ของขวัญแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543107

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

ของขวัญแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพื่อฉลองวาระครบรอบ 200 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย สถานทูตสหรัฐได้ผนึกกำลังกับสถาบันด้านวัฒนธรรมชั้นนำของไทยและสหรัฐ จัดงาน “Great and Good Friends” นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพสุดยิ่งใหญ่ที่รวบรวมของขวัญสุดเลอค่าที่สองมิตรประเทศได้แลกเปลี่ยนกันในช่วงเวลาสำคัญตลอด 200 ปีที่ผ่านมา จำนวน 79 ชิ้น จากทั้งสองประเทศ มาจัดแสดงให้ได้ยลโฉมแบบใกล้ชิด โดยของขวัญส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณชนมาก่อน และมีหลายชิ้นที่จะนำมาจัดแสดงให้ได้ชมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ กล่าวถึงความพิเศษของนิทรรศการสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ว่า เกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากพันธมิตร โดยเฉพาะสถาบันด้านวัฒนธรรมชั้นนำของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกจดหมายเหตุสหรัฐ หอสมุดประธานาธิบดีภายใต้การกำกับของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐ สถาบันพระปกเกล้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร และหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

“ของขวัญแต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงในงาน ล้วนเป็นตัวแทนแห่งกาลเวลาช่วยบอกเล่าเรื่องราวของสองมิตรประเทศที่แม้อยู่กันคนละซีกโลก แต่เพราะอาศัยความหวังดี และความเข้าใจที่มีให้แก่กันตลอดมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมิตรภาพให้ยืนยาว เราหวังให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้สัมผัสด้วยตัวเองถึงความเลอค่าของของขวัญแต่ละชิ้น ที่ช่วยยึดเหนี่ยวมิตรภาพตลอดสิบชั่วอายุคนได้อย่างไร”

เอกอัครราชทูตฯ เดวีส์ ยังเผยถึงเหตุผลที่หยิบยกเอาคำว่า “Great and Good Friends” มาเป็นชื่องานว่า เป็นเพราะนับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ใช้คำว่า “Great and Good Friend” ขึ้นต้นจดหมายที่เขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม คำขึ้นต้นอย่างเป็นทางการนี้ไม่เพียงชวนให้หวนนึกถึงสมัยที่การติดต่อกันระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐ ยังจำกัดอยู่เพียงการส่งราชทูตและหนังสือเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเจริญงอกงามไปมากเพียงใดตลอดระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ระบุถึงปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ของไทย-สหรัฐ ไว้อย่างน่าสนใจว่า 40 ปีหลังจากที่อาณานิคมในทวีปอเมริกาประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ เมื่อปี 2319 ในขณะที่พ่อค้าวาณิชอเมริกันต่างกำลังหาหนทางค้าขายกับประเทศนอกมหาสมุทรแอตแลนติกให้มากขึ้นกว่าเดิม สยามก็กำลังวางแผนรับมือกับการล่าอาณานิคมของประเทศยุโรปที่รุกล้ำเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมและระยะทางที่ห่างไกลจะแบ่งแยกทั้งสองประเทศ แต่สยามและสหรัฐต่างก็หมายที่จะผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกัน

ทั้งสองประเทศติดต่อกันเป็นครั้งแรกในปี 2361 เมื่อกัปตันชาวอเมริกันนำเรือเข้าเทียบท่า ณ สยามประเทศ ครั้นเมื่อกัปตันเรือผู้นั้นจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เขาไม่ได้กลับไปตัวเปล่า แต่ได้ถือจดหมายที่ลงนามโดยเจ้าพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังในเวลานั้น ส่งถึงประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ไปด้วย โดยเนื้อหาในจดหมายกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่มีพระราชดำริจะสร้างสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์กับสหรัฐ จดหมายฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ เพราะถือเป็นการติดต่อกันทางจดหมายเป็นครั้งแรกระหว่างสองประเทศ และนับเป็นปฐมบทของมิตรภาพไทย-สหรัฐ ตั้งแต่บัดนั้น

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดี เจมส์ บูแคนัน โดยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานงาช้าง 1 คู่ และช้าง 1 คู่ เพื่อไว้ให้สืบพันธุ์ในทวีปอเมริกาหลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชปฏิสันถารกับกัปตันชาวอเมริกันคนหนึ่ง และทรงทราบว่าไม่มีช้างอาศัยอยู่ในสหรัฐ”

ทว่า เมื่อพระราชสาส์นของพระองค์ไปถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น กลับปฏิเสธพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสุภาพ โดยชี้แจงว่าภูมิอากาศของสหรัฐนั้นไม่เหมาะแก่การขยายพันธุ์ช้าง ประกอบกับช่วงนั้นสหรัฐเข้าสู่สงครามกลางเมืองพอดี จึงอาจเป็นไปได้ว่าทำให้ประธานาธิบดีลินคอล์นตัดสินใจเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สยามจะไม่ได้ส่งช้างคู่นั้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐ แต่น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสาสน์ตอบกลับอันสุภาพจากประธานาธิบดีลินคอล์น ก็ได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ทั้งสองประเทศมีต่อกัน

จวบจนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีจากสยามพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐ หนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งนิตยสารไทม์ซึ่งตีพิมพ์ทั่วประเทศลงข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระองค์ ซึ่งทำให้ประเทศสยามกลายเป็นที่รู้จักไปทุกหนแห่งในสหรัฐ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งในปี 2509 ลินดอน บี. จอห์นสัน ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระบรมมหาราชวัง  

ของขวัญคือกระจกแห่งกาลเวลา

ตลอด 200 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐ ได้มีการแลกเปลี่ยนของขวัญกันนับไม่ถ้วน ในเวลานั้นการมอบของขวัญเสมือนการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปของขวัญแต่ละชิ้นกลับไม่ต่างจากกระจกแห่งกาลเวลาที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวในอดีตมากมาย โดยนิทรรศการในครั้งนี้ได้คัดสรรมาจัดแสดงทั้งหมด 79 ชิ้น ในจำนวนนี้นำมาจากสถาบันสมิธโซเนียนถึง 49 ชิ้น     

ของขวัญสุดล้ำค่าที่นำมาจัดแสดงนี้เป็นของขวัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่พระราชสาสน์จากราชอาณาจักรสยาม พระบรมฉายาลักษณ์และภาพเหมือนประธานาธิบดี เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ เครื่องถมทอง ฉลองพระองค์และสิ่งทอ ศาสนวัตถุ เครื่องมือและเครื่องดนตรี ศัสตราวุธ

สำหรับชิ้นไฮไลต์ที่ต้องไปชมมีมากมาย อาทิ ชุดกาน้ำถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพียร์ซ ในปี 2399 ภาพเหมือนประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน วาดตามแบบฉบับของ เรมบรันต์ พีล ของขวัญจากประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพียร์ซ ประธานาธิบดีคนที่ 14 ของสหรัฐ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี 2399 ชุดเครื่องประดับโต๊ะทำงาน ตะกร้าของขวัญจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ปี 2524 กล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ของขวัญจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มอบแก่ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ ปี 2488 เครื่องเขียนถมทอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เมื่อปี 2503 ตลอดจนจดหมายโต้ตอบทางการทูตตลอดทุกรัชสมัย เป็นต้น

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 มี.ค.-30 มิ.ย.นี้ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. โดยจะเปิดจำหน่ายบัตรถึงเวลา 15.30 น. อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 150 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่แสดงบัตร 50 บาท ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี

ยอมรับและพบแพทย์ “โรคซึมเศร้า รักษาได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543009

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 18:47 น.

ยอมรับและพบแพทย์ "โรคซึมเศร้า รักษาได้"

โดย…พัชรีวรรณ มงคล

กล้องวงจรปิดเผยภาพ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พลัดตกจากชั้น 7 กลางห้างดังย่านแจ้งวัฒนะ พร้อมจดหมายลาตาย กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วสังคม โดยญาติเปิดเผยภายหลังว่าผู้เสียชีวิตป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หากย้อนกลับไปดูข่าวในอดีต จะพบว่า มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเเละตัดสินใจจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตาย เช่น เมื่อปี 2558 สิงห์ มือกีต้าร์วงสควีซแอนิมอล ผลัดตกคอนโดหรู ย่านทองหล่อ  รวมไปถึง นักร้องนำวงร็อกระดับโลก  Chester Bennington แห่ง Linkin Park ที่ปลิดชีพตัวเองโดยการเเขวนคอในบ้านพัก ซึ่งเเสดงให้เห็นว่าภาวะของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่พบในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทุกคนทั่วโลกก็สามารถเป็นได้

เมื่อปี 2559 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 8 แสนคนต่อปี และคาดว่าในปี พ.ศ.2563 สถิติจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย พบว่ามีอัตราฆ่าตัวตาย เฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมง

อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย ดารา/นักแสดง เล่าว่า การที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคซึมเศร้าควบคู่กัน ขณะที่ตัวเองต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง PTSD (Post – Traumatric Stress Disorder) หรือความเครียดจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ

“ทรายพยายามสู้กับโรคนี้ให้ถึงที่สุด ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามคิดด้านบวก ไม่คิดแง่ลบ เพราะบั่นทอนจิตใจเปล่าๆ ต้องให้กำลังใจตัวเอง”

อินทิรา บอกต่อว่า หลังจากที่หาสาเหตุเจอเเล้วก็เข้ากระบวนการรักษาของจิตแพทย์ด้วยการให้ทานยาเพื่อลดอาการและปรับความสมดุลของสารในสมอง ยาเป็นเหมือนสวิตซ์ที่ช่วยปิดความคิดได้มากขึ้น โดยมีคนรอบข้างให้กำลังใจ ช่วยลดอาการตึงเครียด ซึ่งโรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามภาวะซึมเศร้า ทั้งๆ เป็นภัยใกล้ตัว อัตราการเพิ่มของผู้ป่วยมาจากการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

“คนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าในอดีตจะปิดกั้นตัวเอง กลัวสายตาคนรอบข้างมองว่าบ้า แต่ปัจจุบันสังคมกล้าที่จะยอมรับ ผู้ป่วยจึงกล้าที่จะเข้ารับการรักษามากขึ้น”

นพ.กัมปนาท กล่าวต่อว่า โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสารในสมองหลั่งผิดปกติอย่างเดียวเท่านั้น เเต่ยังพบว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ก่อนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจึงต้องซักถามประวัติอย่างละเอียด จากนั้นวินิจฉัยหาสาเหตุที่เเท้จริง เพื่อรักษาให้ตรงจุดมากที่สุด

ทั้งนี้โรคซึมเศร้าอาจเเฝงมากับโรคอื่นที่เกี่ยวกับทางกายเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน  รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีสารก่อความสุขลดน้อยลง ภาวะของโรคซึมเศร้าก็เเฝงมาในโรคอัลไซเมอร์ด้วยเช่นกัน การรักษา อย่างเเรกเมื่อรู้ว่ามีอาการเข้าข่าย ให้รีบไปพบจิตเเพทย์รักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นหนักกว่าเดิม

ความรุนเเรงนั้นมีหลายระดับ ระดับที่ไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องพึ่งยา เเค่ออกกำลังกายหรือหากิจกรรมเพื่อคลายเครียด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องอาศัยการบำบัดด้วยวิธีต่างๆ และกินยาควบคู่กันไป

 

นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทย ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านคน ซึ่งสถิติวัดจากการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วย

“โรคซึมเศร้ารักษาให้หายได้ เเต่ก็สามารถกลับมาเป็นอีกรอบได้ หากมีสภาวะความเครียด ความกดดัน ผู้ป่วยที่เคยเกิดภาวะนี้เมื่อกลับมาเป็นอีกครั้งจะสามารถสังเกตอาการของตนเองได้ เเละรักษาได้ง่ายขึ้น ญาติผู้ป่วยต้องให้ความรัก ความเข้าใจ ความใกล้ชิด เป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้น้อยลง”

นอกจากนี้จากจุดเริ่มต้นของการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ยังสามารถพัฒนาสู่การเป็นโรคอื่นๆ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจจากเม็ดเงินที่ต้องเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล โรคซึมเศร้าจึงจัดเป็นปัญหาระดับโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศคำขวัญว่า “Depression : Let’s Talk หรือ ซึมเศร้า เราคุยกันได้” ในปี 2560 เพื่อให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของโลกซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้ทุกอาชีพ ทุกกลุ่มคน สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากทุกคนรู้จักวิธีดูแลตัวเอง และระบายความเครียดอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้

สำหรับวิธีการสังเกตโรคซึมเศร้า

1. อารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิด ก้าวร้าว

2. ขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง

3. สมาธิเสีย คือ ไม่ค่อยมีสมาธิเวลาทำสิ่งต่างๆ

4. รู้สึกอ่อนเพลีย

5. เชื่องช้า

6. รับประทานอาหารมากขึ้นหรือน้อยลง

7. นอนมากขึ้นหรือนอนน้อยลง

8. ตำหนิตัวเอง พบได้มากในคนเป็นโรคซึมเศร้า

9. อยากฆ่าตัวตาย หากมีการพยายามฆ่าตัวตาย ก็ตั้งข้อสันนิษฐานได้เช่นกันว่า คนนั้นอาจเป็นโรคซึมเศร้า

หากพบอาการของโรคซึมเศร้า 5 ใน 9 อย่างนี้นาน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ให้รีบพบจิตแพทย์ทันที เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่แรก สำหรับผู้ใกล้ชิด กรุณาให้กำลังใจกันด้วยคำพูดและทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เดียว แต่ยังมีคุณอยู่และจะก้าวผ่านเรื่องแย่ๆ ไปด้วยกัน

‘เมืองนิมิตร’ เรียมเอง มิตรภาพ ความรัก และการต่อต้านสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542963

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:39 น.

‘เมืองนิมิตร’ เรียมเอง มิตรภาพ ความรัก และการต่อต้านสงคราม

โดย พริบพันดาว

“เป็นชีวิตการต่อสู้และความรักของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่อสู้เพื่ออิสรภาพของคนไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะถูกญี่ปุ่นยึดครอง และเป็นนวนิยายเรื่องเดียวที่เขียนเกี่ยวกับภาวะสงครามอย่างละเอียด

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของการชิงไหวชิงพริบระหว่างคนไทยหลายสาย ซึ่งต่างทำงานใต้ดินโดยอีกฝ่ายไม่รู้

ท่ามกลางการต่อสู้ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหนจะอยู่ วันไหนจะไปนี่เอง ความรักที่เจิดจ้าเกิดขึ้นระหว่างหัวหน้าคณะใต้ดินสายหนึ่งกับน้องสาวอธิบดีตำรวจ ระหว่างน้องสาวของเขาเองกับนายทหารญี่ปุ่น ซึ่งพ่อเป็นอดีตนายพลญี่ปุ่นที่มาทำการค้าอยู่ในเมืองไทย และมารดาซึ่งเป็นคนไทย…

 และระหว่างนักประพันธ์เพื่อหัวหน้าคณะใต้ดินกับแม่ม่ายทรงเครื่อง… ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องรักในสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง”

 นั่นคือคำสรุปคร่าวๆหนังสือ “เมืองนิมิตร” ของเรียมเอง ซึ่งนวนิยายสะท้อนบรรยากาศและชีวิตของคนไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 เมื่อเปิดสารานุกรมแนะนำหนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน ซึ่งทำวิจัยและคัดสรรโดย วิทยากร เชียงกูล และคณะ เมื่อปี 2543 พบว่ามีการจัดให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-18 ปี (แบ่งตามประเภทเป็นกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย)

 สำหรับโครงการคัดเลือกหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องจากโครงการวิจัยคัดเลือกหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายการกระตุ้นให้เด็ก และเยาวชนไทยรักการอ่านหนังสือมากขึ้น และมีคู่มือในการอ่านหนังสือดี การรักการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สำคัญ ผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษาน่าจะถือว่า การส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น เป็นกิจกรรมส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา การรักการอ่านนี้ จะมีผลถึงการปฏิรูปทางความคิด ความอ่านที่จะมีผลต่อการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมได้ต่อไป

 นวนิยาย “เมืองนิมิตร” เคยถูกแปลงประยุกต์ไปสู่การเล่าเรื่องในศิลปะการละครเมื่อปี 2544 เป็นละครร้อง (มิวสิคัล) เพื่อสันติภาพและความรัก โดยกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งแสดงให้เห็นการขมวดปมความคิดการตีความและการเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ดังเนื้อเรื่องย่อเป็นละครร้องดังนี้

 “ท่ามกลางการต่อสู้ ระหว่างฝ่ายอักษะ กับสัมพันธมิตร ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง ณ ริมคลองแสนแสบ สถานที่หลบภัยยามสงคราม ของชาวพระนครในยามนั้น เรื่องราวมิตรภาพ และความรักของคนมากมายได้เกิดขึ้นที่นั่น

 นักหนังสือพิมพ์ผู้เปี่ยมอุดมการณ์ กับหญิงผู้สูงศักดิ์น้องสาวอธิบดีกรมตำรวจ นักเขียนพเนจร ผู้มีความฝันถึงการสร้างงานประพันธ์ชิ้นเอกว่าด้วยเรื่องของเมืองที่ไร้ความบาดหมาง “เมืองนิมิตร” กับแม่ม่ายสาวทรงเครื่อง ผู้ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ด้วยการบำเรอสุขแก่ผู้คนรอบข้าง และครูสาวผู้คอยเกื้อกูลดูแลเด็กๆ ที่พลัดหลงมาในสงคราม กับศัตรูผู้เป็นมิตรนายทหารชาวญี่ปุ่น ผู้ยอมเสียสละ อุทิศชีวิตเข้าช่วยเหลือคนไทยในยามนั้น โดยเข้าร่วมกับขบวนการลับใต้ดิน “เสรีไทย” ท่ามกลางความขัดแย้งภายในใจ ระหว่างหน้าที่ต่อองค์พระจักรพรรดิ มนุษยธรรมต่อชีวิตทุกข์ทนของผู้คนในสงคราม ความรักต่อหญิงคนรัก และแผ่นดินไทยที่ให้เขาได้ถือกำเนิดเกิดมา

