ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543668

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 13:50 น.

ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

เรื่อง..ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

8 มี.ค. เป็นวันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า 100 ปีแล้ว เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของสตรี  ในทุกๆ ปี เมื่อถึงวันสตรีสากล นานาประเทศจะจัดกิจกรรมฉลองวันแห่งความเสมอภาค จุดประกายให้สตรีทั่วโลก เริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

วันนี้เราได้เห็นผู้หญิงยุคใหม่ ก้าวเข้ามาทำอาชีพที่เคยเป็นพื้นที่ของผู้ชายมากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงสมัยนี้ มีความสามารถรอบด้าน สอดคล้องกับสถิติจาก บริษัท แกร็บ เกี่ยวกับจำนวนพาร์ตเนอร์ หรือผู้ขับขี่แกร็บ ที่เป็นผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยในประเทศไทยจำนวนผู้ขับขี่ที่เป็นผู้หญิง จากบริการแกร็บแท็กซี่ แกร็บคาร์ และแกร็บไบค์ เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่ง (ข้อมูลล่าสุด ม.ค. 2561)

เพื่อเป็นการต้อนรับวันสตรีสากล สองหญิงแกร่ง จะมาเปิดเผยเรื่องราวการเริ่มต้นทำอาชีพนี้ เป็นอีกการบอกเล่าส่งพลังดีๆ จากผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ และส่งแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงหลายๆ คนในโลกใบนี้ ที่สามารถสร้างชีวิตให้ดีขึ้นได้ ด้วยพลังอันเหลือเชื่อของพวกเธอ

“พลังหญิง” เดินหน้าไปด้วยกัน

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว กันตา อกนิษฐ์อปราชัย หรือ เปิ้ล พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บคาร์ เลือกหันมายึดอาชีพขับรถโดยสารแกร็บคาร์ เนื่องจากธุรกิจของสามี ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว เริ่มประสบปัญหา

จุดหักเหของชีวิตวิกฤตธุรกิจสามีทำให้ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องเจอกับบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ ปัญหาได้ลุกลาม จนนำมาสู่ความตึงเครียดบ่อนทำลายความสุขในครอบครัว และจบลงที่การตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และต้องเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนให้ดีเช่นกัน

สามีทำงานและรับผิดชอบหาเลี้ยงปากท้องทั้ง 4 ชีวิต ยอมรับค่ะตอนที่รู้ว่าธุรกิจสามีล้มเหลว รายได้หลักของครอบครัวมีปัญหา ก็ตกใจมาก แต่ต้องรีบตั้งสติ เพื่อหาวิธีทางแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ วิธีของเปิ้ลคือดูจากสิ่งที่เรามี และความสามารถเริ่มทำอะไรได้เร็ว และจะเป็นไปได้มากที่สุด

พื้นฐานเปิ้ลสนใจในด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม จึงรู้จักแอพพลิเคชั่นแกร็บ รถยนต์เราก็มีอยู่แล้ว ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้น รับงานจากแกร็บค่ะ

 เปิ้ลจำได้เลยค่ะ ตอนที่ตัดสินใจย้ายออกมาอยู่ด้วยตัวเองในวันนั้น มีเงินสดแค่ 200 บาท กับมีรถ 1 คัน ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินจำนวนนี้เพิ่มขึ้นสำหรับนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนให้ได้โดยทันที ตอนนั้นปี 2557 แกร็บเพิ่งเข้ามาเปิดในบ้านเราได้ไม่นาน จากเงินเติมน้ำมันแค่ 200 บาท เราได้ค่าโดยสารกลับมาทันที 1,000 กว่าบาทในวันแรก ก็เกิดความมั่นใจ และภาคภูมิใจ ว่าเราสามารถทำงานหาเงินได้ เราต้องเลี้ยงลูกได้

เปิ้ลสามารถทำเงินขั้นต่ำจากการขับแกร็บได้อย่างน้อย 3 หมื่นบาท/สัปดาห์ค่ะ โดยเป็นรายได้รวมจากค่าโดยสาร และเงินรางวัล หรือเงินอินเซนทีฟ ที่ทางแกร็บจัดสรรเป็นเหมือนโบนัสให้พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่ ที่มีความทุ่มเทในการทำงานตามที่บริษัทกำหนดไว้ได้ และให้บริการอย่างมีคุณภาพ เช่น รับผู้โดยสารไม่ผิดเส้นทาง รถสะอาด ก็จะเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ

สำหรับเวลาปกติแล้วรายได้จากการขับแกร็บ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อการทำงานประมาณ 10 ชั่วโมง/วัน สิ่งดีที่สุดคือเปิ้ลสามารถจัดสรรเวลาในการขับแกร็บ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจส่วนตัวได้อีกค่ะ รายได้ที่เข้ามากับอาชีพใหม่ ก็ทำให้พร้อมดูแลครอบครัวได้ดีขึ้นค่ะ”

อาชีพขับรถโดยสารซึ่งเคยเป็นที่นั่งของเพศชาย ในวันนี้เมื่อผู้หญิงเข้ามาทำบ้าง มีปัจจัยความเสี่ยงมากกว่าคนขับที่เป็นผู้ชายบ้างหรือเปล่า ผู้หญิงหน้าตาดี รูปร่างแบบบาง หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น จะมีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร กันตา ตอบข้อสงสัยนี้ด้วยน้ำใจมีความมั่นอกมั่นใจ

“เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่เคสซีเรียสอะไร แกร็บมีการดูแลพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่เรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวแอพพลิเคชั่น เมนู Help Center บนแอพพลิเคชั่น

ของพาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ รวมถึงช่องทางการให้ความช่วยเหลือ ทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่ามั่นใจได้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารค่ะ”

อาชีพบริการขับรถโดยสาร ควรมีใจรักในการบริการ และที่สำคัญที่สุดคือปฏิภาณไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ค่ะ คุณสมบัติความเป็นผู้หญิงเราก็นำมาใช้ได้ดี เรามีความละเอียด และความใจเย็นอยู่แล้วนะคะ รวมถึงเวลาเจอผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิง เขาก็เกิดความไว้วางใจเรามากกว่า

ผู้โดยสารที่เป็นผู้ชายก็มักจะเซอร์ไพรส์ค่ะ ส่วนใหญ่กล่าวชื่นชม (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ที่เราสามารถทำงานนี้ได้ เนื่องจากไม่ค่อยเห็นผู้หญิงทำงานขับรถโดยสารนะคะ”กันตา เผยทัศนคติการทำงานในวัย 44 ปี ที่ไม่ใช่อาชีพในฝัน ในอดีตเคยทำงานประจำเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน (Ground Hostess) สายการบินแห่งหนึ่ง จากนั้นตัดสินใจลาออก เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และใช้ชีวิตแต่งงานเป็นแม่บ้านเต็มตัว งานหลักในช่วงนั้นก็เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลครอบครัว

“ถ้าถามอาชีพในฝันของเปิ้ลคือแอร์โฮสเตสค่ะ เราชอบท่องเที่ยว ซึ่งการทำงานกับแกร็บ ก็ไม่ได้ทำให้ความฝันของเปิ้ลจบลงไปเลยนะคะ แต่สามารถต่อยอดความฝันได้เพราะสามารถจัดสรรเวลาเองได้ ก็จะมีเวลาจัดทริปไปได้สักวัน รวมไปถึงการแบ่งเวลามาดูแลครอบครัวได้ดีด้วยนะคะ ซึ่งเปิ้ลถือว่าทั้งงานอาชีพ ทั้งดูแลลูก เป็นสองหน้าที่ที่ผู้หญิงไม่ควรละเลย” กันตา กล่าวไว้เปี่ยมพลัง

“ลุกขึ้น” ทำสิ่งที่รัก

ผู้หญิงวันนี้ไม่ได้ทำงานแค่หลังพวงมาลัย “ไวท์” กนกวรรณ เพ็ชรภูผา พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ ซึ่งเป็นบริการรับส่งผู้โดยสารด้วยรถมอเตอร์ไซค์ การเริ่มขับแกร็บไบค์ของผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใสรายนี้ เนื่องจากธุรกิจร้านหมูกระทะของเธอและสามี ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ คนใช้จ่ายน้อยลง รายได้จากการค้าขายลดฮวบลง

จากเจ้าของกิจการเลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องได้ แต่วันหนึ่งที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยเรื่อยๆ แถมมาเจอเหตุการณ์ผีซ้ำด้ำพลอย โจรขึ้นบ้านยกเค้าไปแทบหมดเนื้อหมดตัว

“ในที่สุดก็ต้องปิดร้านไปเลยค่ะ ชีวิตก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอะไรกันดี สามีเคยได้ยินว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ก็สามารถไปขับแกร็บไบค์ได้ และมีการประกันรายได้ด้วย เขาจึงไปสมัครขับและก็มีรายได้ดีเลี้ยงครอบครัวได้ มีอิสระในการรับงาน เราก็เริ่มสนใจบ้าง สามีก็ให้กำลังใจและสนับสนุน

 กลายเป็นความภาคภูมิใจว่า แม้ว่าเราเป็นผู้หญิง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ดีเหมือนกัน ทุกวันนี้ถ้าเปิดแอพก็จะมีงานเข้ามาตลอดเวลาค่ะ”

กนกวรรณ เริ่มต้นสนทนาด้วยรอยยิ้มสดใส กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจหากมองอีกด้าน คือโอกาสในการได้ทำงานใหม่ๆ การเป็นพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“เราโชคดีอุ่นใจสามีเริ่มมาขับแกร็บไบค์ก่อน เรามีรถมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว เลือกทำเพราะเป็นอาชีพสุจริตมีรายได้ที่ดี รายได้เฉลี่ยใน 1 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ต่อการทำงาน 8 ชั่วโมง มีอิสระในการรับงาน จากที่เริ่มขับรับส่งงานแมสเซนเจอร์ ตอนนี้ได้เสื้อวิน และป้ายเหลืองแล้ว สามารถรับส่งผู้โดยสารได้ด้วยค่ะ”

ในแต่ละวันของการทำงานกลางถนน ต้องเจอกับการจราจรแออัดของกรุงเทพฯ รวมถึงมลพิษ และสภาพอากาศเลวร้าย วันที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด รวมถึงวิธีการรับมือในแบบฉบับของเพศที่มีกำลังวังชาจำกัดกว่าเพศชาย กนกวรรณ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า

