Burberry ปีฉลูปล่อยแคมเปญ Chinese New Year 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642713

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 12:33 น.Burberry ปีฉลูปล่อยแคมเปญ Chinese New Year 2021 Burberry ปล่อยแคมเปญ Chinese New Year 2021 เฉลิมฉลองปีฉลู ดึงนางแบบและนายแบบดาวเด่นร่วมถ่ายทอดเรื่องราว

Burberry ปล่อยแคมเปญ Chinese New Year 2021 ที่ได้นางแบบและนายแบบดาวเด่นมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวอย่าง Liu Wen @liuwenlw และ Wang Xiangguo พร้อมด้วยช่างภาพมากฝีมืออย่าง Feng Li

แคปซูลคอลเลคชั่นนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ นำเสนอคอลเลคชั่นพิมพ์ลาย Burberry Check อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเทรนช์โค้ทและชุดกีฬา พร้อมกับกระเป๋า Olympia Bag ที่มาในเฉดสีใหม่ และที่พิเศษไปกว่านั้น Burberry ได้นำเสนอลวดลาย Thomas Burberry โมโนแกรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปีนักษัตร เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ปีฉลูอันเกี่ยวข้องกับธาตุดินแสดงถึงความทรงพลังและความสงบ

สาวก Burberry สามารถเข้าไปเลือกช้อปคอลเลคชั่นพิเศษได้แล้วที่ Burberry สโตร์ ทุกสาขา และ ออนไลน์ สโตร์ www.burberry.com

รวมคุณสมบัติเด่นในเรซูเม่ ฉบับอัพเดทใหม่ปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642576

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 09:01 น.รวมคุณสมบัติเด่นในเรซูเม่ ฉบับอัพเดทใหม่ปี 2021เขียนเรซูเม่ยังไงให้ได้งาน รวมคุณสมบัติน่าจับตาในเรซูเม่ที่เห็นแล้วเทคะแนนให้จนอยากเรียกไปสัมภาษณ์ในปี 2021

ส่อง 20 สกิลการทำงานที่จะเป็นที่ต้องการของคนทำงานในปี 2021 สำหรับคนที่อยากเริ่มทำงานหรือหางานใหม่ ด้วย 20 คุณสมบัติที่จะทำให้คุณมี attitude ดู positive และน่าเรียกมาสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน ลองเลือกข้อที่ใช่สำหรับตัวเราแล้วไปปรับใช้กันได้เลย

1. Adaptability จะบอกว่าโควิด-19 เป็นเหตุก็ได้ ทำให้คุณสมบัติของคนที่ปรับตัวเก่ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ได้จะเป็นที่ต้องการขององค์กรเป็นอย่างมาก คุณสมบัตินี้เริ่มเป็นที่ต้องการเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจทัล ดังนั้น ระบุไว้ในเรซูเม่เท่ๆ ได้เลยสำหรับคนหัวไวที่พร้อมปรับตัวให้ทันยุคสมัยอยู่เสมอ

2. Dependability นายจ้างส่วนใหญ่กำลังมองหาพนักงานที่สามารถพึ่งพาได้จริง หมายถึงการมีความรับผิดชอบต่องานสูง ซึ่งเป็นหนึ่งคุณสมบัติจำเป็นในยุคที่หลายออฟฟิศเริ่มเปลี่ยนมา work from home 

3. Creativity เรื่องของความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกพรสวรรค์ที่หลายองค์กรต้องการมาก และนับเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ AI ยังไม่สามารถเลียนแบบได้ตอนนี้หากเราเป็นคนที่ครีเอทสิ่งใหม่ๆทำเรื่องใหม่ๆห็จะมองเห็นโอกาสใหม่ๆเพื่อมาใช้ในงานได้อยู่เสมอ

4. Innovation ปีนี้ใครๆ ก็อยากเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะนำมาแก้ปัญหาเดิมๆ ถ้าเราเป็นคนที่มีแนวคิดสร้างสรรค์บวกกับความรู้ และพร้อมพัฒนาหาทางออกใหม่ๆ เพื่อใช้ทำในการทำงาน และทำธุรกิจ ก็จะเป็นคนที่มี Innovation และบริษัทต้องการตัวเป็นอย่างมาก 

5.Critical Thinking คนที่สามารถมองเห็นปัญหา และเข้าใจปัญหาได้อย่างละเอียดจนสามารถสร้างสรรค์วิธีแก้ไขและตัดสินใจได้อย่างตรงจุด คือคนที่มี Critical Thinking ที่บริษัทส่วนใหญ่มองหาอยู่ เพราะสามารถนำไปใช้ได้ในทุกส่วนของงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตด้วย

6. Customer Focus คนที่มีเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า จะเป็นหนึ่งในคนที่บริษัทส่วนใหญ่มองหาในปี 2021 และหากเราใส่คุณสมบัติข้อนี้ลงไป อย่าลืมที่จะแสดงความตั้งใจของคุณในการใส่ใจลูกค้า และพร้อมหาคำตอบและทางออกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าลงไปด้วย 