 “เมืองนิมิตร” จึงมิใช่เรื่องราวของสงคราม ที่ว่าด้วยเรื่องของการแบ่งเชื้อชาติ และมุ่งทำร้ายกัน เพื่อชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กลับเป็นสงครามแห่งสันติภาพ และความรักอันยิ่งใหญ่ ที่จะจารึกไว้ในหัวใจของทุกคน

 เรียมเอง ผู้ประพันธ์นวนิยาย “เมืองนิมิตร” เป็นนามปากกาของ มาลัย ชูพินิจ เกิดเมื่อ 25 เม.ย. 2449 ที่นครชุมน์ จ.กำแพงเพชร ด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา บิดาและมารดาจึงส่งเข้ามาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เพื่อเรียนวิชาครู โรงเรียนสวนกุหลาบ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพื่อเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉาน

 จากนั้นประกอบอาชีพครูอยู่ 2 ปี ก็มาทำงานหนังสือพิมพ์ที่ใจรักฉบับแรกที่ ไทยใต้ บางกอกการเมือง สุภาพบุรุษ ไทยใหม่ ผู้นำ ประชาชาติ ประชามิตร-สุภาพบุรุษ พิมพ์ไทย สยามนิกร สยามสมัย กระดึงทอง มีคอลัมน์ที่คนติดและต้องอ่านกันทุกเช้าคือ “ระหว่างบรรทัด” โดยใช้นามปากกาว่า น้อย อินทนนท์

 นอกจากนี้แล้ว ยังเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นเป็นจำนวนมาก โดยใช้นามปากกาหลากหลายในแต่ละด้าน เช่น น้อย อินทนนท์ นายฉันทนา แบ๊ตตลิ่งกรอบ ม.ชูพินิจ เรียมเอง แม่อนงค์

 มาลัยได้เขียนเรื่องตลอดชีวิตการทำงานตลอดจนช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังมีส่วนร่วมในการผลิตนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนประดับวงการหนังสือและวรรณกรรม ด้วยการได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

หากจะหยิบเอาบทสนทนาที่บาดลึกกรีดกินใจเข้าไปข้างในของนวนิยายเรื่อง “เมืองนิมิตร” คงต้องหยิบท่อนนี้ของเด็กน้อยที่กล่าวอย่างรันทดออกมาจากห้วงลึกภายในอันไร้เดียงสาของเธอ

“หนูเกลียดการรบราฆ่าฟัน หนูเกลียดสงคราม แพ้หรือชนะ ไม่เห็นมันจะได้ความอะไร นอกจากเหลือเด็กกำพร้าอย่างหนูไว้เต็มบ้านเต็มเมืองเท่านั้น”

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เปิดประตูดูความสนุกของประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542960

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เปิดประตูดูความสนุกของประวัติศาสตร์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พอเปิดผ่านๆ อาจนึกว่าหนังสือเรื่อง ผจญไทยในแดนเทศ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่เมื่ออ่านหน้าแรกก็รู้ได้ทันทีว่า นี่เป็นหนังสือที่วางไม่ลง

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ คือ ผู้ที่จะพาทุกคนเปิดประตูไปทักทายคนไทยในประวัติศาสตร์โลก ทั้งเหตุการณ์เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือเหตุการณ์เรือญี่ปุ่นถูกเรือรบเยอรมนียิงตอร์ปิโดใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเรื่องราวทั้งหมดเป็นการหยิบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผู้เขียนรวบรวมไว้มากกว่า 10 ปี มาเขียนในสำนวนภาษาที่สนุก แม้แต่คนที่ไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็ยังอ่านง่าย อ่านสนุก และน่าจดจำ

อาชญาสิทธิ์เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือสารพัดประเภท ทำให้เขาไปสะดุดกับเรื่องแปลกที่น่าสนใจว่า มีคนไทยอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลกหลายครั้งหลายหน อย่างเรื่องไททานิกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้

“ผมเคยดูหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วคิดเล่นๆ ว่าจะมีคนไทยอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะคำถามนี้ทำให้เราไม่ละทิ้งการตาม และเหมือนกับมีโชค ผมได้ไปเจอข้อมูลที่บันทึกโดยคนไทยกล่าวถึงเรือลำหนึ่งที่ล่มกลางมหาสมุทรซึ่งนั่นคือเรือไททานิกที่ตามหา โดยผมใช้เวลามากกว่า 10 ปีกว่าจะค้นเจอเรื่องนี้ และอีกหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ที่ผมไม่สามารถเขียนขึ้นในระยะเวลาอันสั้นได้แน่นอน”

หนุ่มสุราษฎร์ธานีเผยด้วยว่า คลังข้อมูลที่ใช้ คือ สมุดบันทึกนับร้อยเล่มที่จดบันทึกด้วยลายมือ จากการอ่านพบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและสิ่งที่น่าสนใจในหนังสือ รวมถึงเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้อีกนับไม่ถ้วน และศึกษาเพิ่มเติมในบางจุดที่ยังไม่ชัดเจน

“พอพบเรื่องไททานิกแล้ว ผมก็เริ่มคิดเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เคยค้นคว้ามาว่า มีหน้าประวัติศาสตร์ไหนอีกบ้างที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเวลาผมจำอะไรผมจะจำเป็นภาพยนตร์ พอมีสิ่งที่มาสะกิด ผมจะคิดเป็นภาพขึ้นมาว่าเคยอ่านอะไรไปบ้างแล้วเหมือนกับว่าสมองมันจัดกลุ่มให้เอง จากนั้นผมก็จะกลับไปเปิดสมุดบันทึก ฉีกหน้านั้นออกมาจัดหมวดหมู่ และเริ่มเล่าในภาษาของตัวเอง” เขาไม่ยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ

“หลายเรื่องที่หลักฐานเล่าไม่สนุก แต่พออาศัยสำนวนภาษาวรรณกรรมโดยไม่บิดเบือนความจริง เพื่อให้คนอ่านคล้อยตามได้ นึกภาพได้ ก็จะทำให้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เล่าสนุกและอ่านง่ายขึ้น”

แน่นอนว่าหนังสือที่เจ้าของสำเนียงทองแดงชอบอ่านคือ ประวัติศาสตร์ “เพราะหัวใจของประวัติศาสตร์คือ การหาหลักฐาน” เขากล่าว ดังนั้นทุกเรื่องย่อมมีประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ย่อมเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง แม้ตำราแพทย์ก็สามารถมองในเชิงประวัติศาสตร์ถึงที่มาที่ไปของโรคได้

“หลายคนบอกว่าหนังสือเล่มนี้ใช้สำนวนสวิง ซึ่งผมคิดว่าสำนวนภาษามันสะท้อนช่วงอารมณ์และอายุของคนเขียน เมื่อตอนเด็กๆ เราอาจเขียนด้วยสำนวนภาษาเรียบร้อย แต่เมื่อโตขึ้นเรารักสนุกมากขึ้น สำนวนภาษามันเลยมีความสนุกเหมือนกับเราในตอนนี้ แต่สิ่งสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ต้องเคารพความจริง ความคิดบางอย่างของตัวละครที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ไปเปลี่ยนไม่ได้ เหมือนผมเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ผิดกับวรรณกรรมที่ผมเป็นคนรับบทเองจะคิดจะแสดงอย่างไรก็ได้”

ก่อนหน้านี้อาชญาสิทธิ์เคยเขียนวรรณกรรม เรื่องสั้น และบทกวีมาแล้วหลายชิ้น แต่สำหรับเรื่องผจญไทยในแดนเทศ เป็นงานเขียนประเภทไม่ใช่เรื่องแต่งที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี จนมีคนแนะนำกันปากต่อปากว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านแล้วตื่น!

“ผมไม่ได้ดีใจที่ผมได้รับความสนใจ แต่ผมดีใจว่าความรู้พวกนี้ที่ไม่เคยคาดนึกเลยว่าคนรุ่นใหม่จะสนใจกลับได้รับความสนใจ เพราะเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์คนรุ่นใหม่ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนุก แต่หนังสือเล่มนี้สามารถทำให้คนอ่านสนุกไปกับเรื่องสนุกที่ผมค้นเจอมา” เขากล่าวทิ้งท้าย

เชิญร่วมพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์จะสนุกหรือไม่ผ่านปลายปากกาของยอดนักอ่าน นักจดบันทึก และนักเขียนที่ย่อโลกไว้ในหนังสือเล่มเดียวกับชีวิตคนไทยที่ไปเกี่ยวข้องแต่แทบไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเขาได้เปิดประตูบานนี้

พวกเขาคิดอะไรอยู่ ป๋อง แท่งทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542956

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 10:11 น.

