ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542112

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:33 น.

ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.) เป็นวันโรคหายาก 2018 (Rare Disease Day 2018) ซึ่งหมายถึงโรคแปลก พบเจอน้อย การวินิจฉัยและตรวจรักษามีความซับซ้อน ที่พลอยทำให้ “โอกาส” ของผู้ป่วยโรคแปลกหรือโรคหายากเหล่านี้ มีความ “ซับซ้อน” ไปด้วย มาทำความรู้จักกับโรคหายาก เพื่อที่จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกโรคที่หายยาก ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ภายใต้กลไกอันซับซ้อนในโลกอันซับซ้อนของกลุ่มผู้ป่วยโรคแปลก “พวกเรา” จะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงสถานการณ์โรคหายากว่า โรคหายากเป็นกลุ่มอาการของโรคที่พบน้อย โดยแต่ละโรคมีความชุกของโรคต่ำกว่า 1 ใน 2,000 คนของประชากร ปัจจุบันมีโรคหายากในโลกรวมทั้งสิ้น 7,000-8,000 โรค สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 6% ของประชากรป่วยด้วยโรค

หายากโรคใดโรคหนึ่ง เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากจำนวนหลายหมื่นคนที่กระจายตัวอยู่ใน 100 กว่าโรคหายาก โดย 80% เป็นโรคหายากที่เกิดจากพันธุกรรม

“ผู้ป่วยหลักหมื่นที่กระจายตัวอยู่ใน 100 โรคหายากทั่วประเทศ ก็ไม่ถึงกับงมเข็มในมหาสมุทรเสียทีเดียวนัก” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

โรคหายาก ไม่เพียงความซับซ้อนของตัวโรคเท่านั้น แต่คือความซับซ้อนที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจรักษา ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขามีน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยล่าช้าผิดพลาด รักษาไม่ตรงจุด เสียโอกาสในการรักษา หรือเมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ก็ไม่มียาในการรักษา ยารักษาโรคในกลุ่มโรคหายากถูกเรียกว่ายากำพร้า ก็เพราะยาส่วนใหญ่เป็นยาต่างประเทศและไม่มีการนำเข้า เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าในแง่ของการลงทุน สังคมไทยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายาก ระบบสาธารณสุขไทยยังไม่มีนโยบายหรือกระบวนการจัดการดูแลรักษาโรคหายากของประเทศ นั่นทำให้สิทธิในระบบสาธารณสุขไม่ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยและการรักษา นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“คนไข้ในกลุ่มนี้ถูกละเลยตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่มรักษา ไปถึงมือหมอแล้ว แต่หมอไม่รู้จักโรค หมอนึกว่าเป็นโรคอื่น วินิจฉัยไม่ถูก วินิจฉัยช้า ในบางรายวินิจฉัยช้าไปแค่ไม่กี่วันก็ทำให้เสียชีวิตได้ หรือในบางรายวินิจฉัยช้าเพียงนิด แต่ก็มากพอที่จะเปลี่ยนให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะเจ็บป่วยพิการไปชั่วชีวิต ในบางรายวินิจฉัยถูกต้อง แต่ไม่มียารักษา เนื่องจากยามีราคาแพงมาก ตั้งแต่ 4-5 หมื่นบาทต่อปี กระทั่ง 4-5 ล้านบาทต่อปี เฉพาะค่ายานะ ยากที่คนไข้จะมีโอกาสเข้าถึงยา หรือหมอก็ต้องเห็นเคสบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะหลงลืมกันไป ต้องมียาที่พร้อมจะหยิบใช้ ไม่เช่นนั้นคนไข้ก็ถูกละเลยอีก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

การรณรงค์โรคหายากในวันโรคหายาก ประเทศไทย นอกจากจะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายากที่ถูกต้องแล้ว คือการผลักดันภาครัฐในระดับนโยบาย เพื่อให้คนไข้มีโอกาสเข้าถึงยาเข้าถึงการรักษาที่ควรจะเป็น มีการวางแผนพัฒนากำลังคนด้านการวินิจฉัยและการรักษา พัฒนาระบบการจัดการส่งต่อที่เหมาะสมถูกตัวถูกคน รวมทั้งการสำรองยากำพร้าสำหรับโรคหายาก เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป มีการรวมตัวกันสร้างศูนย์โรคหายาก สนับสนุนเรื่องการตรวจรักษาและการสำรองยา ส่วนในเอเชีย ประเทศที่ระบบสาธารณสุขมีการสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากมีเพียงญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ นอกจากนี้แล้วแทบไม่มีการพูดถึงในระดับนโยบาย

“จะดีกว่าหรือไม่ ที่เราจะลดการสูญเสียจากการใช้งบประมาณเพื่อรักษาเพียงภาวะแทรกซ้อนที่ปลายทาง หรือรักษาอาการทุพพลภาพระยะยาวโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้ารักษาให้ตรงจุดตรงโรคเสียตั้งแต่แรก ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถที่จะเป็นประชากรที่แข็งแรง มีคุณภาพ มีประโยชน์”

ล่าสุดในปี 2560 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program-UNDP) ร่วมกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation-APEC) ได้กำหนดแนวทางการรักษาโรคหายาก และได้นำโรคหายากเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย นับเป็นโอกาสและความหวังครั้งสำคัญของผู้ป่วยโรคหายากในไทย โดยจะมีนโยบายและแผนดำเนินการเกี่ยวกับโรคหายากที่ชัดเจนขึ้น เช่น จะมีการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศสมาชิกว่า มีนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการดูแลรักษาโรคหายากหรือไม่เพียงไรและอย่างไร มาตรการความช่วยเหลือที่ควรจะเป็น กระบวนการจัดการ กระบวนการผลิตผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการจัดการเรื่องยากำพร้า เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมติดตามผลในระดับภูมิภาคอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า APEC Healthy 2020 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรค

หายาก เล่าว่า มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1-2 ปีก่อน โดยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากทุกกลุ่มในประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่างๆ รวมทั้งการเป็นตัวแทนผลักดันสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย สมาชิกคือผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะทำงานร่วมกัน และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็สื่อสารความเข้าใจเรื่องโรคหายากต่อสาธารณะ เป้าหมายการทำงานปีนี้ มีแผนสร้างฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคหายาก โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขและครอบครัวผู้ป่วยทั่วประเทศ 800 ครอบครัวเสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค. 2561 จากนั้นเดินหน้าแผนระยะยาว ผลักดันในระดับนโยบาย เพื่อสิทธิของผู้ป่วยโรคหายาก ทั้งมาตรการการรักษาที่ครอบคลุม และยารักษาที่ควรจัดอยู่ในกลุ่มยาบัญชีหลัก (fb : rarediseasedaythailand)

“มูลนิธิฯ เปรียบเสมือนร่มของผู้ป่วย ภายใต้ร่มเงานี้ เราเดินไปด้วยกัน” ปรียากล่าว

“น้องวาด” หนึ่งในผู้ป่วยโรคหายาก วาดเป็นโรคปอมเป (Pompe) โดยจัดเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดหนึ่ง โรคนี้เกิดจากพันธุกรรม ที่พ่อและแม่ต่างมียีนแฝงของโรค ตัวเธอและน้องชายของเธอต่างเป็นโรคนี้ สำหรับตัวเธอจัดเป็นผู้ป่วยโรคปอมเปคนแรกที่ถูกตรวจพบในประเทศไทย อาการของโรคจะปวดท้องมากและปวดบ่อยๆ ง่วงนอน ผงกคอไม่ได้ หายใจลำบาก หายใจถี่ ออกกำลังกายหนักไม่ได้ อาการเริ่มชัดเจนเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไปพบแพทย์บ่อย จนแพทย์สงสัยและตั้งข้อสังเกตความแปลกของอาการ เธอถูกผ่าตัดกล้ามเนื้อส่งไปตรวจที่ไต้หวัน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแปลกประหลาดที่ไม่มีใครในบ้านเคยได้ยินชื่อมาก่อน

วาดเล่าว่า โรคปอมเปรักษาด้วยการฉีดเอนไซม์

ชื่อ Lumizyme ทุกๆ 2 สัปดาห์ไปตลอดชีวิต เนื่องจากร่างกายผลิตเอนไซม์ชนิดนี้เองไม่ได้ ปัจจุบันถือว่าใช้ชีวิตปกติ ถ้าไม่นับว่าต้องไปฉีดเอนไซม์ที่โรงพยาบาลเดือนละ 2 ครั้ง ยาหรือเอนไซม์ที่เธอฉีดเป็นเอนไซม์ที่ได้รับ

การสนับสนุนจากโครงการ International Charitable Access Program (ICAP) ซึ่งเป็นโครงการนานาชาติในการบริจาคยาช่วยผู้ป่วยโดยบริษัท ซาโนฟี เจนไซม์ สหรัฐ ในวัย 27 ปี สาวน้อยเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่ปวดท้องหรือง่วงตลอดเวลาอีก แต่ยังมีอาการผงกคอและศีรษะไม่ได้ เนื่องจากเป็นอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อนั่นเอง โรคปอมเปมีคนเป็นโรคนี้เพียง 100 คนทั่วโลก วาดได้

เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโรคนี้ และพบว่าทุกคนใช้ชีวิตมีความสุขดี

คุณพ่อน้องมาเวล เล่าให้ฟังถึงอาการป่วยของน้องมาเวลที่ป่วยด้วยโรคเลือดเป็นกรด น้องเกิดมาปกติ แต่เมื่อ 2 วันผ่านไปเริ่มซึม กินนมน้อย หลับเยอะ โชคดีที่ตรวจพบเร็ว แพทย์สั่งถ่ายเลือด 3 รอบด้วยกัน โรคมีสาเหตุจากพันธุกรรม ผู้ป่วยไม่มียีนที่จะขจัดของเสียจากโปรตีนบางตัว ทำให้กลายเป็นของเสียที่คั่งอยู่ในเลือด มีค่าแอมโมเนียในเลือดสูงจนพัฒนากลายเป็นกรด ซึ่งทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวน น้องมีอาการชัก ถ่ายเลือดแล้วแต่น้องยังไม่ดีขึ้น จึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พบทีมแพทย์ที่ช่วยกันดูแล น้องอยู่ในห้องไอซียูรวม 43 วัน ถือเป็น 43 วันแห่งความยากลำบาก

“น้องนิ่ง นอนโคม่า เป็นหนึ่งเดือนเต็มที่ต้องเฝ้าระวังทุกวินาที ในระหว่างนี้มีการติดเชื้อ มีการให้ยาให้อาหารทางสายยาง ไขสันหลังโดนเจาะ จะว่าไปแล้วน้องถูกเจาะพรุนทั้งตัว”

โรคเลือดเป็นกรด ใน 1 แสนคนจะมีเป็นโรคนี้ 1 คน โรคนี้ไม่มีทางหาย รักษาด้วยการถ่ายเลือดนั้นถูกแล้ว จากนั้นเฝ้าระวังอาหารจำพวกโปรตีน ต้องจำกัดโปรตีนตลอดชีวิต โดยนมที่น้องกินก็ต้องเป็นนมที่สกัดโปรตีนตัวที่บกพร่องออก ราคานมเป็นหลักแสนบาท ปัจจุบันได้รับบริจาคจากบริษัทนม

“ไปตรวจล่าสุดน้องอายุ 3 เดือนแล้วและมีพัฒนาการตามเกณฑ์เด็กทั่วไป รู้สึกดีใจเพราะคุณหมอแจ้งให้ทำใจก่อนหน้านี้ว่า น้องอาจช้ากว่าเกณฑ์ได้ ได้ทราบว่าเด็กบางคนที่เป็นโรคนี้ ทำให้ชักและมีอาการทางสมอง 6 ขวบแล้วแต่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มี”

คนทุกคน อยากเกิดมาไม่มีโรค หรือเมื่อประสบเคราะห์ เป็นโรคเป็นภัยเป็นผู้ป่วย ก็ขอโอกาสในการ

เข้ารับการรักษาที่เท่าเทียม ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม ให้พวกเขาได้มีโอกาสเหมือนๆ กับคนที่ป่วยเป็นโรคทั่วไปอื่นๆ การรณรงค์ผลักดันทั้งในแง่ของกฎหมาย หรือโดยนโยบายสาธารณะ ขอให้เป็นไปภายใต้ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ ที่เกิดแก่และเจ็บตาย

ออกกำลังหนัก ให้พักกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541860

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

ออกกำลังหนัก ให้พักกล้ามเนื้อ

เรื่อง สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนใช้ร่างกายหนัก ออกกำลังกายต่อเนื่องหลายๆ วันโดยไม่หยุดพัก หวังผลว่าความฟิตจะมาเยือนเร็วๆ อยากมีซิกซ์แพ็กไวๆ แต่สิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการออกกำลังกายให้สตรองก็คือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ถ้ามัวแต่ออกกำลังกายอย่างหนัก ความเหนื่อยล้าและทรุดโทรมจะมาเยือนแทนความสดใส ดังนั้น ต้องรู้จักวิธีพักที่ถูกต้อง การออกกำลังกายจึงจะเต็มประสิทธิภาพ เพราะการพักฟื้นกล้ามเนื้อหรือ Recovery จะช่วยร่างกายของคุณพร้อมสำหรับการฟิตอีกครั้ง วิธีฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายสิ่งที่ต้องทำและขาดไม่ได้ก็คือ

ชดเชยน้ำให้ร่างกาย การออกกำลังกายทำให้ร่างกายของเราสูญเสียน้ำไปในรูปแบบเหงื่อ แต่เหงื่อไม่ได้พาแค่น้ำออกไปด้วย เพราะมีแร่ธาตุบางตัวที่ไปด้วย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ฯลฯ การจิบน้ำก่อนและระหว่างออกกำลังกาย รวมทั้งหลังออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ แต่สำหรับ วันที่พักฟื้นฟู แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ซ่อมแซมกล้ามเนื้อและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับปกติ

พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ จำเป็นสำหรับทุกคน ยิ่งหากคุณออกกำลังกายด้วยแล้ว การนอนหลับพักผ่อนเรียกได้ว่าเป็น สิ่งสำคัญ จากที่ปกติเราต้องนอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง สำหรับคนที่อยากมีรูปร่างที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ออกกำลังกายเป็นประจำ จำเป็นต้องนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง เหตุผลเพราะคุณใช้กล้ามเนื้อมากกว่า ปกติ การนอนหลับที่เพียงพอจะมีผลต่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี

เลือกกินอาหาร หลังออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ควรเติมน้ำตาลให้ร่างกาย ด้วยการเลือกกินผลไม้ รสหวานแต่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในตัว เช่น กล้วย และมันฝรั่ง ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ไวยิ่งขึ้น สำหรับคนที่เลือกกินอาหารในวันพักคือวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์และช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อไป ในตัว ควรกินเนื้อสัตว์และผักที่ให้โปรตีนสูง เช่น แซลมอน และถั่ว แหล่งรวมไขมันดี

ขยับกายวันพัก ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ หลายคนเข้าใจว่าวันพักคือการอยู่เฉยๆ แต่จริงๆ แล้วการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อบ้างจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและทำให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้เร็ว เช่น หลังวันออกกำลังกายหนัก เช้าวันต่อมาแนะนำให้จ๊อกกิ้งเบาๆ ฝึกโยคะยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน เป็นต้น

หลีกหนีความเครียด การออกกำลังกายคือการทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียด แน่นอนว่า หลังออกกำลังหนัก ทั้งร่างกายและสมอง ต้องการการพักผ่อน อยากผ่อนคลาย การนวด นั่งสมาธิ หรือฟังเพลงเบาๆ จะช่วยให้เราแจ่มใส

ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ แถมทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอีก ต่างหาก

หลากวิธีลดความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541915

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

หลากวิธีลดความขัดแย้ง

เรื่อง ราตรีแต่ง

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เป็นสิ่งที่เกิดได้ในทุกๆ หน่วยงาน ซึ่งโดยทั่วไปคนเรามักนึกถึงความขัดแย้งกันแต่ในเชิงทำลายล้าง แต่ถ้าวิเคราะห์อีกด้าน ความขัดแย้งครั้งนี้ก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ย่ำเย่เสมอไป ถ้ามีการคลายปมปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความขัดแย้งสามารถก่อให้เกิดความตื่นตัว เป็นปัจจัยสำคัญ ให้คนทำงานหันมาตรวจสอบสมรรถภาพการทำงานของตัวเองจริงจังกันอีกครั้ง

รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นแนวคิดแตกต่างไป จากการทำแบบเดิมๆ ทำให้งานมีการพัฒนาและมีแนวทางใหม่ๆ ในการทำงานเกิดขึ้นได้

การบริหารความขัดแย้งได้อย่างเหมาะและมีประสิทธิภาพนั้น ต้องทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้ง สาเหตุ ระดับความขัดแย้ง วิธีการ หรือเทคนิคการจัดการกับความขัดแย้ง ควรมีการวางมาตรการในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม วิธีการลดทอนปัญหาก็ควรเริ่มต้นกันที่

มุ่งหาสาเหตุของความขัดแย้ง

หัวหน้าทีมหรือผู้บริหารควรมองความขัดแย้งให้เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา โดยเฉพาะในการทำงานเป็นทีม เมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลอื่น สมาชิกของทีมขัดแย้งกันด้วยการใช้วาจาได้ง่ายดายที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายๆ ประการ เช่น สภาพแวดล้อมแต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน ค่านิยม แตกต่างกัน ทำให้การจะยอมรับหรือปฏิบัติตามกันจึงเป็นสิ่งที่ลำบาก ความขัดแย้งที่ตามมา คือการส่งให้เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

การทำงานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันให้ได้ ทุกๆ คนจะต้องรู้จักและพร้อมที่จะเรียนรู้ในพฤติกรรมของกันและกัน เพื่อเข้าใจความต้องการของกันและกันให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น

ความแตกต่างในปัญหาถ้ามีไม่มากนัก ก็จะทำให้การปรับตัวง่ายขึ้น แต่ถ้ามีความแตกต่างกันมากเกินไป ความขัดแย้งก็จะเกิดได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย วิธีแก้ไขการเจรจาไกล่เกลี่ยแบบสันติวิธี คำว่า “สุนทรียสนทนา” เป็นคำที่ไพเราะ และเป็นวิธีที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้ดีที่สุดอีกด้วย

ผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน

ถ้าสาเหตุมาจากเรื่องนี้ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างต่อต้านกัน และเกิดสภาพการณ์ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติได้มากที่สุด มีการวิเคราะห์ปัญหานี้ เกิดจากการจำแนกงานออกเป็นแผนกย่อยๆ หลายแผนกเกินไป ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณความ ขัดแย้งของคนงานในแผนกต่างๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในองค์การเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนทำงาน ใช้เวลา เงิน และทรัพยากร แตกต่างกันไป เรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน มีผลก่อให้เกิดวิธีทำงานที่มีรายละเอียดต่างกันขึ้นมา

การลดความขัดแย้งระหว่างแผนกต่างๆ หากลดข้อจำกัดเฉพาะแผนกลงมา โดยสร้างนโยบายที่ทำให้งานมีลักษณะใกล้เคียงกัน ก็จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น ลดการลุกลามจนทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันลงไปได้

มีความต้องการสิ่งเดียวกัน

สาเหตุของความขัดแย้งในข้อนี้ คือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการของสมาชิกในทีม และแสดงออกเป็นพฤติกรรมให้เห็นอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งชนิดนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากสมาชิกมีผลประโยชน์ในสิ่งเดียวกัน แต่อาจแบ่งปันกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างจึงพยายามกีดกัน ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่บรรลุถึงความต้องการ หรือทำให้อีกฝ่ายได้ผลประโยชน์น้อยกว่าฝ่ายตัวเอง ในชีวิตประจำวัน ผลประโยชน์เป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุด

ควรมองปัญหานี้อีกด้าน คือ ทำให้มีการแข่งขันในหน่วยงาน มีค่าตอบแทน และสิ่งล่อใจชัดเจนไปเลย จะทำให้ความขัดแย้งลดลง เพราะคนทำงานได้พุ่งความสนใจไปยังการทำงานเพื่อให้ได้ชิ้นงานใหม่ๆ เพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้น ค่าตอบแทนที่มากขึ้น

การมีอคติ

ในการทำงานก็ต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งทางอายุ ความคิด หรือแม้แต่รูปแบบการทำงาน ความ ขัดแย้งอันเกิดจากอคติก็เกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นไปได้ที่ ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ดีต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกส่วนตัวของคนผู้นั้น โดยแสดงออกมาให้เห็นใน ขณะที่มีการติดต่อสื่อสารกัน จนเป็นเหตุให้ก้าวร้าวต่อกัน

สำหรับลักษณะที่จะลดอคติลงได้นั้น สรุปได้ว่า ขึ้นอยู่กับการมองโลกในแง่ดี เพราะการมองโลกในแง่ดีเป็นเหตุให้แต่ละคนเริ่มต้นที่จะค้นหาวิธีแก้ไขความขัดแย้ง และการไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นอีกหนทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการยอมรับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

ถ้าพฤติกรรมการเกิดอคติมีมากเกินไป การจัดทีมงานใหม่ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ อาจต้องย้ายพนักงานที่มีปัญหามากที่สุดไปอยู่แผนกอื่นไปเลย เป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องนำมาใช้ สำหรับหัวหน้างานคือตัวกลางในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งในโลกของการทำงาน คงต้องอาศัยแนวทางหลายแนวทางที่จะไปสู่ความสำเร็จของงาน ความขัดแย้งก็เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลให้หมดไป หรือมีน้อยที่สุด เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ควรตั้งกฎระเบียบหรือข้อตกลงขึ้นมา

รวมถึงพูดคุยกับพนักงานให้บ่อยขึ้น เพื่อที่จะได้รู้ปัญหาชี้ชัดขึ้น และหาทางแก้ไขได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมอีกในอนาคต n

เรือยอชต์ สิ่งที่ให้มากกว่าความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541886′

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 17:18 น.

เรือยอชต์ สิ่งที่ให้มากกว่าความสุข

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

พรินเซส 68 เรือยอชต์สุดหรูกำลังพาเรามุ่งหน้าไปสู่เกาะรังใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะภูเก็ตออกไปราว 15 นาที ขอบฟ้าจรดผืนน้ำข้างหน้าดูกว้างไกล ภาพเหล่านี้เป็นสิ่งคุ้นตา แต่สิ่งที่แตกต่างจากทุกครั้ง คือความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับเรากำลังนั่งเรือ แต่ราวกับว่าเรากำลังอยู่ในบ้านที่มีวิวทะเลและหมู่เกาะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาที่เคลื่อนผ่าน

วริศ ยงสกุล ผู้บริหาร บริษัท โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเรือยอชต์ระดับลักซ์ชัวรี่ อธิบายถึงการเดินทางด้วยเรือยอชต์ว่า “การเที่ยวด้วยเรือยอชต์เป็นการท่องเที่ยวที่ให้อิสระและความเป็นส่วนตัวมากกว่าการเดินทางในรูปแบบอื่น เหมาะสำหรับคนที่อยากจะพักผ่อนหลีกหนีจากผู้คน และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างมีความสุขกับครอบครัวหลังจากทำงานหนักมานาน

เรือสามารถพาเราเที่ยวยังสถานที่ที่น้อยคนจะเข้าถึง ไปตามเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ที่มีชายหาดสะอาด น้ำทะเลใส มีธรรมชาติสวยงามสมบูรณ์มากกว่า

นักท่องเที่ยวที่ใช้เรือยอชต์มีหลายระดับ หลากรูปแบบ ใช้เวลาเที่ยวไม่กี่วันจนถึงหลายเดือนก็มี ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากเดินทางไปที่ไหน และสามารถหาเวลาพักผ่อนได้เท่าไร หากเที่ยวในวันเดียวก็อาจจะขับเรือไปเที่ยวเกาะที่อยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินใหญ่มากนัก หากมีเวลาหลายวันก็สามารถล่องเรือไปยังหมู่เกาะที่ห่างไกลออกไป เช่น มัลดีฟส์

บางท่านอยากแล่นเรือในยุโรปก็อาจจะใช้วิธีนั่งเครื่องบินไปลงที่ยุโรป แล้วเช่าเรือยอชต์ขับเที่ยวก็ได้เช่นกัน ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องใช้เวลาเที่ยวนานแค่ไหน หรือไปได้ไกลแค่ไหน เพียงแต่ถ้าใช้เรือลำเล็กก็อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางที่สั้นกว่า ทำให้ต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยกว่าลำใหญ่แค่นั้นเอง

เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายเวลาพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศในแต่ละครั้ง ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวยุโรปไปกลับก็หมดหลายแสนแล้ว ยังมีค่าโรงแรมอีกหลายคืน แล้วยังไปเที่ยวได้แค่ประเทศเดียว แต่ถ้าเป็นเรือยอชต์ สามารถจอดแวะเที่ยวได้หลายที่ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเดินทางรูปแบบอื่นไม่สามารถให้ได้มากเท่ากับเรือยอชต์”

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเราเดินขึ้นมาบนเรือยอชต์ พรินเซส 62 เรือรุ่นใหม่ล่าสุดที่ โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา แม้จะมีขนาดเล็กกว่าพรินเซส 68 ที่เพิ่งพาเราเที่ยวเกาะรังใหญ่ แต่การออกแบบภายในก็ดูกว้างขวางหรูหรา เต็มไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำ มีชั้นดาดฟ้าเรือสำหรับนั่งรับลม จิบชาอังกฤษกับมาการงยามบ่าย

หรืออยากลงไปนั่งพักผ่อนในห้องนั่งเล่นดูรายการโทรทัศน์ หรือจะนอนเล่นแท็บเล็ตบนโซฟา ให้ความรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่สามารถมองเห็นวิวทะเลรอบเรือได้อย่างเต็มตา เมื่อเรือเดินทางถึงเกาะก็เพียงแค่หาจุดทอดสมอ แล้วนั่งเรือเล็กลงไปเล่นน้ำริมหาดทรายขาว ที่ผู้คนไม่พลุกพล่านหรือมีเพียงแค่เราเป็นเจ้าของหาดชั่วคราว

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเรือยอชต์จึงกลายเป็นสิ่งที่เหล่าเศรษฐีอยากได้มาครอบครอง รวมทั้งคนทั่วไปที่สนใจอยากจะเที่ยวด้วยเรือยอชต์กันมากขึ้น

ตามสถิติการเที่ยวด้วยเรือยอชต์ที่ได้จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าทั่วประเทศไทยมีจำนวนเรือยอชต์ราว 2,000 ลำ ในจำนวนนี้ 70% เป็นเรือยอชต์ส่วนตัว นับเป็นการท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ยทริปละประมาณ 1 แสนบาท/คน เป็นอย่างต่ำ

80% ของค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ คือค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างกัปตันเรือและลูกเรือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับกีฬาทางน้ำ หากเป็นการเช่าเรือยอชต์จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 2 แสนบาท

