ดูแลหัวใจให้ฟิต แล้วร่างกายจะสตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547286

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 11:23 น.

ดูแลหัวใจให้ฟิต แล้วร่างกายจะสตรอง

เรื่อง ภาดนุ

จะทำอย่างไรให้หัวใจแข็งแรงน่ะเหรอ คุณก็ดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องง้อใคร ครั้งนี้ พาขวัญ สุพานิชรัตนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายจาก ฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาเผยถึงการออกกำลังกายที่สร้างความแข็งแรงให้กับหัวใจในแบบที่ได้ผลเร็วและใช้เวลาน้อย เรียกว่าการออกกำลังกายนี้จะทำให้คุณเสียเหงื่อแบบไม่เสียเวลาแน่นอน แถมยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงสุดๆ ด้วย

“สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและมีพื้นฐานสุขภาพที่แข็งแรงอยู่แล้ว ขอแนะนำการออกกำลังกายแบบ HIIT หรือ (High Intensity Interval Training) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการฝึกระดับหนักสลับกับระดับเบา โดยเน้นความหนักอยู่ที่ 85-100% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ทำตั้งแต่ 30 วินาที-4 นาที หรือนานจนถึง 30 นาที โดยเริ่มจากการวอร์มร่างกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดหลักอย่างต้นขา ก้น อก หลัง ลำตัว และข้อต่อต่างๆ ประมาณ 3-5 นาที

หลังจากนั้นก็ออกกำลังกายแบบเป็นฐาน โดยแบ่งเป็น 4 ฐานง่ายๆ โดยทำแต่ละท่าอย่างต่อเนื่อง 1 นาที และพักอย่างน้อย 20-30 วินาที แล้วต่อโดยการทำในฐานที่ 2, 3 และ 4 เป็นเวลาเท่าๆ กัน และพัก 30 วินาทีทุกฐานเหมือนกัน ยกเว้นฐานสุดท้ายให้เพิ่มเป็น 2 นาที เมื่อครบทั้ง 4 ฐาน จะนับเป็น 1 รอบ โดยสามารถทำได้ 2-3 รอบ แล้วคูลดาวน์ เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่ภาวะปกติ ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ”

ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบ 4 ฐานนี้จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเริ่มจากการวอร์มร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อน 3-5 นาที จากนั้นให้เริ่มออกกำลังกายตามฐาน (หรือตามท่าแต่ละท่า) ที่แนะนำดังนี้

1.Squat & Jump Forward

ท่าย่อเข่าแล้วดันก้นไปด้านหลัง พร้อมทั้งกระโดดสูงขึ้น แล้วพัก 30 วินาที ท่านี้เป็นการออกกำลังกายในส่วนก้นและต้นขาโดยรวม รวมถึงฝึกการทรงตัวและแรงระเบิดภายในร่างกายขณะกระโดด

2.Push Up & Burpee

เป็นท่าดันพื้น พร้อมทั้งกระโดดขาคู่มาหามือทั้งสองข้าง แล้วกระโดดตัวตรงขึ้นในแนวดิ่ง พร้อมยกมือขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นกลับไปท่าเริ่มต้นใหม่ ทำอย่างต่อเนื่อง 1 นาที แล้วพัก 30 วินาที ท่านี้เป็นการออกกำลังกายในส่วนของกล้ามอกรวม หัวไหล่ และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

3.Leg Lunge

ท่านี้ให้ทำ 1 นาที โดยการก้าวขาขวาไปด้านหน้า แล้วย่อตัวลงโดยเข่าไม่เลยปลายเท้า แล้วสลับขาซ้ายทำแบบเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ต่อด้วยพัก 30 วินาที ท่านี้เป็นการออกกำลังกายในส่วนก้นและต้นขาโดยรวม

4.High Knee Run

ท่าวิ่งอยู่กับที่ ยกเข่าสูง 1 นาที ต่อด้วยพัก 30 วินาที ท่านี้เป็นการออกกำลังกายเพื่อฝึกความคล่องตัวโดยการวิ่งอยู่กับที่แบบเข่าสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้มากยิ่งขึ้น

ให้ทำทุกท่าอย่างเต็มที่ใน 1 นาที แล้วพักโดยการเดินเบาๆ หายใจเข้าลึกๆ เพื่อผ่อนคลายระหว่างที่เปลี่ยนท่า หลังจากทำทั้งหมด 2 หรือ 3 เซต เสร็จแล้วให้ทำการคูลดาวน์ เพื่อผ่อนคลายร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายให้ทำแต่ละฐานแบบเบาๆ ไม่ต้องเร่ง อาจเริ่มจากทำแต่ละท่าแบบไม่รู้สึกเหนื่อยมาก 1 นาที แล้วพัก 30 วินาที เมื่อแข็งแรงขึ้นสามารถออกกำลังกายให้หนักขึ้นและทำให้เต็มที่ขึ้น ก็จะช่วยพัฒนาหัวใจได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมวอร์มอัพและคูลดาวน์ทุกครั้งด้วยล่ะ

ทั้งหมดนี้นักวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) จะได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า EPOC (Excess Post-exercise Oxygen Consumption) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเร่งการเผาผลาญพลังงานหลังจากการออกกำลังกายได้สิ้นสุดลงไปแล้ว อาจเรียกสั้นๆ ว่า After Burn Effect ดังนั้นจึงช่วยให้คุณสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น และยังเผาผลาญแบบต่อเนื่องไปอีก 12-24 ชั่วโมง แม้ไม่ได้ออกกำลังกายแล้วก็ตาม

ช่วยกันสร้างสรรค์ ออฟฟิศในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547283

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 11:11 น.

ช่วยกันสร้างสรรค์ ออฟฟิศในฝัน

เรื่อง ราตรีแต่ง

บรรยากาศในการทำงานที่พนักงานต้องการเป็นสิ่งที่ทุกๆ องค์กรไม่ควรมองข้าม แต่ควรใส่ใจและหยิบยื่นโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ความต้องการเหล่านั้นให้เป็นจริงมากขึ้นได้ เพื่อให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการทำงาน และสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้กับบริษัทได้อย่างเต็มที่

ความพึงพอใจของพนักงาน นับเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะรักษาบรรยากาศในการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม แนะวิธีสร้างที่ทำงานให้น่าทำงาน ดังนี้

ออฟฟิศสะอาด การตกแต่งดีมีรสนิยม

เริ่มต้นการทาสีอาคารออฟฟิศ สีโทนอ่อน ทำให้สบายตา จะช่วยดึงดูดพนักงานให้อยากทำงาน เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า การลงทุนสร้างออฟฟิศให้สวยงาม น่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไม่ได้มีเพียงการจัดโต๊ะให้น่านั่งทำงานเท่านั้น แต่ต้องหมายรวมถึงการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของสถานที่ทำงาน ซึ่งมีผลโดยตรงกับประสิทธิภาพของพนักงาน ในแต่ละวันเราไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางคนลากยาวทำงานล่วงเวลาไปดึกดื่น ออฟฟิศสวยๆ ใครๆ ก็อยากไปทำงาน

สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

งานที่ยุ่งเหยิง สะสางอย่างไรก็คงไม่เสร็จสิ้นเสียที สาเหตุหลักๆ ก็เพราะปล่อยให้โต๊ะรก (เกินไป) ก็เป็นไปได้ แล้วจะยิ่งทำให้จิตใจเครียด ไม่แจ่มใส พอกันทีกับชีวิตป่วนๆ ของมนุษย์ออฟฟิศ ที่ต้องเจอกับปัญหาการใช้ชีวิตงาน แบบยุ่งเหยิงไม่เว้นแต่ละวัน

เริ่มต้นที่การทิ้งและทิ้งสิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่จำเป็นกับการงานวันนี้ไปเสียก่อน อย่าบ้าเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่ทิ้งของไปบ้าง โต๊ะก็ไม่มีวันมีระเบียบ จัดเสร็จแล้ววางต้นไม้เล็กๆ ภาพคนที่รัก ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย ช่วยให้รู้สึกสดชื่น และลดความเครียดได้ การทำงานในออฟฟิศที่สะอาดตาสวยงาม ส่งผลกระทบอย่างมากต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานได้

แน่ใจว่าออฟฟิศแสงสว่างเพียงพอ

อีกเรื่องที่ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย แสงธรรมชาติที่เหมาะสมมีผลมาก แสงสว่างที่น้อยเกินไปจะมีผลให้ปวดตา มองไม่ชัด และปวดหัวได้ แสงเข้า การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่สะดวกสบาย มีอุปกรณ์การทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวก มีผลต่อทัศนคติที่ดีของพนักงาน ช่วยเอื้อให้บรรยากาศในการทำงานมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาพลังงานในตัวพนักงานไว้ได้ทั้งวัน

แสงโทนสีต่างๆ มีอิทธิพลแตกต่างกันไป อย่างเช่น แสงสีฟ้าช่วยให้พนักงานตื่นตัว เพราะช่วยลดระดับสารเมลาโทนินที่ทำให้เราง่วง ส่วนแสงเย็นๆ เหมาะกับการระดมความคิด (Brainstorming) แสงไฟระดับปานกลางเหมาะกับห้องประชุมที่ต้องการช่วยให้เรามีสมาธิ ส่วนแสงโทนอุ่นๆ เหมาะกับการผ่อนคลาย หรือการสร้างความเชื่อใจกัน

มีพื้นที่พักผ่อน

ควรจัดสถานที่แยกต่างหาก ให้พนักงานได้ผ่อนคลาย พนักงานจำเป็นต้องพักและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยเฉพาะออฟฟิศในเมือง ในตึกสูง อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ การสร้างพื้นที่สีเขียว หรือทัศนียภาพธรรมชาติขึ้นมามีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ต้นไม้ หรือดอกไม้ช่วยให้ที่ทำงานสดใสขึ้น การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับออฟฟิศแบบดั้งเดิมทั่วไป หรือการมีพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดีให้เราได้สูดอากาศสดชื่น ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น

มุมขนม มุมกาแฟ โดยสร้างพื้นที่กะทัดรัดให้เป็นมุมอาหาร มุมขนม ก็ช่วยให้เราผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้นในที่ทำงาน มีคำถามทำไมคนรุ่นใหม่ชอบไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟ หรือตามคาเฟ่สวยๆ กันแน่นร้าน คำตอบน่าจะมาจากบรรยากาศผ่อนคลาย ช่วยปรับอารมณ์แห่งความสุข ช่วยให้เพลิดเพลินในการทำงานมากขึ้นได้