“ปีนี้คนเมืองหลวงเจอน้ำท่วมกันหลายๆ รอบนะคะ วันน้ำท่วมคือวันรถติดมากๆ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนทำให้เราเกิดความเครียดได้ง่ายๆ เลยค่ะ วิธีการแก้สิ่งแรกก็ต้องปรับสภาพจิตใจให้เย็นลง ไม่หงุดหงิดไปกับการจราจร และปัญหารอบข้าง

วันไหนหนักมากๆ ก็เลือกปรึกษากับสามีที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอค่ะ บางครั้งเจอลูกค้าไม่เข้าใจการทำงานของเรา หรือต้องการคำแนะนำในเรื่องอื่นๆ ไวท์เลือกแจ้งให้ลูกค้าติดต่อ Call Center เนื่องจากให้รายละเอียดได้มากกว่า”

 ทัศนคติผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์ ใครๆ ก็มองว่าสำหรับผู้หญิงอาจทำได้ไม่ดีนัก กนกวรรณ ตอบน้ำเสียงมั่นใจว่า

“อันดับแรก ก็ต้องมีความภูมิใจในสิ่งที่เราทำค่ะ และคิดไว้เสมอว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ทุกอาชีพเป็นอาชีพที่ดี ถ้าเราทำด้วยความใส่ใจ และตั้งใจ อาชีพของไวท์เป็นพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บไบค์ ต้องบอกว่าภูมิใจมากนะคะ เพราะจากแม่บ้านธรรมดา อาชีพนี้ได้นำเราไปเจอสิ่งใหม่ๆ ช่วงแรกที่ขับอาจจะไม่ค่อยรู้เส้นทาง ก็สามารถพึ่งจีพีเอสได้ ก็เป็นงานใหม่ที่ไม่ยากเกินความสามารถสิ่งที่เราภาคภูมิใจในตัวเองที่สุด คือ มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้อีกทางค่ะ การเป็นผู้หญิงทำงานนี้ยิ่งมีข้อดี เพราะผู้โดยสารจะรู้ว่าเราไม่ใจร้อน และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ทำให้ผู้โดยสารไว้วางใจเรามากขึ้น ไวท์ก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย กับการศึกษาหาข้อมูลเรื่องเส้นทางอยู่เสมอด้วยค่ะ

รวมถึงให้บริการลูกค้าด้วยใจรักในงาน ถึงแม้จะมีเครียดบ้าง เพราะผู้โดยสารที่มาเลือกใช้บริการ ก็ต้องการความรวดเร็ว แต่หลักการทำงานจะยึดถือความปลอดภัย คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ”

ความตั้งใจเต็มเปี่ยม คือปัจจัยให้ผู้หญิงสามารถทำได้ทุกๆ อย่าง ทำงานปราศจากความกลัว มีความกล้าหาญที่จะลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเธอ เปิดโลกไปพบเจอในสิ่งใหม่ ซึ่งมีพลังยิ่งกว่าเดิม

โลกกังวล “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ” ปัญหาที่คนไทยต้องหันมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543481

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 13:13 น.

โลกกังวล "เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ" ปัญหาที่คนไทยต้องหันมอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ให้ความสำคัญกับปัญหา “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ” ไว้ในระดับต้นๆ ของวิกฤตปัญหาสุขภาพของประชาคมโลก เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคามที่คนทั่วโลกจะต้องดำเนินการแก้ไขร่วมกัน

กระทั่งมีการคาดการณ์ว่า หากไม่เกิดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะมีคนเสียชีวิตทั่วโลกถึง 10 ล้านคน ในปี 2593

ทำความเข้าใจกับปัญหาดังกล่าวกันก่อน โดยยาปฏิชีวนะเป็นส่วนหนึ่งของยาต้านจุลชีพ หน้าที่คือ ฆ่า ทำลาย ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรค และเมื่อยาเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ ก็นำไปสู่คำว่า “เชื้อดื้อยา” ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผล ทำให้ไม่หายจากการติดเชื้อ

สำหรับประเทศไทยในกรณีปัญหาดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ปี 2560-2564 ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปสู่แผนปฏิบัติการ

เป้าหมายของไทยคือลดการป่วยเชื้อดื้อยาให้ได้ 50% การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลง 20-30% และอีกเป้าหมายคือ คนไทยตระหนักรับรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและเข้าใจการใช้ยาต้านจุลชีพมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย เล่าว่า การพัฒนาศักยภาพของแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม และสร้างความมั่นใจให้แก่แพทย์ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้ยา ซึ่งเป็นการลดโอกาสของความคลาดเคลื่อนในการใช้ยาให้น้อยลง ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันเห็นว่าทุกภาคส่วนต้องช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องการเข้าถึงความรู้เรื่องยาและสุขภาพอย่างถูกต้อง เพื่อให้การใช้ยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องของความรู้เกี่ยวกับยาปฏิชีวนะและความตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยาของประชาชนในประเทศไทย เมื่อเดือน มี.ค. 2560 โดยสุ่มครัวเรือนตัวอย่างกว่า 2.7 หมื่นครัวเรือน พบว่า คนไทยมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะอยู่ในระดับต่ำมาก ความรู้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะดี ดังนั้นจึงควรจัดทำข้อความเพื่อรณรงค์สื่อสารความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาไปสู่ประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง” นพ.กำธร ให้ความเห็น

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.มีบทบาทในการควบคุมและกำกับเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ยาที่จะมาขึ้นทะเบียนต้องเป็นยาที่มีคุณภาพ เพราะถ้ายาไม่มีคุณภาพ หรือยาปฏิชีวนะไม่มีประสิทธิภาพ พอใช้ไปก็จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

“และการสุ่มตรวจหลังออกสู่ท้องตลาด ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่มปฏิชีวนะ ที่ถูกสุ่มในอัตราสูงกว่ายากลุ่มอื่น เพราะเป็นยาที่ประชาชนใช้เยอะ ดังนั้นหากพบว่ามีความผิดปกติ อย.จะถอนทะเบียนยาหรือมีการขยับสถานะ เช่น ยาอันตราย ซึ่งขายได้เฉพาะในร้านที่มีเภสัชกร ขยับไปเป็นยาควบคุมพิเศษที่มีเฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น หรือในอดีตที่มียาปฏิชีวนะเป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ให้มีแล้ว”

นพ.สุรโชค อธิบายเสริมว่า การที่ประชาชนเข้าถึงยาได้สะดวกมากขึ้นในปัจจุบัน จากการซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการจากแพทย์และเภสัชกร เป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในคน รวมถึงการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจละเลยได้ ส่วนการใช้ยาในสัตว์มีควบคุมอย่างเข้มข้นทั้งจากภายในประเทศตามกฎหมายของกรมปศุสัตว์ในเรื่องการใช้ยา ยาที่ห้ามใช้ ระยะเวลาหยุดยาก่อนจับสัตว์ เป็นไปด้วยความรับผิดชอบตามคำสั่งของสัตวแพทย์ และมาตรฐานอาหารสากลที่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยหลายด้าน

“และเนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ซึ่งการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ได้อาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคดังนั้นเชื้อดื้อยาจึงเป็นเรื่องที่เราแก้ไขได้ โดยเริ่มจากตัวคุณเอง” รองเลขาธิการ อย. แนะนำ

อีกด้านของความเห็นจาก นสพ.บุญขวัญ วงษ์อยู่น้อย ตัวแทนจากสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีกเสริมว่า รัฐบาลประกาศห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สมาคมมีการให้ความรู้เรื่องของปัญหาของเชื้อดื้อยา ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมไก่ การรับรู้ในเรื่องดังกล่าวมีความก้าวหน้าไปมากและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกไก่อันดับ 4 ของโลก

“สมาชิกทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา และขอยืนยันว่าไก่ไทยบริโภคได้ปลอดภัย ไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งโต” นสพ.บุญขวัญ กล่าวทิ้งท้าย

สวนเทอร์ราเรียม ผ่อนคลาย ใจสงบ แถมได้สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543467

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:24 น.

สวนเทอร์ราเรียม ผ่อนคลาย ใจสงบ แถมได้สตางค์

เรื่อง วราภรณ์

ด้วยความชื่นชอบธรรมชาติเช่นเดียวกับคุณแม่ จึงทำให้โค้ช ฟิกเกอร์ ไอซ์สเกตหนุ่มหล่อ รัตนพณ ช้างคนมี วัย 29 ปี รักงานจัดสวนขวดในโหลแก้ว หรือเทอร์ราเรียม โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Terrarium by Treeraium สิ่งที่ได้นอกเหนือจากรายได้เพิ่ม คือ การได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้จำลองสวนป่าเขตร้อนชื้นมาอยู่ใกล้ๆ ตัวเพื่อให้คนอื่นได้ชื่นชมระบบนิเวศวิทยาของสวนสวยอีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของการจัดเทอร์ราเรียมเป็นงานอดิเรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พอดีคุณแม่ของผมอยากเอาต้นไม้มาไว้ในห้อง แต่ติดที่ต้นไม้จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในตอนกลางคืน จึงไม่เหมาะ ก็เลยไปเจอสวนโหลในเว็บไซต์ ผมจึงเริ่มศึกษาและลองทำดูทำมาเรื่อยๆ เริ่มต้นพอดูไอเดียก็ไปซื้ออุปกรณ์มาลองทำและศึกษาจากร้านที่ขายอุปกรณ์จัดสวนขวด ลองทำดูครั้งแรกๆ ก็ทำให้คุณแม่ ให้ตัวเอง แล้วก็ให้เพื่อนคุณแม่ ทุกคนก็ชอบ เพราะสวนขวดตอบโจทย์ของคนรักต้นไม้ ที่สามารถนำต้นไม้ไปไว้ในห้องได้ ที่สำคัญคือเราสามารถออกแบบสวนเล็กๆ ของเราเองได้ พอทำสวนขวดโหลแรกเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนพิเศษได้ชื่นชมเนื่องในวันเกิด ปรากฏว่าเพื่อนชอบมาก ที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและอยากให้เพื่อนได้รับสิ่งที่ชื่นชอบด้วย