นอกเหนือจากเรือยอชต์ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยแล้ว ยังมีเรือยอชต์แล่นจากต่างประเทศเข้าสู่น่านน้ำไทยในแต่ละปีเฉลี่ยราว 2,000 ลำ ข้อมูลล่าสุดที่สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2559 มีถึง 2,625 ลำ มีทั้งชาวยุโรปและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย และมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี บ่งบอกถึงความนิยมในการเดินทางด้วยเรือยอชต์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ขอยกตัวอย่างการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์ในเส้นทาง 7 วัน คือการขับเรือจากพัทยามาเที่ยวที่เกาะภูเก็ตด้วยเรือยอชต์จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ดูเหมือนจะใช้เวลานาน แต่ที่จริงแล้วเป็น 7 วันที่ได้เที่ยวตลอด เพราะในแต่ละวันเรือจะขับเลียบชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ ผ่านเกาะที่มีหาดทราย สามารถลงไปเล่นน้ำนอนริมหาด มีจุดจอดเรือดำน้ำ ดูปะการัง ตกปลา แวะเทียบท่าเติมน้ำมัน เช่ารถขึ้นไปเที่ยวบนฝั่ง แล้วกลับมาล่องเรือเดินทางต่อ ระหว่างทางจะแล่นผ่านมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เหมาะกับการช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม

แม้ผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ แต่ไม่มีท่าเรือให้จอดก็ยังสามารถทอดสมอนอกชายฝั่งแล้วนั่งเรือเล็กเข้าชายหาดแล้วขึ้นไปเที่ยวต่อ จึงเป็นช่วงเวลา 7 วันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเรือเสมอไป

ปราโมทย์ ดีชูศร กัปตันเรือผู้คร่ำหวอดการเดินเรือมากว่า 20 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเที่ยวด้วยเรือยอชต์ว่า การขับเรือยอชต์ด้วยตัวเองก็ไม่ยากเกินจะเรียนรู้ มีทั้งโรงเรียนฝึกอบรมที่สามารถเข้าไปเรียนได้ หมั่นศึกษาความรู้เรื่องการเดินเรือ กฎระเบียบมารยาทในการเดินเรือบ้าง และทดลองขับเรือด้วยตัวเอง หรือจะเริ่มจากการเรียนรู้การขับเรือ การดูร่องน้ำ การอ่านแผนที่ ฝึกการจอดเทียบท่า จากกัปตันเรือมาก่อนก็ได้เช่นกัน เมื่อคล่องแล้วก็สอบใบอนุญาตขับเรือจากกรมเจ้าท่า เพราะถ้าจะขับเรือยอชต์ด้วยตัวเองก็ต้องมีใบอนุญาตขับเรือเสียก่อน

เรือยอชต์รุ่นใหม่ๆ ขับง่ายมาก เพราะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเดินเรือให้มาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานครบครัน ทั้งเรดาร์สำหรับเดินเรือกลางคืน เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าอำนวยความสะดวกในเรือ แผนที่นำทางระบบจีพีเอส ระบบลดการโคลงของเรือ ฯลฯ จึงทำให้เรือยอชต์เป็นเรือที่ขับง่าย มีความปลอดภัยสูง

หากมีสิ่งผิดปกติก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้นมาตลอด บางลำก็อาจจะติดเครื่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม หรือโซนาร์แบบเดียวกับเรือหาปลาเพื่อดูความลึกของทะเล ช่วยทำให้การขับเรือเวลากลางคืนมีความปลอดภัยมากขึ้น

ก่อนการเดินทางแต่ละครั้ง สิ่งที่กัปตันเรือต้องศึกษาล่วงหน้าให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กหรือเรือใหญ่ก็คือเส้นทางที่จะใช้เดินเรือ จุดแวะพักเติมน้ำมันและเสบียง แนะนำว่าควรหาจุดแวะเติมให้เต็มอยู่ตลอด เพราะบางครั้งอาจจะมีแผนแวะเที่ยวเพิ่มระหว่างการเดินทางจะทำให้เที่ยวได้อย่างสบายใจมากขึ้น สมัยก่อนต้องอาศัยวิธีการกางแผนที่แล้ววัดมุมคำนวณพิกัดและระยะทาง แต่สมัยนี้ใช้ดาวเทียมจีพีเอสกันหมดแล้ว มีแผนที่แสดงเขตน้ำตื้นน้ำลึก พิกัดท่าเรือและจุดจอด แค่พิมพ์สถานที่ที่ต้องการไปก็แค่ขับไปตามเส้นทางที่แผนที่นำทางไปก็ถึง”

เมื่อเราสอบถามถึงการใช้ชีวิตในเรือยอชต์ในแต่ละช่วงเวลาของนักท่องเที่ยว กัปตันจึงเล่าต่อว่า ส่วนมากแล้วก็จะเป็นการเดินทางแวะจอดเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง บ้างก็จอดลงเล่นน้ำ ดูปะการัง พายเรือหรือขี่เจ็ตสกี บ้างก็ทำบาร์บีคิว หรือประกอบอาหารทะเลกินกัน แล้วแต่ว่านักท่องเที่ยวจะมีแผนทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ตอนกลางคืนก็เข้าพักเปิดเครื่องปั่นไฟใช้ภายในเรือ เปิดเครื่องปรับอากาศและระบบกันโคลงเรือ ลองสังเกตดูว่าเรือยอชต์จะไม่ค่อยมีอาการโคลงเคลงซ้ายขวา ซึ่งทำให้เกิดอาการเมาเรือ แต่จะมีการยกหัวท้ายตามปกติ แต่เวลาจอดเรือจะต้องจอดในส่วนที่มีคลื่นลมค่อนข้างสงบ เวลาเข้านอนจึงจะไม่รู้สึกโคลงเคลงเมาเรือมากนัก

สำหรับลูกเรือก็จะมีห้องเล็กๆ สำหรับนอนใต้ท้องเรือใกล้ห้องเครื่อง แต่ส่วนมากแล้วจะใช้เป็นที่เก็บสัมภาระแล้วนอนบนดาดฟ้าเรือกันมากกว่า เพราะหากเกิดมีลมพายุเข้ามากะทันหันหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นอนอยู่ในเรือจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ เรือ จะออกมาแก้ไขก็อาจจะช้าเกินไป

คนที่สนใจอยากจะซื้อเรือยอชต์สำหรับพาครอบครัวไปเที่ยว วริศ แนะนำว่า สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องบริการหลังการขาย ที่ควรจะมีครบวงจรตั้งแต่บริการลูกเรือ รับฝากเรือ มีช่างซ่อมบำรุงตามชั่วโมงทำงาน บริการดูแลรักษาระบบต่างๆ ภายในเรือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

“ถ้าซื้อเรือใหม่การรับประกันในส่วนที่เป็นตัวเรือและเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 2 ปี แต่ในเรือหนึ่งลำไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรือกับเครื่องยนต์ ยังมีระบบเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอื่นๆ ที่นำมาใส่ไว้ในเรือ มีระบบนำทางเรดาร์ และอื่นๆ ที่มีระยะเวลาในการรับประกันแตกต่างกันออกไป ถ้าบริการหลังการขายไม่ดีพอลูกค้าอาจจะเกิดความยุ่งยากในการติดต่อกับผู้ผลิตที่อยู่ต่างประเทศนัดหมายเดินทางมาซ่อมบำรุงในภายหลัง

ในขณะเดียวกันเรือแต่ละแบรนด์ก็จะมีคุณลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันออกไปตามสไตล์ของแต่ละประเทศ บางแบรนด์ก็เด่นเรื่องการออกแบบภายใน บางแบรนด์ก็เด่นเรื่องเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเรือ ขึ้นอยู่กับรสนิยม อีกทั้งเจ้าของแต่ละคนก็มีความต้องการในรายละเอียดต่างๆ ไม่เหมือนกัน เช่น การแบ่งสัดส่วนห้องนอน โต๊ะเครื่องใช้ ตำแหน่งโต๊ะและโซฟาภายในห้องนั่งเล่น การปรับฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในเรือให้ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน”

สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะเลือกเรือยอชต์แบบไหนก็ตาม สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความสุข ที่ไม่ใช่เพียงการครอบครองบ่งบอกฐานะ แต่เป็นความสุขที่ได้ซื้อเวลาแสนมีค่าที่ทุกคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ จะได้อยู่ร่วมกันต่างหาก n

‘ลูกไม้ใต้ต้น’ พลังศิลป์กลุ่มลูกศิษย์ ลาวัณย์ อุปอินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541747

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 13:55 น.

‘ลูกไม้ใต้ต้น’ พลังศิลป์กลุ่มลูกศิษย์ ลาวัณย์ อุปอินทร์

โดย พริบพันดาว

ในช่วงนี้ของปีที่แล้ว ได้มีนิทรรศการ “ลาวัณย์ อุปอินทร์” ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับ ลาวัณย์ อุปอินทร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2559 ซึ่งนับเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่เป็นศิลปินแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติยศในฐานะดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยได้รวบรวมผลงานจิตรกรรม รวม 110 ชิ้นงาน มาจัดแสดงซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

 

มาถึงในปี 2561 นี้ นิทรรศการศิลปะ “ลูกไม้ใต้ต้น” โดยกลุ่มลูกศิษย์อาจารย์ลาวัณย์ อุปอินทร์ จัดแสดงในหอศิลป์สมด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เช่นเดียวกัน โดยผลงานที่จัดแสดงในครั้งนี้ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1.งานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยศิลปินรับเชิญ

2.งานแสดงภาพเหมือนลาวัณย์ อุปอินทร์ โดยศิลปิน 11 คน อาทิ รศ.ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง วินัย ปราบริปู เกริกบุระ ยมนาค ประดับใจ วงษ์ประเสริฐ ฯลฯ

3.งานแสดงภาพและงานศิลปะจากจินตนาการอิสระฝีมือลูกศิษย์ทั้ง 11 คน อาทิ พรชัย สินนท์ภัทร ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ รศ.ระพี ลีละสิริ ศิลาวิศว์ พูลสวัสดิ์ สมพงษ์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ อนันต์ ประภาโส กวี ลักษณะสกุลชัย ฯลฯ

 

4.นิทรรศการเพื่อต่อยอดการแสดงความรัก และสืบทอดความปรารถนาดีจากรุ่นสู่รุ่น จากอาจารย์มาสู่ลูกศิษย์ และจากลูกศิษย์ไปสู่บุคคลทั่วไปผ่านงานเวิร์กช็อป 9 วัน ระหว่างการแสดงนิทรรศการ

ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ ศิลปินนักวาดการ์ตูน หนึ่งในลูกศิษย์ที่เป็นศิลปินที่ถูกรับเชิญให้มาร่วมแสดงงาน เล่าว่า อาจารย์ลาวัณย์เป็นผู้ผลักดันให้เกิดวิชาวาดภาพล้อ (Art of Caricature) ในมหาวิทยาลัยศิลปากร จากประสบการณ์การเข้าเรียนกับอาจารย์ลาวัณย์ เขาพบว่าอาจารย์เป็นผู้สอนให้รู้ถึงความพอดีในการสร้างงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่นำมาใช้มาตลอดชีวิต อีกทั้งยังเป็นผู้จุดประกายการเดินเข้าสู่เส้นทางนักวาดการ์ตูนล้อเลียนการเมืองที่เดินมาจนถึงวันนี้

ลาวัณย์ถือเป็นศิลปินที่มีฝีมือมีผลงานโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนศิลปศึกษา เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นบัณฑิตหญิงคนแรกที่จบปริญญาตรี คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอมีความชำนาญในการเขียนภาพเหมือนบุคคล(Portrait) เป็นพิเศษ จนเป็นที่ยอมรับในสังคมและวงการศิลปะ

 

นอกจากนี้ ยังได้ชื่อว่าเป็นศิลปินราชสำนัก เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ถวายงานรับใช้ในการเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ส่วนพระองค์ และพระสาทิสลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์อย่างยาวนาน

ปัจจุบันในวัย 82 ปี ลาวัณย์ เป็นศิลปินและนักวิชาการที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องศิลปะ ได้เขียนภาพบุคคลสำคัญของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และยังคงสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ว่าไปแล้ว ลาวัณย์ เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวอิตาลีผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะร่วมสมัยของไทย ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยของอาจารย์ศิลป์ ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 และเมื่อจบปริญญาตรี ก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร รับราชการมาจนเกษียณอายุ แล้วทางมหาวิทยาลัยยังเชิญให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษต่อเนื่องมาจนถึงปี 2555 เรียกว่าเป็นครูมาตลอดชีวิตการทำงาน

 

นอกจากความสามารถด้านการวาดรูป อาจารย์ลาวัณย์ยังมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง ใส่ใจแนะนำลูกศิษย์ด้วยความปรารถนาดี กิริยาวาจาสุภาพนุ่มนวล ลูกศิษย์ลูกหาทุกรุ่นที่เคยได้เรียนกับอาจารย์ลาวัณย์ทุกคนล้วนรัก เคารพและชื่นชม

การจัดนิทรรศการศิลปะ “ลูกไม้ใต้ต้น” จึงเปรียบเสมือนการระดมรุ่นพี่และรุ่นน้องให้ได้กลับมาเจอกัน โดยมีเป้าหมายในการเชิดชูความเป็นครูที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของลาวัณย์ และเผยแพร่ผลงานศิลปะให้ทุกคนได้สัมผัส ดังคำบอกเล่าของ พรชัย สินนท์ภัทร ที่มองว่างานหลักของอาจารย์ลาวัณย์ไม่ใช่การเขียนรูป เพราะตลอดชีวิตคือการสอน การจัดแสดงงานในคราวนี้เป็นแค่ศิษย์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ยังมีลูกศิษย์อีกมหาศาลที่เป็นลูกไม้ใต้ต้น ผลงานของลาวัณย์ในฐานะศิลปินจึงไม่ใช่แค่งานจิตรกรรมภาพวาด แต่คือการสร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แล้วคนรุ่นต่อไปก็ไปสร้างผลงานต่อๆ ไป นับเป็นเส้นทางที่ค่อยๆ เพิ่มรสนิยมในด้านศิลปะให้กับสังคมไทย

นิทรรศการจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 12 มี.ค.เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันพุธ) รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.queengallery.org http://facebook.com/queengallerybkk/ โทร. 02-281-5360

ภัทรวดี เหลาสา สวยสตรองด้วยเทควันโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541791

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:59 น.