7. Initiative คือคุณสมบัติของคนที่รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองต้องทำอะไร และลงมือทำโดยที่ไม่ต้องรอคำสั่ง รวมถึงการมีความคิดริเริ่ม เตรียมพร้อมอยู่เสมอ อาทิ สามารถคาดการณ์ปัญหาและเตรียมทางออกไว้แล้ว หรือเตรียมไอเดียที่จะนำเสนองานไปล่วงหน้าก่อนที่หัวหน้าจะสั่งงาน  

8.Attitude หนึ่งใน Key to Success ของคนที่ประสบความสำเร็จ สำหรับคนที่มี open mindset พร้อมทำงานด้วย Positive Attitude ย่อมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน เป็นขุมพลังแก่ทีมและเพื่อนร่วมงาน สร้างโอกาสที่จะทำให้งานสำเร็จได้มากกว่าเดิม

9. Integrity ในที่นี่คือการรับผิดชอบต่อคำพูด และมี commitment ต่องานอย่างจริงจัง เพราะบริษัทมองหาคนที่ “พูดจริงทำจริง” เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะได้พนักงานที่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

10. Leadership ภาวะผู้นำคือสิ่งที่บริษัทต้องการในตัวพนักงานยุค work from home ผู้นำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกล้าออกคำสั่ง แต่หมายถึงการไม่กลัวที่เข้ามารับผิดชอบในงาน และสามารถชี้แนะทีมในเรื่องที่จำเป็นได้ พร้อมแก้ปัญหาและมุ่งพาบริษัทไปสู่โอกาสใหม่ๆ 

11. Mathematics เพราะวิชาเลขและการคำนวณเป็นพื้นฐานความรู้ที่คนเราใช้ในทุกวันและในทุกสาขาอาชีพ หากเราสามารถคำนวณเลขแบบง่ายๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีโลจิคที่จะเข้าใจการคำนวณอย่างง่ายได้ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เรซูเม่คุณดูโดดเด่นขึ้นแล้ว 

12. Organization คุณสมบัติการจัดการที่ดีเป็นที่ต้องการขององค์กรเสมอมา และยิ่งต้องการหนักขึ้นเมื่อต้องทำงานที่บ้าน หรือต้องประชุมออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ เพราะจะทำให้พนักงานสามารถจัดการและทำงานหลายอย่างที่เข้ามาพร้อมกัน ในขณะที่ทำงานร่วมกับทีมที่อยู่คนละที่ เพื่อทำงานให้เสร็จตามเวลาได้

13. Planning แทบทุกองค์กรล้วนต้องทำงานเป็นทีม และการวางแผนที่ดี คือหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีมให้สำเร็จ ดังนั้น หากเราเป็นพนักงานที่สามารถเสนอแผนงานที่ดีให้กับทีม และสามารถทำให้แผนสำเร็จพร้อมทั้งแสดงให้เห็นในเรซูเม่ของเราได้ รับรอง HR ต้องสะดุดตาแน่นอน 

14. Professionalism เพราะใครๆ ก็อยากได้คนเป๊ะไปร่วมงานด้วย เพราะมีทั้งความรับผิดชอบ และรู้จักกาลเทศะ ยิ่งในช่วงที่หลายๆ ออฟฟิศเน้นบรรยากาศสบายๆ บวกกับการได้ work from home มากขึ้น ความเป็น Professionalism ยิ่งถูกมองหา เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีและผลงานที่คาดหวังได้

15. Reading Comprehension อีเมลคือเครื่องมือหลักที่ใช้ติดต่อกันในโลกของการทำงาน นี่ยังไม่นับรวมเอกสารอีกมากมาย ถ้าเราเป็นคนที่อ่านหนังสือได้แตกฉาน จับใจความได้เป็นอย่างดี ย่อมทำให้ HR คาดการณ์ได้ว่าเราจะสามารถสื่อสารในที่ทำงานผ่านอีเมลและเอกสารต่างๆ ได้ดีไปด้วย

16. Reliability คือคนที่พร้อมจะทำงานและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะยากหรือง่าย เล็กหรือใหญ่ และเป็นคนที่หัวหน้าหรือนายจ้างรู้ว่าจะสามารถสร้างให้ไปต่อในตำแหน่งและความรับผิดชอบที่มากขึ้นได้ คุณสมบัติข้อนี้จึงเป็นอีกข้อที่น่าเอามาใส่และแสดงให้เห็นในเรซูเม่เป็นอย่างมาก

17. Respect ความเคารพที่ไม่ใช่เพียงแค่เคารพเจ้านาย แต่ยังต้องเป็นความเคารพที่มีให้กับเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะนี่เป็นทัศนคติที่ดีและจำเป็นต่อการสร้าง Teamwork ที่ดีและนำไปสู่สภาพแวดล้อมในออฟฟิศที่น่าอยู่ ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญขั้นพื้นฐานที่บริษัทมองหา

18. Teamwork นี่คืออีกหนึ่งคุณสมบัติที่จำเป็นในปี 2021 ที่เราอาจจะได้เห็นการ work from home มากขึ้น เพียงเราอธิบายความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม และพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อนในทีมเพื่อให้งานสำเร็จไปได้อย่างดีในเรซูเม่ ก็จะทำให้ได้คะแนนเพิ่มจาก HR ได้ไม่ยาก