พวกเขาคิดอะไรอยู่ ป๋อง แท่งทอง

โดย มัลลิกา นามสง่า-จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลมหลง นิทรรศการของ ป๋อง แท่งทอง ยังเล่นกับความคิด หยิบประเด็นทางสังคมมานำเสนอผ่านงานจิตรกรรมสีน้ำมัน ใช้คนเป็นสัญลักษณ์ ลดทอนรายละเอียด ยังมีผลงานบางส่วนที่เป็นอินเตอร์แอ็กทีฟ ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในชิ้นงาน

“งานผมเป็นเรื่องการนำเสนอความคิดมากกว่า ดูงานจะไม่ค่อยมีสกิลเท่าไร ใช้สีผิดหลักสีน้ำมัน ผมไม่ค่อยสนใจเลย เน้นความคิดเป็นหลัก รูปไม่จำเป็นต้องเหมือน แต่ของผมนี่เป็นกลางคืน นี่เป็นทุ่งหญ้า นี่เป็นฟ้า นี่เป็นดาว ซึ่งจริงๆ ในภาพอาจเป็นแค่พื้นสีดำ”

ได้แรงบันดาลใจและแนวความคิดในการสร้างรูปทรงมาจาก สกอตต์ แมคคลาวด์ นักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกัน “เขาบอกว่ารูปทรงที่จริงจังมากๆ จะอยู่กับตัวเอง รูปทรงที่มันง่ายๆ จะไปถึงทุกคน อย่างผมวาดรูปหน้าผมแบบเหมือนเลยมันจะเป็นของผมคนเดียว แต่ถ้าผมเหลือแค่เป็นเส้นวงกลม เป็นหัวแล้วก็มีจุด จุด จุด เป็นปาก เป็นตา มันจะแทนใครก็ได้ขึ้นมา เราอยากเล่าแบบนี้”

ลมหลง ชื่อนิทรรศการ ที่ศิลปินมีแนวคิดว่า “เราพูดอะไรออกมาแล้ว เราผิดทิศทางหรือเปล่า หรือว่าที่เห็นอยู่นั้นมันหลงทางอยู่ มันก็ตีความได้หลายแบบ เราหลงกับคำที่เราพูดเอง หรือบางทีคนอื่นเขาพูดกับเราและเราก็หลงไปกับคำนั้น”

เมื่อมีลมจึงต่อยอดมาสู่การงานอินเตอร์แอ็กทีฟ ที่ใช้ลมเป็นสื่อกลางระหว่างงานศิลปะกับผู้ชม ใช้เทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ชื่อ ป๋องแท่งทองลมหลง ผ่านระบบแอนดรอยด์ แล้วเอาโทรศัพท์ไปส่องที่งาน

งานจะมีเพียงบางชิ้น เพราะศิลปินต้องการให้คนสนใจกับเนื้อหาในงานเบื้องหน้า มากกว่าสนุกกับการเล่นโทรศัพท์

“งานที่ผ่านมาเอามือถือส่องปุ๊บ ขึ้นการ์ตูนในหน้าจอประมาณ 15 วินาที ดูสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ปีนี้อย่างชิ้นที่เป็นรูปเล็กเท่าฝ่ามือ สีดำ ส่องไปแล้วจะมีแต่เสียงร้องไห้ ผู้ชมจะได้ใส่ใจกับคอนเทนต์ที่เป็นของจริง

ปัญหาของผมที่ผ่านมามันกลายเป็นเกมเกิน และไม่นำไปสู่เนื้อหา ทุกคนสนุกกับการส่อง ก็เลยเอาแบบไม่ต้องดู ฟังเสียง เสียงของงานจะช่วยเพิ่มบรรยากาศ”

ภาพที่ศิลปินยกตัวอย่าง คือ รูปผู้หญิงถือกล่องโฟม สร้างงานโดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพข่าวน้องเมย (นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต) “ภาพนี้ผมเอามาจากคุณแม่น้องเมย ที่เขามาเก็บเศษหัวใจลูกเขา ผมใส่เสียงร้องไห้แม่น้องเมยลงไปในคลิปด้วย ถ้าอยากให้เธอหยุดร้อง พูดปลอบใจเธออะไรก็ได้ เสียงร้องไห้จะหยุด”

ยังมีอีก 2 ชิ้น เป็นรูปคนยืนอยู่กลางน้ำ ผู้ชมต้องใช้แรงลมเป่าที่หน้าจอมือถือ พระจันทร์ที่อยู่ในภาพจะลอยขึ้น เมื่อหมดแรงลมพระจันทร์จะตกน้ำ

อีกรูปข้างๆ กัน คนยืนอยู่กลางทุ่งหญ้า ใช้เป่าลมเหมือนกัน แล้วตัวคนจะเอนไปตามแรงลมที่เป่า ศิลปินต้องการนำเสนอ “โลกความจริงกับโลกที่เราจำลองมันคร่อมกัน”

ชิ้นที่เป็นไฮไลต์ ศิลปินสร้างประหนึ่งกับเกมมาริโอ ที่วิ่งกระโดดเก็บเหรียญ งานชิ้นนี้ผู้ชมสามารถเป็นผู้ยืนควบคุมงานได้เลย โดยไม่ต้องใช้มือถือ ตั้งชื่อว่า เกมมือป้อม ผลงานศิลปะในแบบเกม

“งานนี้ขึ้นโปรเจกเตอร์และมีขาไมค์ตั้งตรงนั้นเลย พอเราออกเสียง ตัวละครในนั้นจะกระโดดตามที่เราออกเสียง ตัวเอกในเกมคือรูปมือและใส่แหวน เวลาพูดอะไรออกไปมันก็จะกระโดดหลบรถถัง หลบเรือดำน้ำ หลบเรือเหาะ หลบจีที 200 แล้วไปเก็บนาฬิกา

ถ้าเก็บนาฬิกาครบ 25 เรือน จะมีมิเตอร์ 44 ผมเรียกย่อว่า ม.44 จะได้พลังมือก็จะเร็วขึ้น ทะลุทะลวงทุกอย่าง นี่แหละครับ มันใช้เรื่องลมมาสั่ง คราวนี้ไอ้ชิ้นนี้กับชิ้นคุณแม่ขอร้อง เป็นชิ้นที่ผมทำวิพากษ์สังคมครั้งแรก ส่วนงานทั้งหมดจะเป็นงานเน้นเรื่องอารมณ์ ความคิด”

ลมที่ดูไร้ภาวะ ไม่สามารถจับต้องได้ หากแต่แรงลมสามารถควบคุมกำหนดทิศทาง กุมอะไรได้หลายอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของคน

นิทรรศการ ลมหลง เปิดให้ชมถึงวันที่ 11 มี.ค. 2561 จัดแสดงที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องนิทรรศการชั้น 2 ห้อง 3

ดำน้ำ กายแข็งแกร่ง จิตใจแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542953

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ดำน้ำ กายแข็งแกร่ง จิตใจแข็งแรง

โดย กั๊ตจัง ภาพ : รอยเตอร์ส

การดำน้ำจัดเป็นกิจกรรมเอาต์ดอร์ชนิดหนึ่งที่ส่งเสริมสุขภาพในแง่ความแข็งแรงของร่างกายโดยรวม โดยเฉพาะระบบหายใจที่ต้องได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ เป็นกิจกรรมที่อันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของท้องมหาสมุทรก็เย้ายวนพอให้ผู้คนลงทุนซื้อหาอุปกรณ์ดำน้ำและฝึกฝนเพื่อก้าวไปสู่โลกใต้ท้องทะเล

แสนยา โลหิตนาวี ครูฝึกสอนดำน้ำ ไดฟ์ อินดีด (Dive Indeed) บอกว่า “การดำน้ำเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์มากที่สุด ถ้าอยากสัมผัสโลกใต้น้ำมากขึ้นเท่าไร อุปกรณ์ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น การดำน้ำเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง ได้เห็นชีวิตใต้ทะเล การดำน้ำมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือ การดำเพื่อสันทนาการ และการดำน้ำลึกกว่า 40 เมตร ซึ่งไม่ใช่การดำเพื่อสันทนาการ เพราะความลึกระดับนี้ร่างกายต้องเผชิญกับความดัน ความมืด และอันตรายอีกหลายอย่าง บางคนอาจจะชอบดำที่ความลึกระดับนี้ เพื่อท้าทายความสามารถ ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เพราะเป็นความลึกในระดับที่นักดำน้ำทั่วไปไม่ลงไปกัน แต่โดยทั่วไปแค่ผิวๆ น้ำ 20-30 เมตร ก็เหลือเฟือแล้ว

นอกจากนี้ การดำน้ำเป็นกีฬาที่ต้องพึ่งอุปกรณ์มากที่สุด ใครจะดีกว่าใครนอกจากทักษะความสามารถและอุปกรณ์ นับเป็นตัวชี้วัดหลักๆ เลยว่าคนไหนจะเล่นได้ดีกว่า ที่สำคัญสำหรับคนที่จะเล่นดำน้ำก็คือ มีต้นทุนพอกับการเล่นกอล์ฟเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นชุดอุปกรณ์ ค่าเรียน ค่าออกทริป รวมๆ กันแล้วก็เป็นหลักหมื่นหลักแสนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ทั้งนั้น”

การเริ่มต้นดำน้ำนั้นต้องผ่านการฝึกฝนพื้นฐานเสียก่อน เพื่อเมื่อลงสู่โลกใต้น้ำจะเจอกับแรงดันน้ำ ความกดอากาศ ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกไม่สบายเหมือนอยู่บนบก