ลูกค้าผมส่วนใหญ่เป็นคนรู้จัก และเพื่อนๆ ผม เพื่อนคุณแม่ เฉลี่ยรายได้ 3,000-5,000 บาท/เดือน ผมถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ เพราะในระหว่างที่ทำผมได้ทำงานอดิเรกที่ผมรัก ยิ่งมีคนชื่นชอบผลงานของผม ผมก็รู้สึกดีใจ เพราะราคาสวนขวดของผมจะอยู่ที่ 180-2,000 บาท ตามขนาดของโหลและความยากง่ายในการจัด การจัดเน้นไอเดียการจัดสไตล์ผม แต่ก็มีลูกค้าบางคนบอกสไตล์ที่อยากได้ของตัวเองมา แล้วผมจะลองจัดให้เขาดู เช่น บ้านอยู่บนหน้าผา ด้านหลังเป็นป่า แล้วเราก็ใส่ไอเดีย และซิกเนเจอร์ก็คือตุ๊กตาของผมเข้าไป ส่วนตุ๊กตาแล้วแต่มีทั้งออกแบบเอง ซื้อสำเร็จเพราะขึ้นอยู่กับการออกแบบ และแล้วแต่ลูกค้าเลือกครับ”

สวนที่รัตนพณชื่นชอบในการออกแบบคือ สวนแนวธรรมชาติแต่ใส่จินตนาการให้ดูเกินจริง เช่น ใช้ต้นไม้ มอสตกแต่งเข้ากับบ้านที่มีขนาดที่สมดุลกัน แต่ตุ๊กตาที่ใส่ประดับเข้าไปตัวใหญ่เกินจริง เพื่อขับให้ตุ๊กตาดูมีตัวตนขึ้นมาด้วย ส่วนชนิดของต้นไม้ที่เขาชื่นชอบนำมาประกอบกันคือ ต้นไม้ในเขตร้อนชื้น เช่น เฟิร์นก้านดำ เฟิร์นออสเตรเลีย พรมออสเตรเลีย เล็บครุฑ ฯลฯ เนื่องจากพืชเหล่านี้มีความทนทานสูง

“วิธีดูแลสวนขวดคือ เราปิดโหลแล้วให้โดนแสงแดดบ้าง ความร้อนก็จะขังอยู่ภายใน แต่มีความชื้นของมอสที่ต้องอาศัยด้วย จึงเกิดความสมดุลของระบบนิเวศของพืชเขตร้อนชื้นพอดี ส่งผลให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี รวมถึงตัวมอสด้วย” ซึ่งความรู้เหล่านี้ได้มาจากประสบการณ์การลองผิดลองถูก อายุของสวนขวดแต่ละใบขึ้นอยู่กับปริมาณแสง อุณหภูมิและความชื้นในขวดโหล หากมีความสมดุลสวนขวดก็จะอยู่ได้นาน 3 เดือน-3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย

การดูแลที่ถูกต้อง อย่างชั้นล่างของโหลมักเป็นหิน เราจะดูว่าชั้นล่างมีน้ำขังไหม หากไม่ได้เยอะมากน้ำจะส่งผลให้กลายเป็นความชื้นระเกิดขึ้นไป เกิดเป็นเม็ดฝน เป็นวัฏจักรของพืช เหมือนฝนตก แดดร้อนก็ระเหย ทำให้ต้นไม้ในขวดโหลอยู่นาน สาเหตุที่ต้นไม้ตายเร็วส่วนมากได้รับความร้อนสูงและปริมาณน้ำที่รดเยอะเกินไป จะทำให้รากเน่าได้ ฉะนั้นวิธีดูแลที่ดีคือ ใช้แสงรำไรที่หน้าต่างเวลาเช้าถึง 10.00 น. แค่นั้นเพราะแดดไม่ร้อนมาก เกิน 10 โมงพยายามเก็บสวนขวดเข้าที่ร่ม เพื่อป้องกันแสงแดดระอุขึ้นทำให้พืชตายได้ง่าย”

ในอนาคตรัตนพณอยากต่อยอดสร้างแบรนด์ Terrarium by Treeraium ให้เป็นการจัดสวนเขตร้อนชื้นให้เป็นไซส์ขนาดจริง เช่น ออกแบบสวนที่บ้าน หรือทำเป็นสวนหย่อมในบ้านจริงๆ เป็นต้น

“ผมตั้งใจจะทำงานอดิเรกนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเวลาผมได้ทำรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดและใจเย็นลง รู้สึกสงบมากขึ้น และผมยังมีความสุขกับการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใช้ในงานออกแบบ เช่น การเดินป่า พอเดินป่า ผมชอบวิวตรงไหนผมจะถ่ายรูปเก็บไว้ และเอารูปมาใส่รายละเอียดเป็นสวนขวดอีกทีหนึ่งครับ”

หากลูกค้าสนใจจะสั่ง ติดต่อผ่านอินสตาแกรม Treerarim8 โทร. 06-5535-6135 หรือไอดีไลน์ wipaker

สลัดจานนี้…ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543464

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

สลัดจานนี้...ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

เรื่อง พุสดี

บรรดามือใหม่ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ มักนึกถึงเมนูสลัดเป็นอันดับต้นๆจนลืมนึกไปว่าสลัดไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดเสมอไป เพราะสลัดบางเมนูก็อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบที่มีแคลอรีสูง

เหตุผลที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด เพราะเวลาพูดถึงสลัด สมองจะวาดภาพในหัวให้เสร็จสรรพว่า สลัดชามนี้อุดมไปด้วยผักใบเขียวแซมด้วยผักหลากสีสันต่างๆ ทั้งแครอตสีส้ม หอมหัวใหญ่สีม่วง มะเขือเทศแดงปลั่งและพริกหยวกเหลือง แต่สิ่งที่สมองอาจหลงลืมโฟกัสลงไปให้ลึกคือ องค์ประกอบอื่นๆ ที่รวมตัวอยู่ในสลัดจานอร่อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสลัด เครื่องปรุงอื่นๆ ที่ใส่ลงไปเพื่อชูรสชาติของสลัด ตลอดจนเนื้อสัตว์ ขนมปังกรุบกรอบ ชีส หรือเบคอนที่ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อยให้เมนูสุขภาพนี้

คำถามคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สลัดชามไหนอุดมไปด้วยประโยชน์ หรือไขมันตัวร้าย คำถามนี้ ซูซาน

โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีคำตอบ

1.บอกลาโปรตีนที่อุดมไปด้วยไขมัน เมื่อไหร่ที่เห็นคำว่า “กรุบกรอบ” เช่น ไก่กรอบ นั่นเป็นแค่การเลี่ยงคำว่า “ทอด” และทำให้ฟังดูดีขึ้นเท่านั้น ดังนั้นหากกำลังมองหาสลัดที่อุดมไปด้วยโปรตีน ให้เลือกเมนูสลัดที่มีเนื้อไก่ กุ้ง หรือปลาที่ย่างแทนที่จะทอด และระวังอาหารที่มีโปรตีนที่มีแคลอรีสูง เช่น ไส้กรอกหรือโคลด์คัตที่มีไขมันเยอะๆ

2.หลีกเลี่ยงเครื่องเคียงที่มีไขมันสูง สลัดในร้านอาหารหลายแห่งมักเต็มไปด้วยเครื่องเคียงมากมายที่ชวนให้ปริมาณแคลอรีพุ่งสูง ตัวการของแคลอรีไขมันสูง ได้แก่ ชีส เบคอน แผ่นแป้งตอติญ่าทอดกรอบ หมี่กรอบ หัวหอมทอด ซาวครีม และขนมปังกรอบมันๆ

3.เลือกน้ำสลัดให้ดีและไม่ต้องใช้เยอะมาก น้ำสลัดเป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำลายคุณค่าทางโภชนาการของสลัดเพื่อสุขภาพเลยทีเดียว น้ำสลัดแบบครีมเยิ้มๆ หรือมีส่วนผสมของชีสเยอะๆ ทางที่ดี  พยายามใส่น้ำสลัดแค่เพียง 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น  และควรเลือกน้ำสลัดประเภทวินนะเกรท (Vinaigrette) แบบเบาๆ แทนที่จะเป็นครีมสลัด เคล็ดลับที่ช่วยให้บริโภคน้ำสลัดแต่น้อย คือ ใช้ส้อมจุ่มในน้ำสลัดแล้วจิ้มผักสลัดเข้าปาก วิธีนี้นอกจากจะทำให้ได้รสชาติน้ำสลัดทุกคำ ยังไม่ต้องกังวลว่าจะกินน้ำสลัดมากเกินไป

“เวลาที่ต้องเลือกเมนูสลัด สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ แค่เพียงอาหารจานนั้นเรียกว่าสลัด ไม่ได้แปลว่ามันจะดีต่อสุขภาพเสมอไป ดังนั้นอย่าให้คำว่า “สลัด” มาทำให้คุณไขว้เขว ขอให้เลือกเมนูอาหารด้วยการใส่ใจให้มากขึ้นว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในสลัดจานนี้บ้าง มากกว่าแค่เพียงเพราะมันเรียกว่าสลัดเท่านั้น”

ซูซาน ยังแนะนำด้วยว่า ก่อนเลือกสลัดสักจาน ควรระวังพวกวัตถุดิบที่มีไขมันสูงและดูส่วนผสมให้เหมาะสม มิฉะนั้นต่อให้กินสลัดทุกมื้อ แต่อาจได้รับปริมาณแคลอรีและไขมันมากกว่าชีสเบอร์เกอร์ได้ ยกตัวอย่างเมนูเฮลท์ตี้ที่ทำได้ไม่ยากอย่างเมนูสลัดที่มีผักกาดหอม แค่เติมไก่ย่าง ถั่วดำสองสามช้อน กัวคาโมเล และซอสซัลซ่าเล็กน้อย เพียงแค่นี้ก็อิ่มท้องด้วยปริมาณแคลอรีเบาๆ แค่ 400 แคลอรี แต่ถ้าเผลอเลือกสลัดที่ล้นไปด้วยครีมสลัดอัดแน่นและเสิร์ฟมาในแป้งตอติญ่าห่อแบบทอด ปริมาณแคลอรีอาจจะเพิ่มสูงถึง 3 เท่า เป็นมากกว่า 1,200 แคลอรีเลยทีเดียว

การแต่งตัว ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543425

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

การแต่งตัว ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน, pixabay

หลายปัญหาหลากอุปสรรคการแต่งตัวของผู้หญิงที่มีมานาน แก้ได้ด้วยการหันมาทำความรู้จักกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปร่าง ความต้องการ และที่สำคัญคือภาพที่ต้องการจะนำเสนอ เราลองมาทำความรู้จักกับอุปสรรคและวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตัว โดย Style Guru เกด-ฐาดิณี รัชชระเสวี อดีตบรรณาธิการแฟชั่น ที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านการแต่งตัวและวิทยากรที่ทำงานให้กับองค์กรและผู้บริหาร รวมถึงการเป็นเจ้าของเพจให้ความรู้และแรงบันดาลใจด้านการแต่งตัวที่ชื่อว่า The Daily Stylista

เสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไร

ปัญหาคลาสสิกที่ผู้หญิงทุกคนมักเจอ 99% ที่เข้ามาปรึกษานั้นมักมาด้วยปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเต็มตู้ แต่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่นั้น ไม่ได้มาจากเสื้อที่มีหรอก แต่มาจากคุณยังไม่ชัดเจนกับภาพที่คุณต้องการนำเสนอ ลองคิดดูว่าก่อนออกจากบ้าน เวลาแต่งตัวคุณนึกถึงอะไร

“เรามักรู้ว่าจะไปเจอใคร ทำกิจกรรมอะไร แต่คำถามที่ไม่ได้ถามตัวเองคือ แล้วภาพแบบไหนที่เราต้องการให้คนเห็นจากเรา เราอยากเป็นผู้บริหารแบบไหน อยากเป็นคนแบบไหน ถ้าตัวเราชัดเจนกับคำตอบของตัวเอง ก็จะชัดเจนในการเลือกเสื้อผ้า สมมติว่าอยากเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นคนรุ่นใหม่ที่ดูน่าเชื่อถือ แน่นอนว่าเมื่อเลือกเสื้อผ้า เราจะเลือกเสื้อผ้ามีดีไซน์ แต่ไม่ล้ำหรือดูเข้าถึงยากจนเกินไป อาจจะใส่สูทเท่ๆ แต่มีลูกเล่นอะไรบางอย่างที่แขน ที่ตัวเสื้อเชิ้ต แต่ถ้าอยากเป็นคนที่ดูอบอุ่น เข้าถึงง่าย เสื้อผ้าที่เลือกก็อาจจะอยู่ในโทนสีที่ละมุน ไม่ฉูดฉาด ไม่มีลีลามากไป ถ้าอยากนำเสนอตัวเองในฐานะผู้นำ เสื้อผ้าที่เลือกมาจะต้องโดดเด่นแบบที่เห็นมาแต่ไกล เคล็ดลับคือถามตัวเองก่อนแต่งตัวออกจากบ้านทุกวันว่า ถ้าผู้หญิง/ผู้ชายคนนี้เดินมา คนจะได้เห็นอะไรในตัวเขา เพียงแค่ตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน ปัญหาเสื้อผ้าล้นตู้แต่ไม่มีอะไรจะใส่จะหายไป คุณจะสนุกกับโจทย์การแต่งตัวในแต่ละวัน รวมถึงเวลาไป ช็อปปิ้งได้มากขึ้น”

แบบไหนที่ใช่สไตล์ของเรา

คุณต้องเข้าใจก่อนว่าสไตล์กับแฟชั่นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สไตล์หมายถึงทุกอย่างในการใช้ชีวิตของคนคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์ชีวิตกลายเป็นความชัดเจน นั่นคือ Personal Style คือสไตล์ส่วนบุคคลที่มีความเชื่อว่าไม่มีใครเลียนแบบกันได้ เวลามีคนถามว่าจะหาสไตล์เจอได้อย่างไร เธอมักจะให้โจทย์ว่าให้ลองมองหาสไตล์ไอคอน หรือคนที่คุณชื่นชอบในสไตล์ของเขามาสัก 3-4 คน ลองดูว่าคุณชอบส่วนไหนในสไตล์ของคนคนนั้น สิ่งใดที่คุณชอบในคนคนหนึ่ง แปลว่าคุณมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลอกเลียนแบบสไตล์ของคนคนนั้นออกมา

นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ คือเวลาคุณชอบสไตล์ของใครแล้วก็จะแต่งตัวให้เหมือนเขาโดยอัตโนมัติ และที่ทำให้พวกคุณรู้สึกแย่ก็คืออดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับไอดอลของคุณแล้วรู้สึกว่า ทำไมคุณยังไปไม่ถึงตรงนั้นเสียที ความลับก็คือว่าคุณสามารถหยิบยืมสไตล์ของคนที่ชอบมาใช้ แต่คุณต้องให้อยู่ในสัดส่วนที่พอดี ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ชอบ วิคตอเรีย เบคแฮม ชื่นชมเขาในฐานะ ผู้หญิงทำงาน ภรรยา และแม่ ชอบสไตล์ที่เรียบแต่มีรายละเอียดของเขา แต่คุณไม่สามารถดึงเสื้อผ้าที่เขาใส่มาแต่งตามได้ เพราะหนึ่ง รูปร่างคุณกับเขาต่างกัน สองคือ คาแรกเตอร์และบุคลิกของคุณกับเขาต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากอยากแต่งตัวสไตล์ประมาณนี้ ก็ต้องเริ่มจากการเลือกท่อนบนหรือล่างที่มีสไตล์แบบเขา แล้วนำมาแมตช์กับเสื้อผ้าสไตล์วินเทจในตู้ของคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณค่อยๆ สร้างสไตล์ที่เป็นตัวตนออกมา จนกลายเป็นภาพจำของคนอื่นได้ในที่สุด

Mix and Match ยังไงให้โดน

อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของลูกค้า ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า Mix and Match ก่อน Mix and Match ในเชิงแฟชั่นคือการจับโน่นผสมนี่ ไม่ว่าจะเป็นผสมสี เล่นกับลาย หรือสไตล์เสื้อผ้า เพื่อให้ได้สไตล์การแต่งตัวที่เป็นตัวเอง แต่ในเชิง Personal Style การ Mix and Match คือการนำเอาสไตล์อันเป็นคาแรกเตอร์ของคุณไปผสมกับคาแรกเตอร์อื่นๆ ปกติแล้วถ้าลูกค้ามาหาเธอจะมีแบบวิเคราะห์สไตล์ให้ทำ การวิเคราะห์สไตล์มาจากตัวตนของคนคนนั้น เสื้อผ้าที่คนคนหนึ่งเลือกซื้อมาใส่ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตนของคนคนนั้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว วิธีการง่ายๆ ที่จะวิเคราะห์สไตล์ของตัวเอง คือแบ่งเสื้อผ้าออกเป็น 3 กอง คือ

1.กองที่เรามีเยอะ เช่น บางคนอาจจะมีกางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าใส่สบายๆ เต็มตู้ บางคนอาจจะมีเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการเต็มตู้

2.กองที่เราใส่บ่อย เช่น เสื้อหรือกางเกงตัวโปรดที่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็มั่นใจเมื่อนั้น

3.กองที่เราไม่ได้ใส่มานานเกินกว่า 6 เดือน กองนี้ให้สังเกตดูว่าไม่ได้ใส่เพราะอะไร อาจจะซื้อตอนเซลส์หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น เป็นต้น บางกรณีของกองนี้คือไม่รู้จะไปแมตช์กับอะไร

หลังจากที่สำรวจตู้เสื้อผ้าแบ่งกองแล้ว คุณจะเห็นเสื้อผ้าที่มีอยู่ชัดขึ้น เช่น คุณจะบอกได้ว่าคนที่มีเสื้อผ้าแนวเฟมินีน ลูกไม้ หรือแนวระบายเยอะๆ น่าจะเป็นคนที่ได้สไตล์โรแมนติก เพราะฉะนั้น หากคนคนนี้อยากจะทำให้ดูเท่ขึ้น เขาน่าจะหาเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าที่มีความเท่ หรือแฟชั่นเข้ามาเสริม แต่ถ้าใครเสื้อผ้ามีแต่ชุดทำงาน หรือทำงานที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ คุณอาจจะทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นด้วยสไตล์เสื้อผ้าที่มีความละมุนเพื่อให้ดูเข้าถึงง่าย พูดง่ายๆ คือการ Mix and Match ในชีวิตประจำวัน คือให้หาอารมณ์หรือคาแรกเตอร์ที่คุณอยากจะนำเสนอในวันนั้น แล้วเลือกเสื้อผ้ามาเป็นตัวเสริมเพื่อให้คาแรกเตอร์ของคุณชัดเจนยิ่งขึ้น แค่นี้ก็จะทำให้สนุกกับการ Mix and Match ได้มากขึ้น รวมถึงสนุกกับการช็อปปิ้งได้มากขึ้นอีกด้วย

 Master Pieces ตัวช่วยใหม่

ทราบกันดีว่า Basic Piece ที่ควรมีติดตู้คืออะไรบ้าง จากประสบการณ์ของเธอก็คือ ถ้าคุณอยากแต่งตัวให้ดูดีขึ้นอย่างง่ายๆ ให้หา Master Pieces มาเป็นตัวช่วย Master Piece ที่เธอคิดว่าเวิร์กและสามารถทำให้ผู้หญิงสวยได้เลยคือ

1.ท่อนบนที่เป็นสีขาว ตั้งแต่เบลเซอร์ เชิ้ตขาวตัดเย็บดี ไปจนถึงเสื้อทับในซาตินประดับลูกไม้ ท่อนบนสีขาวมีความง่าย คือเข้ากับท่อนล่างใดๆ ก็ได้ในโลก และสามารถนำเข้ากับสถานการณ์ได้แทบจะทุกสถานการณ์ สิ่งที่เธออยากจะแนะนำก็คือ ให้เลือกแบบที่ตัดเย็บดี เนื่องจากสีขาวจะทำให้เห็นรายละเอียดของเสื้อผ้าได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นรูปทรงและการตัดเย็บจึงมีผลอย่างมากที่จะทำให้คนใส่ดูน่ามอง

2.ลายพิมพ์ หลายคนกลัวลายพิมพ์ แต่ทราบไหมว่าลายพิมพ์คือตัวช่วยสำคัญในการแต่งตัวของผู้หญิง ลายพิมพ์ตั้งแต่ลายทางไปจนถึงลายกราฟฟิกฉูดฉาด เมื่อนำไปแมตช์กับท่อนบนเรียบๆ จะทำให้ได้สไตล์ที่โดดเด่นขึ้นมา ถ้าอยากดูน่าสนใจขึ้นอีกหนึ่งขั้น ลองเล่นสีกับลายพิมพ์ เช่น ใส่เสื้อลายกับกางเกงสีสด เป็นต้น ส่วนถ้าใครใจกล้าให้ไปจนถึงขั้นสุด คือใส่ลายพิมพ์กับลายพิมพ์ หรือลายพิมพ์เดียวกันทั้งตัวไปเลย สไตล์นี้แนะนำมากสำหรับสาวไซส์เล็ก เพราะจะทำให้ดูสูงชะลูดขึ้นแบบง่ายๆ เลย ส่วนคนที่บอกว่าคนอ้วนไม่ให้ใส่ลายขวาง อันนี้ขอบอกว่าไม่จริง อยู่ที่ว่าจะเลือกลายขวางแบบไหนต่างหาก ถ้าไม่อยากดูกว้างมากให้เลือกลายเล็ก หรือลายทางตรงแทนจะช่วยได้

