ซัมเมอร์นี้พาลูกไปเข้าค่ายที่ไหนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544349

  • วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

ซัมเมอร์นี้พาลูกไปเข้าค่ายที่ไหนดี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปิดเทอมยาวหน้าร้อนทุกปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหาค่ายหรือแคมป์ดีๆ ให้กับตัวเองและลูกหลาน อันเป็นการใช้เวลาว่างในช่วงดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ ขณะที่เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองด้านทักษะต่างๆ โดยจะมีความพิเศษด้านไหนนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบและการจัดกิจกรรมของแต่ละค่ายเป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีค่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ทั้งจัดในประเทศและพาไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ค่ายภาษา ค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายคณิตศาสตร์ ค่ายอนุรักษ์ ค่ายอาสา ค่ายดนตรี ค่ายศิลปะ ค่ายคอมพิวเตอร์-ไอที เป็นต้น

 

เด็กสมัยนี้เก่งอย่างเดียวไม่พอ

พ่อแม่ผู้ปกครองยุคใหม่ต่างเห็นความสำคัญของการเข้าค่ายเพราะมองว่ามีประโยชน์และส่งเสริมศักยภาพของลูกๆ ซึ่งจะเห็นได้จากเด็กบางคนพอกลับจากเข้าค่ายแล้วนิสัยและพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เช่น จากที่เป็นคนเอาแต่ใจ หรือไม่ชอบใจอะไรแล้วมักใช้อารมณ์ ก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่ใช้เหตุผล ใจนิ่งสุขุมขึ้น เรียกว่าทัศนคติเปลี่ยนไปในทางที่ดี

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่า การเข้าค่ายตอบโจทย์การศึกษาของเด็กในยุคปัจจุบัน ให้มุมมองว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก ทำให้การเลี้ยงลูกมีความท้าทายอย่างยิ่ง การเลี้ยงให้เก่งหรือเน้นการแข่งขันอย่างเดียวไม่ใช่ค่านิยมของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป และไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกต่อไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กๆ เป็นคนเก่ง คนดี รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคมได้ นี่คือนิยามที่เรียกว่าแอ็กทีฟ ซิติเซน (Active Citizen)

คิม กล่าวต่อว่า การเป็นคนเก่ง คนดีและรับผิดชอบตัวเองและสังคมได้นั้นเป็นสิ่งที่สังคมและชาติถวิลหา ในฐานะที่นานมีบุ๊คส์นอกจากทำหนังสือและจัดค่ายต่างๆ มานาน จึงเห็นว่าการเป็นแอ็กทีฟ ซิติเซนจำเป็นต้องพร้อมด้วย 7 ทักษะ ประกอบด้วย 1.การมีจิตสำนึกพลเมืองดี เกิดมาต้องตอบแทนสังคมและต้องเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง 2.การมีทักษะประกอบวิชาชีพ ควรมีแพสชั่นหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องเก่งพิเศษ 3.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักธรรมชาติและแผ่นดิน อยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างสุนทรีย์ 4.รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่คิดเก่งแต่ต้องทำเป็นและแก้ปัญหาเป็นด้วย 5.สร้างสรรค์ต่อยอด คิดนอกกรอบ 6.มีภาวะผู้นำ มุ่งมั่น รับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ มีอุดมการณ์ โดยจะมีอุดมการณ์ในเรื่องใดก็ได้ เช่น เรื่องสัตว์ ผู้หญิง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น 7.ต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พูดเก่งอย่างเดียว แต่ควรจะสามารถแสดงทัศนคติของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ได้ รู้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นทักษะที่จำเป็นของแอ็กทีฟ ซิติเซน

          ค่ายไหนน่าไปบ้าง

สำหรับระดับอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเตรียมอนุบาลถึงอนุบาลที่ 3 หากกำลังมองหาค่ายให้ลูกอยู่ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยได้จัดโปรแกรมไว้สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ต้องการให้บุตรหลานอยู่บ้านเฉยๆ แต่อยากให้ต่อยอดและเติมเต็มความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนพัฒนาการและความสนุกสนาน กับกิจกรรมปิดเทอมหรรษา ซัมเมอร์คอร์ส (Summer course)

จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง รองผู้จัดการ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้กำลังอยู่ในช่วงของการจัดรอบแรก แต่รอบสองจะจัดวันที่ 2-30 เม.ย. ซึ่งมีหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมกระดาษหรรษา กิจกรรมการประดิษฐ์ วาดภาพ ระบายสี กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมคุกกิ้ง กิจกรรมเสริมทักษะเตรียมความพร้อมและเชาว์ปัญญา กิจกรรมสนุกกับภาษาอังกฤษ กิจกรรมสนุกกับภาษาจีน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจสามารถลงทะเบียนให้ลูกๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-408-1919 ทุกวัน หรือ www.satitbtu.ac.thขณะที่ค่ายระดับประถมศึกษาก็มีจัดหลายที่ หนึ่งในนั้นคือของบริษัท นานมีบุ๊คส์ ก็ถือว่าน่าสนใจ โดยปีนี้นานมีบุ๊คส์มีกำหนดจัดค่ายทั้งหมด 23 ครั้ง ในช่วงซัมเมอร์นี้ได้มีการแบ่งค่ายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในธีมที่เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีทั้งหมด 5 ธีม ประเภทที่ 2 ค่ายโกจีเนียส มี 5 แบบเช่นกัน

คิม กล่าวว่า ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นค่ายภาษาอังกฤษ โดยเจ้าของภาษา คอนเซ็ปต์ค่ายเป็นการถอดกิจกรรมจากหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ละเล่มออกมาเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ให้ความสำคัญกับทักษะทางสังคมและมิตรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างภาวะผู้นำ ตลอดจนการทำงานเป็นทีม โดยค่ายที่ 1 คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ทุกคนที่เข้าค่ายจะได้รับตุ๊กตานกฮูก ซึ่งในแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะมีสัตว์ประจำกาย หนึ่งอย่าง และสัตว์ประจำกายของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คือนกฮูก สีขาวที่ใช้ในการส่งสาส์น และไม้กายสิทธิ์ 1 อัน กิจกรรมมีหลายอย่างเหมือนในแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีการแบ่งเป็น 4 บ้าน เด็กที่เข้ามาต้องใส่หมวกคัดสรร โดยหมวกจะบอกว่าใครอยู่บ้านหลังไหน ซึ่งทั้งสี่บ้านจะมีการแข่งขันระหว่างปี นักเรียนคนไหน บ้านหลังไหนทำได้ดี เช่น เก็บกวาดบ้านสะอาดมากก็จะได้ 1 แต้ม หรือใครชอบแกล้งเพื่อนก็โดนหัก 1 แต้ม การค้นหาศิลาอาถรรพ์ต้องผ่านด่านหลายภารกิจ เป็นต้น

ขณะค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ซึ่งห้องแห่งความลับนี้เด็กๆ ต้องผ่านภารกิจลับต่างๆ ไปให้ได้ ค่ายนี้จะสอนให้เด็กๆ ได้รู้คุณค่าของเงินโดยจะมีการแจกเงินปลอมให้เด็กไปจ่ายตลาด ซื้อสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งตลาดในโลกเวทมนตร์ไม่เหมือนตลาดทั่วไป ตลาดที่ดังในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ชื่อตรอกไดแอกอน เด็กๆ ก็จะไปซื้อสัตว์เลี้ยงที่ตรอกนี้ ได้ฝึกเรียนรู้เรื่องการประมูล เช่น การประมูลไม้กายสิทธิ์ของตัวเอง ได้ฝึกคิดเลข ได้เล่นกีฬาควิดดิชแต่ด้วยการขี่ไม้กวาด เป็นต้น ทั้งสองค่ายนี้เคยจัดมาแล้ว น้องๆ อายุ 8-12 ปีที่สนใจยังสามารถสมัครได้อยู่

“นอกจากนี้ ปีนี้เรายังได้เปิดตัวค่ายที่ 3 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้นก็จะอยู่ในเนื้อหาหนังสือในเล่มที่ 3 เช่น การผจญภัยไปกับแผนที่ตัวกวน ย้อนเวลาตามหาและพิชิตภารกิจที่แสนท้าทาย ตามหาสัตว์ลึกลับในห้องแห่งความลับ การปรุงยาในศาสตร์ชั้นสูง และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกมาก”

ค่ายแรก แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 มี.ค. และวันที่ 21-23 เม.ย. 2561 ค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ จัดในวันที่ 6-8 เม.ย. และวันที่ 24-26 เม.ย. ส่วนค่ายที่ 3 จัดวันที่ 27-29 เม.ย. 2561 ทั้งหมดจะจัดที่ โกจีเนียส เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

นอกจากค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้วยังมีค่าย โกจีเนียส ซึ่งเป็นค่ายวิทยาศาสตร์ ตอนสุดยอดภารกิจเอาชีวิตรอดแดนมหัศจรรย์ รุ่นหนึ่งจะเริ่มวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย. 2561 ซึ่งมีภารกิจหลายอย่างให้เด็กได้สนุกเพลิดเพลิน เช่น การประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ การเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ต่างๆ การทำเมนูอาหาร การเรียนรู้ขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณ การสร้างหอคอยทรงพลัง เป็นต้น

 

ขณะที่อีกค่ายโกจีเนียส หนึ่งที่น่าสนใจคือ Fining Me Project เป็นค่ายที่ให้เด็กๆ ได้ฝึกเคารพกฎระเบียบของสังคม ฝึกความอดทนและความพยายาม ฝึกให้กล้าแสดงออก ฝึกทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่น ฝึกให้เสนอความคิดเห็น ฝึกให้เป็นผู้นำ ได้รู้จักการเปิดใจ เปิดเผยความรู้สึก การฝึกให้รู้จักการตั้งเป้าหมาย การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น ค่ายนี้จะเหมาะกับเด็กอายุ 11-12 ปี โดยจัดขึ้นในวันที่ 9-11 เม.ย. 2561 สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือสมัครเข้าค่ายได้ที่ 02-2662-3000 ต่อ 5226, 4425

สำหรับนักเรียนมัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่สนใจเข้าค่ายในช่วงซัมเมอร์นี้ก็มีค่ายต่างๆ ให้เลือกมากมาย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.camphub.in.th เลือกค่ายที่ตัวเองชอบและอยากไปได้เลย.

“ใหลตาย” เกิดจากปัญหาการเต้นของหัวใจไม่ใช่เพราะ “ผีแม่ม่าย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544319

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 17:49 น.

