ต้นแบบสนามเด็กอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541691

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 14:40 น.

ต้นแบบสนามเด็กอัจฉริยะ

เรื่อง : แมงโก้หวาน

การพัฒนาย่านพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 (Bangkok Design Week 2018) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาย่านสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนา 3 ต้นแบบสนามเด็กเล่นสำหรับชุมชนในโครงการแอ็กทีฟเพลย์ ของ สสส.

กิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กล่าวว่า ทั้ง 3 ต้นแบบประกอบด้วย 1.โคเพลย์อิ้ง เพลย์กราวน์ (Co-Playing playground) การปรับปรุงสนามเด็กเล่นให้เอื้อต่อการเล่นร่วมกันของเด็กและเยาวชนในชุมชน โดยเน้นการออกแบบในลักษณะที่เด็กเห็นแล้วอยากเล่น อยากขยับตัว อยากออกแรง อย่างบ้านไม้ของเล่นที่ถูกแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ โซนวิ่งออกกำลังแบบวงล้อ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อขาและการทรงตัว โซนชู้ตบาสเกตบอลให้ลงห่วง เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน ที่ออกแบบมาใน 2 ระดับความสูง เพื่อรองรับการเล่นสำหรับเด็กโต และเด็กเล็ก ฯลฯ

2.แอ็กทีฟเลิร์นนิ่งเพลย์กราวน์ (Active Learning Playground) การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่เหมาะสมในแต่ละวิชา โดยเน้นการเรียนรู้ในรูปแบบแอ็กทีฟ เลิร์นนิ่ง (Active Learning) ที่ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างสนุก มีความกระตือรือร้น ควบคู่ไปกับการมีพัฒนาการของสมองที่โลดแล่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สายรัดข้อมือแก้โจทย์คณิตคิดเร็ว ที่ออกแบบให้มีช่องพลาสติกใส สำหรับใส่คำตอบหรือโจทย์คำนวณที่มาพร้อมกับสีสันสดใส และไม่ระคายผิว ฯลฯ

3.เฮาส์โฮลด์ แฮ็ก (Household Hack) การประยุกต์ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ที่ทำให้เรื่องงานบ้านกลายเป็นการเล่นที่สนุกสนาน อาทิ ถังขยะซูเปอร์ชู้ต การฝึกกระตุ้นกล้ามเนื้อขา จากการกะน้ำหนักเท้าเพื่อเหยียบฝาถังให้เปิด พร้อมกับโยนวัตถุบนฝาให้ลงปากท่อที่ติดไว้ ไม้กวาดไดรฟ์กอล์ฟ การกระตุ้นกล้ามเนื้อแขนผ่านการกวาดลูกกอล์ฟให้ลงหลุม บนที่ตักขยะ ฯลฯ

สามต้นแบบดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อแอ็กทีฟเพลย์ ซึ่งเหมาะกับการเรียนรู้และการพัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกายในเด็กวัย 6-14 ปี เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ทั้งในพื้นที่สาธารณะในชุมชน โรงเรียน และบ้าน

“เริ่มนำร่องทดสอบในย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ผู้ปกครองและครูในพื้นที่กว่า 250 คนจาก 2 ชุมชน 4 โรงเรียน ควบคู่กับการใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบบริการ ก่อนขยายผลไปยังชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบต้องการให้โครงการนี้เป็นแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์เห็นคุณค่าของการเล่น และการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งทางกายและทางใจ แฝงข้อคิดในเรื่องการแบ่งปัน ความสามัคคี และความมีวินัย”

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวเสริมว่า ปัญหาหนึ่งที่พบในยุคปัจจุบัน คือผู้คนเคลื่อนไหวกันน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ และเยาวชน ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งกันมากขึ้น เนื่องจากให้ความสนใจกับสื่อและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าเพื่อนรอบข้าง โดยพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแอ็กทีฟ เพลย์ ที่ต้องการดึงเด็กๆ ออกจากหน้าจอสู่โลกแห่งความเป็นจริง ใช้ชีวิตกับคนรอบข้างมากขึ้น

“ในความเป็นจริงเด็กในช่วงวัย 6-14 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาที/วัน ซึ่งต้นแบบนวัตกรรมที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบได้พัฒนาขึ้น ถือเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ และผู้ปกครองได้กลับมาเห็นความสำคัญของการเล่นอย่างมีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง”

เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และ สสส.จึงได้จัดพิธีเปิด 3 นวัตกรรมสนามเด็กเล่นต้นแบบจากความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดโครงการแอ็กทีฟเพลย์ พร้อมสาธิตการเล่นต้นแบบอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เมื่อเร็วๆ นี้ ณ บ้านพักตำรวจน้ำ ชุมชนมัสยิดฮารูณ ซอยเจริญกรุง 36 กรุงเทพฯ

สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokdesignweek.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-105-7441

อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ชีวิตกับธุรกิจไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541689

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 14:28 น.

อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ชีวิตกับธุรกิจไม่ต่างกัน

เรื่อง : กองทรัพย์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตลอดระยะเวลา 35 ปีบนเส้นทางธุรกิจด้านอุตสาหกรรมทำความเย็น แช่แข็ง และถนอมอาหาร กลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. (I.T.C.) ภายใต้การนำของสองพี่น้อง ดร.อภิชิต และอภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา ผ่านช่วงเวลาที่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

จากเด็กหนุ่มสองคนที่ไม่มีแม้เงินจะจ่ายพนักงาน ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. เติบโตได้อย่างมั่นคง และก้าวหน้าเป็นลำดับ และไม่เคยหยุดพัฒนา เห็นได้จากรางวัลการันตีระดับโลก “เทคโนโลยีอะวอร์ด” หมวดอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต (First Place 2008 ASHRAE Technology Award-The Industrial Facilities and Processes Category) จากสมาคมแอชเร่ย์ (ASHRAE) สหรัฐอเมริกา

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจอีกหนึ่งรางวัล คือรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะหน่วยงานดีเด่นของชาติ ด้านเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ ต่อมาเป็นรางวัลของสภาวิจัยแห่งชาติ ด้านวิศวกรรม รางวัลที่ 4 Thailand Energy Awards ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่นำเทคโนโลยีมาแปลงเป็นทุน

รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น โดย 3 สถาบัน คือ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมเอสเอ็มอี ล่าสุดได้จากสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ในการบริหารจัดการ

ธุรกิจไม่มีทางลัด

อภิชัย เริ่มต้นพูดคุยว่า งานของเขามีทั้งงานเทคโนโลยี นวัตกรรม งานบริหาร และการบริหารจัดการ คำถามคืออะไรคือแรงผลักดันให้องค์กรแห่งนี้ดำเนินงานมาไกล และพัฒนาภายในจนได้รับรางวัลครบทุกด้าน อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา กรรมการบริหารกลุ่ม ไอ.ที.ซี. บอกว่า

“เริ่มแรกบริษัทเราก่อตั้งก็ยังไม่ได้มีความมุ่งหมายอะไรมากว่าอยากมีกำไร แต่พอเรารู้จักตัวตนของเราในจุดหนึ่งว่าเราคือใคร เป้าหมายในการทำงานของเราก็ชัดเจนไปด้วย ก็เหมือนเรียนหนังสือ เมื่อเจอตัวเองแล้ว เราก็เดินไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น บริษัทก็เช่นกัน ที่มุ่งเน้นไปที่ความเย็นถนอมอาหาร เราอยู่ในแวดวงนี้ไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่ลูกค้าสอนเราตลอดเวลา

เรานำสิ่งที่เขาสอนมาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า การได้รับรางวัลต่างๆ มาก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าตั้งโจทย์ให้เราแก้ปัญหา ประสบการณ์ที่ผ่านมา 35 ปี ก็สะสมในสายเลือดว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งที่ลูกค้าสอน ทำให้เราคิดนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาได้ สายตาของลูกค้าก็มองเราด้านเทคโนโลยี

ไอ.ที.ซี.เกิดจากบริษัททำแอร์คอนดิชันเนอร์เล็กๆ บริษัทหนึ่ง รับซ่อมคอนเทนเนอร์ในท่าเรือ ทำเป็นพาร์ตไทม์กันในช่วงนั้น เพราะต่างคนต่างมีงานประจำ และมาทำเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ พอมีลูกค้า ก็เติบโตไปเรื่อยๆ เราเริ่มต้นโดยไม่ได้กู้แบงก์มาทำ แต่เราค่อยๆ โต เอากำไรมาขยาย เติบโตมาได้เพราะวงการอาหารเติบโตขึ้น

พูดได้ว่าเป็นองค์กรที่เติบโตมาพร้อมกับธุรกิจอาหารของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราก็สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ไม่ได้แพ้ชาติมหาอำนาจเลย” อภิชัย ลำดับเหตุการณ์ของ ไอ.ที.ซี.

เรียนรู้จากวิกฤต

กรรมการบริหารกลุ่ม ไอ.ที.ซี. บอกว่า ช่วงล้มลุกคลุกคลานเริ่มต้นหลังจากดำเนินธุรกิจมาแล้ว 10 ปี ช่วงแรกคือการแยกทางกับพาร์ตเนอร์เก่าที่มีความคิดไม่ตรงกัน

สองพี่น้องล้ำเลิศพงศ์พนา ก็เริ่มต้นใหม่ แม้จะมีคอนแท็กต์ลูกค้าในมือ แต่ปัญหาคือไม่มีกระแสเงินเพื่อดำเนินธุรกิจต่อ

“ผมถือว่าเป็นช่วงที่สาหัสมาก เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากแยกออกมาเราก็ยังเดินในสายนี้อยู่ แต่ตอนนั้นเราหมดตัว พอดีเจ้านายเก่าที่อยู่แบงก์เอเชียในขณะนั้น มาช่วยเรื่องสนับสนุนเรื่องกระแสเงิน ทำให้ธุรกิจเราเดินต่อได้

เป็นความโชคดีของผม เพราะเราไม่ได้มองในเรื่องตัวเงินเป็นหลักเมื่อเราแยกกัน ไม่ได้มองสมบัติเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่เราเห็นก็คือ คอนเนกชั่น เมื่อก่อนเบอร์โทรศัพท์สำคัญมาก เราขออยู่ออฟฟิศเก่า ซึ่งมูลค่าที่ดินของสำนักงานน้อยกว่าโรงงาน แต่เรามองว่ามันมีค่าสำหรับเรา วันที่แยกกันเราสองพี่น้องสามารถเดินงานต่อได้เลย เปิดบริษัทใหม่ แต่โทรศัพท์เดิม ลูกค้าเดิมก็ยังอยู่ เรามีงานที่จะต้องทำเลย ผมมองความต่อเนื่องของการตลาดก่อนสินทรัพย์”

ผ่านพ้นวิกฤตแรกไปได้ไม่กี่ปี วิกฤตที่สองก็ตามมาก็คือวิกฤตค่าเงินบาท จากงานมูลค่าเงินจาก 25 บาท เป็น 55 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า