อาจจะเริ่มจาก โอเพน วอเตอร์ ไดเวอร์ เป็นคอร์สการเรียนดำน้ำเพื่อเปิดใบอนุญาตว่ายน้ำเพื่อเช่าอุปกรณ์ดำน้ำได้ทั่วโลก สามารถดำน้ำลึกระดับ 18 เมตร ซึ่งเพียงพอกับการดำน้ำดูแนวปะการังชายฝั่งได้ทั่วโลกแล้ว คอร์สนี้อาจจะใช้เวลาเรียนรวมโดยประมาณที่ 12-24 ชั่วโมง แล้วแต่โรงเรียนสอนจะจัดหลักสูตร มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติกับสถานที่จริง คนส่วนมากจะจบที่การเรียนคอร์สเริ่มต้น แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ปอดสามารถจุอากาศได้มากขึ้น

การฝึกดำน้ำจะต้องมีพื้นฐานการหายใจ การถ่วงน้ำหนักเพื่อให้จมลงในน้ำ การดูเวลาที่เหมาะสมกับการดำน้ำว่าดำได้ไม่เกินกี่นาที ที่จะไม่ทำให้เกิดภาวะการเมาไนโตรเจน หลังจากผ่านคอร์สแรกแล้วเกิดติดใจโลกการดำน้ำ ส่วนมากจะเริ่มหาซื้ออุปกรณ์ดำน้ำเพิ่มเติม ที่สามารถทำให้ดำน้ำในสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกและนานขึ้น

ชุดดำน้ำที่มีความหนาและคุณสมบัติในการรักษาความอบอุ่นแก่ร่างกายก็จะทำให้ดำน้ำได้สบายขึ้น อุปกรณ์วัดอากาศในถังและเครื่องวัดเตือนอันตรายต่างๆ แต่จะออกทริปถัดไปสนุกๆ ก็อาจจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ โดยมากคนที่ชอบดำน้ำอย่างจริงจังจะเริ่มเข้าคอร์สที่มีความแอดวานซ์ขึ้น เพื่อให้ได้ใบประกาศและได้ออกทริปเที่ยวดำน้ำไปในตัว ก็คือระดับ แอดวานซ์ โอเพน วอเตอร์ ไดเวอร์

เป็นหลักสูตรสอนการดำน้ำในสภาพการดำน้ำที่มีความหลากหลายใต้ท้องทะเล เช่น ดำน้ำที่มีระดับความลึกมากขึ้น การดำน้ำในเวลากลางคืน หรือการดำน้ำในสภาพท้องทะเลที่มีความแปรปรวน การนำทางใต้น้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการดำน้ำในต่างประเทศ

แต่ก็ยังมีอีก 2 คอร์สที่นักดำน้ำที่มีความจริงจังจะต้องเรียนเพิ่มก็คือ การดำน้ำด้วยถังไนตรอกซ์ (Nitrox) ถังดำน้ำแบบพิเศษที่ทำให้ดำน้ำได้นานกว่าปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพใต้น้ำ และหลักสูตรกู้ชีพเป็นหลักสูตรที่ได้พัฒนาไว้สำหรับการปฐมพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุจากการดำน้ำ เช่น การจมน้ำ การช่วยนักดำน้ำที่เหนื่อย การหานักดำน้ำที่จมหายไป การนำนักดำน้ำที่จมน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ เป็นหลักสูตรที่คู่ควรกับนักดำน้ำระดับมือโปร

จนมาถึงหลักสูตรสุดท้ายคือหลักสูตรครูสอนดำน้ำ สำหรับคนที่จะพัฒนามาเป็นอาชีพเพื่อเรียนรู้การจัดการดำน้ำในเรือและการวางแผนการดำน้ำ การจัดทริป และเทคนิคการสอนและการแก้ปัญหาต่างๆ

แสนยา ทิ้งท้ายว่า โดยมากแล้วอันตรายที่เกิดจากการดำน้ำมักจะเป็นเรื่องของอากาศ บางครั้งเราเพลินกับโลกใต้น้ำจนลืมดูเวลา รวมทั้งการไม่วางแผนการดำน้ำที่ถูกต้อง ดำน้ำต่อเนื่องจนเกิดภาวะไนโตรเจนร่างกายสูงจนเกิดอันตราย สำหรับนักดำน้ำจะต้องเชื่อฟังผู้ฝึกสอนและหัวหน้าทริป ไม่ฝืนดำน้ำในสภาพอากาศแปรปรวน และหมั่นเช็กอุปกรณ์ดำน้ำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ และไม่ฝืนร่างกายหากรู้สึกไม่ไหว เพราะถ้าฝืนแล้วเกิดปัญหาจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการให้ความช่วยเหลือมากกว่า ที่สำคัญต้องมีบัดดี้คอยดูแลกันอยู่ตลอดเวลาที่ดำน้ำ จะทำให้โลกของการดำน้ำเต็มไปด้วยความสนุกและความสุขกลับมาเสมอ

เจนณรงค์ นบนอบ ครูดนตรี หัวใจ(รัก)เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542950

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:33 น.

เจนณรงค์ นบนอบ ครูดนตรี หัวใจ(รัก)เกษตร

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เห็นบ้านหลังน้อยรูปทรงเก๋ๆ ในสวนผักบนพื้นที่ 1 ไร่ ในบรรยากาศกลางคืนที่เงียบสงบ อากาศกลางคืนเย็นสบาย ยามเช้าสดชื่นแจ่มใส กลางวันไม่ร้อนมาก เพราะสวนโอบล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว หลายคนคงแอบอิจฉาเจ้าของบ้านอยู่แน่ๆ เป็นหนุ่มโสดวัยยังไม่ถึงเลข 3 อีกต่างหาก ทั้งหน้าที่การงานดี โดยเป็นถึงครูสอนดนตรีและศิลปะอีกด้วย

เขาคือ เจนณรงค์ นบนอบ หรือครูแบงค์ ปัจจุบันเป็นครูสอนวิชาดนตรีและศิลปะ โรงเรียนปิยะฉัตร (โรงเรียนระดับประถมศึกษา อนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขต อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี) โดยสอนมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบทางด้านดนตรีสากลมา ทุกวันนี้เขายังคงมีความสุขกับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านดนตรีให้แก่เด็กนักเรียน

“ผมรักในการสอนนะ สนุกดี และผมรักดนตรี จึงไม่รู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ได้สอนเด็กๆ ผมสอนทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากล นอกจากนี้ก็พยายามส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีอยู่บ่อยๆ เริ่มจากการตั้งวงขึ้นมากับเด็กๆ ชื่อวง ปิยะฉัตรแบนด์ ตามชื่อโรงเรียนเลย เวลาโรงเรียนมีงานก็เล่นเอง ไม่ต้องหาวงอื่น

รวมทั้งหางานข้างนอกให้พวกเขาได้แสดงฝีมืออย่างวันที่ 11 มี.ค.นี้ พวกเขาจะแสดงโชว์ที่โรงเรียนเป็นงานสุดท้าย เพราะแต่ละคนจบ ป.6 แล้วก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อแต่เด็กเหล่านี้มีความสามารถทางด้านดนตรีติดตัวไปด้วย ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างนักดนตรีรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เพราะที่โรงเรียนเรามีชมรมดนตรีอยู่แล้ว”

นอกจากสอนหนังสือเป็นอาชีพหลักแล้ว ครูนักดนตรีหนุ่มยังชื่นชอบธรรมชาติ ต้นไม้ พืชผักสีเขียวมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ พืชผักสีเขียวเขารู้สึกได้ถึงความสุขและความอยากจะลงมือปลูกให้ได้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือ จนกระทั่งมาเป็นครูสอนดนตรี จึงเริ่มเก็บเงินไปพร้อมกับศึกษาวิธีปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ด้วยตัวเองไปด้วย

“ผมจะศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต พอเลิกจากโรงเรียนหรือวันหยุดก็พยายามหาข้อมูล หาเทคนิค วิธีการปลูก ศึกษาว่าเขาใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ทำอย่างไร จากนั้นก็ลองปลูก เลือกผักสลัดนี่แหละ ปลูก 1 แปลง ลงทุน 3 หมื่นบาท ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ แค่อยากปลูกผักปลอดสารพิษกินในครอบครัว ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

ทำในช่วงแรกๆ ก็เจอปัญหามากมาย ทั้งเรื่องโรค แมลง สภาพน้ำ เนื่องจากเรายังขาดความรู้และเทคนิคต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ผมท้อเลยนะ คือ เรื่องนี้ผมมีความสุขที่จะทำอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลาเจอปัญหาผมก็ค่อยๆ หาวิธีแก้ ศึกษาเทคนิค วิธีการปลูกอย่างจริงจัง เอาใจใส่ ให้เวลากับมันเยอะๆ ในที่สุดก็ได้ผลผลิตและคุณภาพดีขึ้น”

ครูแบงค์ บอกว่า พอทำไปได้สองเดือนก็เริ่มมีลูกค้าติดต่อเข้ามาจากนั้นจึงขยายแปลงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีแปลงขนาด 6 เมตร ประมาณ 40 แปลง ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถผลิตออกจำหน่ายได้อาทิตย์ละ 250-300 กิโลกรัม โดยผักที่ปลูกส่วนใหญ่คือผักสลัด ได้แก่ กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก เรดคอรอล และฟินเนอร์เร ส่วนคอสไม่ได้ปลูกมาก ซึ่งใช้เวลา  45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

