เอมิล โนลเด สีคือชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540720

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น.

เอมิล โนลเด สีคือชีวิต

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ระหว่างวันนี้-10 มิ.ย. นิทรรศการศิลปะ Emil Nolde\ Colour is Life ผลงานจิตรกรชาวเยอรมันจากยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ เอมิล โนลเด กำลังจัดแสดงให้ชมที่หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ณ กรุงดับลิน

เอมิล โนลเด เป็นศิลปินที่มีผลงานมากมาย ทั้งงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ สำหรับนิทรรศการ Emil Nolde\ Colour is Life เป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์และหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ซึ่งนิทรรศการของ เอมิล โนลเด ครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีทีเดียว ที่มีผลงานของศิลปิน “บิ๊กเนม” มาจัดแสดงในไอร์แลนด์ โดยภาพทั้งหมดยืมมาจากมูลนิธิโนลเด ซีบูล ที่เมืองนอยเคอร์เชน เยอรมนี

Emil Nolde\ Colour is Life เป็นผลงานของภัณฑารักษ์ อย่าง คีท ฮาร์ตลีย์ จากหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ และเจเน็ต แมคลีน กับ ฌอน เรนเบิร์ด แห่งหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมสีน้ำและสีน้ำมัน, ภาพดรออิ้ง, ภาพพิมพ์โลหะ และภาพพิมพ์ไม้กว่า 120 ภาพ มาจากซีบูล บ้านเก่าของเอมิลในเยอรมนี ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งของมูลนิธิโนลเด

120 กว่าภาพกระจัดกระจายอยู่ในหลายยุคสมัย หลายรูปแบบในการทำงานของจิตรกรเยอรมันจากยุคนาซี ทั้งภาพที่แสดงบรรยากาศบ้านเมืองในกรุงเบอร์ลิน ไปจนถึงภาพเขียนสีสด ที่เขาเรียกว่าภาพ “ไม่ได้วาด” เพราะโดนแบนจากรัฐบาลนาซี รวมทั้งภาพในช่วงที่เขาต้องลดสเกลลงมาวาดลงกระดาษแผ่นเล็กๆ เนื่องจากศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์เป็นสิ่งต้องห้ามในยุคนั้น อย่างที่รู้ดีกันว่าท่านผู้นำ “ไม่ปลื้ม” ศิลปะยุคใหม่

ผลงานของเอมิล โนลเด ที่นำมาจัดแสดงใน Emil Nolde\ Colour is Life ยังมีภาพดอกไม้และสวนที่โด่งดัง รวมไปถึงภาพเขียนอิงศาสนาแบบไม่ธรรมดา เพราะบรรจุไว้ด้วยจิตวิญญาณและเนื้อหาแนวอีโรติก

สำหรับ เอมิล โนลเด ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์สูง โดยเฉพาะอัจฉริยภาพในการใช้สีและเทคนิคการพิมพ์ภาพของเขา การนำผลงานของจิตรกรชื่อดังของโลกครั้งนี้ นับเป็นการสานต่อจากความสำเร็จของนิทรรศการของ เอ็ดวาร์ด มุงค์ ในปี 2009 ที่นับเป็น “บิ๊กเนม” จากยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์อีกคนจากยุโรปเหนือ

การจัดแสดง ณ หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ภัณฑารักษ์ทั้งสามจัดสรรเรียงร้อยรูปภาพให้ชมตามธีม ซึ่งมีทั้งธีมบ้าน เมืองหลวง ความขัดแย้งและยา ทะเลใต้และความแปลกใหม่ ทะเลและสวน ฯลฯ ในแต่ละส่วนของการแสดงงานจึงมีทั้งภาพสีน้ำ สีน้ำมัน ภาพพิมพ์ ภาพชุด “ไม่ได้วาด” และภาพดรออิ้งอยู่เคียงข้างกัน

ไม่ว่าจะเป็นภาพสีน้ำมันอย่าง Exotic Figures II (1911) Candle Dancers (1912) Two Women in a Garden (1915) Paradise Lost (1921) และ Large Poppies (Red, Red, Red) (1942) จัดแสดงปะปนกับภาพเขียน “ไม่ได้วาด” ได้แก่ Singer (in a green dress) (1910-11) และ Aboriginal Man Swimming (1914) รวมถึงภาพพิมพ์ต่างๆ เช่น Prophet (1912) และ Young Couple (1913) โดยบริเวณ ดับลิน เวอนู ที่เป็นฮอลล์โปร่งใสกลางหอศิลป์ จัดให้เป็นส่วนแสดงเอกสารต่างๆ เพื่อที่จะปกป้องผลงานอันละเอียดอ่อนของจิตรกรเยอรมันจากแสงแดด

เอมิล โนลเด หรือ เอมิล ฮันเซน จิตรกรเยอรมัน จากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดี บรุคเค (Die Brucke – สะพาน) 1 ใน 2 กลุ่มศิลปินยุคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ชื่อดังของเยอรมนี เขาใช้ชีวิตสร้างสรรค์ศิลปะส่วนใหญ่ที่บ้านในซีบูล ซึ่งอยู่แถวๆ ชายแดนระหว่างเยอรมนีกับเดนมาร์ก

ในปี 1902 เขาแต่งงานกับนักแสดงชาวเดนิช เอดา ฟิลสทรูป พร้อมๆ กับเปลี่ยนสกุลเดิมจากฮันเซนเป็น โนลเด ตามสถานที่เกิดของเขา ภาพแลนด์สเคปสีสันจัดจ้าน ทั้งทะเลและสวน ส่วนมากที่ปรากฏในผลงาน ล้วนเป็นทิวทัศน์แถวๆ บ้านของเอมิลเอง ขณะที่เขาจะต้องเดินทางมาปักหลักที่กรุงเบอร์ลินทุกๆ ปี จึงมีภาพวาดบรรยากาศของเมืองหลวง อย่างเช่น โรงละคร นักเต้นคาบาเรต์ และบรรดาคาเฟ่ต่างๆ ฯลฯ อยู่ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับความชื่นชอบในการวาดภาพชาวนาแถวๆ บ้านเกิด เมื่อเขามีโอกาสได้ไปที่เยอรมัน นิวกินี (เมืองขึ้นของเยอรมนีขณะนั้น ปัจจุบันคือปาปัวนิวกินี) ในปี 1913-1914 เขาก็วาดภาพชนพื้นเมืองไว้เป็นจำนวนมาก ทว่าไม่มีโอกาสได้แสดงงาน เนื่องเพราะกระทรวงวัฒนธรรมในยุคนาซีเยอรมันจัดว่าภาพเขียนของเขาเป็นภาพชั้นเลว ไม่คู่ควรต่อการเป็นงานศิลปะ

หลัง เอดา เสียชีวิตในปี 1946 เขาแต่งงานใหม่กับ โจลันเท เอดมันน์ ก่อนจะเสียชีวิตในอีก 10 ปีต่อมา บ้านซีบูลได้รับการแปลงโฉมเป็นมูลนิธิโนลเด เพื่อที่จะรักษาภาพเขียนจำนวนมากของ เอมิล โนลเด เอาไว้

สิรยา ชุมนุมพร ‘โยคะ’ เปิดโลกใบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540719

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 10:11 น.

สิรยา ชุมนุมพร 'โยคะ' เปิดโลกใบใหม่

โดย จีรวัฒน์/กองทรัพย์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวนักแปลฟรีแลนซ์ เวลาในหนึ่งวันใช้ไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ พูดไม่เก่ง ไม่มีสังคม และเป็นสาวอวบที่มีอาการปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดหลัง โมโหง่าย รู้สึกแก่ทั้งที่เพิ่งผ่านเบญจเพสมาปีเดียว เมื่อเธอค้นพบโยคะ ชีวิตในแบบเดิมๆ ของเธอก็เปลี่ยนไป ใบเฟิร์น-สิรยา ชุมนุมพร วันนี้เธอเป็นครูสอนโยคะ ที่เริ่มสนใจศาสตร์ของโยคะหลังจากที่รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองพังเร็วกว่าที่ควรเป็น ว่าพอมาเล่นที่นี่เริ่มมีเพื่อนเยอะขึ้น เริ่มเข้าสังคมได้

“เฟิร์นเรียนจบวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานก็เป็นนักแปลเลย เป็นคนพูดน้อย และเดิมเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย พอเริ่มทำงานก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอด ขี้เกียจด้วย พอร่างกายเริ่มแสดงอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ลามไปถึงสันหลัง จากที่ไม่ออกกำลังกาย แต่โยคะก็ผุดขึ้นมาในหัว เพราะคิดว่าน่าจะทำได้ดี เพราะมีพื้นฐานจากบัลเล่ต์ที่เคยเรียนตอนเด็ก เราเริ่มจากหาที่เรียนใกล้บ้านที่วาย โยคะ (Y Yoga) ในซอยโชคชัย 4 ตอนแรกที่เริ่มเล่นวันละสามรอบได้ (หัวเราะ) เพราะรู้สึกสนุกและทำได้ดี จัดสรรเวลาได้เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์ ฝึกฝนมาเรื่อยๆ น้ำหนักลดไปประมาณ 7 กก. ภายใน 4 เดือน

 

พอฝึกประมาณปีกว่า พี่ๆ แนะนำให้ลองไปเรียนเพื่อเป็นครูโยคะ บวกกับตัวเองก็สนใจอยู่แล้ว เพื่อที่จะรู้ว่าฝึกโยคะอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ เพราะก่อนหน้านี้เราอาจจะโฟกัสไม่ถูกจุด หรือตัวอ่อนอย่างเดียว แต่ไม่แข็งแรง เลยบาดเจ็บ ลองแก้ด้วยการเข้าฟิตเนส เพิ่มกล้ามเนื้อ บวกกับคุมอาหาร ผลก็คือโอเวอร์เทรนนิ่ง คือน้ำหนักไม่ลด ตัวล่ำกว่าเดิม คือตอนนั้นยังหาสมดุลให้ตัวเองไม่ได้ จึงตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่ โยคะ สเปซ แบงคอก (Yoga Space Bangkok) ของครูพิมพ์ (พิมพ์รัตน์ เสวตเวชากุล) และเริ่มต้นสอนที่แรกที่ วาย โยคะ โรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโลกให้เฟิร์น และรับสอนฟรีแลนซ์อีกหลายแห่งทั้งไพรเวทและสตูดิโอต่างๆ”

นักรบย่อมมีบาดแผลเป็นธรรมดา ใบเฟิร์นเองลองผิดลองถูกอยู่นาน กว่าจะหาจุดที่พอดีให้ตัวเองได้ หลังผันตัวเองมาเป็นครูสอนยิ่งทำให้เธอค้นพบสิ่งที่ชอบ “มันเป็นความรู้สึกที่ดี มีคนยิ้มให้หลังจากที่เราสอนเสร็จ ในฐานะครูเราเห็นเขาสบายตัว สบายใจ ยิ่งทำให้สนใจในทักษะการสอนมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือพอเราโฟกัสเรื่องการสอนมากไป จนลืมที่จะดูแลตัวเองกลายเป็นว่าร่างกายเริ่มตึง เพราะเวลาสอนเราทำเดโมเพียงข้างเดียวให้นักเรียนดูจนอีกข้างที่เราไม่ได้ใช้งานพังไปเลย ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว เราหาเวลาพักให้ตัวเองมากขึ้น จากที่เคยสอนทุกวัน ก็ลดลงมาให้มีเวลาว่าง แต่ก็ยังมีไปเข้าคอร์สเรียน พิลาทิส รีฟอร์เมอร์เพื่อให้ไม่บาดเจ็บ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยให้เข้าใจนักเรียนมากขึ้น