“ตอนนั้นถือว่าหนักมากนะ สาหัสมาก เราไม่รู้จะทำยังไง ก็ใช้วิธีเจรจากับเมืองนอก ต้องเสี่ยงดวง พอเรายืดไประยะหนึ่งจาก 55 ค่อยๆ กลายมาเป็น 36 บาท การขาดทุนเราก็น้อยลง แต่งานในเมืองไทยหายไปหมดเลย

ในช่วงนั้นทุกบริษัทเลือกที่จะปลดคนงาน และงานห้องเย็นก็ปลดช่างซ่อมบำรุง ก็ทำให้โรงงานขาดการซ่อมบำรุงเครื่องจักร เรามองเห็นโอกาสตรงนี้ก็เลยทำเป็นเอาต์ซอร์สคนไปดูแลเครื่องจักรต่อ ช่วยบรรเทาในเรื่องของเงินได้ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยเรื่อยมา

จริงๆ ธุรกิจต้องเจอแบบนี้แหละ มันไม่มีอะไรที่จะสวยหรู เราเรียนรู้จากประสบการณ์ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวจากอดีต แต่หากไม่ได้เจอกับตัวก็จะนึกถึงความเจ็บปวดไม่ออก แต่พอมาเจอเองก็เจ็บและจดจำไว้ สิ่งที่องค์กรเราได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งจากปี 2540 ก็คือ เราไม่ปลดพนักงานเลย ด้วยความคิดว่า 1 ชีวิตที่เขาอยู่ เขาเลี้ยงอีก 2 ชีวิต เมื่อเราปลดแล้วอาจมีอีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อเราไม่ปลด พอเศรษฐกิจบูมขึ้น ผลของการไม่ปลดพนักงานของเรา คือการเกิดองค์ความรู้ในองค์กร เราไม่ต้องจ้างคนใหม่ ไม่ต้องสร้างคนใหม่ เราเดินงานได้ต่อเนื่อง เราก้าวหน้ามากกว่าคนที่ปลดพนักงานแล้วรับเข้ามาใหม่ เราคิดว่าพนักงานคือทรัพย์สินที่มีค่าขององค์กร ไม่ใช่ภาระขององค์กร” อภิชัย ให้ภาพ

เติบโตทีละก้าว

“เราค่อยๆ เติบโตทีละก้าวเหมือนบันได ผมไม่เคยคิดว่าธุรกิจใดจะสามารถกระโดดขึ้นไปได้ ผมคิดว่าทุกธุรกิจทุกชีวิตคนมันจะต้องเรียนรู้ผ่านขั้นบันไดทีละขั้นๆ สะสมประสบการณ์ เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินจากขั้นที่หนึ่งกระโดดไปขั้นที่ห้าหรือสิบ ผมเชื่อว่าคนพวกนั้นจะขาหัก ธุรกิจหรือชีวิตคนต้องหัดจากการคลาน แล้วค่อยหัดเดิน จากแบเบาะ พลิกตัว เอาอกเดิน แล้วค่อยๆ คลาน ลุกเดิน ชีวิตกับธุรกิจไม่ได้ต่างกันเลย

เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าคนที่เดินในสายธุรกิจ เขาอยากจะคิดว่ามันจะต้องกระโดดเร็ว เพราะทุกตำราในร้านหนังสือจะบอกอยู่สองอย่างคือ ทำอย่างไรให้รวยเร็ว หรือเล่นหุ้นให้รวยเร็ว บอกวิธีรวย บอกทางลัดหมดเลย แต่ผมไม่คิดว่าธุรกิจจะมีทางลัดนะ แม้แต่ขับรถยนต์ที่บอกว่าไปทางลัดบางทีก็ต้องไปเจอปัญหาใหม่ มันทั้งแคบและไม่คุ้น ผมมองว่าทางลัดมีไว้สำหรับคนที่ได้วัคซีนชีวิตมาจนกระทั่งล้มมาไม่รู้กี่ครั้ง”

จากปัญหาที่ผ่านมาทุกยุค เมื่อเจอกับคำถามว่า เคยท้อแท้ไหม อภิชัย ตอบว่า

“เคยนะ ไม่มีใครหรอกที่เจออุปสรรคแล้วไม่ท้อแท้ ในช่วงชีวิตหนึ่งก็คือปี 2535 มีแวบหนึ่งผมคิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะเงินสักบาทก็ไม่มีจ่ายลูกน้อง ปีนั้นเป็นปีที่ผมหาหมอดูเยอะที่สุดต้องการที่พึ่งทางใจ เราคิดว่าเราไม่มีทางออก แต่จริงๆ แล้วทางออกมีเสมอสำหรับคนที่ดิ้นรน

แม้แต่เชือกที่ผูกไว้ถ้าคุณไม่ดิ้นก็ไม่มีทางหลวมได้ และปมที่ติดอยู่ก็เพราะเราผูกมันเอง เมื่อผูกแล้วต้องแก้แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ทุกปัญหาผมมั่นใจว่ามันมีประตูทางออก และผมเชื่อในความดี เอาความดีเป็นที่ตั้ง เอาความดีเป็นตัวนำ ชีวิตมนุษย์เกิดมามีข้อดีอยู่ข้อเดียวก็คือ รู้ว่าอะไรชั่วอะไรดี จริงๆ เราก็เหมือนทุกคนเพียงแต่พอกลับมานั่งคิดแล้วมันคิดได้เท่านั้นเอง”

เป้าหมายและท้าทาย

กรรมการบริหาร ไอ.ซี.ที. บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้องค์กรแห่งนี้ประสบความสำเร็จและกวาดรางวัลมาแล้วทุกด้าน มีประกอบของแนวคิดการบริหาร ที่เรียกว่า Talent and Target (ทาเลนต์ แอนด์ ทาร์เก็ต) คือเป้าหมายและท้าทาย มีทั้งหมด 5 เป้าหมาย 3 ความท้าทาย

“เป้าหมายอย่างแรกคืองานต้องมีคุณภาพ ลูกค้าชอบและบริษัทได้ สองคือต้องมีคุณภาพ สามคือเวลา ถ้าเราทำเวลาให้เร็วขึ้นลูกค้าก็ชอบ การส่งมอบก็ตรงตามเป้า เราทำเวลาให้พอเหมาะกับเรา เราประหยัดเงิน

สิ่งต่อมาเรามองเรื่องต้นทุน ถ้าเราสามารถทำงานที่มีคุณภาพในปริมาณมาก และภายในเวลาที่กำหนดหรือก่อนกำหนดต้นทุนก็ต่ำลง แต่สุดท้ายที่กล่าวมาทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเราไม่มีองค์ความรู้ เป็น 5 ปัจจัยที่เรามองว่าสำคัญ

3 ความท้าทาย คือประสิทธิผล ผมทำงานจำนวนมาก ได้คุณภาพ และในเวลาที่กำหนด ประสิทธิภาพ ผลผลิต สิ่งที่แถมมาคือสองการกระทำ เราเรียกว่าความรับผิดชอบในหน้าที่กับรับผิดชอบโดยจิตสำนึก ถ้าเรารับผิดชอบโดยจิตสำนึกก็จะทำให้เราท้าทาย มากกว่าสิ่งที่ทำตามหน้าที่ (5 เป้าหมาย 3 ท้าทาย 2 การกระทำ) สิ่งที่เราปฏิบัติมาตลอด”

ในวันที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาจนวันนี้ อภิชัย ชี้ว่ามีอยู่ 2 อย่างที่ท้าทายเมื่อองค์กรเติบโต อย่างแรกคือระบบ สองคือคน ระบบดีถ้าคนไม่ดีก็ทำงานไม่ได้ ระบบดีต้องอยู่ที่คนปฏิบัติที่ดีด้วย

“เราเกิดขึ้นจากไม่มีระบบ ไม่มีวิสัยทัศน์ตอนตั้งบริษัทใหม่ๆ เรามีเป้าหมายเมื่อดำเนินงานมา 10 ปีแล้ว ตอนแรกเราต้องการแค่อิ่มท้องต้องหาเงินก่อน เมื่อเรามีคนหมู่มากก็มีระบบ อะไรที่ยากที่สุดก็คือคนกับระบบที่ต้องสอดคล้องไปด้วยกัน

ดังนั้น เป้าหมายของ ไอ.ที.ซี. ต้องเติบโตด้วยการพัฒนาภายในองค์กร เติบโตอย่างพอดี ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง คือเติบโตด้วยเงินทุนและกำไรของเราทีละขั้นทีละตอน”

หรือกาแฟจะขาดแคลนในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541485

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 14:05 น.

หรือกาแฟจะขาดแคลนในอนาคต

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์ส

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้วผมกำลังยืนต่อแถวอยู่ที่ร้านกาแฟแถวไทม์สแควร์ อากาศที่ยังหนาวมากดึงดูดคนให้เข้าร้าน คนก็ยืนต่อแถวกันจนแน่น ใช้เวลารอคิวอยู่นานกว่าจะได้กาแฟร้อนสักแก้วหนึ่ง ผมพบว่าร้านสตาร์บัคส์และร้านกาแฟสาขาส่วนมากในนิวยอร์กมีคนต่อคิวซื้อกาแฟกันแน่นแบบนี้ทุกเช้า สาย บ่ายจนถึงเย็นก็ยังมี

วูบหนึ่งตอนต่อแถวก็คิดขึ้นได้ว่าตั้งแต่เข้าร้านกาแฟมาผมไม่เคยเจอพนักงานบอกว่ากาแฟหมดแล้วมาก่อนเลย คนอื่นไม่รู้เคยเจอไหม แต่ตั้งแต่ดื่มกาแฟมาก็ไม่เคยได้ยินคำปฏิเสธแบบนี้ให้ได้ระคายหู

แต่ถ้าหากวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่ากาแฟเป็นของหายากขาดแคลนเหมือนทุเรียนลับแล คุณกับผมผู้เสพกาแฟราวกับน้ำเปล่า จะมีชีวิตอยู่อย่างไร แถมคนก็ยังดื่มกาแฟกันมากขึ้นทุกวัน

ปัจจุบันธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากนะครับ มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ธุรกิจนี้นับตั้งแต่คนปลูกไปจนถึงคนดื่มน่าจะเกือบหนึ่งในสามของประชากรของโลกได้ เราดื่มกาแฟกันทั่วโลกมากกว่า 2.5 หมื่นล้านแก้ว/ปี เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวธุรกิจกาแฟมีเงินหมุนเวียนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท/ปี นั่นก็เกือบจะเทียบเท่างบประมาณทั้งปีของประเทศบางประเทศ

ธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดนี้ย่อมต้องการจำนวนวัตถุดิบมากมายมหาศาลในการหล่อเลี้ยงให้ร้านกาแฟทั้งหลายมีกาแฟเสิร์ฟคุณและผมทุกเช้า แน่นอนครับปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการอุตสาหกรรมกาแฟก็เป็นกับเขาเหมือนกัน