การพักจิบกาแฟคืออีกรสชาติแห่งความสุข ควรแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปยิ้มแย้ม ทักทายเพื่อนร่วมงานบ้าง หรือแม้ว่าเราอาจจะต้องเผชิญกับงานที่เคร่งเครียดบ้าง ก็ยิ้มสู้กับงานได้ที่มุมเล็กๆ แห่งนี้ ที่มุมแพนทรีเล็กๆ สำหรับช่วงคอฟฟี่เบรก ได้มองมุมต้นไม้เล็กๆ ช่วยให้พนักงานมาหยุดพักสายตา เพื่อป้องกันอาการเมื่อยล้าจากการทำงานได้

สร้างทัศนคติการทำงานคิดบวก

การสนับสนุนให้คิดริเริ่มใหม่ๆ หาวิธีสนุกสนานมาพัฒนาปรับปรุงงานอย่างสม่ำเสมอ นอกจากงานจะพัฒนาไปข้างหน้าแล้ว ส่งผลให้เรามีความรู้สึกผูกพันกับงาน มีเป้าหมายความสำเร็จอย่างมุ่งมั่น

องค์กรควรเสริมสร้างแนวคิด Creative Thinking เรื่องการทำงาน ไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยความเครียดเสมอไป แต่ต้องมีบางช่วงเวลาที่พนักงานสามารถผ่อนคลายได้ คนทำงานควรให้กำลังใจกันเยอะๆ คนไทยส่วนใหญ่ไม่แสดงออก เวลาใครเสนอไอเดียในห้องประชุม ทั้งๆ ที่เป็นไอเดียที่ดีมาก แต่คนฟังไม่ยิ้ม ไม่พยักหน้า ไม่สบตา ปล่อยให้คนพูดเก้อเขิน งงงัน โดนอย่างนี้บ่อยๆ ก็จะไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนออะไรอีกแล้ว

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ต่อไปไม่ว่าใครเสนอไอเดียอะไรมา ขอให้เราพูดคำว่า “ดีมากเลย” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไอเดียของเขาเลิศเลอ แต่คือการให้กำลังใจเขาว่า “ดีเหลือเกิน ที่เขาพูดมันออกมา…ขอบคุณนะที่บอกให้พวกเราฟัง”

เลือกอาชีพได้อย่างใจฝันแล้ว ฝันดีๆ ก็อาจพานตกสวรรค์กันได้ง่ายๆ ถ้ากลับตาลปัตร กลายเป็นว่าไม่ใช่สถานที่ทำงาน หรือบรรยากาศในการทำงานที่เราคาดหวังไว้ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของสถานที่ทำงานมีผลโดยตรงกับประสิทธิภาพของพนักงาน วันๆ นึงเราไปทำงานตั้งแต่เช้าจนตกเย็น หรือบางคนก็ทำงานจนค่ำจนดึก นานกว่า 8 ชั่วโมง ออฟฟิศที่น่าอยู่ต้องช่วยกันสร้างสรรค์

‘ชุดไทย’ ใส่อย่างไร มิให้ร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547280

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 11:02 น.

‘ชุดไทย’ ใส่อย่างไร มิให้ร้อน

เรื่อง พริบพันดาว

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นของตนเองมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะไทย มารยาทไทย ภาษาไทย อาหารไทย และชุดประจำชาติไทย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีคุณค่า มีความงดงามบ่งบอกถึงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยที่นำความภาคภูมิใจมาสู่คนในชาติ

จากกระแสของการแต่งกายชุดไทยย้อนยุคในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” มาจนถึงละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” ที่ทำให้คนไทยลุกขึ้นหันมาแต่งชุดไทยใส่เพื่อถ่ายรูปสวยๆ เอามาอวด หรือแต่งไปเที่ยวยังอุทยานประวัติศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มรดกโลก หรือพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี เพื่อตามรอยละครดัง

เมื่อเข้าถึงฤดูร้อน การแต่งชุดไทยไม่ให้ร้อนอบอ้าวเหมือนคนรุ่นเก่าก่อนตั้งแต่โบราณนานมา เขาทำกันอย่างไร?

คนแห่เห่อใส่ ตลาดชุดไทยบูม

เมื่อมาสำรวจตลาดชุดไทย ซึ่งปกติธรรมดาจะขายหรือให้เช่าในช่วงเวลาแต่งงานหรืองานพิธีกรรมต่างๆ รวมถึงเวลามีกิจกรรมกับทางโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการ แต่จากกระแสการแต่งกายชุดไทยในโซเชียลเน็ตเวิร์กบูมตามละครดัง ได้กระตุ้นยอดจำหน่ายชุดไทยย่านประตูน้ำ ร้านค้าส่งค้าปลีกโบ๊เบ๊และย่านพาหุรัดคึกคักตามกระแสบุพเพสันนิวาส

รวมถึงภาครัฐและเอกชนรณรงค์ได้อัดแคมเปญใส่ชุดไทยทำให้ยอดขายโต 50% โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ยอดขายโตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ด้านเจ้าของร้านขายชุดไทยและผู้ค้าต่างพูดตรงกันว่า ช่วงนี้ขายดีมาก ยอดขายได้เพิ่มกว่าช่วงปกติถึง 3 เท่า ประชาชนให้ความสนใจมาซื้อเพื่อสวมใส่ไปงาน โดยชุดที่เตรียมมาขายต้องสั่งก่อนล่วงหน้า แต่ก็ต้องสั่งเพิ่มและรอของ บางแห่งก็ไม่มีของแล้ว

เพ็ญศรี แซ่เบ้ เจ้าของร้านเจ้กรุง สะพานควาย หรือร้านชุดไทยเจ้กรุง ที่ขาย-เช่า และรับสั่งตัดชุดไทยทุกแบบ รวมถึงชุดไทยแก้บน ซึ่งเปิดร้านทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-23.00 น. มีบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ บอกว่า เอาไม่ทันกันเลยทีเดียว

“ชุดไทยขายดีมาก ยอดขายเพิ่มเป็นเท่าตัว คนมาซื้อกันเยอะเลย มาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย”

ส่วนร้านที่อยู่ชานเมือง อย่างร้านเช่าชุดไทย ชุดเพื่อนเจ้าสาว-บ่าว by อุ๋ย อรพรรณ ซึ่งมีเจ้าของเพจและกิจการคือ อรพรรณ ศิลาวรรณ บอกสอดคล้องกันว่า ยอดสั่งเข้ามาเยอะกว่าเดิมมาก

“ถ้าเดือนนี้ ปกติจะไม่มียอดเข้ามามาก แต่ปีนี้ถือว่าเยอะจนน่าตกใจ เป็นผลมาจากละครบุพเพสันนิวาส ห้างร้าน บริษัท คนทั่วไป ก็จะวางธีมชุดไทยกันหมด บวกกับการเดินทางท่องเที่ยวใส่ชุดไทยไปตามรอยอยุธยาและลพบุรี คนไปเที่ยวก็ใส่ชุดไทยกันหมดเกือบทุกคน”

บรรดาร้านค้าชุดไทยในตลาดโบ๊เบ๊บอกในรายงานข่าวว่า ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีนับตั้งแต่เปิดร้านจำหน่ายชุดไทย ยอดขายโต 50% ส่วนยอดขายชุดไทยย่านตลาดพาหุรัด เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หลังประชาชนไปจับจ่ายซื้ออย่างคึกคักมาตั้งแต่งาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว”

ใส่ชุดไทยไม่ให้ร้อน คำตอบสุดท้ายคือ “ร่ม”

เพ็ญศรี เจ้าของร้านเจ้กรุงชุดไทย สะพานควาย บอกถึงเทคนิคการใส่ชุดไทยไม่ให้ร้อนว่า อยู่ที่คนสวมใส่คนนั้นๆ เอง

“ร้อนไม่ร้อนอยู่ที่คนใส่ ธรรมดาทั่วๆ ไป ผ้าก็เป็นแบบปกติ แล้วแต่คนใส่ตามใจคนใส่ ร้อนๆ ก็ต้องหาเทคนิควิธีใส่เอาเอง ใส่แล้วสวยสบายดีก็ใส่ไป”

หากมองให้ลึกลงไปว่าใส่ชุดไทยแล้วร้อนไหม? ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นไพร่สามัญชน เป็นชาวบ้านจะทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือนกันเอง แต่ถ้าเป็นชนชั้นสูงมีเงินก็จะซื้อผ้าจากจีนและอินเดียที่เอาเข้ามาขายไว้ใช้ เพราะเนื้อผ้าดีกว่า วิธีการตัดเย็บของไทยจะเป็นการตัดเย็บแบบง่ายๆ เพราะเป็นลักษณะของการห่มผ้าทั้งผืน

รายละเอียดของงานช่างจะไปอยู่ที่การปักเนื้อผ้า ผ้าถือเป็นของมีราคา ชั้นเจ้านายก็จะสวมใส่ผ้าเนื้อดีหน่อย ย้อมสีสวยงาม สไบมีซับนอกซับในใส่เมื่อออกนอกบ้าน ถ้าอยู่ในบ้านเจ้านาย บ่าวก็นุ่งผ้าแถบเอาง่ายๆ เพราะอากาศมันร้อน ถ้าเป็นไพร่ชาวบ้าน หรือทาส ก็จะมีแค่ผ้าผืนธรรมดาสีตุ่นๆ ไม่ได้ย้อมสีสวยงาม

ในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ หน่วยราชการในพระองค์ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัด เพื่อพระราชทานความสุขให้กับประชาชน และเผยแพร่ความงดงามของความเป็นไทยในรูปแบบต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า

เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและประวัติศาสตร์ ได้มาเล่าถึงวิวัฒนาการของชุดไทยภายในงานนี้ ซึ่งสรุปได้ว่า สมัยก่อนการแต่งกายเป็นเครื่องจำแนกความแตกต่างทางสังคม ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 1-4 สำหรับเจ้านายฝ่ายใน ไม่ว่าจะเป็น พระมเหสี พระเทวีต่างๆเจ้าจอม พระราชธิดา ส่วนใหญ่จะนุ่งซิ่นจีบหน้านาง ผ้าถุงยาว โดยใช้ผ้าลายอย่างจากอินเดีย ห่มทับท่อนล่าง ส่วนท่อนบนห่มสไบแพรจีนเปิดไหล่หนึ่งข้าง หรือใส่เสื้อคอตั้งผ้าไหมจีนผ่าอก ติดขัดดุม (ติดกระดุม) แขนกระบอก โดยแขนกระบอกจะฟิต ทั้งนี้ ถ้าใส่เสื้อจะมีสไบห่มทับเสมอ โดยจะห่มสไบทับอัดกลีบ หรือไม่อัดกลีบก็ได้