 

เฟิร์นกำลังวางแผนจะไปเรียนเพิ่มอีกศาสตร์หนึ่งคือ “หยิน โยคะ” จะเป็นการฝึกค้างท่านาน เพื่อคลายกล้ามเนื้อชั้นลึก คลายพังผืด เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจเพราะทุกส่วนยังคงทำงานในขณะที่ร่างกายอยู่นิ่ง เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพ ผู้สูงอายุ เป็นต้น เราเป็นครูโยคะ ขณะเดียวกันเราก็เป็นนักเรียนด้วย เป็นสองบทบาทในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเราอยากช่วยคนอื่นเวลาที่ไปสอนก็ต้องเรียนรู้ตลอดเพราะนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ต้องเคยใส่ใจและสังเกต ความคิดต้องทำงานตลอด เพราะเราต้องเรียนรู้ร่างกายเขาไปเรื่อยๆ อย่างกรณีที่เขาเป็นนักเรียนในคลาสประจำของเรา ก็ต้องกลับไปทำการบ้านไปคิดท่าต่างๆ เพื่อเขาโดยเฉพาะ จุดประสงค์ของเราคืออยากช่วยเหลือคนให้เขากลับไปแล้วใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นการออกกำลังกายเท่านั้น” เฟิร์น กล่าว

 

จากอาชีพนักแปลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนกลายเป็นคนไม่เข้าสังคม ทุกวันนี้โยคะทำให้เฟิร์นเรียนรู้วิธีการเข้าหาคนอื่น เปลี่ยนมุมมองและเปิดโลกใบใหม่ มีช่วงหนึ่งพูดติดอ่างเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน เรียนเก่งแต่ไม่ชอบเข้าสังคม ซึ่งโยคะมันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย ยังมีในส่วนของความคิดและเรื่องของจิตใจทำให้เรามีความสุข ความปีติ รับรู้ถึงพลังของคนที่มาฝึกด้วยกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เหมือนเป็นอีกสังคมหนึ่ง

 

อนาคตอยากทำให้คนชอบโยคะ และไม่กลัวที่จะฝึกอยากให้คนอื่นๆ เข้าใจว่าพื้นฐานร่างกายคนเราต่างกัน ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่ฝึกจะทำได้เหมือนกันหมด แต่อยากให้เขาพัฒนาได้ตามพื้นฐานของเขา และใช้โยคะในชีวิตประจำวันได้ดี ในขณะที่งานแปลก็ไม่ได้ทิ้ง มีรับอาสาเป็นล่ามให้กับงานโยคะนานาชาติ เป็นสิ่งที่เฟิร์นชอบทั้งสองอย่าง ทำให้สิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า ทุกวันนี้จากที่เคยอารมณ์ร้อนเหวี่ยงใส่คนง่ายๆ ก็ถูกปรับกลับมาให้อ่อนน้อมอ่อนโยนขึ้นด้วยโยคะ” เฟิร์นเล่าพร้อมยิ้มตาหยี

ญาดา จำนงค์ทอง แมนดาล่า…ฤาจักรวาลนี้จะช้าลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540717

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 09:54 น.

ญาดา จำนงค์ทอง แมนดาล่า...ฤาจักรวาลนี้จะช้าลง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ญาดา จำนงค์ทอง

ญาดา จำนงค์ทอง นักกิจกรรมอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านแมนดาล่า วัย 52 ปี เล่าให้ฟังถึงจักรวาลและโลกที่ช้าลง เมื่อชีวิตมีโอกาสได้หมุนวนเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับภายในแห่งแก่นแกนของวงล้อแมนดาล่า หากก่อนจะไปถึงจุดนั้น คงต้องเล่าให้ฟังเสียก่อน ถึงความหมายของแมนดาล่า…วงล้อบำบัดทางธรรมชาติ

แมนดาลา เทราพี (Mandala Therapy) กลไกแห่งการเยียวยา หลักการคือการฟังเสียงจากภายในของตัวเอง จากนั้นใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัว เช่น ใบไม้ ดอกไม้ กิ่งไม้ หรือเปลือกไม้ ก้อนหิน ดิน อิฐ ฯลฯ สร้างสรรค์เป็นวงกลมบนพื้นและสรรพสิ่ง จุดมุ่งหมายคือการเยียวยาบำบัดทางธรรมชาติ

ญาดา เล่าว่า Manda เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า จุดศูนย์กลาง ส่วน La แปลว่า ล้อวงกลมที่ล้อมรอบจุดศูนย์กลาง แมนดาลาจึงหมายถึงภาพที่มีจุดศูนย์กลาง หรือภาพที่แผ่ขยายจากจุดศูนย์กลาง อาจสมมาตรหรือไม่ก็ได้ ความหมายหรือผลลัพธ์คือ การได้กลับมาอยู่กับตัวเองที่ภายใน จิตใจและความสงบเบิกบาน

ญาดากับการใช้ชีวิตที่ช้าลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน นักกิจกรรมอิสระด้านแมนดาล่าอดีตเป็นนางพยาบาลแผนกจิตเวช อยู่ที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง(อ่าวอุดม) ศรีราชา ชลบุรี ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยยาเสพติด เธอทำงานอยู่ที่นี่ถึง 25-26 ปีเต็ม ระหว่างนี้คือการพยายามใคร่ครวญหาคำตอบที่แท้จริงของภาวะการเจ็บป่วย โดยส่วนตัวแล้วญาดาไม่คิดว่า การรักษาในระบบจะให้คำตอบแก่ตัวผู้ป่วยหรือครอบครัวผู้ป่วยได้ 100%

“การรักษาด้วยยานั้นจำเป็นก็จริง แต่ก็ไม่อาจให้คำตอบ หรือบำบัดเยียวยาผู้ป่วยได้ทั้งหมด” ญาดาเล่า

“ความสนใจมุ่งที่แนวทางการบำบัดทางธรรมชาติ คิดว่าเราน่าจะใช้ธรรมชาติ เพื่อบำบัดเยียวยาผู้คนได้ ก็คิดว่าอยากจะศึกษาทางนี้ และมุ่งมาทางนี้มากกว่า” ญาดาเล่า

เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อเดินหน้าศึกษาในศาสตร์ใหม่ที่สนใจ แม้ได้เงินก้อนจากการเออร์ลี่รีไทร์ไม่มาก แต่ก็คิดว่าไปหาเอาข้างหน้า ไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะได้พบเจอ ประกอบกับไม่ฟุ่มเฟือย ก็คิดว่าอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็ได้เวลาและได้ทำในสิ่งที่สนใจอย่างแท้จริง

ญาดาเล่าว่า ชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ ได้เงินน้อยลง แต่ “ดี” มากขึ้น ดีที่มากขึ้นนั้นคือคุณภาพชีวิตที่มากขึ้น เพราะได้นอนได้พักผ่อน กินน้อยลงแต่กลายเป็นดี ได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในชีวิตร่างกายของตัวเองแล้วพบว่า กินอยู่แต่น้อยนั้นดีกว่ากินอยู่หรือยัดเยียดให้ตัวเองกินเยอะๆ เสพเยอะๆ

“ชีวิตจริงๆ ของเรา ใช้น้อยมาก เหมือนเราได้สังเกตตัวเอง ไม่หิวก็ไม่กิน ไม่ยัดเยียดร่างกายเยอะ ได้เวลามากมายที่จะได้ทำในสิ่งที่สนใจและต้องการจริงๆ”

ปัจจุบันญาดารับจ๊อบเป็นนางพยาบาลประจำที่ห้องพยาบาลของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง สัปดาห์หนึ่งทำงาน 2 วัน วันจันทร์และวันอังคาร ส่วนที่เหลือจากสองวันนี้คือขอให้เป็นวันที่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่ ตื่นสาย เล่นโยคะ ทำสมาธิ กินอาหารเช้า ก่อนจะออกไปปีนเขาใกล้ๆ บ้าน หรือเดินเล่นในสวนใกล้บ้าน ทำแมนดาล่า…ช้าๆ ซึมซับ

“ชีวิตมีความสนุก มีความเต็มอิ่ม และมีความหวัง ใช่!เงินน้อยลง แต่เพราะกินน้อยใช้น้อย ก็เรียกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกเดือนจะตั้งใจเก็บเงิน เพราะมีเป้าหมายตลอดเวลา ไม่คอร์สเรียนธรรมชาติบำบัด คอร์สแมนดาล่าก็เป็นคอร์สเรียนแนวจิตวิทยาที่สนใจ หัวใจมีความหวัง หัวใจมีเรื่องดีๆ ให้คิดให้ฝัน”

กิจกรรมแมนดาล่าของญาดา นอกจากจะเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมคอร์สแมนดาล่าที่เปิดสอนตลอดเวลาแล้ว ก็เป็นแมนดาล่าในชีวิตประจำวันของตัวเธอเอง เธอมักวาดรูปหรือทำวงล้อแมนดาล่าที่ในสวนรุกขชาติใกล้บ้าน หรือบางทีก็ปีนเขาขึ้นไปทำแมนดาล่าบนเขา เขาที่ชอบไปไม่พ้นเขาฉลาก เพราะใกล้บ้านที่ศรีราชาที่สุด

ญาดายังเป็นนักกิจกรรมที่เปิดตัวทางเฟซบุ๊ก จึงมีผู้สนใจแมนดาล่ามากมายติดต่อเข้ามา หลายคนที่อยากทำหรืออยากเรียนรู้แมนดาล่า ญาดาจะตอบพวกเขาว่า ไม่มีวิธีอะไรที่จะเรียนรู้แมนดาล่าได้ดีไปกว่า การได้ทดลองฝึกทำสักครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะนัดแนะกันไปทำแมนดาล่าที่บนเขาบ้าง ในสวนป่าบ้าง เฉลี่ย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์

“ผู้คนมาจากทั่วสารทิศ บางคนมาจากกรุงเทพฯ หรือบางคนก็มาจากต่างจังหวัดไกลๆ ถือเป็นกิจกรรมพิเศษที่ทำให้ได้เรียนรู้ เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้แมนดาล่า พาเดินเลยดีกว่า(ฮา)” ญาดาเล่า

เป้าหมายของญาดา คือความฝันที่จะท่องเที่ยวไป เธออยากเดินทางไปเดินและทำแมนดาล่าในต่างประเทศ ที่สำคัญคือได้ใช้ประโยชน์จากแมนดาล่ากับคนหรือกลุ่มคนที่แวดล้อมในชีวิต หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่ได้สัมผัส