3.กระโปรง ใส่สบายและไม่ต้องแขม่ว (ยกเว้นทรงสอบ) แถมกระโปรงยังเป็นตัวแทนของความสดใส สนุก เซ็กซี่ ไปจนถึงสง่างาม อยากได้อารมณ์ไหนกระโปรงส่งให้ได้หมด กระโปรงยังเป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวที่ ผู้หญิงไม่ต้องแชร์กับผู้ชาย และยังนำเสนอความเป็นเพศหญิงได้อย่างชัดเจน เลือกทรงไหนดี ถ้าทำงานแนะนำทรงเอกับทรงสอบ เพราะใส่ง่ายและมีความเป็นมืออาชีพ แต่ถ้าเที่ยวสนุก กระโปรงบานๆ ย้วยๆ ก็สวยไปอีกแบบ ความยาวกระโปรงจะใส่อย่างไรให้ดูไม่เตี้ย ซึ่งความยาวกระโปรงทั่วไปโดยปกติแล้วมี 3 ระดับ คือ เหนือเข่า ครึ่งน่อง และกรอมเท้า

ถ้าจะพูดถึงความเป็นมืออาชีพ แน่นอนว่าต้องเท่าเข่าหรือเลยลงไป ส่วนเรื่องความสูง จริงๆ มันไม่เกี่ยวว่าคุณสูงเท่าไร แต่อยู่ที่คุณใส่กับรองเท้าอะไรต่างหาก การเลือกใส่รองเท้าสำคัญมาก ถ้าไม่อยากให้ดูเตี้ยตันแนะนำให้ใส่เป็นรองเท้าสาน หรือมีส้นกับกระโปรงยาวกึ่งน่องหรือกรอมเท้า แต่ถ้าใส่รองเท้าหัวปิดส้นแบน กระโปรงควรจะสั้นเหนือเข่าขึ้นไป 1 นิ้ว เพื่อให้ดูเพรียวขึ้น Tips ง่ายๆ คือ ถ้าจะใส่กระโปรงกับเสื้อยืด อย่าลืมเพิ่มเครื่องประดับเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับลุค และอยากสวยแบบรวดเดียวจบ ให้เลือกกระโปรงพิมพ์ลาย รับรองว่าสวยจบแน่นอน

 

4.ผ้าลูกไม้ ลูกไม้เป็นเนื้อผ้าที่ทำให้ดูบอบบาง น่าทะนุถนอม มีความเป็นผู้หญิงสูง ในขณะเดียวกัน ลูกไม้ก็ทำให้ดูลึกลับ น่าค้นหา เซ็กซี่ ไปจนถึงดุดัน ลูกไม้สามารถใส่ได้ในหลายโอกาส ตั้งแต่ทำงานไปจนถึงปาร์ตี้ ได้ทั้งงานที่เป็นทางการมากหรือไม่ทางการเลย แล้วจะใส่ลูกไม้ยังไงไม่ให้ดูเหมือนยืมเสื้อคุณยายมาใส่ Tips ง่ายๆ คือ แมตช์กับเสื้อผ้าชิ้นเซอร์ๆ อย่างยีนส์ เลื่อนจากท่อนบนไปเป็นท่อนล่างแทน เช่น กระโปรงบานลูกไม้ จะทำให้ดูเด็กลงได้ ถ้าอยากใส่ลูกไม้ให้ออกมาในแนวเซ็กซี่ ลองใส่กับคร็อบบราหรือซับในสีเนื้อแทน ลูกไม้มีหลายสี หลายแบบ ถ้าเพิ่งเริ่มแนะนำเป็นสีดำไว้ก่อนจะง่ายต่อการแมตช์มากกว่า ลองแมตช์กับสร้อยหรือต่างหูจำพวกโลหะสีเมทัลลิกก็จะช่วยให้ดูซ่าส์ๆ หน่อย แต่ถ้าอยากดูคลาสสิกเหมือนมาดมัวแซลชาเนล เล่นกับมุกไปเลย

5.รองเท้าสวยๆ ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ว่ารองเท้าคู่นั้นทำให้เรียวเท้าดูดีขึ้นไหม หลายคนไม่ค่อยใส่ใจกับรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จริงๆ แล้ว รองเท้าคืออุปกรณ์ที่จะทำให้ลุคทั้งหมดที่ใส่มาดูสมบูรณ์ที่สุด ผู้หญิงหลายคนกลัวการใส่ส้นสูง และรองเท้ามีส้นสักประมาณนิ้วครึ่งเท่านั้นเองจะช่วยให้ดูดีขึ้นได้อย่างผิดตา ลองใส่รองเท้ามีส้นกับไม่มีส้น แล้วลองเดินเปรียบเทียบดู จะเห็นเลยว่าความสง่างามของท่วงท่าและจังหวะของชุดจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

คำว่า ส้นสูง มันกว้างมาก แต่หลายครั้งที่คุณไปติดกับคำว่า ส้นสูงใส่แล้วเจ็บ ใส่แล้วเมื่อย เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความสูง แต่ที่ลองแล้วได้ผลดีคือ เลือกที่ความหนาของส้น แน่นอนว่าคุณจะดูเซ็กซี่มากๆ บนรองเท้าส้นเข็ม คือ Stiletto แต่คุณไม่ต้องเซ็กซี่บ้างก็ได้ แค่อยากสูงสง่าค่ะ ฉะนั้นรองเท้าส้นสูงที่ส้นหนาหน่อย คือ Platform แบบมีรองข้างหน้าให้หนาด้วย ส้นหนาด้วยจะช่วยให้เดินง่ายสบายขึ้น หัวรองเท้าเลือกแบบไม่แหลมมาก หรือแบบเปิดหน้าเท้าไปเลยจะช่วยได้ ใครอยากเก๋หน่อยก็เลือกแบบมีดีไซน์ ใครชอบแบบคลาสสิกก็รองเท้าส้นสูงหัวปิดธรรมดาก็งามแล้ว ซินเดอเรลลายังกลายเป็นเจ้าหญิงชั่วข้ามคืนเพราะรองเท้า นี่คือหนึ่งใน Master Pieces ที่จะสะกดทุกสายตาในทุกสถานการณ์

ไม่ว่าอุปสรรคการแต่งตัวจะเป็นอย่างไร แต่ทุกอุปสรรคมีให้ก้าวข้ามผ่าน แค่ต้องอาศัยความรู้ทางการแต่งตัว ดูนิตยสารแฟชั่น ดูคนที่ชื่นชอบ สังเกตเวลาดูภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ เลือกเสื้อผ้าที่คุณไม่เคยใส่ ออกจากกรอบความเชื่อเดิมๆ ทดลองสิ่งใหม่ เหล่านี้จะช่วยให้คุณหล่อหลอมตัวตนจนค้นพบสไตล์ที่ชัดเจนของตัวเองได้ในที่สุด อย่ากลัวที่จะแต่งตัวพลาด เพราะถ้าพลาดก็แค่ถอดออกตอนจบวัน แล้วเริ่มต้นกับโจทย์ใหม่ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนดูดีขึ้นได้จากการแต่งตัว เพราะการแต่งตัวคือใบเบิกทางแห่งความสำเร็จ

 

ใช้ชีวิตไม่ระวัง ทำไขมันพอกตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543249

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

ใช้ชีวิตไม่ระวัง ทำไขมันพอกตับ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

พฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง นิยมบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันในปริมาณสูง ขนมหรืออาหารที่หวานมากจนเกินไป แถมยังขาดการออกกำลังกาย เป็นบ่อเกิดของโรคไขมันพอกตับ หรือโรคตับคั่งไขมัน หนึ่งใน “กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Non-Communicable Diseases, NCDs)” เป็นภัยเงียบร้ายแรงแบบไร้อาการ และพบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ความน่ากลัวของโรคนี้คือสามารถนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งตับได้ ถ้าหากไม่ดูแลรักษาตัวให้ดี

โรคไขมันพอกตับพบได้บ่อยในคนอ้วนลงพุงที่มีไขมันสะสมอยู่ในช่องท้องมากจนเกินควร วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 ซม. ส่วนผู้หญิงมีรอบเอวเกิน 80 ซม. โดยส่วนใหญ่คนอ้วนลงพุงมักมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน เช่น มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index-BMI) เกิน 25 (คำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมต่อส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้พบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติเช่นกัน โดยโรคไขมันพอกตับมักพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงและความดันโลหิตสูง ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้จึงมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ รวมทั้งโรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ มากขึ้นด้วย

สำหรับวายร้ายที่เป็นต้นเหตุของโรคไขมันพอกตับ คือ ไขมันที่เข้าไปแทรกอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปคนปกติไม่ควรมีไขมันเกินกว่า 5-10% เนื่องจากไขมันที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เมื่อพอกพูนจนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบและถูกทำลาย เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ จะเกิดเป็นแผลเป็นที่ตับและพัฒนาต่อไปจนเป็นตับแข็ง ซึ่งเป็นสภาพของตับที่อ่อนแอไม่แข็งแรงและทำงานได้น้อยกว่าปกติ จนอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด ทั้งนี้มะเร็งตับถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่น่ากลัวมาก เพราะมีความรุนแรงและรักษาให้หายขาดได้ยาก ที่สำคัญคือเป็นมะเร็งในลำดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทยและคนทั่วโลกในแต่ละปี

ด้วยความที่โรคไขมันพอกตับเป็นโรคที่ไม่ค่อยแสดงอาการใดๆ ชัดเจน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้จนกว่าจะตรวจพบตอนเช็กสุขภาพร่างกาย เช่น ตรวจเลือดพบว่ามีค่าเอนไซม์ของตับ (AST หรือ SGPT) สูงกว่าเกณฑ์ปกติ หรือเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะฉะนั้นเมื่อทราบหรือสงสัยว่าเป็นโรคนี้แล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป ตั้งแต่การตรวจเลือดเพิ่มเติมว่าไม่มีโรคตับจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี หรืออาจตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ ที่สามารถบอกได้ว่าตับมีพังผืดมากน้อยเพียงใด หรือมีไขมันสะสมอยู่เท่าไร n

จัดการความสำเร็จ และความล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543248