19. Verbal Communication การต้องทำงานกันคนละที่และต้องใช้การประชุม Conference Call  ส่วนใหญ่ ยิ่งทำให้การสื่อสารผ่านคำพูดที่ดีเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมาก เพราะเราอาจจะเจอปัญหาขัดข้องทางเทคนิคจากการประชุมออนไลน์ หรือจะต้องประชุมในเวลาอันสั้น ยิ่งทำให้ต้องพูดอย่างชัดเจน ตรงประเด็น เพื่อความถูกต้องในการสื่อสารที่มากที่สุด

20. Non-Verbal Communication นอกจากการพูดในออฟฟิศยังใช้การสื่อสารผ่านตัวอักษรจากอีเมล หรือ text ข้อความ ทำให้การแสดงความสามารถในการสื่อสารด้านการเขียนที่ดีในเรซูเม่ปี 2021 ของเราด้วย กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น ยังคงเป็น 3 หลักที่ต้องยึดไว้ในการสื่อสารที่ดีทุกประเภท

How to เลือกชุดว่ายน้ำให้เหมาะกับรูปร่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642507

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 09:50 น.How to เลือกชุดว่ายน้ำให้เหมาะกับรูปร่างดีไซเนอร์สาว แองจี้-แอนเจลิส บาเลก เผยเคล็ดลับเริ่ดๆ ในการเลือกชุดว่ายน้ำให้เหมาะกับรูปร่าง ไม่ว่าจะสาวขี้อาย สาวเจ้าเนื้อ หน้าอกใหญ่ หน้าอกเล็ก ก็สวยได้อย่างมั่นใจ

อยากใส่ชุดว่ายน้ำแต่ไม่กล้าอวดหุ่น สุดท้ายจบลงด้วยการคว้าเสื้อยืด กางเกงขาสั้น วันนี้ โพสต์ทูเดย์ มีเคล็ดลับการเลือกชุดว่ายน้ำอย่างไรใส่แล้วปัง สวย เริ่ด ของดีไซเนอร์สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน แองจี้-แอนเจลิส บาเลก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ AB. Angelys Balek มาฝาก

เริ่มต้นจาก ปรับ Mindset ให้รักในรูปร่างของตัวเองก่อนเลือกซื้อชุดว่ายน้ำ เพราะหากเราไม่มั่นใจ แคร์สายตาคนรอบข้าง แม้จะเลือกชุดว่ายน้ำที่ช่วยพรางรูปร่าง หรือปกปิดส่วนที่เราไม่มั่นใจแค่ไหน ตัวเราเองก็ไม่มีความสุขเวลาใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ดี ดังนั้น ก่อนจะเลือกซื้อชุดว่ายน้ำ หรือเสื้อผ้า ลองปรับมุมมองของตัวเองก่อน ผู้หญิงทุกคนมีความสวยในสไตล์ตัวเอง ขอเพียงรักในตัวตน มีความสุขในทุกชุดที่สวมใส่ ไม่ว่าจะเลือกชุดว่ายน้ำดีไซน์ไหนก็สามารถสวยได้ เพราะความสวย ความสดใสจะถูกสื่อสารออกมาจากท่าทาง แววตา และรอยยิ้มของเราเอง

เนื้อผ้าและการตัดเย็บ อีกหัวใจหลักที่ช่วยเพิ่มความสวยให้ผู้หญิงได้ ชุดว่ายน้ำที่เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นน้อยจะมีผลต่อการสวมใส่ได้ ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อชุดว่ายน้ำต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อได้ลองสวมใส่แล้วชุดว่ายน้ำนั้นๆ สามารถยืดหยุ่น ใส่แล้วกระชับรูปร่างและช่วยอำพรางจุดด้อยและเสริมจุดเด่นของผู้หญิงแต่ละคนได้หรือไม่

สาวขี้อาย

ใครที่ไม่ค่อยมั่นใจที่จะสวมใส่ชุดว่ายน้ำ ก็ค่อยๆ เริ่มสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการเลือกชุดว่ายน้ำวันพีชดีไซน์เรียบๆ มีลูกเล่นเล็กน้อย หรือจะเป็นดีไซน์แนวสปอร์ตก็ดูเท่ไม่เบา

สาวเจ้าเนื้อ หน้าอกไซส์ใหญ่ มีสะโพก

ชุดว่ายน้ำวันพีช โชว์ความเซ็กซี่เบาๆ ด้วยคอวี ควรหลีกเลี่ยงลวดลายหรือลูกเล่นช่วงอก เพราะจะเป็นการเน้นให้ช่วงบนดูใหญ่ยิ่งขึ้น ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ ที่โชว์หน้าอกนิดหน่อย คู่กับกางเกงเอวสูง หรือชุดว่ายน้ำที่เล่นแทบสีแนวตรง ก็ช่วยให้รูปร่างดูเพรียวขึ้น 