“แว่บหนึ่งคือแมนดาล่าที่จะปรากฏขึ้น ดิฉันมักนำแมนดาล่ามาใช้กับตัวเองและคนรอบตัว คล้ายกับแมนดาล่าที่เคลื่อนไปกับเราตลอด แผ่ขยายออกมาจากตัวเราตลอด” ญาดาเล่า

ในเดือน มี.ค.นี้ ญาดาก็กำลังจะเดินทางไปที่เวียดนาม ท่องเที่ยวและทำงานที่นั่น ช่วงแรกคงไปในย่านเอเชียก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ถือว่าเปลี่ยนชีวิตตัวเองแล้ว มีความเข้าใจตัวเองมากขึ้น มีความสุขกับงานที่ทำ มีชีวิตที่ช้าลงและได้ทำตามใจปรารถนา

อ้อ ! ครอบครัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลงหรือไม่ ญาดากล่าวติดตลกว่า แรกเริ่มสามีไม่เห็นด้วย ถือเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ ใช้วิธีพาสามีไปเดินเขาฉลากด้วยกันเสียเลย พาไปทำแมนดาล่าด้วยกันเสียเลย(ฮา) พร้อมๆ กับใช้กฎแห่งแรงดึงดูด เมื่อจิตของเราดี คิดดี เราก็จะเปลี่ยนผู้คนรอบตัวของเราให้เป็นพลังและความสุขได้เอง

สำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตที่ช้าลง ญาดาให้คำแนะนำว่า ต้องออกจากงานประจำหรือไม่ อาจจะต้องออกจากงานหรือไม่ออกจากงานก็ได้ กุญแจสำคัญคือการ “รู้” ตัวเองแล้วหรือไม่ว่า เราต้องการอะไรจากชีวิต ถ้ารู้แล้วก็จะสามารถควบคุมเวลาในชีวิตได้เอง เบื้องต้นอาจใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ไปก่อนก็ได้

ถ้ารู้ว่าตัวเองมีความสุขกับอะไร อยากทำอะไรก็ไม่ยาก ลองบริหารจัดการเวลามาทำสิ่งที่ต้องการนั้น ถ้ายังอยู่อยากอยู่ในระบบหรือทำงานประจำต่อไป อาจต้องกำหนดขอบเขตบ้าง แต่ถ้าลาออกก็ต้องถือว่าเต็มที่ได้กับงานหรือสิ่งที่เรารัก ไม่ต้องถูกรบกวนจากงานประจำ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าคีย์เวิร์ดของเรื่องนี้คือคำว่า “เวลา”

จากชีวิตที่วุ่นวาย ญาดาค้นพบชีวิตและจักรวาลที่เธอต้องการในที่สุด คือโลกของแมนดาล่าที่ทำให้รู้ว่าเวลาคือชีวิต การมีเวลาของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเวลาคือโอกาส เวลาคือความสุข มีเวลาให้กับตัวเองกันให้มากๆ เพราะเวลาคือสิ่งที่มีคุณค่า ทำความเข้าใจว่าเวลาไม่ใช่ความเร่งรีบ เวลาในชีวิตของเราคือเวลาของเรา

“อย่ารีบจนไม่มีอะไรเหลืออยู่ในชีวิต เพราะทุกอย่างขาดพร่องความหมายไปหมด”

ญาดาเล่าว่า ไม่ใช่เวลาเร่งรีบ ที่ทำให้ไปไกลจากตัวตนของตน แต่เป็นเวลาที่สบายๆ ให้กับตัวเอง กำหนดเองว่าจะใช้เวลาในชีวิตอย่างไร ทุกเวลาเป็นความสุข อยู่กับความสุขและทำงานด้วยความสุข รวมทั้งได้แบ่งปันความสุขนั้นแก่ผู้คน ด้วยธรรมชาติง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว

อนาคตคือความเคลื่อนไปแห่งจักรวาล แมนดาล่าและวงล้อที่หมุนแผ่รัศมีออกไปไม่มีขอบเขต…แมนดาลา เทราพี กลไกการเยียวยาที่เหมาะกับทุกคน ที่ต้องการรู้จักตัวเอง ต้องการเยียวยาตัวเอง และต้องการโลกที่ช้าลง สนใจอินบ็อกซ์ที่เฟซบุ๊ก Yada Jib Jamnongtong

ประเสริฐ สัสดีวงศ์ กับชีวิตรสเด็ดที่ปรุงด้วยสองมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540714

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 09:40 น.

ประเสริฐ สัสดีวงศ์ กับชีวิตรสเด็ดที่ปรุงด้วยสองมือ

โดย  พุสดี สิริวัชระเมตตา และ จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อาหารแต่ละเมนูที่ถูกปรุงแต่งรสชาติและหน้าตาด้วยวัตถุดิบต่างๆ ก็คล้ายกับเรื่องจริงของชีวิตคนเรา ที่ถูกแต่งแต้มสีสันด้วยประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายและไม่คาดคิด เช่นเดียวกับเชฟเปี๊ยก-ประเสริฐ สัสดีวงศ์ หัวหน้าเชฟห้องอาหารไทยต้นตำรับ ศาลาริมน้ำ แห่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เชฟหนุ่มที่ทลายขีดจำกัดของตัวเอง ด้วยการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนไปเรียนรู้ในโลกกว้างที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส เขาเปรียบเทียบเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยรสชาติทั้งหวาน ทั้งขม ว่าเป็นอาหารรสชาติเยี่ยม ที่เขาตั้งใจปรุงขึ้นด้วยสองมือ

“หน้าตาอาหารจานนี้อาจจะใม่ดูน่ากิน แต่พอได้ชิมแล้วจะรู้ว่าเป็นอาหารที่ครบรสและอร่อยที่สุด” เชฟเปี๊ยกเกริ่นเรียกน้ำย่อยก่อนชวนชิมเรื่องราวชีวิตที่ครบรสของเขาอย่างออกรส

ยินดีที่ได้รู้จักฟิจิ ดินแดนแห่งฝัน

“ผมเชื่อว่าโอกาสไม่ได้มีมากมายสำหรับทุกคน ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึงอยู่ที่ว่าใครจะไขว้คว้าไว้ เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสที่คว้ามาจะพาเราไปเจอกับอะไร แต่อย่างน้อยเราต้องทำโอกาสที่ได้มาให้ดีที่สุด” เชฟเปี๊ยกบอกเล่าด้วยแววตามุ่งมั่นก่อนจะพาไปเพลิดเพลินกับเรื่องราวที่สุดของชีวิต

“ผมเริ่มทำงานในครัวตอนอายุ 24-25 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้า เพราะอาชีพนี้บางคนเริ่มตั้งแต่ 18-19ปี แต่ผมไม่ท้อ พยายามเรียนรู้ตลอดเวลา ทำงานได้ 5 ปี ผมก็ได้รับการทาบทามให้ไปทำงานเป็นสเปเชียลเชฟที่โรงแรมในเกาะส่วนตัวแห่งหนึ่งในฟิจิ บอกตามตรง ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศฟิจิอยู่ตรงไหนของโลก ใช่อันเดียวกับภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นหรือเปล่า“ เชฟเปี๊ยกบอกเล่าอย่างติดตลก “แต่ผมก็ตัดสินใจไปนะ ผมเริ่มทำการบ้านหาข้อมูลจนรู้ว่า ฟิจิ เป็นประเทศที่อยู่ระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ ผมยังจำได้ว่า ผมเปิดกูเกิ้ลแมพดู ยังแปลกใจทำไมเห็นแต่หลังคาบ้านที่มุงด้วยใบไม้ มารู้ทีหลังว่าเป็นธรรมเนียมของคนฟิจิที่จะนำใบไม้มาคลุมหลังคาอีกชั้นเพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด”

หลังจากเตรียมใจและเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับประสบการณ์ใหม่ที่แสนแปลกใหม่ การเดินทางที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่เบื้องหน้าก็เริ่มต้นขึ้น

เชฟเปี๊ยกค่อยๆฉายภาพความทรงจำที่ไม่ลืมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เจือด้วยเสียงหัวเราะแทรกเป็นระยะว่า เป้าหมายในการเดินทางของเขา คือ Laucala Island Hotel รีสอร์ตหรูระดับ 5 ดาว ติด 1 ใน 10 ของรีสอร์ตที่ดีที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในเดรสทิเนชั่นยอดฮิตของเหล่าคนดังและดาราฮอลลีวู้ด ที่มองหาความเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนบ้านพักเพียง 25 หลัง เจ้าของคือ ดีทริช เมเทสซิทซ์ นักธุรกิจและมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของออสเตรีย ซึ่งคนไทยหลายคนอาจคุ้นหู เพราะเขาคือ ผู้ที่ร่วมกับเฉลียว อยู่วิทยา ก่อตั้งอาณาจักรเรดบูล ฟังดูตื่นเต้นสวยหรู แต่หนทางที่จะไปกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

อย่างไรก็ตาม เชฟเปี๊ยกบอกว่า ถึงจะเป็นเกาะส่วนตัว แต่การเดินทางไม่ได้ยากอย่างที่คิด สำหรับแขกของโรงแรมสามารถนั่งเครื่องบินตรงมาที่ฟิจิได้เลย แต่สำหรับพนักงานตัวเล็กๆอย่างเขา ด้วยความที่กำหนดเดินทางไป เป็นช่วงที่มีแขกเข้าพักเต็ม และเครื่องบินไปยังเกาะยังมีเพียงลำเดียว แผนการเดินทางของเขาเลยต้องเปลี่ยนไป

“ผมใช้เวลาในการเดินทาง 2 วัน ขึ้นเครื่อง นั่งรถ นั่งเรือ สารพัดจะนั่งครับ ผมนั่งเครื่องบินไปลงที่ออสเตรเลีย จากนั้นนั่งเครื่องไปลงที่เกาะที่ใกล้สุด เครื่องบินที่นั่งไปเป็นเครื่องบินแบบโอเพ่นแอร์ คล้ายๆเฮลิคอปเตอร์ นั่งได้ประมาณ 4-  5 คน ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง พอถึงเกาะทางโรงแรมก็จะมารับให้นั่งรถต่อไปอีกเกือบชั่วโมงเพื่อไปลงท่าเรือในเกาะ เชื่อมั้ยว่ารถที่เอามารับ ผมดูสภาพรถแล้วยังแอบคิดว่าไม่น่าจะวิ่งได้ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายรถคันนี้ก็พาผมมาถึงท่าเรือ เพื่อไปขึ้นสปีดโบ๊ดต่อ นั่งอีก 45 นาที มาถึงเกาะ ก็นั่งรถจากท่าเรือมาบ้านพักของเรา ตอนมาถึงบ้านพัก ผมนึกถึงบ้านเรือนที่ดูในกูเกิ้ลแมพมาเลย เป็นแบบเดียวกับหลังคามุงใบไม้  ที่ผมดูมาจริงๆ”

ชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านหลังใหม่แห่งนี้สำหรับเชฟเปี๊ยกไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ แถมเขายังหลงรักในชีวิตที่เรียบง่าย ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่น้อย ยิ่งกว่านั้นการทำงานที่นี่ ยังทำให้เชฟเปี๊ยกไม่เพียงมอบประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตให้เขามากมาย แต่ยังมอบโอกาสที่หาได้ไม่ง่ายในชีวิตการเป็นเชฟ เพราะ ณ  รีสอร์ทแห่งนี้ เขาได้มีโอกาสโชว์ฝีมือทำอาหารให้กับคนดังระดับโลก อย่าง ดีทริช เมเทสซิทซ์ อภิมหาเศรษฐีรวยที่สุดอันดับหนึ่งของประเทศออสเตรีย, โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่ทอล์คโชว์และผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้มีโอกาสทำอาหารแบบไพรเวทให้ถึงสองครั้ง อีกคนคือ คริสโตเฟอร์ ไบรอัน บริจส์ หรือ ลูดาคริส แร็ปเปอร์และนักแสดงชาวอเมริกัน นอกจากนั้นยังมีเชื้อพระวงศ์จากตะวันออกกลาง และ มหาเศรษฐี

“จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมไปทำอาหารให้โอปราห์ เขามากับเพื่อนแล้วก็มีบอดี้การ์ด วันนั้นเขาเลือกเป็นอาหารสไตล์เทปันยากิ ระหว่างที่ทำ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกันบ้าง คือ เขาถามเราก็ตอบ (ยิ้ม) ถามว่ากดดันมั้ยที่ต้องทำอาหารให้แขกระดับวีวีไอพี ผมเฉยๆนะครับ เพราะเราหน้าที่เราให้ดีที่สุด”

ชีวิตการทำงานที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าได้มาเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ได้ทำอาหารเสิร์ฟบุคคลสำคัญที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบก็ถือเป็นความทรงจำไม่ลืมแล้ว แต่เรื่องราว ณ ฟิจิ ของเชฟเปี๊ยกจะขาดรสชาติไปโดยพลัน ถ้าเชฟเปี๊ยกไม่ได้สัมผัสกับภัยธรรมชาติที่คนท้องถิ่นเจอจนชินอย่าง “ไซโคลน” ที่เขาเคยเห็นแต่ในหนังเท่านั้น

“ช่วงเม.ย. ถึงต.ค.ถือเป็นช่วงมรสุม คนไทยอย่างเรารู้จักไซโคลน แต่ไม่เคยสัมผัส ผมเองก็สงสัยมาตลอดว่าไซโคลนเป็นยังไง จนได้เจอกันตัว วันนั้นผมจำได้ว่าเงียบมากๆ ไม่ได้มีลางบอกเหตุใดๆ กระทั่งจู่ๆเริ่มมีลมพัดมา ผมเห็นคนบนเกาะเริ่มทยอยเก็บข้าวเก็บของ จนพอตกกลางคืน ลมเริ่มแรง คนในเกาะบางส่วนเลือกหลบอยู่ในบ้านพัก อีกส่วนรวมทั้งผมตัดสินใจมารวมตัวที่ศาลากลางซึ่งผมว่าแข็งแรงกว่าบ้านพัก จำได้ว่าตอนนั้นลมด้านนอกพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเขาไม่ให้ใครออกมานอกศาลาเลย เพราะกลัวว่าต้นไม้จะโค่นทับวินาทีนั้นผมยังนึกภาพอานุภาพของไซโคลนไม่ออก จนกระทั่งออกมาเห็นสภาพเกาะ ถึงได้เข้าใจ ภาพที่เห็น คือ ทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง ท่าเรือเละ ตัววิลล่าก็พัง ผมมารู้ทีหลังว่า ที่เราเจอแค่ไซโคลนลูกเดียวนะ ถือว่าเบาะๆเพราะตามพยากรณ์อากาศเราต้องเจอไซโคลน 2 ลูก”

หลังจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนั้น เชฟเปี๊ยกถ่ายทอดความรู้สึกในตอนนั้นว่า รู้สึกสงสารทุกคนที่ทำงานบนเกาะจับใจ ถึงจะโชคดีรอดตายมาได้ แต่ในฐานะลูกจ้าง ทุกคนต่างกังวลจะตกงานหรือไม่ เพราะทุกอย่างบนเกาะพังพินาศหมด โชคดีที่เจ้าของรีสอร์ตน่ารัก นอกจากจะถามไถ่ถึงสวัสดิภาพของพนักงานเป็นอันดับแรก ยังไม่ไล่พนักงานออก แถมปีนั้นยังให้โบนัสพนักงานด้วย

“ตอนนั้นกำลังใจทุกคนดีมาก เราช่วยกันพลิกฟื้นเกาะแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้งจนคืนสภาพเดิมทุกอย่าง ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานที่นี่ ช่วงที่เกิดเรื่องไม่มีความคิดที่จะกลับประเทศเลย แค่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เกาะกลับมาสวยเหมือนเดิม หลังจากผ่านไป 6 เดือนเกาะแห่งก็กลับมาสวยเหมือนเดิม”

สถานีต่อไป…กาตาร์

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่างานเลี้ยงยังมีวันเลิกรา แม้จะหลงรักชีวิตที่แสนเรียบง่ายที่ฟิจิ แต่เมื่อโอกาสเข้ามาทักทายอีกครั้ง เชฟเปี๊ยกก็พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ หลังจากเชฟใหญ่ของรีสอร์ตที่เคยทำงานที่ฟิจิที่ลาออกไปทำงานที่กาตาร์ เขาก็ติดต่อมาทาบทามให้ผมไปทำงานด้วยกัน นอกจากเงินเดือนจะมากขึ้น ได้ทำงานใกล้บ้านมากขึ้น เพราะใช้เวลานั่งเครื่องบินแค่ 6 ชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพฯ เขายังได้เติบโตในสายงาน ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นโฮเตล เชฟ เป็นเชฟใหญ่ดูแลทั้งโรงแรม

“ผมยังจำวันแรกที่เดินทางไปถึงกาตาร์ได้ว่า ไปถึงตอนเที่ยงคืน ก็มีเจ้าหน้าที่จากโรงแรมมารับพามาที่อพาร์ตเม้นต์ที่พัก กาตาร์เป็นประเทศที่ร้อนมาก อุณหภูมิ 40 – 50 องศาเซลเซียส เขามีกฎระเบียบข้อบังคับหลายอย่างต่างกับบ้านเรา ตอนไปใหม่ๆ ต้องปรับตัวเยอะมาก ยกตัวอย่าง ผู้หญิงกาตาร์เวลาไปไหนต้องใส่ฮิญาบคลุมทั้งศีรษะ เห็นแค่ดวงตา ถ้าเราเดินผ่านแล้วไปสบตา เขาสามารถเรียกตำรวจจับเราได้เลย พวกกฎหมาย กฎระเบียบเขาก็ค่อนข้างโหด อย่างวัตถุดิบตามร้านอาหาร ถ้าเขาตรวจเจอว่าหมดอายุ คือ สั่งปิดร้านทันที พืชผักอย่างหอมหัวใหญ่ กระเทียม ถ้าเก็บไว้ในครัวจนมีต้นงอกออกมานี่คือผิดเลย”

เชฟเปี๊ยกยอมรับว่า การมาทำงานที่กาตาร์ ทำให้เขาได้เติบโตในสายงาน ได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ถ้าถามถึงความชอบและความสุขในการทำงาน เขาเทใจให้ฟิจิ   

“ตอนมาอยู่กาตาร์ ผมต้องเรียนรู้เรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมเยอะ อย่างที่ผมบอกว่า ผู้หญิงที่นี่ต้องใส่ผ้าคลุมหน้า ผมเคยไปดูแลห้องอาหารเช้า ปรากฏว่ามีผู้หญิงใส่ผ้าปิดหน้ามาสั่งอาหารผม ปรรากฏทำเสร็จผมเงยหน้าขึ้นมา เจอผู้หญิงใส่ผ้าคลุมหน้าหมดเลย งานเข้าเลย คนไหนสั่งหล่ะ (หัวเราะ) สุดท้ายผมต้องรอให้เขาเดินมาเอง”

วีรกรรมโหดมันฮา ณ กาตาร์ยังไม่จบ เชฟเปี๊ยกเล่าอย่างออกรสว่า หลังจากทำงานได้ปีครึ่ง เขาตัดสินใจลาออก แต่การจากลาครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหลังจากตัดสินใจจะเดินทางกลับประเทศไทย เขาตั้งใจไปกดเอทีเอ็มเพื่อถอนเงินจากบัญชี ปรากฏว่าถอนเงินได้แค่ส่วนเดียวบัญชีก็ถูกล็อก ทำเอาเชฟเปี๊ยกตกใจไม่น้อย

“ผมรีบไปธนาคารเลย หลังจากเจ้าหน้าที่เช็คแล้ว เขาถามผมว่า เคยทำบัตรเครดิตไว้ใช่ไหม ผมก็ตอบว่าใช่ เขาก็ถามว่าแล้วคุณยังต้องการบัตรเครดิตอยู่ไหม ผมก็งง เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัตรเครดิตที่ผมได้รับการอนุมัติ เพราะที่กาตาร์ไม่เหมือนบ้านเราที่มีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งผลว่าสมัครบัตรเครดิตแล้วผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะ ของเขาคือ ถ้าผ่านก็เราต้องไปรับบัตรที่ไปรษณีย์เอง ตอนนั้นผมเลยตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า ผมจะกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องการบัตรเครดิตแล้ว เขาก็แนะนำให้ไปเคลียร์ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ ผมก้ต้องรีบไปไปรษณีย์ ไปเดินเรื่องเพื่อให้ปลดล็อกบัญชีให้ผม”

ร่วมลุ้นระทึกมาถึงตรงนี้ เหมือนทุกอย่างจะจบลงอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง แต่เชฟเปี๊ยกส่งสัญญาณว่าช้าก่อน เพราะเรื่องราวชวนใจเต้นแรงยังไม่จบ หลังจากจัดการภารกิจทุกอย่างเรียบร้อย เชฟกลับไปที่บ้านพักเพื่อเตรียมตัวย้ายออก ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ระหว่างที่คนขับรถที่จะพาผมไปสนามบินรออยู่ด้านหน้าประตูเพื่อเตรียมช่วยขนของ จังหวะที่จะไขกุญแจเพื่อเปิดประตูลูกบิดออกมา กุญแจห้องดันหักคาประตูที่เปิดปิดมานับครั้งไม่ถ้วนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

“เรื่องนี้ เล่าทีไรผมก็ยังขำไม่หาย เรื่องแบบนี้ดันมาเกิดในวันที่ผมกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับบ้านในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า วินาทีนั้นผมไม่มีทางเลือกอื่น จะเรียกช่างก็ไม่มี เพราะวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ จะมัวรีรอก็ไม่ได้ เพราะกลัวตกเครื่อง สุดท้ายผมกับคนขับรถใช้เวลาอยู่ครึ่งชั่วโมงเพื่อพังประตูออกมา ในที่สุดก็สำเร็จ มาถึงสนามบิน จนสามารถเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ”

เต็มอิ่มกับอาหารจานพิเศษ

มาถึงวันนี้ เชฟเปี๊ยกอดนึกขอบคุณตัวเองในวัยหนุ่มไม่ได้ ที่คว้าโอกาสแล้วออกไปเผชิฐโลกกว้าง

“ถ้าวันนั้นผมเลือกทิ้งโอกาส ผมก็เป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่งซึ่งทำอาหารมีเงินเดือนใช้ไปวันๆ คงไม่ได้รู้จักผู้คนมากมายเช่นวันนี้”

จากนี้ เชฟเปี๊ยกตั้งใจนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับจากการไปทำงานในต่างประเทศที่หลายคนไม่คุ้นเคยมาถ่ายทอดให้เชฟรุ่นหลัง พร้อมกันนี้นอกจากเขาจะเดินหน้าปลุกปั้นห้องอาหารไทย ศาลาริมน้ำ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเหมือนบ้านหลังแรกของเขาให้เข้าไปนั่งในใจลูกค้า ควบคู่ไปกับการปลุกปั้นธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง

ดูแลภายในจมูก ก่อนที่จะสายเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540621

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 13:40 น.