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

จัดการความสำเร็จ และความล้มเหลว

เรื่อง กันย์ภาพ pixabay

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมบางคนทำงาน ทำอะไรง่ายๆ สบายๆ จับอะไรก็ประสบความสำเร็จเป็นเงินเป็นทองอย่างง่ายดาย ขณะที่บางคนทำงานหนักมากมายแต่ทำเท่าไรก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเสียทีเหมือนกับว่าเกิดคู่มากับความล้มเหลวพ่ายแพ้ การจะประสบความสำเร็จนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือความชอบความหลงใหลหรือ Passion ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เฉยๆ ก็เกิดขึ้น แต่ Passion มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราทำอะไรบางอย่างสำเร็จแล้วต่างหาก มันเป็นความรู้สึกอิ่มเอมชื่นใจ แบบว่าเราทำสิ่งนี้แล้วได้เงินมากกว่าคนอื่นไง เราถึงอยากตื่นขึ้นมาทำ

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักการเงินและนักลงทุน ชื่อดังเจ้าของงานเขียนเรื่องหุ้นหลายเล่ม ให้ข้อคิดเรื่องนี้ว่า ใครก็ตามที่อยากหา Passion ต้องทำงานเยอะๆ งานที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นงานออฟฟิศ ยุคนี้จับอะไรก็เป็นงานทั้งนั้นแหละ เราอยู่ในโลกยุคที่โชคดี หยิบงานอดิเรกอะไรขึ้นมาก็ได้ ถ้าตั้งใจทำให้ดี เปลี่ยนเป็นงาน ทำเงินได้หมด ส่วนคนที่บ่นว่า ไม่มีงานทำ ก็เพราะเขาไม่คิดที่จะทำอะไรจริงจังแค่นั้นแหละ คิดง่ายๆ นะทุกงานอดิเรกเปลี่ยนเป็นงานได้หมด ซึ่งเส้นแบ่งก็คือคนทำจริงจัง กับคนทำอะไรเล่นๆ

พวกที่ทำอะไรเล่นๆ เห็นคนอื่นทำ ก็อยากทำบ้าง แต่ทำเหยาะๆ แหยะๆ อันนี้ไม่เรียกว่าทำงาน และก็ไม่มีทางเปลี่ยนอะไรเป็นงาน หรือทำเงินได้ เพราะมันหยิบโหย่ง ถ้าอยากเปลี่ยนคนไม่เอาไหน ให้เป็นคนสุดยอด ก็แค่ทำอะไรจริงจัง ทำจริงศึกษาจริง ทำหนักกว่าใครรู้จริง โดยขั้นตอนหา Passion มีดังนี้

1.ลงมือทำ งานบางอย่าง ถ้าเราทำได้ดีกว่าคนอื่น นั่นคือ จุดเริ่มต้นของ Passion เหมือนว่าเรามีพรสวรรค์พิเศษทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ

2.ศึกษางานนั้นให้รู้จริง การที่เราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นเป็นจุดเริ่มที่ดี แค่นั้นยังไม่พอ จะเป็น Passion ได้เราต้องศึกษาสิ่งนั้นให้รู้จริงกว่าคนอื่น ขั้นที่สองของ Passion คือ เป็นที่พึ่งของคนอื่น ในเรื่องนั้น คนอื่นชื่นชอบ ชื่นชมในสิ่งที่คุณทำ

3.ฝึกฝนหนักกว่าใคร การหาพรสวรรค์คือข้อ 1 พอเจอแล้ว ที่เหลือคือ พรแสวงทั้งหมด ตั้งแต่หาความรู้ และฝึกฝนอย่างหนัก

4.ต้องได้เงินจาก Passion ถ้าทำแล้วเสียเงิน ถึงทำได้ดีแค่ไหน มันก็แค่งานอดิเรก การได้เงินจาก Passion จะทำให้เราสามารถทำเป็นอาชีพ ทำได้นาน นานพอที่จะสร้างตำนาน และประสบความสำเร็จ

5.การถ่ายทอด และการส่งต่อ ขั้นสุดท้ายของการทำอะไรก็ตามของมนุษย์ ก็เพื่อการเชื่อมต่อ หรือการส่งต่อ เพราะการส่งต่อเท่านั้น ที่ทำให้สิ่งที่เราทำมีความหมาย มีประโยชน์

ลองสำรวจตัวเอง ว่าวันนี้เราหา Passion ของเราเจอหรือยัง เมื่อมี Passion แล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ควรจะระวังอีกอย่างก็คือความประมาท หรือความมั่นใจที่สูงเกินไป จนกลายเป็นความพลาดพลั้ง มีอะไรบ้าง

1.คนเก่ง จะพลาดจากความประมาท คนเก่งสู้กับใครก็ชนะ จนถึงวันที่ตัวเองประมาท พอคิดว่าคู่แข่งไม่ฉลาด วันนั้นคนเก่งก็จะชะตาขาด

2.คนคิดว่าตัวเองเก่ง จะพลาดเพราะความไม่รู้ คนที่คิดว่าตัวเองเก่ง จะไม่ฟังใคร และไม่ศึกษาพัฒนาตัวเอง สุดท้ายจะพลาดและขาดโอกาสจากความไม่รู้ของตัวเอง

3.จะพลาดเพราะความขี้ขลาด คนที่ไม่ศึกษาหา ความรู้ เมื่อไม่รู้จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว ยิ่งเรารู้น้อยเท่าไร ความกลัวจะครอบงำเรา

4.มั่นใจเกินไปจนไม่ประมาณตน ยุคนี้คนพยายามทำเป็นรวย ไม่ว่าจะเพื่อสร้างภาพ หรืออะไรก็ตาม การพยายามโชว์สิ่งที่ไม่มี อาจจะหลอกคนอื่นได้ชั่วคราว แต่สิ่งนั้นแหละที่จะกลับมาทำลายตัวเอง

5.จะพลาดเพราะความโลภ พอเงินมาอะไรๆ ก็เปลี่ยนไป เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ กลายเป็นโลภมาก

6.อย่ากลัวความผิดพลาด เพราะความผิดพลาด ไม่ทำให้เราตาย แต่จะทำให้เราเติบโต เมื่อเราตัดสินใจลุกขึ้นแล้วก้าวต่อไป ไม่มีใครไม่ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดคือ การทำให้เราเติบโต และเป็นผู้ใหญ่ การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เพราะอายุเยอะ แต่เพราะเราเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ยอมรับ เรียนรู้ แล้วเติบโตทางปัญญา

7.ความล้มเหลวที่แท้จริง คือความล้มเลิก ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนและก็ไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะกำหนดความล้มเลิก เมื่อเราไม่ล้มเลิก จึงไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร

นักปั่นไทย เท่ เฟี้ยว หล่อสตรอง ยกทีม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543277

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:05 น.

นักปั่นไทย เท่ เฟี้ยว หล่อสตรอง ยกทีม!

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี

นับเป็นโอกาสดีที่ได้เจอนักปั่นจักรยานทางไกลระดับอาชีพทีมไทย ที่บอกได้เลยว่าหนุ่มๆ นักปั่นจากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัล ไซคลิง(Thailand Continental Cycling Team) นี้ นอกจากจะเก่งจนสามารถคว้าแชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภททีมจากการแข่งขันตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 (Tour de Indonesia 2018) มาได้แล้ว แต่ละคนยังแสนจะเท่ เฟี้ยว หล่อสตรองกันแบบยกทีมเลยล่ะ

ลองไปพูดคุยกับโค้ชและสองนักปั่นหนุ่ม เล่าถึงที่มาของความสำเร็จในครั้งนี้กัน

จากอดีตที่เคยเป็นนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทยมา 14 ปี ปัจจุบัน โค้ชตั้ม-วิสุทธิ์ กสิยะพัท ได้ผันมาเป็นผู้ฝึกสอนจักรยานทีมชาติไทยและทีมระดับอาชีพได้ 10 ปีแล้ว โดยนำประสบการณ์ของตัวเองมาใช้ในการสอน จัดโปรแกรมฝึกฝน รวมทั้งเฟ้นหานักกีฬาที่มีฝีเท้าดีเยี่ยม เพื่อคัดเลือกเข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมและส่งเข้าร่วมทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งเป็นทีมจักรยานทางไกลระดับอาชีพของไทยที่ถือว่ามาแรงในขณะนี้

“หน้าที่หลักของผมนอกจากการฝึกสอนแล้ว ผมยังมีหน้าที่ในการนำทีมนักปั่นไปแข่งขันในสนามต่างๆ ทั่วเอเชีย พร้อมทั้งเป็นโค้ชคอยช่วยวางแผนการแข่งขันให้ด้วย ปกติแล้วผมจะมองหานักกีฬาจากการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ทั้งประเภทถนนและประเภทลู่

ในหนึ่งปีจะมีการแข่งเป็นสิบสนาม ผมก็จะติดตามดูจากผลการจัดอันดับในการแข่งขันเป็นหลัก ถ้านักกีฬาคนไหนทำเวลาดี มีผลงานดี ได้ขึ้นรับรางวัลบนโพเดียม ทางเราก็จะเรียกมาคัดเลือกอีกทีเพื่อให้พวกเขาเข้ามาฝึกซ้อมจนสามารถเดินทางไปแข่งขันในแต่ละทัวร์นาเมนต์กับเราได้

สำหรับการฝึกซ้อมนักกีฬานั้นจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เพราะการปั่นจักรยานมีทั้งประเภทถนน ขึ้นเขา และทางไกล นอกจากนี้ยังมีประเภทลู่ระยะกลาง ระยะสั้น รุ่นเยาวชนชาย-หญิง และรุ่นโอเพ่นชาย-หญิง ฉะนั้นนักกีฬาแต่ละประเภทจะมีการซ้อมที่แตกต่างกัน จึงต้องดูสภาพร่างกาย สภาพเส้นทาง และองค์ประกอบอื่นๆ ก่อน แล้วค่อยมาออกแบบการฝึกซ้อมให้นักกีฬาอีกที”

โค้ชตั้ม บอกว่า ตารางการฝึกซ้อมที่ออกแบบจะแบ่งเป็นการซ้อมสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่อย่างชัดเจน แต่จะขอยกตัวอย่างการซ้อมของทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งเป็นทีมระดับอาชีพที่จะลงแข่งในรายการจักรยานทางไกลประเภทเอเชียทัวร์เท่านั้น