“ตอนนี้ผมได้ทดลองปลูกสตรอเบอร์รี่และมัลเบอร์รี่ ซึ่งได้พันธุ์มาจากประเทศตุรกี โดยปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์อยู่ในขั้นของการทดลอง เพิ่งเริ่มได้เดือนเดียวแต่น่าสนใจมากที่สตรอเบอร์รี่เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำขัง ผมก็ได้นำมาทดลองปลูกในระบบน้ำที่ไหลวนตลอดเวลา ปรากฏว่าเขาอยู่รอดและได้ให้ผลแก่เราด้วย ส่วนมัลเบอร์รี่ก็น่าพอใจครับ”

นักดนตรีผู้รักการทำเกษตรเล่าว่า การเลือกการปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เพราะมองว่าดีกว่าระบบในดิน เป็นระบบที่เชื้อโรค หรือสารตกค้างในดินมีโอกาสยากมากที่จะแทรกซึมเข้าสู่พืชผัก เนื่องจากได้ปรับระดับพื้นดินสูงประมาณ 1 เมตร อีกทั้งเป็นระบบที่สามารถควบคุมอาหารได้ตามอายุช่วงที่เหมาะสมของพืชได้ด้วย ดังนั้น พืชจะกินอาหารได้ใกล้เคียงกันหมด โตมาสวยและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือลงทุนค่อนข้างสูง

“สำหรับใครที่อยากปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ แต่ไม่มีความรู้มาก่อนเหมือนผม อยากแนะนำให้ไปศึกษาหาความรู้จากฟาร์มปลูกผักจริงๆ จะดีกว่าสามารถสอบถามจากเจ้าของฟาร์มโดยตรง จะได้ความรู้ที่เข้าใจง่ายกว่า และไม่ต้องเสียเวลาเหมือนผม ส่วนที่ผมศึกษาด้วยตัวเองเพราะไม่มีเวลา แต่เหนืออื่นใดผมทำด้วยใจรัก จึงอยู่กับมันได้แม้ว่าเจอปัญหาอะไรก็ไม่รู้สึกท้อ

ปัจจุบัน ผักสลัด ครูแบงค์ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า จากการบอกต่อปากต่อปากและการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก “ผักสลัด ครูแบงค์” เนื่องจากเป็นผักปลอดสารพิษในการปลูกไม่มีการใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง

“ฟาร์มผักผมไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีทุกชนิดในการกำจัดและป้องกันศัตรูพืช แต่จะใช้สารชีวภัณฑ์ (Microbial Pesticide) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตและพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ พอแมลงมาโดนก็จะหนีไปแต่ไม่มีอันตรายต่อคน พืชผักกินได้ปลอดภัยไม่มีสารพิษตกค้าง”

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตของครูนักดนตรีหนุ่มผู้นี้มีความสุขมาก ทั้งในบทบาทครูที่เป็นอาชีพหลักและเกษตรกรผู้ผลิตอาหารสะอาดปลอดภัยให้คนอื่นที่เป็นอาชีพเสริม ใครที่อยากจะลองทำเหมือนครูแบงค์ก็ได้ แต่การจะทำได้อย่างครูแบงค์ต้องมีใจรักเป็นพื้นฐานจึงจะทำได้

ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542948

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า

โดย มัลลิกา นามสง่า

หากยังพอจำกันได้ ภาพถ่ายฝีมือชาวไทย ชนะใจคณะกรรมการจากกองประกวด Moscow International Photo Awards 2017 ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท Fine art people children และอีกภาพได้ที่ 2 ทว่าเขาไม่ได้เป็นคนส่งเข้าประกวด

เรื่องแดงขึ้นมาเพราะเพื่อนชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับภาพถ่ายอันเป็นอัตลัษณ์ของเขา ได้ส่งข้อความมาบอก จนเรื่องนำไปสู่การระงับให้รางวัลกับหญิงชาวต่างชาติที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ

ผลงาน 2 ภาพนั้น มีชื่อว่า Asian Old Women Washing Clothes At The Creek และภาพ Boys Playing With Their Duck In The Creek

“ศศินทร์ ทิพชัย” คือผู้ถ่ายภาพ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชื่อเสียง และผลงานของศศินทร์ ถูกเผยแพร่เป็นที่รู้จักมากขึ้น นับว่าในวิกฤตมีโอกาส

“รูปผมมีแจกให้โหลดฟรีด้วย ต้องบอกว่ามันเป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่งของผม ให้คนตามงานผมมา แจกฟรีบ้างซื้อบ้าง ผมไม่ชอบดราม่า ไม่ตบตีกับใครอยู่แล้ว เราไม่ได้ผิดอะไร ยืนยันว่าเป็นภาพเรา แต่ได้หลายคนช่วยกันเรียกร้องสิทธิ ทั้งส่งเมลทั้งต่อว่าทางนั้น สุดท้ายทางกองประกวดระงับรางวัล ซึ่งรางวัลจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไร

จากเหตุการณ์นั้น มีคนฟอลโลว์ในแฟนเพจเพิ่มขึ้นจาก 2,000-3,000 เป็นหมื่นกว่า ในอินสตาแกรมจากหมื่นก็เพิ่มเท่าตัว คนซื้อภาพก็มีหลังไมค์มาส่วนตัวเพิ่มขึ้น และเขายินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น”

กล้อง…เครื่องหยุดเวลา

แรงบันดาลใจที่ศศินทร์ชอบถ่ายภาพ เพราะในหนึ่งภาพนั้นมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น หวนกลับมาดูอีกครั้งก็ยังระลึกได้ “ผมว่ามันเป็นเครื่องหยุดเวลา บางทีถ่ายเหตุการณ์ไว้และเอากลับมาดู มันทำให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นรอยยิ้ม เห็นน้ำตา เห็นกิจกรรมต่างๆ ที่เราเคยผ่านมา

ผมชอบถ่ายรูปตั้งแต่เด็ก แต่สมัยนั้นกล้องแพง ใช้กล้องฟิล์มจะกดถ่ายอะไรต้องคิด ไหนจะค่าฟิล์ม ค่าล้างอัดรูป เงินก็ไม่มี พอมาถึงกล้องดิจิทัลผมเลยถ่ายทุกอย่าง พกกล้องติดตัวตลอด

หาข้อมูลตามหนังสือต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไปด้วย รูปสวยๆ เขาถ่ายอย่างไร มีเว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องกล้องเรื่องถ่ายภาพ ก็เข้าไปคุยในนั้น เอารูปเราไปโพสต์ ก็จะมีคนใจดีมาบอกเทคนิค ผมศึกษาด้วยตัวเอง ถ่ายทุกอย่าง เทคนิคอะไรไม่รู้ก็หา ทุกวันนี้ผมก็ยังหาเทคนิคใหม่ๆ ก็ยังเรียนรู้อยู่

พอเรารู้เยอะ ขอบเขตจำกัดของตัวกล้องมี ก็ค่อยๆ อัพเกรดกล้องขึ้นไปเรื่อยๆ กล้องใหญ่ตัวแรกของผม DSLR ราคาเกือบสี่หมื่นกว่าบาท”

ชอบถ่ายรูป แต่ไม่เคยคิดจะทำเป็นอาชีพ “เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วมีเพื่อนรุ่นพี่เขาถ่ายรูปขายในเน็ต ชวนเราลองเอามาขายดูสิ พอลองหัดขายรูปก็ได้ความรู้ ได้อะไรเยอะ ว่าควรจะถ่ายแบบไหน มันเป็นเทคนิคการตลาด เช่น ถ่ายแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ ถ่ายแบบไหนแล้วลูกค้าจะซื้อ ต้องดูว่าใครจะเอารูปเราไปใช้ทำอะไร ทำไปได้สักพักก็พอรู้แล้วว่าลูกค้าคือใคร กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มหนังสือ อะไรประมาณนี้”

ถ่ายภาพ พบ สัจธรรมชีวิต

แม้จะได้รับเงินเดือนที่สูง แต่งานที่ทำอยู่ไม่ใช่คำตอบของชีวิต “ตอนนั้นผมทำงานประจำและถ่ายรูป ผมกำลังหาสัจธรรมของชีวิต ว่าทำงานหนักไปทำไม เพื่ออะไร เพื่อใครงานผมเข้าแปดโมงเลิกห้าโมงเย็น แต่วันนั้นเคลียร์งานเสร็จประมาณสองทุ่ม ผมไม่มีโอทีแต่เราก็ทำงานหนักเพื่อบริษัท พอทำงานไปเรื่อยๆ เกิดความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เหมือนเราทำเพื่อใครไม่รู้ ผลตอบแทนก็โอเค ไม่ใช่ว่าเราไม่รักองค์กรนะ เราก็รัก แต่ว่าสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่มันน่าจะมีมากกว่านั้นอีกอย่างหนึ่งคือเวลาที่เราทุ่มเทไป เราทุ่มเทให้กับงานมากกว่าในครอบครัว ทำงานจันทร์ถึงเสาร์ ตอนนั้นก็ค้นหาวิธีการ ช่วงหนึ่งผมก็ไปศึกษาเกษตรพอเพียง อยากเข้าป่าย้อนไป 6 ปี อายุประมาณ 32 หาวิธีที่เราทำอะไรดีที่มันสามารถมีเวลาให้ครอบครัว ให้พ่อแม่ ก็ค้นอยู่ตลอด ผมเปิดโอกาสให้กับทุกอย่างทุกงาน