สาวหน้าอกเล็ก มีสะโพก

ชุดวันพีชที่มีลูกเล่น ช่วงอก ช่วยเสริมให้หน้าอกดูใหญ่ขึ้น ชุดวันพีชดีไซน์เรียบง่าย หรือ มีลูกเล่นแบบบ่าเดียว สามารถพรางให้ร่างกายดูเพรียวสมส่วนมากขึ้น สาวคนไทยที่มั่นใจจะจัดชุดทูพีชลวดลายสวยๆ เว้าสูงก็สามารถเน้นสัดส่วนความเว้าได้อย่างดี

สาวหน้าอกเล็ก สะโพกเล็ก มีส่วนเว้าแค่เล็กน้อย

แนะนำให้เลือกชุดว่ายน้ำที่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้ง มีลูกเล่น เช่น ระบาย ลายดอก ปักเลื่อม เพื่อเพิ่มมิติให้หุ่น หรือจะเลือกชุดว่ายน้ำวันพีชคอวีแหวกลึก ก็เพิ่มเสน่ห์ให้ชวนมอง สำหรับสาวขี้อาย สามารถเลือกทูพีช ที่ช่วงบนดีไซน์แบบเสื้อครอป ท่อนล่างเป็นกระโปรงระบาย ก็สวยเก๋ไปอีกแบบ 

สาวมีหน้าท้อง

สาวคนไหนกังวลเรื่องหน้าท้อง จนไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำ หมดกังวลได้เลยเพราะคุณแองจี้ แนะนำว่า ให้เลือกชุดว่ายน้ำที่มีลูกเล่นช่วงเอว หากเป็นวันพีช ให้เลือกชุดที่มีดีไซน์จับจีบช่วงเอว เพื่อพรางสัดส่วนช่วงเอว หรือ เลือกชุดว่ายน้ำโทนสีเข้ม ช่วยพรางหุ่นได้ หรือจะเป็นดีไซน์ที่มีลูกเล่นตรงช่วงไหล่ หรือแขนพองๆ ก็เป็นการดึงดูดสายตาได้

ผลงานสุดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของความรักนิจนิรันดร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642428

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 09:20 น.ผลงานสุดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของความรักนิจนิรันดร์วนัช กูตูร์ ต้อนรับปี 2021 ด้วยคอลเลคชั่นชุดแต่งงานในฝันสุดโรแมนติกราวกับซินเดอเรลล่า Vanus Couture Ultra Luxury Bridal Collection 2021

สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ ที่ติดตามผลงานมาตลอดทั้งปีเลยทีเดียว สำหรับห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ และเพื่อเป็นเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลปีใหม่นี้ วนัช กูตูร์ เผยโแมคอลเลคชั่นชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสสุดตระการตาภายใต้ชื่อ “Vanus Couture Ultra Luxury Bridal Collection 2021” ซึ่งเป็นชุดผลงานสุดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของความรักที่เป็นนิจนิรันดร์คงความงดงามเหนือกาลเวลาและความสวยสง่าที่สมบูรณ์แบบ

คอลเลคชั่นนี้เกิดจากแรงบันดาลใจและจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ของสรรค์สุดเกตุดีไซเนอร์ผู้ออกแบบและเจ้าของห้องเสื้อที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานชุดแต่งงานทั้งหมดนี้ให้ออกมาเป็นชุดที่ดูมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วยการเพิ่มเลเยอร์และใส่ความพลิ้วไหวให้ชุดดูสวยงดงามดั่งเจ้าหญิงในนิยายรวมถึงลวดลายของงานปักแบบกูตูร์ที่ยังไม่เคยทำมาก่อนซึ่งยังคงเอกลักษณ์เฉพาะที่ใครได้พบเห็นก็จดจำได้เป็นผลงานที่เกิดจากความรักเปล่งประกายไปด้วยความสุขสะท้อนออกมาด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้เมื่อต้องกับแสงไฟเต็มไปด้วยความหมายและดูทรงคุณค่าในแบบของตัวเอง รวมถึงขนนกและลูกไม้ที่ละเอียดอ่อนที่มีความประณีตงดงาม ให้อารมย์ความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความโรแมนติกที่ยังคงคลาสสิคแบบมิรู้ลืม

โดยได้สาวสวยลุคนางแบบ จีน่า-วิรายา ภัทรโชคชัย มาร่วมอวดโฉมความงดงามในครั้งนี้กว่า 10 ชุด เรียกได้ว่าถ่ายทอดผลงานออกมาได้สวยตราตรึงใจมากจริงๆ สำหรับว่าที่เจ้าสาวท่านไหนที่มีความฝันที่อยากสวมใส่ชุดที่ถูกออกแบบมาในสไตล์เจ้าหญิงสุดโรแมนติกแบบนี้  สามารถติดตามผลงานของทางห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ผ่านช่องทาง www.facebook.com/vanuscouture

สิ่งสำคัญในปี 2021 ชี้คนอยากใช้เวลากับคนที่รัก และทำสิ่งที่สร้างความแตกต่างมากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642501