"ใหลตาย" เกิดจากปัญหาการเต้นของหัวใจไม่ใช่เพราะ "ผีแม่ม่าย"

“ไขความลับ-เปิดข้อเท็จจริงเรื่องใหลตาย” พร้อมเผยวิธีป้องกันจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

———————————

โดย..พัชรวรรณ มงคล

กรณี ดาดิเด้ อัสตอรี กัปตันทีมม่วงมหากาฬ ฟิออเรนตินา สโมสรฟุตบอลแห่งศึกกัลโช เซเรีย อา ประเทศอิตาลี เสียชีวิตอย่างกะทันขณะนอนหลับอยู่ภายในโรงเเรม โดยแพทย์ระบุว่า หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิต กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ในประเทศไทยมักเรียกการเสียชีวิตในขณะนอนหลับว่า “โรคใหลตาย” ซึ่งเกิดจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจขั้นรุนแรง มีผลทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ โดยการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ประมาณ 0.5-1 คน ใน 1,000 คน แต่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์ระหว่างเชื้อชาติเป็นอย่างมาก โดยพบได้มากในประชากรที่มีเชื้อสายเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ไขความลับ! ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย” จากการถอดรหัสพันธุกรรมในคนไทยว่า 750 คน ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ และการจี้หัวใจด้วยเครื่องวิทยุ

ผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าอนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ สาขาวิชาหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตาย หรือ sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUND) ใช้เรียกการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในขณะหลับ มีอาการคล้ายหายใจไม่สะดวกอาจเกิดเสียงร้องคล้ายละเมอก่อนเสียชีวิต โรคนี้พบได้ทั่วโลก แต่มักพบในมากในเอเชียตะวันตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศไทยมักพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากโรคนี้ไวต่อความร้อน มักพบในผู้ชายเฉลี่ยอายุประมาณ 30-50 ปี

ในอดีตประชาชนเกิดความเชื่อว่าผีแม่ม่ายมาพาชายหนุ่มไปอยู่ด้วย วิธีการแก้คือใส่ผ้าถุง ทาปากแดง นำป้ายมาแขวนหน้าบ้านพร้อมเขียนข้อความว่า บ้านหลังนี้ไม่มีผู้ชาย เป็นต้น

 

 

ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี อาจารย์พิเศษฝ่ายวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตายเกิดขึ้นกับคนไทย ในอายุ 30-50 ปี อัตราการใหลตาย 40 ต่อแสนคน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เนื่องจากหัวใจที่เต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง จึงเป็นเหตุทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะสมอง สาเหตุหลักมาจากการมีผังผืดบริเวณผิวของหัวใจด้านนอกช่องล่างด้านขวา ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นระริก ซึ่งหากดูจากกราฟหัวใจจะมีลักษณะคล้ายขาตั๊กแตน หรือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิด Brugada ซึ่งโรคเหล่านี้ไวต่อความร้อน เมื่ออุณหภูมิ 40 องศาเมื่อไหร่ อุบัติการณ์การจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

คนที่มีความเสี่ยงโรคใหลตายนั้น คือผู้รอดชีวิตจากการใหลตาย ผู้ที่มีญาติสายตรงมีอาการใหลตาย หรือผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ Brugada ซึ่งการรักษานั้นที่ผ่านมาจะใช้วิธีการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AICD) ซึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท แต่ปัจจุบันอยู่ในได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประกันสุขภาพ เนื่องจากประสิทธิผลชัดเจนว่าลดอัตราการตายให้เหลือ 0% ขณะที่การรักษาด้วยยายังพบการตายอยู่ประมาณ 14%

อย่างไรก็ตาม เครื่องจะสามารถช็อกได้สูงสุดประมาณ 200 ครั้ง ก็จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ หากผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยก็ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ

ดังนั้นจึงมีการพัฒนาการรักษาที่ต้นเหตุคือ การจี้ผังพืดหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ ได้ทำมาประมาณกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมารักษาผู้ป่วยในเมืองไทยมากกว่า 70 ราย ซึ่งผลลัพธ์พบว่า อาการคลื่นไฟฟ้าผิดปกตินั้นหายไป ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และจากการติดตามต่อเนื่องมา 4-5 ปี ก็ไม่พบการเกิดอาการคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางรายก็สามารถถอดเครื่อง AICD ออกได้ แต่เพื่อความมั่นใจจึงต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการจี้ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 -3 ปีก็จะได้ข้อสรุป ซึ่งหากมีประสิทธิผลที่ดีก็จะผลักดันให้เป็นสิทธิการรักษาแทนการฝังเครื่อง AICD เพราะมีราคาถูกกว่า

 

 

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ คนใหลตายมักมีประวัติในครอบครัวรุ่นก่อนที่เป็นเช่นเดียวกัน จึงคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย จึงต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ จะเก็บข้อมูลพันธุกรรมและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของคนที่เป็นโรคใหลตายจำนวน 250 คน เปรียบเทียบกับการถอดรหัสพันธุกรรมของคนปกติอีก 500 คน หรือในอัตรา 1 ต่อ 2 ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อดูความแตกต่างกัน

ขณะนี้เก็บข้อมูลคนไข้ใหลตายได้แล้วกว่า 200 คน คนปกติอีกประมาณ 300 กว่าคน กำลังอยู่ในช่วงถอดรหัสและเก็บข้อมูลให้ครบจำนวน 250 และ 500 คน  คาดว่าใน 2-3 ปี จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากการถอดรหัสพันธุกรรมมีค่าใช่จ่ายที่สูง ครั้งละประมาณ 1-2 หมื่นบาทต่อคน หากทำได้ 1,000 คน ก็จะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลเรื่องพันธุกรรมที่ใช้ในการเปรียบเทียบโรคต่างๆ ได้

ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ เป็นเลิศด้วยเวชศาสตร์การกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544258

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ เป็นเลิศด้วยเวชศาสตร์การกีฬา

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ได้มีนัดตรวจสุขภาพกับคุณหมอ แต่วันนี้มีนัดสัมภาษณ์คุณหมอว่าด้วยเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผศ.ดร.ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย รองผู้อำนวยการศูนย์รอยัลไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เรื่องราวของคุณหมอและสิ่งที่คุณหมอทำ ให้แรงบันดาลใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่เห็นประโยชน์ในความสุข ความมุ่งมั่น และสุขภาพที่แข็งแรง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากความกลัวของตัวดอกเตอร์หนุ่มเอง เขามีความสนใจด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์การกีฬา ก็เนื่องจากโดยส่วนตัวเป็นผู้กลัวความชรา มองเห็นว่าความแก่คือความเสื่อมที่มาพร้อมกับโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลัวที่สุดคือมะเร็ง ซึ่งก็คือความเสื่อมของร่างกายชนิดหนึ่ง

“โรคทุกอย่างที่เรากลัวมาจากความเสื่อม โรคทุกโรคที่เรากลัวมาเมื่อเราสูงอายุ”

ผู้คนโดยมากเมื่ออายุเข้าวัย 40-50 ปีก็เริ่มเป็นโรคกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเสื่อมช้า ดร.ประวีร์เมื่อแรกพุ่งเป้าไปที่ศาสตร์เรื่องผิวหนัง แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าการชะลอความเสื่อมของผิวหนัง เป็นเพียงการชะลอความเสื่อมแต่เพียงภายนอก และค้นพบในเวลาต่อมาว่า การออกกำลังกายคืออายุวัฒนะที่ดีที่สุด จากการศึกษาเป็นแพทย์ผิวหนัง ดร.ประวีร์เลือกเปลี่ยนไปเรียนด้านเวชศาสตร์การกีฬาแทน

“ผมเป็นเด็กเนิร์ด ทำอะไรเพราะรักและชอบเท่านั้น ในวัยรุ่นผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากเรียนหนังสือ ไม่เล่นกีฬา ไม่ทำกิจกรรม มารู้ทีหลังว่า มันไม่ใช่ ยังเสียดายชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้” ดร.ประวีร์เล่าต่อว่า สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ปี 4 นั่นแหละจึงเริ่มเล่นกีฬา เริ่มออกกำลังกาย และนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เพิ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เท่านั้น ที่ไม่ได้ออกกำลังกายติดต่อกัน 2 วันต่อเนื่องในรอบ 20 ปี จากคนไม่ออกกำลัง กลายเป็นผู้เสพติดการออกกำลังกายไปแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเรียนจบแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ประวีร์ทำงานที่กองแพทย์ กระทรวงมหาดไทย ประมาณ 6-7 ปี จากนั้นได้รับทุนไปเรียนต่อเนื่องจนจบปริญญาเอกในปี 2549 ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา Ph.D.Sport Medicine (Exercise Physiology) ที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา (Florida State University)

“ผมจบมาใหม่มาเริ่มต้นเป็นแพทย์ศัลยกรรม ต้องก้มตัวเพื่อทำการผ่าตัดคนไข้ จนมีอาการบาดเจ็บที่หลัง อายุ 20 ปีแต่เจ็บหลังเหมือนคนอายุ 40 ปี ฉุกใจคิดเรื่องความเจ็บป่วยของตัวเองที่เหมือนคนสูงวัย นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นว่าอยากชะลอวัย”

เมื่อศึกษาจบกลับเมืองไทยปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน เทรนด์ออกกำลังกายยังไม่ฮิต แพทย์ที่เรียนจบด้านเวชศาสตร์การกีฬาในเมืองไทยมีน้อยมาก นับจำนวนคนได้ หรือนับจริงๆ มีแค่ 3 คนทั้งประเทศ โชคดีที่เนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองที่ผันตัวมาสร้างทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเห็นความสำคัญของเวชศาสตร์การกีฬากับการทำทีมฟุตบอลระดับมาตรฐาน

“นำความรู้มาประยุกต์ใช้กับทีมฟุตบอลไทย เพื่อให้นักกีฬาของเรามีความแข็งแรง มีความสมบูรณ์ของร่างกาย มาช่วยกันสิ นี่คือคำที่พี่เนวินพูด ผมรับโอกาสนั้นอย่างเต็มตื้น และมารู้เมื่อภายหลังว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดคือทีมฟุตบอลทีมแรกของไทยลีก ที่มีการนำเวชศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้พัฒนาทีมอย่างจริงจัง”