สมัยรัชกาลที่ 5 มีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามา จากเสื้อแพรจีนก็เปลี่ยนมาเป็นเสื้อแหม่มแบบฝรั่ง โดยได้รับอิทธิพลจากราชสำนักรัสเซียและออสเตรีย เสื้อแบบฝรั่งที่นิยมใส่ก็เป็นผ้าลูกไม้จีบระบายต่างๆ ทั้งปลายแขน รอบอก รวมทั้งเสื้อแขนหมูแฮม โดยต้นแขนจะจีบฟองขึ้นฟู และค่อยๆ แคบลงมาถึงข้อมือ การแต่งกายแบบนี้เป็นพระราชนิยมตลอดรัชกาล

สมัยรัชกาลที่ 6 วิวัฒนาการสมัยนี้เปลี่ยนจากการสวมเสื้อแบบสมัย รัชกาลที่ 5 มาเป็นเสื้อแบบที่เราเรียกกันว่า “แก๊สบี้” คือ ตัวเสื้อยาวลงไปจนถึงเข่า และนิยมใช้ผ้าบางเบา ส่วนใหญ่เป็นเสื้อคอปาด แขนล้ำ รูปแบบการแต่งกายของสุภาพสตรีไทยโน้มเอียงไปทางตะวันตกมากขึ้น

สมัยรัชกาลที่ 7-8 รูปแบบการแต่งกายยังเลียนแบบสมัยรัชกาลที่ 6 อยู่ แต่กระโปรงจะเป็นกระโปรงที่สั้นมาถึงใต้เข่า จากนั้นเริ่มเป็นชุดเดรสหรือชุดเสื้อกับกระโปรงติดกัน และสะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักมีความเป็นสากลมาก

สมัยรัชกาลที่ 9 ช่วงต้นรัชกาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ยังทรงแต่งชุดไทยตามพระราชนิยมต่อเนื่องจาก รัชกาลที่ 7 กระทั่งเสด็จฯ อเมริกา และยุโรป ถึงได้มีการประดิษฐ์ชุดไทยพระราชนิยมขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับวาระโอกาสที่จะต้องออกงาน ประเทศไทยก็จะมีชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยดุสิต ชุดไทยอัมรินทร์ ชุดไทยจักรี ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งเป็นแบบอย่างของการแต่งกายชุดไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

แน่นอน จากข้อมูลของเผ่าทอง จะเห็นได้ถึงภาพรวมชุดไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 5-9 แต่เมื่อย้อนหลังกลับไปกรุงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้ชายไม่ใส่เสื้อ ออกนอกบ้านก็ไม่ใส่เสื้อ พอสมัยรัชกาลที่ 4 ต้องออกกฎหมายบังคับให้ใส่เสื้อเวลาออกนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงก็ห่มสไบหรือไม่ก็เปลือยอกสำหรับหญิงที่มีสามีและลูกแล้ว ในสมัยปฏิรูปประเทศ แฟชั่นและผ้าแบบตะวันตกเข้ามาผู้หญิงในกลุ่มชนชั้นสูงก็ได้นำเอาผ้าและรูปแบบการตัดเสื้อแบบตะวันตกมาประยุกต์ใช้กับชุดไทย ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

อรพรรณ ศิลาวรรณ เจ้าของร้านเช่าชุดไทย ชุดเพื่อนเจ้าสาว-บ่าว by อุ๋ย อรพรรณ มองว่า จริงๆ ปัจจุบันชุดไทยถ้าใส่ก็เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป

“อย่างผู้หญิงก็ใส่สไบ ซึ่งค่อนข้างเป็นผ้าที่เบาๆ อยู่แล้ว เวลาใส่ก็ค่อนข้างที่ไม่ร้อนอยู่แล้ว เพราะเปิดไหล่และโปร่งลม ส่วนคนที่ใส่ชุดเสื้อลูกไม้แขนยาวก็อาจจะร้อนหน่อย แต่ว่ามันก็เหมือนกับเป็นการกันแดดไปในตัว แต่ถ้าใส่สไบจะค่อนข้างสบายไม่ได้อึดอัดอะไรมาก ส่วนการใส่ผ้าถุงก็ระบายลมเหมือนเรือนไทยที่มีใต้ถุน โจงกะเบนก็เหมือนกางเกงทั่วไปไม่ได้หนักไม่ได้มีอะไรมากมาย ใส่ได้สบายคล่องแคล่วตัวด้วย”

สำหรับคนที่ใส่จัดเต็มเพื่อถ่ายรูปโดยเฉพาะ อรพรรณ ก็บอกว่าต้องยอมรับว่าหนักหน่อย ร้อนเลยทีเดียว

“ชุดผู้ชายก็ร้อนหน่อยเพราะเสื้อราชปะแตนค่อนข้างหนา แต่ตอนนี้นิยมมาใส่เป็นเสื้อคอกลมดูแบบไม่เป็นทางการเกินไปเหมือนจ้อยในบุพเพสันนิวาส ใส่จัดเต็มร้อนอยู่แล้ว แต่ถ้าแบบปกติธรรมดาคนโบราณก็ออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพอากาศอยู่แล้ว ก็เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป”

ชุดไทยปัจจุบัน อรพรรณ ขยายภาพให้เห็นว่า มีการประยุกต์ได้หลายๆ อย่าง ก็แบ่งเป็นงานทั่วไปที่เรียบง่าย ส่วนงานที่เป็นพิธีใหญ่ๆ ก็มีการประยุกต์มากขึ้น อย่างงานแต่งงานชุดไทยของเจ้าสาวก็ปรับไปตามยุคสมัย เอาอุปกรณ์ต่างๆ มาผสมผสานให้ดูดีตามยุคสมัย

“คำแนะนำอากาศร้อนใส่ชุดไทยอย่างไร? ต้องบอกว่า ต้องมีตัวช่วยเพื่อให้ถ่ายรูปได้สวยๆ ก็ต้องอาศัยร่ม เพราะเหมือนเป็นการป้องกันแดดไปในตัว เพราะอากาศบ้านเรามันร้อนมากอยู่แล้ว การใส่ชุดไทยมีอุปกรณ์ประกอบคือ ร่ม โดยเลือกร่มที่ออกแบบเป็นไทยๆ ให้เข้าชุดด้วยการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับชุดที่ใส่ รวมถึงสีสันด้วย”

ท้ายสุด มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจัดเต็มชุดไทยแบบเต็มยศครบองค์ทรงเครื่อง ทำอย่างไรไม่ให้ร้อนอบอ้าวจนเหงื่อแตกพลั่กทนไม่ไหว ทางที่ดีที่สุดให้เลือกงานที่จัดในห้องแอร์เย็นฉ่ำจะได้ไม่ร้อนและถ่ายรูปออกมาแชร์ในโซเชียลมีเดียได้สวยๆ ไม่แคร์ร่มบังแดด

อัญญพร ซื่อพัฒนะพันธ์ หนังสือรสความสุข ตำรับฝันสาวดิสนีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547167

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 10:31 น.

อัญญพร ซื่อพัฒนะพันธ์ หนังสือรสความสุข ตำรับฝันสาวดิสนีย์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เป็นเรื่องน่าสนใจที่มีคนไทยไปทำงานที่วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดรับเพียงปีละ 3 คน หนึ่งในนั้นคือ มายด์-อัญญพร ซื่อพัฒนะพันธ์ เจ้าของนามปากกา Anyaผู้เขียนหนังสือ Magical Moments at Walt Disney World หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่เขียนขึ้นมาจากการทำตามความฝันของตัวเอง

“มายด์อยากเขียนออกมาให้คนอ่าน แล้วสามารถนำข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้ในการสมัครงานได้เลย”

เธอเริ่มเขียนตั้งแต่กลับมาจากสหรัฐเมื่อปลาย พ.ย. 2560 ใช้ระยะเวลาเขียนประมาณ 5 เดือนก่อนวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา อัดแน่นไปด้วยรายละเอียดทั้งข้อมูลการสมัคร และประสบการณ์การทำงานที่เธออยากเล่าออกมาให้เห็นทุกด้านตามความจริง

“ตั้งแต่เด็กแล้ว มายด์เป็นคนชอบการ์ตูนดิสนีย์มาก” เธอกล่าวต่อถึงแรงบันดาลใจ

“ความฝันแรกไม่ได้อยากไปทำงาน แต่อยากไปเที่ยวให้ครบทุกที่มากกว่า (สวนสนุกดิสนีย์มีจำนวน 6 แห่งทั่วโลก) จากนั้นพอโตขึ้นเลยคิดว่า ถ้าได้ไปทำงานก็คงจะสนุกดี ประจวบกับตอนเรียนอยู่ปี 3 ได้ทราบข่าวว่าวอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่อเมริกาเปิดรับนักศึกษาไทยไปฝึกงาน 3 เดือน เลยเริ่มสมัคร สอบสัมภาษณ์ และสุดท้ายก็ได้ไปตอนจบปี 4 พอดี”

บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาและวัฒนธรรม หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอบหิ้วความฝันในวัยเด็กไปสู่สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในบทบาทของพนักงานตำแหน่งขาย หรือเมอร์แชนไดส์ ซึ่งงานนี้เป็นใบเบิกทางให้เธอได้เติมเต็มความฝันในวัยเด็ก เพราะพนักงานสามารถเล่นเครื่องเล่นทุกอย่างได้ฟรี ประกอบด้วย 4 สวนสนุกใหญ่ 2 สวนน้ำ และได้รับส่วนลดพิเศษกับอีก 26 โรงแรมในอาณาจักรของดิสนีย์เวิลด์