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 08:40 น.สิ่งสำคัญในปี 2021 ชี้คนอยากใช้เวลากับคนที่รัก และทำสิ่งที่สร้างความแตกต่างมากขึ้นปี 2021 ปีที่ผู้คนให้ความสำคัญกับคนที่รัก เน้นสร้างความแตกต่างมากขึ้น เดินทางท่องเที่ยวได้แบบไม่มีข้อจำกัด

ผลการสำรวจ สิ่งสำคัญในปี 2021’ (What Matters 2021) ทั่วโลกของ อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการเดินทางท่องเที่ยวระดับโลก พบว่า ปี 2021 จะเป็นปีที่ผู้คนให้ความสำคัญกับคนที่รัก และการสร้างความแตกต่างมากขึ้น โดยการใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่รักมากขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งใจที่จะทำมากที่สุด (1 ใน 3) ตามมาด้วยการเดินทางท่องเที่ยวได้แบบไม่มีข้อจำกัด (24%) และการทำสิ่งที่สำคัญ/สิ่งที่สร้างความแตกต่าง (21%)

สิ่งที่น่าสนใจจากผลการสำรวจนี้คือ การท่องเที่ยวได้แบบไม่มีข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 55 ปีขึ้นไปตั้งใจที่จะทำมากที่สุด ส่วนการใช้เวลาที่มีค่ากับครอบครัวและเพื่อนเป็นสิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 25-54 ปีตั้งใจที่จะทำมากที่สุด ขณะเดียวกันการทำสิ่งที่สำคัญ/สิ่งที่สร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 18-24 ปีตั้งใจที่จะทำมากที่สุด

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การวางแผนท่องเที่ยวกับครอบครัวและเพื่อนมากขึ้น การไปท่องเที่ยวแบบไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าให้บ่อยขึ้น และการเลือกท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ 3 อันดับแรกที่ผู้คนทั่วโลกมุ่งมั่นที่จะทำมากที่สุดในปีนี้

“ปี 2020 เป็นปีแห่งการต่อสู้ และการทำให้ดีที่สุดเพื่อความอยู่รอด ถึงแม้บททดสอบที่ผ่านมาจะหนักหนา แต่ผลการสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่า ในปีนี้ผู้คนทั่วโลกตั้งใจที่จะเดินทางท่องเที่ยว ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ ๆ อย่างมีความหมาย รวมถึงใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อน สุดท้ายแล้วผู้คนก็จะต้องออกเดินทางท่องเที่ยวเหมือนเคย เนื่องจากความปรารถนาในเรื่องนี้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดได้” นายทิม ฮิวจ์ส รองประธานฝ่ายพัฒนาองค์กร อโกด้า กล่าว  

ภาพรวมผลการสำรวจ 

สิ่งที่ผู้คนตั้งใจที่จะทำมากที่สุดในปี 2021

  • การใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่รักมากขึ้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จากสหราชอาณาจักร ไทย สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และจีนตั้งใจที่จะทำมากที่สุด
  • การเดินทางท่องเที่ยวได้แบบไม่มีข้อจำกัดคือสิ่งที่ชาวสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตั้งใจที่จะทำมากที่สุด
  • การทำสิ่งที่สำคัญ/สิ่งที่สร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่ชาวอินโดนีเซีย ไต้หวัน และเวียดนามตั้งใจที่จะทำมากที่สุด
  • การได้ออกไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและทำกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ มากขึ้น อยู่ในอันดับ 2 และ 3 สำหรับชาวไทย และญี่ปุ่นตามลำดับ
  • การหยุดทำงานทางไกล และ/หรือกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ คือสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์ (9%) เวียดนาม (7%) และอินโดนีเซีย (7%) ตั้งตารอมากที่สุด ขณะที่ชาวจีน (1.2%) ญี่ปุ่น (1.5%) และสหราชอาณาจักร (2%) ตั้งตารอน้อยที่สุด
  • การชมการแสดงสด การแข่งขันกีฬา หรืองานอีเว้นท์ขนาดใหญ่เป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งตารอน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 แต่ชาวสหรัฐอเมริกา (8%) สหราชอาณาจักร (8%) และญี่ปุ่น (7%) มีแนวโน้มที่จะตั้งตารอมากกว่าผู้คนชาติอื่นที่สุด 

ตามกลุ่มอายุ

  • การใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่รักมากขึ้นเป็นสิ่งที่กลุ่มคนอายุ 25-34, 35-44 และ 45-54 ปี ตั้งใจจะทำมากที่สุด ส่วนการทำสิ่งที่สำคัญ/สิ่งที่สร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่กลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ตั้งใจจะทำมากที่สุด ขณะที่ “การเดินทางท่องเที่ยวได้แบบไม่มีข้อจำกัด” เป็นสิ่งที่กลุ่มคนอายุ 55 ขึ้นไปตั้งใจทจะทำมากที่สุด
  • การได้ออกไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ และทำกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ มากขึ้น อยู่ในอันดับ 3 สำหรับกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป 