ผมเคยไปสังเกตการซื้อขายเมล็ดกาแฟบนดอยที่เชียงใหม่และเชียงรายต่างกรรมต่างวาระกันอยู่หลายปี ก็พบว่าทุกวันนี้การซื้อขายนั้นพัฒนาไปมากและหลายอย่างเกี่ยวเนื่องกันไปหมดอย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลต่อกันกับเป็นทอดๆ เป็นห่วงโซ่ เช่น การเก็บเมล็ดกาแฟในที่ๆ แสงน้อยหากขาดผู้เชี่ยวชาญก็อาจทำให้เก็บเมล็ดที่ยังไม่สุกดี (ยังไม่แดงก่ำเป็นผลเชอร์รี่มาขาย) ก็อาจทำให้เสียราคา การแปรปรวนของสภาพอากาศก็ทำให้ชาวไร่ต้องวางแผนการเก็บกาแฟให้ดี เพราะหากเกิดฝนหลงฤดูขึ้น (ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ) การเก็บกาแฟก็อาจต้องเก็บทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม เมล็ดกาแฟทั้งหมดอาจเกิดความเสียหาย เช่น หล่นร่วง หรือเน่าคาต้น ขึ้นรา ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยทำให้เกิดความผันผวนของราคาเมล็ดกาแฟขึ้น ราคาเมล็ดก็แพงขึ้น เราผู้ดื่มก็ต้องเสียเงินซื้อกาแฟในราคาที่แพงขึ้น เจ้าของโรงคั่วก็อาจต้องหาเมล็ดกาแฟจากที่อื่นมาผสม เพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงมาตรฐานของแบรนด์ของตัวเองไว้ให้ได้ ฯลฯ

การซื้อขายเมล็ดกาแฟทุกวันนี้ก็ไม่ แตกต่างราคาพืชผลอย่างอื่น มีการเก็งราคาผลผลิต มีการซื้อขายล่วงหน้า อย่าลืมว่าทุกวันนี้กาแฟเป็นของเหลวอันดับสอง ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลกรองจากน้ำมัน (แซงหน้าชาไปแล้วที่เคยอยู่ในอันดับนี้เมื่อสักสิบปีก่อน) ฉะนั้นมันเป็นทรัพย์สินที่มีค่า มันจึงเต็มไปด้วยมาตรการควบคุมมากมาย ทั้งในแง่ของมาตรการทางสังคม เช่น เรื่อง Fair Trade (การค้าขายโดยได้รับการรับรองว่ามีการค้าขายกันอย่างเป็นธรรมและไม่มีการกดขี่แรงงานในไร่) หรือเรื่องของมาตรการทางสุขภาพอย่างเรื่องของการรับรองการปลอดสารพิษ หรือการเพิ่มมูลค่าในแบบอื่นๆ (เช่น กาแฟขี้ชะมด ขี้ควาย ขี้ช้าง) แม้แต่กาแฟโรบัสต้าก็ยังอยู่ในกระบวนการของห่วงโซ่นี้เช่นกัน

สิ่งที่ท้าทายของผู้ปลูกกาแฟทุกคนก็คงไม่แตกต่างจากการเกษตรแบบอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็คือ เมื่อพัฒนาถึงจุดๆ หนึ่งจะเริ่มมีปัญหาเข้ามาท้าทายมากขึ้น ทั้งเรื่องคุณภาพของสินค้าที่อาจไม่คงที่ ปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีมากไป ปัญหาแรงงานที่ไม่เคยพอเพียงกับการทำการเกษตร ฯลฯ เรื่องเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในหลายประเทศ

ในแอฟริกาปัญหาใหญ่ที่สุดคือเรื่องสภาพอากาศและการขาดกำลังขาดแคลนแรงงาน แม้แต่ในบราซิลเองก็เคยได้ยินข่าวว่าแรงงานในไร่กาแฟของบราซิลเริ่มมีไม่พอ เพราะคนรุ่นใหม่หันไปทำอย่างอื่นกันมากขึ้น ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทำ แต่แรงงานเหล่านี้หมุนเวียนเร็วและความชำนาญเรื่องการเก็บเกี่ยวก็ไม่มี ก็มีการพูดถึงการเติม “นวัตกรรม” ลงไปในอุตสาหกรรมที่ดูขายความเก่าแก่ดั้งเดิม เช่น การทำไร่แบบ Minimize หรือ Lean Business หรือ ไคเซ็น คือใช้เงินให้น้อยที่สุดในการปลูก ลดแรงงาน แต่ยังให้ผลผลิตที่ดีและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การพัฒนากาแฟให้เป็นเหมือนสินค้าที่มีเอกลักษณ์ตามแหล่งปลูกให้มากกว่านี้และชัดเจนกว่านี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าและความจำเพาะให้มากกว่านี้

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยให้เกษตรกรทำงานได้ง่ายมากขึ้นก็คือเรื่องเทคโนโลยี ทุกวันนี้เกษตรกรของเราก็ก้าวหน้าไปมากนะครับ เกษตรกรรู้จักเช็กสภาพอากาศทางมือถือเพื่อดูแนวโน้มว่าเขาควรต้องกะระยะเวลาในการเก็บเมล็ดาแฟตอนไหน วันนี้พระอาทิตย์ตกเร็วไหม ฝนจะตกหรือเปล่า เรื่องพวกนี้หากสามารถส่งเสริมความรู้เหล่านี้ แน่นอนผลที่ตามมาก็คือเราจะลดความเสียหายระหว่างการปลูกได้มากขึ้น ผลผลิตก็น่าจะดีตามไปด้วย

ในบรรดาอาชีพที่ผมเคยเห็นมาตลอดอายุ 40 กว่าปีทั้งรายได้และวิถีชีวิต อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่เปลี่ยนแปลงช้าที่สุด แต่ผมมีความเชื่อลึกๆ ว่าหากเราเริ่มต้นด้วยกาแฟ เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมองเห็นความสามารถในการใช้พืชชนิดนี้ดูแลคนได้

กาแฟไม่น่าจะหายไปจากโลกและหวังว่าเกษตรกรรุ่นใหม่น่าจะมีชีวิตดีขึ้นกว่าคนรุ่นพ่อแม่เราแน่นอน

6 วิธีง่ายๆ ช่วยให้สมองเป็นวัยรุ่นเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541301

  • วันที่ 22 ก.พ. 2561 เวลา 14:10 น.

6 วิธีง่ายๆ ช่วยให้สมองเป็นวัยรุ่นเสมอ

เรื่อง : กาญจนา

อย่างที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” แต่ถ้าจะให้คนสูงวัยเรียนรู้ได้เร็วไวเหมือนวัยรุ่นก็คงไม่ได้ ทว่า ดร.ราเชล วู ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ ได้เขียนรายงานและตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สมองของผู้สูงวัยกลับไปมีความสดใหม่เหมือนวัยรุ่น โดยใช้วิธีกับที่เด็กเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้ใหญ่พัฒนาความสามารถใหม่ๆ สามารถทำงานอดิเรกใหม่ที่ยังไม่เคยทำ และช่วยชะลอความเสื่อมในการจำด้วย

ดร.ราเชล แนะนำ 6 วิธีพื้นฐานที่เด็กใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจำ การควบคุมตัวเอง และการสนใจใคร่รู้ ซึ่งเธอเชื่อว่าวิธีเดียวกันนี้จะช่วยให้ผู้ใหญ่มีสมองที่ดีอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

1.ออกไปนอกคอมฟอร์ตโซน

ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักใช้ทักษะเดิมๆ ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง การใช้ทักษะในการทำงานเดิมทุกวัน ขับรถไปทำงานเส้นทางเดิมทุกวัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยและรู้ว่าทำได้ดี แต่ขณะเดียวกัน การใช้ทักษะเดิมซ้ำๆ กลับเป็นการปิดกั้นการทำงานและการสร้างสรรค์ของสมอง

ดร.ราเชลกล่าวต่อว่า “ถ้าคุณพยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และคุณค้นพบว่ามันง่ายสำหรับคุณมาก นั่นเป็นสัญญาณเดียวกับที่เด็กเป็น ฉะนั้นลองเปลี่ยนพฤติกรรม พัฒนาทักษะ สู่สิ่งใหม่ สถานการณ์ใหม่ เพื่อท้าทายประสบการณ์เดิมของตัวเอง ซึ่งจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของความจำของสมองต่อไปด้วย”

2.เรียนรู้อยู่เสมอ

อาจจะยากเกินไปที่จะให้ผู้ใหญ่กล้าที่จะลองทักษะใหม่ด้วยตัวเอง ดร.ราเชลจึงแนะนำว่า ดังนั้นให้จ้างคุณครูหรือซื้อคอร์สเรียน อันจะเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณมีวินัยและมีพัฒนาการเร็วขึ้น แล้วทุกคนจะทราบว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน และไม่ว่าอายุไหนทุกคนก็ยังเป็นผู้เรียนที่ดีอยู่เสมอ

3.เชื่อในตัวเอง

“ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ยากที่สุด เพราะมันเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมและแบบแผนในการดำเนินชีวิต”

ดร.ราเชลอธิบายว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีพรสวรรค์มากกว่าความขยันเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จึงเป็นการยากที่จะทำให้ผู้สูงวัยลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง และยากที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้หากมีความมั่นใจในตัวเอง

4.พาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่เกื้อหนุน

สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงวัยไม่กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ คือ ความกลัวที่จะผิดพลาด เพราะหากพวกเขาลองแล้วแต่ล้มเหลว จะรู้สึกว่าตัวเองใช้ไม่ได้ สิ้นเปลืองเงินทอง และอยากละเลิกเสียตอนนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับเด็กแล้ว หากเขาทำอะไรไม่ได้หรือยังไม่สำเร็จ เด็กจะลองทำต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จเข้าสักวัน

ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการสร้างสังคมที่จะคอยสนับสนุนและเกื้อหนุนกันและกัน สังคมที่จะให้กำลังใจคนที่กล้าลองอะไรใหม่ๆ และไม่ตอกย้ำถ้าล้มเหลว “พาตัวเองไปอยู่กับความคิดแง่บวก” ดร.ราเชลกล่าว “โดยพื้นฐานแล้วคงไม่มีใครอยากอยู่ในสังคมที่มีแต่พลังงานลบ แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะหาสังคมที่ดี ที่เข้าใจ และเต็มไปด้วยพลังงานบวกให้แก่กัน”

5.วางเป้าหมายให้ชัดและอย่ายอมแพ้

แต่ละคนล้วนมีแรงผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายต่างกัน ดร.ราเชลกล่าวต่อว่า บางงานวิจัยระบุ การบอกเล่าเป้าหมายให้เพื่อนหรือครอบครัวฟังก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้การมีเป้าหมายในชีวิตยังทำให้คุณรู้สึกมีคุณค่า มีอนาคต และมีแรงที่จะเดินไปข้างหน้าทุกวัน

6.เรียนรู้มากกว่าหนึ่งอย่างในครั้งเดียว

“สำหรับผู้สูงอายุเวลาเป็นสิ่งมีค่า จึงควรทำหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน” ดร.ราเชลแนะนำเป็นข้อสุดท้าย กล่าวคือ หากตอนนี้คุณมีงานอดิเรกเพียง 1 อย่าง เธอแนะนำให้หาสิ่งอื่นทำอีกสัก 3 อย่าง เพื่อบังคับให้สมองทำงานหลากหลายมากขึ้น

“ปีนี้คุณเริ่มเรียนรู้ภาษาที่สาม จากนั้นในปีหน้าคุณไปเรียนร้องเพลง และต่อไปอีกปีคุณก็หาอะไรใหม่ๆ ทำอีกสักอย่าง การเรียนรู้ทักษะใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของคุณไม่หยุดพัฒนาและทำให้คุณมีทักษะหลายด้านด้วย”

ข้อแนะนำทั้ง 6 ข้อเป็นการสังเคราะห์งานวิจัยมานานกว่า 5 ทศวรรษ ซึ่งเธอเชื่อว่า วิธีเหล่านี้จะช่วยให้การทำงานของสมองผู้สูงวัยมีประสิทธิภาพ และยังเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ ติดตามเรื่องราวด้านสุขภาพอื่นๆ ของ ดร.ราเชลได้ทางเว็บไซต์ Health.com n

ปลุกหัวใจ คนไทยพิทักษ์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541348

  • วันที่ 22 ก.พ. 2561 เวลา 13:36 น.

