาสนพิธี มารยาทชาวพุทธ เข้าฐานสถานีธรรม : เรียนธรรม เพลินสุข สนทนาธรรมพ่อแม่ เข้าฐานสถานีธรรม : วิปัสสนานุบาล เสขิยวัตร ธรรมะอารมณ์ดี : เรียนธรรมนวัตกรรม ทบทวนธรรมแผ่เมตตา เป็นต้น”

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ทั้งสามเณรและศีลจาริณีได้เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ สวนเวฬุวัน พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในส่วนของสามเณรจะปฏิบัติถึงวันที่ 12 เม.ย. จากนั้นวันที่ 13-14 เม.ย. จะเดินทางไปทัศนศึกษาวิถีพระเถระและศึกษาน้อมนำศาสตร์พระราชา ณ จ.ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี วันที่ 15 มอบวุฒิบัตรและลาสิกขา ส่วนศีลจาริณีจะปฏิบัติถึงวันที่ 6 เม.ย. ก็จะลาสิกขา

“บางคนอาจสงสัยว่าการบวชในช่วงเวลาสั้นๆ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นได้อย่างไร อาตมาขอบอกตรงนี้เลยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา อาตมาใช้ชีวิตด้วยการเป็นครูมาตลอด และมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งว่าคนเราเปลี่ยนตัวเองได้เมื่อถูกหล่อหลอม ฝึกฝน ด้วยกระบวนการที่ดีเยี่ยม พวกเรามีพระพุทธเจ้าเป็นครูต้นแบบ พระองค์เปลี่ยนโจรองคุลิมาลจากมหาโจรเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร นี่คือบทเรียนในอดีตที่พระองค์ทำเป็นตัวอย่าง

พระองค์ทรงสอนพระจูฬปันถกให้บรรลุธรรมได้อย่างไร ทั้งที่พระจูฬปันถกอ่านหนังสือไม่ออก การบวชเณรภาคฤดูร้อนก็เช่นกัน อาตมาและทีมงานได้นำเอาตัวอย่างจากครูต้นแบบมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เวลาช่วงเดือน เม.ย.เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนชีวิตของเด็กๆ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์จะได้ทำหน้าที่ตอบแทนข้าวก้อนของญาติโยมที่อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาตลอดปี ด้วยการรับลูกหลานของญาติโยมมาฝึกหัดดัดนิสัยให้เขาเป็นคนดีและเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ต่อไปให้ได้มากที่สุด

กระบวนการสำคัญที่อาตมาได้ทดลองมาตลอด คือการให้สามเณรได้ปฏิบัติวัตรปฏิบัติ เพื่อความอ่อนน้อมของจิต ในสัปดาห์แรกอย่างเข้มข้น ต่อด้วยการฝึกให้สามเณรมีสติทุกย่างก้าว ที่สำคัญ ตลอดระยะเวลาการบวชจะฝึกให้สามเณรกล่าวด้วยปิยวาจาให้มากที่สุด แม้แต่การใช้ชีวิตตลอดการบวช สามเณรทุกรูปจะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง บอกตัวเอง รู้ตัวเอง ให้ได้”

โครงการนี้ประชาชนสามารถเข้าชมการทำกิจวัตรและกิจกรรมของสามเณรและศีลจาริณีได้ทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ (WBTV) วัดยานนาวา

9 วันที่ฉันตื่น ขึ้นสู่ปีที่ 7

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเยาวชนและผู้ปกครอง ทุกปีจะมีผู้สมัครบวชจำนวนหลายพันคน แต่รับได้ประมาณ 200 คนเท่านั้น ดำเนินการโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 6-17 เม.ย. 2561 รวม 9 วัน 8 คืน และตอนนี้ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกแล้ว

เป็นหลักสูตรเข้มข้น 9 วัน ที่ออกแบบโดยพระมหาวุฒิชัย ที่ต้องการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้คู่คุณธรรมภายใน 9 วัน จุดเด่นของโครงการนี้ คือ ตลอด 9 วัน ทุกคนจะได้เรียนกับครูที่ดีที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะกับครูทางโลก จะได้เรียนกับฆราวาสที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่บวชได้เป็นอย่างดี