ภัทรวดี เหลาสา สวยสตรองด้วยเทควันโด

โดย ภาดนุ

ถุงแป้ง-ภัทรวดี เหลาสา นักแสดงและนักร้องวัย 19 ปี จากค่ายโมโนมิวสิค เป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่รักการเล่นกีฬาหลากหลายชนิดอย่างสม่ำเสมอ แต่กีฬาที่เธอชอบเป็นพิเศษก็คือเทควันโด ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า นอกจากจะเรียกเหงื่อได้ดีแล้ว ยังช่วยให้หุ่นดีและสวยสตรองอีกด้วย

“หนูก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงจากการชนะเลิศการประกวด Miss Gossip Girls 2014 และมีโอกาสเข้ามาเป็นนักแสดงประจำสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลช่องโมโน ทเวนตี้ไนน์ (Mono 29) และเร็วๆ นี้หนูกำลังจะมีผลงานละครเรื่อง ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรี่ส์’ ทางช่องโมโนฯ เรื่องนี้หนูรับบทเป็น ‘วิไลกัลยา’ ตามด้วยซีรี่ส์เรื่อง ‘รสรินล่าแวมไพร์’ เป็นซีรี่ส์แนวดราม่า-แฟนตาซี ซึ่งตอนนี้กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยค่ะ

 

จากความฝันที่อยากเป็นนักร้อง ล่าสุดหนูได้รับโอกาสให้เป็นศิลปินเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตจากโปรเจกต์ “โมโน มิวสิค เจลาโต้” ของค่ายโมโนมิวสิค ในเครือโมโน กรุ๊ป กับผลงานซิงเกิลแรกที่ชื่อว่า “หัวใจไม่ปิดหน้าต่าง” แฟนเพลงสามารถติดตามได้ทางช่อง Mono Music, Youtube, Joox และ seeme.me ค่ะ

ถ้าให้พูดถึงการเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กจนโตมาหนูจะชอบออกกำลังกายและดูแลสุขภาพเป็นประจำสม่ำเสมอ แม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยมีเวลามากนัก เพราะทั้งเรียนมหาวิทยาลัยและทั้งทำงาน แต่เมื่อไรที่มีเวลาว่าง หนูจะทั้งออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เข้านอนเร็ว และกินวิตามินเสริมไปพร้อมกัน ที่สำคัญหนูยังติดการเล่นกีฬาเทควันโดด้วยค่ะ”

 

ถุงแป้ง บอกว่า การเล่นกีฬาเทควันโด สำหรับเธอแล้วถือเป็นการออกกำลังกายและการดูแลตัวเองไปพร้อมกันเลยทีเดียว ซึ่งการเล่นเทควันโดนี้จะต้องมีวินัย เพราะจะมีตารางการฝึกที่แน่นอน แถมยังต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนเข้าคลาสจริงด้วย

“จำได้ว่าหนูเริ่มเล่นเทควันโดมาตั้งแต่เรียนชั้น ป.2 เลยละ มีทิ้งช่วงไปพักนึง แล้วก็กลับมาเล่นอีกครั้งช่วงที่เรียน ป.4-6 แล้วก็หยุดไปอีก เพราะต้องถ่ายละครในช่วงที่เรียนชั้นมัธยมปลาย หนูเพิ่งกลับมาเล่นเทควันโดอีกครั้งตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 1 นี่แหละ ช่วงที่หยุดเล่นไปเพราะไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ เมื่อมีโอกาสได้กลับมาเล่นอีกครั้ง ก็อยากจะเล่นไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะมันช่วยในหลายๆ เรื่อง เช่น ส่งเสริมสุขภาพ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง บางครั้งถ้าเราได้ไปลงแข่งขันแล้วได้เหรียญรางวัลมา ยังสามารถนำมาลดหย่อนค่าเทอมที่มหาวิทยาลัยได้ด้วยค่ะ (หัวเราะ)

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนเล่นเทควันโด เคล็ดลับส่วนตัวของหนูคือ ต้องนอนเร็ว เพราะจะได้มีแรงซ้อม เนื่องจากเทควันโดจะซ้อมค่อนข้างหนักและเหนื่อยมาก อีกอย่างคือหนูต้องควบคุมน้ำหนัก เพราะเวลาที่เคลื่อนไหวจะได้คล่องตัว แล้วยังต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองสูงมากๆ เลยค่ะ ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด” (ยิ้ม)

 

ถุงแป้งเสริมว่า ประโยชน์ของการเล่นเทควันโด นอกจากสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายแล้ว รูปร่างยังเฟิร์มกระชับขึ้นด้วย แม้ตัวจะยังผอมอยู่ น้ำหนักตัวไม่เพิ่ม แต่ร่างกายจะมีความแข็งแรงเต็มเปี่ยม ที่สำคัญเทควันโดยังให้ประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อนๆ คนอื่นๆ อีกมากมาย

“เสน่ห์ของกีฬาเทควันโดที่ทำให้หนูหลงใหลก็คือ มันเป็นกีฬาที่สามารถนำมาใช้ป้องกันตัวได้ แถมยังมีความเท่ในตัวมันเอง เป็นกีฬาที่เล่นคนเดียวได้ แล้วยังสามารถนำไปต่อยอดสู่กีฬาชนิดอื่นได้อีกหลายด้านด้วยค่ะ

แต่เทควันโดก็มีข้อควรระวังคือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เพราะถ้าร่างกายไม่พร้อมก็อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ดังนั้น นอกจากเทควันโดแล้ว หนูยังเล่นกีฬาอื่นๆ เสริมด้วย เช่น เล่นเวต หรือวิ่ง นอกจากทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรงแล้ว การวิ่งยังส่งผลในการร้องเพลงอย่างมากเลยละ เพราะถ้าเราไม่ออกกำลังกาย พลังเสียงของเราก็จะไม่มีเพาเวอร์ หนูว่าเรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ”

 

ถุงแป้งทิ้งท้ายว่า ในช่วงที่มีเวลาว่าง เธอคงจะซ้อมเทควันโดต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นกีฬาที่มีประโยชน์และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

“ตอนนี้เทควันโดเป็นกีฬาที่หนูชอบมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะหนูเล่นกีฬานี้มานานมาก จึงค่อนข้างรู้สึกผูกพันกับมัน จริงๆ แล้วกีฬาอื่นหนูก็เล่นหมดนะ แต่อาจจะไม่ถนัดเท่าเทควันโด ในอนาคตนอกจากเทควันโดแล้ว หนูก็คงเล่นเวตต่อไป โดยจะเล่นไม่หนักมาก เน้นเล่นเพื่อทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อได้ใช้งาน จะได้มีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มและมีความมั่นใจยิ่งขึ้น

หนูว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเรามากๆ ถ้ามีเวลาว่างก็อยากให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันค่ะ ไม่จำเป็นจะต้องเล่นกีฬาหนักๆ ก็ได้ แค่เล่นเวต วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือเต้นแอโรบิก แค่นี้ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อของเราแล้วละค่ะ”

อารียา สิริโสดา อนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541786

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:12 น.

อารียา สิริโสดา อนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ

โดย สมแขก

เรื่องราวของคนสวยสุดสตรองอย่าง “ป๊อป-อารียา สิริโสดา” นางสาวไทยปี 2537 นอกจากความสวยไม่สร่างของเธอแล้ว สิ่งที่หลายคนพูดถึงและชื่นชมเธอคนนี้ในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ การดูแลคุณแม่ ขณะเดียวกันก็เป็นครูสอนโยคะไปด้วย เธอสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ระหว่างนักเรียนโยคะและคุณแม่ ในช่วงเวลานี้อาจจะเรียกว่า นี่คือความสุขที่เธอพยายามค้นหามาโดยตลอดก่อนหน้านี้

“เมื่อก่อนไม่ได้เป็นคนที่ติดบ้าน ไม่ได้นอนหัวค่ำแล้วตื่นเช้า เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ชีวิตมันดีขึ้นอ่ะ นอนหัวค่ำตื่นเช้า มีเป้าหมายชีวิต ป๊อปมองว่าไม่มีอะไรเจ๋งเท่าการตื่นเช้ามาแล้วไม่เจ็บตัว นอนอิ่ม ไม่ได้ปวดตา ไม่ได้เล่นมือถือทั้งคืน ตื่นมาแล้วสดใสแล้วมีพลัง ตีห้าออกไปเข้าห้องน้ำถ่ายทุกอย่างออกจากร่างกาย เสร็จล้างหน้าล้างตาไปตีเทนนิส เหงื่อออกเสร็จ ก็ไปทำสมูทตี้ให้ทุกคนในบ้านกิน เราเติมพลังให้ทุกคน ถ้าวันไหนมีสอนก็รอนักเรียนมาที่บ้าน เท่านี้”

ในวันที่ใครๆ เรียกเธอว่าครูป๊อป แต่สิ่งที่อดีตนางสาวไทยบอกเสมอก็คือ เธอเป็นนักเรียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยการอนุญาตให้ตัวเองได้ทำสิ่งใหม่ๆ “เราไม่ใช่เป็นครูอย่างเดียว แต่ได้เป็นนักเรียนด้วย พาร์ตไทม์ครู ฟลูไทม์สติวเดนต์ (หัวเราะ) เราต้องเป็นนักเรียนตลอดชีวิต เพราะว่าถ้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเรียนรู้คนนั้นก็คือพร้อมตายแล้ว หลายครั้งที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง เช่น เล่นเซิร์ฟครั้งแรกหลังเราอายุ 40 หรือทำอะไรหวาดเสียวที่ไม่เคยทำ กล้าที่จะล้ม กล้าที่จะลุก แบบว่ายังตื่นเต้นอะไรอยู่ อายุป่านนี้มันไม่ตื่นเต้นอะไรเท่าไรแล้วนะ เลยหากีฬาเล่นไป มันสนุกแล้วมันท้าทาย คนเรามันเติบโตด้วยความท้าทาย

ถ้าถามว่าเป็นครูกับนักเรียน เราชอบเป็นนักเรียนมากกว่านะ ถ้าเจอครูดีๆ มันคือสมาธิ อยู่กับลมหายใจของเราเอง อยู่กับท่าของเราเอง แต่การที่เราเป็นครูมันต้องมีเมตตา เราไม่ได้อยู่กับตัวเอง เราอยู่กับรอบตัว จะเติมให้เขาเต็มไม่ได้ถ้าเราเองไม่เต็ม เราจะให้เขาไม่ได้ถ้าเกิดเราไม่เคยผ่านมา โดยส่วนตัวป๊อปชอบสอนแบบเล็กๆ สอนแบบต่อเนื่องยาวๆ เพราะได้เห็นนักเรียนเติบโต บางคนอาการป่วยเรื้อรังก็ดีขึ้น เหมือนที่เราหายปวดหลังจากหลังคดที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก เราใช้ศาสตร์ที่เราชอบ อย่างเช่น นวดไทยแผนโบราณผสมกับโยคะ รักษาให้คนเขาหายเจ็บหลังที่เราเคยเป็น

ป๊อป บอกว่า มันเป็นบุญอย่างหนึ่ง เราเกิดมาโกยความรู้ โกยชื่อเสียง โกยเงินทองมาครึ่งชีวิต ในอีกครึ่งชีวิต ก็ถือคติปล่อย มองเรื่องการให้ ถ้าคุณ จิตกายกับลมหายใจอยู่ที่เดียวกัน ทำให้ดูสิ มันไม่จำเป็น แต่จริงๆ ในวงการของโลกปัจจุบันคือเราสนใจเรื่องเปลือก สนใจท่ายากๆ ถ่ายรูปสวยๆ แต่โยคะจริงๆ มันไม่ได้เน้นตรงนั้น

นักเรียนหลายคนที่มาหาเราก็กำลังดูแลพ่อดูแลแม่ตัวเองอยู่ บางคนดูแลสามี พ่อแม่สามี ดูแลลูก ป๊อปนับถือคนเหล่านี้ ผู้หญิงเป็นเพศที่ดูแลคนอื่นแต่น้อยครั้งที่จะดูแลตัวเอง โยคะมันเป็นโอกาสที่เขาดูแลตัวเอง มาเสร็จชีวิตเขาเปลี่ยนดีขึ้นหายเจ็บหลัง ปั่นจักรยานก้มตัวเยอะหลังเจ็บข้างหลังต้องยืดเป็นแบล็กเบนมากขึ้น เราก็จะพยายามหาว่ายูเจ็บตรงนี้ใช่ไหมเดี๋ยวฉันไปหาเสิร์จทำยังไงดี เราก็เรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาให้นักเรียน

ป๊อป บอกว่า ถ้าจะบอกว่าทุกวันนี้ทำอาชีพอะไร สิ่งที่เธอบอกกับทุกคนก็คือ งานในวงการนานๆ ถึงจะทำ หน้าที่ประจำตอนนี้คือเป็นลูก เป็นครู เป็นนักเรียน “เราไม่เคยถือว่าครูโยคะเป็นอาชีพ อีกอย่างเราสอนที่บ้านเราที่หมู่บ้านสัมมากร พยายามคิดถูกที่สุด ครั้งละสองร้อยกว่าบาท คือทุกคนก็ตกใจทำไมคิดถูกขนาดนั้น 