“ก่อนไปมีคนบอกแล้วว่า การทำงานในตำแหน่งเมอร์แชนไดส์จะเหนื่อยมาก เพราะหนึ่งสัปดาห์ทำงาน 5 วัน ทำงานอย่างต่ำวันละ 10 ชั่วโมง ซึ่งต้องยืนขายของ ห้ามนั่ง ต้องยิ้ม ต้องชวนลูกค้าคุยตลอด เลยเตรียมใจไปว่าต้องเหนื่อยแน่นอน และพอได้ไปทำแล้วก็เหนื่อยมากๆ แต่มายด์จะไม่มองในแง่ลบ พยายามมองว่าเป็นเรื่องสนุก ได้คุยกับเด็กๆ พอวันหยุดก็ไปเที่ยวชาร์จพลังตัวเอง แต่ระยะเวลา 3 เดือนมันสั้นเกินไปทำให้ยังเล่นเครื่องเล่นได้ไม่ครบ

หลังจากกลับมารับปริญญา ก็เลยสมัครไปทำงานที่ดิสนีย์เวิลด์อีก แต่ครั้งนี้ไปทำงานแบบ 1 ปีกับตำแหน่งตัวแทนเผยแพร่วัฒนธรรมไทย (Thailand Cultural Representative) ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 5 วัน/สัปดาห์ ทำให้มีเวลาเล่นเครื่องเล่นทุกอย่าง เข้าพักครบทุกโรงแรม และได้ไปเล่นที่ดิสนีย์แคลิฟอร์เนียด้วย” เธอกล่าวอย่างดีใจเหมือนเด็กในร่างผู้ใหญ่กำลังกระโดดโลดเต้น

รวมระยะเวลากว่า 16 เดือนในอาณาจักรแห่งความสุขไม่ได้ให้แค่ความสนุก แต่ยังสอนให้เธอเป็นคนอดทน ไม่เกรงกลัวความเหนื่อยล้า ทำให้เธอโตขึ้นมาก และสอนให้ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

“การทำงานที่ต้องส่งมอบความสุขให้คนอื่น เราต้องมีความสุขก่อน หากเราเหนื่อยแล้วท้อและไม่มีความสุข ก็คงไม่สามารถสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้ ดังนั้น ทัศนคติจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรักงานที่เราทำ และต้องมีความสุขกับงานทุกวัน เพราะไม่เช่นนั้นก็คงทำงานออกมาไม่ดี และทำให้คนอื่นมีความสุขไม่ได้”

มายด์กล่าวทิ้งท้ายถึงหนังสือเล่มนี้ว่า สำหรับคนที่เป็นแฟนการ์ตูนดิสนีย์ หรือมีความฝันอยากไปทำงานที่ดิสนีย์เวิลด์ สหรัฐ จะเห็นอีกแง่มุมเบื้องหลังรอยยิ้มของพนักงาน และหนังสือจะทำให้เห็นการไล่ตามความฝันของเด็กน้อยผู้หลงใหลเจ้าหญิงโฉมงาม

สุดท้าย เธอสามารถเข้าไปอยู่ในโลกดุจมนตร์วิเศษ เติมเต็มความฝัน และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อมั่นในความสุขมากกว่าสิ่งใด

เหมือนกับความรู้สึกที่ได้อ่านหนังสือเล่มแรกของนักเขียนหน้าใหม่ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสุขจากใจผ่านทุกตัวอักษร และสำหรับใครที่กำลังตามหาความฝัน หนังสือเล่มนี้จะเป็นกำลังใจว่าอย่าเพิ่งท้อกับสิ่งที่ฝันไว้ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากเกินไป ซึ่งสุดท้ายความพยายามนั้นคุ้มค่าเสมอ

‘ฉันคือเธอ’ วสันต์ สิทธิเขตต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547161

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 10:01 น.

‘ฉันคือเธอ’ วสันต์ สิทธิเขตต์

โดย พริบพันดาว

ก่อนที่จะไปชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ฉันคือเธอ : วสันต์ สิทธิเขตต์”ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (หอศิลปกรุงเทพฯ) ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8

ได้หยิบบทความที่เรียบเรียงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปมหาบัณฑิต สาขาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2554 เรื่อง “วสันต์ สิทธิเขตต์ : ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง” ของลลินธร เพ็ญเจริญ มาอ่าน

ผลการวิจัยงานศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลารวมทั้งสิ้น 49 เหตุการณ์ พบว่า 1.พัฒนาการช่วงแรกเป็นช่วงเวลาแห่งการสั่งสมประสบการณ์การสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวสันต์ สิทธิเขตต์ อย่างจริงจัง จนกระทั่งในพัฒนาการช่วงที่สองของการสร้างสรรค์จึงปรากฏอัตลักษณ์เด่นชัด และมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์สําคัญระดับสูง

 

2.การนําเสนอแนวความคิดและรูปแบบศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวสันต์ ประกอบด้วยปัจจัยภายนอกด้านสภาพการณ์ทางสังคมและเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนเป็นปัจจัยสําคัญ ได้แก่ แนวความคิดด้านการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย และนําเสนอรูปแบบจิตรกรรมเป็นหลัก

3.ความสําคัญของเหตุการณ์เคลื่อนไหวและกรณีปัญหามีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและปานกลาง โดยมีกรณีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน การเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นอันดับสําคัญสูงสุด เหตุการณ์เคลื่อนไหวที่มีความสําคัญสูงจะสัมพันธ์กับการนําเสนอด้วยรูปแบบจิตรกรรม

ในวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ยังสรุปว่า วสันต์สิทธิเขตต์ เป็นศิลปินนักเคลื่อนไหวที่สร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง(Activist Art) หลากหลายประเภท ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นเวลากว่า 30 ปี ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 ถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากศิลปะประเภทบทกวีและดนตรี

 

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนอย่างจริงจังส่งผลให้วสันต์เป็นศิลปินเข้มแข็งในด้านการเคลื่อนไหวทางความคิด เป็นนักรณรงค์คนสําคัญ (Protagonist) ในการปกป้องผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมและคนชายขอบในสังคมไทย จนเป็นภาพลักษณ์และเป็นที่รู้จักต่อคนทั่วไป

ดังคํานิยมจากคณะกรรมการมอบรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” กล่าวว่า วสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นผู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อต้านความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างเอาจริงเอาจังโดยใช้งานศิลปะเป็นตัวชี้นํา จนกล่าวได้ว่า ที่ไหนมีการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ที่นั่นจะต้องมีภาพเขียน บทกวี และตัวของวสันต์ สิทธิเขตต์ ร่วมอยู่ด้วย

ในช่วงระหว่างทศวรรษ 2530-2550 วสันต์ได้สร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองประเภททัศนศิลป์ที่มีแนวความคิดและรูปแบบหลากหลาย สอดคล้องกับแนวทางทั้งศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) และหลังสมัยใหม่ (Postmodern Art) โดยมักจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยในแต่ละสมัย

เมื่อมาชมงานในชุด “ฉันคือเธอ : วสันต์ สิทธิเขตต์” ก็เต็มอิ่มและมิผิดหวัง ต้องบอกว่าฝีมือคัดสรรงานกว่า 100 ผลงาน ของภัณฑารักษ์รับเชิญ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ กับภัณฑารักษ์ร่วม อดุลญา ฮุนตระกูล สามารถบอกถึงตัวตนของวสันต์ได้อย่างลึกซึ้งและเข้าถึง ซึ่งการต่อยอดแนวความคิดจากชุดผลงานเมื่อปี 2536 ในครั้งนั้น I Am You ที่นำเสนอความเวียนว่ายของวัฏจักรชีวิตและความทุกข์

 

แต่สำหรับในปี 2561 นี้ แนวคิด I Am You หรือ ฉันคือเธอ ถูกนำมาตีความอีกครั้งและกระจายออกเป็น 5 หัวข้อ นำเสนอผลงานตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของศิลปินเพื่อทำความเข้าใจถึงแก่นของความคิดและผลงานใน “อุดมคติ & อุดมการณ์” (Ideals and Ideology)

ต่อด้วยการตั้งคำถามถึงวิธีการสร้างสรรค์ผลงานและการแสดงออกของศิลปินผ่าน “อำนาจ กับ ไร้อำนาจ” (Powerful vsPowerless) “ความดิบเถื่อนคืออาวุธ” (Raw Aesthetic as a Weapon) และ “ใบหน้า เรือนร่างและเสรีภาพ” (Face, Figure and Liberty) แล้วมองความเป็นปัจจุบันสมัยจากกิจกรรมทางสังคมที่ศิลปินมีส่วนร่วมใน “โลกสวยด้วยประท้วง” (Protest And Making The World A Better Place)

ผลงานของวสันต์ล้วนมีความโดดเด่น ดึงดูด และท้าทาย สร้างภาษาศิลปะส่วนบุคคลที่เป็นอิสระ และเคลื่อนตัวในหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองปัญหาสังคมร่วมสมัยอย่างฉับพลัน

วสันต์แสดงออกผ่านการเสียดสี ล้อเลียน และการเปรียบเปรยอย่างเป็นนัย ด้วยความสามารถรอบด้านทางศิลปะที่ได้เสาะหาวิธีการแสดงออกอันหลากหลาย รวมไปถึงการริเริ่มทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มศิลปิน นักเคลื่อนไหวทั้งภาคองค์กรและภาคประชาชนที่ต่อสู้เพื่อตอบสนองต่อปัญหาทั้งทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม จนถึงปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ยังได้เป็นตัวแทนศิลปินจากประเทศไทยเข้าร่วมแสดงงานในเวทีระดับโลกหลายแห่ง ทั้งที่ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา

ถ้าอยากชม “ศิลปะประท้วง” (Protest Art) ซึ่งหมายถึงศิลปะในลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง (Sociopolitical Movements) และการบอกเล่าแนวคิดของผลงานและชีวิตความเป็นศิลปินนักกิจกรรมของวสันต์ สิทธิเขตต์ แล้ว นิทรรศการชุดนี้รวบรวมมาไว้อย่างครบถ้วน

“ฉันคือเธอ : วสันต์ สิทธิเขตต์” จัดแสดงถึงวันที่ 27 พ.ค. 2561 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 02-214-6630 ต่อ 501-503

พงค์พิพัฒน์ คงนาค ฟิตร่างกายด้วยบาสฯ และฟุตซอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547160

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

พงค์พิพัฒน์ คงนาค ฟิตร่างกายด้วยบาสฯ และฟุตซอล

โดย ภาดนุ

จากก้าวแรกที่คนรู้จัก บิว เดอะสตาร์ ในฐานะนักร้องในเครือแกรมมี่โกลด์ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปปัจจุบันนี้หนุ่มวัย 33 ปี บิว-พงค์พิพัฒน์ คงนาค (บิว-พงค์พิพัฒน์ อาร์สยาม) ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นนักร้องในสังกัดค่ายอาร์สยามเป็นที่เรียบร้อย โดยซิงเกิ้ลแรกที่เปิดตัวไปมีชื่อว่า “ไอ้หมูไอ้หมา”