ถ้าจะทำทีมฟุตบอลไทยให้พัฒนาและต่อยอดไปได้ ก็เวชศาสตร์การกีฬานี่แหละที่คือคำตอบ ดร.ประวีร์เล่าว่า ส่วนช่วยและส่วนผลักดันที่จะทำให้นักกีฬาแข็งแรงขึ้น สมบูรณ์ขึ้น สามารถพัฒนาศักยภาพการเตะได้เป็นเลิศ เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากอเมริกาและยุโรป ที่ทีมนักเตะพัฒนาฝีเท้าได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการใช้เวชศาสตร์การกีฬา

อันดับแรกเริ่มจากการวางพื้นฐาน ภาวะโภชนาการสำหรับนักกีฬา เช่น การหลีกเลี่ยงไขมัน การกินแป้งให้เยอะ ส่วนโปรตีนและวิตามิน กินให้เพียงพอเพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ ต่อมาคือการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อตัวนักกีฬาเองและทีมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เรื่องหน้าที่ของแพทย์ประจำทีมนี้ ยังขยายไปถึงเรื่องการคิดเมนูอาหารของนักเตะ

“ให้ความรู้อย่างเดียวอาจจะไม่พอ ผมคิดเมนูให้เลย การันตีความอร่อยของอาหารนั่นหมายความว่า อาหารที่กินต้องถูกหลักและอร่อยด้วย เพื่อให้ตัวนักกีฬากินอย่างไม่ต้องตั้งคำถาม กินเพราะอยากกิน ไม่ใช่กินเพราะต้องกิน คงเคยรู้ว่านักกีฬาบ้านเราในสมัยก่อน กินบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารหลัก เรื่องนี้ต้องจบ”

นอกจากนี้คือการเดินทางไปเยี่ยมแคมป์นักเตะ ในเกือบทุกนัดที่มีการแข่งขัน ในฐานะแพทย์ประจำทีม ทำหน้าที่กำกับตามหลักวิชาการโดยรวม ดูแลนักเตะในทีมว่าได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะวิตามิน ที่ต้องเสริมให้ครบถ้วน โดยร่างกายนักเตะก็เหมือนรถแข่งที่วิ่ง 24 ชั่วโมง ร่างกายของพวกเขา ย่อมต้องการวิตามินในปริมาณที่สูงกว่าคนทั่วไป

สำหรับเทรนด์การออกกำลังกายในปัจจุบัน ดร.ประวีร์เล่าว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะคนหันมาออกกำลังกายและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายมากขึ้น กีฬากลายเป็นอาชีพทำเงิน ผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาบุตรหลานให้มีความสามารถทางกีฬา อยากฝากไว้ถึงการไม่โอเวอร์เทรนด์เด็ก หรือการต้องไม่ปล่อยให้เด็กฝึกซ้อมมากจนเกินไป

“การโอเวอร์เทรนด์ไม่ช่วยอะไร เด็กต้องเล่นกีฬาแบบเด็ก คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ เพื่อให้เขาพัฒนาศักยภาพตามวัย ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าไปเร่งเด็ก กระดูกจะปิดเร็ว จะเตี้ยตัน กลายเป็นลดโพเทนเชียลของเด็ก”

ทุกวันนี้สนุกกับการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ สนุกกับการเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์รอยัลไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ความฝันของดอกเตอร์หนุ่มก็คือ การได้เห็นเวชศาสตร์การกีฬาของไทยมีความแพร่หลาย มีส่วนในการพัฒนาการกีฬาระดับชาติ รวมทั้งพลเมืองไทยมีความแข็งแรง เมื่อประชาชนแข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแกร่ง

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ดร.ประวีร์ปลีกเวลาจากงานหลักเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ว่ายน้ำ ตีเทนนิส และคาราเต้(สายดำ) เขายังชอบเล่นกีฬาท้าทายเกือบทุกชนิดด้วย  ล่าสุดคือสโนว์บอร์ด ที่ทุกปีต้องหาเวลาบินไปไถกระดานหิมะกับเพื่อนรู้ใจที่เกาะญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังชอบดำน้ำ ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ ดูผู้คนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทำความเข้าใจโลก ทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลก

ย้อนกลับมาที่คำถามว่า ทำไมการออกกำลังกายถึงกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้ เรื่องนี้อธิบายว่า การออกกำลังกายจะทำให้การลดลงของระดับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า อันนาบอลิค ฮอร์โมน (Anabolic hormone) ลดลงในระดับที่ช้า นั่นหมายความว่า เมื่อร่างกายสูงวัยขึ้น ฮอร์โมนลดการทำงานลงตามธรรมชาติ แต่การออกกำลังกายจะทำให้อันนาบอลิค ฮอร์โมน ลดลงช้ากว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง

“ช่วยมาก ช่วยน้อย แต่การออกกำลัง ช่วยได้แน่นอน ถ้าคุณไม่อยากแก่ ถ้าคุณอยากต้านวัยต้านความชราให้ได้ผล แข็งแรง ไร้โรค”

นั่นเป็นเหตุผลสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ การออกกำลังกายดีสำหรับทุกคน ดีที่สุดถ้าคิดจะต้านวัยชะลอโรค เป็นหนุ่มเป็นสาวยืนยาว

ระวัง! พิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544255

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

ระวัง! พิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เข้าช่วงหน้าร้อนมาไม่กี่วัน ก็ได้ยินข่าวโรคพิษสุนัขบ้าระบาด มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 3 คน (ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา) กรมปศุสัตว์ประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้า กำหนดเป็นพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว 13 จังหวัด รวมทั้งประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้าชั่วคราวอีก 31 จังหวัด มาตรการเฝ้าระวังสูงสุด ขณะที่เราๆ ท่านๆ ทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแลตัวเองเช่นกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies Virus) สัตว์นำโรคได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์บ้าน เช่น สุนัข แมว กระต่าย กระรอก กระแต หนู ลิง ชะนี แพะ แกะ วัว ควาย ค้างคาว ฯลฯ ทว่าสัตว์นำโรคที่สำคัญที่สุดคือสุนัข เพราะใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดนั่นเอง ปัจจุบันไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ เป็นแล้วเสียชีวิตหมด

คนติดโรคพิษสุนัขบ้าได้ยังไง

1.ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด เชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคเข้าสู่บาดแผลที่ถูกกัด

2.ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย ซึ่งปกติจะไม่ติดโรคจากสัตว์เหล่านั้น ยกเว้นในกรณีที่บริเวณที่ถูกเลียมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วน ในกรณีนี้จะมีโอกาสติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ รวมทั้งกรณีถูกเลียที่ริมฝีปากหรือนัยน์ตา

ข้อปฏิบัติภายหลังถูกสัตว์กัด

1.ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ฟอกด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วทาแผลด้วยโพวิดีน (เบตาดีน) หรือแอลกอฮอล์ หรือทิงเจอร์ไอโอดีน แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

2.ถ้าสุนัขตายให้นำซากมาตรวจ ถ้าหากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้ดูอาการ 10 วัน หรือนำไปให้สัตวแพทย์ดูอาการ ขณะเดียวกันให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมทันที ส่วนการรักษาทางสมุนไพรหรือแผนโบราณ ไม่สามารถป้องกันโรคได้ ไม่ต้องรอดูอาการสุนัข เพราะอาจทำให้การรักษาล่าช้าเกินไป

3.กรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ เช่น เป็นสัตว์ป่า สัตว์จรจัด กัดแล้วหนีไป หรือจำสัตว์ที่กัดไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที

4.ผู้ที่ต้องการรับการรักษาเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า คือผู้มีบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียว หรือแผลมีเลือดไหล แผลถลอก แผลตื้น แผลลึกหรือไม่แค่ไหนก็ตาม รวมทั้งในรายที่ถูกสุนัขเลียตา ริมฝีปาก และผิวหนังที่มีแผลถลอก

ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ถูกสุนัขหรือแมวกัด ข่วน แล้วไม่ได้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างรวดเร็วและครบถ้วน กลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่ถูกสุนัขกัดมากที่สุด ปัญหาสำคัญเกิดจากยังไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขให้ครอบคลุมทุกตัวได้ กลุ่มเสี่ยงทุกรายถูกกัดและไม่ได้ฉีดวัคซีนหลังถูกกัด

สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ แต่อาจสั้นแค่ 7 วัน หรือยาวเกิน 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลและปริมาณเชื้อที่ได้รับ อาการโรคเป็นการอักเสบของสมองและเยื่อสมอง 2-3 วันแรกผู้ป่วยจะปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ ชา เจ็บเสียวหรือปวดบริเวณรอยแผลที่ถูกกัด คันอย่างรุนแรงที่แผลและลำตัว

อาการจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือแบบคลุ้มคลั่ง กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ไม่ชอบแสงสว่าง ไม่ชอบลม ไม่ชอบเสียงดัง กลืนลำบากแม้ของเหลว ระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ประสาทหลอน ชัก หายใจหอบ หมดสติ ส่วนกลุ่มที่สอง คือแบบอัมพาต พบน้อย แขนขาเป็นอัมพาต พูดไม่ชัด น้ำลายฟูมปาก มีอาการกลัวน้ำ กลัวลม เอะอะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองแบบจะเสียชีวิตทุกรายในท้ายที่สุด

โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 3 เดือนขึ้นไป และฉีดซ้ำทุกปี นอกจากฉีดวัคซีนแก่สัตว์เลี้ยงแล้ว ก็ควรลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัดหรือโดนสุนัขทำร้าย มาตรการอย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง (กับหมาแมว) ก็ยังใช้ได้อยู่นะ!