ปลุกหัวใจ คนไทยพิทักษ์ป่า

เรื่อง : ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ข่าวเลวร้ายที่ซ่อนตัวในผืนป่าลึก กำลังถูกเผยออกมาจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานี้ การตายของเสือดำ 1 ตัว และชีวิตสัตว์สงวนตัวเล็กๆ ทั้งไก่ฟ้า เก้ง จะต้องไม่ใช่เรื่องจบลงง่ายๆ แบบไฟลามทุ่งแน่นอน เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่จับมือกับคนรุ่นใหม่ ทั้งนักธุรกิจ ศิลปิน ดารา เซเลบริตี้ จัดงานระดมทุนกันแข็งขัน เพื่อหารายได้ร่วมสมทบทุนต่อชีวิตสัตว์ป่า

มีการรวมตัวทำจริงจัง คึกคัก 2 งานในเดือนนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกันอุ่นหนาฝาคั่ง จิตอาสาคนละไม้ละมือ นักธุรกิจเป็นสปอนเซอร์จัดงานใหญ่ ศิลปินวาดภาพนำเงินเข้ากองทุน ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนถึงการ “สานต่อ” เจตนารมณ์ในการเป็นผู้พิทักษ์ป่าของคนรุ่นต่อๆ มา ส่งไม้ต่อกันมุ่งมั่น เพื่อพิทักษ์สถานการณ์ป่าไม้ไทยที่เหลือเพียงหยิบมือ

ในปี 2559-2560 กรมป่าไม้ เผยข้อมูลมีพื้นที่ป่าลดลงจากปีที่ผ่านมา ราว 0.02% หรือ 6.5 หมื่นไร่ ป่าไม้เมืองไทยหดหายไปทุกๆ ปี

เราทุกคนคือผู้พิทักษ์ป่า

กรณีข่าวใหญ่เป็นกระเเสสังคมในเวลานี้ กับการที่ “ผู้มีฐานะ” บุกรุกลักลอบตั้งแคมป์พักแรม และเข้าล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก แต่ก็ไม่รอดพ้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ตรงไปตรงมา ของวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้พิทักษ์พื้นที่

“หัวหน้าวิเชียร” กลายเป็นกุญแจดอกเล็ก ผู้ไขความลึกลับป่าผืนกว้างใหญ่ของไทย ฉายภาพชัดเจนยิ่งขึ้น กับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ทุ่มเทอย่างยากลำบาก แล้วในที่สุดข่าวร้ายครั้งนี้ก็กลับกลายเป็นอีกเรื่องดีๆ กับการร่วมแรงร่วมใจของคนในเมืองหลวง จัดกิจกรรมเพื่อคนทำงานในป่า ระดมพลังหารายได้และสิ่งของที่จำเป็น สำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า 25 ชุดลาดตระเวน

งานใช้ชื่อเริ่มต้นมาจากฮีโร่นักอนุรักษ์ป่า “สืบสานตำนาน บริบาลผู้พิทักษ์ป่า” จัดขึ้นที่โถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การอ่านบทกวี นิทรรศการภาพถ่ายสัตว์ป่า ดนตรี การออกร้านจำหน่ายสินค้า

การเสวนามีผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นเวทีให้ข้อมูลสถานการณ์ป่าไม้ หัวข้อเรื่อง “ว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม และความสำคัญของกองทุนพิทักษ์ป่า”ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ณ อยุธยา ช่างภาพสัตว์ป่าและนักเขียนชื่อดัง ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี หลายๆ เรื่อง จากป่า ถูกเผยแพร่ออกสู่เมือง

สืบสานตำนาน บริบาลผู้พิทักษ์ป่า

“หัวหน้าสมโภชน์” เริ่มการพูดคุยให้ตัวเลขภาพรวมพื้นที่ป่า คนไทยฟังแล้วก็ใจชื้น คือถ้าจะบอกว่าป่าไม่ดีเลยก็ไม่ใช่ ตามเป้าหมายของประเทศพื้นที่ป่าต้องมี 40% เวลานี้ทำได้ 32% อยู่ในระดับที่ดีขึ้น

“ภาพรวมป่าไม้ กับสัตว์ป่า ก็จะมีสภาพที่ดีขึ้นตามลำดับไปด้วยนะครับ แล้วไม่ได้หมายความว่า ดีแล้วจะหยุดทำ ระบบการป้องกันต้องทำตลอดเวลาครับ ยิ่งสถานการณ์ดีขึ้น ยิ่งหยุดการดูแลป้องกันการล่าไม่ได้ครับ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่อ่อนแอเมื่อใด โดนเมื่อนั้น

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น วัวแดง นกยูง เสือ ช้าง พบเจอได้ง่ายมากครับ ขณะเดียวก็ยังคงพบเห็นซากสัตว์ที่ถูกล่าเช่นกัน

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นอาชีพที่ไม่ทำเงินเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ทุกคนที่เข้ามาทำต้องมีใจรักจริง ต้องมีการสแกน คนเรียนเก่งมากๆ มาสมัคร ก็อาจจะเดินป่าไม่เป็น ขณะเดียวกันคนที่เรียนไม่สูงแต่ชำนาญการเดินป่า เราก็จะมีวิธีการคัดเลือก นายพรานกลับใจมาช่วยงานก็มีครับ ผมได้เจอชาวกะเหรี่ยงมาทำงานเป็นผู้พิทักษ์ เขามีความสุข เขาได้รักษาป่าที่เขารัก” สมโภชน์ ให้ข้อมูลที่คนเมืองใคร่รู้

ม.ล.ปริญญากร กล่าวสำทับเห็นด้วยกับเรื่องของการรับคนเข้ามา ในฐานะช่างภาพสัตว์ป่ามือวางอันดับต้นของไทย กล่าวว่า เสืออยู่ได้ ก็ต้องมีเหยื่อให้ล่า การอนุรักษ์เสือไว้ จึงต้องรักษาเหยื่อไว้และรักษาป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ ให้เป็นไปตามระบบนิเวศของธรรมชาติ

“คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ละโมบที่สุด ไปรุกล้ำถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ธรรมชาติจะวุ่นวายทุกครั้งที่คนเข้าไปยุ่ง และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ นับเป็นเรื่องยาก

ความเชื่อเรื่องยาชูกำลังในชาวเอเชีย และเป็นสิ่งไม่หายไปจากสังคมไทย แม้แต่เด็กรุ่นใหม่ก็มีความคิดอยากล่าสัตว์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผมทำงานถ่ายภาพ และนำเสนอเรื่องของป่าสู่สังคมภายนอก ก็เพื่อสื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติเยอะขึ้น วันนี้ขบวนการฆ่าสัตว์ป่าคงอยู่ครับ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่เปิดให้คนเข้าไปได้จึงต้องควบคุมมาตรฐานให้มากขึ้น การอนุรักษ์ไม่ใช่การดูแลสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นการดูแลความสมดุลของป่าทั้งหมด”

คนทำงานป่าคุ้นเคยกันดี ศศิน แจงรายละเอียดพื้นที่ป่าในไทยราว 102 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพียง 5 ล้านไร่เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “หัวหน้าวิเชียร” ทำงาน ซึ่งเป็นการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ แล้วแม้กลุ่มผู้พิทักษ์ป่าจะทำงานหนักขนาดไหน แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของป่าไม้ในประเทศแล้วก็ยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง

“ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้งยังมีเสือโคร่ง กระทิง วัวแดง ควายป่าอยู่ในป่าแห่งนี้ซึ่งเป็นผืนสุดท้าย และมีแบ็กแพ็กเกอร์ (เผยข้อมูลพลางยิ้ม) การเดินลาดตระเวนต้องสม่ำเสมอครับ สัตว์ใหญ่เหล่านี้มีมูลค่า 7 หลัก เมื่อแปลงเป็นยาชูกำลังได้ตั้งแต่เขายันหาง เสือ ไปจนไม้พะยูง มีการลักลอบล่าอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องทำงานเป็นเชิงคุณภาพแบบพี่วิเชียร

รายได้จากการบริจาคงานนี้ ผมกลัวมากๆ นะครับว่าคนจะครหาว่าจัดเพื่อเกาะกระแส แต่พอผมเดินเข้ามาในงาน กลับกลายเป็นรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนมาเยอะ ดีใจเห็นการร่วมแรงร่วมใจมาช่วยทุ่งใหญ่ ช่วยพี่วิเชียร ที่ทำงานด้วยความรักแผ่นดิน รักป่าจริงๆ”  ศศิน กล่าวไว้ในวงเสวนา ซึ่งมีเสือดำเป็นตัวจุดพลังการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

นิธิ สมุทรโคจร

รักษ์ป่า ต้องมีหัวใจรักจริง

อีกหนึ่งงานรวมพลคนรักป่า จัดขึ้นเพื่อนำรายได้สมทบทุน “มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก” งานจัดในช่วงวันแห่งความรักเป็นประจำทุกๆ ปี “13 ก.พ. วันรักนกเงือก” ปีนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “รวมใจให้นกเงือก” เจ้าภาพเจ้าเก่า มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ร่วมกับผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ฮอร์นบิล (Hornbill)  กิจกรรมคึกคักเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงเย็นย่ำที่สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ไฮไลต์การเสวนาในหัวข้อ “เรื่องเล่าจากป่า” รวมถึงร่วมฟังประสบการณ์จากช่างภาพสัตว์ป่า เกี่ยวกับ “นกเงือก…กับการถ่ายภาพเชิงอนุรักษ์” เป็นอีกงานที่มีคนทำงานรักป่า นักธุรกิจ ดารามาร่วมงานมากหน้าหลายตา