“อย่างที่บอกว่าการซ้อมมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ แต่สรุปแล้วก็คือ นักกีฬาอาชีพเหล่านี้ ใน 1 สัปดาห์ จะต้องฝึกปั่นเป็นระยะทาง 1,000 กม.เลยล่ะ ส่วนใหญ่แล้วสนามที่ใช้ฝึกซ้อมจะอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ พูดง่ายๆ ว่าปั่นไปตามท้องถนนรอบๆ เชียงใหม่นั่นแหละ ทั้งทางเรียบและทางขึ้นเขา-ลงเขา บางครั้งก็ปั่นไปพะเยาและน่านบ้าง นักกีฬาอาชีพจะอยู่ในช่วงอายุ 20-30 กว่าปี ซึ่งผมจะใช้ประสบการณ์ของตัวเองฝึกฝนและแนะนำพวกเขาอย่างดีที่สุด

ปีที่ผ่านมา ผมได้พาทีมไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย เรียกว่าในหนึ่งปีต้องพาทีมไปแข่งขันเกือบ 15 รายการขึ้นไป ล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ซึ่งมีสมาชิก 6 คนของเรา ก็เพิ่งคว้าแชมป์รายการแรกของเอเชียทัวร์ ทั้งประเภททีมและประเภทเดี่ยวจากตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 มาได้

และอีกไม่กี่วันนี้ทีมก็กำลังจะเดินทางไปแข่งในรายการตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 (Tour de Langkawi 2018) ที่มาเลเซียด้วย ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ค่อนข้างท้าทาย เพราะทั้งนักกีฬาทีมชาติ ทีมอาชีพ และทีมสโมสร สามารถลงแข่งในรายการนี้ได้ จึงมีทีมคู่แข่งจากหลายประเทศที่เก่งๆ ทั้งนั้น เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส และคาซัคสถาน ดังนั้นการจัดอันดับ (Ranging) จึงสูงตามไปด้วย แถมยังแข่งกันยาวนาน 9 สเตจ (9 วัน) พูดง่ายๆ ว่าต้องปั่นเกือบรอบประเทศมาเลเซีย บนระยะทาง 1,000 กว่า กม. สิ่งที่ผมคาดหวังก็คืออยากให้ทีมทำอันดับให้สูงยิ่งขึ้นอีก”

โค้ชตั้ม ทิ้งท้ายว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นโค้ชก็คือ ต้องพาลูกทีมไปแข่งขันให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นักกีฬาได้รับประสบการณ์จากการแข่งขันในสนามอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าการทำให้นักกีฬาแข็งแรงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ประสบการณ์และความจัดเจนในการแข่งนั้นสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ทีมสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในที่สุด ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : Thailand Continental Cycling Team

ด้าน มะตูม-พีระพล ชาวเชียงขวาง หนุ่มนักปั่นวัย 31 ปี จากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ถือเป็นนักกีฬาความสามารถสูงที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่งของทีม

“ผมเริ่มปั่นจักรยานมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยความที่ตัวเองเป็นชาวเชียงใหม่ ผมจึงเริ่มจากการปั่นจักรยานเสือภูเขาไปตามถนนและทางขึ้นเขา-ลงเขาก่อน และเพิ่งมาขี่จักรยานเสือหมอบได้ 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมซ้อมหนักมากจนติดนักกีฬาทีมชาติตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็แข่งมา 8-9 ปี ได้แข่งแมตช์ใหญ่ๆ มาเยอะมาก ทำให้มีประสบการณ์และมีผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ผมก็เข้าเป็นสมาชิกของทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ได้ 2 ปีแล้วครับ

เมื่อก่อนเมืองไทยยังไม่ค่อยมีนักกีฬาจักรยานอาชีพมากนัก เพราะกีฬานี้ยังไม่ค่อยแพร่หลาย แต่ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีทีมระดับอาชีพเกิดขึ้นมากมาย ในหนึ่งปีผมและเพื่อนๆ จึงต้องเดินทางไปแข่งขันในรายการต่างๆ กว่า 10 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการแข่งขันระดับเอเชียนทัวร์ ซึ่งประเทศที่ไปบ่อยที่สุดก็คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เนื่องจากจัดการแข่งขันบ่อย”

มะตูม บอกว่า สำหรับการคว้าแชมป์สเตจสุดท้าย (ระยะทางสุดท้าย) ทั้งประเภททีมและประเภทเดี่ยวจากตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 ที่ทีมทำได้นั้น ถือเป็นรางวัลใหญ่ประเภทจักรยานทางไกล ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเขาเลยล่ะ

“ระยะทางในการปั่นของแต่ละวันที่แข่งขัน จะปั่น 160-170 กม.ขึ้นไป ทีมไหนหรือนักแข่งคนไหนทำเวลาได้ดีที่สุดก็จะถือเป็นผู้ชนะในแต่ละวัน จากนั้นก็จะนำคะแนนในแต่ละวันมารวมกันเพื่อหาคนหรือทีมที่ทำเวลาดีที่สุดอีกที สุดท้ายทีมเราก็คว้ารางวัลมาได้ทั้งสองประเภท ซึ่งผมรู้สึกดีใจมาก

สำหรับการแข่งขันตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 ที่ทีมเราจะไปแข่งขันกลางเดือน มี.ค.นี้ ผมคาดหวังไว้ว่าจะทำอันดับได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้สิ่งที่ผมโฟกัสจริงๆ ก็คือการแข่งขันจักรยานทางไกลในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ซึ่งจะจัดขึ้นกลางเดือน ส.ค.นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย จุดมุ่งหมายของผมคืออยากได้เหรียญสัก 1 เหรียญ จะเป็นเหรียญอะไรก็ได้ นี่ถือเป็นความฝันของผมเลยล่ะ และในอนาคตผมคิดไว้ว่าจะลงแข่งจักรยานอาชีพไปถึงอายุ 30 ปลายๆ เลยนะ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายด้วยครับ”

สำหรับ อเล็กซ์-อริยะ พูลสวัสดิ์ วัย 26 ปี หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส-ลาว ถือเป็นอีกหนึ่งนักปั่นทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ที่อนาคตสดใสในแวดวงนักกีฬาจักรยานอาชีพ

“ผมปั่นจักรยานมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พออายุ 18 ปี ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาทีมชาติลาวเพื่อลงแข่งในกีฬาซีเกมส์ปี 2009 ตอนนั้นยังไม่ได้เหรียญอะไรเลยครับ กระทั่งผมมาได้เหรียญทองจากการแข่งขันจักรยานในกีฬาซีเกมส์ปี 2013 ที่ประเทศเมียนมาเป็นเจ้าภาพ และเริ่มเป็นนักปั่นอาชีพตอนอายุ 21 ปี โดยเข้าเป็นสมาชิกทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ เพราะคุณพ่อผมเป็นเพื่อนสนิทกับโค้ชตั้ม วิสุทธิ์ พูดง่ายๆ ว่าผมรู้จักกับโค้ชตั้มมาตั้งแต่ผมเด็กๆ โค้ชตั้มก็ทั้งสอนทั้งดูแลผมเหมือนลูกเลยล่ะ ดังนั้นแกก็เลยดึงตัวผมมาเข้าทีมนี้ด้วย

ล่าสุดจากการแข่งขันในรายการตูร์ เดอ อินโดนีเซีย 2018 ที่เพิ่งผ่านมา ผมทำเวลาได้ดีที่สุดในนักปั่นประเภทเดี่ยว แถมทีมเรายังทำเวลาได้ดีที่สุดตอนรวมคะแนนในวันสุดท้าย ทีมเราจึงคว้าแชมป์ประเภททีมจากรายการนี้มาได้ด้วย ก็รู้สึกภาคภูมิใจมากๆ เลยครับ

ช่วงที่ผ่านมาผมต้องเดินทางไปแข่งขันกับทีมปีละ 10 กว่าครั้งได้ แล้วผมยังมีแยกไปแข่งเดี่ยวอีกหลายครั้ง โดยสนามส่วนใหญ่ที่แข่งจะอยู่ในทวีปเอเชีย ผมว่าทุกรายการที่ได้ไปแข่งมามันท้าทายหมดทุกสนาม แต่ปีนี้สนามที่ผมคิดว่าท้าทายที่สุดก็คือ ตูร์ เดอ ลังกาวี 2018 ที่เรากำลังจะไปแข่ง รวมทั้งกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ในเดือน ส.ค.นี้ ที่จะจัดขึ้นที่อินโดนีเซียด้วย”

อเล็กซ์ บอกว่า การซ้อมปั่นจักรยานของเขาโดยเฉลี่ยแล้วจะปั่น 5-6 ชั่วโมง/วัน ระยะทาง 150-200 กม. โดยซ้อมที่ จ.เชียงใหม่ เป็นหลัก บางวันก็ซ้อมคนเดียวโดยมีโค้ชอีกคนคอยแนะนำ แต่บางวันก็ซ้อมคู่กับมะตูม โดยมีโค้ชตั้มคอยแนะนำให้ นอกจากปั่นจักรยานแล้ว ก็มีการเล่นเวต และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมด้วย

“เป้าหมายในอนาคตของผมก็คือ อยากจะเป็นแชมป์ในกีฬาเอเชียนเกมส์ หรือแชมป์ในระดับเอเชียให้ได้อีกครั้ง ถ้าให้ผมวิเคราะห์แล้วหลายประเทศก็มีนักกีฬาที่เก่งเยอะนะ แต่ผมไม่รู้สึกกลัวใครสักคนเลย ผมคิดว่านักกีฬาชาติอื่นน่าจะกลัวผมมากกว่า (หัวเราะ) และเชื่อว่าหลายชาติน่าจะกำลังจับตามองทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัลฯ ของเราอยู่ครับ (ยิ้ม)

สำหรับแพลนในอนาคต ผมคงจะเป็นนักปั่นอาชีพต่อไปอีกนาน คิดไว้เล่นๆ ว่าอาจจะแข่งจนอายุ 30 ปลายๆ เลย และถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาแล้ว ก็อาจจะผันตัวเองมาเป็นโค้ชจักรยานเช่นกัน ทุกวันนี้ผมก็เป็นโค้ชสมัครเล่นให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจกีฬาจักรยานอยู่ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมรักและจะทำต่อไปให้ดี แล้วก่อนแข่งขันเอเชียนเกมส์ในปีนี้ ผมก็ได้ติดต่อไปแข่งขันในสนามที่ยุโรปไว้ด้วย เพราะอยากจะลองไปแข่งกับนักกีฬารุ่นใหญ่ๆ ดูสักหน่อย พูดง่ายๆ ว่าตั้งใจไปหาประสบการณ์ให้ตัวเอง และจะทำให้ดีที่สุดครับ” สนใจติดตามได้ที่ IG : Ariya_3291