ดูแลภายในจมูก ก่อนที่จะสายเกินไป

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : medicalgrapevineasia.com

 ในแต่ละปีพบผู้ป่วยทั่วโลกเกือบ 1 ต่อประชากรแสนคน โดยเฉพาะในแถบเอเชียจะพบผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกมีเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ จีนตอนใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน

ในขณะที่ประเทศไทย พบมะเร็งหลังโพรงจมูก 25 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งพบว่าอุบัติการณ์ในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงประมาณสองเท่า ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน

ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์ บอกว่า มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อโพรงจมูกหรือพื้นที่ข้างหลังจมูกและโพรงอากาศเล็กๆ ข้างจมูก โหนกแก้มและหน้าผาก มะเร็งหลังโพรงจมูกเกิดจากการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติหรือมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเซลล์

สาเหตุของมะเร็งโพรงจมูก เกิดจากการที่เซลล์ต่างๆ ในโพรงจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกเกิดความผิดปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่การยืนยันแน่ชัดว่าสาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกได้มีหลายประการ เช่น การสัมผัสหรือสูดดมสารเคมีที่ส่งผลให้เซลล์พัฒนาเป็นมะเร็งได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้จะก่อให้เกิดเนื้อร้ายที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ แต่บางครั้งการเซลล์ที่ผิดปกติก็ไม่ได้เป็นเนื้อร้ายเสมอไป

ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นแค่โรคริดสีดวงจมูกหรือเนื้องอกโพรงจมูกแทน โดยมะเร็งโพรงจมูกเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งหากพบก็จะมักพบได้ในผู้ชายอายุ 50-60 ปี

อาการของมะเร็งหลังโพรงจมูก อาจไม่แสดงอาการตั้งแต่แรกๆ เนื่องจากโพรงจมูกมีลักษณะค่อนข้างกว้างซึ่งเนื้องอกอาจขยายได้เรื่อยๆ อาการอาจปรากฏออกมาเมื่อมะเร็งเจริญเติบโตไปรอบๆ หรือใหญ่จนปิดกั้นโพรงจมูกแล้ว

อาการทั่วไปที่พบได้บ่อยคือคัดจมูกหรือน้ำมูกไหลข้างเดียว แม้ผู้ป่วยจะไม่ได้เป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ อาการจะคงอยู่เป็นเวลานานและแย่ลงเรื่อยๆ อาการอื่นๆ ของมะเร็งหลังโพรงจมูกค่อนข้างที่จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามะเร็งนั้นเริ่มมาจากส่วนไหน

จากการวิจัยในถิ่นที่มีความชุกของโรคสูง จะพบว่ามีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr Virus) ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่ามะเร็งหลังโพรงจมูกนี้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเพิ่มอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกได้ คือ

 

1.พันธุกรรม จากการที่พบว่ามะเร็งหลังโพรงจมูกมีความชุกสูงเฉพาะในบางเขตภูมิศาสตร์ เช่น ในประเทศจีนตอนใต้ และส่วนอื่นๆ ที่ชาวจีนอพยพไป ทำให้มีการศึกษาว่าพันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้

2.ไวรัส เป็นที่ยอมรับกันว่าไวรัสเอปสไตน์บาร์ มีส่วนสำคัญต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกจะมีสารภูมิต้านทานต่อไวรัสชนิดนี้ ในปริมาณที่สูงกว่าประชากรทั่วไปที่มีสุขภาพดี

3.อาหารการกิน พบว่าในมณฑลกวางตุ้งซึ่งมีอุบัติการณ์ของมะเร็งหลังโพรงจมูกในอัตราสูงนั้น ประชาชนนิยมบริโภคปลาหมักเค็มกันมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ ซึ่งในเรื่องอาหารนั้นในประเทศไทยก็พบว่า มีข้อมูลที่คนไทยบริโภคอาหารที่มีสารไนโตรซามีนในจำนวนมาก ซึ่งมีอยู่ในเนื้อสัตว์ อาหารหมักดอง เช่น ไส้กรอก แหนม ปลาร้า ปลาเค็ม

4.สิ่งแวดล้อม มีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่อาจมีผลต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก ได้แก่ ฝุ่นละออง ควันไฟจากการเผาไม้หรือหญ้า สารเคมีต่างๆ ตลอดจนการดื่มสุราและการสูบบุหรี่

พญ.วรรนธนี อภิวัฒนเสวี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า อาการเบื้องต้นของโรคนี้ ผู้ป่วยอาจมีหูอื้อข้างเดียว มีเสียงดังในหู คัดแน่นจมูก มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือด เมื่อโรคมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้คลำได้ก้อนที่คอข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เนื่องจากตำแหน่งของโพรงหลังจมูกอยู่ติดกับฐานสมอง ทำให้โรคสามารถลุกลามเข้าเส้นประสาทสมองหรือเข้าสมอง ทำให้ปวดศีรษะ หน้าชาด้านใดด้านหนึ่ง หรือเกิดการมองเห็นที่ผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพซ้อน

การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณโพรงหลังจมูก และหากสงสัยว่ามีความผิดปกติก็จะทำการส่องกล้องทางจมูกเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอีกครั้ง ในบางรายอาจตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสเอปสไตน์บาร์

สำหรับการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อหาระยะและขอบเขตของโรคนั้น สามารถทำได้ด้วย CT Scan หรือ MRI บริเวณโพรงหลังจมูกและบริเวณลำคอ ตรวจการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวด์ตับและช่องท้อง การกระจายเข้าสู่กระดูกหรือ Bone Scan

การรักษามะเร็งหลังโพรงจมูกโดยหลัก คือการใช้รังสีรักษาซึ่งอาจรวมกับการให้เคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะการดำเนินโรคของมะเร็ง ส่วนการผ่าตัดมีบทบาทน้อย เนื่องจากตำแหน่งของโรคอยู่ติดกับอวัยวะสำคัญ เช่น เส้นประสาทสมอง เส้นเลือดแดงใหญ่ในสมองและส่วนเนื้อสมอง ทำให้การผ่าตัดก่อให้เกิดอันตรายและความพิการสูงมาก

“ประกอบกับเซลล์ของมะเร็งส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อการฉายรังสีทำให้การผ่าตัดมีบทบาทในกรณีหลังรักษาแล้วแต่ยังคงมีเนื้อมะเร็งเหลือค้างอยู่ มะเร็งหลังโพรงจมูกนับว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้น แต่หากตรวจพบเร็วก็จะรักษาให้หายขาดได้

ดังนั้น การหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยส่งเสริมที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูก รวมถึงการปฏิบัติตัวและดูแลพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ก็เป็นการป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน”

 มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นอีกหนึ่งโรคมะเร็งร้ายที่กลายเป็นภัยเงียบและคร่าชีวิตผู้คนได้ไม่แพ้มะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจากเป็นโรคที่อยู่ในตำแหน่งที่ซ่อนเร้นยากแก่การตรวจพบ จึงทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการของระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว และยากแก่การรักษา

ขณะฝึกโยคะ คุณได้ฟังเสียงร่างกายที่บอกคุณจริงๆ หรือเปล่า Are you listening to your body ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540620

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 13:34 น.

ขณะฝึกโยคะ คุณได้ฟังเสียงร่างกายที่บอกคุณจริงๆ หรือเปล่า Are you listening to your body ?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ขณะที่คุณฝึกโยคะอาสนะนั้น ร่างกายของเราส่งข้อความหาเราตลอดเวลา ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผล วิเคราะห์ใดๆ แค่ฟังเท่านั้น แค่ได้ยินสิ่งที่ร่างกายบอก แล้วจงเชื่อความรู้สึก ความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้น เพราะเขาบอกเราเสมอว่ามันมากเกินไป เกินข้อจำกัดของร่างกายในวินาทีนั้น หรือมีอาการขัดของเส้นกล้ามเนื้อของข้อต่อชิ้นไหนๆ หรือยืดมากเกินไปหรือเปล่า

เมื่อใดก็ตามที่เราฟังและเคารพร่างกายเราจริงๆ อย่างตั้งใจและใส่ใจจริงๆ ขณะที่เราฝึกโยคะอาสนะ เราจะมีทางเลือกให้ตัวเราเองเสมอ

 

หากขณะที่เราฝึกอาสนะ แล้วร่างกายกำลังส่งสัญญาณบอกกับเราว่าจะเจ็บหากทำท่าอาสนะนั้นๆ เราต้องเชื่อร่างกายแล้วใช้ทางเลือก ทำท่าที่ง่ายลงหรือใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น บล็อกโยคะ เชือก หรือใช้อาสนะทางเลือกในเวอร์ชั่นที่ง่ายกว่า หากเราไม่ฟังสิ่งที่ร่างกายบอก เรากำลังเริ่มสะสมอาการบาดเจ็บ หรือบางครั้งอาการบาดเจ็บอาจเกิดขึ้นทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น

นอกจากนี้ ในคลาสโยคะที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องแบบไม่หยุด เช่น คลาสสไตล์ Vinyasa, Ashtanga เป็นต้น หากคุณฝึกแล้วต้องทำท่าซ้ำๆ อย่างเช่น ทำท่าจาตุรังก้า Chaturangas เป็นจำนวนหลายๆ รอบ อาจทำให้เกิดการใช้กล้ามเนื้อมัดซ้ำๆ และเกิดความเครียดกับกล้ามเนื้อ เช่น Rotator cuff issues เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับคนที่ฝึกเซตท่า Arm-balance

ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฝึกท่าจาตุรังก้าแบบผิดๆ อยู่ อาจส่งปัญหากับการบาดเจ็บที่ข้อมือ Wrist injury ที่สำคัญ ครูอยากให้นักเรียนหลีกเลี่ยงท่าอาสนะโยคะที่ยากและดูอันตราย อย่างเช่น พวกท่าแฟนซี หรือแม้กระทั่งท่าอาสนะที่มาจากท่าในตำรายุดโมเดิร์นโยคะที่ยากเกินไป

 

อย่าเสพโซเชียลมีเดียจนเพลินแล้วมีความอยากทำตามอาจสร้างปัญหาให้เราได้ ในปัจจุบันนี้มีครูโยคะชื่อดังจากอเมริกาบาดเจ็บจากโยคะอาสนะกันหลายคนเลย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นเคยทำท่าอาสนะยากๆ ได้ในตอนวัยรุ่น แล้วใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนข้อต่อสะโพก เปลี่ยนหัวไหล่ ปวดหลังรุนแรง เปลี่ยนหัวเข่า เช่น Jill Miller, Erika Trice, Kathryn Budig, Jason Bowman, Sarah Ezrin, Meagan McCrary, Melanie Salvatore August, Kino MacGregor เป็นต้น

แม้ว่าสาเหตุที่เกิดการบาดเจ็บอาจมีตัวแปรหลายอย่างแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่สิ่งดีที่เกิดขึ้นคือ คุณครูเหล่านั้นกำลังส่งข้อความบอกเราเพื่อเป็นวิทยาทานผ่านงานเขียนผ่านโซเชียลเช่นกัน เพื่อย้ำเตือนเราว่าให้เฝ้าระวังการฝึกอาสนะโยคะ แล้วฟังเสียงร่างกายของเราเสมอๆ อย่างมีสติ ซึ่งการจะฟังได้จริงๆ ต้องมีความเงียบเกิดขึ้น ต้องมีความอ่อนไหวเกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่คุณรู้สึกในชั่วขณะนั้นจะถูกต้องสำหรับคุณเสมอ

ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ ‘เปิดโลกภายนอกให้ลูกสัมผัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540610

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 12:09 น.

ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ ‘เปิดโลกภายนอกให้ลูกสัมผัส’

 โดย  ฤดูกาล ภาพ : ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์

 พ่อแม่ยุคใหม่ที่ทำงานประจำจะทราบดีว่า เวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดโดยเฉพาะกับลูกรัก เหมือนครอบครัวของ “แปลน” ปนพงษ์ ภูมิดิษฐ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารมายาแชนแนล ที่เพิ่งมีสมาชิกใหม่ “น้องโปรกู๊ด” ลูกสาวคนแรกวัย 1 ขวบหมาดๆ โดยวันธรรมดาคุณย่าจะเป็นคนเลี้ยงอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์จะเป็นเวลาของเขาและภรรยา

“กลางสัปดาห์เราจะกลับไปนอนค้างกับลูกที่สุพรรณบุรี เพื่อให้น้องรู้สึกว่าเจอหน้าพ่อแม่บ่อยขึ้น เพราะถ้ารอเจอเสาร์และอาทิตย์กลัวจะนานไป แต่ระหว่างที่เราไม่ได้กลับไป เราก็จะโทรวิดีโอคอลไปหาน้องอยู่เป็นประจำ ซึ่งเวลาที่น้องโปรกู๊ดเห็นก็จะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นหน้าและได้ยินเสียงพ่อกับแม่” เขากล่าว

 “เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ส่วนใหญ่จะมีงานประจำทำกันทุกคน แต่ก็ใช่ว่าเราจะทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ หรือ 24 ชั่วโมง/วัน หากเรารู้จักที่จะแบ่งเวลาให้ลูก แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิดแต่ก็มีค่าสำหรับเราและเขา ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปท่องเที่ยวหลายวัน หรือเดินทางไกลๆ ขอแค่คุณพาเขาออกนอกบ้านไปสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ออกนอกบ้านไปเจอผู้คนไปเจอเด็กวัยเดียวกันกับเขา แค่นี้ก็เป็นการสร้างความสุขและเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้กับลูกคุณได้แล้ว”

 อย่างครอบครัวของเขาก็เริ่มพาน้องโปรกู๊ดเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่อายุ 4 เดือนกว่า โดยเลือกพาไปห้างสรรพสินค้าที่มีคนไม่มาก เพื่อให้น้องลองปรับสภาพร่างกายทั้งการเดินทางบนรถ สัมผัสอากาศนอกบ้าน ออกไปโดนแสงแดด และออกไปฟังเสียงรอบข้าง

 จากนั้นเมื่ออายุครบ 5 เดือน แปลนและภรรยาได้พาลูกสาวไปเที่ยวต่างจังหวัดครั้งแรกที่พัทยา โดยตั้งใจให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงสระว่ายน้ำครั้งแรกหรือการเหยียบพื้นทรายครั้งแรก

 ส่วนทริปที่ประทับใจที่สุด เขายกให้ทริปเพชรบูรณ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากทริปพัทยาตรงที่น้องโปรกู๊ดรู้เรื่องขึ้นมาก ทำให้เขาได้เห็นวิวัฒนาการของเด็ก 10 เดือนอย่างชัดเจน

 “ยิ่งน้องได้เห็นดอกไม้สวยๆ น้องก็จะร้องอู้หู! ดูมีความสุข แถมยังไม่งอแงเวลาที่ต้องเดินทางบนรถนานๆ เพราะเราฝึกให้นั่งรถจนเคยชินตั้งแต่เด็กแล้ว” เขาเพิ่มเติม

 นอกจากความสุขของลูกรัก แปลนยังกล่าวด้วยว่าการพาลูกออกจากบ้านทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี โดยเฉพาะการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างทั้งผู้คน ต้นไม้ และสัตว์ รวมถึงยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความรักมากขึ้น

 “ถึงแม้ว่าการพาลูกไปเที่ยวตอนเด็ก พอโตขึ้นมาเขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่น้องโปรกู๊ดก็ได้รับประโยชน์จากการเที่ยวมากมาย ทำให้น้องอารมณ์ดี แถมยังมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าการเลี้ยงน้องอยู่ในบ้าน ถึงเราจะอ่านนิทานหรือให้เล่นของเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเรียนรู้แค่ในโรงเรียน

ดังนั้น เราควรจะพาเขาออกไปเที่ยวนอกบ้านและเปิดโลกภายนอกให้ลูกได้สัมผัส ทุกวันนี้มีอุปกรณ์ถ่ายภาพ มีสื่อโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งที่เราพาน้องไปเที่ยวก็จะบันทึกความทรงจำเหล่านั้นเพื่อให้น้องได้ดูตอนโต เชื่อว่าอย่างน้อยๆ น้องก็ต้องรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆ ไม่มากก็น้อย” เขากล่าวทิ้งท้าย

ซันเดย์วันเดินทาง ‘Traveling Sunday’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540606

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 11:46 น.

ซันเดย์วันเดินทาง 'Traveling Sunday'

โดย รอนแรม ภาพ : Traveling Sunday

จากไดอารี่ส่วนตัวถูกขยายเป็นพื้นที่สาธารณะ ผ่านการบอกเล่าของ “ซันเดย์” เตรียมพร้อม กลิ่นหอม ผู้จัดการแผนกสื่อสารการตลาด โรงแรมอัมรา กรุงเทพฯ ที่สามารถทำให้ไลฟ์สไตล์กลายเป็นงานอดิเรกและยังส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

นักเดินทางวัย 38 ปี เจ้าของเว็บไซต์ TravelingSunday.com เพจเฟซบุ๊ก Traveling Sunday รวมถึงทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมในชื่อเดียวกัน

 เขาเล่าว่า ด้วยนิสัยชอบเขียนไดอารี่ ชอบส่งโปสการ์ด และชอบเดินทาง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนบันทึกลงบนโลกออนไลน์ โดยได้ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเองเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

 “แม้จะอายุย่าง 40 แล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นมิลเลนเนียลทราเวลเลอร์ (หัวเราะ) เพราะฝันเอาไว้ว่าถ้าเที่ยวไทย อยากไปทุกจังหวัด อยากไปที่ใหม่ๆ จังหวัดที่ไม่เคยไป ไปที่เที่ยวใหม่ๆ ที่เก๋ ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาไปกัน สำหรับต่างประเทศ อันนี้แปลกคือฝันไว้ว่าอยากเดินทางไปเยือนเมืองหลวงให้มากที่สุด แล้วหากมีโอกาสค่อยเก็บเมืองที่เหลือ” ซันเดย์กล่าวต่อ

 “พื้นเพแล้วเป็นคนกินง่าย อยู่ง่ายไม่เน้นหรูหรา เลยเป็นได้ทั้งแบ็กแพ็กแบบเดี่ยว เดินทางเฮฮาแบบกลุ่มเพื่อน หรือเดินทางแบบคู่รักก็ยังได้ การเดินทางแต่ละครั้งไม่เน้นอะไรที่ดูยุ่งยาก บางทีมีเวลาว่างกะทันหัน แพลนไม่นานก็เดินทางได้เลย ไม่บินไปก็ขับรถไปเองเพื่อจะได้ไปเปิดโลกใหม่ได้ง่ายๆ”

ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2560 เขาวางคอนเซ็ปต์เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียไว้เป็นสื่อ 2 ภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับเนื้อหาของแต่ละบทความ โดยดูตามความเหมาะสมว่าทริปไหนเหมาะกับใครและอยากให้ใครอ่าน

 “ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เรียนด้านการเขียนอะไรมาเลย แค่ชอบเขียนไดอารี่ ชอบถ่ายทอด ทุกบล็อกที่เขียนจึงเป็นตัวเองมาก คิดยังไงก็สื่อแบบนั้น ไม่เน้นอะไรที่เป็นเชิงพาณิชย์ มีเวลาว่างค่อยเขียน ไม่กดดันตัวเอง ตอนนี้พอติด 1 ใน 10 รางวัลบล็อกหน้าใหม่ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ที่ทำงานให้กับเว็บไซต์ท่องเที่ยว เลยทำให้ต้องมีวินัย เป็นกลาง และยังต้องรักษาอัตลักษณ์ของเราไว้ และทั้งหมดยังทำบนพื้นฐานของความสบายใจเหมือนเดิม”

 เขายังกล่าวถึงการใช้ชีวิตการทำงานและการพักผ่อนอย่างสมดุลว่า ยิ่งงานยุ่ง ยิ่งต้องไปเที่ยว เพราะการเดินทางจะทำให้โลกเป็นสีชมพู สดใส และสร้างกำลังใจในการทำงาน

 “ศุกร์เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาว ถ้าไม่ทำงานจะแพลนเที่ยว ทั้งแบบขับรถไป นั่งรถไฟไป หรือไม่ก็ในละแวกบ้าน เราคิดว่าถ้าไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน และอยากเป็นแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวของทุกคน อยากให้เขาเดินทางตอนนี้ อย่ารอเดินทางตอนที่ทุกอย่างพร้อม แต่ร่างกายกลับไม่พร้อม”

หาก Traveling Sunday เป็นคน ก็คงเป็นคนที่มั่นใจ กล้า และอยากหาอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ (เหมือนเจ้าของ) สามารถติดตามเรื่องราวสนุกสนานของซันเดย์ได้ที่เว็บไซต์ TravelingSunday.com และโซเชียลมีเดียในชื่อ Traveling Sunday ทุกช่องทาง

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ให้ ‘แพสชั่น’ นำ จนสุดทางเรื่องสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540587

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 11:01 น.