นิธิ สมุทรโคจร ร่วมงานนี้โดยบอกมาในฐานะ “สื่อ” เจ้าของรายการโทรทัศน์ “สมุทรโคจร” นำเสนอการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องธรรมชาติป่าเขา รายการนี้ทำอย่างลึกเข้าถึงป่าตัวจริง โดยทำงานกับกลุ่ม ตชด. 44 (ตำรวจตระเวนชายแดน) จ.ยะลา

“ผมเข้าป่าฮาลา-บาลา 2 รอบแล้วครับ รอบแรกก็เริ่มรู้จักนกเงือก รอบสอง เจาะลึกซึ้งเลย โดยไปกับกลุ่มมูลนิธินกเงือกลงไปพื้นที่ไปสำรวจ ก็เริ่มอินไปเรื่อยๆ เห็นความสำคัญที่มากกว่า นกเงือกเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ ถ้าในวันหนึ่งไม่มีนกเงือก ก็ไม่ใช่เพียงสัตว์ชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ไป นกชนิดนี้หมายถึงความสมบูรณ์ของผืนป่า เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อมนุษย์เราด้วย

วัชรบูล ลี้สุวรรณ

ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ ไปได้มันทุกที่ ลงไปฮาลา-บาลาครั้งแรก ผมไปเรียนรู้เรื่องชุมชน อ.บันนังสตา ธารโต บางลาง มีปัญหามีระเบิด ผมอยากรู้ว่าคนอยู่อย่างไรในชุมชน อยากนำเสนอเรื่องราวคนในพื้นที่ ซึ่งไปเกี่ยวพันกับผืนป่าผืนนี้ที่กว้างใหญ่มาก 389,813 ไร่ คือป่าดิบชื้นสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค หรือบนโลกใบนี้ก็ว่าได้ กระทิง ผมเจอตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเลย

ป่าลึกมาก ในป่าเราต้องนั่งเรือ โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ ต้องใช้วิทยุตำรวจสื่อสารผ่านฐานการทำงาน นั่งเรืออย่างเดียวก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงแล้ว เดินป่าเข้าไปอีกเป็นวันๆ เพื่อจะเข้าไปดูแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือก ป่าฮาลา-บาลา เป็นเส้นการบินไปสู่ป่าห้วยขาแข้ง นกจะอพยพลงมาแล้วก็กลับไป เป็นแบบนี้ทุกๆ ปี จำนวนแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน สัตว์ป่าเหล่านี้มันคือความยิ่งใหญ่นะครับ” นิธิ กล่าวย้ำสิ่งที่ต้องการสื่อถึงคนรุ่นนี้ให้รับรู้

ดาราระดับพระเอก วัชรบูล ลี้สุวรรณ มาร่วมงานนี้ในฐานะช่างภาพสัตว์ป่า รีบออกตัวว่าเป็นเพียงมือสมัครเล่น แต่เมื่อเขาโชว์รูปให้ดู ก็รู้ถึงความรักจริง

“ผมชอบเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชอบความเงียบสงบ และชอบสัตว์ป่า ตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ ชอบเสือโคร่ง ช้าง ก็เริ่มจับกล้องถ่ายรูปสัตว์พวกนี้ ป่าที่แรกคืออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กางเต็นท์แคมป์พะเนินทุ่ง แคมป์บ้านกร่าง ก็ได้เจอทั้งช้างป่า นกเงือกก็ได้เจอที่นี่”

วัชรบูล บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่าไม่มีสไตล์ ถ่ายภาพไปเรื่อยเปื่อย ถ่ายในสิ่งที่ชอบ ส่วนใหญ่ก็จะได้รูปธรรมชาติ ภาพสารพัดสัตว์ ติดกล้องกลับมาทุกครั้ง

“ผมต้องการสื่อภาพป่าเมืองไทย มีอะไรดีๆ กว่าที่เรารู้เยอะนะครับ เช่น เรื่องการอนุรักษ์พวกเสือโคร่ง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เป็นสถานีวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งมากในระดับโลก ทีมวิจัยศึกษานกเงือก ของ ศ.พิไล พูลสวัสดิ์ ก็ได้รับการยอมรับระดับโลกเช่นกัน ซึ่งเราไม่ได้รับรู้ข่าวพวกนี้เพราะไม่ใช่ข่าวกระแสหลัก ผมถ่ายภาพนกเงือกได้ทั้งที่แก่งกระจาน ป่าอีกแห่งคือห้วยขาแข้ง

ส่วนใหญ่จะเป็นนกเงือกสีน้ำตาล นกกก นกเงือกกรามช้าง เวลานกเงือกบินกระพือปีกเสียงดังมาก จึงเห็นง่าย ยิ่งช่วงที่ลูกไทรสุก นกบินมากิน เราก็ไปนั่งรอถ่ายรูปกลมกลืนกับธรรมชาติ

ภาพประทับใจที่สุด คือ ภาพเสือโคร่งถ่ายจากเลนส์ซูม เป็นความสนุกที่ผมได้จากการถ่ายภาพ แต่สิ่งที่ผมต้องการสื่อคือประเทศของเรามีป่าไม้แจ๋วๆ อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องช่วยกันดูแลครับ” วัชรบูล บอกทิ้งท้ายในงานที่จัดเพื่อสืบสานการอนุรักษ์ป่า คนรุ่นใหม่ร่วมงานคึกคัก

ดูไพ่ ดูดวง และฮวงจุ้ย งานอดิเรกช่วยคนและทำเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/541194

  • วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 17:20 น.

ดูไพ่ ดูดวง และฮวงจุ้ย งานอดิเรกช่วยคนและทำเงินได้

เรื่อง ภานุ

บุ๊ค-ณัชฐปกรณ์ อัครเลิศสุวรรณ วัย 32 ปี เรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ การตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไทยวัสดุ ซึ่งเป็นงานประจำ แต่ขณะเดียวกันก็มีงานอดิเรกโดยเป็นหมอดูไพ่ยิปซี ดูดวงด้วยศาสตร์ตัวเลข และดูฮวงจุ้ยเป็นงานเสริม ที่นอกจากจะ ได้ช่วยผู้คนแล้ว ยังทำรายได้ให้อย่างดี

“ขอเท้าความก่อนว่าครอบครัวผมชอบเกี่ยวกับเรื่องดูดวงมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ และตัวผมเองก็ชื่นชอบศาสตร์การดูดวงมานานแล้ว แต่เริ่มมาสนใจจริงจังก็ในช่วงที่ผมทำงานประจำนี่แหละครับ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ผมมักจะไปให้หมอดูดูดวงให้เกือบทุกเดือนเลย กระทั่งมาสนใจศึกษาอย่างจริงจังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะเชื่อนะ แล้วยังรู้สึกว่าทำไมหมอดูถึงทำนายเรื่องของเราได้แม่นยำจังเลย

เมื่อคิดดังนั้นผมจึงเริ่มศึกษาและไปลงคอร์สเรียนดู ไพ่ยิปซีที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันผมเรียนจบทั้งคอร์สดูไพ่ยิปซี ดูดวงด้วยตัวเลข ดูด้วยเวลาเกิด ดูเบอร์โทรศัพท์ ดูชื่อ นามสกุล (เปลี่ยนชื่อ) และดูฮวงจุ้ย เรียกว่าเริ่มจากเป็นงานอดิเรกที่ตัวเองชอบก่อน จนตอนนี้ผมได้ผันเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้ตัวเองด้วย นอกจากนี้ผมยังดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายกิจกรรมของสมาคม โหรฯ ด้วยครับ”

บุ๊คบอกว่า การเรียนศาสตร์เกี่ยวกับดวงชะตาไม่มีวันเรียนรู้ได้จบหมด เพราะมีศาสตร์ที่หลากหลายแตกแขนงอีกมากมายให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ยังศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ

“สำหรับการดูไพ่ยิปซี ผมจะรับงานตั้งแต่ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาหลังเลิกงานเป็นต้นไป ลูกค้าสามารถให้ผมดูไพ่ยิปซีทางโทรศัพท์ หรือจองคิวแล้วนัดสถานที่ไปเจอกันก็ได้ แล้วแต่สะดวก นอกจากนี้ยังมีการดูผ่านเฟซไทม์หรือดูออนไลน์ด้วย โดยคิดค่าดูครั้งละ 500 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าจะถามเรื่องทั่วไป การงาน การเงิน เรื่องแฟน หรือเรื่องสุขภาพของพ่อแม่ บวกกับการที่ผมจะดูดวงตามวัน เดือน ปีเกิด พ่วงไปให้ด้วย ซึ่งผมจะมีวิธีทำนายโดยใช้หลักอ้างอิงจากสถิติซึ่งสะสมมาจากอาจารย์หลายท่านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นหลัก ปกติแล้วผมจะทำนายให้ทุกเรื่องนะ แล้วลูกค้ายังสามารถถามเพิ่มเติมได้ด้วย ส่วนใหญ่จะใช้เวลาดูไม่เกินครั้งละ 1 ชั่วโมง

การดูฮวงจุ้ยจะเริ่มจากการไปที่บ้านของลูกค้า และขอวัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฟากมาประกอบการดูด้วย โดยจะเน้นว่าฮวงจุ้ยมุมไหน ทิศไหน ดีหรือไม่ดีสำหรับบ้านของลูกค้า หรือต้องวางอะไรแก้เคล็ดตรงไหน พูดง่ายๆ ว่าต้องดูทั้งดวงบ้านและดวงเจ้าของบ้านประกอบกัน ค่าดูฮวงจุ้ยแต่ละครั้งราคาจะไม่ตายตัว เพราะผมต้องไปดูที่หน้างานจริงๆ ก่อนว่ามีเรื่องที่จะต้องแก้ไขอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละบ้านก็อาจมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต่างกัน”

บุ๊คเสริมว่า กรณีการดูฮวงจุ้ยจะมี 2 เคสคือ มีทั้งเคสที่ดูพื้นที่ตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน และดูหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้ว (เน้นแก้ฮวงจุ้ย) ซึ่งหากลูกค้าให้ดูเพื่อวางตำแหน่งฮวงจุ้ย ก่อนสร้างบ้านตั้งแต่แรก ก็จะง่ายและราคาถูกกว่าตอนแก้ฮวงจุ้ย เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นการแก้ ก็จะมีเรื่องจุกจิกตามมา มากมายเสมอ

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมจะเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานตอนปลายในช่วงอายุ 20-50 ปี ผมรับดูดวงศาสตร์ต่างๆ มาจนถึงตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว การรับดูดวงถือเป็นงานอดิเรกที่เสริมรายได้อีกส่วนหนึ่งให้ผมจากรายได้ปกติในการทำงานประจำ แต่โดยหลักๆ แล้วจุดเริ่มต้นในการเป็นหมอดูของผม เริ่มมาจากการที่ผมอยากช่วยคนอื่นมากกว่า เพราะในช่วงแรกๆ ที่ผมไม่มีความรู้เรื่องศาสตร์เหล่านี้ ผมมักจะถูกหมอดูบางคนหลอกมาเยอะ ดังนั้นพอผมหันมาศึกษาเรื่องศาสตร์หมอดูอย่างจริงจัง ก็เลยอยากจะช่วยคนที่มีทุกข์ร้อนซะมากกว่า คนไหนที่ผมพิจารณาแล้วว่าเขาไม่มีเงินจริงๆ ผมจะคิดค่าครูแค่ 9 บาท แล้วให้เขานำเงินนั้นไปทำบุญ ส่วนคนที่มีเงินผมก็คิดในราคาปกติครับ

พูดได้ว่าการดูดวงของผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เป็นสำคัญ แน่นอนว่ารายได้มันมีเข้ามา และมันสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญสำหรับผมก็คือการได้ช่วยเหลือผู้คนจากสิ่งที่ตัวเราชอบและสนใจซะมากกว่าครับ”

ดูข้อมูลได้ที่ FB : ณัชฐปกรณ์ อัครเลิศสุวรรณ และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Home Work

งานสำเร็จเพราะ ‘คนรู้จัก’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540900

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:36 น.