ค่าใช้จ่ายของรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544254

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

ค่าใช้จ่ายของรถ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ซื้อรถนับวันมูลค่าก็มีแต่จะลดลง มีอย่างเดียวที่เพิ่มเข้ามาก็คือค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่มีผลกระทบต่อคนใช้ บางคนถึงขั้นต้องยอมตัดใจขายรถทิ้งเพราะไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายค่าบำรุงรักษา ที่ไม่เคยรู้มาก่อน วันนี้เรามาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถมีอะไรบ้างที่เราต้องบริหารเงินเผื่อเอาไว้ให้ดี

1.ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 1.5 หมื่นกิโลเมตร (กม.) รถจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง หากคุณใช้รถทุกวันวันละ 70 กม. คุณจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 7 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเปลี่ยนถ่ายในศูนย์รถจะอยู่ราวๆ 3,600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดรถ เกรด และยี่ห้อน้ำมันเครื่องที่ใช้ คุณจำเป็นต้องเก็บเงินเผื่อสำหรับค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจำนวน 16 บาท/วัน หรือ เดือนละ 480 บาทไว้ด้วย

2.ค่าประกันรถ พ.ร.บ.และภาษี

นอกจากค่าน้ำมันเครื่องแล้ว สิ่งที่คุณต้องเตรียมอีกอย่างคือค่าใช้จ่ายเป็นค่าประกันรถชั้น 1-3 ค่า พ.ร.บ.และภาษีประจำปี ค่าประกันรถ มีตั้งแต่ราคา 8,000-3 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ขนาดรถ และประเภทของ พ.ร.บ.ที่ใช้ ในที่นี้จะขอคิดราคาโดยเฉลี่ยของประกันชั้น 1 ที่ 1.8 หมื่นบาท ภาษีรถประจำปีเฉลี่ยที่ 2,000 บาท และค่าพ.ร.บ.ประมาณ 700 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 2.07 หมื่นบาท เฉลี่ยต่อปีคุณจะต้องกันเงินค่าใช้จ่ายรถวันละ 57 บาท จะใช้รถหรือไม่ใช้ก็ต้องกันเงินไว้วันละ 57 บาท หรือเดือนละ 1,700 บาท

3.ค่าผ่อนรถ

ค่างวดในการผ่อนรถนั้น ไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ครอบครัวและไม่ควรเกิน 6 ปี ซึ่งให้ดีที่สุดคือ 4 ปีจะเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการผ่อนรถโดยที่คุณไม่แบกรับภาระหนักเกินไป แต่สิ่งที่คุณควรระวังคือเรื่องค่านิยมและกับดักราคา คนไทยเรามีค่านิยมผิดๆ นิยมอวดรถใหม่เพื่อแสดงฐานะความมั่งมีทางอ้อม จึงนิยมเลือกซื้อรถหรูราคาแพงจนเกินฐานะที่แท้จริง อีกจุดที่ควรระวังคือเรื่องกับดักราคาค่างวดรถ ที่มักจะเห็นว่าเพิ่มผ่อนอีกไม่กี่พันบาทต่อเดือนก็จะได้รถรุ่นที่ดีกว่า ซึ่งไม่กี่พันบาทต่อเดือนนั้นรวมต่อปีก็เป็นเงินหลายหมื่น

4.ค่ายางและแบตเตอรี่

ในส่วนของค่ายางและแบตเตอรี่ ผู้ใช้จะเปลี่ยนตามการเสื่อมสภาพที่แท้จริง แต่ส่วนมากแล้วจะมีอายุใช้งานใกล้เคียงกันคือ 2 ปี ราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 3,600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดรุ่นและยี่ห้อ และควรเปลี่ยนก่อนถึงวันหมดอายุป้องกันการสตาร์ทไม่ติดกลางทางสำหรับยางรถยนต์เป็นอะไหล่รถยนต์ที่มีการเสื่อมทั้งตามระยะทางและอายุใช้งานไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือนับแต่วันแรกที่ใช้งานอายุการใช้งานก็จะเสื่อมไปตามระยะทางที่วิ่ง ส่วนการเสื่อมตามเวลาก็คือ อายุการใช้งานของยางอยู่ที่ 2 ปีนับแต่วันแรกที่ใช้งาน ถึงไม่ใช้ยางก็จะเสื่อมสภาพแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ ค่าเปลี่ยนยางครั้งละ 4 เส้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นบาททุกสองปีคุณจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 1.96 หมื่นบาท ดังนั้นคุณจะต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายตรงนี้วันละ 27 บาท หรือเดือนละ 810 บาท

5.ค่าดูแลรักษารถยนต์

สำหรับคนรักรถย่อมลงทุนตกแต่งดูแลให้รถดูใหม่อยู่เสมอ จึงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรถเข้าศูนย์ขัดเคลือบเงา เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2,500 บาท คุณจึงต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายวันละ 14 บาท หรือเดือนละ 420 บาท สำหรับค่าดูแลรักษารถยนต์

6.ค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ยาก

นอกจากค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาและระยะทางแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ด้วยระยะทางและเวลา สามารถเสียได้โดยคาดเดาไม่ได้ เช่น ค่าซ่อมแอร์ หม้อน้ำรถยนต์รั่ว โช้ก อะไหล่ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ครัชเกียร์ สายพานไทมิ่ง หัวเทียน ท่อไอเสีย และเครื่องเสียง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องถูกเผื่อเอาไว้เป็นการซ่อมกะทันหัน

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ต่อครั้งราวๆ 8,000-1.5 หมื่นบาท แต่จะพบได้กับรถที่มีอายุใช้งานมากกว่า 6 ปีขึ้นไป ถ้าคุณมีรถที่ใช้งานนานกว่า 6 ปี แนะนำให้เตรียมเงินราวๆ 1.5 หมื่นบาท กันไว้จากค่าซ่อมบำรุงต่างหาก

สรุปค่าใช้จ่ายแฝงที่เจ้าของรถต้องคิดคำนวณให้ดีต่อเดือนก็คือ 3,410 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดในการดูแลรักษารถ และไม่รวมอีก 1.5 หมื่นบาท สำหรับรถที่มีอายุใช้งานนานเกิน 6 ปีสำหรับการซ่อมฉุกเฉิน ดังนั้นการจะซื้อรถสักคันคุณควรคิดให้ดี นอกจากค่างวดรถ และค่าน้ำมัน แล้วคุณไหวสำหรับค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้หรือเปล่า

น่ายินดีและยังเป็นห่วง “วันช้างไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544252

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

น่ายินดีและยังเป็นห่วง "วันช้างไทย"

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง

หวนมาอีกปีกับวันที่ 13 มี.ค. “วันช้างไทย” วันที่จะมีเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์ช้างให้ผู้เชี่ยวชาญมานั่งถกถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข(บางประเด็นถูกพูดถึงทุกปีและยังต้องพูดถึงต่อไป) แต่จากการพูดคุยกับคนในวงการช้างไทย ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วงควบคู่กันไป เพราะถึงแม้ว่าไทยจะมีปริมาณช้างเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค แต่ก็มาพร้อมปัญหาใหญ่ที่อาจทำได้แค่หวังว่าจะเป็นจริง

โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง และผู้ต่อสู้เพื่อช้างมานานกว่า 25 ปี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องช้างกับคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ สุขภาพช้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาจะคิดถึงการนั่งบนหลังช้างเป็นอันดับแรก ซึ่งเธอเคยสะท้อนปัญหาสุขภาพช้างในปางไปตั้งแต่ปี 2536 สมัยที่ยังมีปางช้างไม่กี่แห่งในประเทศไทย รวมถึงปัญหาสุขภาพของช้างเร่ร่อนที่เดินอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ที่ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะประกาศใช้ข้อบัญญัติ กทม. ควบคุมการนำช้างมาหารายได้ในเขตกรุงเทพฯ แต่ในเขตปริมณฑลและหัวเมืองอื่นก็ยังพบเห็น

“พอการท่องเที่ยวมาก ความต้องการการใช้ช้างสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวก็มีมาก ส่งผลทำให้เกิดการใช้งานช้างมากขึ้นตามมา ปางบางแห่งให้ช้างยืนรอนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างไม่ได้หยุดพัก ต้องยืนตากแดดทั้งวัน ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเขา (ช้าง) ทำให้เขาเครียดเหมือนเรายืนกลางอากาศร้อน หรือเวลาเขายืนขับถ่ายก็จะยืนอยู่บนมูลของตัวเองทำให้เกิดเป็นแผลที่เท้า ซึ่งทางมูลนิธิเพื่อนช้างไม่อยากเห็นช้างป่วยเลย ไม่มีช้างป่วยมาโรงพยาบาลยิ่งดี แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นสถานที่ให้ความรู้ ดังนั้นถ้าท่านดูแลช้างดีจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”

โซไรดา กล่าวต่อว่า เธอต่อต้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้ เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องกับช้างก็ต้องทำงานหารายได้ แต่จะทำอย่างไรให้คนอยู่กับช้างในทิศทางของการท่องเที่ยวที่ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน คือช้างไม่บอบช้ำ และควาญไม่บอบช้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่น่าดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากปางช้างมากขึ้นแล้ว

“เฉพาะใน จ.เชียงใหม่ มีช้างที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 980 กว่าเชือก จากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วพื้นที่ภาคเหนือเคยมีปางช้างใหญ่ๆ อยู่แค่ 3 แห่ง มาถึงวันนี้เชียงใหม่มีปางช้าง 78 แห่ง และยังพบว่ามีลูกช้างเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นคำถามที่ทางมูลนิธิถามเสียงดังว่า ลูกช้างมาจากไหน”

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ของช้างป่า คือ ประชากรช้างป่ามีมากและประชากรคนไทยก็มาก ทำให้คนรุกใช้พื้นที่ป่าส่งผลให้ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของช้างมีขนาดเล็กลง

“ปัญหาคนกับช้างเป็นปัญหาที่มีมายาวนาน ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ปัจจุบันมีประชากรช้างป่าเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ แต่พื้นที่ป่ามีจำกัดและไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติอย่างเสือคอยควบคุม ทำให้ช้างป่าออกมาหากินใกล้ที่อยู่อาศัยของคน และด้วยเหตุที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจึงทำให้เกิดเหตุสลดกับช้างอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อมีประชากรช้างมากขึ้นก็มีความเห็นให้ย้ายช้างจากป่านี้ไปป่าอื่น รวมถึงมีข้อเสนอว่าให้นำช้างป่าไปให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีช้างน้อย แต่ทางมูลนิธิเพื่อนช้างไม่เห็นด้วยกับการส่งช้างไปต่างแดน และเรียกร้องให้ยุติการค้าช้างข้ามชาติทั้งเพื่อการศึกษาหรือไม่ก็ตาม เพราะช้างไทยต้องอยู่ในประเทศไทย ในเมื่อเราเป็นประเทศท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวก็ต้องมาดูช้างไทยในประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน”

โซไรดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันช้างถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่เขาก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อซื้อมาก็ต้องดูแลเหมือนสมาชิกในครอบครัว ไม่ใช่ซื้อมาเพื่อใช้งานอย่างเดียวจนตายแล้วซื้อใหม่ หรือถ้าไม่สามารถดูแลต่อได้ ตอนนี้ประเทศไทยมีองค์กรเกี่ยวกับช้างหลายแห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือ หรือหากช้างเจ็บป่วยก็สามารถแจ้งได้ที่มูลนิธิเพื่อนช้าง จ.ลำปาง ภายในมูลนิธิเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลช้าง ซึ่งรักษาช้างมาแล้ว 4,000 กว่าเชือก และมีช้างที่อยู่กับมูลนิธิไปตลอดชีวิตจำนวน 9 เชือก