ตามด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 ชื่อ “กูรักมึง” ซึ่งเป็นเพลงช้าในแนวป๊อป-ร็อก และถือเป็นเพลงรักที่ถ่ายทอดด้วยภาษาที่จริงใจ ตรงไปตรงมา โดยเน้นกลุ่มคนฟังทั่วไป ล่าสุดบิวยังได้ปล่อยคัฟเวอร์ซิงเกิ้ลเพลง “จันทร์” ซึ่งเป็นเพลงดั้งเดิมของ โจ้-ธณรัฐ ปิ่นเวหา ศิลปินในสังกัดอาร์เอสให้แฟนๆ ได้ฟังกันอีกด้วย

 

นอกจากทำงานเพลงแล้ว หนุ่มเสียงดีบอกว่า เขามักจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาสองประเภทที่เขาค่อนข้างเล่นมาอย่างต่อเนื่องหลายปีจนถึงตอนนี้

“บาสเกตบอลเป็นกีฬาชนิดแรกที่ผมเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ เลย พอขึ้นชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี ผมก็ได้เป็นนักกีฬาบาสฯ ตัวโรงเรียนจนถึงมัธยมปลาย แต่พอเข้ามาเรียนมหา’ลัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะหาทีมรวมตัวเล่นบาสฯ กันยากสักหน่อย พักนี้ผมก็เลยหันมาเล่นฟุตซอลแทน เพราะสามารถเล่นบนสนามหญ้าเทียมได้ ผมจึงรวมตัวเล่นกับเพื่อนๆ ที่เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยกัน

 

ส่วนการเล่นบาสฯ ผมก็ยังไม่ทิ้งนะตอนนี้ ยังเล่นอยู่ บางครั้งผมจะไปขอเล่นกับเพื่อนที่รู้จักกัน ทั้งที่มหา’ลัยบ้าง แถวปากเกร็ด หรือแถวเมืองทองบ้าง หากมีเวลาว่าง ผมกับเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันก็จะไปขอเล่นกับทีมอื่นๆ ที่เรารู้จัก ด้วยความที่ผมเล่นบาสฯ มาตั้งแต่เรียนประถม มัธยมต้น จนมัธยมปลายก็ยังเล่นอยู่ แถมตระเวนแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ไปทั่วเลย บาสฯ จึงถือว่าเป็นกีฬาที่ผมยังเล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุด แต่พักนี้อาจจะเล่นน้อยลง เพราะหาทีมร่วมแจมยากกว่าฟุตซอล”

บิวเสริมว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาชอบออกกำลังกายให้ได้เหงื่อทุกวัน นอกจากบาสฯ กับฟุตซอลแล้วเขายังเล่นฟิตเนสด้วย แต่เพราะต้องเดินสายโปรโมทงานเพลง จึงอาจจะเล่นกีฬาแต่ละอย่างได้แค่สัปดาห์ละ 1-2 วันเท่านั้น ในช่วงที่ต้องทำงาน ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ เขาจะใช้ช่วงที่พักจากการทำงานวิดพื้นออกกำลังกายช่วยบ้าง

“ประโยชน์ที่ได้จากการเล่นบาสฯ ก็คือ ได้มิตรภาพ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น ผมว่าการเล่นกีฬาทุกชนิดทำให้เราได้เรียนรู้ความมีน้ำใจที่เพื่อนๆ มีให้ ส่วนประโยชน์ทางสุขภาพ เมื่อก่อนนี้ผมจะเป็นภูมิแพ้ตอนตื่นนอนเช้าๆ แล้วมักจะไอจะจามตลอด แต่พอหันมาเล่นบาสฯ ก็ทำให้สุขภาพแข็ง แรงขึ้น เมื่อก่อนนี้ผมเป็นเด็กที่อ้วนมากๆ แต่พอได้เล่นบาสฯ ก็ทำให้ผอมลงและหุ่นดีขึ้นครับ

 

การเล่นบาสฯ จะมีผู้เล่นทีมละ 5 คนโดยผลัดกันยิงลูกเข้าห่วง แต่ข้อควรระวังก็คือมันเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกัน บางครั้งเราอาจจะมีโอกาสโดนศอกของผู้เล่นคนอื่นได้ หรือนิ้วอาจจะซ้นหรือได้รับบาดเจ็บ ข้อมือเคล็ด ข้อเท้าแพลง ซึ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการเล่นได้ทุกเวลา ดังนั้นเวลาเล่นควรต้องใช้ความระมัดระวังให้มากๆ แต่ถึงกระนั้นบาสฯ ก็ยังเป็นกีฬาที่ผมชอบเป็นอันดับ 1 อยู่ดี”

บิวเสริมว่า สำหรับฟุตซอลนั้นเป็นกีฬาที่เขาเล่นกับเพื่อนๆ ในวงการบันเทิงซะส่วนใหญ่ โดยจะมีการแข่งขันกันเป็นทีมเพื่อนำเงินไปช่วยการกุศลอยู่เรื่อยๆ โดยทีมหนึ่งจะมีผู้เล่น 5-7 คน แต่ฟุตซอลจะไม่มีการทุ่มบอล แถมยังแข่งในสนามที่เล็กกว่าฟุตบอลด้วย จึงเป็นกีฬาอีกอย่างที่เขาเล่นบ่อยเพราะหาสนามได้ง่าย

“สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการเล่นฟุตซอลก็คือ มันก็เป็นกีฬาปะทะอีกเช่นกัน อาจจะมีการหกล้ม ทำให้บาดเจ็บ แขนหัก ขาหักได้ ถ้าไม่ระวัง ผมเคยแขนหักและต้องพักรักษาตัวนาน 3-4 เดือนมาแล้ว ช่วงนั้นทำงานไม่ได้เลยละ เอาเป็นว่านอกจากอุปกรณ์อย่างชุด รองเท้า ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมอย่างสนับข้อเท้าด้วยก็จะดีมาก ที่สำคัญเวลาที่เล่นควรต้องเซฟตัวเองและเซฟเพื่อนๆ ที่ร่วมเล่นด้วยกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บด้วยครับ

 

ในอนาคตผมก็ยังคงเล่นกีฬาทั้งสองประเภทนี้อยู่ ส่วนกีฬาอีกอย่างที่ผมเริ่มติดเหมือนกันก็คือการว่ายน้ำ เพราะเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ ผมมักจะว่ายน้ำที่สระในหมู่บ้านที่ผมอยู่แทบทุกวันเนื่องจากเดินทางสะดวก อีกอย่างการว่ายน้ำมันช่วยในเรื่องความจุของปอด ซึ่งมันมีผลดีต่อการร้องเพลง และช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นด้วย แต่ถ้าว่ายบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้ผิวคล้ำขึ้น และเส้นผมจะแห้งมากขึ้นเพราะคลอรีนเท่านั้นเอง”

ติดตามผลงานของบิวได้ทางช่องสบายดีทีวี, YouTube : RsiamMusic และ Page FB :บิว พงค์พิพัฒน์ Official

ความสุขของ สมายล์ ศิริภา กาญจนพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547158

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

ความสุขของ สมายล์ ศิริภา กาญจนพันธ์

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เป็นคนรุ่นใหม่ที่สร้างมิตรภาพ รอยยิ้มและความสุขให้โลกอย่างน่านับถือ สำหรับ “ศิริภา กาญจนพันธ์” สาวเมืองคอนผู้มีอัธยาศัยน่ารัก ทั้งมีรอยยิ้มที่สดใส เจ้าของ “บ้านในสวน” (The Secret Garden) ที่ใครได้ไปเห็นและอยู่มาแล้วจะต้องตกหลุมรัก

เธอมีสวนมังคุดอารมณ์ดี ที่หลายคนไปมาแล้วติดใจไม่อยากกลับ เนื่องจากชีวิตไม่เคยได้สัมผัสความสุขในวิถีธรรมชาติแบบนี้มาก่อน ที่สำคัญครอบครัวของเธอใจดีและอัธยาศัยดีทุกคน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และสมาชิกคนอื่นๆ

ศิริภา มีชื่อเล่นว่า “สมายล์” ซึ่งเป็นชื่อที่บอกให้รู้ถึงบุคลิกและคาแรกเตอร์ของเธอชัดเจน (มีรอยยิ้มสดใสและจริงใจ) แต่คนส่วนใหญ่มักเรียกสั้นๆ ว่า “มายล์” ขณะกลุ่มจิตอาสาที่เป็นชาวต่างชาติจะเรียกว่า “ศิริ” จากชื่อจริงของเธอ

เป็นคน อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษาปริญญาตรี การจัดการการท่องเที่ยว สาขา Eco-Tourism มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และได้รับใบประกาศแพทย์แผไทย 4 หลักสูตร จากศูนย์การแพทย์แผนไทย 14 จังหวัดภาคใต้ วัดศาลามีชัย

จิตอาสาต่างชาติรู้จักเธอได้อย่างไร

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว สมายล์ทำงานที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ดูแลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศ วันหนึ่งได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกล่วงหน้า 3 เดือน เพื่อไปปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่บ้านเกิด แต่ด้วยความที่เจ้าของบริษัทให้ความเอ็นดูไม่อยากให้ลาออก จึงพร้อมสนับสนุนทุกอย่างถ้าเธอต้องการทำโปรเจกต์อะไรก็ตาม

“ตอนยื่นใบลาออก บอกเจ้านายว่าอยากทำสวนมะพร้าวน้ำหอม นายบอกถ้างั้นไม่ต้องไปปลูกที่บ้าน ปลูกที่นี่เลย มีที่ให้ นายสั่งมะพร้าวมา 200 ต้น มายล์เลยทำโปรเจกต์ขึ้นเว็บไซต์ workaway ขออาสาสมัครนานาชาติมาช่วยปลูก ล็อตแรกมีมาช่วย 7 คน เป็นฝรั่งเศสถึง 3 คน เจ้านายใจดีเปิดห้องแกรนด์วิลล่าให้พัก ตอนหลังใช้ห้องประชุมเนื่องจากอาสาสมัครมาแต่ละรอบบางที 7 คน บางที 9 คน และพักอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง”