การเดินทางท่องเที่ยว

  • การเดินทางกับคนที่รักมากขึ้น เป็นสิ่งที่คนเกือบทุกชาติมุ่งมั่นที่จะทำมากที่สุด ยกเว้นชาวสหราชอาณาจักรและไต้หวันที่มุ่งมั่นจะเดินทางแบบไม่ต้องวางแผนให้บ่อยขึ้นมากที่สุด ส่วนชาวญี่ปุ่นก็มุ่งมั่นที่จะเดินทางแบบไม่รีบร้อนมากที่สุด เพื่อใช้เวลากับสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่มากขึ้น
  • การเดินทางแบบไม่รีบร้อน อยู่ในอันดับ 2 สำหรับชาวสิงคโปร์และมาเลเซีย
  • การเลือกท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น อยู่ในอันดับ 2 สำหรับชาวเวียดนาม เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย และอินโดนีเซีย
  • การไปเที่ยวในสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนไป คือสิ่งที่ชาวอินโดนีเซีย (16%) ไทย (14%) และญี่ปุ่น (13%) มุ่งมั่นที่จะทำมากกว่าผู้คนชาติอื่นที่สุด

ตามกลุ่มอายุ

  • การเดินทางกับคนที่รักมากขึ้น เป็นสิ่งที่คนทุกกลุ่มอายุมุ่งมั่นที่จะทำมากที่สุด
  • การเลือกท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น อยู่ในอันดับ 2 สำหรับกลุ่มคนอายุ 25-34, 35-44 และ 45-54 ปี
  • การเดินทางแบบไม่รีบร้อน อยู่ในอันดับ 2 สำหรับกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป
  • การเดินทางแบบไม่ต้องคิดวางแผนให้บ่อยขึ้น อยู่ในอันดับ 2 สำหรับกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี อันดับ 3 สำหรับกลุ่มคนอายุ 24-34, 35-44, และ 55+ ปี และอันดับ 4 สำหรับกลุ่มคนอายุ 45-54 ปี 

ประเทศไทย

  • การใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่รักมากขึ้น (38%) เป็นสิ่งที่ชาวไทยตั้งใจที่จะทำมากที่สุด ตามมาด้วยการได้ออกไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและทำกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ มากขึ้น (22%) และการทำสิ่งที่สำคัญ/สิ่งที่สร้างความแตกต่าง (17%)
  • ในด้านการเดินทางท่องเที่ยว การเดินทางกับครอบครัวและเพื่อนให้มากขึ้น (43%) คือสิ่งที่ชาวไทยมุ่งมั่นที่จะทำมากที่สุด ถัดมาคือ การท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น (22%) และการไปเที่ยวในสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนไป (14%)

How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642424

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.How to ดูแลผิวสวยไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือฝุ่น PM 2.5แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ด (ไม่) ลับการดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5

มลพิษที่ลอยในอากาศ (Airborne particulate matter pollution) อย่าง PM 2.5 (Particulate Matter) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรง โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าเสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกินการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำนึงถึงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากการเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองในปัจจุบัน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช จัดกิจกรรมแนะเคล็ด (ไม่) ลับ ‘ดูแลผิวสวยอย่างไม่กลัวผิวเสีย พร้อมวิธีรับมือกับฝุ่น PM 2.5’ 

สาเหตุของปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของเรานั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยก็คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในจะเกี่ยวข้องกับระบบของร่างกายเรา เช่น การรับประทานอาหาร ระบบขับถ่าย การพักผ่อน อารมณ์ และความเครียด ส่วนปัจจัยภายนอกที่คอยทำร้ายผิวสามารถแบ่งได้ 5 สาเหตุ ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การอาบน้ำร้อน แสงแดด และมลพิษทางอากาศ

แสงแดดและมลพิษทางอากาศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบันโลกของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศมากขึ้น ยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ารูขุมขนคนเราถึง 20 เท่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ง่าย และส่งผลกระทบกับผิวหนังโดยตรงขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ซึ่งระยะเวลาการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลความชุ่มชื้น เนื่องจาก PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และทำลายโปรตีนฟิลแลกกริน (Filaggrin) ที่มีหน้าที่ป้องกันผิวหนัง (epidermal barrier protein)
  • ระยะเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานาน โดยฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

เคล็ดลับในการป้องกันและการดูแลผิว

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด หรือสัมผัสให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานของผิวหนังน้อยหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว จะยิ่งต้องดูแลและป้องกันตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว หมวก แว่นตา เพื่อปกปิดไม่ให้ผิวเราสัมผัสกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอีกขั้น

การดูแลผิวเมื่อกลับถึงบ้าน ควรรีบอาบน้ำชำระล้างผิวให้สะอาด ควรฟื้นฟูสภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย จะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง แนะนำให้เลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

การบำรุง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรซิ่งครีม และเสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวกันไม่ฝุ่นสัมผัสกับผิวได้โดยตรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ไม่อุดตันรูขุมขน และมีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อมลภาวะ เพราะเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ เวลาที่ได้รับเชื้อโรคหรือฝุ่นเข้ามาก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ รวมถึงงดการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยสามารถปรับเปลี่ยนมาออกกำลังในร่มแทน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรดื่มน้ำสะอาดในระหว่างวันให้มากๆ

การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/642419

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:25 น.การพัฒนาองค์กรเชิงองค์รวมเพื่อก้าวข้ามสู่ความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทุกวันนี้โลกมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน และคลุมเครือ ทั้งภาวะเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ที่กลายพันธุ์ และส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้งล็อคดาวน์เต็มรูปแบบและบางส่วน รวมทั้งความสับสนในการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการพยุงภาวะเศรษฐกิจ วัคซีนที่เป็นคำตอบก็ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 เดือน กว่าจะเริ่มฉีดและอีก 5-6 เดือนถึงจะครอบคลุมอย่างทั่วถึง อีกทั้งเทคโนโลยี เอไอ หุ่นยนต์ ก็ล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ทำอย่างไรจึงจะตามให้ทัน สังคมทุกระดับจึงสั่นคลอน ระบบเดิมก็ล่มสลาย มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารองค์กรจึงมีความเสี่ยง การปรับตัวจึงรุนแรงเพื่อรับมือผลกระทบจากโควิดและการเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอด ใครปรับไม่ทัน ต้องโดนทิ้ง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง การบริหารจัดการในรูปแบบเดิมๆ ไม่อาจก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเป้าหมายสูงสุดองค์กร นั่นคือ ความอยู่รอด แต่จะรอดได้ องค์กรต้องสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น คุณค่าดังกล่าวต้องมาจากบุคลากร การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นคำตอบสุดท้าย คำถามที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนาบุคลากรด้วยองค์ความรู้อะไรและอย่างไร องค์กรจึงจะมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว คำตอบคือองค์รวม แล้วมันมีความหมายอย่างไร

ประการแรก บุคลากรต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาเสียใหม่ จากเดิมที่เน้นเพียงเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งมันดี แต่ไม่พอ มาเป็นการพัฒนามุมมองเชิงยั่งยืนที่จะสร้างองค์กรให้มีการเติบโตอย่างสมดุลต่อเนื่อง

ประการที่สอง การพัฒนาเชิงยั่งยืนจำเป็นต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นองค์รวม โดยต้องสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง ทักษะด้านการบริหารจัดการ (Technical Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) เพราะลำพังการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้

ประการที่สาม การพัฒนาเชิงองค์รวมจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิดเพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ มิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย ด้วยการปรับออกจากกรอบความคิดเดิมๆ บุคคลจึงสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น พึ่งพาตนเองเป็นหลัก สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก และที่สำคัญ มันให้ความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

ประการที่สี่ บุคลากรต้องไม่หยุดการใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ บุคคลจึงสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ อีกทั้งการพัฒนามุมมองเชิงองค์รวม บุคคลจึงสามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงจะสามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่ห้า บุคลากรต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่นในตนเอง หนักแน่น เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน ควบคุมตนเองได้ จึงจะสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน รู้ว่าจะตอสนองอย่างไรให้เหมาะสม ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง

ประการที่หก เพราะบุคลากรหลากหลาย ต่างเจน ต่างวัย ต่างความคิด บุคลากรมีตัวตนสูง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง การทำงานร่วมกันจึงมิใช่ว่าต้องทำทุกคนให้เหมือนเรา แต่ต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ด้วยมุมมองดังกล่าว บุคคลจึงต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดที่แตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจกัน ไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน และศรัทธา นำไปสู่ทีมงานที่เข้มแข็ง

ประการที่เจ็ด การอยู่ร่วมกันเป็นองค์กร จำเป็นต้องเล่นเป็นทีม ทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำที่เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว อย่างมีเอกภาพ

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้คือศักยภาพของบุคลากรที่แท้จริง เพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความท้าทายมากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญคือ ท่านจะพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถระเบิดศักยภาพบุคลากรและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641939

วันที่ 04 ม.ค. 2564 เวลา 17:50 น.ทำไมศักยภาพบุคลากรจึงถดถอย ไม่ยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

โลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เทคโนโลยีก้าวกระโดด การแข่งขันรุนแรง เราต่างทราบดีว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญเพื่อความอยู่รอดขององค์กร แล้วทำไม บุคลากรจึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เหมือนมีอะไรมาฉุดรั้งไว้ ทำให้ทีมงานขาดประสิทธิภาพ องค์กรไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วนั่นเป็นเพราะอะไร รากของปัญหาช่วงชีวิตคนเรามีความท้าทายต่างๆ มากมายที่ผ่านเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางอย่างก็รับมือได้อย่างดี สำเร็จดังตั้งใจ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ เรียกว่าพลาดพลั้ง เมื่อความพลาดพลั้งเกิดขึ้น ก็มักเก็บเอามาโทษตัวเอง ตำหนิตนเอง มองตนเองว่าไม่ได้เรื่อง ตรงนี้แหละคือประเด็น เพราะแยกไม่ออกระหว่างงานที่เป็นเรื่องรูปธรรมกับความรู้สึกที่สะท้อนตัวตน งานนั้นอาจไม่สำเร็จ พลาดเป้าหมาย แต่กับความรู้สึกต่อพลาดพลั้งนั้นมันคนละเรื่องกัน