ถามเธอต่อถึงชีวิตการต่อสู้เพื่อช้างมานานถึง 25 ปี ว่าเป็นอย่างไร “ร้องไห้ทุกวัน” เธอตอบ “เพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นงานที่เหนื่อย และส่วนตัวมีปัญหาด้านสุขภาพหลายโรค ทั้งโรคที่เป็นตั้งแต่เกิดและที่ได้มาใหม่ระหว่างทำงาน จนตอนนี้ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว อยากส่งไม้ต่อก็ยังไม่มีคนรับ”

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2560 โซไรดาประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ขอลาออกจากบทบาทเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความเหมาะสมมารับหน้าที่แทนต่อไป” แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีคนสมัครแม้แต่คนเดียว

“ถามว่าความหวังสูงสุดคืออะไร เราอยากให้มีกองทุนช้างแห่งชาติ ซึ่งกองทุนนี้จะได้ช่วยมูลนิธิหรือองค์กรหรือคนที่ทำงานเกี่ยวกับช้าง จะได้ไม่ต้องรบกวนเงินบริจาคจากประชาชน ถ้าหากภาครัฐเกื้อหนุนให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็จะสามารถผ่อนภาระที่จะต้องพึ่งเงินบริจาคได้มาก ซึ่งเรื่องนี้พูดกันมา 20 กว่าปีแล้ว จนตอนนี้มีความคืบหน้าเพราะเรื่องกองทุนช้างแห่งชาติได้บรรจุอยู่ในแผนแม่บทเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาช้างเลี้ยง และอยู่ระหว่างการรอนำเสนอแผนต่อรัฐบาล ถ้าหากรัฐบาลเห็นชอบก็จะได้นอนตายตาหลับ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อีกหนึ่งมูลนิธิที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวต่างชาติอย่าง มูลนิธิโกลเด้นท์ไทรแองเกิ้ลเอเชียนเอเลเฟนท์ ทำงานเพื่อสวัสดิภาพของช้างและให้ความช่วยเหลือปางช้างในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของช้าง โดย จอห์น โรเบิร์ตสผู้อำนวยการช้างและฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างเลี้ยงมากถึง 3,400 เชือก และเพิ่มขึ้นทุกวัน (มีช้างเลี้ยงที่ลงทะเบียนจำนวน 3,878 เชือก) โดยช้าง 1 เชือก กินอาหารวันละ 250 กิโลกรัม ต้องการการดูแลจากสัตวแพทย์ รวมถึงควาญช้างหรือเจ้าของช้างเองก็ต้องมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจะมีวิธีจัดการกับช้างจำนวนนี้และผู้ดูแลช้างอย่างไร

“ผมคิดว่าช้างดีกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่การท่องเที่ยวจะดีกับช้างหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ปฏิบัติกับเขา เราสามารถทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ดีสำหรับช้าง ถ้าเราทำโดยคำนึงถึงความต้องการของช้าง เข้าใจลักษณะนิสัยของช้างแต่ละเชือก เราไม่สามารถบังคับช้างทุกเชือกให้อยู่ในปางช้าง หรือล่ามโซ่ปล่อยไว้ในพื้นที่เล็กๆ เพราะช้างจะสู้ถ้าเราบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ ในปางช้างบางแห่งช้างอาจต้องทำงานหนัก หรือแม้แต่ปางช้างที่ดีก็อาจมองข้ามบางเรื่อง เช่น การใส่เสลี่ยงที่น้ำหนักเยอะบนหลังช้าง

ดังนั้น เรายังต้องการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถเลี้ยงช้าง 3,400 เชือกได้ ซึ่งผมคิดว่ากุญแจสำคัญคือ เราต้องพยายามพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับช้างให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มตั้งคำถามว่าเราต้องการประชากรช้างมากขนาดนี้หรือไม่”

โรเบิร์ตส กล่าวด้วยว่า สมัยก่อนควาญเคยอาศัยอยู่กับช้างในป่า แต่เมื่อช้างไม่สามารถทำงานลากซุงได้ พวกเขาก็ออกจากป่ามาเร่ร่อนตามถนน จนปัจจุบันเปลี่ยนมาอยู่ตามบ้านหรือปาง ซึ่งคนไม่สามารถผูกช้างไว้เฉยๆ และลืมไปได้

“เมื่อช้างไม่ได้ทำงานเหมือนแต่ก่อน บรรดาควาญช้างก็ไม่ควรจะใช้วิธีการเดิมที่เคยทำ เราจึงต้องช่วยกันหาวิธีใหม่ในการดูแลช้างให้พวกเขา ผมไม่คิดว่างานโปโลช้างจะช่วยให้เราสามารถช่วยช้างทั้ง 3,400 เชือกได้ (โรเบิร์ตสยังมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการช้างที่อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำฯ โดยกลุ่มโรงแรมอนันตราได้จัดงานการแข่งขันโปโลช้าง เมื่อวันที่ 8-11 มี.ค.ที่ผ่านมา) แต่ก็เป็นโอกาสที่ให้เราได้นำเสนอวีถีควาญช้างและสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน”

มูลนิธิโกลเด้นท์ไทรแองเกิ้ลเอเชียนเอเลเฟนท์มีโครงการช่วยเหลือช้างหลายโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สวัสดิภาพของช้าง การปกป้องช้างป่า และการวิจัยเกี่ยวกับช้าง ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องกับช้างเลี้ยงส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เนื่องจากช้างกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศลงทะเบียนอยู่ที่นั่น ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับช้างป่า มูลนิธิได้สนับสนุนหลายโครงการของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ผืนป่าดงพญาเย็น

หลังจากนี้ทางมูลนิธิจะสนับสนุนศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ในการฝึกอบรมให้ควาญช้างมีทักษะทางเทคนิคการสัตวแพทย์ อบรมโปรแกรมสอนควาญช้าง สอนวิธีฝึกช้างเชิงบวกโดยไม่ใช้วิธีการลงโทษ ส่งครูไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กในหมู่บ้านช้าง พาเด็กไปทัศนศึกษา และให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ช้างป่า และการอนุรักษ์

ด้าน นสพ.เกษตร สุเตชะ นายสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวว่า ช้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีไทยกับเมียนมาที่ยังเหลืออยู่เป็นล่ำเป็นสัน ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย มีจำนวนช้างลดลง และถ้าเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ปกป้องช้างอย่างแข็งขันและมีจำนวนช้างป่ามากขึ้นอย่างชัดเจน คือ ประเทศไทย

“พื้นที่บางแห่งมีช้างป่าค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น กุยบุรี แก่งหางแมว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ในขณะที่ชาวบ้านรอบๆ ป่าใช้พื้นที่ทำกินไปเรื่อย จึงเกิดเป็นปัญหาคนกับช้าง เพราะช้างมีปริมาณคงตัวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนก็ตัดป่าและเข้าไปหาช้างใกล้ขึ้น เลยมีข่าวช้างป่ากับคนทะเลาะกันบ่อยและมีอยู่เสมอ

ตอนนี้จำนวนช้างทั้งในและนอกป่าของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจำนวนที่น่าเป็นห่วงหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือเรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรมก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากที่คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาช้างเลี้ยงทั้งหมดพบว่า มีช้างเลี้ยงอยู่ 7-8 สายยายทวด ซึ่งเป็นปริมาณพันธุกรรมที่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงช้างไทยไม่ให้แคระแกร็น และไม่มีโรคทางพันธุกรรม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณป่าและธรรมชาติต่างหากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด ดังนั้นสถานการณ์ช้างไทยจึงมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วง”

นสพ.เกษตร แนะหนทางแก้ไข 2 ทาง คือ หนึ่ง เพิ่มพื้นที่ป่าให้เป็นผืนป่าใหญ่ต่อเนื่องกัน และ สอง พื้นที่ไหนที่มีช้างมากเกินไปให้ย้ายไปป่าอื่นที่มีปริมาณช้างน้อย (หมายถึงเฉพาะป่าในประเทศไทย) ส่วนคำว่า คุมกำเนิดช้าง พบว่า บางพื้นที่ในแอฟริกาใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีฝังฮอร์โมนในการควบคุมประชากรช้าง แต่สำหรับในไทยไม่มีการนำวิธีนี้มาใช้ตั้งแต่บรรพกาล

“ผมอยากเห็นประเทศไทยมีป่าให้ช้างและปราศจากการล่าของมนุษย์ และอยากให้ช้างที่ถูกเลี้ยงไว้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลที่ดี ก็คงหวังได้เท่านี้ แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าก็คงต้องรอดูต่อไป” นสพ.เกษตร กล่าวทิ้งท้าย

เหมือนคำส่งท้ายบนเวทีเสวนาที่เคยฟัง การจบด้วยความหวังจะทำให้ประเด็นที่กำลังถกอยู่นั้นมีพลังขับเคลื่อนต่อไป และสำหรับวันช้างไทยปีถัดไปหวังว่าจะไม่ย้อนกลับมาหวังในเรื่องเดิมๆ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544158

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 11:47 น.