เมื่อโปรเจกต์ปลูกมะพร้าวเสร็จเรียบร้อย พร้อมเห็นการเจริญเติบโตของต้นมะพร้าวในช่วงเวลา 3 เดือน สมายล์มีเป้าหมายในอนาคตชัดเจนอยู่แล้วจึงตัดสินใจลาออกไปทำสวนของตัวเอง และช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณตาของเธอไม่สบายและร่างกายไม่แข็งแรงด้วย จึงถึงเวลาต้องไปอยู่กับครอบครัว พ่อแม่และได้ดูคุณตาอย่างใกล้ชิด

ทำ “เดอะ ซีเคร็ท การ์เดน”

โปรเจกต์แรกหลังลาออกจากงานคือ เดอะ ซีเคร็ท การ์เดน (The secret garden) หรือ บ้านในสวน สิ่งแรกที่เธอทำคือการรับสมัครอาสาสมัครนานาชาติมาช่วยทำสวน ในเชิงของการมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้วัฒนธรรมและใช้ชีวิตแบบสุขกายสบายใจด้วยกัน ทันทีที่รันโปรเจกต์ขึ้นเว็บ workaway ก็ได้รับการตอบรับจากอาสาสมัครจากหลายประเทศ

“ตอนนั้นตื่นเต้นกับโปรเจกต์มาก ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ตอบจดหมายวันละ 100 ฉบับ เพราะมีจดหมายส่งมาเยอะ ปีแรกมายล์รับมา 25 ประเทศ ประมาณ 50 คน แต่ไม่ได้มาคราวเดียวนะคะ เพราะที่พักมีจำกัด มีพักบ้านมายล์ บ้านคุณปู่ บ้านคุณยาย ทุกอย่างฟรีหมดในปีแรก เนื่องจากมายล์กับคุณแม่ต้องการสร้างเครือข่ายเดอะ ซีเคร็ท การ์เดน ให้มีพลังเหมือนผีเสื้อขยับปีกอยู่ทั่วโลก อาสาสมัครแต่ละคนจะมีชื่อไทยขึ้นต้นด้วยคำว่า “ต้น” และมีรหัสกำกับ เช่น ต้นสัก ต้นลม ต้นฝน เป็นต้น

ช่วงแรกมีอาสาสมัครจากเบลเยียมและออสเตรเลียมาช่วย ทำทุกอย่างตั้งแต่ดายหญ้า ปลูกพืชสวนครัว ปลูกผลไม้ต่างๆ ในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า พอทำไปเรื่อยๆ ชุมชนเริ่มสนใจเข้ามาดูงาน ประกอบกับอาสาสมัครทยอยมาตลอด มายล์จึงเปิดสอนเด็กๆ ในชุมชนด้วยการจัดค่ายภาษาอังกฤษขึ้น ชาวบ้านก็ส่งลูกหลานมาเรียนภาษากับเรา”

มีครูจุ้ยและโจน จันไดเป็นแรงบันดาลใจ

มายล์ เล่าว่า สิ่งที่ดำเนินการในปีแรกน่าพอใจมาก โดยเฉพาะชุมชนให้ความสนใจหันมาทำเกษตรอินทรีย์ตาม พอปีที่ 2 ได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายจากครูจุ้ย (ชลดา เวเยื่อ) ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินและผู้ก่อตั้งเพจบ้านดินคำปู้จู้ ที่ จ.พะเยา และ โจน จันได เจ้าของพันพรรณ สวนเกษตรอินทรีย์ ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยมีโอกาสได้เรียนรู้การสร้างบ้านดินและเกษตรอินทรีย์จากบุคคลทั้งสอง ขณะเดียวกันก็ได้มอบโอกาสนี้ให้กับอาสาสมัครจากทั่วโลกด้วย

“ทุกครั้งที่อาสาสมัครมาอยู่ด้วย มายล์จะเปิดวิดีโอภาษาอังกฤษที่พี่โจนพูดเรื่องการใช้ชีวิตให้ฟัง ให้ดูคลิปการสร้างบ้านดินทั้งของครูจุ้ยและพี่โจน ทุกคนจะชื่นชอบในวิถีชีวิตแบบนั้นมากและอยากไปเรียนรู้สัมผัสด้วยตัวเอง มายล์กับทีมงานก็จะพาอาสาสมัครไปทำบ้านดินกับครูจุ้ย ที่พันพรรณก็ไปด้วย

มายล์หวังว่าเวลาที่พวกเขากลับไปบ้านเกิดจะได้ไปทำเดอะ ซีเคร็ท การ์เด้น ในแบบฉบับของเขา อาจไม่จำเป็นต้องบ้านดินแบบเรา แต่ทำอะไรก็ได้ที่เรียบง่าย มีความสุขและได้อยู่กับธรรมชาติ”

ทำสวนมังคุดอารมณ์ดี

ปัจจุบันบ้านในสวนได้ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 3 ปีนี้เธอวางโปรเจกต์ใหญ่ 2 เรื่อง โปรเจกต์แรก คือ ทำสวนมังคุดอารมณ์ดี มีการตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาชื่อบริษัท สมายล์ แมงโกสทีน ซึ่งได้เริ่มทำมาแล้ว และได้ผลดีเกินคาด โปรเจกต์ที่ 2 คือ ธรรมชาติบำบัด เนื่องจากเธอเรียนแพทย์แผนไทยมา โดยจะเริ่มในเดือน ก.ค.นี้

“บ้านมายล์มีสวนมังคุด 7 ไร่ จำนวน 220 ต้น สวนที่คุณแม่ให้ดูแล มายล์เอามาทำเป็นสวนมังคุดอารมณ์ดี หรือสมายล์ แมงโกสทีน เปิดเพลงให้มังคุดฟัง ไอเดียมาจากแม่ชอบเปิดวิทยุส่วนพ่อชอบเพลง ไมค์ ภิรมย์พร เปิดทุกวัน จากการสังเกตมังคุดจะออกผลดีและสวย เลยรู้สึกว่าการที่มังคุดได้ฟังเพลงมันได้ผ่อนคลาย และส่งผลต่อการออกดอกออกผล มายล์อยากดูแลเขาเหมือนเจ้าหญิงเจ้าชายในสวน ให้สมกับที่เขาเป็นราชินีผลไม้เมืองร้อน

มายล์ดูแลอย่างดี ใส่ใจเขาทุกขั้นตอน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เปิดเพลงให้ฟังทุกวัน ทำให้ดอกมันแข็งแรงมาก โดยในการดูแลต้นมังคุดนั้นมายล์ได้จัดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมา คัดเลือกต้นมังคุดจาก 220 ต้น มา 26 ต้น เพื่อให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ คนที่เป็นเจ้าของสามารถส่งเพลงที่ชอบมาให้เราเปิดให้มังคุดของตัวเองฟัง ตอนนี้ปิดจองแล้วค่ะ เปิดจอง 7 วัน แต่ปิดจองใน 4 วัน”

มายล์ เล่าว่า เจ้าของต้นมังคุดทั้ง 26 คนนี้ นอกจากส่งเพลงมาให้เราเปิดแล้ว พวกเขาจะคอยสอบถามติดตามผลต้นของตัวเอง เช่น ตอนนี้เริ่มออกดอก เริ่มบานหรือยัง ไปถึงไหน พอออกผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวเจ้าของอยากซื้อในราคาเท่าไรเป็นสิทธิของเจ้าของ เธอไม่สนใจเรื่องราคาแต่อยากให้คนกินมังคุดเป็นผู้กำหนดราคาเอง

ที่สำคัญ เงินที่ได้จากการขายมังคุดทั้ง 26 ต้น จะนำไปบริจาคต่อเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่ ตูน บอดี้สแลม ไปวิ่งการกุศลหาเงินช่วย

อีกโปรเจกต์หนึ่ง คือ การจัดคอร์สธรรมชาติบำบัด จะเปิดรับอาสาสมัครนานาชาติและคนไทยเข้าร่วมกิจกรรม โดยจะจัดในช่วงเดือน ก.ค. อันเป็นช่วงที่ผลไม้สุกพอดี ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของบ้านในสวนได้ที่เพจ The secret garden และเฟซบุ๊ก Siri Kanjanapan

Boost Your CSF and Brain Lymph Flow

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547069

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 12:50 น.

Boost Your CSF and Brain Lymph Flow

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข(ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ครูได้อ่านเจอในงานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับระบบประสาทและระบบสมองพบข้อมูลที่น่าสนใจจึงอยากนำมาแบ่งปันกันว่าการฝึกโยคะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยทำความสะอาดระบบสมองด้วยการกำจัดของเสียต่างๆ ทั้งยังลดความผิดปกติในสมอง (อ่านดีๆ นะคะแค่ลดไม่ใช่การรักษาสาเหตุการเกิดโรคประกอบด้วยหลายตัวแปรและหลายปัจจัย) เช่น ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ เป็นต้น

ในการทำความเข้าใจว่าสมองทำความสะอาดตัวเองได้อย่างไรจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับ CSF (Cerebrospinal Fluid) ซึ่งก็คือน้ำในโพรงสมองและไขสันหลังเป็นของเหลวที่อยู่ในช่องในเยื่อหุ้มสมองและโพรงน้ำในไขสันหลัง ซีเอสเอฟมีหน้าที่ช่วยกำจัดของเสียจากเนื้อสมองและไขสันหลัง รวมทั้งมีหน้าที่ปกป้องสมองและไขสันหลังจากการกระทบกระเทือนกระแทกช่วยคงรูปร่างของสมองและไขสันหลัง และช่วยให้สารหลายชนิดที่อยู่ในหลอดเลือด หรือในเลือดที่อาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อสมองซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อสมองไม่ได้หรือได้น้อย

ในซีเอสเอฟจะมีส่วนประกอบของโพแทสเซียมและโซเดียมทั้งยังเกี่ยวข้องกับสารละลายสื่อนำไฟฟ้าที่ชื่อว่าอิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) คอยควบคุมคลื่นไฟฟ้าของแร่ธาตุที่ละลายอยู่ด้วยกันและมีผลกับระบบประสาทเพราะระบบประสาทเกี่ยวข้องกับการทำงานทุกระบบในร่างกายของเรา