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ให้ ‘แพสชั่น’ นำ จนสุดทางเรื่องสุขภาพ

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 การที่ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบได้ทุกวันและมีรายได้เลี้ยงตัวเองไปด้วย สุดแสนจะเป็นความฝันของใครหลายคน จึงไม่แปลกที่ “บุศ” วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ จึงดูมีความสุขอย่างมากกับการเป็นเฮลท์โค้ช (Health Coach) แม้จะทำให้เธอต้องพักผ่อนน้อยไปบ้างก็ตาม

กว่าจะเป็นไอคอนด้านสุขภาพที่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ บุศเริ่มต้นจากลูกคนจีนคนหนึ่งที่ชอบกิน ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีเพื่อน โตขึ้นก็เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา

9 ปีในตำแหน่งวิศวะด้านซอฟต์แวร์ (Software Engineer) 3 ปีในไทย และอีก 6 ปีที่สิงคโปร์ แน่นอนว่าสิ่งที่ชาวออฟฟิศเจอ บุศก็ประสบเหมือนกัน

ทั้งเครียด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก นอนน้อย ออฟฟิศซินโดรม อ้วนขึ้น เรียกว่าจัดครบจัดเต็ม ทั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทุกรูปแบบ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

“ก่อนไปสิงคโปร์ คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง คุณแม่อ้วนขาเล็กปวดเข่าเดินเหินไม่สะดวก ทำให้เราเริ่มกังวลในชีวิตว่า เราไม่สวยและมีแนวโน้มขึ้นคานเพราะไม่มีคนมาจีบเลย ถ้าเราเดินเหินไม่สะดวก เราป่วยใครจะมาดูแล ดังนั้นเรื่องสุขภาพเป็นแพสชั่น (Passion) อย่างมากของบุศ”

 

 การออกกำลังกายไม่ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมของเธอ บุศจึงไปลองโยคะธรรมดา (หัตถะโยคะ) ก็รู้สึกดีขึ้น แต่รู้สึกเป็นเพียงการยืดเหยียด ไม่ใช่การออกกำลังกาย จึงเล่นเพียงสัปดาห์ละครั้ง จนกระทั่งไปเจอพลาบู่โยคะ หรือโยคะพอยต์ เมื่อลองก็รู้สึกใช่เลย นี่แหละที่ตามหา!

 “ได้หมดเลย คาร์ดิโอ บอดี้เวท สเตรทชิ่ง บาลานซ์ ติดใจถึงขนาดไปเทรนเป็นครูโยคะ ซึ่งใช้เวลาเรียน 2-3 เดือน และสอนไปด้วยควบคู่กับการทำงานประจำ”

 จุดเปลี่ยนแรกของชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อคุณพ่อเสียจากโรคมะเร็งลำไส้ลามไปปอด เธอบอกว่า ทั้งที่คุณพ่อเป็นคนออกกำลังกาย เมื่อค้นคว้าข้อมูลจึงพบว่าอาหารมีส่วนอย่างมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่มาทานอาหารสุขภาพ เป็นมังสวิรัติ และเริ่มไปสู่อาหารมังสวิรัติเพิ่มพลังชีวิตและบำบัดโรค (Raw Vegan) ในที่สุดก็พบทางสว่างของการกินให้ได้สุขภาพดี ต้องถูกหลักการรวมอาหาร (Food Combination) เลยต้องทำความเข้าใจอย่างหนัก ใช้เวลา 4 ปีในการปรับตัวเองให้เป็นฟู้ด คอมบิเนชั่น คอมพลีทลี่ (Food Combination Completely) ช่วงแรกๆ ที่เปลี่ยนการกินก็เห็นผลแล้ว อาการเหนื่อยล้าต่างๆ เริ่มหายไป

 “ความใฝ่ฝันแรงกล้าอย่างหนึ่งของบุศคือการช่วยคน อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนรักสุขภาพ ให้คนสุขภาพดี ไม่อยากให้ใครต้องเป็นเหมือนตัวเองที่ต้องสูญเสียคุณพ่อไป จึงเรียนเป็นครูโยคะ ใช้เวลาหลังเลิกงานมาสอนใต้ถุนบ้านที่สิงคโปร์ นักเรียนรุ่นแรกคือเพื่อนตัวเองที่ไม่ชอบโยคะเลย แต่เมื่อได้ลองก็ชอบ และเกิดการบอกปากต่อปาก จาก 1-2 คน กลายเป็นสิบกว่าคน  

 ตัวเองตอนนั้นยังนอนน้อยอยู่ แต่ก็มีพลังไปสอน ตื่นมาทำอาหารได้ ออกกำลังได้ ทำงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และสอนโยคะหลังเลิกงาน ซึ่งทำได้ขนาดนี้ต้องมีเรื่องอาหารควบคู่กันไปด้วย”

 และแล้วชีวิตก็นำพามาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เธอลาออกจากงานประจำ มาสู่การเป็นเอ็กซ์เพิร์ตด้านสุขภาพ เป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซนครั้งแรก และเพี้ยนไปจากตัวตนที่ปกติจะเป็นคนยึดความมั่นคงแน่นอน การออกจากงานต้องมีงานใหม่รองรับ แต่ครั้งนี้ “ไม่” ขอออกมาก่อน ซึ่งไม่ได้ลำบากมากเพราะมีเงินเก็บอยู่มาก

 

 “สาเหตุที่ตัดสินใจลาออกอีกข้อหนึ่ง คือแฟนชวนกลับเมืองไทย ใช่ค่ะ! บุศมีแฟนแล้ว จากคนที่คิดว่าต้องขึ้นคานแน่ๆ อยู่ดีๆ ก็เป็นสาวฮอตซะอย่างนั้น ที่สิงคโปร์คนจีบเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ลงเอยกับหนุ่มไทยอยู่ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยกให้เป็นอานิสงส์นี้ จากการเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนสุขภาพดี”

 ก่อนไปทำงานที่สิงคโปร์ บุศได้เปิดเพจของตัวเอง “Healthy Living By BUD” ไว้ปล่อยของ หรือความรู้ด้านสุขภาพที่ศึกษามาตลอดตั้งแต่ช่วงคุณพ่อป่วยอยู่ แต่พอไปเตือนคนรอบข้างก็ถูกหาว่าบ้า พออึดอัดมากๆ ก็เปิดเพจเสียเลย

 “ตอนแรกไม่มีคนตาม แต่ก็ปันข้อมูลไป เหมือนเป็นที่ระบายความรู้  คนตามเพจค่อยๆ เพิ่มทีละนิด ถือว่าตัดสินใจถูกที่กลับมา เพราะบุญกุศลสิ่งที่เราสร้างเพจมา 6 ปี พอแฟนเพจรู้ว่าเราย้ายกลับมา ก็ตามมาเรียนเต็มเลย เดือนแรกทำรายได้เกิน 2 แสนบาท แต่ก็สอนหนักไป ประกอบกับกินเป็นวีแกนด้วย จนประจำเดือนหาย ต้องกลับมาปรับใหม่ สุขภาพต้องมาก่อนเพื่อจะได้ช่วยคนได้มากๆ”

 เมื่อเป้าหมายคือ “อยากช่วยคน” ชัดขนาดนี้ บุศจึงตัดสินใจลงเรียนเฮลท์โค้ช (Health Coach) จากมหาวิทยาลัยโฮลิสติก (Holistic University) แบบออนไลน์เป็นประกาศนียบัตรใบที่ 3 จากที่มีอยู่แล้ว 2 ใบ จากสิงคโปร์ และบินไปเรียนที่สมาพันธ์โยคะนานาชาติ (International Yoga Alliance) ที่อินเดีย 

 “เพราะการช่วยคนได้ ต้องมีเครดิต และยังทำให้รู้ลึกขึ้น ยังไม่พอตอนนี้ ยังเรียนแอดวานซ์ขึ้นไปอีกเป็นคอร์สเฮลท์กัต (Health Gut) ซึ่งเป็นทุกอย่างเรื่องระบบย่อย เป็นสเปเชียลลิสต์เรื่องกัตไปเลย

 นอกจากเรื่องสุขภาพ บุศยังศึกษาการพัฒนาการพูดของตัวเอง เมื่อก่อนพูดไม่ได้เลย จับไมค์ก็สั่น แต่เราเห็นแล้วว่าการพูดไม่ได้นั้นเป็นอุปสรรคกับชีวิต ทำงานไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นคนอิมพลิเมนต์แต่คะแนนน้อยกว่าคนพรีเซนต์ ซึ่งไม่แฟร์ และหากเราพูดไม่ได้ ก็ไม่สามารถช่วยคนได้มาก ถ้าพูดได้ก็จะช่วยคนได้มากขึ้น จึงไปลงเรียน และฝึกด้วยการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก”

 หลังมีชื่อเสียง ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปมากในทางที่ดี จากที่ไม่มีคนคบ ไม่มั่นใจในตัวเอง กลายเป็นคนของสังคม เป็นคนมีคุณค่า ช่วยแม่ให้สุขภาพดีขึ้น ช่วยพี่ชายได้ ซึ่งคนรอบข้างเปลี่ยนไป จากที่เคยรำคาญ กลายเป็นมีอะไรต้องมาถาม และเธอยิ่งชอบมากกว่าที่ได้ช่วยคน ได้เห็นคนส่งเมสเซจมาขอบคุณ

 

“ก็ชอบความรู้สึกนี้ ที่ได้เปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นคนพิเศษ ถ้าบุศมีเวลาว่าง จะชอบทำอาหารเป็นงานอดิเรก เป็นความท้าทายที่จะทำอาหารสุขภาพให้อร่อย ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นเชฟ แต่กลับได้รับเชิญไปสอนทำอาหารบ่อยมาก เป็นผลจากส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว และเป็นความเชื่อของเราเองจากคำของคุณพ่อ

ป๊าเชื่อว่าถ้าบุศทำอาหาร บุศจะเป็นคนทำอาหารที่อร่อย (น้ำตาคลอ) บุศเชื่อสิ่งที่พ่อพูด พออยู่สิงคโปร์ก็เลยทำอาหารเอง ก็ทำตั้งแต่เมนูธรรมดาไม่เฮลตี้ พอเปิดเพจสุขภาพก็เปลี่ยนแนวไปเป็นอาหารสุขภาพ อยากกินขนมก็ทำขนมแบบอร่อยด้วยสุขภาพดีด้วย”

เมื่อก่อนอาทิตย์หนึ่งต้องมีอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่เธอต้องทดลองเมนูใหม่ๆ จนย้ายกลับมาเมืองไทย มีงานติดต่อเต็มเลย จึงไม่ค่อยมีเวลาทำเมนูใหม่สักเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังมานี้ความสุขเริ่มกลับมา เพราะคนติดต่อให้สอนทำอาหาร

“เลยเป็นภาคบังคับให้เราหาเมนูใหม่อีกแล้ว คือชอบมากในเรื่องทำอาหาร จะให้เหลือแต่โยคะก็ไม่เอา หรือจะอาหารอย่างเดียวก็ไม่เอา ต้องมี 2 อย่างนี้”

สิ่งที่ไปด้วยกันกับอาหารและโยคะ บุศยังชอบทางธรรมด้วย เธอรู้สึกว่าเรื่องจิตใจและความคิด (Spiritual) เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องปรับปรุง เพราะส่วนตัวเธอเป็นคนคิดมาก ทุกวันนี้นอนหลับได้จากการฝึกสปิริตชวล

“บุศต้องนั่งสมาธิทุกวัน นั่งสมาธิตอนเช้าและก่อนนอน สิ่งนี้ช่วยให้เราโฟกัสได้มากขึ้น และยังช่วยเรื่องการกำหนดลมหายใจ คนเราทุกวันนี้การใช้ชีวิตต้องมีสมดุลทุกเรื่อง ทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจด้วย เพราะจิตใจหรือประสาทจะเชื่อมโยงไปหาสุขภาพ

ถ้าเราเครียดระบบย่อยก็จะทำงานไม่ดี ทุกอย่างต้องสมดุลกันหมด แม้แต่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หน้าที่การงาน การเงิน หากทำงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิตหรือดูแลตัวเอง ก็ไม่สมดุล สุขภาพก็เสีย”

บุศ ทิ้งท้ายว่า ทำอะไรอยากให้ทำอย่างมีความสุข หากทำตามหลักฟู้ด คอมบิเนชั่น แล้วรู้สึกเครียดก็อย่าทำ

“เอาแบบที่สบายใจ เอาความสุขเป็นหลัก ฟังเสียงร่างกายตัวเอง แต่อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยมาสนใจสุขภาพ เพราะบางทีอาจจะสายไปแล้ว”

‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม ปั้น ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540585

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 09:30 น.