จริงๆ เมื่อก่อนเราเปิดสอนแบบไม่คิดเงิน เพราะเราสอนอยู่หลังบ้าน แบบใครมาก็มาเถอะเราเป็นแชร์ลิตี้ ให้บริจาคเงิน คนก็ให้ห้าร้อยพันหนึ่ง แล้วก็บางคนคือรายได้น้อยบอกว่าสองร้อยห้าสิบบาทได้ไหม อะถ้างั้นก็เป็นสองร้อยห้าสิบบาทไปเลยละกัน สองร้อยห้าสิบบาทแล้วเราก็สอนไปเกือบสองชั่วโมง เล่นเสร็จนักเรียนก็ไปทำก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยกินด้วยกัน คนนั้นก็เอาเนื้อมา คนนั้นก็เอาก๋วยเตี๋ยวมา เสียบปลั๊กข้างหลังบ้าน เล่นโยคะเสร็จมีทำปาร์ตี้ทุกวันพุธ พอเสร็จก็ต้องพาแม่ไปดูหนัง มันเป็นชีวิตที่แบบจริงๆ เรามีความสุขกับการที่อยู่บ้าน

ป๊อปสอนเพราะอยากให้แม่มีเพื่อน มีคนแวะมาหาและพูดคุยกับท่าน ท่านก็ไม่เหงา แม่จะมีความสุขแล้วก็ยิ้มแป้นมากเลยนะ ถ้านักเรียนมาหาเขา แล้วเขาจะมีหน้าที่นะ จำหน้าทุกคนให้ได้ เป็นฝ่ายเช็กชื่อ เรียกทุกคนน้อง ไม่ว่าจะอายุ 50 60 70 ปี ก็เรียกน้องหมดเพราะเขาแก่สุด (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาไม่เหงา คนแก่ผู้สูงอายุเนี่ยนะ ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า แล้วไม่อยากรู้สึกโดนทิ้ง เรากำลังทำบุญอยู่ ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าแล้ว แล้วคือทุกคนเข้ามาไหว้เขา หาอาหารให้เขากิน ทำให้เขายิ้ม

ทุกวันนี้มีความสุขมากๆ สิ่งที่เราทำ สอนโยคะที่บ้าน ดูแลแม่ เรารู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวบนโลกนี้ เป็นมนุษย์สังคมอ่ะ ไม่ใช่สังคมเป็นปาร์ตี้นะ แต่เป็นสังคมแบบให้กำลังใจกัน ให้ความรู้กัน ให้แชร์กัน เมตตากัน มีปัญหาอะไรก็ช่วยกัน คือนักเรียนตอนนี้เป็นเพื่อนเราหมด แทบจะสัญญากันเลยว่าจะแก่ก็ดูแลกันไป ฉันจะไม่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้อีกแล้ว” อดีตนางสาวไทยที่สดใสจากภายใน กล่าว

พิริยะ วัชจิตพันธ์ หลงใหลในสัตว์ดึกดำบรรพ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541785

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:08 น.

พิริยะ วัชจิตพันธ์ หลงใหลในสัตว์ดึกดำบรรพ์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์   แถมเงิน

จะมีเด็กสักกี่คนที่ประทับใจกับอะไรสักอย่างแล้วมุ่งมั่นอย่างหนักในการตามล่าฝันของตัวเองอย่างทุ่มเทจริงจังและหนักหน่วง จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ แม้แต่งงานมีครอบครัวแล้วเขาก็สานฝันจนยิ่งใหญ่เผื่อแผ่แบ่งปันให้คนอื่นได้มีความสุขไปพร้อมกับเขา เช่นผู้ชายคนนี้ พิริยะ วัชจิตพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท ดูแลเรื่องเรือท่องเที่ยว การตลาดและโฆษณาของเรือด่วน และเป็นคอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับไดโนเสาร์และช้างแมมมอส ในนิตยสารพลอยแกมเพชร และมีหนังสือพ็อกเกตบุ๊กรวมเล่มชื่อ ”หลงยุค” ออกมา โดยใช้นามปากกาว่า “ตัวแน่น” ซึ่งเป็นชื่อของลิงพันธ์ุจิ๋วเพศเมียตัวอ้วนกลมที่เขาเลี้ยงไว้คู่กับลิงหนุ่มตัวผอมที่โดนตัวแน่นแย่งกินตลอดเวลา

เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวสิ่งละอันพันละน้อยของสิงสาราสัตว์ ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน จากเรื่องแนววิทยาศาสตร์ไกลตัว จนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สนุกสนานน่าหลงใหลอย่างเหลือเชื่อ เขาหลงใหลในดึกดำบรรพ์ อาจทำให้ตระหนักนึกถึงสัตว์ต่างๆ ที่สูญหายไปจากโลกใบนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายเหลือเกิน

ด้านการศึกษานั้นเขาไปเรียนไฮสกูลที่สหรัฐอเมริกา ต่อปริญญาตรีทางด้านการตลาดที่ซานฟรานซิสโก  เมื่อจบกลับมาประเทศไทย เขาก็ทำธุรกิจร้านอาหารและผับอยู่พักใหญ่ จึงมาช่วยธุรกิจของญาติๆ ก่อนจะมาทำด้านการตลาดและการท่องเที่ยวที่ บริษัท เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท

เขาเล่าว่า ตอนเขายังเล็กๆ พ่อแม่ไม่ค่อยพาไปเดินห้าง แต่ได้ไปสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ เท่าที่จำความได้ก็เลยชอบเรื่องอะไรพรรค์นี้มาตลอด เข้าโรงเรียนอนุบาลมงคลทิพย์ในละแวกบ้าน ก็ไปวิ่งไล่จับกิ้งก่าบ้าน ตามกอดอกเข็ม พอไปเรียนประถมที่สาธิตจุฬาฯ ก็เอาอิกัวน่าเกาะไหล่ไปเรียนด้วย แถมยังเขียนหนังสือสอนเลี้ยงวางขายทั่วประเทศ พอขึ้นชั้นมัธยมก็ตั้งตู้เพาะปลาเอาไว้หลังห้องเรียน เพาะตั้งแต่ปลาตัวละบาท จนรวบรวมเงินไปซื้อปลาตัวละหมื่นได้

พอย้ายไปเรียนไฮสกูลที่เวอร์จิเนียก็ไปรับจ้างเขาล้างจานและเอาเงินทั้งหมดที่ได้ไปซื้อซากฟอสซิล ต่อมาพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เลือกไปเรียนบริหารธุรกิจที่ยูออฟซานฟรานซิสโก ก็ยังเลี้ยงตุ๊กแกเผือกคู่ตุนาหงันอยู่ข้างหัวเตียง หลังจากจบปริญญาตรีกลับมาบ้านเรา แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ก็ยังคงเลี้ยงตัวอะไรต่อมิอะไรไว้หลายสิ่ง และยังคงสะสมซากฟอสซิลอยู่เต็มบ้านอย่างไม่ว่างเว้น มีเยอะเสียจนเกือบโดนจับอยู่ก็หลายครั้ง เนื่องจากสมัยนั้นกฎหมายยังไม่ชัดเจน

“โชคดีว่าผมเป็นคนไม่หวงของ เพราะเอาฟอสซิลต่างๆ ที่มีอยู่เยอะไปบริจาคหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐอยู่เสมอ ตั้งใจจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ เลยมีผู้หลักผู้ใหญ่เห็นใจคอยช่วยเหลือมาโดยตลอด  ทั้งยังอุตส่าห์ตั้งชื่อตัวโน้นตัวนี้ที่เป็นชนิดที่ค้นพบใหม่ตามชื่อเราบ้าง ชื่อพ่อบ้าง ชื่อครอบครัว เป็นเกียรติเป็นศรีตราบกัลปาวสาน บางที่ก็มีคนให้เราไปเขียนหนังสือ ทำรายการ สร้างพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ปรึกษางานราษฎร์งานหลวงเกี่ยวกับเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับซากสัตว์ยุคโบราณอยู่ตลอด ซึ่งผมก็ยินดีและตอบรับอยู่เสมอโดยไม่หวังอะไรตอบแทนใดๆ เพราะการที่ได้เผยแพร่สิ่งที่เรารักให้คนอื่นๆ ได้เห็นคุณค่าด้วยนั้น มันวิเศษและอิ่มอกอิ่มใจกว่าการหาเงินหาทองเป็นไหนๆ (หัวเราะ) ก็คนมันชอบอ่ะครับ” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าว่า ตอนเป็นเด็กเขาชอบไดโนเสาร์มาก ชอบไปดูพิพิธภัณฑ์ ไปดูสัตว์ป่าสัตว์โบราณ โดยเฉพาะ ซากกระดูกไดโนเสาร์ สะสมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ รวมไปถึงฟอสซิลต่างๆ ไปเที่ยวที่ไหนจะต้องไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับแรก ตอนเรียนไฮสกูลก็ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารบ้าง รับล้างจานบ้าง เพื่อเอาเงินมาซื้อพวกฟอสซิล กระดูกไดโนเสาร์ต่างๆ พอปิดเทอมกลับมาประเทศไทยก็ไปเดินตลาดนัดจตุจักร ไปหาซื้อซากกระดูกต่างๆ ไปนั่งคุย ไปถามว่าเขาได้มาจากไหน

“พี่เขาบอกคนแถวบ้านเขาขุดมาขาย จาก อ.เฉลิมพระเกียรติ โคราช จ.นครราชสีมา ผมก็ไปที่นั่นเลยโห ไปเห็นเขาขุดแล้วโยนๆ หักบ้างอะไรบ้าง เห็นแล้วเสียดาย ก็เลยไปขอซื้อให้เขาขุดแล้วเก็บมาดีๆ หน่อย พอได้เยอะๆ ก็ให้เขาขนใส่รถกระบะมาส่งที่บ้าน เขาก็ส่งมาเป็นปีหลายสิบคันรถ เหมาซื้อเขาคันละหมื่น ที่บ้านก็ตกใจสั่งซื้ออะไรมานักหนา ผมต้องไปทำโกดังเก็บของใส่พวกซากต่างๆ เหล่านี้โดยเฉพาะ แบ่งแยก จัดเก็บให้เป็นสัดเป็นส่วน รักษาให้สภาพดี ไม่แตกหัก เรียกว่าช่วงมัธยมปลาย 2-3 ปีนี่ผมทำงานล้างจาน ทำงานพิเศษได้มาเป็นล้านบาท เพื่อเอาเงินมาซื้อซากกระดูกไดโนเสาร์เก็บไว้เป็นโกดังๆ ส่วนหนึ่งผมเก็บเอาไว้เอง อีกส่วนก็บริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ของสถาบันราชภัฏโคราช ซึ่งเขาตั้งชื่อซากโครงต่างๆ ว่า ซากพิริยะ (หัวเราะ) เพราะผมเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับเขา”

พิริยะ บอกว่า ชิ้นไหนที่มีซ้ำๆ เขาจะเก็บไว้ส่วนหนึ่งและบริจาคไปส่วนหนึ่ง บางครั้งก็นำไปแลกกับกลุ่มคนสะสมที่เขามีซ้ำแล้วเราไม่มี หรือเรามีซ้ำก็แลกเปลี่ยนกันไป เพราะว่าที่อเมริกาก็มีคนสะสมซากฟอสซิลกันเยอะ ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังคงทำงานพิเศษ แล้วก็ยังเอาเงินไปซื้อซากฟอสซิลแบบนี้อยู่ตลอดมา จนกระทั่งมาระยะหลังๆ มีกฎหมายคุ้มครองห้ามซื้อขายซากกระดูกและฟอสซิลต่างๆ ก็หยุดซื้อไป แต่ก็สะสมมากว่า 7-8 ปี ได้เยอะมากพอ เรียกว่าเก็บโครงไดโนเสาร์ได้ครบทั้งตัว แอบคิดไว้ในใจว่าสักวันจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ชอบเหมือนเราได้เข้าเยี่ยมชม เพราะประเทศไทยยังมีพิพิธภัณฑ์น้อย โดยเฉพาะที่ทำโดยเอกชน     

เขาบอกว่าโชคดีที่มาปรึกษากับผู้ใหญ่ที่นับถือ คือคุณลุงหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ท่านเห็นด้วยส่งเสริมอยากให้ทำพิพิธภัณฑ์ เพราะท่านเองก็ชอบสะสมของมีคุณค่าทางใจหลายชิ้น และอยากเปิดพิพิธภัณฑ์เหมือนกัน ท่านมีที่มีทางอยู่ใกล้ๆ สนามบินสุโขทัย ท่านเลยชวนมาเปิดด้วยกัน จะได้มีของเยอะๆ หลากหลาย ทำแล้วจะได้มีของเยอะให้น่าดูน่าศึกษาความรู้กัน ตอนนี้ก็ทำเป็นรูปเป็นร่างแล้วแต่ยังไม่เรียบร้อยเท่าไร เลยยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ คาดว่าอาจจะเปิดได้ปลายปีหน้า มี 2 ตึก มีทั้งไดโนเสาร์และช้างแมมมอส มีทั้งของจากประเทศไทยเราเองและของจากต่างประเทศ แล้วยังมีเครื่องโถโบราณอีกบางส่วนที่คุณลุงท่านเก็บสะสมไว้

“ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน เขาเห็นผมคลั่งไคล้ของพวกนี้ตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นเขาบอกว่าผมเป็นเด็กหลงยุค ชอบของเก่าของโบราณ ชอบซากหินซากฟอสซิล ไปเที่ยวไหนทั้งในและต่างประเทศก็มองหาแต่พิพิธภัณฑ์ ไม่ได้เข้าร้านของเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ปิดเทอมอยู่บ้านก็คัดแยกซากฟอสซิล ไม่ก็ตะลอนไปหาของเก่าของโบราณ มีเงินเก็บก็ไปซื้อของพวกนี้หมด ตอนอยู่อเมริกา พิพิธภัณฑ์ดังๆ และประเทศใกล้ๆ ย่านนั้นผมไปมาหมดแล้ว ไปหลายครั้ง ไม่มีเบื่อ จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังชอบเห็นอะไรแบบนี้ ก็อยากจะซื้อมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่งป้าชุลิตา อารีย์พิพัฒน์กุล เจ้าของพลอยแกมเพชร เคยเห็นผมแต่เด็กๆ ว่าบ้าไดโนเสาร์มาก เลยชวนมาเขียนเป็นตอนๆ ลงในพลอยแกมเพชรเมื่อ 4-5 ที่แล้ว” เขาเล่าอย่างมีความสุข

ความสุขจากการหลงใหลในเรื่องไดโนเสาร์ของเขา เรียกว่าลึกซึ้งถึงดีเอ็นเอ ทุกวันนี้เขาก็ยังศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้อยู่ ให้รู้ลึกถ่องแท้ลงไปอีก เพราะยิ่งศึกษาก็ยิ่งสนุก อยากเรียนรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้ ไม่อยากเก็บไว้กับตัว ไม่ได้ประโยชน์กับคนอื่น เพราะมันคือประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าควรอนุรักษ์รักษาเอาไว้อย่างดี เขาจึงมีโครงการที่จะให้เพื่อนชาวต่างชาติเขียนหนังสือเล่มเป็นภาษาอังกฤษสี่สีสวยงามอย่างดี เพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลังสนใจและร่วมอนุรักษ์และรักษาของโบราณอย่างยั่งยืน ให้ของดีคงอยู่ในบ้านเรา เพราะเด็กไทยหรือคนไทยมีน้อย คนที่จะมีใจรักษาหวงแหนของเก่าของโบราณส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นคุณค่าสักเท่าไร เสียดายเวลาที่เห็นคนต่างชาติซื้อของเก่าของโบราณของประเทศเรากลับไป ของเก่าของไทยไม่ว่าจะอะไรก็ตามมันควรอยู่ในประเทศของเรา

เขาเล่าต่อไปว่า ตอนนี้เขากำลังศึกษาศิลปะย้อนยุค รูปปั้น รูปแกะสลัก รูปวาดต่างๆ ตั้งแต่ยุคผาแต้ม  ศิลปะในอดีตมีเสน่ห์น่าค้นหา จากงานที่ทำเพื่อศาสนาในอดีตมายุคนี้เราทำเพื่อธุรกิจ

“แม้ผมจะไม่ได้จบปริญญาตรีทางชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ใดๆ ทั้งนั้น แต่ความรู้ที่เอามาจากการรวบรวม เรียบเรียง เป็นเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้นั้น เกิดขึ้นทั้งหมดจากการอ่าน การดู การถาม ทั้งยังศึกษาด้วยตัวเอง และด้วยความกรุณาของผู้รู้ ด้วยความรัก ความสนใจเป็นที่ตั้ง เป็นเวลาเกือบเท่าชีวิตของผม ที่ใส่ใจอย่างจริงจังมา 30 กว่าปี” เขากล่าวอย่างจริงจัง

ตรุษจีน ปากน้ำโพ ฟื้นคืนชีพสิงโตมังกรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541703

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 16:37 น.

ตรุษจีน ปากน้ำโพ ฟื้นคืนชีพสิงโตมังกรทอง

เรื่อง : กาญจน์ อายุ ภาพ : กาญจน์ อายุ, จำลอง บุญสอง

ใช้คำว่า “ควันหลง” เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ก็คงไม่ผิด เพราะจนถึงตอนนี้เมืองนครสวรรค์น่าจะยังมีกลิ่นประทัดคละคลุ้ง หลังจากคนทั้งเมืองร่วมเฉลิมฉลองนานถึง 12 วัน 12 คืน (วันที่ 9-20 ก.พ. 2561) จุดประทัดนับตับไม่ถ้วนสร้างเสียงกึกก้องไม่ว่างเว้น

นอกจาก จ.นครสวรรค์ จะเป็นประตูสู่ภาคเหนือ ยังเป็นศูนย์กลางการค้า และเป็นที่ตั้งรกรากของชาวจีนหลายเชื้อสายที่อพยพเข้ามาอาศัยและทำมาหากินริมแม่น้ำน่าน โดยเฉพาะบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยาหรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “ปากน้ำโพ” ซึ่งเมื่อชาวจีนเข้ามาปักหลักที่ใดจะอัญเชิญเทพเจ้าที่นับถือติดตัวมา

สิงโตเรืองแสงในขบวนแห่วันชิวชา

 

เช่นเดียวกับชาวจีนในตลาดปากน้ำโพที่นับถือ 4 เทพเจ้า ได้แก่ เจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่สวรรค์ จึงได้จัดตั้งศาลเพียงตาสำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อเจ้าแม่ 2 ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือทางทิศตะวันออกของตลาดปากน้ำโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่บ้านหน้าผาหรือทางทิศเหนือของตลาดปากน้ำโพ

ส่วนงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพที่จัดขึ้นในเทศกาลตรุษจีน ต้องเท้าความย้อนกลับไปประมาณ 100 ปี ในตอนนั้นตลาดปากน้ำโพเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดหนัก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บรรดาชาวจีนในปากน้ำโพจึงนำกระดาษฮู้ หรือกระดาษยันต์จากศาลเจ้าไปเผาไฟ แล้วนำเถ้ากระดาษมาชงน้ำดื่มปรากฏว่าทำให้หายจากโรค กลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเจ้าแม่

มังกรเล่นน้ำที่จุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยา

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนปากน้ำโพจึงได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกองค์มาแห่รอบตลาดในช่วงเทศกาลตรุษจีน สืบทอดจนเป็นงานประเพณี ซึ่งปีนี้นับได้เป็นปีที่ 102 คือเมื่อชาวจีนแต่ละบ้านทำพิธีในวันไหว้และวันชิวอิก (วันเที่ยวหรือวันขึ้นปีใหม่) ภายในบ้านของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากนั้นอีก 2 วันจะเป็นวันแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ ยกตัวอย่างในปีนี้ วันที่ 14 ก.พ. เป็นวันจ่าย วันที่ 15 ก.พ. เป็นวันไหว้ วันที่ 16 ก.พ. เป็นวันเที่ยว จากนั้นวันที่ 18 ก.พ. เป็นวันชิวชา (แห่กลางคืน) และวันที่ 19 ก.พ. เป็นวันชิวสี่ (วันแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ช่วงกลางวัน) ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่สองวันหลังนี้ เพราะเป็นครั้งเดียวในรอบปีที่สิงโตและมังกรจะออกมาปรากฏตัว

ขบวนเชิดมังกรทองสุดอลังการ

 

วันชิวชา ตระการตาทัพสิงโต

ช่วงแดดร่มลมตกประมาณ 5 โมงเย็น คณะสิงโตนับสิบมารวมตัวกันบนถนนหน้าศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์  เพื่อรอร่วมขบวนแห่ฉลองตรุษจีนที่จะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดิน โดยก่อนหน้าที่จะตั้งแถวขบวน แต่ละคณะตีกลองลั่นฉาบเชิดสิงโตไปไหว้ศาลหลักเมือง จ.นครสวรรค์ (แบบจีน) และศาลหลักเมือง จ.นครสวรรค์ (แบบไทย) ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้กันบริเวณเชิงเขากบ

ภายในศาลหลักเมืองเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพารักษ์ 3 องค์ คือ พระเสื้อเมือง เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันทั้งทางบกและทางน้ำ พระกาฬไชยศรี เป็นบริวารพระยมมีหน้าที่นำวิญญาณของมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก และพระทรงเมือง เป็นเทพรักษาการปกครอง และดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุข

มังกรทองขึ้นเสาพ่นน้ำมนต์

 

กว่าคณะสิงโตทั้งหมดจะสลับมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองครบ งานพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดก็เริ่มพอดี โดยผู้เข้าร่วมงานต้องซื้อบัตรเข้างานคนละ 200 บาท ได้อาหารหนึ่งกล่อง หรือสำหรับคนที่จองโต๊ะจีนไว้ล่วงหน้าจะได้นั่งแถวหน้าใกล้ขบวนแห่เข้ามาหน่อย

พิธีการดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อนทั้งคนใหญ่คนโตจากไทยและจีนต่างมาเป็นแขกผู้มีเกียรติกันเต็มเวที จะเห็นใจก็แต่สาวงามอัญเชิญป้ายบนส้นสูงและประคองยิ้มไม่ให้หุบเกือบร่วมชั่วโมง จนเมื่อพิธีเปิดอย่างเป็นทางการผ่านพ้นส้นสูงทุกคู่ก็ได้เดินเฉิดฉายกลางแสงสีเสียง

ขบวนแห่เริ่มต้นจากออร์เดิร์ฟเหมือนเมนูอาหารบนโต๊ะจีน รถประดับไฟของบรรดาสปอนเซอร์ขับมานำหน้า บางคันมีการแสดงวัฒนธรรมจีนเป็นน้ำจิ้มให้ครบรส ค่อยๆ เคลื่อนรถผ่านหน้าประธานและสายตาฝูงชนอย่างเชื่องช้า แต่ก่อนที่จะอิ่มไปกับออร์เดิร์ฟเย็นๆ เมนูเมนคอร์สร้อนๆ ก็เริ่มเสิร์ฟทันที

สิงโตลอดท้อง โชว์ความแข็งแกร่งของผู้เชิด

 

เสียงกลองเสียงฉาบแว่วมาแต่ไกลพร้อมแสงไฟแอลอีดีหรี่ๆ ที่เคลื่อนไหวเป็นลอนคลื่นอยู่ท้ายขบวน เหมือนกับอยู่ในหนังกำลังภายในเพราะที่เห็นอยู่นั้นคือ “มังกรทอง” สัญลักษณ์ของนครสวรรค์ ลำตัวยาว 52 เมตร  ตั้งแต่หัวถึงหางประดับไฟสว่างไสว ใช้ผู้เชิด 180 คน

การเคลื่อนไหวของมังกรทองพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต ไม่มีช่วงไหนหยุดชะงัก กระตุก ผู้เชิดนับร้อยต่างวิ่งเข้าออกสลับกันเชิดเหมือนก้อนเมฆที่พยุงมังกร ลำตัวเดี๋ยวขด เดี๋ยวขยาย เดี๋ยวโบกสบัด ตามหัวมังกรที่เชิดไปตามผู้ถือลูกแก้วที่จะวิ่งวกไปวนมา ให้มังกรทองไล่ล่าเข้าไปหาแบบไม่จบไม่สิ้น

ความยาว 50 กว่าเมตรทำให้การเชิดใช้เวลานานเป็นพิเศษ ผู้ชมเองก็ทึ่งกับผู้เชิดมากเป็นพิเศษที่แม้จะดูวุ่นวายแต่ทุกคนต่างรู้จังหวะของกันละกัน ซึ่งคณะมังกรทอง นครสวรรค์ เป็นคณะมังกรแรกในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี 2507 ซึ่งชาวจีนถือว่ามังกรเป็นสิ่งสิริมงคลนําโชคลาภและความผาสุกมาสู่ปวงชน ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ชั้นสูงขององค์จักรพรรดิจีนในอดีตด้วย

หน้ากากเอ็งกอเรืองแสง

 

ใจเต้นแรงไม่ทันหาย พิธีกรในงานก็ประกาศเสียงดัง “ขอเสียงปรบมือต้อนรับสิงโตโบราณ 5 ภาษา” แวบความคิดแรกของคนไม่เคยมางานตรุษจีนนครสวรรค์พลันคิด “อลังการ! สิงโตเมืองนี้พูดได้ 5 ภาษา”

พิธีกรเหมือนได้ยินเสียงที่คิดจึงรีบอธิบายต่อว่า การเชิดสิงโตมีอยู่ในวัฒนธรรมย่อยของจีนในแต่ละภูมิภาค ซึ่งชุมชนชาวจีนปากน้ำโพมีความพิเศษ คือเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมจีนหลากหลายและมี 5 ภาษาหลัก คือ ภาษากวางตุ้ง จากจังหวัดกวางเจาและจังหวัดซิ่วเข่ง กลายเป็นสมาคมกว๋องสิว ภาษาจีนแต้จิ๋ว จากจังหวัดซัวเถามีจำนวนมากที่สุด ภาษาจีนไหหนำ จากเกาะไหหนำทางตะวันตก ภาษาจีนฮากกา จากจังหวัดเซี๊ยะเหมิ่น และภาษาจีนฮกเกี้ยน จากมณฑลฮกเกี้ยน มีจำนวนคนน้อยในปากน้ำโพ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางใต้ของประเทศไทย “สิงโต 5 ภาษา” จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่อยู่รวมกัน โดยมีสิงโตปักกิ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเชิดสิงโตปากน้ำโพ

ใบหน้าของนักแสดงเอ็งกอ

 

สิงโตเรืองแสงทั้ง 5 ตัว เดินเชิดมาอย่างแข็งแรง ดุดัน นำหน้าด้วยแป๊ะยิ้ม และปิดท้ายด้วยกลองจังหวะตุ้งแช่ ตุ้งแช่ สิงโตทุกตัวต่างหยุดทำความเคารพมังกรทองที่อยู่ด้านหน้า ยิ่งตอกย้ำภาพหนังจีนแฟนตาซีที่เกิดขึ้นจริงแล้วต่อหน้าต่อตา และในใจได้แต่คิดว่า ความเชื่อความศรัทธาของลูกหลานชาวจีนนครสวรรค์ช่างแกร่งกล้าและหนักแน่น

ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนจะปิดท้ายที่ “กองทัพเอ็งกอ-พะบู๊” ตำนานเล่าว่า เอ็งกอ คือผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋จำนวน 108 คน ที่จะเขียนหน้าต่างกันเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน ออกปล้นคนโกงชาติโกงแผ่นดินแล้วมาแบ่งให้คนยากจน จนได้รับสมญานามว่า ชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑลซานตง ซึ่งการแสดงจะจำลองกองทัพเอ็งกอ 108 คน ทุกคนทาหน้าสีสด สวมหมวกประดับไฟ และเสื้อเรืองแสงในความมืด โชว์ลีลาการต่อสู้ด้วยไม้พลองอย่างพร้อมเพียง ซึ่งการแสดงนี้จะหาชมได้เฉพาะในงานแห่ฉลองตรุษจีนปากน้ำโพเท่านั้น

ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนใช้เวลาทั้งหมดร่วม 3 ชั่วโมง จะเห็นองค์ประกอบทั้งหมดของเทศกาลยกเว้นขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งจะอยู่ในขบวนแห่ช่วงกลางวันของวันชิวสี่เพียงวันเดียว

ตัวแทนเจ้าแม่กวนอิมบนหลังมังกร

 

วันชิวสี่ มังกรทองลงน้ำ

เช้าตรู่ของวันชิวสี่ ขบวนแห่ฉลองตรุษจีนตั้งแถวอีกครั้ง และยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการแห่ไปรอบเมืองนครสวรรค์ โดยคณะเชิดสิงโตจะแวะเวียนไปตามบ้านและร้านค้าเพื่ออวยชัยให้อยู่เย็นเป็นสุขและทำมาค้าขึ้นตลอดปี

บ้านและร้านค้าของชาวไทยเชื้อสายจีนจะตั้งโต๊ะพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ไว้หน้าบ้าน คณะแรกที่มาอวยชัยคือ คนทรงเทพกวนอูและเจ้าแม่ทับทิม ที่ผู้คนต่างยื่นหน้าผากและฝ่ามือให้ประทับตราเครื่องหมายแห่งความโชคดีกันชุลมุน

จากนั้นเสียงกลองอันคุ้นเคยเริ่มบรรเลงอีกหน จังหวะตุ้งแช่ ตุ้งแช่ จากเมื่อคืนคงต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ คณะสิงโตคณะเดิมยังมีเรี่ยวแรงเหมือนเพิ่งเชิดเป็นครั้งแรก โดยคราวนี้จะไม่เดินแห่ไปตามขบวน แต่จะเชิดไปตามบ้านที่ตั้งเครื่องบูชาไว้ และเดินเข้าไปอวยชัยถึงภายในอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

ไฮไลต์ของขบวนคือ เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ เจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่สวรรค์ ที่อัญเชิญมาให้ชื่นชมบูชา เมื่อผ่านบ้านไหนไม่ว่าจะคนจีนหรือไทยก็ต่างยกมือไหว้พึมพำขอพร

นอกจากนี้ ท้ายขบวนวันชิวสี่จะปิดท้ายด้วยมังกรทอง (ตัวเดิม) โดยวันนี้จะเห็นรายละเอียดของมังกรที่สวยงาม และจะได้ตื่นเต้นไปกับ “มังกรขึ้นเสา” ตามจุดต่างๆ ใจกลางเมือง ซึ่งขอเล่าเป็นฉากๆ เพื่ออรรถรส

เสาที่ว่านั้นมี 2 เสาอยู่คู่กัน ต้นหนึ่งเป็นเสาเกลี้ยงสำหรับผู้ถือลูกแก้ว อีกต้นมีขั้นบันไดให้ปีนสำหรับผู้เชิดมังกร ก่อนที่มังกรจะขึ้นเสาจะแห่วนรอบรอให้คนเชิดปีนขึ้นไปเตรียมพร้อมบนเสา จากนั้นจังหวะกลองจะเร่งเร้าเมื่อตัวมังกรถูกยกขึ้นเสา วนรอบบิดเกลียวเหมือนว่าน้ำหนักเบา แต่ที่จริงหนักอึ้ง จนหัวมังกรถูกเชิดสู่ปลายยอด ความน่าตื่นเต้นก็เริ่มต้นขึ้น

คนจำนวนมากแบฝ่ามือให้คนทรงเจ้าแม่ทับทิมประทับตรามงคล

 

ผู้ถือลูกแก้วบนยอดเสาสูงจะเอนเอียงเข้าออกไปหามังกร ส่วนหัวมังกรก็ส่ายหาลูกแก้ว ซึ่งองศาเอนเอียงของผู้ถือลูกแก้วไม่ธรรมดา แต่เป็นองศาที่เอียงมากจนคนดูหวาดเสียว ส่งเสียงเชียร์กันกรีวกราว ขณะเดียวกันมังกรทองยังมีเทคนิคพ่นน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า น้ำมนต์ พ่นจากยอดเสาสวยงามเกินบรรยาย

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ถือลูกแก้วยังมีหน้าที่เกี่ยวเงินหรือเสาธนบัตรที่เจ้าของบ้านแถวนั้นแขวนไว้บนชั้นสอง กลายเป็นสีสันให้การแห่มังกรสนุกกว่าเดิม และกลายเป็นสิ่งท้าทายที่ทำให้ชื่อเสียงของคณะมังกรทองกระจายไปไกล โดยการขึ้นเสาใช้เวลาไม่นานแต่เชื่อว่าทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนมายาวนานกว่าจะแข็งแกร่งยกมังกรยาว 52 เมตรขึ้นเหนืออากาศได้อย่างงดงาม

 

งานแห่วันชิวสี่เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเกือบ 5 ทุ่ม มังกรทองจะถูกเชิดไปตามถนน ผ่านอาคารบ้านเรือนให้มากที่สุดเพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง และจะไปสิ้นสุดที่จุดกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา มังกรทองจะลงเล่นน้ำที่จุดบรรจบของแม่น้ำปิงและน่าน โดยผู้เชิดจะแช่ตัวอยู่ในน้ำ ยกลำตัวมังกรไว้เหนือหัว เชิดค้างไว้ท้าทายพละกำลังและจิตใจ ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากและดำลึก ถ้าตัดภาพผู้ชมที่มุงดูออกไป ภาพที่เห็นจะเสมือนว่ามังกรทองลงมาเล่นน้ำจริงๆ

เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพยิ่งใหญ่สมความร่ำลือและอลังการกว่าที่คิด โดยเฉพาะ “คนนครสวรรค์” ที่สามารถเนรมิตชีวิตให้สิงโตและมังกรโลดแล่นในความเป็นจริงได้สมแก่ความเชื่อและความศรัทธารวมถึงยังเห็นความสามัคคีของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ไม่ลืมรากเหง้า อนุรักษ์ และสืบทอดจนทำให้ตรุษจีนกลายเป็นงานใหญ่ และเชื่อว่าอีกร้อยปีก็ยังคงอยู่ต่อไปซึ่งน่าจะยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี

บันทึกไว้…ต้นไม้แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541701

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 15:32 น.

บันทึกไว้...ต้นไม้แห่งแผ่นดิน

เรื่อง – ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“รุกขมรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี” เป็นหนังสือเล่มแรกที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้น โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์เพื่อรวบรวมต้นไม้ใหญ่เก่าแก่สำคัญของชาติทั่วประเทศจำนวน 65 ต้น โดยเปิดตัวหนังสือไปแล้วกลางปีที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2560

หนังสือทรงคุณค่าเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 3,000 เล่ม ครั้งที่สอง 1,700 เล่ม ไม่มีจำหน่าย แต่วางอยู่ในห้องสมุดทั่วประเทศ ส่วนประชาชนสามารถโหลดทางอี-บุ๊ก เนื้อหาบรรยายด้วยรูปต้นไม้สำคัญ ประวัติเรื่องราวที่มีการบอกเล่า รวมถึงความรู้ทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ โดยขณะนี้กำลังจัดทำเล่มที่ 2 บันทึกอีก 63 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 63 พรรษาในวันที่ 2 เม.ย. 2561

เบื้องหลังการถ่ายทำ กว่าจะได้ต้นไม้จากสุดยอดทั่วไทยคัดสรรเหลือ 65 ต้น เพื่อให้ตรงตามพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีการเสนอรวมกว่า 500 ต้น จากวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญมีระยะเวลาในการจัดทำค่อนข้างกระชั้นชิด

 

“ช่างภาพทุกคนทำด้วยใจและตื่นเต้นที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดมาได้ พอเล่มนี้ออกไปคนสนใจเยอะมาก เราก็ภูมิใจ” ความในใจจาก วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านภาพถ่าย ที่ถูกมอบหมายจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานประสานงานช่างภาพ และบันทึกภาพต้นไม้แห่งชาติทั่วประเทศ รวมถึงเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดเลือกรูปทั้งหมดลงในหนังสือเล่มนี้

การรวบรวมช่างภาพฝีมือดีให้มาร่วมภารกิจพิเศษครั้งนี้ วรนันทน์ ช่างภาพระดับโลกของไทย เล่าว่า เนื่องจากมีระยะเวลาสั้นเพียงเดือนกว่า ต้องทำให้เสร็จเดือน ก.ค. แต่เพราะกลัวไม่ทันจึงให้ช่างภาพต่างจังหวัดในเครือข่ายช่วยถ่ายเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงช่างภาพที่ฝีมือดีที่รู้จักกัน ส่วนใหญ่เข้าร่วมงานถวายอาลัยรัชกาลที่ 9 หลายคนก็เป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ได้รางวัลเยอะ เราก็รู้เรื่องฝีมือ การใช้เลนส์ อุปกรณ์ เพราะถ้าเราใช้ช่างภาพที่ไม่คุ้นกัน ก็จะมีปัญหาในช่วงที่กระชั้น รวมแล้วเราใช้ทีมช่างภาพประมาณ 60 กว่าคน

ต้นมะขามคู่ วัดโพธิ์ ภาพ : วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ตามขั้นตอนการคัดเลือกต้นไม้เข้าโครงการ จะมีคณะกรรมการ มีอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน คัดเลือกต้นไม้โบราณแต่ละพื้นที่ ยังได้ป่าไม้จังหวัดช่วยดูว่าเป็นต้นลักษณะไหน กลุ่มยืนต้นหรือไม่ รวมถึงผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละคนมีประสบการณ์ไปดูงานเมืองนอก มาช่วยกันพิจารณา

คุณสมบัติของต้นไม้ของแผ่นดินที่ถูกคัดเลือก จะต้องเข้าข้อใดข้อหนึ่ง อาทิ 1.มีขนาดใหญ่ อายุ 100 ปีขึ้นไป 2.มีตำนานและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 3.อยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม 4.สอดคล้องกับระบบนิเวศพื้นฐาน 5.เป็นต้นไม้หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์

ต้นโพธิ์ จ.อ่างทอง ภาพ : สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์

 

หลายต้นที่เคยเป็นข่าวแปลก ที่สุดของจังหวัด จึงถูกบันทึกในหนังสือเล่มนี้ เช่น ตะเคียนทองพันปี อยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา อายุกว่า 1,000 ปี ขนาด 13 คนโอบ เป็นพันธุ์ไม้ตะเคียนทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้นโพธิ์อายุเก่าแก่ที่สุดในไทยกว่า 2,000 ปี ต้นจำปาดะถวาย จ.ปัตตานี อายุกว่า 150 ปี ออกผลทุกปี อยู่ในสวนของ วาเด็ง ปูเต๊ะ “พระสหายแห่งสายบุรี” ของในหลวงรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต้นจันทน์หอมในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นไม้มงคลชั้นสูง มักใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ป่าคำชะโนด จ.อุดรธานี พื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตำนานพญานาค “ปู่ศรีสุทโธ” ศูนย์รวมจิตใจของชาว อ.บ้านดุง มีต้นชะโนดพืชหายากขึ้นหนาแน่น อายุกว่า 2,000 ปี ต้นจำปีสิรินธร จ.ลพบุรี ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ จ.ชลบุรี ต้นจามจุรีอลังการ จ.กาญจนบุรี ต้นอินจัน วัดหลวง จ.ราชบุรี ต้นเทพทาโรมงคล จ.พังงา ต้นลิ้นจี่โบราณ กรุงเทพฯ ต้นสะเดาเทียมยักษ์ จ.สงขลา ต้นยางนา ริมถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ต้นไทรยักษ์พันปี ณ บ้านอุโมงค์ปิยะมิตร อ.เบตง จ.ยะลา

ต้นมะม่วง จ.บุรีรัมย์ ภาพ : นรินทร์ ไชยวรณ์

 

วรนันทน์ เล่าว่า โครงการเฉลิมพระเกียรตินี้บันทึกต้นไม้ของแผ่นดิน เขาเป็นคนถ่ายภาพเองกว่า 20 ต้น ส่วนช่างภาพอื่นที่ต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยถึงป่าลึกอันตรายจะให้ทำเป็นทีม 4-5 คน อย่าง จ.ปัตตานี ต้นจำปาดะถวาย อายุ 150 ปี เป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคนดูแล ตอนที่เขามีชีวิตอยู่จะส่งผลจำปาดะมาถวายในหลวงทุกปี  เมื่อช่างภาพเราไปจะให้ทุกคนคอยติดต่อเจ้าหน้าที่ให้ดีเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย และเผื่อติดขัดปัญหาในการเดินทาง