ในงานวิจัยได้สนับสนุนว่าการฝึกปราณายามะและการฝึกโยคะอาสนะในขณะที่หายใจเข้า-ออก ผ่านรูจมูกจะส่งผลให้สมองอยู่ในภาวะสมาธิทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นสมองคือ คลื่นอัลฟ่า (Alpha) และเกิดความผ่อนคลายเชื่อมโยงกับระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ได้ดีกว่าการหายใจด้วยปาก เพราะในขณะที่การหายใจด้วยปากจะเป็นการต่อสู้ (Fight) มีความกดดันไปเชื่อมโยงกับระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) เพราะการทำกิจกรรมที่มีความกดดัน การต่อสู้ การต้องพยายามจะส่งผลลดการไหลเวียนของซีเอสเอฟ

นอกจากนี้ ยังมีอีกงานวิจัยหนึ่งบอกว่า การเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังทั้งการสร้างความยืดหยุ่น การสร้างความแข็งแรงอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับลมหายใจอย่างผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด ช่วยการเพิ่มการไหลเวียนของซีเอสเอฟเช่นกัน

เมื่อส่งไปถึงสมองจะทำให้เกิดออกซิเจนที่สดใหม่รวมทั้งสารอาหาร สารสื่อประสาทต่างๆ อย่างนิวโรเพปไทด์ (Neuropeptide) ซึ่งก็คือโปรตีนของระบบประสาทเป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างเซลล์ในร่างกายเชื่อมโยงไปจนถึงระดับอารมณ์ของเรา

หลายคนที่ฝึกโยคะเสร็จคุณรู้สึกถึงความตัวเบาและอารมณ์ดี สดชื่นมากๆ กันบ้างไหมล่ะลองถามตัวเองดู แต่หากการฝึกของคุณมุ่งไปสู่ความกดดัน ความเครียด การเอาชนะ การแข่งขันแล้วละก็ลองทบทวนตัวเองดู เพราะอาจส่งผลให้ระบบซีเอสเอฟติดขัดแล้วส่งผลต่อไปถึงระบบประสาทได้

พบหมอ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547066

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 12:33 น.

พบหมอ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

การเตรียมตัวให้พร้อมจะทำให้การพบแพทย์หรือการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งนั้นสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การตรวจรักษาเป็นไปด้วยดี ดังนั้น ลองทบทวนดูว่าพร้อมหรือยังในการพบแพทย์แต่ละครั้ง

เว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้านให้ข้อมูลถึงการเตรียมตัวก่อนไปพบแพทย์ว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญ เริ่มจากการสังเกตสิ่งผิดปกติของตัวเรา ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครรู้ตัวเท่าตัวผู้ที่จะเข้ารับการตรวจรักษาเอง ควรจดบันทึกสิ่งผิดปกติ และควรเลือกไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้

1.สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เมื่อเริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ควรสังเกต เฝ้าระวัง และติดตามอย่างสนใจ จดจ่อ และต่อเนื่องว่า สิ่งผิดปกตินี้มีอาการและระดับความรุนแรงอย่างไร เคยเป็นอย่างนี้มาหรือยัง รวมถึงระยะเวลาที่มีอาการเจ็บป่วย ความรุนแรง การลุกลาม ตำแหน่งที่เป็นอวัยวะที่รู้สึก และอื่นๆ

2.ไม่มีใครรู้จักสุขภาพร่างกายของคุณได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง ไม่ว่าสิ่งผิดปกติจะเป็นด้านจิตใจ ร่างกาย หรือความนึกคิดของคุณ คนที่จะรู้ดีที่สุด ก็คือตัวของคุณเอง คนที่เป็นเจ้าของร่างกายอันนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งดี สิ่งร้าย โรคภัยไข้เจ็บอะไรขึ้น ดังนั้น คุณจึงควรสังเกตสิ่งเหล่านี้ให้ครบถ้วน ว่าเป็นอย่างไร เป็นที่ไหน เป็นมากนานเพียงใด

3.จดบันทึกข้อมูลสุขภาพ รายละเอียดของสิ่งผิดปกติเหล่านี้จะมีคุณค่ามากขึ้น และช่วยให้ได้ข้อมูลความเจ็บป่วยที่ครบถ้วน จึงควรจดบันทึกความเจ็บป่วยไข้ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เป็นที่ไหนบ้าง เป็นมานานแค่ไหน จดบันทึกไว้ หรือบางคนอาจจัดทำไว้เป็นสมุดบันทึกสุขภาพก็ยิ่งดี

4.รู้แต่เนิ่นๆ ยังเป็นน้อยรักษาได้ง่าย การสังเกตและไม่นิ่งนอนใจในสิ่งผิดปกติต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีอาการน้อย และความรุนแรงของโรคไม่มาก โดยทั่วไปก็จะทำการรักษาให้หายได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

5.เตรียมข้อคำถามที่อยากรู้ นอกจากนี้อาจซักซ้อมเตรียมคำถามที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยที่ต้องการทราบคำตอบจากแพทย์ เช่น โรคที่เป็น ระดับความรุนแรงของโรค เป้าหมายของการรักษา ยาและการใช้ยา เป็นต้น เพราะจะได้ถามแพทย์ในช่วงนาทีทองของคุณ

กลเม็ดเคล็ดลับวิธีเตรียมตัวพบแพทย์ (How to prepare for a doctor visit) ข้อมูลจาก รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขียนบอกเล่าจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสดูแลรักษาผู้ป่วยมามากกว่า 20 ปี ในเว็บไซต์หาหมอไว้ว่า การพบแพทย์หรือการไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการเจ็บป่วยนั้น เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การพบแพทย์แต่ละครั้งนั้น ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาในการรอคอยจนกว่าจะถึงเวลานัด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็ต้องรอคอยพบแพทย์ และรอการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมต่างๆ อีก ซึ่งถ้าขาดการเตรียมตัวที่ดีก็อาจเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ เช่น ไม่ได้รับการตรวจตามที่นัดไว้ หรือได้พบแพทย์แต่ไม่สามารถให้การรักษาได้ดี เพราะขาดข้อมูลที่แพทย์ต้องการ

การเตรียมตัวในการพบแพทย์นั้น คือการเตรียมความพร้อมในทุกด้านก่อนพบแพทย์ซึ่งได้แก่ การเตรียมเอกสาร เช่น ใบนัด ประวัติเก่า ใบส่งตัว เอกสารสิทธิทางการรักษา เช่น สิทธิประกันสังคม บัตรทอง ประกันชีวิต หรือข้าราชการ

การเตรียมการตรวจสืบค้นเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ

การเตรียมตนเอง เช่น การจดบันทึกประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน ในอดีต ข้อสงสัย สิ่งที่อยากทราบ และเตรียมใจที่จะรับทราบผลการวินิจฉัยของแพทย์

การเตรียมข้อมูลด้านยา เช่น ยาที่กำลังทานอยู่ ที่เคยทานในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา การแพ้ยา

และการเตรียมการเดินทางและที่พัก ค่าใช้จ่าย

วันก่อนที่จะมาพบแพทย์ตามนัดนั้น ควรพักผ่อนให้พอ เพราะเช้าวันนั้นอาจต้องตื่นแต่เช้ากว่าปกติ ถ้าเราพักผ่อนไม่พอ ก็อาจทำให้ไม่สบายได้ บางครั้งต้องเจาะตรวจเลือด ซึ่งต้องมีการเตรียมตัว เช่น อดอาหาร-น้ำดื่ม-ยา

ดังนั้น ต้องทราบว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ปัญหาที่พบบ่อย คือ การอดอาหารก่อนตรวจเลือด ก็ทำให้ไม่ได้ทานยา ซึ่งเป็นการทำให้เกิดปัญหาตามมาหลังจากไม่ได้ทานยา เช่น ความดันโลหิตขึ้นสูง น้ำตาลขึ้นสูง หรือบางครั้งรอคิวนาน อดอาหารนานจนเป็นลม

การอดอาหารนั้นสามารถทานยาด้วยน้ำเปล่า (ปริมาณน้อยที่สุด) ได้ ยกเว้นแพทย์ห้ามกินยาก่อนเจาะเลือด และเมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว ก็สามารถทานอาหารได้เลยระหว่างรอพบแพทย์

รายละเอียดปลีกย่อยการอดอาหาร-น้ำดื่ม (ซึ่งต้องถามแพทย์ถึงการต้องงดกินยาด้วยหรือเปล่า) เพื่อเตรียมตรวจในหลายกรณี เช่น การตรวจเลือดดู ระดับน้ำตาล ไขมัน หรือการเอกซเรย์กลืนแป้ง หรือการส่องกล้องทางเดินอาหาร ดังนั้น ต้องอ่านเอกสารการเตรียมตรวจให้เข้าใจว่า ต้องอดอาหาร-น้ำ ยา หรือไม่ และนานเท่าไหร่

ชนิดของอาหารที่ทานก่อนการตรวจ เช่น การตรวจสวนลำไส้ การส่องกล้องลำไส้ ต้องทานอาหารอ่อนๆ ก่อนการตรวจอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อลดกากอาหารก่อนการตรวจ เพื่อเป็นการเตรียมลำไส้ให้พร้อมในการตรวจ

การเตรียมความพร้อมในบางกรณี เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองต้องสระผมให้สะอาดก่อนตรวจ ห้ามใส่น้ำมันหรือเจลใส่ผม หรือการตรวจภาพรังสีเต้านมที่ห้ามทาแป้งหรือทาสารระงับเหงื่อ/กลิ่นที่รักแร้ ทั้งนี้ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลให้การตรวจผิดพลาดได้

ไม่ควรนำของมีค่าหรือเครื่องประดับมาในวันตรวจ เพราะจะต้องถอดออกทั้งหมด จึงไม่สะดวกในการถอดออกและเก็บไว้ อาจเกิดการสูญหายได้

สำหรับการเตรียมตนเอง คือการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการเตรียมข้อมูลอาการเจ็บป่วยของตนเอง เช่น มีอาการผิดปกติคืออะไร เป็นมานานเท่าไหร่ ทานยาอะไรอยู่ ทานยาอะไรมาก่อน เคยแพ้ยาหรือไม่ รวมทั้งข้อสงสัยต่างๆ ที่จะถามแพทย์ (จดบันทึกให้เรียบร้อย เพื่อนำมาแจ้งแพทย์ พูดคุย ปรึกษาแพทย์ ให้ได้ครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว)