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

หากมีปัญหาในเรื่องการวางแผนการทำงานหลายๆ อย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด บางทีปัญหานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการที่เราเตรียมตัวตอนเริ่มต้นได้ไม่ดีพอ ลองเทคนิคเหล่านี้ดูว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

1.30 นาทีตอนเช้าสำคัญที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงในหลายๆ บริษัทต่างบอกเคล็ดลับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพข้อหนึ่งที่ตรงกันคือ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านพวกเขาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เป็นเวลาสั้นๆ ที่เราสามารถหยิบตารางการทำงานของแต่ละวันและสัปดาห์ เพื่อดูว่าในวันนั้นเราต้องจัดการทำงานอะไรได้บ้าง ให้สอดคล้องไปตามแผนงานทั้งหมด และทำให้มีความผิดพลาดลดลง

การวางแผนงานนี่ควรเผื่อในเรื่องความผิดพลาด และแนวทางการแก้ไขไว้ด้วย โดยเฉพาะงานที่ต้องติดต่อประสานงานกับผู้อื่น ที่ไม่สามารถควบคุมเวลาที่ชัดเจนได้จะมีความผิดพลาดสูงกว่างานที่สามารถทำให้เสร็จได้ด้วยตัวเอง

2.จดทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายทันที

หลายครั้งที่เรามักจะลืมนัดหมายเพราะไม่ได้จดลงสมุด ดังนั้นเมื่อเราได้รับมอบหมายงานจึงควรจดลงสมุด รวมทั้งพิมพ์โน้ตไว้ในสมาร์ทโฟน พร้อมกำหนดวันเวลาทำงานให้เสร็จในทันที หากทำเป็นประจำจะช่วยในเรื่องการวางแผนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ได้ดีมาก และเราจะไม่สับสนว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง

หากงานมีจำนวนมากเกินรับมือ หรือต้องรอคอยคำตอบการตัดสินใจ หรือรอรับงานช่วงต่อจากผู้อื่นให้เผื่อเวลาสำหรับการทวงถามและติดตามไว้ด้วยเช่นกัน

3.เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน

คงไม่มีใครชอบระบบการทำงานที่มีความเคร่งเครียดมากเกินไป การวางแผนงานควรเผื่อเวลาในการยืดหยุ่นและพักตัว ไม่ควรจัดตารางจนดูแน่นตลอดทั้งวัน เช่น หลังเลิกงานก็ต่อด้วยการอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง ทานข้าว 1 ชั่วโมง หรือจัดตารางเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมงจนถึงเวลาเข้านอน ซึ่งในชีวิตจริงคงมีน้อยคนนักที่จะทำได้

เราควรปล่อยฟรีไทม์ระหว่างการทำงานอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้สมองได้พักตัว พร้อมรับสำหรับการทำงานอีกรอบ และมีอย่างน้อยๆ 1 วัน/สัปดาห์ ที่สามารถทำสิ่งที่อยากจะทำนอกเหนือจากเรื่องการทำงาน กล้ามเนื้อยังต้องการพักตัวให้หายเหมื่อยแล้วทำไมสมองของคนเราจะไม่ต้องการหยุดพักการทำงานบ้างล่ะ

4.วางแผนระยะสั้นและยาว

การวางแผนแบ่งเวลาอย่างง่ายๆ ได้ 2 ระดับ คือ แผนระยะสั้น และแผนระยะยาว ซึ่งเราควรวางแผนระยะยาวก็คือเป้าหมายของผลการทำงานในแต่ละปีควรตั้งให้ชัดเจนว่าเราต้องการเป้าความสำเร็จว่าคืออะไร จากนั้นมาดูแผนระยะสั้น ซึ่งก็คือการแบ่งเวลาในการทำงานโปรเจกต์เล็กๆ ให้สำเร็จ เพื่อให้ถึงเป้าหมายใหญ่นั่นเอง แต่ทั้งนี้การวางแผนเป็นเรื่องของการคาดคะเนอนาคต เราจึงควรกำหนดเป้าหมายอย่างคร่าวๆ และคิดแผนสำรองเผื่อไว้กรณีฉุกเฉินเสมอ

5.หาความรู้ใส่ตัวเสมอ

เพิ่มศักยภาพตัวเองด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้เสมอ อย่าขาดจากการเล่าเรียน ไม่จำเป็นต้องศึกษาในระบบ แต่ชีวิตต้องเติมความรู้ใหม่ๆ บางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเพราะนั่งอยู่ในตำแหน่งมานาน คิดว่าตัวเองรู้ทุกซอกทุกมุม นี่เป็นการคิดที่ผิดและบั่นทอนความสนุกในการทำงานมาก หัดคิดในมุมของเด็กที่กระหายความรู้ และหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อมาต่อยอดในการงานเสมอ เราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ความรู้ใหม่ๆ ที่เราได้เรียนรู้ที่จะทำให้พบว่าโลกการทำงานน่าสนุกขึ้นอีกเยอะ

6.สม่ำเสมอและมั่นคง

แผนจะไร้ประโยชน์หากเราไม่ทำตามแผน ในชีวิตจริงเราทุกคนมีโอกาสที่จะเจอปัญหาใหม่ๆ เข้ามาให้เราไม่สามารถทำตามแผนได้เสมอ เช่น ปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว อุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งวินัยอันหย่อนยานของตัวเราเอง จึงควรระลึกไว้เสมอว่าแผนการทำงานก็คือเส้นทางเดินคร่าวๆ ที่เรากำหนดไว้ อาจจะมีเดินหลุดนอกเส้นทางไปบ้าง แต่ควรกลับมาทำตามแผนอย่างสม่ำเสมอให้มากที่สุด เพื่อกลับมาอยู่ในเส้นทางสู่เป้าหมายการทำงานที่ฝันไว้

นอนไม่หลับ ปัญหาหนักกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544156

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

นอนไม่หลับ ปัญหาหนักกว่าที่คิด

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ รอยเตอร์ส, นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส

นอนดึกตื่นเช้าจนชิน อาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติของใครหลายคนที่มีกิจวัตรเช่นนี้เป็นประจำ แต่ในระยะยาวแล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เพราะปัญหาการทำงานหนักจนนอนไม่พออาจส่งผลต่อสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิต และยังก่อให้เกิดปัญหาโรคร้ายได้ในอนาคต

อ.พญ.มณฑิดา วีรวิกรม กรรมการดำเนินงานศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านความผิดปกติจากการนอนหลับ ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงปัญหาการนอนหลับ เนื่องในวันนอนหลับโลกเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า “วันนอนหลับโลกนั้นเริ่มมีตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2551 เพราะพบว่าผู้คนในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการนอนและไม่ใส่ใจกับการนอนมากขึ้น และมีการจัดตั้งองค์กรและสมาคมรวบรวมองค์ความรู้ด้านการนอนขึ้นมาในระดับโลก

จนปัจจุบันมีศูนย์เกี่ยวกับการนอนหลับเพิ่มมากขึ้น ที่รักษาปัญหาเกี่ยวกับการนอน และโรคจากการนอนหลับทุกอย่าง ตั้งแต่จิตเวช ระบบประสาท หู คอ จมูก รวมองค์ความรู้ในหลายๆ สาขาที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับขึ้นมาเป็นเวชศาสตร์การนอนหลับขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างเช่น ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และยังมีศูนย์รักษาโรคเกี่ยวกับการนอนตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ที่ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้

ปัญหาการนอนมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เพราะเป็นผลกระทบที่ไม่เห็นผลในทันที ปัญหาแรกที่พบได้บ่อยสุดแต่ไม่รุนแรงมากนัก ก็คงเป็นเรื่องของการนอนที่ไม่พอ ทำให้เกิดปัญหาการง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือมีกิจกรรมในช่วงเวลากลางคืน ที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ ทำให้เบียดบังช่วงเวลาที่ควรจะนอนไป

นอกจากนั้น อาจจะเป็นเรื่องของความเครียด สภาพสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น แสง เสียง ที่เป็นตัวกระตุ้น รบกวนการนอนต่างๆ ก็มีผลต่อการนอนของเราด้วยเช่นกัน เช่น ถ้าเกิดว่าเสียงดังเกินไปก็จะรบกวนการนอนทำให้เราหลับยาก หรือว่าแสง เช่น แสงจากคอมพิวเตอร์ แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือบางทีการที่เราเล่นคอมพิวเตอร์ก่อนนอนก็ทำให้เราหลับยาก

โดยเฉพาะเรื่องของแสง ซึ่งมีผลต่อการนอนหลับของเรา ปกติแล้วก่อนที่เราจะนอนหลับ สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมาตัวหนึ่งชื่อว่า เมลาโทนิน ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายรู้สึกอยากจะหลับ แต่ถ้าเราเปิดคอมพิวเตอร์หรือดูสมาร์ทโฟนก่อนนอน จะทำให้สมองไม่สั่งให้สารตัวนี้หลั่งออกมา ก็จะไม่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอนแล้วก็นอนหลับยากมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการหลั่งสารตัวนี้ออกมา อาจจะทำให้รู้สึกสนุก มีการกระตุ้นทำให้เราตื่นตัว ไม่อยากนอนด้วยเช่นกัน”

ตามสถิติที่ได้จากเว็บไซต์ worldsleepday.org มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระยะเวลาการนอนหลับกับโรคอ้วนในวัยเด็ก ผลการวิจัยพบได้ชัดเจนในเด็กหญิง ระยะเวลาการนอนหลับจะมีความผกผันกับน้ำหนักตัวอย่างเห็นได้ชัด คือยิ่งนอนน้อยเท่าไรก็มีแนวโน้มกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน โรคนอนกรนหรือภาวการณ์หยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นโรคที่พบได้มากในผู้ชายถึง 4 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิง 2 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ทำให้เกิดอาการง่วงนอนในตอนกลางวัน และเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคเบาหวาน อีกทั้งยังส่งผลกระทบด้านความจำ และการเรียนรู้ระยะยาว โรคอ้วน เบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โรคมะเร็งบางชนิด และโรคทางจิตวิทยาหลายอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ จากการศึกษาของสหรัฐ ประเมินค่าใช้จ่ายประจำปีของการนอนไม่หลับสูงเป็นหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีชาวอเมริกันกว่า 7 หมื่นคนได้รับบาดเจ็บทุกปี เนื่องจากอุบัติเหตุจากการนอนหลับ เช่น ง่วงแล้วขับ หลับในระหว่างการทำงานจนเกิดอุบัติเหตุ และในจำนวนนี้ เกือบ 2,000 คนเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุจากการนอนหลับ

ปัญหาด้านการทำงานพบว่ามีจำนวนถึง 46 เปอร์เซ็นต์ของบุคคลที่มีปัญหาการนอนหลับ ทำรายงานผิดพลาดและทำของหายบ่อยครั้ง มีการคาดการณ์ว่า ในประชากรผู้ใหญ่จะมีคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และยังพบว่าปัญหาการนอนไม่หลับอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะและการลดลงของคุณภาพงาน หากความผิดปกติยังไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้โอกาสในการทำงานลดลงและการสูญเสียการจ้างงานในที่สุด

พญ.มณฑิดา อธิบายเพิ่มเติมว่า ปีนี้สโลแกนของวันนอนหลับโลก 2018 ก็คือ หลับเป็นเวลา ตามนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย ร่างกายแข็งแรง การหลับเป็นเวลาก็คือเราควรจะเข้านอนเป็นเวลาตามปกติ เช่น เข้านอนช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นประจำก็ควรจะนอนอย่างนั้นตามเวลาที่ใกล้เคียงในทุกๆ วัน แล้วก็ตื่นในเวลาที่ใกล้เคียงเวลาเดิมในทุกๆ วัน ก็จะทําให้รอบการนอนของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่างกายมีการปรับตัวแล้วก็รู้ว่าช่วงเวลาไหนควรจะเป็นเวลานอน