งานสำเร็จเพราะ ‘คนรู้จัก’!

เรื่อง บีเซลบับ

ความสำเร็จของคนก็ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยตัวแปรของคนคนนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความสำเร็จขั้นสูงสุดของคนขึ้นอยู่กับผู้คนที่เขารู้จักในชีวิตแปลกแต่จริงเรื่องนี้ รวบรวมมาจากนักการตลาดชั้นเซียนระดับโลกหลายต่อหลายคน ถ้าคุณนึกสงสัยว่าชีวิตของคุณจะประสบความสำเร็จได้ถึงขั้นไหน ก็อาจเป็นตอนที่คุณต้องยกมือขึ้นมานับ “คนที่คุณรู้จัก” แล้วล่ะ

แน่นอนว่าพันธกิจเป้าหมายและลำดับความสำคัญ รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย ย่อม เป็นองค์ประกอบความสำเร็จพื้นฐาน มหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบพื้นฐานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้คุณเหนือกว่าคือ “รายชื่อ” หรือพันธมิตร ที่จะทำให้ส่งทะยานให้คุณบรรลุเป้า

1.จดรายชื่อ

เริ่มต้นด้วยญาติสนิท มิตร เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ทีมงาน สุดท้ายแล้วคิดออกไปนอกทีมงาน ยกตัวอย่าง นายแบงก์ที่คุณใช้บริการ ซัพพลายเออร์ของคุณ คนที่มีแนวคิดเดียวกับคุณเรื่องพรรคการเมือง รายชื่อกลุ่มชมรมจิตอาสาที่คุณเป็นสมาชิก ฯลฯ จดชื่อพวกเขาลงไว้ในกระดาษหรืออะไรก็ตาม นี่คือสินทรัพย์ของคุณ

2.ให้ก่อนที่จะรับ

สังคมมีผู้คนสองแบบ แบบแรกคือคืนที่มองเห็นคนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือสู่ความสำเร็จ คือคนที่หาหนทางเข้าไปใช้ประโยชน์ หาประโยชน์ หรือแม้แต่เอารัดเอาเปรียบจากคนอื่น กับคนแบบที่สอง คือคนที่มองเห็นผู้คนว่าล้วนมีปัจเจกภาพ มีความต้องการเฉพาะตัว มีความปรารถนาและความต้องการเฉพาะตัว ซึ่งทำให้พวกเขาล้วนมีคุณค่า

จะขึ้นสูงได้ต้องเป็นคนแบบที่สอง พวกเขาจะถามตัวเองว่า ฉันจะให้อะไรแก่คนเหล่านี้ที่ฉันรู้จัก ฉันจะให้ในสิ่งที่เขาปรารถนาได้อย่างไร ชื่นชมพวกเขาให้สุดหัวใจได้อย่างสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา แล้วเชื่อหรือไม่ ในทุกจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคุณ คนพวกนี้จะยืนรอคุณอยู่ สนับสนุนและสร้างผลกระทบต่อชีวิตของคุณในแบบที่คุณก็นึกไม่ถึง

3.สร้างเครือข่าย

สิ่งหนึ่งที่คนทุกคนในชีวิตควรทำคือ การสร้างเครือข่าย ไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะผูกโยงไว้ด้วยอะไร หากความสำคัญคือการเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพหลากหลาย และครอบคลุมในทุกมิติของการใช้ชีวิตของเรา ลองคิดดูแล้วคุณจะรู้ว่า เครือข่ายสำคัญได้มากขนาดไหน

เพราะตลอดเส้นทางการใช้ชีวิต ตลอดเส้นทางอาชีพการทำงานของคนคนหนึ่ง ย่อมผูกและพันไว้ด้วยเครือข่ายที่เขาสร้างขึ้น คุณจะประสบความสำเร็จหรือตายน้ำตื้น ก็เพราะเครือข่ายของคุณและการทำงานของคนในชีวิตบนเครือข่ายที่คุณเป็นเจ้าของ

หลายคนตั้งคำถามว่า จะสร้างเครือข่ายที่ดีได้อย่างไร เริ่มจากละทิ้งชีวิตแบบเดิมที่ทำกิจกรรมคนเดียว กลับบ้านดูทีวี ไปไหนมาไหนกับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ คราวนี้ขอให้ลองออกไปแสวงหาโอกาสสร้างเครือข่ายใหม่ๆ กับคนใหม่ๆ ออกไปพบปะผู้คนที่มี “ศักยภาพ”

4.แค่คนเดียว…คุณมีมั้ย

อย่าดูถูกความสัมพันธ์ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือมีหน้าที่อาชีพการงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลยก็ตาม เพราะในบางมิติของชีวิต ความช่วยเหลือ การเกื้อกูลสนับสนุนก็มาในรูปของสิ่งเหลือเชื่อ หัดตัวเองให้เป็นคนสนใจในผู้อื่น และพยายามให้ความช่วยเหลือเขาจากเครือข่ายที่คุณมีอยู่ ถ้าคุณทำได้ก็หมายถึงเครือข่ายของเขาและคุณที่ผนวกรวมกันเป็นหนึ่ง ทวีคูณไปเรื่อยๆ

ประเด็นก็คือคุณไม่มีทางรู้หรอกว่า ใครสักคนจะมาช่วยคุณได้อย่างไรด้วยวิธีไหนและเมื่อไหร่ รวมทั้งตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขาจะช่วยคุณ (หรือคุณจะช่วยเขา) ได้อย่างไรด้วยวิธีไหนและเมื่อไหร่ ทั้งคุณและเขาต่างใช้กฎของความน่าจะเป็น ต่างก็ขยายเครือข่ายของตัวเองออกไป ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือเป็นไปได้

“คุณอาจคิดว่า คุณกำลังใช้อวนขนาดใหญ่เพื่อจับปลาอยู่ก็ได้ โอกาสจับปลาที่มากขึ้นนั่นแหละ คือโอกาสประสบความสำเร็จที่มากขึ้นด้วย”

5.หลักการแห่งความสำเร็จ

หนึ่งในหลักการแห่งความสำเร็จก็คือ ยิ่งคุณให้ไปโดยไม่หวังอะไรตอบแทน ผลตอบแทนก็จะยิ่งย้อนกลับมาจากแหล่งที่ไม่คาดคิด เมื่อคุณให้ความช่วยเหลือใครไป คุณอาจไม่ได้พบเจอเขาอีกเลยชั่วชีวิต แต่ด้วยความมหัศจรรย์ของจักรวาลนี้ ใครบางคนก็จะปรากฏตัวแทนที่ขึ้น เพื่อมอบความช่วยเหลือที่คุณต้องการ

เจ๋งเป้งที่สุดก็คือ ความช่วยเหลือนั้น จะมาในเวลาที่คุณต้องการที่สุด และเหมาะเหม็งที่สุด!

แบ่งเวลาฟิตหุ่น มาคุยเรื่องหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540898

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:32 น.

แบ่งเวลาฟิตหุ่น มาคุยเรื่องหัวใจ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือออกกำลังกายโดยไม่ฟังเสียงหัวใจตัวเองเลย อาจทำให้ความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพต้องเสียเปล่า แถมเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ในงานเปิดตัว ฟิตบิท ไอออนิค (Fitbit Ionic) สมาร์ทวอตช์เพื่อสุขภาพที่อัดแน่นด้วยฟังก์ชั่นการออกกำลังกายแบบจัดเต็มในเครื่อง นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ได้ร่วมให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายว่า บางครั้งการฟิตซ้อมอย่างจริงจัง จนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือกินอาหารที่มีประโยชน์เลย ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย แต่ความเครียดที่สะสมยังส่งผลต่อสุขภาพจิตและสมอง เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะออกกำลังกายต้องรู้ลิมิตของตัวเราเอง

หนึ่งในวิธีเช็กตัวเองง่ายๆ คือ จับสัญญาณจากอัตราการของเต้นหัวใจ ซึ่งปัจจุบันมีแกดเจ็ตมากมายเป็นตัวช่วย ใครที่เป็นสายวิ่งอาจเริ่มจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งเหยาะๆ ขยับมาเป็นวิ่งขึ้นเนิน หรือบอดี้เวตเทรนนิ่ง เมื่อรู้แล้วจะได้นำมาคำนวณเพื่อวางแผนการออกกำลัง การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนให้เหมาะสม

สอดคล้องกับโค้ชมิกกี้-นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร เทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายชื่อดัง ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่มีผลต่อระดับอัตราการเต้นของหัวใจ หรือฮาร์ตเรตโซน ได้แก่ 1.อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีอาการของโรคบางอย่างอาจทำให้เพียงแค่นั่งเฉยๆ ก็มีฮาร์ตเรตโซนสูงกว่าปกติ 2.มีอาการเหนื่อยจากการทำกิจกรรมที่หนักกว่าปกติ เช่น เดินเร็วหรือวิ่งเร็วขึ้นมีผลให้ฮาร์ตเรตโซนสูง 3.การออกกำลังกาย วิธีคำนวณหาฮาร์ตเรตสูงสุดของตัวเอง เพื่อนำมาประกอบในการเลือกออกกำลังกายคือ นำอายุของตัวเองมาลบออกจาก 220 เช่น 220-30 = 190 หมายความว่าฮาร์ตเรตสูงสุดของคนอายุอยู่ที่ 190 นั่นเอง

โค้ชมิกกี้ อธิบายว่า การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นในระดับสูงจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะเส้นเลือดจะสูบฉีดมาก หัวใจเต้นเร็ว อาจทำให้ช็อกหมดสติ หรือเส้นเลือดแตกได้ เพราะฉะนั้นการเข้าใจ “ฮาร์ตเรตโซน” นอกจากจะช่วยกำหนดวิธีและโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นให้เห็นผลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และยังส่งผลให้มีการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะเครียดและอาจทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ

สำหรับการออกกำลังกายที่มีผลต่อฮาร์ตเรตโซน ได้แก่ 1.Aerobic Training เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ระบบหัวใจ แต่ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ หลังจากออกกำลังกายเสร็จจะไม่มีการเบิร์นแคลอรีต่อ การออกกำลังในกลุ่มนี้ ได้แก่ การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน 2.Resistance Training หมายถึงการออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเบิร์นแคลอรีต่อเนื่อง แม้ออกกำลังกายเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม การออกกำลังในกลุ่มนี้ ได้แก่ พิลาทิส เวตเทรนนิ่ง และสควอช

“ใครที่อยากเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรี วิธีง่ายๆ คือ เพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย สำหรับมือใหม่อาจเริ่มด้วยการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา ค่อยๆ เพิ่มความหนักของการออกกำลังกาย จำกัดเวลาในแต่ละกิจกรรม เช่น เคยใช้เวลา 30 นาที วิ่ง 5 กิโลเมตร ลองคุมเวลาให้เหลือเพียง 25 นาที หรือจากที่เคยยกเวตได้ระดับความหนัก 5-6 ลองขยับเป็น 7-8 ทั้งนี้ การหมั่นสังเกตฮาร์ตเรตโซนของตัวเองนอกจากจะช่วยให้รู้ว่าลิมิตการออกกำลังกายของตัวเองอยู่ตรงไหนยังช่วยประเมินความฟิตของร่างกาย เพราะโดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจของนักกีฬาที่ฟิตขณะนั่งเฉยๆ จะอยู่ที่ 55-60 ครั้ง/นาที”

Body Drop

โค้ชมิกกี้แนะนำท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ด้วยท่า Body Drop เริ่มด้วยการแยกขาระดับไหล่แล้วโน้มตัวไปที่พื้นพยายามเอามือแตะกับพื้นแล้วค่อยๆ คลานด้วยมือไปด้านหน้าจนลำตัวเหยียด พยายามยืดตัวให้แขนและหลังตึงแล้วคลานกลับมาที่ท่ายืน ทำแบบนี้ซาๆ หรือเร่งความเร็วเพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มการเผาผลาญไขมันให้มากยิ่งขึ้น

ครูพี่เลี้ยง (Mentor) บทบาทนี้มีคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540893

  • วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:14 น.

ครูพี่เลี้ยง (Mentor) บทบาทนี้มีคุณค่า

เรื่อง ภาดนุ

การเรียนสายวิทย์-คณิต ถือเป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมมาทุกยุคสมัย แต่หากเด็กๆ ได้ครูผู้สอนที่ดีซึ่งมีวิธีการสอนที่สามารถทำให้พวกเขาเรียนด้วยความสนุกและความเข้าใจแล้ว วิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ก็จะไม่ใช่ยาขมสำหรับเด็กๆ อีกต่อไป

ยิ่งถ้าได้ครูพี่เลี้ยง (Mentor) จากโครงการ Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยฯ ผนึกกำลังกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวง ศึกษาธิการ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ส่งมาเป็นกำลังเสริมคอยให้คำแนะนำครูผู้สอนในโรงเรียนต่างๆ ด้วยแล้ว เชื่อว่า เด็กสายวิทย์-คณิต ต้องเรียนดีมีอนาคตแน่นอน

วงเดือน โปธิปัน วัย 72 ปี ข้าราชการครูเกษียณอายุ นับเป็นแม่พิมพ์ของชาติที่ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ พร้อมทั้งจิตวิญญาณความเป็นครู มาทำหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงให้กับครูจากโรงเรียนต่างๆ ในระดับภูมิภาคที่เข้าร่วมโครงการ

“ก่อนเกษียณอายุราชการครู ตำแหน่งสุดท้ายของดิฉันก็คือ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานการประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 โดยก่อนที่จะมาเป็นศึกษานิเทศก์ ดิฉันสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่โรงเรียนบ้านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ มา 18 ปี แล้วจึงสอบเข้ามาเป็นศึกษานิเทศก์อีก 21 ปีค่อยเกษียณอายุ

ครูวงเดือน โปธิปัน

ตอนเป็นครูดิฉันสอนคณิตศาสตร์หรือวิชาเลขในระดับชั้นประถม-มัธยม ซึ่งวิชาเลขนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นยาขมสำหรับเด็กไทยเลยละ ฉะนั้นการสอนที่จะทำให้เด็กเรียนแล้วเข้าใจง่ายก็คือ ตอนที่เราสอนเด็กๆ จะต้องเรียนด้วยความสนุก วิธีการของดิฉันก็คือ การสอนโดยแทรกกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ มีส่วนร่วมเข้าไปด้วย เพราะหากเราให้เด็กทำแต่แบบฝึกหัด แล้วอธิบายแต่ทฤษฎีกรอกหู นอกจากเด็กจะรู้สึกว่าเลขเรียนยากและไม่เข้าใจแล้ว พวกเขายังเรียนแบบไม่สนุกด้วย

ฉะนั้นดิฉันจะใช้วิธีหาเกมมาให้เด็กๆ เล่นในชั่วโมงเรียน พาพวกเขาออกไปนอกห้องเรียน เช่น หากช่วงนั้นสอนเกี่ยวกับการวัดหรือคำนวณหาพื้นที่ ก็จะพาเด็กๆ ไปวัดกระเบื้องปูพื้นหรือสิ่งอื่นๆ แล้วให้เขาคำนวณออกมาเป็นตารางเมตร พูดง่ายๆ ว่าให้เด็กๆ ใช้สภาพแวดล้อมในโรงเรียนเป็นเคสในการเรียนรู้ ก็จะทำให้เรียนแล้วสนุกขึ้น และรู้สึกว่าวิชาเลขไม่ได้ยากอย่างที่คิด ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถวัดผลได้ว่าเด็กเรียนเลขได้ดีขึ้น”

ครูวงเดือนบอกว่า ได้นำประสบการณ์จากการเป็นครูในช่วงหลายสิบปี มาปรับใช้กับการเป็นครูพี่เลี้ยง ซึ่งคอยดูแลครูจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีกที โดยหน้าที่หลักของครูพี่เลี้ยงก็คือ คอยแนะนำการเรียนการสอนให้กับบรรดาครูอาจารย์ในโรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เขต 2 โดยนำเทคนิคการสอนของตัวเองมาขยายผลไปสู่ครูอาจารย์ที่เข้าอบรมอีกที

“บทบาทของครูพี่เลี้ยงก็คือ ไปสังเกตดูการเรียนการสอนในโรงเรียนแม่ข่ายที่เข้าร่วมโครงการ ดิฉันเริ่มทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ปี 2557-2558 ที่โรงเรียนใน จ.ขอนแก่น จากนั้นในปี 2559 ก็มายังโรงเรียนใน จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแพร่ ตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

การมาเป็นครูพี่เลี้ยงด้านวิชาการในโครงการนี้ ดิฉันได้นำแนวทางบางส่วนจากการเป็นศึกษานิเทศก์มาใช้กับงานนี้ซึ่งเป็นงานที่อยู่นอกระบบ ดังนั้นเมื่อต้องไปทำหน้าที่ครูผู้สังเกตการเรียนการสอน ก็จะใช้ความเป็นกัลยาณมิตรในการเข้าถึงครูในโรงเรียนต่างๆ โดยใช้วิธีพูดคุยกันเพื่อให้ครูทุกท่านได้สะท้อนความคิดออกมาว่า ช่วงนี้แต่ละท่านทำอะไรได้ดีบ้าง รวมทั้งให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาในการสอน ด้วยการใช้คำถามช่วยกระตุ้นให้บรรดาครูได้เผยสิ่งเหล่านี้ออกมา พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีการสอนให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่ครูจากโรงเรียนในโครงการจะได้รับก็คือ การได้เข้าอบรมการเป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์ภาคเรียนละ 1 ครั้ง สนับสนุนโดยบริษัทเชฟรอนฯ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ซึ่งได้ร่วมกับ Teacher College แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐ และมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในเมืองไทยอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดขึ้น โดยมีครูวิทยากรเป็นผู้สาธิตการเรียนการสอนให้กับบรรดาครูที่เข้าร่วมโครงการอีกที”

ครูวงเดือนทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันหลายคนมองว่ามีเด็กนักเรียนที่เลือกเรียนสายวิทย์-คณิตน้อยลง ส่งผลให้ตอนนี้อาชีพทางด้านสายวิทย์-คณิต ยังขาดบุคลากรในด้านต่างๆ อยู่มาก เรื่องนี้ครูเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“เมื่อมีโครงการดีๆ มาช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ สนใจเรียนด้านวิทย์-คณิตมากขึ้น ดิฉันมองว่ามันสามารถช่วยได้ในระดับนึง แต่กว่าจะพัฒนาได้ทั่วทั้งประเทศก็อาจจะต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อย แต่โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อมั่นว่า การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ ได้พัฒนาตนเอง โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นหรือเป็นที่ปรึกษาให้นั้น จะช่วยปลูกฝังบ่มเพาะให้เด็กไทยรักการเรียนคณิตศาสตร์กันมากขึ้น”

ปัจจุบันชีวิตหลังเกษียณของครูวงเดือนก็คือ ติดตามโครงการการศึกษาอื่นๆ อาทิ โครงการคุณธรรมของมูลนิธิยุวสถิรคุณ และโครงการพัฒนาเด็กเล็กของ สสส. เป็นต้น

ครูวรรณา เฟื่องฟู

ด้าน วรรณา เฟื่องฟู วัย 65 ปี อดีตข้าราชการครูชำนาญการระดับ 8 ซึ่งสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้น-มัธยมปลาย และสอนวิชาฟิสิกส์ชั้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จ.ภูเก็ต ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เข้าร่วมโครงการครูพี่เลี้ยง

“ดิฉันเป็นครูมาตั้งแต่ปี 2519 โดยสอนในโรงเรียนประถมก่อน ต่อมาในปี 2520 ก็ได้สอบบรรจุเป็นครูมัธยมประจำโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย กระทั่งขอเกษียณอายุก่อนในปี 2551 ปัจจุบันดิฉันเป็นหนึ่งในครูพี่เลี้ยงในโครงการของเชฟรอน โดยได้เข้าร่วมมาตั้งแต่โครงการ Chevron Increase ซึ่งเป็นโครงการแรกเลยก็ว่าได้ โดยไปเป็นครูพี่เลี้ยงวิชาการช่วยดูแลการสอนให้ครูโรงเรียนต่างๆ ใน จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช

กระทั่งได้ร่วมงานต่อเนื่องในโครงการ Enjoy Science ในปี 2555 การเป็นครูพี่เลี้ยงในโครงการซึ่งเป็นการพัฒนานักเรียนในระดับมัธยมต้นนี้ ดิฉันมีหน้าที่ให้คำแนะนำช่วยเหลือครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับ ม.ต้น เป็นหลัก ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทั้งวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โดยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ ตั้งสมมติฐาน ทดลอง ปฏิบัติ และสรุปผลการทดลองเพื่อเป็นองค์ความรู้ด้วยตัวเอง โดยครูผู้สอนไม่ต้องอธิบายถึงผลสำเร็จให้เด็กฟัง แต่จะเป็นการให้แนวทางเด็กได้คิดเองทำเองซะมากกว่า”