เพราะบางครั้งเมื่อมาพบแพทย์จะลืมถาม หรือรีบจนลืม แม้กระทั่งการเตรียมใจให้พร้อม บางครั้งตื่นเต้นมาก นอนไม่หลับ ทำให้ความดันโลหิตสูง อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยเพิ่มเติมได้อีก

ไม่ควรเครียด ควรผ่อนคลาย และเตรียมทบทวนคำถาม หรืออาการผิดปกติต่างๆ ที่ต้องการถามแพทย์ ในบางโรงพยาบาลก็จะมีกิจกรรมให้ความรู้ การออกกำลังกาย และวิธีผ่อนคลายไม่ให้เครียด ถ้ามีการนัดหมายเป็นเวลาที่เฉพาะ ก็ไม่ต้องไปนั่งรอนานก็ได้ ควรหากิจกรรมทำ

การสื่อสาร ความรัก ความนับถือ ปภณ จงธนะวณิช+รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547056

  • วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

การสื่อสาร ความรัก ความนับถือ ปภณ จงธนะวณิช+รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ทุกวันนี้เรียนจบแล้วทำงาน (นาน) แล้ว แต่ถ้าพลังหมดเมื่อไร หลายคนชอบหาเวลากลับไปกราบไหว้อาจารย์สมัยที่เรายังเด็ก

ความรักความผูกพันที่แน่นแฟ้นคือ ความรักความนับถือที่เชื่อไหมว่าจะให้พลังและแรงบันดาลใจที่ดีเสมอ เรื่องเล่าของอาจารย์กับลูกศิษย์ ที่ให้กำลังใจ เพื่อชีวิตที่ไปต่อดั่งใจฝันเรื่องนี้ เชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านทุกท่าน

อาจารย์-รศ.ดร.จันทิมา เขียวแก้ว หัวหน้าสาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และอาจารย์ผู้สอนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันนี้จะขอ “สอน” นอกห้องเรียน ส่วนลูกศิษย์-ทพ.ปภณ จงธนะวณิช นักศึกษาปริญญาเอกนิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันนี้ก็จะขอ “เรียน” นอกห้องเช่นกัน

ลูกศิษย์เล่าถึงอาจารย์

 ทพ.ปภณ หรือคุณหมอท็อป เล่าว่า ก่อนจะเล่าถึงอาจารย์คงต้องคุยให้ฟังถึงการเรียนและการทำงานของเขาก่อน เขาเรียนสายวิทย์-คณิต ทั้งที่ไม่รู้ว่าอยากทำอาชีพอะไร อยากเป็นอะไร สอบเข้าคณะทันตแพทย์ตามพี่สาว จบแล้วก็เปิดคลินิกรักษาฟันชื่อ The ARCK ก็เป็นตอนที่ค้นพบตัวเองว่า รักษาฟันก็ชอบ แต่ก็ชอบอย่างอื่นด้วย

 “ตอนนั้นที่ชอบมากคือเรื่องของการบริหาร ตอนเรียนทันตแพทย์ได้เรียนมาบ้างเกี่ยวกับวิชาด้านการตลาดบางตัว แต่ก็ไม่กี่ตัว เพื่อที่ว่ารู้ว่าเราอยากจะเรียนการตลาดอีกหลายๆ ตัว(ฮา) คุณแม่บอกว่ามีหลักสูตรเปิดใหม่ที่หอการค้า อ้าว! มันเป็นเนื้อหาที่เราอยากเรียนพอดี และยังไม่มีที่ไหนในประเทศไทยด้วย ก็เลยเลือกที่จะมาเรียนที่นี่”

 ทำไมถึงอยากเรียนนิเทศศาสตร์การตลาด ก็เพราะการตลาดมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์สูง เมื่อเวลาสัมภาษณ์นักศึกษาปริญญาเอกมาถึง ก็เมื่อนั้นที่ได้พบกับอาจารย์จันทิมา จากที่คิดว่าอาจารย์จะเป็นอาจารย์สอนปริญญาเอกระดับขึ้นหิ้ง แต่เมื่อได้พบก็เปลี่ยนความคิดของลูกศิษย์หนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง

 “แวบแรกเลยที่เห็น อาจารย์ดูเป็นคุณนายมากเลยครับ เราจะเข้าถึงไหม ปกติอาจารย์ในระดับนี้จะดูลุคเหมือนคุณหญิงคุณนาย ซึ่งเข้าถึงยาก ก็คิดว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่พอได้พูดคุยกันสักพัก ก็เหมือนกับการคุยกันเล่น คิดในใจว่า เราโชคดี”

 คุณหมอท็อปเล่าว่า เรียนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย นักศึกษากับอาจารย์จะมี “ระยะ” ที่ห่างกันมาก เข้ากันได้ยาก และคุยกันยาก แต่อาจารย์ท่านนี้มีความเข้าใจเด็ก เข้าใจนักศึกษา สามารถเข้าถึงได้ง่าย และคุยได้ทุกเรื่อง เปิดรับทุกเรื่อง ทำให้สามารถแสดงออกซึ่งไอเดียหรือแนวคิดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

 “อาจารย์มีประสบการณ์ด้านการศึกษาเรียนรู้ ท่านเป็นคนที่เปิดรับลูกศิษย์มาก ก็เลยดีใจครับที่ได้มาเจออาจารย์”

 คุณหมอท็อปเล่าต่อไปว่า อยากเปรียบเทียบอาจารย์จันทิมาว่าเสมือนกับที่นอน เนื่องจากในระหว่างการเรียน ต้องเจอคืออุปสรรค ที่ทำให้ท้อหรือถอยไปบ้าง เพราะเช่นนั้นเมื่อได้คุยกับอาจารย์ ก็เหมือนได้ไปนอนชาร์จแบตเตอรี่ ตื่นขึ้นมาก็สู้ใหม่ อาจารย์ได้ช่วยเหลือและแนะนำให้ทุกอย่าง

 “ไม่ใช่ว่ามันจะหายทีเดียว ในส่วนของเราก็ต้องฮึดสู้ด้วยตัวเองด้วย”

 นอกจากนี้ อาจารย์ก็เปรียบประดุจช่างประติมากร ที่มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความชำนาญการที่จะคิดประดิษฐ์ หรือปั้นแต่งลูกศิษย์ให้ออกมามีรูปแบบหรือผลลัพธ์อย่างที่ต้องการจะสร้างขึ้น ในมุมหนึ่งเราจึงต้องระลึกอยู่เสมอว่า เราเป็นเป็นแบบจำลองที่อาจารย์สร้างขึ้น หรือมีอาจารย์เป็นต้นแบบ”

อาจารย์พูดถึงลูกศิษย์

 รศ.ดร.จันทิมา หัวหน้าสาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และอาจารย์ผู้สอนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เล่าว่า ลูกศิษย์คนนี้เป็นเสมือนเพชรของหลักสูตร โดยเป็นผู้ใฝ่รู้ เข้าใจประเด็นเร็ว พื้นฐานที่เรียนเก่งมาก่อน จึงทำให้จบด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูงมาก เมื่อมอบหมายโจทย์เชิงวิชาการก็เข้าใจประเด็นเร็วมาก

ที่สำคัญคือมีความยินดีที่จะทำ ความคิดของเขายังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วย

“สิ่งสำคัญคือคุณหมอยินดีที่จะทำอะไรก็ได้ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาการอยู่แล้วก็เลยเลือกเขา” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

รศ.ดร.จันทิมา เล่าให้ฟังว่า เมื่อแรกที่มาสมัครเรียนปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์การตลาด ลูกศิษย์คนเก่งมีคุณสมบัติครบถ้วนหมดแล้ว ขาดแต่อย่างเดียวคือผลงานตีพิมพ์ และแม้จะมีระยะเวลาที่น้อยมากคือ ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น จึงคุยกันว่าไหวไหม คุณหมอตอบเลยว่าไหว

“เราก็คุยกันว่าไหวไหม? เพราะคุณหมอมีผลงานที่พอจะตีพิมพ์ได้ อาจารย์ก็ช่วยเหลือเพราะคุณหมอยินดีที่จะสู้มาก”

ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของคุณหมอท็อป ทำให้เข้าใจในประเด็นเร็ว ในที่สุดก็เขียนบทความได้ 2 เรื่อง ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ 1 เรื่อง และตีพิมพ์ในวารสารของไทยอีก 1 เรื่อง นั้นคือความสามารถของลูกศิษย์ที่จะต่อสู้ และสนใจอยากเรียนรู้ และเราในฐานะอาจารย์ ก็พร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเรื่องเข้าประกวดซึ่งก็ได้รางวัลมา

รางวัลในที่นี้ หมายถึง ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ทุนก่อตั้งในปี 2539 ผู้ได้รับทุนหมายถึงได้รับโอกาสในการเรียนต่างประเทศ วัตถุประสงค์ของทุนต้องการที่จะสร้างนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพราะฉะนั้นหลักสูตรก็จะต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ

“เป็นทุนที่ให้ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษาปริญญาเอก เพื่อผลิตนักศึกษาปริญญาเอกที่มีความสามารถในด้านต่างๆ โครงการจะคัดเลือกในกลุ่มมนุษยศาสตร์ ซึ่งหอการค้าไทยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งเดียวที่ได้รับทุนคู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

หลังจากนี้ประมาณ 3 เดือน คุณหมอท็อปจะเดินทางไปศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นก็จะเดินทางต่อไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในประเทศเครือข่ายอีก 2-3 ประเทศ โดยอาจารย์จันทิมาจะเดินทางไปเยี่ยมดูลูกศิษย์เป็นครั้งคราว เป็นไปตามหลักมาตรฐานของหลักสูตร หรือทุนการศึกษาในระดับสากล

“ก็เชื่อว่าลูกศิษย์จะทำได้แน่ เพราะศักยภาพเต็มเปี่ยม ในฐานะอาจารย์ย่อมดีใจเป็นธรรมดา นี่คือพลังที่ส่งคืนกลับมายังอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาด้วย” รศ.ดร.จันทิมา เล่า

ตบท้ายด้วยคุณหมอท็อปที่ว่า ในครั้งแรกไม่ได้คาดหวังเลยกับทุนนี้เลย เกินความคาดหวังก็ดีใจมาก แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องทำงานหนักมาก ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจหนึ่งก็แอบกังวล อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่าดุษฎีนิพนธ์ที่กำลังทำอยู่ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ก็มีกำลังใจขึ้น

“โอกาสดีๆ และสิ่งที่เกินคาดทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีอาจารย์ ขอบคุณครับอาจารย์”