“น้องๆ ที่มาบวชในโครงการนี้ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นบรรพชิตในบวรพุทธศาสนาแล้วยังได้เรียนรู้ธรรมะของพระเจ้า ได้ตอบแทนพระคุณมารดาบิดา ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต และได้เป็นสะพานบุญที่นำพาคุณพ่อคุณแม่หันหน้าเข้าหาแสงแห่งพระธรรม ดังนั้น เมื่อบวชแล้วก็ควรตั้งมโนปณิธานเอาไว้ว่าบวชทั้งทีจะต้องเป็นเณรที่ดีให้ได้ ตั้งใจศึกษาธรรมะ การศึกษาพระธรรมไม่จำกัดอายุ ขอแค่เป็นคนก็มีเหตุผลอันสมควรที่จะศึกษาพระธรรมแล้ว”

ขณะอีกโครงการที่มาแรง คือ โครงการพุทธสาวิกาศีล 10 ภาคฤดูร้อน เป็นโครงการบวชเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไป ที่สนใจเรียนรู้การใช้ชีวิตสู่หนทางอริยะ บวชเป็นธิดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำเนินการโดยแม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-30 เม.ย. 2561 ผู้บวชจะต้องผ่านการสัมภาษณ์จากแม่ชีศันสนีย์ พ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจให้ลูกสาวบวชยังสามารถสมัครได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ 02-519-1119

ตั้งรับ 4 สถานการณ์ สูญเงินมหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/546553

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 11:11 น.

ตั้งรับ 4 สถานการณ์ สูญเงินมหาศาล

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

แม้ว่าเราจะวางแผนการเงินมาอย่างดีแต่หากพลาด 4 สถานการณ์สำคัญด้านการเงินเราอาจพบกับความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลทั้งที่จริงแล้วสถานการณ์เหล่านี้เรามีแนวทางในการป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้

1.เจ็บป่วยกะทันหัน

อาการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่คุมได้ยาก แม้ว่าเราจะมีสุขภาพดีและดูแลตัวเองดีขนาดไหนก็ตาม ปกติแล้วเรามักจะได้รับคำแนะนำว่าให้ซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ โดยที่ไม่ได้พะวงถึงคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยว่าพวกเขาเองวันหนึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเช่นกัน ดังนั้น การซื้อประกันสุขภาพรักษาพยาบาลก็ต้องดูด้วยว่าสามารถซื้อเผื่อคนในครอบครัวได้ด้วยหรือไม่

สำหรับผู้สูงอายุ เช่น คุณพ่อคุณแม่แนะนำให้ตรวจสุขภาพก่อนทำประกันอย่าซื้อประกัน โดยไม่ตรวจสุขภาพอย่างในโฆษณา ซึ่งจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเสียเงินอย่างสูญเปล่าจากข้อกำหนดของบริษัทประกันบางข้อในตัวอักษรเล็กๆ ที่คุณมองข้ามไป

คนในครอบครัวคนอื่นๆ ก็ต้องดูว่ามีประกันสุขภาพคุ้มครองอะไรไว้บ้าง ภรรยาหรือสามี อาจจะมีประกันสุขภาพจากที่ทำงาน ส่วนลูกนั้นแนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม เนื่องจากเด็กเจ็บป่วยและประสบอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การทำประกันของเด็กแม้จะมีเบี้ยสูงแต่ก็คุ้มค่ามากกว่า

บางครั้งจ่ายประกันสุขภาพมาเกือบ 10 ปีเหมือนสูญเปล่าแต่พอป่วยหนักแค่ครั้งเดียวคืนทุนทั้งหมดแถมได้กำไรมาช่วยแบ่งเบาค่ารักษาด้วยก็มีให้เห็น ดังนั้นประกันสุขภาพจะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านการเงินในครอบครัวของคุณไว้ได้

2.อุบัติเหตุใหญ่

อุบัติเหตุไม่ได้เกิดกับร่างกายเราเพียงอย่างเดียว ยังมีอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยอื่นๆ เช่น รถชน ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วมบ้าน ลูกเห็บตกใส่หลังคาบ้าน ดังนั้น การทำประกันอุบัติเหตุ จึงมีความสำคัญไม่แพ้ประกันสุขภาพ เช่นไฟไหม้บ้านครั้งเดียวก็ทำให้เราหมดเนื้อหมดตัวได้เช่นกัน ดังนั้น การทำประกันอุบัติเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่เบี้ยถูกหรือแพง แต่อยู่ที่วงเงินและบริการของบริษัทประกันดีแค่ไหน