ครูวรรณา ยกตัวอย่างการให้เด็กนักเรียนทดลองหาคำตอบในเรื่องการเปลี่ยนสถานะของมวลสสาร ซึ่งวิธีการก็คือ ให้นักเรียนนำน้ำแข็งมาใส่กล่องที่มีฝาปิดและชั่งน้ำหนักดูว่า น้ำแข็งมีมวลเท่าไร จากนั้นให้เขย่าจนน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ นั่นคือการเปลี่ยนสถานะของสสารจากของแข็งเป็นของเหลว แล้วให้นักเรียนหาคำตอบว่า มวล (น้ำหนัก) ของสสารที่เปลี่ยนสถานะนั้นจะเปลี่ยนแปลงด้วยหรือไม่

ครูวรรณา เฟื่องฟู

สิ่งสำคัญคือให้นักเรียนทำนายผลไว้ก่อนล่วงหน้า ถ้าอยากรู้คำตอบ พวกเขาก็จะต้องทดลองด้วยตัวเอง จนได้คำตอบที่ว่า แม้สสารจะเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นของเหลว แต่มวลของมันก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น

“วิธีการให้เด็กๆ ทำนายผลหรือตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า จะทำให้พวกเขาอยากรู้และสนุกกับการหาคำตอบ ซึ่งจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติหรือทดลองทำจริง หากทำเสร็จแล้วได้คำตอบแบบที่คิดไว้ก็จะถือว่าทำสำเร็จ แต่หากผลที่ออกมาไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เด็กก็จะได้กลับมาคิดทบทวนดูว่า มันไม่เป็นอย่างที่ตั้งสมมติฐานไว้เพราะอะไร ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาคิดและหาคำตอบอย่างมีเหตุมีผลและมีหลักการ โดยมีครูผู้สอนคอยแนะนำให้

จากการเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์มา 40 ปี ดิฉันพบว่า เด็กส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ยาก เพราะที่ผ่านมาครูส่วนใหญ่จะสอนแต่ทฤษฎี หรือนำความรู้มาอัดใส่หัวเด็กมากเกินไป เมื่อพวกเขาไม่สามารถจำได้หมด ก็จะรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ยากเกินไป ทำให้ไม่ค่อยอยากเรียนกัน แต่เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้วิธีที่โครงการเน้นถึงความสำคัญ นั่นคือการให้เด็กได้ลงมือทดลอง และหาคำตอบด้วยตัวเอง พวกเขาก็จะรู้สึกสนุกกับการเรียน แถมยังสามารถไปต่อยอดหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ที่มีสารประโยชน์ด้วยความขวนขวายอีกด้วย”

ครูวรรณาเสริมว่า สำหรับการเป็นครูพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์ โครงการจะมีการเตรียมวิทยากรหลักมาช่วยคิดและออกแบบการเรียนการสอนให้ พร้อมกับถ่ายทอดให้กับบรรดาครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยตัวเธอเองมีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ด้วย และเมื่ออบรมเสร็จก็จะแนะนำเทคนิคการสอนและมอบอุปกรณ์ให้ครูจากโรงเรียนต่างๆ นำไปใช้อีกที

“จากนั้นดิฉันจะมีหน้าที่คอยติดตามดูการเรียนการสอนของครูจากโรงเรียนต่างๆ ว่าเมื่อใช้วิธีของโครงการแล้วมีปัญหาอะไรมั้ย ใช้แล้วประสบผลสำเร็จแค่ไหน เด็กนักเรียนสนุกกับการสอนนั้นมั้ย โดยอาจนำเสนอวิธีการสอนของเราสอดแทรกเข้าไปด้วย จากนั้นจะแนะนำให้ครูผู้สอนได้ลองใช้คำถามที่ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคิด อภิปราย หรือลงมือหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะทำให้เด็กๆ สนุกสนานกับการเรียนมากยิ่งขึ้น

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันสังเกตว่า เด็กที่ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการ ส่วนใหญ่จะรู้สึกสนใจและรักการเรียนมากขึ้น ยิ่งเราเน้นวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหรือสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากเท่าไร เด็กๆ ก็จะยิ่งสนุกกับการเรียนและให้ความสนใจวิชาวิทยาศาสตร์กันมากขึ้นตามไปด้วย”

ปัจจุบัน ครูวรรณายังช่วยงานในโครงการ Enjoy Science รวมทั้งช่วยงานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. อีกด้วย

ดาบ “จ๋าย” ทุ่งสองห้อง แขวนพระดีปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540785

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 15:13 น.

ดาบ "จ๋าย" ทุ่งสองห้อง แขวนพระดีปลอดภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องยศตำแหน่งเพียงหัวโขน หาใช่ยั่งยืนเช่นสัมพันธ์มิตรภาพ จงมองคนที่คุณงามความดีและผลงาน

วนรอบถึงคิวเขียนตามกำหนดสัปดาห์นี้ ขอพามาส่องพระคู่ใจพร้อมกับพาไปทำความรู้จัก “ดาบจ๋าย” ด.ต.นันทวัฒน์ ประสิทธิ์วิเศษ ผบ.หมู่สืบสวน (สส.) สน.ทุ่งสองห้อง ตำรวจนักสืบรุ่นเก๋าฝีมือแพรวพราวมากประสบการณ์

เบื้องหลังชีวิตควันปืน “ดาบจ๋าย” พื้นเพเป็นคน จ.พิจิตร คุณพ่อเป็นตำรวจเก่า ลูกไม้เลยหล่นไม่ไกลต้น ก่อนตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางสีกากีทำหน้าที่พิทักษ์สันติษฎร์ และจบโรงเรียนพลตำรวจ ปี 2537 รับราชการตำรวจครั้งแรก วันที่ 1 ก.พ. 2538 ตำแหน่งสายตรวจป้องกันปราบปราม สน.ทุ่งสองห้อง

ถัดมาปี 2546 ติดยศ สิบตำรวจเอกขยับสายงานมาอยู่ฝ่ายสืบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ต่อมาปี 2552 ติดยศนายดาบตำรวจจนถึงปัจจุบันทำงานสืบสวนมากว่า 15 ปี เป็นนายตำรวจรุ่นเก๋าเชี่ยวชาญงานสืบสวน ที่สำคัญตำรวจทุกนายใน สน.ทุ่งสองห้อง รู้จักชื่อเสียงเรียงนามอย่างดี เอ่ยชื่อ “ดาบจ๋าย” ทุกคนร้องอ๋อหมด ด้วยนิสัยใจคอสัมพันธ์ดีรักเพื่อนฝูงน้องพี่ เลยไม่แปลกที่ผู้บังคับบัญชาและลูกน้องมีแต่รักใคร่

คุยเรื่องส่วนตัวพอกระษัย เลยคว้ากล้องมาส่องพระคู่ใจดาบตำรวจนักสืบกันดีกว่า องค์แรกถือว่าสุดยอดพระเครื่องชื่อดัง หลวงพ่อเงิน ปี 2472 วัดบางคลาน จ.พิจิตร (อาจารย์แจ๊ะสร้าง) ถัดมาเหรียญหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ปี 2543 วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ สุดท้ายเหรียญหลวงพ่อกวย ปี 2518 วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท

พระเครื่องชุดนี้ถือเป็นของรักยอดดวงใจของดาบจ๋าย ที่แขวนหลวงพ่อเงินเพราะเกิดและโตใน จ.พิจิตร ยังไงก็ต้องมีติดตัว ส่วนหลวงพ่อกวย เป็นมรดกบนหิ้งพระของพ่อ แขวนเพราะป้องกันคนคิดไม่ดีหรือพวกแทงข้างหลัง และองค์สุดท้ายหลวงปู่หมุน มีคนมาให้เช่าเลยเช่าเก็บไว้จนทุกวันนี้ ทั้ง 3 องค์ คล้องติดตัวมานานหลายสิบปี ประสบการณ์ ส่วนใหญ่จะแคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุหนักเป็นเบา

 

 

ย้อนไปช่วงปี 2556 ขับรถยนต์ไป จ.เชียงราย ช่วงนั้นหน้าฝนพอดี ระหว่างขับรถถึงช่วงโค้ง จ.แพร่ ดันเปลี่ยนเกียร์พอดีรถเลยหมุนเคว้ง ปากก็ไวบอกว่า “หลวงพ่อช่วยลูกด้วย” รถที่หมุนหยุดนิ่งสนิทอย่างกับปาฏิหาริย์ ถ้าวันนั้นรถไม่หยุดหมุนคงลงเหวข้างทางแน่นอน

“มันเป็นเรื่องความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ส่วนมากตำรวจหรือคนอื่นๆ ก็คล้องพระกันทั้งนั้น แล้วแต่ความศรัทธา มันอยู่ที่ความชื่นชอบเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการทำงาน ทุกครั้งคิดเสมอตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจทำให้เต็มที่ ยึดความถูกต้อง ทำงานด้วยหัวใจ ถ้าทำไม่เต็มที่และไม่ทำด้วยหัวใจมันรู้สึกไม่ดี” นักสืบรุ่นเก๋า สะท้อนมุมคิด

ก่อนแขวนพระทุกครั้งจะสวดอาราธนาเพื่อสิริมงคลและต้องมีพระชุดนี้ติดตัวตลอด “ถ้าไม่ได้แขวนพระรู้สึกเหมือนไม่เต็มร้อยไม่เต็มที่ในการปฏิบัติงาน” ทว่าคลุกคลีงานสืบสวนจับคนร้ายมาสารพัดคดี ดาบจ๋าย เอ่ยปากเลยว่า “แขวนพระเครื่องชุดนี้เวลาปฏิบัติงานทุกครั้งรู้สึกอุ่นใจปลอดภัย มั่นใจ”

ทุกวันจะสวดมนต์ ไม่ว่าทำงานเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องสวดมนต์ “ให้เมาแค่ไหนก็ต้องสวดมนต์” ดาบจ๋ายหัวเราะ ก่อนเสริมว่า อย่างบทอิติปิโสฯ โดยเฉพาะเวลาไปทำงานต่างจังหวัด ไปนอนพักต่างที่ต่างถิ่น ถ้าไม่สวดก็ไม่ได้ชีวิตการทำงานสืบสวนยอมรับว่าเสี่ยง แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติทำให้อย่างดีที่สุด อย่ามองเรื่องผลประโยชน์พวกนี้จะให้ทำเดือดร้อนเสียหายต่อระบบราชการ

ความสุขกับอาชีพตำรวจที่เหลืออายุราชการอีก 14 ปี จากนี้ “ดาบจ๋าย” มุ่งมั่นแน่วแน่จะลุยจับโจรผู้ร้ายในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ โดยใช้ประสบการณ์งานสืบสวนนำทางไขคดีล่าโจร