งานขายตรงผมก็เคยลองไปศึกษา เทคนิคที่เขาบอกที่จำได้คือ งานอะไรก็ตามที่เรามีความเชื่อมั่นและเราลงมือทำ มันจะสำเร็จทุกงาน ผมนำข้อคิดตรงนั้นมาใช้”

สิ่งที่ศศินทร์รู้สึกว่าทำออกมาได้ดี มีเวลา ทำแล้วมีความสุข และมีผลตอบแทนกลับมาพอๆ กับทำงานประจำนี่นา แสงสว่างที่เขาเจออยู่ข้างกายเขามาตลอดนั่นเอง

“ผมโพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โพสต์ขาย ทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ตลาด คือผมได้เทคนิคต่างๆ มาจากพี่ที่แนะนำ เขาให้เทคนิคการแต่งภาพด้วย มีการคิดโจทย์คิดเรื่องราว

ผมถ่ายอยู่ 2 ปี โพสต์รูปทุกวัน ได้เงินต่อเดือนเท่ากับเงินเดือน เริ่มมีความคิดอยากลาออก ประจวบกับมีคนมาชวนทำฟรีแลนซ์ เอนจิเนียริ่งนี่แหละครับ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นฟรีแลนซ์งานนี้อยู่”

ที่จริงศศินทร์อยากลาออกมาตลอด แต่ก็ถูกทักท้วงว่าออกไปจะทำอะไร จนในที่สุดเขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นคล้อยตามว่า ถ่ายรูปขายก็ยังชีพได้ และเขายังได้ใช้ชีวิต ได้ออกเดินทาง 

“รู้งี้น่าจะจริงจังถ่ายรูปตั้งนานแล้ว จริงๆ ผมมารู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองว่าสัจธรรมของการทำงาน ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม ถ้าเราโฟกัสงานแล้วเรามีเป้าหมาย มีคีย์เวิร์ด แล้วลงมือทำ มีระเบียบวินัย สำเร็จทุกงาน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น

ต้องหาตัวเอง ถามตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร คีย์แรกคือความสุข ทำอย่างไรให้มีความสุข เงินไหม เวลาไหม โอเค 2 อย่างนี้คือความสุข ต้องการมีเงินมีเวลา ชื่อเสียงด้วยไหม อ่ะสมมติมี 3 อย่าง ทีนี้ก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรล่ะ ก็ค้นหาวิธีการอะไรที่จะทำให้เรามีความสุข ถ้าเราอยากได้เงินเราก็ต้องทำงาน งานอะไรที่เราชอบและใช้เวลามีความสุข ก็งานพวกนี้ไง ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ความเชื่อของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เส้นทางก็ไม่เหมือนกัน”

จากวิศวกร สู่วิถีช่างภาพ

ศศินทร์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโลหการ เป็นวิศวกรอยู่ในสายโรงงานมา 10 ปี เงินเดือนครึ่งแสน แต่สุดท้ายเลือกลาออกมาถ่ายภาพ

6 ปีที่ศศินทร์ถ่ายรูปขาย มีผลงานประมาณ 3,000 ภาพ ซึ่งวนเวียนผลัดกันสร้างรายได้ให้เขา 

“ราคาภาพอยู่ที่ฝีมือและประสบการณ์ (ตอนนี้เขาอยู่อันดับสูงสุด) อย่างตอนที่เข้ามาแรกๆ ขั้นต่ำคือ 8 บาท ตอนนี้น่าจะ 13 บาท/ภาพ มันขึ้นอยู่กับเรตราคา บางทีก็พันกว่า แต่เฉลี่ยแล้วจะตกอยู่ที่ใบละ 13 บาท

ช่วงแรกได้วันละ 200-300 บาท/วัน หลังๆ ก็ขยับมาหลักพันได้ 2,000-3,000 บาท  แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไม่หยุดก็ได้มาประมาณเท่ากับเงินเดือน ภายใน 2 ปี

ผมต้องบอกว่าผมโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ผมเข้ามาช่วงต้นๆ ที่ถ่ายรูปขาย ตอนนี้ในโลกใครๆ ก็พูดถึงการถ่ายรูปขายทั้งนั้น ซึ่งการแข่งขันก็สูง บางทีทำรูปส่งไปแล้วก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สวยแต่ก็ขายไม่ได้ แต่กฎของผมต้องลงภาพวันละ 2-3 ภาพ”

6 ปีที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ตัวเองปรารถนาไปด้วย ขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนถ่ายรูปที่เวียดนามก็ไปมาแล้ว

“รู้สึกว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นงาน ทำแล้วสนุก ในเมืองไทยผมขับรถไปถ่ายรูปมาเกือบครบทุกจังหวัด คอนเซ็ปต์ถ่ายรูปของผมคือผมไปหาเพื่อนตามจังหวัดต่างๆ มีเพื่อนถ่ายรูปมันสนุกกว่า ได้แลกเปลี่ยน น้อยมากที่จะไปคนเดียว

จริงๆ ก็ไปเที่ยวนั่นแหละ แต่เราต้องบอกครอบครัวว่าเราไปทำงาน ถ้าเราบอกครอบครัวเราว่าเราไปเที่ยว เขาก็จะแบบ เอ่อ อ่า เรามีความสุขนิ อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

ทริปหนึ่งไปกันเป็นอาทิตย์ แต่ 2-3 ปีมานี่ผมไป 2-3 วันแล้วก็กลับ และก็กำลังมองหาโอกาสที่จะไปถ่ายยังต่างประเทศ โซนไกลๆ ออกไป เพราะในเออีซีผมไปมาครบแล้ว”

เบื้องหลังภาพ

ศศินทร์มักนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม และนำสิ่งที่สูญหายไปแล้วกลับมาเล่าในภาพถ่าย “ถ้าดูรูปผมมีเนื้อหาต่างๆ เยอะ มีทั้งการจัดฉากและธรรมชาติด้วย

อย่างรูปเด็กเล่นโน้ตบุ๊กในท้องนา ธรรมชาติของเขาไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้ว เราก็เซตขึ้นมา หรือภาพยาย 2 คน ซักผ้าที่ลำธาร (ภาพที่เป็นข่าว) สมัยนี้เขาก็ไม่ได้ซักผ้ากันแบบทุบๆ กับหิน แต่ลำธารนั้นยังใช้เป็นที่หาหอยหาปลาอยู่

อย่างภาพคอนเซ็ปต์ที่ไปถ่ายที่ จ.สุรินทร์ วิถีชีวิตของหมู่บ้านช้าง เราก็จัดองค์ประกอบช้างกับวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่กับที่เราต้องการ แค่วางองค์ประกอบแสง แบ็กกราวด์ ให้มันได้องค์ประกอบสวยๆ ซึ่งต้องมีการสำรวจพื้นที่ละแวกนั้นก่อนลงมือถ่ายจริง

ผมอยากสะท้อนวิถีชีวิตไทยที่มันหายไปแล้ว อย่างภาพคุณลุงเป็นช่างแกะสลัก จริงๆ เราก็ไปวางองค์ประกอบให้เหมาะสม ถ้าถ่ายโดยไม่มีโปรเซส อิมแพ็กของรูปมันก็ไม่ค่อยเท่าไร

ภาพที่ขาย มันจะมี 1.เรื่องราว 2.อารมณ์ ถ้าไม่มีพวกนั้นมันก็ขายไม่ค่อยได้”

ถ้าสังเกตงานของศศินทร์จะมีสีแสงสลัว และมีม่านหมอกควัน เขาให้เหตุว่า เพื่อให้ตัวองค์ประกอบมันเด่น เมื่อก่อนสุมไฟเอา ตอนนี้พัฒนามีเครื่องทำควันแล้ว

“ได้ไอเดียเริ่มมาจากเห็นแสงที่มันทะลุรูผนังบ้าน มันดูเป็นหมอก ดูสวย ก็เลยลองทำแบบนี้ดู ข้อดีของควันอย่างหนึ่งคือ เอาไว้บังในส่วนที่เราไม่ต้องการออก เราตกแต่งได้ก็จริง แต่ควันทำให้มันเป็นแสงได้ แสงออกมาเป็นลำๆ หรือเวลาที่มีความเข้มแสงสูง พอมีควันจะทำให้ภาพดูซอฟต์ขึ้น”

เบื้องหลังกว่าจะได้มาแต่ละภาพ อย่าง โหด มัน ฮา “ต้องบอกว่ารูปสวยๆ ที่ได้ มันไม่ใช่ตำแหน่งที่คนปกติยืน อย่างมุมสวยๆ ของสิงคโปร์ ผมยืนระเบียงโรงแรมก็จะหวาดเสียวหน่อย