'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม ปั้น ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดในประเทศไทย

โดย จะเรียม สำรวจ

เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งสำหรับอีเวนต์คอนเสิร์ต เห็นได้จากการจัดงานคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างชาติที่เริ่มจัดกันอย่างคึกคักตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในแวดวงการจัดงานคอนเสิร์ตเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ออกมาวางแผนการจัดงานคอนเสิร์ตกันอย่างคึกคักในปี 2561 นี้

 หนึ่งในบริษัทที่มองเห็นโอกาสการขยายตัวของธุรกิจอีเวนต์คอนเสิร์ตในประเทศไทย คือ บริษัท คูล เอเยนซี บริษัทเอเยนซีชั้นนำด้านการจัดอีเวนต์ในประเทศไทย ซึ่งล่าสุด มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คูล เอเยนซี ผู้ดำเนินธุรกิจบริษัทเอเยนซีชั้นนำด้านการจัดอีเวนต์ในประเทศไทยก็ได้มีการดึงตัวพ่อ อย่าง “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม ตัวพ่อด้านการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล เข้ามาร่วมธุรกิจ ด้วยการเปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท แก่น 555 เพื่อร่วมกันจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ครบวงจร

จัดมิวสิคเฟสติวัลที่แตกต่าง

 ยุทธนา บุญอ้อม ประธานกรรมการ บริษัท แก่น 555 กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอีเวนต์อย่างบริษัท คูล เอเยนซี จากประสบการณ์การจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ที่มี เชื่อว่าจะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่พวกเราวางไว้ได้อย่างแน่นอน

 “การจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ตอนนี้มีค่อนข้างเยอะมากในประเทศไทย โจทย์ของเราที่ต้องทำตอนนี้ คือจะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล อย่างไรให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก สำหรับการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ของบริษัท แก่น 555 ที่จะจัดนับจากนี้จะเป็นการจัดงานรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย”

 ยุทธนา กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้เราต้องจัดงานมิวสิค เฟสติวัล รูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด เพราะตอนนี้คู่แข่งของเราไม่ใช่แค่งานมิวสิค เฟสติวัล ที่จัดในปรเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มองไปถึงคู่แข่งในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

 เหตุผลที่ทำให้ ป๋าเต็ด-ยุทธนา มองโอกาสที่จะปั้นมิวสิค เฟสติวัล ในประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่ เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในต่างประเทศ คือ ประเทศไทยยังมีช่องว่างให้จัดงานมิวสิค เฟสติวัล ได้อีกมาก เพราะยังมีทำเลอีกหลายแห่งที่เหมาะจะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล

 “เขาใหญ่ถือเป็นหนึ่งทำเลที่ยังมีโอกาสจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ได้อีกมาก เนื่องจากเป็นทำเลที่ประชากรส่วนใหญ่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ อีกไม่กี่ปีโครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ซึ่งจะผ่านเขาใหญ่ก็จะแล้วเสร็จยิ่งจะทำให้การเดินทางไปเขาใหญ่มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันเขาใหญ่มีคอนโดมิเนียม และร้านอาหารขนาดใหญ่เปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก”

 นอกจากนี้ หัวหินถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่มีความน่าสนใจ เพราะเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าไปจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ในเมืองหัวหินเลย มีเพียงงานขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น

 ยุทธนา กล่าวอีกว่า จากการเดินทางไปดูงานมิวสิค เฟสติวัล ในต่างประเทศแล้วนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยพบว่า ไทยยังมีโอกาสที่จะพัฒนางานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐเหมือนกับต่างประเทศ

 เพราะงานมิวสิค เฟสติวัล ถือเป็นแรงหนุนที่สำคัญในภาคธุรกิจท่องเที่ยว หากภาครัฐให้การสนับสนุนงานมิวสิค เฟสติวัล เหมือนกับต่างประเทศ เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เหมือนกับต่างประเทศที่จัดงานทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) หรืองานเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ ในรูปแบบอีดีเอ็ม (EDM) ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในหลายประเทศ

 “ผมอยากให้งานเทศกาลดนตรีในประเทศไทยอยู่ได้แบบยั่งยืน ซึ่งการที่จะอยู่ได้แบบยั่งยืน ผู้จัดงานควรมีรายได้หลักมาจากการขายบัตรเข้าชมงาน แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะรายได้หลักประมาณ 70% ยังมาจากสปอนเซอร์ ส่วนที่เหลืออีก 30% มาจากการขายบัตร ซึ่งปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถหารายได้หลักมาจากการขายบัตรได้ เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถขายบัตรเข้าชมงานได้ในราคาที่สูง จึงทำให้ผู้จัดงานต้องหารายได้หลักมาจากสปอนเซอร์”

เตรียมลุยเวิลด์ เฟสติวัล

 แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถขายบัตรงานมิวสิค เฟสติวัล ในราคาที่สูงได้ แต่มูลค่าตลาดมิวสิค เฟสติวัล ก็มีอัตราการเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10% ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดมิวสิค เฟสติวัล มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท และจากมูลค่าตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ยุทธนา มีแผนที่จะจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่ หรืองานเวิลด์ อีเวนต์ ภายหลังจากนำบริษัท แก่น 555 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2562 เพื่อระดมเงินมาลงทุนการจัดงานดังกล่าว

 “เป้าหมายใหญ่ของเรา ถือการเนรมิต ‘เวิลด์ เฟสติวัล’ ให้เกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย เพื่อดึงคนจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครทำได้ ซึ่งงานที่ประเทศไทยจัดและสามารถดึงให้คนทั่วโลกเข้ามาร่วมงานได้ก็มีแค่ ‘ฟูลมูนปาร์ตี้’ เท่านั้น”

 ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่อยากจะจัดงานสเกลใหญ่ที่นักท่องเที่ยวต้องบุ๊กไว้ในอีเวนต์ประจำปีว่าต้องเข้าร่วมงาน ชนิดแบบว่าพลาดไม่ได้ ส่วนเฟสติวัลระดับโลกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในปัจจุบันมีเพียงประเภทมิวสิค เฟสติวัล อย่างทูมอร์โรว์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเบลเยียม และภูมิภาคต่างๆ 1 ประเทศ รวมไปถึงการจัดงาน แกลสตันเบอรี่ (Glastonbury) ที่ซัมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ

 ยุทธนา กล่าวว่า เกณฑ์การขึ้นแท่นเฟสติวัลระดับโลกจะต้องเป็นงานขนาดใหญ่มีคนเข้าร่วมงานหลักแสนคนขึ้นไป นอกจากนี้ ยังต้องเป็นงานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และมีศิลปินระดับโลกมาให้เข้ามาร่วมงาน จึงจะสามารถนั่งแท่นเป็นเฟสติวัลระดับโลกได้

 “ภายใน 2 ปีนับจากนี้ ประเทศไทยจะได้เห็นเวิลด์ เฟสติวัล ที่เราจัดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดงานใหญ่ระดับโลกได้ ซึ่งในส่วนของงบประมาณการจัดงานคาดว่าจะใช้อยู่ที่ประมาณ 500-600 ล้านบาท และหากการจัดงานดังกล่าวประสบความสำเร็จเราก็มีแผนที่จะส่งออกอีเวนต์ไปจัดในต่างประเทศด้วย”

ปีนี้จัดเต็มอีเวนต์ใหญ่ 3 งาน

 หลังจากผนึกกำลังกันอย่างแข่งขันระหว่าง “มิ่งมงคล” กับ “ยุทธนา” เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประเดิมงานโปรเจกต์แรกกับคอนเสิร์ต KHAOYAI COUNTDOWN กอด ข้าม ปี เพื่อเป็นการทดลองตลอดมิวสิคเฟสติวัลภายในการดูแลของบริษัทน้องใหม่ “แก่น 555”

 จุดเด่นของการจัดงานดังกล่าว นอกจากจะได้พบกับ 14 ศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาร้องเพลงเพราะๆ ในบรรยากาศที่พิเศษสุดๆ รายล้อมไปด้วยขุนเขาและต้นไม้จาก MIDWINTER FARM แล้ว คอนเซ็ปต์ของงาน KHAOYAI COUNTDOWN กอด ข้าม ปี ยังจะมีกิจกรรมให้ผู้ที่เข้ามางานได้ทำร่วมกัน คือ การกอดในช่วงของการนับเคาต์ดาวน์ข้ามปี 2560 สู่ปี 2561

 ยุทธนา กล่าวว่า ในส่วนของแผนการจัดงานอีเวนต์ในปี 2561 นี้ เรามีแผนที่จะจัดงานทั้งหมดประมาณ 3 งาน ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 80 ล้านบาท โดยในส่วนของต้นปีจะเป็นการจัดงาน ยัง เฟสติวัล จะเป็นงานเทศกาลที่นำเสนอไลฟ์สไตล์การรวมตัวของกลุ่มคน (Community) เพื่อฉีกตลาดการทำอีเวนต์ในเมืองไทย ส่วนกลางปีจะเป็นการจัดงานเฟสติวัล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างคิดหาธีมงานที่จะนำมาเล่น และปิดท้ายปลายปีด้วยการจัดงานเคาต์ดาวน์ เฟสติวัล

แต่ละงานที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ยุทธนา คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งถือว่าสูงกว่างานเขาใหญ่ที่จัดไป งานนั้นมีคนเข้ามาร่วมงานอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 คน ส่วนรูปแบบของงานก็จะเน้นไปที่ความแตกต่าง หลังจากจัดงานครบทั้ง 3 งาน คาดว่าจะมีรายได้จากการจัดงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะยังไม่มีการจัดงานมิวสิค เฟสติวัล ขนาดใหญ่เหมือนกับต่างประเทศ เพื่อดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาร่วมงาน แต่จากความตั้งใจของบริษัท แก่น 555 ที่ต้องการจะจัดเวิลด์ เฟสติวัล ให้เทียบเท่ากับงานทูมอร์โรว์แลนด์ หากได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วยเสริม เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมการรับรู้ในการจัดงานให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบ เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าอย่างแน่นอน