การทำประกันบ้านวงเงินจะต้องหาให้ได้เกินหรือเทียบเท่ามูลค่าของบ้าน และต้องครอบคลุมภัยธรรมชาติทั้งหมด เว้นแต่ในบางพื้นที่มีน้ำท่วมบ่อยบริษัทประกันจะไม่ยอมจ่ายให้ เราต้องสอบถามและตรวจสอบในส่วนนี้ให้ดี ดูให้ครอบคลุมถึงภัยจากการโจรกรรมด้วยเช่นกัน

ให้ดีที่สุดคือหาวงเงินเกินมูลค่าของบ้านโดยรวมมูลค่าทรัพย์สินเครื่องใช้ภายในบ้านเข้าไปด้วย เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้มีเงินทุนสำหรับซ่อมแซมบ้าน และซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่ รวมทั้งมีเงินสำหรับการเช่าที่อยู่ชั่วคราวจนกว่าบ้านจะเสร็จ

ในกรณีประกันรถยนต์นั้นประกันชั้น 1 คุ้มครองสูงสุดเพียงแค่ 80%  ของมูลค่ารถ และปรับลดลงต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเราต้องคอยเทียบว่าลดลงแล้วเบี้ยปรับลดลงด้วยหรือไม่ แต่จุดสำคัญคือวงเงินรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกต้องสูงให้มากที่สุด ในขณะที่วงเงินการรักษาของคนขับและครอบครัวนั้น หากมีประกันชีวิตอยู่แล้วก็สามารถใช้แทนกันได้

3.หมุนเงินไม่ทัน

การหมุนเงินไม่ทันไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะนักธุรกิจแต่ในครอบครัวก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน นอกจากเรื่องการออมและการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนที่ดีแล้ว การสร้างเครดิตและการหาแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างสภาพคล่องในยามฉุกเฉินก็เป็นสิ่งจำเป็น เราต้องเตรียมการไว้ ที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือสินเชื่อส่วนบุคคล แม้จะไม่ใช่ช่องทางที่ดีมากนัก แต่ก็สามารถประคองให้ผ่านปัญหายืดเวลาการหาเงินออกไปแล้วนำกลับมาใช้หนี้ให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือการกันเงินสำรองฉุกเฉินให้เท่ากับรายได้ 6 เดือน สำหรับเงินหมุนในครอบครัวและบริษัท

4.ถูกยืมเงินกะทันหัน

คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เพียงลำพังอย่างไร้ญาติขาดมิตร เราทุกคนมีความเสี่ยงที่จะถูกขอยืมเงินเท่าเทียมกัน การให้ยืมเงินไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องไม่เกินเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความสนิท อุปนิสัยใจคอ และเครดิตของคนที่มายืมเงินของเรา

คำแนะนำส่วนใหญ่ก็คืออย่าให้เพื่อนยืมเกินกว่าเงินเก็บของเราในแต่ละเดือน เช่น เงินเก็บของเรามีอยู่ราวๆ 5,000 บาท/เดือน ก็ควรให้มากไม่เกินไปกว่านี้ และสอบถามกำหนดเวลาคืนเงินที่ชัดเจน และทำใจไว้บ้างหากไม่ได้คืนให้คิดเสียว่าเป็นค่าทดสอบคน

สำหรับญาติพี่น้องควรให้ไม่เกิน 10% ของเงินเก็บหรือใช้หลักการเดียวกับการให้เพื่อนยืมเงินก็ได้เช่นกัน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้ยืมมีความสำคัญมากกับชีวิต เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ที่มีความผูกพันกันมากกว่าไม่สามารถกำหนดเกณฑ์ได้ว่าจะต้องให้เท่าใด อยู่ที่ความพึงใจ ที่จะช่วยพากันรอดพ้นสถานการณ์ปัญหาด้านการเงินให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน