นักวิ่งเท้าใหม่แกะกล่อง… มาทางนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544036

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

นักวิ่งเท้าใหม่แกะกล่อง... มาทางนี้

โดย  ปอย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุปัจจุบันนักวิ่งออกกำลังกายกว่า 12 ล้านคน มีการจัดงานวิ่งปีละกว่า 700 งาน มีนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกปีละกว่า 1.7 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี มีเพียงรองเท้าดีๆ แค่ 1 คู่ ไม่ต้องลงทุนมากก็ได้ออกกำลังกายและได้สุขภาพดีๆ กลับมา คุ้มค่า

หลายคนจึงเปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวสู่สนาม “วิ่ง”  เริ่มที่ระยะใกล้หรือไกล เกิดนักวิ่งหน้าใหม่อยู่มากมาย ใครสนใจเริ่มออกวิ่ง “ครูดิน” สถาวร จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย วันนี้กูรูทางด้านการวิ่งแนะเทคนิคง่ายๆ การวิ่งเบื้องต้นให้เรียนรู้กัน

เริ่มต้นที่ฝึกเดินเร็ว

คนไม่เคยออกกำลังกายด้วยการวิ่งเลย ครูดิน แนะว่า ควรเริ่มจากการเดิน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวในการทำกิจกรรมที่หนักกว่าปกติ โดยลองฝึกเดินเร็วมากกว่าการเดินในชีวิตประจำวัน ให้เดินอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาที เดินจนเหนื่อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัว ช่วง 2-3 วันแรกจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ ไม่ต้องกังวล ค่อยๆ เดินไป อาจเดินเร็วบ้างในบางครั้ง

เมื่อเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 วัน ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัว ครูดิน แนะว่า จากนั้นให้ฝึกเดินช้าสลับเดินเร็ว เป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง

“เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวมากขึ้นก็ให้เดินเร็วมากกว่าเดิม จนในที่สุดสามารถเดินเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อทำได้ก็ให้วิ่งเหยาะๆ สลับเดินเร็ว แล้วเริ่มเพิ่มการวิ่งเหยาะๆ ให้มีระยะทางมากขึ้น จนสามารถวิ่งเหยาะๆ ต่อเนื่อง 20-30 นาที จากนั้นเพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้น ทำทีละนิด อย่างน้อยที่สุดเพิ่มระยะทาง 1 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 5% จากระยะเวลาหรือระยะทางที่เคยทำได้”

เคล็ดลับเมื่อพัฒนาสู่การวิ่ง ไม่ควรหักโหมจนเกินเหตุ เพราะอาจทำให้ท้อจนอาจเลิกวิ่งไปเสียก่อน

ท่าวิ่งของครูดิน

ครูดินแนะนำท่าวิ่งที่ถูกต้องไว้ในเฟซบุ๊กเพจ ความรู้คู่ครูดิน @sathavornknowledge คงสรุปไม่ได้ว่าท่าวิ่งแบบไหนที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด สิ่งสำคัญคือการวิ่งที่ลื่นไหล พลิ้วไหว เบาสบาย ไม่กระแทก ไม่สูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ มีความสัมพันธ์ที่ดีในการเคลื่อนไหวของแขน ขา ลำตัว ที่สัมพันธ์กับการหายใจ และมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับโครงสร้างของร่างกาย

วิ่งได้เร็ว วิ่งได้นาน วิ่งได้ไกล โดยมีปัญหาการบาดเจ็บน้อยที่สุด ซึ่งทุกครั้งที่มีการแนะนำการวิ่งท่าใหม่ให้กับนักวิ่งที่สนใจ มักจะมีประเด็นข้อสงสัยเกิดขึ้นเสมอว่า หลังจากฝึกและเปลี่ยนวิ่งในท่าใหม่นี้จะมีอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้น ครูดินบอกว่า ใช่ครับ เหนื่อยขึ้นแน่นอน เนื่องมาจากวงรอบที่เพิ่มขึ้น มีอาการเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายกับกล้ามเนื้อน่อง เพราะเป็นการเปลี่ยนมาใช้มัดกล้ามเนื้อใหม่ ก็สร้างความแข็งแรงของส่วนที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น ด้วยการยืดเหยียดที่ดี พัฒนาความแข็งแรงด้วยแรงต้าน ปัญหานี้ก็จะหมดไป แต่ก็มีปัญหาใหม่เกิดจากการวิ่งเร็วขึ้น ซึ่งจะมีความเหนื่อยเพิ่มขึ้น ก็แค่ปรับแก้ให้เหนื่อยเท่าเดิม จะเห็นได้ว่ามีระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยวิ่ง ลองใช้ความพยายามในการวิ่งที่เหนื่อยเท่าเดิม แล้วเปรียบเทียบกับระยะทางที่ทำได้ จะพบว่าในความเหนื่อยเท่าเดิมจะได้ระยะทางที่เพิ่มมากกว่าเดิมแน่นอน

วิ่งช้าให้เป็น

จุดที่สำคัญของการวิ่งท่าใหม่ ก็คือ “วิ่งช้าให้เป็น” ในเบื้องต้นฝึกให้วิ่งช้าลงในอัตราความเหนื่อยเท่าเดิม เวลาในการวิ่งก็ดีขึ้นได้ แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มอัตราความเร็ว เมื่อคุ้นเคยกับการเปลี่ยนมัดกล้ามเนื้อ คุ้นเคยกับท่าทางการวิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คุ้นชิน การวิ่งก็จะง่ายและลื่นไหล

‘สโลว์ไลฟ์ คือ การได้เป็นนายตัวเอง’ ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544034

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

‘สโลว์ไลฟ์ คือ การได้เป็นนายตัวเอง’ ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์

โดย วราภรณ์

โทนี่-ชัยวุฒิ จึงเจริญพาณิชย์ ปัจจุบันคือเจ้าของแบรนด์น้ำมัลเบอร์รี่ออร์แกนิกคั้นสดมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ภายใต้แบรนด์ “แม่ยายดุ” แต่ในอดีตเขาคือพยาบาลหนุ่มที่ศึกษาจบด้านการพยาบาลจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากอยู่ที่นั่นนาน 9 ปี ทั้งเรียนและทำงาน เขาตัดสินใจทิ้งความศิวิไลซ์แต่ไม่ดีต่อสุขภาพคือ กินอาหารจังก์ฟู้ด ต้องกินอาหารกระป๋องที่อยู่บนชั้นวางของนานๆ กลับมาเมืองไทยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อแบ่งปันสุขภาพดีให้ผู้สนใจได้กินผักปลอดสารบ้าง โดยมีไร่เล็กๆ อยู่ที่น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ สถานที่ที่เขาสามารถใช้ชีวิตแบบช้าๆ ที่เรียบง่าย แต่ก็มีความสุข

สนใจวิถีเกษตรอินทรีย์

แรงบันดาลใจหลักๆ ที่ทำให้โทนี่สนใจเรื่องสุขภาพดีเนื่องจากคุณพ่อของเขาเสียด้วยโรคมะเร็งก่อนจะย้ายไปอยู่กับคุณแม่ที่พำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนักการตลาดให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่มาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ทำค่ายเพลงอิสระเล็กๆ ชื่อ โมโนโทน เคยทำงานเพลงร่วมกับค่าย เช่น เบเกอรี่ มิวสิค บีอีซี เทโร แกรมมี่ ฯลฯ ไปเรียนซาวด์ เอนจิเนียร์ด้านการบันทึกเสียง ที่มิวสิคเชียนส์ อินสติวติว หรือเอ็มไอ ที่แอลเอ การอยู่อเมริกาทำให้โทนี่ได้เปิดโลกของตัวเองว่าอะไรที่เราทำได้และทำไม่ได้ เพราะชีวิตที่นั้นการแข่งขันค่อนข้างสูง วันหนึ่งเขาจึงคิดเปลี่ยนเนื่องจากคุณพ่อของเขาเสียด้วยโรคมะเร็ง พอไปอยู่ที่อเมริกาพบว่าอาหารที่นู้นแย่มาก ไม่มีความรู้ด้านโภชนาการที่ดี ประกอบกับหากเจ็บป่วยค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ดังนั้น ประชาชนต้องดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย ทำให้เขาอยากเรียนด้านสุขภาพจึงเข้าเรียนคอร์สพยาบาลจากเริ่มแรกเรียนคอร์สสั้นๆ กลายเป็นเข้าเรียนด้านการพยาบาลอย่างจริงจังจนศึกษาจบด้านการพยาบาลและสอบใบพยาบาลวิชาชีพได้แล้ว แต่ติดที่ปัญหาด้านเอกสารทำให้เขาไม่สามารถประกอบวิชาชีพด้านการพยาบาลที่อเมริกาได้ เขาจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย มาทำในสิ่งที่ตัวเขาสนใจ นั่นคือ ดูแลด้านการกินด้วยการทำไร่เกษตรอินทรีย์

“ผมคิดว่าคนเราต้องฉลาดเลือกกิน พอผมกลับมาอยู่เมืองไทยได้ 2 ปีแล้ว ตอนกลับมาอยู่เมืองไทย ผมรู้สึกผมอยากเริ่มชีวิตใหม่ ที่ให้ประโยชน์กับตัวเองและสังคม และเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเรียนมา ก็เลยขับรถไปเที่ยวภาคเหนือ ใต้ ออก ตก เพื่อท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก่อนกลับจังหวัดนนท์ที่ผมอยู่ ผมได้แวะไปเยี่ยมคุณพ่อของเพื่อน ซึ่งเขามาอยู่เมืองไทยที่น้ำหนาวและทำไร่เกษตรอินทรีย์ ปลูกมัลเบอร์รี่และผักชนิดอื่น ซึ่งเป็นวิถีที่ผมชอบมาก เพราะข้อดีของเมืองไทยคือปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย ภูมิประเทศเราดี และผมอยากให้คนมีสุขภาพที่ดี อยากกลับไปใช้ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์เหมือนสมัยพ่อแม่เรา ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า อยู่กับธรรมชาติรู้จักธรรมชาติ หรือเราเรียนแบบธรรมชาติได้ ในวิถีอินทรีย์ พอเจอคุณพ่อของเพื่อนทำฟาร์มออร์แกนิก ชื่อคุณจอห์น ที่ปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาว เช่น เขาปลูกกาแฟเป็นหลักเพราะความสูงและอากาศได้ และปลูกไผ่พันธุ์พื้นบ้าน มีผักสวนครัว เช่น มะนาว พริก มีครบ ที่สำคัญคือปลูกแบบออร์แกนิกด้วย ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีเลย แล้วผมก็พบผลลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ หากศึกษาดูมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายเยอะมากๆ ผมจึงคิดผลิตภัณฑ์และพัฒนาแบรนด์แม่ยายดุ และวางจำหน่ายดีมากๆ เพราะคนไทยหันมาดูแลสุขภาพเยอะมาก ตอนนี้ผมคิดพัฒนาแตกไลน์ทำเป็นแยมมัลเบอร์รี่โดยทำแบบโฮมเมด พาสเจอไรซ์จำหน่ายอีกทางเลือกหนึ่ง”

ลงทุนซื้อที่ทำไร่เกษตรอินทรีย์

เริ่มแรกก่อนจะตัดสินใจซื้อที่ดินข้างๆ สวน Jorn’s coffee farm ของจอห์นที่ทำไร่กาแฟ อโวคาโด และทำไร่แบบส่วนผสมจำนวน 5 ไร่เศษ เขาทดลองปลูกต้นมัลเบอร์รี่บนดาดฟ้าบ้านพักที่นนทบุรี โดยทดลองปลูกหลายๆ วิธีเพื่อค้นหาว่าแบบไหนดีที่สุด สรุปปลูกพืชต้องลงบนดินดีที่สุด เพราะธรรมชาติจะดูแลกันเอง ประกอบกับได้เข้ากลุ่มปันอยู่ปันกินที่เป็นกลุ่มคนที่ตระหนักในเรื่องสินค้าและผู้บริโภคที่ฉลาดเลือกซื้อเลือกกิน ปลูกกินเองได้ ซึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่มเป็นคนในแวดวงเกษตรอินทรีย์ และตัดสินใจซื้อที่ดินที่ อ.น้ำหนาว

“ตอนนี้ผมทำสวนออร์แกนิกโดยใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงคือ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียว แต่ปลูกหลายๆ อย่าง เพราะทางเดียวที่จะเข้าถึงอาหารที่ดีคือ ต้องเริ่มจากการปลูก ไร่ที่น้ำหนาวจำนวนสองไร่ครึ่งผมลงมือขอพันธุ์กิ่งมัลเบอร์รี่ 1,000 ต้นมาปลูกเอง แรกๆ ไปขอปุ๋ยจากชาวบ้านที่ปลูกผักอินทรีย์และเลี้ยงหมูด้วย แล้วเขามีเครื่องสีข้าวเล็กๆ  ผมก็ขอเศษข้าวเหลือๆ มาให้หมูของผมกินซึ่งดีมากๆ แต่ปัญหาเดียวคือ ผมอยากมั่นใจว่าทุกขั้นตอนปลอดสารจริงๆ ผมจึงอยากทำเองทุกกระบวนการจึงเกิดโปรเจกต์เพื่อนชื่ออุ้ยทำฟาร์มไก่ ซึ่งเขาได้รับผลกระทบคือ น้ำท่วมฟาร์มที่พระนครศรีอยุธยา เขาจึงแบ่งไก่อารมณ์ดีมา 30 ตัว มาให้ผมเลี้ยง เพื่อผมจะได้นำมูลไก่ไปทำปุ๋ย และให้ผู้จัดการฟาร์มนำไข่ไก่ไปจำหน่ายและให้รายได้กับเขา เราจะได้มั่นใจว่าปุ๋ยเราปลอดสารเคมีจริงๆ

วิถีเกษตรอินทรีย์ของโทนี่ซึมลึกมากขึ้น เมื่อเขาได้รู้จักกับไอคอนด้านเกษตรอินทรีย์ท่านหนึ่งคือ อาจารย์อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ เกษตรอินทรีย์ดีเด่นตัวอย่าง อ.ท่าลี่ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว และโทนี่ได้เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร รวมไปถึงการพัฒนาชุมชน ความคิด ทำเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านได้ดู ได้รู้ เกษตรอินทรีย์ดีอย่างไร

“ผลมัลเบอร์รี่มีประโยชน์ตั้งแต่ลำต้นยันใบ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด สร้างเลือด ไฟเบอร์ช่วยถ่ายท้อง ช่วยให้ลำไส้เคลื่อน และเป็น Zero Waste ตอนนี้ที่ดินของผม ผมแบ่งปลูกมัลเบอร์รี่ 400 ต้น และแปรรูปเอง นอกจากนี้ผมยังปลูกต้นไม้พันธุ์ผลและพันธุ์ใบ และที่เหลือปลูกโกโก้และพัฒนาที่ดินที่เหลือทำเป็นขั้นบันได เพื่อเป็นแหล่งน้ำ เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร”

ชีวิต ‘สุขี’ ที่น้ำหนาว

ที่เลือก อ.น้ำหนาว เพราะจังหวัดที่เขาอยู่คือ นนทบุรีที่ดินมีราคาแพงมาก พื้นที่การเกษตรกลายเป็นคอนโดมิเนียมไปหมดแล้ว และสวนถูกผลักออกไปเรื่อยๆ แต่สภาพอากาศที่น้ำหนาวเย็นสบาย เขาได้อยู่บนดอย เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่เขาได้อยู่กับธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริงจึงจะอยู่ตรงนั้นได้

“ชีวิตประจำวันของผมที่น้ำหนาว ไปทุกครั้งไม่เหมือนไปทำงาน ขับรถไป 7 ชั่วโมง เพื่อไปดูแลสิ่งที่ผมกับผู้จัดการไร่กำลังสร้าง ได้อยู่กับชาวบ้านใช้วิถีชาวบ้าน ที่หมดหน้างานของชาวบ้าน ผมก็จ้างเขามาสร้างบ้านไม้ไผ่เล็กๆ ให้ผมที่เป็นแค่เรือนไม้ไผ่เล็กๆ ก่อนบ้านเสร็จผมนอนนอนเต็นท์ยกแคร่เล็กๆ แล้วกางมุงเอา ชีวิตผมสมรรถะมาก แตกต่างจากอยู่นนท์ที่เราอยู่ดีมีสุขมีพร้อมแล้ว ตอนนี้ผมมีโปรเจกต์จะทำที่ดินที่เหลือเป็นขั้นบันได เพื่อปลูกสมุนไพรไทยที่ผมเริ่มศึกษาจากภัทรเวชสยาม ผมอยากเรียนรู้รากของยาต่างๆ ซึ่งแพทย์แผนไทยของเราดี เพราะค่อนข้างปลอดภัยจากสารตกค้าง แต่เราต้องรู้วิธีผสมผสาน บางตัวมีผลต่อตับต้องใช้อีกตัวมาบำรุงตับ เป็นต้น”

ตารางที่เรียบง่ายของโทนี่คือ 7-10 วัน ใน 1 เดือน เขาจะขึ้นไปอยู่ที่น้ำหนาว เพื่อเพาะพันธุ์สมุนไพรไทย ดูแลตามงานกับฟาร์ม เมเนเจอร์ เวลามีปัญหาเรื่องการเกษตรก็ปรึกษากับจอห์นที่อยู่ไร่ข้างๆ อยู่กันแบบสังคมเกื้อกูลกัน แบ่งปันพืชผักผลไม้และไก่ไข่ออร์แกนิกให้กันกิน

“ตอนนี้ผมกำลังทำสวนโดยเพิ่มโปรตีนให้ไก่ด้วยการหมักสับปะรดไว้เพื่อมีหนอนให้ไก่กิน ปล่อยให้ไก่มีพื้นที่กระโดดได้ ไก่อารมณ์ดีเพราะได้กินอาหารดีๆ ชีวิตของผมที่น้ำหนาวคือ นอนเร็วด้วยไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้ตื่นเช้า ไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่มีโทรศัพท์มือถือ ใช้น้ำโอ่งเพื่ออาบ และใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินสูบขึ้นมารดต้นพืช กินน้ำของเทศบาลที่นำมาส่ง ช่วงหน้าฝนเรากักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง 4 ตุ่มใหญ่ น้ำหนาวดีตรงความชุ่มชื่น เพราะฝนตกหนักมากๆ ช่วงหน้าฝน ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ในหมู่บ้านมีร้านสะดวกซื้อเพียงร้านเดียว ผมอยู่แบบนั้นหิวก็กินกล้วย ดื่มชามัลเบอร์รี่ กินผักปลูกผักกินเอง เช่น ผักสลัด เวลานอนพระอาทิตย์ตกดินมืดจริงๆ ไม่มีไฟฟ้า ก็ต้องนอนเร็วๆ ตื่นตีห้า เรียกว่านอนอิ่ม อากาศดีบริสุทธิ์ มีความสุข ผมชอบชีวิตแบบนี้

สุดท้ายโทนี่ บอกว่า จะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้ ต้องจัดสมดุลกับความเป็นจริงให้ได้ เช่น ชีวิตในแต่ละวันเป็นทำงาน 8 ชั่วโมง อีก 8 ชั่วโมง พักผ่อนและหาความรู้ใหม่ๆ อีก 8 ชั่วโมง ที่เหลือก็ต้องกินข้าวหลับนอน ชีวิตต้องมี 3 ส่วนนี้ แล้วสุขภาพจิตก็จะดี

“ผมคิดว่าความเป็นคนคือต้องนอน อย่านอนน้อย แล้วชีวิตเราจะลงตัวขึ้น ซึ่งตอนแรกๆ กว่าจะทำได้แบบนี้ยากมาก เพราะการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ทุกอย่างยากหมด เช่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ลูกค้ายอมรับในคุณภาพ หรือเพื่อนยอมรับมันยากเสมอในช่วงเริ่มต้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทำให้ผมสบายขึ้นทำให้ผมมีเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ชีวิตสโลว์ไลฟ์ต้องรู้จักบาลานซ์เรื่องการหาเงิน การใช้ชีวิตและความฝันได้ด้วย เราเพียงพอได้แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราต้องอยู่อย่างมีแรงผลักดัน ถ้าหนักเกินไปก็ผ่อน สโลว์ไลฟ์ผมคิดว่าคือ การที่เราได้เป็นนายตัวเอง แต่เราต้องมีระเบียบวินัยที่มากพอ เพราะเราไม่ใช่พนักงานประจำ ที่ทำงานมีเงินเดือน ไม่มีใครมาเลี้ยงเรา เราต้องเลี้ยงตัวเอง ต้องดูสุขภาพตัวเองให้ดี ซึ่งบางคนอาจทำตรงนี้ไม่ได้ก็ได้”

‘อิทธิพล สมุทรทอง’ ก้าวต่อก้าวบนถนนนักวิ่ง 33 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544033

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

‘อิทธิพล สมุทรทอง’ ก้าวต่อก้าวบนถนนนักวิ่ง 33 ปี

โดย กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

ในวงการวิ่งชื่อชั้นของ ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งหลายต่อหลายคนยกให้เขาเป็น “ไอดอล” แต่หลังจากโครงการ “ก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 1” เริ่มออกสตาร์ทตั้งแต่ระยะ 400 กม. จากกรุงเทพฯ-บางสะพาน เพื่อหารายได้ในการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภาพและชื่อของ “ป๊อก อิทธิพล” ก็พลันกลายเป็นชายสาธารณะ ด้วยคำนิยามว่าชายผู้วิ่งข้างกายซูเปอร์สตาร์ (อาทิวราห์ คงมาลัย) และล่าสุดกับระยะทางที่แสนยาวไกลในโครงการก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 2 จากใต้สุดสู่จุดเหนือสุดของสยาม (เบตง-แม่สาย) ด้วยระยะทางกว่า 2,200 กม. นักวิ่งรุ่นใหญ่คนนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งเคียงข้างร็อกสตาร์อยู่เช่นเดิม

ในวันที่โครงการจบแล้วอย่างงดงาม ผู้คนในคณะก้าวคนละก้าวต่างก็มีก้าวของตัวเอง สายของวันหนึ่งการนัดหมายของเราได้รับการยืนยันว่า หนุ่มใหญ่ใจดีหนึ่งในนักวิ่งมาราธอนที่คร่ำหวอดในวงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 30 ปี หัวเรือใหญ่ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กกรุ๊ป “42.195 K Club…เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” เฟซบุ๊กกรุ๊ป “แบ่งปัน” และผู้จัดการบริษัทขายประกันชื่อดังเมืองไทย และตำแหน่งล่าสุดคือชายข้างกายตูน บอดี้สแลม จะมานั่งคุยถึงประสบการณ์ ความประทับใจบนเส้นทางวิ่งตลอด 33 ปี แบบก้าวต่อก้าว

นาทีประทับใจของนักวิ่งธรรมดา

ประโยคด้วยคำพูดติดปากชายวัย 50 ปี ที่ใบหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา ก็คือ “ผมก็แค่นักวิ่งธรรมดา” นักวิ่งรุ่นใหญ่ถ่อมตนครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้ก็เช่นเดิม “ผมเป็นเด็กสุรินทร์เข้ามาเรียนต่อกรุงเทพฯ พักอยู่ใกล้กับวังสวนจิตรลดา ตอนปี 2527 มีโอกาสลงรายการวิ่งรายการแรกชื่อ Pan 10K ที่จังหวัดบ้านเกิด รู้สึกว่ามันสนุกดี จากนั้นก็มาซ้อมวิ่งรอบๆ วังสวนจิตรตอนเย็นกับกลุ่มวิ่งกลุ่มเล็กๆ จนกระทั่งปี 2530 ก็ลงงานวิ่งมาราธอนลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการจัดวิ่งมาราธอนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยระยะทาง 42 กม. ช่วงนั้นเป็น Running Boom ยุคที่หนึ่งในความคิดของผม เป็นปรากฏการณ์เพราะถ้ามองจากมุมสูงเราจะเห็นผู้คนคลาคล่ำนับแสนวิ่งไปบนสะพานพระราม 9 และเราเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้น มาราธอนแรกของผมวิ่งจบด้วยเวลา 4.03 ชม. จากนั้นก็เข้าสู่วงการวิ่งมาราธอน”        

ภาพจำแรกของจุดสตาร์ทถูกเล่าซ้ำเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อถูกถามว่า “เข้าสู่วงการวิ่งได้อย่างไร” แม้จะผ่าน 30 ปีมาแล้ว ความประทับใจครั้งแรกก็เล่าได้ไม่มีเบื่อ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวที่เกิดขึ้นครั้งแรก อีกหนึ่งรายการที่ประทับอยู่ในใจก็คือการวิ่ง 100 กม.ครั้งแรก

“เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว มีรายการวิ่งหนึ่งชื่อ The north face 100K ผมไม่สามารถวิ่งระยะ 100 กม.ได้ เพราะคนที่จะลง 100 กม.ได้ต้องวิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 3.45 ชม. ก็เลยเลือกวิ่งระยะ 50 กม. แต่จากงานนั้นก็ทำให้มีเพื่อนชาวต่างชาติเข้ามาทักเยอะมาก และทำให้เราเห็นช่องทางที่จะสร้างคอมมูนิตี้จากเฟซบุ๊ก สิ่งที่เราเห็นก็คือข้อมูลการวิ่งที่เพื่อนนักวิ่งต่างชาติเขาแชร์มา ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วต่างประเทศเขาวิ่ง 100 กม.มานานมากแล้วน่าจะ 30 ปีได้มั้ง ปีถัดมาก็เลยตัดสินใจลงวิ่ง 100 กม.ครั้งแรกในรายการเดียวกัน ครั้งนี้เขาย้ายสถานที่จัดการแข่งขันจากอัมพวามาอยู่ที่เขาใหญ่

การวิ่ง 100 กม.ครั้งแรกในชีวิตเป็นความตั้งใจครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกเช้าที่ตื่นนอน ทันทีที่เท้าแตะพื้น ในหัวจะคิดถึง 100 กม.เสมอ ทุกเช้าเราจะคิดถึงมัน สิ่งที่ผมทำก็คือตื่นตี 3 ตี 4 จะต้องปรากฏกายที่สวนรถไฟ ตี 5 ครึ่ง ต้องวิ่งเสร็จ ทำแบบนี้แทบทุกเช้า ไม่เปิดโซเชียล ไม่แชร์เฟซบุ๊ก ซ้อมเงียบๆ แบบไม่มีใครรู้ พอวันจริงมาถึงผลของสิ่งที่เราทำตลอดคือวินัย และการฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ ทำให้ผมวิ่งได้ดีมากในวันนั้น และจบการวิ่งเทรลระยะ 100 กม.ด้วยเวลา 13.56 ชม. และสิ่งที่ทำให้ประทับใจสำหรับสนามนี้ ก็คือ เป็นการวิ่ง 100 กม.ที่ลูกชายผมไปยืนรอที่หน้าเส้นชัย เราวิ่งรอบแรก 50 กม. ก็ผ่านไปราวๆ 7 ชม. เขาก็เริ่มมารอแล้ว และก่อนจะเข้าเส้นชัย 200 เมตร ผู้จัดงานเขาจะปูพรมเตรียมรอนักวิ่ง เราวิ่งผ่านก็ได้ยินเสียง ติ๊ดๆ! แล้วเสียงจากลำโพงก็ดังก้องว่า “คนไทย” ตามด้วยชื่อเรา “อิทธิพล สมุทรทอง” ซึ่งผมเข้าเส้นชัยเป็นคนไทยคนที่ 6 ที่วิ่งในรายการนี้ ลูกชายที่ยืนรอหน้าเส้นชัยตอนนั้นเขาปลื้มใจมาก เขาประทับใจและบอกว่าอยากเป็นนักวิ่งให้ได้เหมือนพ่อ” อิทธิพล เล่านาทีประทับใจด้วยแววตาเปล่งประกาย

ก้าวที่เจ็บดีกว่าจบ (ชีวิต)

แน่นอนว่าสำหรับบางคนไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่ตราตรึง แต่การตัดสินใจจบการแข่งขันด้วยเหตุผลบางอย่างก็จดจำไม่เคยลืมเช่นกัน สำหรับนักวิ่งวัย 50 ปีคนนี้ เกิดขึ้นในรายการ The north face Philippines เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว “เป็นธรรมดาของนักวิ่งที่วิ่งจบบ้าง ไม่จบบ้าง สำหรับรายการที่ฟิลิปปินส์ ผมลงวิ่ง 100 กม. ก็ซ้อมมาอย่างดี ตอนนั้นรู้สึกว่าเราวิ่งดี ผ่านไป 50 กม. วิ่งไป 10 ชั่วโมงกว่า ขณะที่เราต้องวิ่งไปที่ปลายภูเขาเพื่อเข้าจุดกลับตัวและกลับลงมา เหตุการณ์ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งเข้า กม.ที่ 66 รู้สึกเหมือนว่าจะอาเจียน พอ กม.ที่ 67 ก็อาเจียนออกมาเยอะมาก เริ่มรู้ตัวว่าอาการไม่ดี แต่ปัญหาคือที่นั่นเป็นภูเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร จะทำอย่างไร ที่สุดก็ตัดสินใจออกจากการแข่งขัน หยุดวิ่ง ต้องให้กู้ภัยขึ้นไปหามลงมา

การกู้ชีพกู้ภัยก็เป็นตามสภาพพื้นที่ เพราะภูเขาของฟิลิปปินส์ค่อนข้างดิบ และกันดารมาก ตอนนั้นกลัว หนาว ต้องถอดเสื้อออก แล้วเอาผ้าห่มฉุกเฉินพันร่างกายแล้วใส่เสื้อทับ นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้วิธีการใช้ผ้าห่มฉุกเฉินอย่างถูกต้อง คือ ต้องถอดเสื้อก่อน พันแนบลำตัวแล้วก็ใส่เสื้อทับมันถึงจะปกป้องความร้อนออกจากร่างกายและกันความหนาวเข้าร่างกาย ใช้ผ้าห่อ ใช้ไม้หาม และแบกลงมา สภาพตอนนั้นคิดว่าเราเหมือนศพยังไงยังงั้น ผมยังเก็บรูปตัวเองตอนนั้นไว้อยู่เลย สุดท้ายมารู้ว่าอาการของเราตอนหลังว่าคือภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ ก็เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เพราะหนึ่งเราอยู่บนที่สูง สอง ผมผสมอาหารที่ให้พลังงานขณะวิ่งในปริมาณความเข้มข้นสูงเกินไป ทำให้ร่างกายดึงน้ำจากร่างกาย ก็เลยทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น อาจจะเรียกว่าเฉียดตายยังไม่ได้ แต่เป็นภาวะอันตรายที่รู้สึกว่าเรายังไม่เคยเจอ เข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ แต่ถ้าให้น้ำไม่ทันก็อาจจะช็อกตายได้ เป็นสิ่งเตือนใจว่าถ้าเรารู้ว่าเกิดความผิดปกติกับเราก็อย่าดันทุรังวิ่งให้จบ ไม่งั้นชีวิตอาจจะจบได้”

ก้าวคนละก้าว ยิ่งวิ่งยิ่งได้

อีกหนึ่งสนามที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ สนามที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของการวิ่งที่ชายชื่ออิทธิพลเคยเจอมา “โครงการก้าวคนละก้าว”

เป้าหมายของการเป็นนักวิ่งของบางคน ก็คือ การได้ไปวิ่งในสนามระดับเมเจอร์ของโลก 6 แห่ง แต่ก้าวคนละก้าวไม่เหมือนงานวิ่งใดในโลกเลย “ตอนก่อนจะเข้าเส้นชัยที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พี่ตูนหันมาพูดกับผมว่า พี่ป๊อก ขอบคุณที่มาวิ่งกับผม พี่อาจจะวิ่งมา 30 ปี ผมไม่รู้จะรู้สึกหรือคิดยังไงกับงานนี้ เพราะมีงานระดับโลกหรืองานที่พี่ผ่านมาแล้วเยอะมาก แต่สำหรับผมนี่คืองานที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะหนึ่งมันไม่ได้จัดกันง่ายๆ และนี่ไม่ใช่งานวิ่งธรรมดาแต่เป็นการวิ่งเพื่อผู้อื่น เพื่อระดมทุนและเพื่อแสดงออกบางอย่าง พี่ตูนเขาจะเลือกใครก็ได้แต่เขาเลือกเรา ซึ่งเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ต้องวิ่งให้จบและดูแลพี่ตูนตามที่คิดไว้ เป็นที่สุดแล้วของผม

สิ่งที่เปลี่ยนไปทางกายภาพ น้ำหนักลดลงไป 5 กก. ขณะที่ด้านมุมมองความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย ตอนเริ่มต้นก่อนวิ่งเราคิดตลอดว่าตัวเองเป็นผู้ให้ เพราะว่าเงินก็บริจาคทั้งสองรอบ เคลียร์งานทุกอย่างเพื่อไปวิ่ง เราทุ่มทั้งแรงกายแรงทรัพย์ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เรากลับกลายเป็นผู้รับ บอกกับทุกคนที่ถามเลยว่าร้องไห้ทุกวัน พลังงานบวกจากประชาชนกลับกลายเป็นสิ่งที่เราได้รับตลอดเวลา มีคนไทยที่น่ารักอีกมาก มีคนที่บริจาคโดยไม่ต้องการใบเสร็จรับเงิน ไม่ต้องการถ่ายรูปบนเวที บางคนนั่งเงียบๆ รอมอบเงินให้พี่ตูนโดยไม่บอกว่าเขาเป็นใคร ผ่านจังหวัดต่างๆ ก็จะมีอาหารพื้นเมือง หรือบรรยากาศของการออกมาต้อนรับของพี่น้อง ผมว่าตัวเองโชคดีที่ได้อยู่ในบรรยากาศที่คนไทยรักกัน ให้คนอื่นโดยไม่ได้คิดถึงตัวเอง และในฐานะนักวิ่งเส้นทางแบบนี้รับรองว่าไม่มีใครทำ พี่ป๊อกต้องฝ่าร้อน ฝน หนาว บางวันสามฤดูในวันเดียว ผ่านไปได้และได้รับสิ่งดีๆ เหล่านี้ จากทั้งพี่ตูนที่แสนอ่อนน้อมถ่อมตน เราขอให้ได้หนึ่งส่วนร้อยของเขา เราได้ซึมซับได้รับรู้และเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากเขาเยอะมาก พลังงานของทีมสำคัญมาก ถ้าไม่มีทีมก็ยากที่จะผ่านไปได้ เป็นความสุขที่ตื้นตันที่มีความหมายเป็นการทำเพื่อคนอื่น ส่งต่อแรงบันดาลใจ

หลายคนบอกพี่ป๊อกเป็นไอดอล ไม่ใช่! เพราะทุกคนเป็นไอดอล โพสต์ไปเลยในเฟซบุ๊ก เขาเหล่านี้กำลังมองคุณอยู่ คนบางคนจะมองการเปลี่ยนแปลงของคุณอยู่ คุณอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น…แค่มีคนบอกว่าอยากเริ่มวิ่ง เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว หาตัวเองให้เจอว่าทำไมมาออกกำลังกาย แล้วคุณจะออกกำลังกาย เราไม่รู้จะชวนยังไง เพราะคุณต้องหาให้เจอเองว่าทำไมอยากวิ่ง บางคนอยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อคนที่คุณรักนานๆ บางคนอยากจะสวยขึ้น อยากดีขึ้น หาให้เจอว่าอยากวิ่งเพราะอะไร แค่นั้นเอง”

บทส่งท้ายยอดนักวิ่ง

เมื่อผ่านโครงการก้าวคนละก้าว ผ่านที่สุดของชีวิตมาแล้วมีอะไรที่ยังท้าทายชายคนนี้อยู่อีกหรือ? “มีสิครับ เป้าหมายส่วนตัวก็ยังสนุกกับการวิ่งอยู่ ยังอยากไปข้างหน้า อยากไปพิชิตรายการทัวร์นาเมนต์ Ultra Trail du Mont Blanc : UTMB บอสตัน (Boston Marathon) ลอนดอน (London Marathon) และอีกหลายรายการ แต่ต้องยอมรับว่าเราเปลี่ยนไปจริงๆ เมื่อก่อนก็อยากสนุกๆ ไปวิ่งก็ไปเที่ยวสำเร็จส่วนตัว พิชิตมาราธอนแล้วอยากเร็วขึ้น

สุดท้ายแล้วจะบอกว่าการวิ่งพาเรามาไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก พาเรามาสู่อีกโลกหนึ่งอย่างโครงการก้าวคนละก้าว จากคนวิ่งธรรมดาๆ คนหนึ่งที่วันนี้มีงานเมเจอร์ระดับโลกเชิญไปแข่ง ชวนคนออกกำลังกายได้มากขึ้น ยังคงอยากเร็วขึ้น อยากไปวิ่ง อยากไปข้างหน้า การที่ลูกชายมาวิ่งเป็นสิ่งพิเศษอีกสิ่งหนึ่งในชีวิต เราเคยชวนเขามาวิ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เขาอยากวิ่งตั้งแต่เราเข้าเส้นชัย 100 กม. แต่ก็ยังไม่ออกมาวิ่งสักที แต่วันที่พี่ตูนออกมาวิ่ง เขาวิ่ง เขาได้เจอพี่ตูน ได้ฟังและพูดคุยกับพี่ตูน และวันที่เขาวิ่งจบระยะ 26 กม. เป็นความชื่นใจและเป็นของแถมจากการวิ่งที่อิ่ม มันเต็ม

Saucha : The Purity in Yoga เศาจะ การทำตัวให้บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543927

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 12:24 น.

Saucha : The Purity in Yoga เศาจะ การทำตัวให้บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

 โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เพิ่งผ่านพ้นวันมาฆบูชามา เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ทำให้ครูนึกถึงหลักปฏิบัติของโยคะข้อหนึ่งแล้วอยากจะแบ่งปันกับทุกคน เศาจะ คือ ข้อปฏิบัติข้อแรกในนิยมะ (The niyamas) ซึ่งในหลักองค์ 8 ของท่านปตัญชลีการฝึกนิยมะมาก่อนการฝึกอาสนะ เพราะในปัจจุบันมีคนมากมายที่ฝึกอาสนะโยคะหรือฝึกปราณายามะโดยขาดซึ่งความสำรวมกาย วาจา ใจ บางครั้งก็เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นมีความโลภ ความอยาก รวมทั้งการยึดติดในการทำท่าจนมากเกินไป ทำให้การฝึกติดขัดจิตใจขุ่นมัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ การฝึกนิยมะคือการมองกลับเข้ามาที่ตัวเอง

คำตีความของ เศาจะ ที่เรียบง่ายที่สุดหมายถึง “ความสะอาด” ทั้งภายนอกและภายในซึ่งหมายรวมถึงคำพูดที่เราเลือกใช้ในการสื่อสาร ละการนินทาใส่ร้ายผู้อื่น การไม่ใช้คำพูดหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (การสำรวมวาจา) ยังรวมถึงการกิน การดื่ม อาหารที่ดี เพราะอาหารคือแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกาย สามารถสร้างปัญหาโรคภัยไข้เจ็บให้เราได้หากเราไม่พิจารณาเลือกบริโภคอาหารที่สะอาดมีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งการล้างพิษอย่างสม่ำเสมอ (การทำกริยาโยคะ) อาบน้ำทุกวัน แปรงฟัน ทำความสะอาดลิ้น ล้างจมูกบ้างนานๆ ครั้ง ใส่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน (การสำรวมกาย)

เศาจะ ยังรวมถึงการทำความสะอาดจิตใจของเราให้มีความสงบ ความเยือกเย็น ความบริสุทธิ์ภายในจิตใจ ไม่คิดฟุ้งซ่าน คิดปรุงแต่ง ปล่อยให้จิตคิดไปเรื่อยเปื่อยไร้สาระ (การสำรวมใจ) เพราะชีวิตของเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ส่วนหนึ่งของสังคมของประเทศชาติ ความรับผิดชอบตัวเราคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ดังนั้นการกระทำที่บริสุทธิ์ของเราอย่างมั่นใจ และไม่ลังเล จะเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ดี และมีคุณค่าสะท้อนออกไปสู่ภายนอก แล้วย้อนกลับมาสู่ตัวเรา ไหลเวียนไปเหมือนสายน้ำไหลอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเฉกเช่นกัน…

นำพาผู้ใหญ่สูงวัย เที่ยวเพลินเจริญใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543921

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:43 น.

นำพาผู้ใหญ่สูงวัย เที่ยวเพลินเจริญใจ

 โดย พริบพันดาว

 การพาครอบครัวเที่ยวส่วนมากก็มักติดอยู่ในกรอบของการพาลูกพาหลานที่อยู่ในวัยเด็กๆ ไปเที่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งที่ความจริงในครอบครัวขยายมีคนหลายรุ่นหลายช่วงอายุอยู่รวมกัน การพาเด็กไปเที่ยวว่ายากแล้ว การพาผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยไปเที่ยวกลับยากกว่า แต่มีที่ยากกว่านั้นคือพาคนทั้งสองรุ่นไปเที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขให้ได้นั้น ถือว่าเป็นสุดยอดครอบครัวท่องเที่ยว

จำข่าวนี้ได้ติดแน่นผนึกอยู่ในสมอง เพราะประทับใจข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เรื่องราวของ อาณัฐ จัตุรัตน์ อายุ 40 ปี นักธุรกิจชาวเชียงใหม่ ซ้อมปั่นจักรยานเพื่อเตรียมเข้าร่วมโครงการ “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่”

ด้วยการลากรถวีลแชร์ของ จำนงลักษณ์ จัตุรัตน์ อายุ 78 ปี ผู้เป็นแม่ ชมเที่ยวไปตามถนนภายในสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็น ซึ่ง อาณัฐ เผยกับผู้สื่อข่าวในคราวนั้นที่เป็นข่าวว่า การทำเช่นนี้ถือเป็นการปั่นเพื่อแม่อย่างแท้จริง ได้เห็นแววตาแม่แล้วมีความสุขมาก เสมือนกับพาแม่เที่ยวไปในตัว

อย่างที่ว่าการพาครอบครัวไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อยู่ในช่วงสูงวัยเข้าใจโลก ผ่านประสบการณ์มาแล้วในชีวิตมากมาย น่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย โดยเฉพาะความเจ้ากี้เจ้าการงอแงง้องแง้งขี้ใจน้อยกับลูกๆ หลานๆ ที่พาไป จนดูคล้ายปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้

แน่นอน ถ้ามีการเตรียมตัวเตรียมพร้อมในการพาผู้สูงวัยไปเที่ยวอย่างรอบคอบละเอียดลออ จะเป็นเรื่องที่ดีและมีความสุขสำหรับผู้พาไปเที่ยวและผู้ไปเที่ยวเองอย่างแน่นอน มีเคล็ดลับเล็กๆ ที่ทำให้การท่องเที่ยวของผู้สูงวัยสนุกสนานและปลอดภัย 100%

การเตรียมตัวพาพ่อแม่ หรือญาติๆ ผู้ใหญ่สูงวัยไปเที่ยว อย่างแรกที่ต้องคิดคือ เลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับพวกเขาที่สูงวัย แน่นอน สถานที่ในฝันที่อยากจะไปของผู้สูงวัยซึ่งอาจจะเป็นฝันในวัยเด็ก หรือตอนเป็นผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ช่วงเวลาปัจจุบัน ก็ต้องดูสภาพร่างกาย ความยากง่ายของการเดินทาง และการประเมินทุกอย่างในการตัดสินใจไปท่องเที่ยวในที่นั้นๆ

การเดินทางท่องเที่ยวของผู้สูงวัย สิ่งที่จำเป็นอย่างมากก็คือ การเช็กสุขภาพ การทำประกันการเดินทาง ฉีดวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ

ประเด็นของการทำประกันภัยการเดินทางให้ผู้สูงอายุไว้ทุกครั้งในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอยู่ในภาวะเสี่ยงในการที่จะเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ต้องส่งตัวผู้ป่วยกลับประเทศ กรณีเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งหากไม่มีประกันภัยการเดินทาง ค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนเหล่านี้อาจสูงมากจนทำให้เป็นภาระที่หนักมากเลยทีเดียว

อีกข้อสำหรับการเดินทางพาผู้สูงวัยเดินทางท่องเที่ยวที่ต้องเอาใจใส่มากเป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่งคือ การเตรียมเอกสารให้พร้อม โดยเฉพาะเอกสารสำคัญอย่างหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน ใบรับรองประกันภัย/ประกันสุขภาพ ใบรับรองแพทย์ ต้องเตรียมให้พร้อมสรรพ แล้วอย่าลืมทำสำเนาแยกเก็บจากตัวจริงไว้ด้วยเผื่อจำเป็นต้องใช้

ตรงส่วนนี้อาจจะมองข้ามไปเพราะคนสูงวัยมักจะหลงๆ ลืมๆ และเลินเล่อในเรื่องพวกนี้อยู่ไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องรอบคอบและรัดกุมอยู่พอสมควรเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นและตามมาในภายหลังให้ต้องแก้กันทั้งเฉพาะหน้าและหลังเดินทางท่องเที่ยวเสร็จแล้วกันจนปวดหัว

ต่อมาก็ไล่ขั้นตอนกันไป จากนั้นก็ต้องมีการเตรียมข้อมูลการเดินทางล่วงหน้าให้พร้อม สรุปรวบความทำความเข้าใจหรือบรีฟให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายในการไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งวางแผนเอาไว้ หลังจากนั้นก็จัดกระเป๋าเดินทางอย่างรอบคอบและสบายใจ เตรียมทั้งหยูกยาทั้งยาประจำตัวที่แสนจำเป็น ยาสามัญและฉุกเฉินเตรียมให้พร้อม

ที่ต้องพลาดไม่ได้ก็คือเผื่อเวลาให้ชิลๆ ไม่เร่งรัดหรือเร่งเร้า เพราะผู้สูงวัยมักจะเนิบและเชื่องช้าและควรให้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เคร่งเครียดหรือน้อยใจ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ต้องดูแลแบบจิปาถะ อย่างการแจ้งขอใช้บริการรถเข็นนั่งหรือวีลแชร์ หรือบริการพิเศษสำหรับผู้สูงวัยซึ่งมีปัญหาสุขภาพเรื่องการเคลื่อนไหว ให้แจ้งขอใช้บริการรถเข็นนั่งกับทางสายการบินหรือทางสนามบินนั้นๆ ได้เลย

เรื่องอาหารการกินระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เพราะผู้สูงวัยมักมีปัญหาเรื่องระบบการย่อย หรือการควบคุมปริมาณไขมัน รวมถึงเตรียมอาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน หรืออาหารโซเดียมต่ำ ฯลฯ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพระหว่างการเดินทาง

อีกข้อที่ลืมไม่ได้คือการแนะนำให้ผู้สูงวัยพกโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้โทรกลับบ้านหรือติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ที่สำคัญควรบันทึกเบอร์โทรต่างๆ ให้โทรออกฉุกเฉินได้เลย

และท้ายสุดคือความใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ ทั้งอุบัติเหตุการบาดเจ็บทางร่างกาย อันตรายจากพวกมิจฉาชีพ โดยเฉพาะเรื่องของมีค่าที่พกติดตัว ควรเก็บให้มิดชิด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่เครื่องประดับราคาแพง หรือระวังกระเป๋าสะพายที่ใส่เงินและบัตรเครดิตที่ง่ายต่อการโดนกระชากหรือล้วงกระเป๋า

ทั้งหมดเป็นหลักเกณฑ์ที่พึงปฏิบัติอย่างรอบคอบในการที่จะพาผู้สูงอายุเดินทางเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการันตีเบื้องต้นได้เลยว่าสบายใจมีความสุข ทั้งผู้พาไปที่เป็นลูกหลาน และบรรดาพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้สูงวัยเองอย่างแน่นอน

คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543915

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 หลายคนอาจคิดว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มีนิสัยใจคอคล้ายๆ กันเท่านั้น ถึงจะมีพลังดึงดูดเข้าหากัน แต่สำหรับ “เป้” พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล นักบินหนุ่มหล่ออนาคตไกล ผู้มีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่มีระเบียบแบบแผน ส่วน “ป๋วย” อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์ หญิงสาวที่มีพลังบวกเหลือล้น ไม่ยึดติดในแบบแผน รักในอิสระ ยิ้มได้ง่ายกับทุกๆ เรื่องในชีวิต เจ้าของคาเฟ่เล็กๆ แต่อบอุ่น ลิตเติ้ล ซันไชส์ (Little Sunshine Cafe)

ทั้งคู่ไม่ต่างจากแม่เหล็กที่ต่อให้จะมีไลฟ์สไตล์และแนวคิดแตกต่างกันแค่ไหน แต่ก็ยังดึงดูดเข้าหากันและกันกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ป๋วย… ผู้หญิงคนนี้เป็นทุกอย่างของผม

 จั่วหัวมาหวานแบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ให้คะแนนความโรแมนติกฝ่ายชายเต็มร้อย เพราะหลังจากตอบคำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบยากว่า ถ้าให้เปรียบเทียบผู้หญิงข้างกายเป็นอะไรสักอย่าง เขาแอบเก็บงำคำตอบอยู่นาน เพราะกลัวฝ่ายหญิงจะลอกคำตอบ จนในที่สุดเป้ก็ยอมเฉลยว่า ป๋วยเป็นทุกอย่าง

 “ที่ตอบแบบนี้ไม่ใช้ว่าทำซึ้งหรืออะไรนะครับ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตผม ทำให้ชีวิตผมมีสีสัน เขาเป็นคนที่ร่าเริงสดใสมากๆ แต่บางมุมเขาก็ทำตัวเหมือนแม่ที่คอยดูแล บางทีก็ขี้อ้อนเหมือนลูก แถมบางครั้งที่ผมเหนื่อยๆ หิวๆ มา เขาก็ยังเป็นเชฟได้”

 เป้ ตอบพร้อมอมยิ้ม ก่อนที่จะเผยถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่ฟังไปแล้วก็เหมือนพรหมลิขิต เพราะเรื่องราวความรักของทั้งคู่ไม่ต่างกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “แฟนฉัน” ผสมกับพล็อตเรื่องซีรี่ส์เกาหลี

 เพราะนอกจากจะทั้งคู่จะรู้จักกันมาแต่เด็ก กว่าจะลงเอยเป็นแฟนกันได้ยังต้องตามลุ้นจนเหนื่อย แถมถ้าฝ่ายหญิงไม่เป็นฝ่ายรุกจีบก่อน ไม่รู้ว่าจะได้แฮปปี้ เอ็นดิ้ง เมื่อไหร่

 “ผมกับป๋วยเรียนโรงเรียนทิวไผ่งาม เขาเข้ามาตอน ป.3 เด่นตั้งแต่เข้ามาเลย ตัวสูง เฟรนด์ลี่ เรียนเก่งทุกวิชายกเว้นเลข (ยิ้ม) เขาจะพูดเสมอว่า ตอนนั้นทุกคนคุยกับเขายกเว้นผม ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเขา ผมเองก็ไม่รู้ตัว อาจเพราะผมกำลังตั้งใจเรียนอยู่มั้งเลยไม่ได้ชวนเขาคุย สุดท้าย เขาเลยแกล้งตกเก้าอี้เพื่อให้ผมขำ (หัวเราะ)”

 มิตรภาพในวัยเด็กนั้นเป็นความทรงจำที่สวยงามให้คิดถึง เพราะหลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางชีวิต กระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

 “ตอนเรียนวิศวะ จุฬาฯ ผมเจอกับป๋วยและเพื่อนโดยบังเอิญ ตอนนั้นเขากลับจากอเมริกา แต่หลังจากนั้น เพื่อนคนหนึ่งก็ไลน์มาบอกว่าเขาสนใจผม ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะดูลุคเขาเป็นคนขี้เล่น ชอบแกล้ง หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกัน จนกระทั่งทำงาน ผมไปกินข้าวกับเพื่อน ก็เจอเขามากับเพื่อนโรงเรียนทิวไผ่งามอีกคน

 ปรากฏเขาไม่ได้เข้าทักเฉยๆ แต่เลื่อนโต๊ะมาชนกันเลย (ยิ้ม) แถมยังขอไลน์ผมไปอีก เขาไลน์มาทุกวันนะ แต่ผมไม่ค่อยตอบ จน 2 เดือนผ่านไป มาเจอเขาโดยบังเอิญที่ร้านหนังสือ เลยกลับมาคุยกันอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไร จนผมพาคุณแม่ไปเดินเล่นที่สวนลุมก็เจอเขาอีก คราวนี้เขาได้ใจคุณแม่ไปเต็มๆ”

 จากความบังเอิญที่ราวกับพรหมลิขิต ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ก่อตัว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจฝ่ายหญิง

 “ตอนที่ป๋วยไปทำงานเป็นนักเขียน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปทำคอลัมน์เป็นเพื่อนเขา พอขับรถมาส่งเขาที่บ้าน เขาก็ดีใจใหญ่บอกนี่เป็นเดตของผมกับเขา แถมยังถามผมว่าเราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วนะ ผมก็ตอบเขาไปว่าเกือบ 20 ปี เขาก็พูดสวนกลับเลยมาว่า เมื่อไหร่เราจะเลิกเป็นเพื่อน (ยิ้ม) ตอนนั้นในใจผมคิดว่าจะทำไงดี แต่สุดท้ยาก็ตอบไปว่าเป็นเพื่อนกันต่อไปก็ดีแล้ว (ยิ้ม) เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็เริ่มชอบเขานะ แต่คิดว่าเราเพิ่งคุยกันได้ไม่นาน”

 แม้จะยังสวมบทผู้ชายปากแข็ง แต่ด้วยความที่ที่ทำงานฝ่ายหญิงใกล้บ้านเป้ เธอมาเป็นแขกที่บ้านประจำ ความน่ารักสดใสของเธอเอาชนะใจคุณพ่อคุณแม่เป้ไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย จนทำเอาเป้โดนพูดกรอกหูทุกวันว่า “เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกัน”

ในที่สุด หลังจากบ่มเพาะจนสุกงอม เป้ก็ตัดสินใจขอฝ่ายหญิงเป็นแฟน แถมเดือน มี.ค.นี้ ยังเตรียมจะลั่นระฆังวิวาห์กันแล้ว

เป้… เหมือนรองเท้าคู่โปรด ไปไหนไปกัน

 หลังจากนั่งอมยิ้มปล่อยให้ฝ่ายชายเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์อยู่พักใหญ่ ถึงคราวป๋วยเผยถึงความรู้สึกหลังในที่สุด ความพยายามของเธอก็เป็นผลสำเร็จ

 “วินาทีนั้นเหมือนได้มง (หัวเราะ) รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำสำเร็จ ถึงป๋วยจะจีบเป้ก่อนก็ไม่เป็นไร ยอมรับค่ะ ป๋วยคิดว่าเวลาอยากได้อะไร เราต้องหาได้ด้วยตนเอง โชคไม่เข้าข้างเราถ้าเราไม่ทำเอง” ป๋วยบอกเล่าถึงความมุ่งมั่นด้วยแววตาขี้เล่น

อย่างไรก็ตาม ถึงใครจะมองว่าทั้งคู่แตกต่างกันเหลือเกิน จนไม่น่ามาลงเอยกันได้ เพราะขณะที่ฝ่ายชายสวมวิญญาณหนุ่มสุดเนี้ยบ เป๊ะไปทุกเรื่อง แต่ฝ่ายหญิงกลับดูลั้นลา ใช้ชีวิตแบบสบายๆ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว กลับเป็นสองขั้วที่เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“ป๋วยว่าด้วยความที่เราแตกต่างกันมาก เลยทำให้พอดีเมื่อมาอยู่ด้วยกัน เขาอาจจะเป็นพวกคิดเยอะ ขี้บ่น (ยิ้ม) ทำอะไรต้องมีขั้นตอนทุกอย่าง ขณะที่ป๋วยเองไม่คิดอะไรเยอะ เวลาเราอยู่ด้วยกันเราก็อาจจะต้องปรับตัวบ้าง ไม่ใช่ปัญหา เขาเขาบ่นๆ มา ป๋วยก็ยิ้มกลับ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจทุกเรื่อง บางเรื่องก็ปล่อยผ่าน เพราะถ้าเราเก็บทุกเรื่องมาคิด ยิ่งเครียด ยิ่งตอนนี้เรามาทำร้านอาหารด้วยกัน เรายิ่งต้องบาลานซ์”

ถามว่ามาทำธุรกิจด้วยกันไม่กลัวกระทบกับความสัมพันธ์ หรือคำถามนี้ เป้ชิงตอบว่า “กลัวครับ ผู้ใหญ่ก็เตือนผมก็เลยเลือกทำธุรกิจกับแฟนเลย (ยิ้ม)”

“ป๋วยว่าการที่เรามาทำธุรกิจด้วยกัน ทำให้เราได้เห็นเขาในอีกมุม เราแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เวลาอยู่ด้วยกัน ถ้าเราจะคุยเรื่องงาน จะบอกเลยว่า 15 นาทีนี้ขอคุยเรื่องงานก่อนนะ ที่สำคัญเราไม่เอาเรื่องงานไปปนกับเรื่องส่วนตัว เวลามีปัญหากันเราต้องเคลียร์ให้จบในวันนั้น ไม่ปล่อยให้ข้ามคืน ใครผิดก็เอ่ยคำว่า ขอโทษ”

สำหรับป๋วย ถ้าให้เปรียบเทียบหนุ่มหล่อข้างกายเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต เธอเลือกให้เป็นรองเท้า

 “เวลาไปไหนเราก็ไปด้วยกัน ทำธุรกิจด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เหมือนกับรองเท้าที่ต้องไปเป็นคู่ตลอดเวลา” ป๋วย กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องใกล้ตัวเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ควรใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543910

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

เรื่องใกล้ตัวเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ควรใส่ใจ

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : Getty Image, รอยเตอร์ส

 ในบรรดาเด็กๆ ที่แพ้อาหาร โรคแพ้นมวัวเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด แต่ไม่พบอุบัติการณ์ที่แท้จริงของโรคแพ้นมวัว เนื่องจากเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ

ปัจจุบันสถิติอัตราการเกิดของทารกแรกเกิดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 8 แสนคน/ปี การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 20 เพราะฉะนั้นจะมีเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัวประมาณ 6 แสนคน และมีเด็กแพ้นมวัวสูงถึงปีละ 2 หมื่นราย

แม้นมวัวจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย และมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตให้กับลูกน้อย แต่ทราบหรือไม่ว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีอาการแพ้นมวัว บางรายแพ้รุนแรงจนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและถึงแก่ชีวิตได้

ผู้ปกครองควรรู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกันและรับมือ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับลูกรักได้

สำหรับอาการแพ้โปรตีนนมวัวมักเกิดช่วงแรกของชีวิต คือ หลังจากที่เด็กได้รับนมวัวจะมีอาการแพ้เกิดขึ้น ซึ่งมีรูปแบบและระยะเวลาในการเกิดอาการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.อาการเกิดแบบรวดเร็ว (Rapid Onset) โดยเกิดอาการขึ้นทันทีหลังได้รับประทานนมวัวเข้าไป คือ เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย อาเจียน หายใจหอบ มีเสียงวี้ด มีอาการบวม เกิดลมพิษและคันตามตัว ท้องเสียและถ่ายเป็นเลือด

2.อาการเกิดแบบช้า (Delayed หรือ Slower Onset) คือ เกิดอาการแพ้แบบค่อยเป็นค่อยไป อาจเกิด 7-10 วัน ภายหลังจากได้รับนมวัว อาการที่พบส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกันแบบที่เกิดอาการแบบรวดเร็ว โดยจะมีอาการท้องเสียถ่ายเหลว อาจมีเลือดปนมากับอุจจาระ อาเจียน ไม่อยากอาหาร หงุดหงิด ปวดท้องหรือมีอาการทางผิวหนัง เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เริ่มที่อายุประมาณ 2 เดือน

พญ.ฉัฐฐิมา เสาวภาคย์ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคแพ้โปรตีนนมวัว มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเห็นโปรตีนในนมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามกำจัดออก ทำให้เกิดอาการต่างๆ จนเด็กไม่สบาย สามารถพบอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร ระบบผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ โดยมาจากการแพ้โปรตีนในนมวัว

ทั้งยังเป็นผลพวงมาจากพันธุกรรม เช่น หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ หรืออาจไม่ต้องเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดเดียวกันก็ได้ เช่น คนหนึ่งเป็นโรคหืด คนหนึ่งเป็นผื่นแพ้ ลูกก็มีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าการมีพ่อหรือแม่แพ้เพียงคนเดียว และเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวมักมีโอกาสที่จะแพ้ อาหาร ยา สารต่างๆ ได้สูงกว่าคนทั่วไป เมื่อโตขึ้นเด็กกลุ่มที่แพ้โปรตีนนมวัวอาจเป็นผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบหรือเป็นโรคหืด ภูมิแพ้จมูกได้

 

ส่วนวิธีการรักษาเด็กแพ้โปรตีนนมวัว คือควรให้เด็กหลีกเลี่ยงนมวัวและอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ แต่เด็กก็ยังต้องการโปรตีนและแคลเซียมเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ผู้ปกครองอาจใช้นมชนิดอื่นหรืออาหารอื่นมาทดแทนนมวัว

อาหารที่สำคัญสำหรับเด็กคือ การให้นมแม่จะดีที่สุด แต่ถ้าเด็กไม่สามารถรับประทานนมแม่ได้ อาจจะต้องใช้นมพิเศษ หรือนมที่มีการปรับเปลี่ยนกรดอะมิโน โดยควรใช้ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์

หากเด็กมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวแบบรวดเร็ว ต้องได้รับยาเอพิเนฟรีน (Epinephrine) ทันที และรีบพามาพบแพทย์โดยด่วน ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาและดูแลอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวที่มีอาการแบบรวดเร็วควรต้องมีการพกยาฉีดเอพิเนฟรีนติดตัวไว้ ในเด็กที่มีอาการแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของนมวัวเด็กอาจมีอาการเมื่อไปสัมผัสส่วนประกอบของอาหารโดยไม่ตั้งใจ ต้องมีการฝึกฝนให้ฉีดยานี้ได้

ในกรณีที่เด็กรับประทานนมแม่ก็ให้รับประทานต่อไป โดยที่แม่ต้องงดรับประทานนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวทุกชนิดในระหว่างที่ให้นมลูก และไม่แนะนำดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัว เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากในเด็กบางรายก็อาจมีอาการทั้งแพ้โปรตีนนมวัวและแพ้โปรตีนนมถั่วเหลืองได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์

เด็กที่แพ้โปรตีนจากนมวัวนั้น มีโอกาสหายจากอาการแพ้ได้ตามช่วงอายุ คือ ร้อยละ 45-56 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 1 ปี ร้อยละ 60-77 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 2 ปี ร้อยละ 84-87 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 3 ปี และร้อยละ 90-95 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 5-10 ปี

อย่างไรก็ตาม การพาเด็กมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและหาอาการแพ้โปรตีนจากนมวัว นับว่าเป็นสิ่งที่ดีเพื่อผู้ปกครองจะได้รู้เท่าทันและรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ให้ลูกรักเติบโต แข็งแรงอย่างปลอดภัย

วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ยิ่งให้ยิ่งได้ อิ่มใจอิ่มบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543901

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ยิ่งให้ยิ่งได้ อิ่มใจอิ่มบุญ

 โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศษฐ์ แถมเงิน

 ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรเคทีซี รับผิดชอบตลาดของสินค้าด้านน้ำมัน ภาพยนตร์ บันเทิง โรงหนัง โบว์ลิ่ง วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ทำงานที่นี่มานานถึง 13 ปี

แม้งานประจำจะมีงานยุ่งเพราะธุรกิจบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูง แต่เขาก็พยายามหาเวลาว่างช่วงวันหยุด หรือหลังเลิกงาน ไปทำงานจิตอาสาเพื่อสังคมบ้าง เพราะคิดว่าเป็นงานที่มีประโยชน์แบ่งปันเพื่อคนอื่นบ้าง โดยเริ่มทำงานจิตอาสาอย่างจริงจังเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

 ตอนนั้นบ้านวรพงศ์เองก็ประสบปัญหาน้ำท่วมด้วยเช่นกัน จนต้องย้ายไปอยู่ที่ จ.ชลบุรี ชั่วคราว เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็มีโอกาสได้ไปช่วยงานของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งเป็นมูลนิธิคล้ายๆ ของ จส. 100 โดยเริ่มจากการซื้อของไปบริจาคก่อน 2-3 ครั้ง แล้วก็เริ่มรับรู้ว่าในจุดที่น้ำท่วมมากๆ นั้น มีชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนลึกๆ เขาเดือดร้อนมาก เพราะน้ำท่วมเยอะจนไม่สามารถออกมารับของบริจาคได้ ส่วนผู้ที่ไปบริจาคก็เข้าไปไม่ถึงด้วยเช่นกัน เพราะน้ำท่วมสูงถึง 150 ซม.

 “เป็นชุมชนย่านรังสิต เราก็เลยคิดว่า ไหนๆ อยากจะช่วยแล้วก็พยายามช่วยให้ทั่วถึง ก็เลยขอเข้าไปช่วยเป็นอาสาสมัครด้วยจากเดิมที่แค่ซื้อของฝากไปบริจาค แล้วก็เริ่มเล่นวิทยุศูนย์ชุมชน เราเป็นจิตอาสาธรรมดาไม่ได้เป็นกู้ภัย ซึ่งเขามีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 4,000 คน จิตอาสาคือเวลาเจอคนรถเสียก็ไปช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็จะวิทยุไปเรียกสมาชิกที่มีอุปกรณ์มาช่วย เมื่อเจอเหตุด่วนเหตุร้ายก็แจ้งศูนย์ให้ช่วยกระจายข่าวจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ” เขากล่าวถึงการเข้าไปเป็นจิตอาสาในช่วงปีแรกๆ

 หลังจากนั้น วรพงศ์ ก็พบว่าใกล้ซอยบ้านของเขานั้นมีศูนย์วิทยุ เขาก็เริ่มไปนั่งประจำที่ศูนย์วิทยุหลังเลิกงานบางวัน เรียกว่า ศูนย์อาร์ดี (RD) เวลามีงานอาสาเขาก็จะช่วยประสานงานไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ผู้ประสบเหตุได้รับความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะทำทุกอย่างตามที่มีผู้ขอความช่วยเหลือเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเอาของไปบริจาค รถเสียบนทางด่วน จับงู ลืมกุญแจในรถ เปลี่ยนยาง โดยสามารถโทรขอความช่วยเหลือมาที่ 1677 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 วรพงศ์ เล่าต่อถึงงานอาสาตรงนี้ว่า เริ่มทำจริงจังมาถึงตอนนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว บางวันหลังเลิกงานก็อยู่ที่ศูนย์ บางวันก็ลงพื้นที่

 “การได้ทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ดี สังคมก็มีความน่าอยู่ขึ้น เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอทำเพื่อคนอื่นได้ ผมคิดว่าสังคมที่มีผู้ให้มากกว่าผู้รับจะเป็นสังคมที่ดีงาม  

 มีครั้งหนึ่งเคยมีคนเล่าว่าขับรถไปเจอรถยนต์ชนกันแล้วอยู่ในมุมมืด เขาขับผ่านไปปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์ขับมาไม่เห็นจุดเกิดเหตุชนซ้ำเข้าไป มอเตอร์ไซค์ตายคาที่ คือ ถ้าหากมีใครหยุดช่วยส่องไฟ แล้วรีบแจ้งศูนย์ให้รีบมาช่วยก็คงไม่มีใครเสียชีวิตเพิ่ม ตอนนี้พอผมเจออุบัติเหตุผมจะรีบวิทยุเรียกศูนย์ หรือช่วยเหลือเบื้องต้นเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสียหายไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้น”

 การทำบุญมีหลายรูปแบบ วรพงศ์ บอกว่า เขาชอบทำบุญแบบนี้มากกว่าไปทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ช่วยคนเดือดร้อนประสบภัยดีกว่า ณ จุดเกิดเหตุเขาต้องการช่วยเหลือเร่งด่วนมากกว่า มีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่า มันเป็นนาทีเป็นนาทีตายต่อชีวิตบางคนด้วย

 “ผมคิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้คนละนิดละหน่อย อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา บางคนขับวินมอเตอร์ไซค์ บางคนขับแท็กซี่ ก็มาเป็นจิตอาสาได้ เขาก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย แต่เขามีใจที่จะให้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้อิ่มใจอิ่มบุญทำในแบบที่เราทำได้ไม่เดือดร้อนตัวเองไม่เดือดร้อนใคร” เขากล่าวออกมาด้วยความเต็มใจ

เติร์ดเวฟ เทรนด์กาแฟที่ยังไม่ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543791

  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 15:46 น.

เติร์ดเวฟ เทรนด์กาแฟที่ยังไม่ร่วง

เรื่อง คาเอรุภาพ รอยเตอร์ส

ผลสำรวจการบริโภคกาแฟของชาวอเมริกัน โดยสมาคมกาแฟแห่งชาติ (The National Coffee Association – NCA) ปีล่าสุด คือ 2017 ออกมาว่า สหรัฐเป็นประเทศที่เสพติดกาเฟอีนอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายนัก ด้วยว่า นอกจากกาแฟท้องถิ่นค่ายยักษ์อย่าง สตาร์บัคส์ แล้ว ยังมีร้านกาแฟแบรนด์ และร้านเล็กร้านย่อยผุดขึ้นราวดอกเห็ด

สิ่งที่เซอร์ไพรส์ในการสำรวจครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “ชนิด” กาแฟที่อเมริกันชนนิยมเสพ 59% ทีเดียวที่เลือกดื่มกาแฟที่เรียกว่าเป็นชนิด กูร์เมต์ (Gourmet) หรือกาแฟชนิดพิเศษ โดยนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 67 ปี ที่คนอเมริกันเกินครึ่งตอบว่าเลือกกินกาแฟเฉพาะชนิดพิเศษเท่านั้น

ตลาดของกาแฟชนิดพิเศษเริ่มเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 1999 ที่เพิ่งเข้ามานั้นมีผู้นิยมดื่มแค่ 9% ขณะที่เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา คนเลือกกาแฟชนิดพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 41%

สมาคมกาแฟแห่งชาติสหรัฐ รายงานว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาศัยเวลาถึง 18 ปีทีเดียว ในการนำพากาแฟชนิดพิเศษ ให้กลายมาเป็นกาแฟแก้วโปรดของอเมริกันชนส่วนใหญ่

เหตุใดคนทุกวันนี้จึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อกาแฟชนิดพรีเมียม ที่รู้จักกันดีในนาม “กาแฟคลื่นที่ 3” หรือ Third Wave กิน แทนที่จะเลือกซื้อกาแฟเดิมๆ แบบ ธรรมดาๆ ล่ะ… Perfect Daily Grind นิตยสารกาแฟออนไลน์ บอกว่า เป็นเพราะผู้บริโภคเข้าใจว่า กาแฟถ้วยหนึ่งๆ ไม่ได้สร้างสรรค์โดยบาริสต้าเท่านั้น ทว่า ยังมี ผู้ผลิต ผู้คั่ว เมล็ดพันธุ์ สถานที่ ฯลฯ อีกมากมาย ที่ทำให้แต่ละตัวมีรสชาติที่แตกต่าง

กาแฟชนิดพิเศษ ยังแสดงบุคลิกตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ ผ่านชาวไร่กาแฟที่ใส่ใจในการผลิตเมล็ดที่ได้มาตรฐาน ภาพลักษณ์แบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากในกาแฟคลื่นที่ 3 ที่นับว่ากาแฟเป็นความหรูหราที่สัมผัสได้

นอกจากกาแฟคุณภาพดีแล้ว ชาว “คลื่นที่ 3” ยังเห็นว่า กาแฟเป็นศิลปะในถ้วยไม่ต่างจากไวน์ ไม่ใช่สินค้าธรรมดาที่ซื้อมาขายไป หลายๆ แหล่งผลิตที่ไม่อยากตกขบวนก็ต้องปรับปรุงคุณภาพ การผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรวมกลุ่มกันกับโรงคั่วและพ่อค้าที่เข้าใจในความเป็นกาแฟคลื่นที่ 3 เหมือนกันด้วย

กาแฟเติร์ดเวฟ ส่วนมากจะมีลักษณะของการซื้อขายตรงจากแหล่งผลิต เมล็ดกาแฟคุณภาพสูง มักเป็นแหล่งที่ปลูกเดี่ยวๆ (Single-Origin) ส่วนใหญ่จะคั่วอ่อนๆ นอกจากนี้ เพื่อให้ได้รสชาติแท้ๆ ของกาแฟพิเศษๆ แต่ละชนิด จึงมักอาศัยวิธีชง แบบดริป หรือ Pour-Over อย่างเครื่อง เชอเมกซ์และฮาริโอ

เทตสึ คาสึยา แชมป์บาริสต้าโลก ปี 2016 บอกว่า เขาชื่นชอบกาแฟคลื่นที่ 3 และต้องขอบคุณการซื้อตรงจากแหล่งผลิตที่ทำให้บาริสต้าและโรสเตอร์ (นักคั่วกาแฟ) มีเรื่องราวมาเล่าให้คนชอบดื่มกาแฟฟังอีกด้วย ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจที่จะจ่ายเพิ่มอีกสักนิด สำหรับเรื่องราวและกาแฟที่อร่อยขึ้น

ประเด็นของกาแฟคลื่นที่ 3 ก็คือ การทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษๆ ส่วนหนึ่งของการบริการก็คือ ต้องมีเรื่องราวของกาแฟ ตัวพิเศษเหล่านั้นมาเล่า ตั้งแต่ต้นน้ำคือ แหล่งผลิต วิธีผลิต วิธีคั่ว แถมเรื่องของ บาริสต้าเองก็ยังนำมาเล่าได้ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพรวมว่า ทำไมกาแฟดีๆ ถึงผลิตย้าก-ยาก ทำไมกาแฟจึงมีรสชาติแบบนี้ แล้วทำไมมันจึงแพงกว่ากาแฟทั่วๆ ไป

18 ปีผ่านไป ชัยชนะของเติร์ดเวฟ ก็มาถึงเต็มๆ เสียที

เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543617

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 14:15 น.

เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

เรื่อง บีเซลบับภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คาร์โบไฮเดรตหมดความสำคัญเสียแล้วรึ ไม่หมดความสำคัญไปทั้งหมดหรอก แต่ลดความสำคัญลง เคล็ดลับอายุยืน ไม่ป่วยไม่แก่! เมื่อร่างกายเปลี่ยนมาใช้ออกซิเจนแทนแป้ง “หยุดแก่แค่เลิกกินแป้ง” ผู้แต่งคือ โคอิชิโร่ ฟุจิตะ ว่าด้วยทฤษฎีแอนตี้เอจจิ้ง หรือการชะลอวัยด้วยการเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการกินคาร์โบไฮเดรต และการทำความรู้จักกับร่างกายของตัวเองเมื่ออายุมากขึ้น

กุญแจสำคัญของการมีร่างกายและจิตใจที่อ่อนเยาว์ไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ แต่ขึ้นอยู่กับการกินอาหารให้เหมาะสมกับระบบการทำงานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วงวัยเด็กต้องการพลังงานมหาศาล แต่เมื่อสูงวัย ร่างกายสับสวิตช์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนโหมดเป็นการทำงานด้วยพลังงานต่ำ จึงไม่ต้องการอาหารให้พลังงานสูงหรืออาหารจำพวกแป้งอีกต่อไป

“ความลับของการมีชีวิตยืนยาวคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินอาหารเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี เพราะจะเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” โคอิชิโร่กล่าวในหนังสือของเขา

คาร์โบไฮเดรตหมดความจำเป็นเมื่อพ้นวัยหนุ่มสาว โดยความเชื่อเกี่ยวกับการลดความอ้วนข้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มหนุ่มสาวคือ การงดแป้งแล้วแทนด้วยอาหารประเภทอื่น จะช่วยให้ไดเอตได้ดี แต่พองดแป้งได้ 3 วันก็รู้สึกหน้ามืดแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะร่างกายในช่วงหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ยังต้องใช้พลังงานจากน้ำตาลปริมาณมาก

เมื่อร่างกายเข้าสู่วัย 50 ระบบย่อยน้ำตาลที่เคยเป็นกลไกหลักจะลดบทบาทลง แล้วให้ระบบไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นระบบเผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน มาทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานแทน ไมโตคอนเดรียคืออะไรกันแน่ ไมโตคอนเดรียมีรูปทรงคล้ายแคปซูล อาศัยอยู่ในเซลล์ พบมากในหัวใจ ตับ ไตและต่อมต่างๆ มันทำหน้าที่แทนอาหารจำพวกแป้งอย่างเหลือเชื่อ เมื่อคุณอายุ 50 ปีขึ้นไป

“ไมโตคอนเดรียทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน เพื่อสร้างดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเอนไซม์นับพันชนิด เพื่อใช้ในระบบการเผาผลาญของเซลล์ทั่วร่างกาย”

เมื่อเราหายใจเข้า ออกซิเจนจะถูกส่งไปยังไมโต คอนเดรียผ่านทางกระแสเลือด และเข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน ไมโตคอนเดรียจะทำงานได้ดีเมื่อได้รับออกซิเจนเต็มที่ และร่างกายอยู่ในอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นเกินไป ด้วยเหตุนี้ คนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป จึงต้องพยายามรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติ

 

“อย่าลืมออกกำลังกายให้สม่ำเสมอด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่มากพอนั่นเอง โดยไมโตคอนเดรียจะใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างพลังงาน ซึ่งต่างจากระบบย่อยน้ำตาล ที่สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานได้ทันที”

นั่นหมายความว่า ถ้ายังคงกินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าเดิม ระบบย่อยน้ำตาลที่ผ่อนกำลังลงแล้วต้องเริ่มทำงานอีกครั้ง ขณะที่ไมโตคอนเดรียกำลังทำหน้าที่หลัก ส่งผลให้กระบวนการสร้างพลังงานของร่างกายผิดปกติ เนื่องจาก ระบบไมโตคอนเดรียต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมาก

หากระบบย่อยน้ำตาลทำงานควบคู่กันไปด้วย ไมโตคอนเดรียจึงไม่สามารถเปลี่ยนออกซิเจนทั้งหมดเป็นพลังงานได้ ออกซิเจนที่เหลือปริมาณมากจะเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระอนุพันธ์ออกซิเจนที่ไวต่อการทำปฏิกิริยา หรือที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS)

อนุมูลอิสระชนิดนี้ ส่งผลกระทบต่อความเจ็บป่วยของมนุษย์มาก เมื่อเกิดปฏิกิริยาระหว่างอนุมูลอิสระกับสายของกรดไขมันที่ผนังเซลล์ไมโตคอนเดรียจนเซลล์ถูกทำลายหรือผิดรูปร่าง ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพลงได้ ก็อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ “แก่” ได้อย่างไร

ใช่! วัฒนธรรมการกินของไทยส่วนใหญ่ มีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าต่างๆ ข้าวหน้าไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูอบ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวประดามี ไม่นับขนมปัง แป้งพิซซ่า เค้ก โดนัท วัฒนธรรมไทยจีนและผสมอีกหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก กินกันจนเป็นอาหารประจำวันไปแล้ว เอาเป็นว่า “ลดลง” ก็น่าจะดี

จำไว้ว่าเมื่อเชื้อเพลิงสำหรับสร้างพลังงานของคนแต่ละวัยแตกต่าง วัยหนุ่มสาวใช้พลังงานจากโมเลกุลน้ำตาลเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องใช้ แต่เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายเปลี่ยนมาต้องการพลังงานจากออกซิเจนมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหารนั่นเอง