นอนตามนาฬิกาชีวิต ก็คือในร่างกายของคนเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า นาฬิกาชีวิตที่บอกเวลาว่าเวลาไหนร่างกายควรจะทำอะไร เช่น เวลาง่วงนอน เวลาหิว เวลาตื่น ซึ่งพบว่านาฬิกาชีวิตนี้สามารถทำงานได้ใกล้เคียงเวลาเดิมอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน ซึ่งนาฬิกาชีวิตจะเป็นนาฬิกาหลักของสมองที่จะกำหนดว่าเราควรจะตื่นแล้วคุณจะหลับ แต่ในขณะเดียวกันอวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็มีนาฬิกาเวลาของตัวเองที่ทำงานสอดคล้องกัน เช่น อวัยวะที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน และระบบน้ำย่อย

ปัญหานาฬิกาชีวิตนี้ พบได้มากในผู้ที่เดินทางไปกลับในต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งจะต้องเผชิญกับอาการที่เรียกว่าเจ็ตแล็ก ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้เวลานอนกับเวลารับประทานอาหารก็ผิดเพี้ยนไปตามเวลาในแต่ละท้องถิ่น อาการเจ็ตแล็กนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับเวลาท้องถิ่น อีกอย่างหนึ่งก็คืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นกะ เช่น อาชีพ รปภ. อาชีพแพทย์ หรืออาชีพอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนกะเข้าเวร เป็นต้น อาชีพเหล่านี้จะต้องปรับตัวเรื่องของการนอนค่อนข้างบ่อย ฉะนั้นจึงจะมีปัญหาทางด้านการนอนหลับค่อนข้างมาก

หากเรานอนได้ตามนาฬิกาชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเรารู้เวลาซ่อมแซมตัวเองที่แน่นอน และมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันเรื่องโรคหัวใจ ความดันโลหิต และเบาหวาน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเครียดและอาการนอนน้อย ที่ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง

“อาการที่เกี่ยวกับการนอนหลับ แบ่งปัญหาการนอนออกเป็น 2 อย่างก็คือ อาการแรกนอนหลับยาก ซึ่งต้องหาสาเหตุว่าเกิดได้จากอะไรบ้าง บางสาเหตุเกิดมาจากความเครียดที่ส่งผลต่อเนื่องจนกลายเป็นพฤติกรรมทำให้นอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนที่ทำงานประเภทเพอร์เฟกชั่นนิส ที่มักกังวลเกี่ยวกับงานในวันรุ่งขึ้น ทำให้นอนไม่หลับในช่วงแรกแต่ปัญหาสะสมอย่างต่อเนื่องทำให้กลายเป็นพฤติกรรมนอนหลับยากในระยะยาว

อีกอาการหนึ่งก็คือนอนหลับง่าย แต่ตื่นบ่อยกลางดึกก็ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง ส่วนมากมักเกิดจากโรคประจำตัวบางอย่างที่รบกวนการนอน เช่น อาการนอนกรน หรือโรคบางโรคที่แสดงอาการระหว่างนอนหลับด้วยเช่นกัน” พญ.มณฑิดา กล่าว

สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการนอน นอกจากการพบแพทย์แล้ว ยังมีสปาบำบัดด้านการนอนขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างเช่นที่ นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส์ (Nitra Spa & Wellness) ของ 137 พิลลาร์ส โฮเต็ลส แอนด์ รีสอร์ทส ก็เป็นหนึ่งในการนำศาสตร์ด้านการบำบัดมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีบำบัดอาการนอนหลับยาก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรครบกวนการนอนอื่นๆ

จักรชัย เล่าลือเกียรติ์ ผู้จัดการ นิทรา สปา แอนด์ เวลเนสส์ อธิบายว่า ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องของการนอนอย่างมีคุณภาพ อาจจะด้วยเพราะความเครียดส่วนตัวหรือมีอาการเจ็ตแล็ก ทำให้มีปัญหาเรื่องการนอนจึงทำให้มีบริการ สลีป เทอราพี ซิกเนเจอร์ ทรีตเมนต์ (Sleep Therapy Signature Treatment) เป็นการนำเอาน้ำมันหอมระเหยใช้ร่วมคู่กับชุดหูฟังเสมือนจริง (Glyph) ในการบำบัดด้วยภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนคลื่นสมองเบต้า ซึ่งเป็นคลื่นสมองในขณะที่คนเรามีอาการเครียด เปลี่ยนให้เป็นคลื่นอัลฟา ซึ่งเป็นคลื่นสมองในช่วงเวลาที่เราได้รับการบำบัดและรู้สึกผ่อนคลาย

อย่างไรก็ดี บางคนที่มีปัญหานอนหลับยาก ไม่ชอบใส่เครื่องมือรบกวนการนอน จะไม่ใส่ก็ได้แต่ก็จะยังได้ยินเสียงเพื่อการบำบัดอยู่ โดยทำร่วมกับการนวด โดยเน้นจุดสำคัญที่สามารถส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่เท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมระบบประสาทที่สำคัญ แต่หลายคนมักจะละเลยการดูแลสุขภาพเท้าตรงนี้ไป ควบคู่กับการนวดที่ไม่เหมือนกับการนวดกดจุดหรือนวดทั่วไปที่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่เป็นการนวดที่เบาและทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลายทั้งตัวเท่านั้น โดยนวดตั้งแต่เท้า ขา มือ ท้อง คอ และศีรษะ เพื่อกระตุ้นการนอนหลับ และการผ่อนคลายไปถึงระดับหลับไปในที่สุด ในผู้ที่มีปัญหาการนอนแนะนำว่าควรรับการบำบัดประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลาเพียง 90 นาทีเท่านั้น

ท้ายสุด พญ.มณฑิดา ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนว่า ปัญหาการนอนไม่ได้มีแค่นอนไม่พอ และนอนกรนเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องง่วงแล้วขับ ซึ่งทำให้มีอัตราเสียชีวิตที่สูงกว่าปัญหาการนอนกรนหลายเท่า และยังสร้างผลกระทบให้กับผู้อื่นอีกด้วย

“ที่สำคัญคือ การนอนที่มีประสิทธิภาพไม่จำเป็นจะต้องถึงระดับหลับลึกนานกี่ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องดูจากเครื่องวัดในสมาร์ทโฟน แต่ขอให้ไม่มีโรคที่เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ และนอนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลียและอยากจะทำกิจกรรมชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขก็ถือว่าเป็นการนอนที่ดีแล้ว”

สุขนิสัยการนอน 10 ประการ

1.เข้านอนและหลับเป็นเวลาในทุกวันอย่างเป็นลักษณะนิสัย

2.นอนกลางวันไม่เกิน 45 นาที (นานกว่านั้นจะทำให้เกิดปัญหาไม่ง่วงนอนตอนกลางคืน)

3.ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

4.ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟก่อนนอน (หากเป็นเครื่องดื่มกาเฟอีนก็ไม่ควรดื่มก่อนนอน 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่มีอาการนอนหลับยาก)

5.หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก เผ็ด และหวานในมื้อเย็น (เพราะอาหารมื้อหนักจะทำให้กระเพาะทำงานหนักแม้ถึงช่วงเวลานอนที่ร่างกายต้องพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง อาหารเผ็ดจะทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง และอาหารหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลถึงปัญหาการนอนหลับยากด้วยเช่นกัน)

6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (การออกกำลังกายจะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น แต่ควรเว้นการออกกำลังกายก่อนเวลานอนประมาณ 2-4 ชั่วโมง หากออกกำลังกายใกล้เวลานอนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจนยากแก่การนอน)

7.ใช้เครื่องนอนที่หลับสบาย

8.อุณหภูมิห้องควรปรับอย่างเหมาะสม

9.หลีกเลี่ยงแสง เสียงรบกวนการนอน

10.ใช้ห้องนอนเพื่อการนอนหลับและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น

บุพเพสันนิวาส เปิดประวัติศาสตร์โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544046

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 10:35 น.

บุพเพสันนิวาส เปิดประวัติศาสตร์โฉมใหม่

โดย มัลลิกา นามสง่า

ตอนนี้คนไทยทั้งพระนครหาหนังสือ “บุพเพสันนิวาส” มาอ่านกันให้วุ่น แต่หนังสือก็มีกำลังผลิตออกมาไม่ทันใจและเพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องการ

อันเป็นผลพวงมาจากละครบุพเพสันนิวาสออกอากาศทางช่อง 3 เพียงตอนเดียว กระแสของออเจ้าการะเกด คุณพี่หมื่นก็เป็นที่เลื่องลือ นับเป็นปรากฏการณ์โฉมใหม่ของละครไทย พีเรียด คอมเมดี้ โรแมนติก ปนดราม่านิดๆ เรียกว่าแซ่บครบรส

บุพเพสันนิวาส นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ บทประพันธ์ของ “รอมแพง” ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี 2553 ก่อนถูกซื้อลิขสิทธิ์มาเป็นบทละครโทรทัศน์ พิมพ์มาแล้ว 27 ครั้ง 1,000-1,500 เล่ม/ครั้ง แต่นับจากละครออกอากาศไปเพียง 4 ตอน ยอดจำนวนพิมพ์อยู่ที่ 44 ครั้ง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของออเจ้าทั่วแผ่นดินสยาม

นอกจากบุพเพสันนิวาสฟีเวอร์ ยังส่งให้ผลงานเล่มอื่นๆ ของรอมแพงที่มี 21 เรื่อง นับตั้งแต่เธอเริ่มเขียนนิยายเมื่อปี 2549 มีคนไปเสาะหามาอ่านตามไปด้วย

“ดีใจที่ผลตอบรับออกมาแบบนี้ แต่มีแอบกังวลนิดๆ ค่ะ ไม่ค่อยชอบอะไรหวือหวา เพราะทำให้เรากลายเป็นจุดสนใจมากเกินไป ไม่ชอบโดนจับตาเยอะ เพราะเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ แต่ก็ดีใจที่พอมีกระแสคนซื้อหนังสือเยอะ”