อัษฎางค์โยคะ จัดสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543111

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

อัษฎางค์โยคะ จัดสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนคงเคยได้ยินการฝึกโยคะสาย Ashtanga (อัษฎางค์โยคะ) ที่มุ่งเน้นการฝึกร่างกายพร้อมๆ ไปกับการหายใจที่มีระบบ ไม่ว่าโยคะจะเข้าท่ายากขนาดไหน ระบบหายใจยังต้องเหมือนอยู่ในท่าปกติ และในระหว่างการฝึกนั้น ผู้ฝึกจะสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนในร่างกาย หรือแม้กระทั่งเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในระหว่างที่ฝึก

ในปัจจุบันมีหลายคนหันมาฝึกสายอัษฎางค์โยคะกันมากขึ้น และได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีหลากหลายสถาบันที่เปิดสอน เช่น อัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สฺถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ สตูดิโอโยคะระดับพรีเมียมแห่งใหม่ใจกลางทองหล่อ โดยมี ครูนว-ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสาย Ashtanga ในประเทศไทยเป็นผู้สอน ครูนวรัตน์เล่าถึงประโยชน์ของการฝึกอัษฎางค์โยคะว่า สิ่งที่ผู้ฝึกจะได้คือ ใจที่นิ่ง และเมื่อผู้ฝึกนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว ผู้ฝึกจึงมีความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจเกิดขึ้น บางท่ายังช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ต่อไปนี้เป็นท่าฝึกที่ช่วยจัดสมดุลในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ท่า Downward Facing Dog หรือ Adho Mukha Svanasana

วิธีการฝึก

1.หายใจเข้า คุกเข่า เข่าอยู่ในระดับเดียวกับสะโพก ระดับมืออยู่หน้าไหล่เล็กน้อย นิ้วมืออาจจะขนานกับลำตัว

2.ขณะที่หายใจออก ให้ยกเข่าขึ้นพ้นจากพื้น (โดยเบื้องต้นอาจจะยกส้นเท้าก่อน หากชำนาญส้นเท้าจะอยู่บนพื้นตลอด) ยกก้นให้สูงขึ้นอาจจะรู้สึกตึงบริเวณน่อง

3.ให้วางส้นเท้าลงบนพื้น (เริ่มต้นอาจจะยืนบนปลายเท้า) เหยียดเข่าให้ตรง จะรู้สึกตึงบริเวณน่องมากขึ้น

ให้ค้างท่านี้ไว้ 1-3 นาที หรืออาจจะเริ่มต้นจากท่านอนคว่ำ ได้แก่

1.นอนคว่ำ ตั้งนิ้วเท้า เท้าแยกกว้างเท่าช่วงไหล่ มือทั้งสองข้างวางข้างลำตัวเตรียมในท่าดัน พื้นยกตัวขึ้น

2.เหยียดแขนยกลำตัวขึ้น ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ยกก้นขึ้น เหยียดแขนเหยียดลำตัว

3.เข่าทั้งสองเหยียดตึง กดส้นเท้าลงให้ใกล้พื้นมากที่สุด แล้วคลายท่า

ท่า Downward Facing Dog หรือ Adho Mukha Svanasana

ประโยชน์

1.ทำให้จิตใจสงบ ช่วยลดอาการตึงเครียดและความซึมเศร้า

2.ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย มือ

3.ลดอาการของวัยทอง

4.ป้องกันโรคกระดูกพรุน

5.ช่วยระบบย่อยอาหาร

6.ช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย

7.ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หอบหืด ฝ่าเท้าแบนราบ

ท่า Seated Spinal Twist หรือ Ardha Matsyendrasana

วิธีการฝึก

1.นั่งบนพื้น ยืดเท้าให้เหยียดตรง จากนั้นนำเท้าซ้ายสอดเข้าไปใต้เท้าข้างขวา ให้ส้นเท้าซ้ายอยู่ใกล้กับสะโพกขวาให้มากที่สุด โดยเข่าซ้ายต้องแนบติดพื้น

2.ยกเท้าขวาขึ้น ให้ส้นเท้าขวาวางอยู่บนพื้นใกล้กับสะโพก ตั้งเข่าให้ตรง

3.หายใจออก แล้วบิดตัวไปทางขวา โดยให้มือขวาวางบนพื้น ส่วนมือซ้ายยกขึ้นให้อยู่ด้านข้างต้นขาซ้าย

4.ค้างท่านั้นไว้ 30 วินาที-1 นาที แล้วจึงคลายท่า

ท่า Seated Spinal Twist หรือ Ardha Matsyendrasana

ประโยชน์

1.ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อและผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความตึงเครียด

2.ช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน ระบบย่อยอาหาร และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกสันหลัง เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืดและเป็นหมัน

ผู้นำองค์กร ที่คนเจนวายอยากเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543029

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 11:34 น.

ผู้นำองค์กร ที่คนเจนวายอยากเห็น

เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ อีพีเอ

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้คนอายุน้อยๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว จากภาพเดิมที่คนเป็นเถ้าแก่จะต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็เริ่มเห็นเถ้าแก่อายุน้อยที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจกันแล้ว หลายคนก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารในองค์กรต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า คนเจนวาย หรือ Generation Y เชื่อว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ในตลาดแรงงานและเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจอย่างแน่นอน

แล้วคนเจนวายนี้เป็นคนที่มีคุณลักษณะที่โดดเด่นหลายอย่าง เช่น ชอบคิดนอกกรอบ มีความมั่นใจใน ตัวเองสูง มีความสามารถในการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกยุคไร้พรมแดนเช่นในปัจจุบัน ชอบพัฒนาตนเองและชอบการแสดงออก เป็นต้น

อยากรู้ไหมว่า คนกลุ่มนี้ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรมาเป็นผู้นำองค์กร “ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอปอเรชั่น วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษาอิสระด้านการบริหารงานอุตสาหกรรม มีคำตอบ โดยได้สรุป 10 คุณลักษณะของผู้นำจากการที่ได้ไปบรรยายหลักสูตร Basic Leadership ให้แก่บรรดา ผู้บริหารระดับต้นๆ ในองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งได้มีการแบ่งทีมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน

1.วิสัยทัศน์ มีแพสชั่น (Passion) คือ มีสิ่งที่ฝัน มี เป้าหมายชีวิต หรือสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจน คนเจนวายอยากเห็นผู้นำมีความฝัน มีเป้าหมาย และทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้เขาอยากมีส่วนร่วมด้วย ยิ่งถ้าผู้นำที่มีแพสชั่นตรงกันแล้วเหล่าคนเจนวายก็จะทำงานให้สุดใจขาดดิ้น

2.ผู้นำต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น เพราะคนเจนวายชอบความชัดเจนในการทำงาน แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เพราะคนเจนวายไม่ชอบการทำงานแบบยึดติดกรอบเดิมๆ

3.รับฟังข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นแล้วนำมาอัพเดทให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งรับฟังไอเดีย หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของลูกน้องเจนวายด้วย

4.ต้องรู้จักให้โอกาส เพราะคนเจนวายเป็นคนกล้าแสดงออก ดังนั้น ต้องหาเวทีให้พวกเขาได้แสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่ และต้องไม่ลืมที่จะให้โอกาสคนที่เคยทำ ผิดพลาดเพื่อให้พวกเขาได้แก้ตัวใหม่ ไม่ควรจำฝังใจและยึดติดในภาพลบของเขามากไป

5.ติดดิน ไม่ถือตัว เข้าหาง่าย โดยพร้อมให้ลูกน้องเข้าปรึกษาหารือ พูดคุยได้ทุกเรื่อง เพราะคนเจนวายจะกล้าพูด กล้าแสดงออก และกล้าออกความคิดเห็นอยู่แล้ว

6.พูดสร้างสรรค์ พูดจูงใจ พูดโน้มน้าวใจ และสามารถกระตุ้นให้พวกเขาสามารถนำความรู้ และศักยภาพที่มีออกมาใช้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.ไม่หูเบา และมีคุณธรรม จริยธรรม โดยควรเปิดใจรับฟังพวกเขา และคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนที่ผู้นำจะตัดสินใจตำหนิ หรือลงโทษลูกน้อง นอกจากนี้ควรประพฤติปฏิบัติตน ทั้งในที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว ในสิ่งที่ถูกต้อง ตามกฎระเบียบ จารีตประเพณีอันงดงามของไทยและสากล เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขาได้ทำตาม ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือต้องให้เกียรติลูกน้องเสมอ อย่าหักหน้า หรือข่มพวกเขาต่อหน้าผู้อื่นโดยเด็ดขาด

8.มีความยุติธรรม ไม่ควรลำเอียง หรือเลือกที่รัก มักที่ชัง หรือเอาใจแต่ลูกน้องที่รัก ที่ปลื้ม และชิงชัง รังเกียจ ลูกน้องที่ไม่ชอบหน้า อย่างออกหน้าออกตา

9.ใจดีมีน้ำใจ โดยควรแสดงออกถึงความเข้าใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ลูกน้อง ไม่แบ่งชั้นวรรณะ และอาจมีขนม นมเนย ลูกอม กาแฟ หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือไปฝาก รวมถึงการใช้คำพูดที่ทำให้เกิดกำลังใจให้กับพวกเขาเสมอ

10.ช่วยลูกน้องทำงาน หรือทำงานแทนลูกน้องได้ เมื่อลูกน้องร้องขอ หรือถ้าจำเป็นจริงๆ เช่น เมื่อลูกน้องไม่มาทำงาน ผู้นำก็ควรที่จะสานงานต่อเองได้ และไม่ควรตำหนิ หรือโทรจิก โทรตาม ในวันที่พวกเขาลางาน หรือไม่มาทำงาน

ทองพันชั่ง กล่าวว่า คุณลักษณะของผู้นำองค์กรที่คนเจนวายอยากเห็นนี้เป็นเพียงแนวคิดที่ได้จากการทำกิจกรรมกลุ่มของผู้บริหารระดับต้นๆ ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีบางข้อที่อาจตรงกับความคิดของพนักงานเจนวายในบริษัท ตัวเองก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่อยากฝากว่าไม่ว่าเป็นคนเจเนอเรชั่นใด ถ้าทำงานด้วยความเข้าใจ รู้ใจ และมีความไว้ใจซึ่งกันและกันแล้วงานที่ว่ายากก็สามารถสำเร็จได้โดยง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอย่างแน่นอน n