หลักในการถ่ายภาพต้นไม้ ต้องเน้นกิ่งก้านใบ ถ้ามีผล ดอก ก็ให้ถ่าย แต่ระยะเวลาเพียงเดือนกว่าและช่วงดังกล่าวจึงไม่ใช่ช่วงออกดอก การถ่ายต้องให้มีคนเข้าไปเปรียบเทียบด้วยเพื่อให้รู้ว่าใหญ่อย่างไร และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเป็นคนพื้นถิ่น

ต้นหว้าน้ำ จ.อุบลราชธานี ภาพ : จามิกร สุขทรามร

 

สำหรับ วรนันทน์ การได้มาถ่ายภาพต้นไม้ทรงคุณค่าเพื่อบันทึกไว้ในแผ่นดิน ยังความประทับใจหลายอย่าง เช่น การได้เห็นต้นจามจุรีขนาดยักษ์ที่ จ.กาญจนบุรี ตั้งอยู่ค่ายทหารในเขตเมืองแถวศาลากลางจังหวัด ซึ่งเป็นภาพปกหนังสือ

“ผมตกใจที่นั่น ต้นนี้ใหญ่มาก และก็มีศาลเจ้าแม่จามจุรี ผมถามรุกขกรว่าทำไมต้นนี้ใหญ่พิเศษ เขาบอกว่าเนื่องจากต้นไม้นี้อยู่ในค่ายทหารมีพื้นที่เยอะ และไม่มีต้นอื่นบริเวณใกล้เคียง ทำให้กิ่งก้านแผ่ออกไปกว้างมาก ผมเองก็ไม่เคยเจอต้นจามจุรีที่ใหญ่มากอย่างนี้ พอหนังสือเสร็จ ท่าน รมว.วัฒนธรรม ก็เลือกสถานที่นี้เปิดตัวหนังสือเล่มนี้ และทำพิธีมอบโล่ให้กับผู้ที่ดูแลต้นไม้ และองค์กรต่างๆ รวมถึงทำโครงการอบรมรุกขกร ผู้ดูแลต้นไม้ ตอนนี้ทำได้ 2 รุ่นแล้ว”

ต้นโพธิ์ ธรรมศาสตร์ ภาพ : วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ความประทับใจอีกแห่งคือ ต้นอินจัน ที่ จ.ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ทราบจากชาวบ้านว่าแต่ละต้นในบริเวณนั้น มีคนเสียชีวิตเป็นพัน เลือดนองโบสถ์ เพราะสมัยก่อนมีการฆ่ากัน ไม่รู้มันเกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตคนหรือไม่ เพราะมีเขียงประหารอยู่ข้างต้นไม้ตรงนั้น อย่างที่ฉะเชิงเทรา เวลาไปถ่ายต้องกราบเจ้าที่เจ้าทาง

“ต้นพุทราในอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา 800 กว่าปี ผมไปเห็นเพราะเราไม่เคยรู้ว่าลูกพุทราที่นั่นยังมีชาวบ้านมาเก็บและตากในพื้นที่ทำเป็นสมุนไพร หรือต้นมะขามยักษ์ร้อยกว่าปีที่วัดแจ้งกับวัดอรุณ ที่ผมรับผิดชอบถ่ายก็อายุร่วมร้อยปี แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มาก เป็นต้นซ้ายกับขวา ใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มันเป็นต้นประวัติศาสตร์จริงๆ ใครไปวัดอรุณก็ต้องถ่าย ต้นมะขามก็มีเสนอมาหลายต้น มีหลายจังหวัดทางอีสานและเพชรบูรณ์ บางต้นเป็นโพรงเข้าไปนั่งข้างในได้ บางที่ก็มีประวัติศาสตร์จากต้นมะขามพันธุ์แรกที่เราเอามาปลูกแถวเพชรบูรณ์ กระทั่งสร้างเงินทองให้ชาวบ้านที่ร่ำรวยจากการปลูกมะขามหวาน หรือบางต้นเช่นมะขามในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน”

ต้นไทร จ.ยะลา ภาพ : วีระพันธ์ ไชยคีรี

 

กลุ่มต้นตะเคียนอายุเกิน 100 ปี ก็มีมากจากวัดต่างๆ แม้บางต้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่เท่าที่ดูหลายวัดก็สงสัยว่าไปขุดถึงตอขึ้นมาได้อย่างไร ให้ประชาชนมากราบไหว้ ถูเลข มีศาลา ในอนาคตอยากเสนอกระทรวงวัฒนธรรมให้แต่ละวัดอนุรักษ์ต้นตะเคียนไว้เป็นมรดกเช่นกัน หรือต้นยางที่นครนายก ที่ผมถ่ายมาใหญ่มาก อายุ 400-500 ปี  ต้นยางก็เยอะ จะปลูกเกือบทุกวัด หรือ ยางนาเป็นร้อยต้น จ.ลำพูน ช่างภาพที่ถ่ายก็เลือกเปรียบเทียบช่วงที่คนขับสามล้อผ่านมากให้ความใหญ่โต

“ต้นโพธิ์ที่อ่างทองผมถ่ายเอง ถ้าไม่มีไทรล้อมอยู่สี่มุมโบสถ์นี้ก็อยู่ลำบากเพราะไทรค้ำไว้หมด  ที่นี่มีคนมาถ่ายมาไหว้ และก็ต้นโพธิ์ธรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรคือ ต้นกร่าง ตระกูลเดียวกับไทร น่าสงสารเพราะถูกตัดจนหมดเกลี้ยง ข้างล่างกำลังล้อมรั้วก่อสร้างแทบไม่มีพื้นที่ถ่าย”

ต้นชะโนด จ.อุดรธานี ภาพ : ประสบชัย จันดก

 

“ต้นไม้ที่เกี่ยวข้องความเชื่อ เช่น ป่าคำชะโนด ที่ จ.อุดรธานี สวยมาก ช่างภาพเรามีโดรนถ่ายเป็นเกาะที่ลอยน้ำ แล้วมันก็เกิดต้นว่านน้ำเป็นร้อยปีอยู่ในแม่น้ำโขง หรือไทรงามที่พังงา สวยมากเหมือนป่าอะเมซอน บริสุทธิ์ ช่างภาพที่เรามอบหมายที่พังงาถ่ายออกมาแล้ว ทำให้ผมอยากไปเที่ยว ในหนังสือเราก็มีต้นเทพทาโรที่เอาไปทำมวลสารองค์จตุคามรามเทพ”

ความยากของงานคือ ตอนคัดเลือกภาพออกจากที่ถ่ายมาทั้งหมดร้อยกว่าภาพให้เหลือ 65 ภาพ โดยต้นโพธิ์มีภาพส่งเข้ามาเยอะมาก บางต้นใหญ่มากอายุพันกว่าปี เมื่อโพธิ์แต่ละต้นมาประชันกัน เราก็ต้องเอาโพธิ์ต้นที่เด่นก่อน ทำให้โพธิ์อีกหลายๆ ต้นถูกตัดทิ้งไป ส่วนต้นยางนา มะขาม ต้นลั่นทม ก็มีมาเยอะ ทุเรียนก็มีมาจากชุมพร มีทั้งผลไม้ บางชื่อก็เฉพาะถิ่น จำเป็นต้องตัดออกเพื่อให้หนังสือเล่มนี้มันทรงคุณค่า หลากหลาย น่าดูยิ่งขึ้น

อีกหลายความประทับใจที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ว่าไว้ โดยเฉพาะการได้ความรู้ด้านต้นไม้ เช่นเดียวกับช่างภาพ 60 กว่าชีวิต ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีของดีอีกมากเด่นกว่าหลายประเทศ เช่น ต้นไม้ที่ญี่ปุ่นที่เคยไปดู ต้องขับรถไปไกล พอไปถึงต้นไม้ก็เล็กนิดเดียวอยู่บนเขา คนญี่ปุ่นก็ยืนดูทั้งวัน หรือในสิงคโปร์ การ์เดน บาย เดอะเบย์ (Gardens by The Bay) สวนพฤกษศาสตร์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของเขาหลายต้น ก็ซื้อมาจากอินโดนีเซีย และไม่มีไม้ใหญ่เหมือนเมืองไทย

ต้นยางนา จ.เชียงใหม่ ภาพ : วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์

 

ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ยังเล่าด้วยว่า ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเป็นกรรมการตัดสินภาพขิงข่าโลก ครั้งที่ 1 จัดที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้ได้ทราบว่าขิงข่าทั่วโลกที่มีอยู่พันกว่าชนิด อยู่ที่เมืองไทย 75% ไม่ว่าจะเป็นขมิ้น สมุนไพร กวาวเครือ โด่ไม่รู้ล้ม อยู่ในตระกูลขิงข่าหมด สะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้หลากหลายในประเทศ ยังไม่นับรางวัลสมุนไพรต่างๆ ที่ประเทศไทยชนะเลิศทั่วโลก เช่น กระท่อม กัญชา ต่างชาติถึงขั้นรีบจดลิขสิทธิ์เพื่อใช้เป็นยารักษา

“ผมภูมิใจที่ได้ทำหนังสือดีๆ เล่มหนึ่ง มันไม่ได้รวบรวมเฉพาะต้นไม้อย่างเดียว แต่เราสามารถเล่าถึงประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ต้นไม้มงคล เล่าอดีตที่ยาวนานที่บรรพบุรุษได้ปลูกต้นไม้ ซึ่งบ้านเราเป็นเขตเมืองร้อน เหมาะกับการปลูกต้นไม้ที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมามีคนขอ เช่น ช่างภาพอยากจะได้ตำแหน่งชื่อต้นไม้ 65 ต้น เพื่ออยากไปเที่ยวต่อ ผมก็ดีใจเพราะทำให้เกิดเรื่องราวดีๆ”

 

โครงการในอนาคต วรนันทน์ เล่าว่า ในปีนี้นอกจากจะมีโครงการเล่ม 2 เน้นต้นไม้สำคัญของชาติแล้ว ต่อไปอาจเพิ่มต้นไม้เฉพาะถิ่น หรือรูปทรงแปลก เช่น เป็นรูปหัวใจ เป็นรูปม้าวิ่ง ก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอให้เอาต้นเถาวัลย์เข้าร่วม เพราะมีรูปทรงแปลกเยอะ อย่างไรก็ตามบางท่านว่า เป็นไม้ล้มลุก แต่ถ้ามีอายุเป็นร้อยปีก็อาจจะเข้าเงื่อนไข หรือกลุ่มต้นโพธิ์คุมวัดก็เยอะและสวยมาก หากต้นไม้เหล่านี้ได้รับการบรรจุอยู่ในโครงการก็ช่วยเป็นเกียรติประวัติให้กับจังหวัดและได้โล่รางวัลประกาศให้เป็นต้นไม้ทรงคุณค่า รวมถึงรางวัลกับผู้ที่อนุรักษ์ดูแลรักษาด้วย เพราะอยากให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลต้นไม้ตลอดไป เนื่องจากบางต้นอยู่ในป่า ถ้าอยู่ในวัดก็ให้วัดรับผิดชอบและก็ให้รางวัลกับวัดเช่นกัน

หมายเหตุ – ภาพปกต้นยางนา ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ถ่ายโดย วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ สำหรับประชาชนผู้สนใจหนังสือสามารถดูผ่านระบบอี-บุ๊ก ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://tree.culture.go.th นอกจากนี้สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดของหนังสือที่ป้ายชื่อของต้นไม้ทั้ง 65 ต้นได้ 

วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร

 

ล้อมกรอบ

ช่างภาพระดับโลก

วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ปัจจุบันอายุ 63 ปี ผลงานสำคัญก่อนได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) เมื่อปี 2552  คือการได้รางวัลจากสมาคมถ่ายภาพทั่วโลกมากถึง 1,000 รางวัล เช่น รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม การประกวดภาพถ่ายสไลด์สีนานาชาติทั่วโลก เหรียญทองจากสมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา จำนวน 86 ครั้ง

ที่โดดเด่นคือ คว้ารางวัลชนะเลิศที่ 1 จากสมาคมถ่ายภาพอเมริกา ซึ่งเป็นการประกวดท็อปเทนระดับโลกถึง 17 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987-2009 ประเภทภาพท่องเที่ยว ในจำนวนนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ถึง 22 ปี วรนันทน์ บอกว่า ภาพที่ส่งประกวดจะใช้รูปจากเมืองไทยเกือบ 100% เพราะต้องการเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ประเพณี วัฒนธรรมโบราณ เช่น พระสงฆ์ ศาสนา

“ประเพณีเมืองไทยมีสิ่งสวยงามและแปลกๆ เยอะ เช่น ผมใช้รูปพระสงฆ์เพราะจีวรสวย ส่วนของพม่าที่เป็นคู่แข่ง จีวรจะไม่สวย จะออกสีเข้มๆ ของเราออกสีใส บางวัดเวลาถ่ายออกมาก็จะสว่างสดใส”

“พอผมได้ศิลปินแห่งชาติปี 2552 ผมก็เลิกส่ง เพราะคิดว่าต้องการพัฒนาฝีมือต่อเนื่อง ตอนนี้ก็เป็นกรรมการตัดสินภาพถ่ายจากต่างประเทศเยอะจากหลายประเทศ เดือนนึงตัดสินเยอะมากผ่านระบบออนไลน์”

นอกจากจะมีผลงานด้านถ่ายภาพแล้ว วรนันทน์ ยังเป็นอาจารย์พิเศษและวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพให้กับสมาคมถ่ายภาพ สถาบันการศึกษา นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังมอบหมายให้ไปสอนการถ่ายภาพทางมือถือให้กับประชาชนฟรี ซึ่งคนสมัครเรียนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกับประชาชน สอนให้รู้การถ่าย การใช้แอพพลิเคชั่นแต่งรูปฟรี ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