รอมแพง เป็นนามปากกาของ “จันทร์ยวีร์ สมปรีดา” โดยตั้งชื่อ รอมแพง ตามชื่อนางเอกนิยายเรื่อง เวียงกุมกาม บทประพันธ์ ทมยันตี ซึ่งได้ขออนุญาตกับนักเขียนโดยตรง เพราะชื่นชอบในเรื่องตัวผู้ประพันธ์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลในเส้นทางการเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นอาชีพเดียวของรอมแพง

การประสบความสำเร็จของนิยายบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นตั้งแต่หนังสือยังไม่ได้ตีพิมพ์ โดยการนำไปโพสต์ในเว็บไซต์เด็กดี พอตีพิมพ์ก็เป็นหนังสือที่ผู้อ่านกล่าวถึงกันมาก จนอยากให้นำมาสร้างเป็นละคร และเป็นหนังสือที่ผู้จัดละครหลายค่ายต่างช่องอยากคว้ามาครอง

รอมแพง จบการศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บุพเพสันนิวาส คือเรื่องแรกของเธอที่เขียนในช่วงอยุธยา ยุคของสมเด็จพระนารายณ์

“ประวัติศาสตร์ศิลป์คือสิ่งที่เราชอบ พอจะเขียนย้อนยุคก็ศึกษาจะนำเสนอยุคไหนดี ยุคที่มีคนทำเยอะๆ เราก็เลี่ยง หรือถ้าจะช่วงใกล้ๆ ก็มีคนศึกษาเยอะหรือยังมีลูกหลานอยู่ในปัจจุบันการเตะอาจกระทบ จึงเลือกช่วงสมเด็จพระนารายณ์ มีความเจริญรุ่งเรืองด้านวรรณกรรม การค้า มีข้อมูลน่าสนใจ มีสีสันที่เราต่อยอดเสริมแต่งได้

การเสริมแต่งใช้ตามเซนส์ของเรา มันไปตามตัวละคร ก่อนอื่นเราต้องสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครให้เหมือนคนจริงๆ มีอดีตของเขาให้เป็นคนแบบนี้ แล้วจะดำเนินเนื้อเรื่องเลือกเอาประวัติศาสตร์ส่วนไหนมาใส่

หาข้อมูลเยอะมาก ใช้เวลา 3 ปี ลงสถานที่จริง อยุธยา ลพบุรี อ่านหนังสือหลายเล่มมากฝังตัวในหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดศิลปากร อ่านพงศาวดาร จดหมายเหตุลาลูแบร์ ต้องย่อยประวัติศาสตร์เยอะ ต้องคัดเลือกตรวจสอบให้เหมาะสมกับพล็อต บางจุดก็ต้องบิดประวัติศาสตร์ไปบ้าง บางจุดก็เสริมแต่ง พวกประวัติศิลปะดูลวดลายโครงสร้างของสถาปัตยกรรมมาบรรยายในหนังสือให้เห็นภาพมากขึ้น”

นิยายของรอมแพงส่วนมากเป็นแฟนตาซี อารมณ์คอมเมดี้ โดยเธอบอกว่า “ตอนคิดพล็อตก็คิดว่า ถ้านางเอกเกิดใหม่แต่ไปเกิดในอดีตจะเป็นยังไง แล้วเลือกให้ไปเกิดเป็นตัวร้าย เพื่อที่ตัวละครจะได้เรียนรู้ เติบโต แก้ไข คนอ่านจะได้เอาใจช่วยตัวละครไปด้วย

ประวัติศาสตร์ก็นำเสนอผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้เกศสุรางค์ไปเกิดใหม่ในร่างการะเกดเป็นคนซักถาม ให้คนอ่านเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เราคุมการเล่าได้ในระดับหนึ่ง แล้วสื่อสารการเล่าที่อยู่ในสายตาของคนในปัจจุบันเพื่อให้ใกล้ชิดกับคนอ่านมากขึ้น

คาแรกเตอร์ของเกศสุรางค์ ผสมกันระหว่างเราเองที่คิดว่านักประวัติศาสตร์อยากไปเห็นในยุคอดีต กับรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นวิศวกรปิโตรเคมีอยากรู้อยากเห็นไปหมด อยากรู้ก็ต้องค้นหาไม่ให้คาใจ”

ภาษา หรือบทแร็ปของคุณพี่หมื่นในละคร ในนิยายเป็นเพียงความคิดของพระเอก หากการเลือกใช้คำที่โดนใจผู้อ่านนั้น รอมแพงได้รับการยกย่องจากเพื่อนๆ ว่ามีภาษาจิกกัดน่ารักๆ แบบสาวประเภทสองอยู่แล้ว

“ตอนเล่นเกมออนไลน์มังกรหยก น้องๆ ที่คุยในโปรแกรมแชตก็บอกพี่ไปเขียนนิยายเถอะ ภาษาพี่สนุกมาก นั่นคือจุดที่ทำให้มาเขียนนิยาย ส่วนสำนวนในบุพเพสันนิวาสก็มาจากเราเองมองโลกในแง่ดี มีความรู้สึกว่าในโลกความเป็นจริงมีอะไรที่เครียด ถ้าเราเขียนนิยาย น่าจะมอบความสุขให้กับคนอ่านและมอบความสุขให้กับตัวเองในขณะที่เขียน”

ใครรีบร้อนอยากหาหนังสือมาอ่าน ซื้อหาผ่านทางอีบุ๊กได้ อย่าละเมิดลิขสิทธิ์กันเลย เพราะตอนนี้เป็นปัญหาให้กับผู้สร้างงานดีๆ หนักใจ แทนที่จะดีใจที่มีคนหันมาสนใจอ่านนิยายต้องมาคอยคุยกับทนายเรื่องพวกนี้

หรือใครจะรอหนังสือก็จะได้เห็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ในการพิมพ์รอบใหม่ ชื่อ รอมแพง ถูกพิมพ์ขนาดตัวอักษรใหญ่พอๆ กับชื่อเรื่องแล้วบนหน้าปก ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า นักเขียนดัง ชื่อนี้คนอ่านมั่นใจ

ราฟฟี คาเลนเดอเรียน พอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544037

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

ราฟฟี คาเลนเดอเรียน พอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ ราฟฟี คาเลนเดอเรียน

แกลเลอรี่บุคมันน์ ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี จัดนิทรรศการแสดงผลงานใหม่ล่าสุดของ ราฟฟี คาเลนเดอเรียน Raffi Kalenderian ; Always in Rare Form ตั้งแต่วันนี้-14 เม.ย. ซึ่งมีทั้งภาพสีน้ำมันและผลงานบนกระดาษของจิตรกรอเมริกันวัย 37 ปี

ผลงานส่วนใหญ่ ราฟฟี เน้นวาดภาพพอร์เทรตของคนในแวดวงใกล้ชิด ส่วนมากจะเป็นนักเขียน, กวี, นักดนตรี ฯลฯ ด้วยสีน้ำมันที่สีสันจัดจ้าน รวมทั้งสร้างชีวิตชีวาให้เพิ่มขึ้นด้วยเท็กซ์เจอร์จากสีน้ำมันเอง

ตัวเอกในนิทรรศการ Raffi Kalenderian ; Always in Rare Form จึงประกอบไปด้วยคนรุ่นใหม่ชาวลอสแองเจลิสที่มานั่งหรือยืนเป็นแบบให้วาด แต่ละภาพเหมือนมีกฎของมันอยู่ นาง/นายแบบจะต้องมายืนหรือนั่งหน้าตรง เบื้องหน้าแบ็กกราวด์สีสดที่ดูสุดหลอน เล่นกับประสาทและสายตา โดยราฟฟีตั้งใจให้เกิดการตัดกันอย่างรุนแรงระหว่างแบบและแบ็กกราวด์

นอกจากนี้ เขายังต้องการให้ภาพของนาง/นายแบบ หน้าแบ็กกราวด์ที่เป็นสีสันแนวแอบสแทรกต์ มีภาพรวมๆ ออกมาเป็นภาพที่ดูตึงเครียด เป็นพอร์เทรตสไตล์แอบสแทรกต์

สำหรับสีสันบนพื้นหลังหรือแบ็กกราวด์สุดแสบและหลอนตา ราฟฟีได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าคิลต์ อันเป็นอเมริกันโฟล์กอาร์ต ผสมผสานกับศิลปะแอบสแทรกต์แบบโมเดิร์นนิสม์ รวมทั้งผืนผ้าทอประดับผนังห้องสไตล์เม็กซิกัน อันเป็นวัฒนธรรมอันแสนคุ้นเคยของชาวแคลิฟอร์เนียใต้เช่นเขา

หากจะว่ากันตามนิยามของ ชาร์ลส์ โบเดอแลร์ กวีชาวฝรั่งเศส จากบทวิจารณ์เกี่ยวกับศิลปะ Le peintre de la vie moderne ที่เขาเขียนไว้ในปี 1863 บทที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง La modernite ราฟฟี คาเลนเดอเรียน ก็คือจิตรกรผู้สะท้อนภาพชีวิตสมัยใหม่ ที่อาศัยภาพพอร์เทรตของเขาในการค้นหา ค้นพบ ดึงเอาบุคลิกภาพ และตัวตนของคนที่ถูกวาดออกมาบนผืนผ้าใบ

ด้วยแรงบันดาลใจจากนักวาดพอร์เทรตยุคโมเดิร์นนิสม์ อย่าง อองรี มาติสส์ และดาวิด ฮอคนีย์ ราฟฟีปฏิบัติตามขนบของไอคอนของเขาอย่างเคร่งครัด ผสมผสานกับประสบการณ์ ปูมหลัง และผนวกเอาตัวตนของนาง/นายแบบใส่เข้าไปในแต่ละภาพอย่างมีเอกลักษณ์

ผลงานของราฟฟีจึงได้ไปโลดแล่นอยู่ทั่วโลก ทั้งฝั่งสหรัฐเอง อังกฤษ ยุโรป รวมทั้งในเอเชีย โดยหลังจากศึกษาจบทางด้านจิตรกรรมจากยูซีแอลเอ เขาก็เริ่มมีผลงานอย่างหนาแน่น ทั้งเดี่ยวและกลุ่มในแวดวงศิลปะฝั่งแคลิฟอร์เนีย โดยในปี 2010 ผลงานของเขาก็ได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการ The Next Generation ที่คุนสต์ มิวเซียม เซนต์ กัลเลน สวิตเซอร์แลนด์

ขณะที่ปี 2016 ราฟฟี คาเลนเดอเรียน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งนิทรรศการ Painters‘ Painters ณ ซาชิ แกลเลอรี่ ในกรุงลอนดอน