หรือรูปต้องการฉากน้ำเป็นโบเก้ลักษณะเป็นวงกลมเม็ดๆ ของน้ำ ผมต้องเอากล้องเลียบกับผิวน้ำ ตัวต้องนอนจมในน้ำ หรือบางรูปต้องหมอบติดดินเพื่อให้ฉากหน้าเป็นพื้นดิน

ไปอินโดนีเซีย ถ่ายวิวภูเขาไฟ ไปรอตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปถ่ายทางช้างเผือกและรอถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนั้นตัวผมมุดอยู่ในพงหญ้า เอาหัวเข้าไปในกระเป๋ากล้อง คือหนาวมาก

ภาพที่เราเซตขึ้นมาก็มีการลงทุน เราทำงานขาย มันก็ติดคนอื่นที่ไม่อนุญาต เราจึงต้องจ้าง อย่างช้างเชือกละ 1,000-2,000 บาท เด็กและคนแก่ 500 บาท หรือผมไปอินเดียใช้งบ 3 หมื่นบาท ถ่ายมาหลายรูป ไม่รู้รูปจะโดนซื้อไหม แต่ถ้าโดนแล้วโดนหลายใบก็คุ้ม มันก็เหมือนการลงทุนมีความเสี่ยงหมดแหละ”

ถ่ายรูปขายอาจจะดูเหมือนง่าย แต่นั่นแหละ ในทุกวงการก็จะมีคนที่อยู่รอดและคนที่ล้มหายไป ซึ่งฝีมือจะเป็นตัวพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ศศินทร์ก็มองว่าตอนนี้มีคนลงมาเล่นในสนามนี้เยอะ เขาต้องหาเส้นทางใหม่

“คนถ่ายภาพขายกันเยอะ ทุกคนมีรูปสวยๆ ทั้งนั้น และเทคนิคการทำมันเรียนรู้กันได้ง่าย ผมเลยต้องฉีกตัวเองออกมาทำอีกตลาดหนึ่ง กำลังหาโซลูชั่นพรินติ้งที่คนเขาไม่ทำกัน คือรวบรวมศิลปินที่อยู่ในเมืองไทยที่รูปเขาสวยทำเป็นเหมือนเว็บขายงานพรินต์งานประดับ ซึ่งใช้ไฟล์ที่ถูกลิขสิทธิ์และให้ค่าคอมมิชชั่นไป”

โยคะฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน : Utthita Parsvakonasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542881

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 18:05 น.

โยคะฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน : Utthita Parsvakonasana

ในเวอร์ชั่นนี้ได้มีการผสมท่า Penguin Shoulder Stretch Variation เข้าไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน ซึ่งก็คือกล้ามเนื้อ Subscapularis ที่ทำหน้าที่หมุนข้อไหล่เข้าด้านใน และในขณะเดียวกันได้ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของหัวไหล่ ซึ่งก็คือกล้ามเนื้อรอมบอยด์ Rhomboid เมื่อกล้ามเนื้อนี้ถูกยืดจะช่วยลดอาการปวดสะบักหรืออาการปวดของโรค Office Syndrome ในขณะที่ฝึกท่านี้สำหรับคนที่มีปัญหาที่คออย่าหันศีรษะขึ้นด้านบน ให้มองไปด้านข้างหรือมองต่ำไปที่พื้นแทน และสำหรับคนที่มีความดันต่ำและสูงมาก ให้ระวังขณะฝึกท่านี้

การเดินทางบนสองล้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542878

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 17:49 น.

การเดินทางบนสองล้อ

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : เฮียซ้อชวนปั่น

ความสุขของคนในวัยใกล้เกษียณอย่าง “ลุงมิตร” ณรงค์ฤทธิ์ ลักษมีวรานนท์ วัย 57 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และภรรยา สุปราณี ลักษมีวรานนท์ วัย 55 ปี คือ การเดินทางบนสองล้อ

เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งคู่เพิ่งเปิดเพจเฟซบุ๊ก “เฮียซ้อชวนปั่น” เพื่อแบ่งปันเส้นทางปั่นลึกลับ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจในการเดินทาง

“แรงบันดาลใจในการเปิดเพจ เป็นเพราะเราชอบถ่ายรูปและปั่นเที่ยวอยู่แล้วในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ว่าง แรกๆ เราก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวทั้งรูปและรายละเอียดของเส้นทาง ทางลูกสาวเลยแนะนำว่าพ่อน่าจะทำเป็นเพจเพื่อให้คนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของเรานำข้อมูลไปปั่นตาม ไปเที่ยวตามได้ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของเราพอดีที่อยากให้ทุกคนมาปั่นจักรยานและออกไปสัมผัสบรรยากาศเหมือนเราบ้าง”

ลุงมิตร เผยด้วยว่า แม้เขาจะอยู่ในวัยใกล้เกษียณที่หลายคนมองว่าเป็นคนยุคเก่า แต่การลงมือสร้างเพจเฟซบุ๊กเองก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป กลับเป็นงานอดิเรกที่สนุกและเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

“จักรยานเป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่พอเข้าวัยทำงานทำให้เราหยุดปั่นไปยาว เพราะต้องใช้เวลากับการทำงาน จนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วคนไทยฮิตกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้ง เลยไปปัดฝุ่นจักรยานที่เคยซื้อไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วมาปั่นใหม่จนตกหลุมรักมันอีกรอบ

ตอนนี้มีสมาชิกใหม่เกือบทุกประเภท ทั้งจักรยานทัวริ่ง เสือหมอบ ล้อโต โดยจะเน้นปั่นท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างลาวและกัมพูชา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันใหม่ให้ชีวิต”

สำหรับเส้นทางปั่นจักรยานที่หลายคนตั้งคำถามว่าไปหาเจอได้อย่างไร? ลุงมิตร เล่าต่อว่า เนื่องจากผู้ที่ปั่นจักรยานต้องสรรหาเส้นทางเลี่ยงถนนใหญ่ไปยังตรอกซอกซอยโดยเปิดหาจากแผนที่ เริ่มจากเส้นทางใกล้บ้านแล้วค่อยๆ ขยายไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เส้นทางปั่นจักรยานค่อนข้างลึกลับ เพราะส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลัดเลาะชุมชนที่รถยนต์เข้าไม่ถึง

“พอได้ปั่นจักรยานถึงรู้ว่าในกรุงเทพฯ มีวัดเก่าอายุเป็นร้อยปีเยอะมาก ในขณะที่สมัยก่อนเราขับรถ เราก็จะขับมุ่งไปพอไหว้เสร็จก็จบแค่ตรงนั้น แต่พอเปลี่ยนมาปั่นจักรยาน เส้นทางมันพาเราไปได้เรื่อยๆ ทำให้เราเจอสิ่งใหม่หรือสถานที่ใหม่ระหว่างทางเสมอ มันเลยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้น่าค้นหา และทำให้เราสนุกไปกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ”

เขายังกล่าวด้วยว่า การปั่นจักรยานในปัจจุบันเสี่ยงต่ออันตรายน้อยลงกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมีคนหันมาปั่นจักรยานมาก ทำให้คนใช้รถใช้ถนนระมัดระวังมากขึ้น

“ในบางเส้นทางที่มีคนปั่นจักรยานกันบ่อยๆ เช่น เส้นตลาดน้ำลำพญา เส้นศาลายา รถที่ใช้ทางจะทราบกันว่าวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนมาปั่นจักรยานกันเยอะ ทำให้คนที่ร่วมใช้ทางด้วยกันมีความระมัดระวัง และทำให้เกิดความปลอดภัยทั้งคนขับรถยนต์และคนปั่นจักรยาน”

เพจเฮียซ้อชวนปั่นจะมีการแนะนำเส้นทางปั่นจักรยานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจากประสบการณ์จริง ซึ่งหากสนใจสามารถทักทายไปขอร่วมก๊วนปั่นได้ ทางเฮียและซ้อยินดีอย่างยิ่งที่จะพาไปเปิดมุมมองใหม่ที่จะพบได้เฉพาะคนที่ปั่นจักรยานเท่านั้น

“เนื้อหาในเพจผมพยายามเขียนเป็นเส้นทางอย่างละเอียด เพื่อให้คนที่เข้ามาอ่านเห็นภาพและออกไปปั่นตามได้ง่ายที่สุด รวมถึงสาระความรู้ของวัดแต่ละแห่ง หรือแต่ละสถานที่ที่ไปคร่าวๆ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ทุกคน” ลุงมิตร กล่าวทิ้งท้าย

“การปั่นจักรยานทำให้เราเห็นกว้างขึ้น อย่างน้อยก็กว้างกว่าการขับรถยนต์เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่เดียว ทำให้เราได้สัมผัสชุมชน ได้คุยกับคนท้องถิ่นซึ่งแม้จะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เรามักจะได้รับน้ำใจเป็นน้ำดื่มเย็นๆ หรือรอยยิ้มที่สวยงามเสมอ

ดังนั้น เราจึงหวังว่าเพจนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกไปปั่นจักรยาน ออกไปท่องเที่ยวด้วยสองล้อ ออกไปเติมเต็มประสบการณ์ ให้และรับความสุขระหว่างทางที่จักรยานพาไป”