ว่าไปแล้ว ความพลาดพลั้งเป็นเรื่องปกติ แต่บุคคลไปแปลความพลาดพลั้งเป็นความรู้สึกผิด เมื่อเกิดบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าตนสู้คนอื่นไม่ได้ ด้อยกว่า เกิดเป็นปมติดลบในใจ เอาเวลาส่วนใหญ่ไปมุ่งเน้นแต่ข้อผิดพลาดตนเอง จับผิดตนเอง เกิดเป็นความรู้สึกผิด ไม่เห็นคุณค่าตนเอง กลายเป็นคนอ่อนไหว เปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ สะสมมากเข้า ก็เกิดความอึดอัด ขัดแย้งภายใน กดดัน เครียด วิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมุมมองที่ไม่ถูกต้องของตนเองที่มีต่อความพลาดพลัง เอาความผิดพลาดเชิงประจักษ์นั้นกลับมาทำร้ายความเป็นตัวตนของตนเอง ภาวะถดถอยจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด”

ภาวะความรู้สึกผิดนี้เอง คือสาเหตุสำคัญที่คอยบั่นทอนและฉุดรั้ง มิให้บุคคลขับศักยภาพภายในให้ออกมาได้อย่างเต็มที่และก้าวไปข้างหน้า ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลง และที่สำคัญไประบายออกที่คนอื่น นำไปสู่ความขัดแย้งในทีม ส่งผลเป็นขาดการมีส่วนร่วมในทีม ทำให้ส่วนรวมเสียหาย องค์กรก็ไม่บรรลุเป้าหมาย แล้วบ่อยครั้ง ไปลงที่ครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีปัญหา ขาดความสุข ทุกคนพลอยได้รับผลกระทบและส่งต่อภาวะความรู้สึกผิดนั้นไปเรื่อยๆ เกิดเป็นตัวตนที่ติดลบในคนที่รักและสร้างปัญหาไปอย่างต่อเนื่อง

ทางออกของปัญหาจากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความสำเร็จมีสองระดับ คือ ความสำเร็จเชิงประจักษ์และคุณค่าความเป็นตัวตน ความสำเร็จเชิงเชิงประจักษ์เป็นเรื่องความสำเร็จที่เห็นและจับต้องได้ วัดได้ ประเมินได้ แต่คุณค่าความเป็นตัวตนเป็นความสำเร็จในระดับลึกและละเอียดกว่า มันคือความรู้สึกที่สะท้อนถึงคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง

การแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์และความรู้สึกถึงคุณค่าตนเองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป และในมุมมองของความสำเร็จเชิงประจักษ์แล้ว ไม่ว่าเราจะพยายามให้ถึงที่สุดอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ 100% ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจึงไม่มีความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดๆ อย่างเป็นที่สุด เพราะทุกอย่างวิ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 และทิ้งช่องว่างไว้ให้เราปรับปรุงเสมอ การบริหารความพลาดพลั้งจึงต้องแยกความสำเร็จเชิงประจักษ์ออกจากคุณค่าความเป็นตัวตน

โดยสรุปเราต้องปรับมุมมองที่มีต่อเป้าหมาย ความคาดหวัง ความสำเร็จ และศักยภาพ เสียใหม่ ดังนี้1. ความสำเร็จเชิงประจักษ์เป็นเรื่องหนึ่ง ภาวะของการเห็นตนเองมีคุณค่านั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ว่าผลลัพธ์เชิงประจักษ์จะออกมาอย่างไร เราต้องรักษาคุณค่าและความหมายของตนเองไว้เสมอ

2. มองปัญหาเป็นความท้าทาย มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหมด บางปัญหาแก้ได้ บางปัญหาแก้ไม่ได้ เราจึงควรเอาเวลาไปรับมือกับปัญหาที่ท้าทายที่พอจะแก้ไขได้ดีกว่า

3. เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ศักยภาพไม่เท่ากัน ดังนั้น ต้องเลิกเปรียบเทียบ แต่พยายามพัฒนาและขับศักยภาพภายในตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด อย่าหยุด อย่ายอมแพ้ เพื่อพิชิตเป้าหมายอย่างพอใจและมีความสุข

4. การที่จะผ่านมันไปได้นั้น เราต้องปรับเปลี่ยนตนเอง โดยต้องกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่สบาย (Comfort Zone) เลิกยึดติดกับภาพความสำเร็จเก่าๆ นั่นคือ เราต้องสามารถนำตนเองได้ โดยการเอาชนะตนเอง มันคือการตีทะลุผ่านแนวกั้นภายในตนเอง

5. การจะตีทะลุผ่านตนเองได้ ต้องปรับมุมมองและทัศนคติที่มีต่อตนเองเสียใหม่ เห็นตนเองเชิงบวก เห็นตนเองมีค่า เข้าใจตนเอง ยอมรับและให้อภัยตนเอง

6. เพราะสรรพสิ่งไม่แน่นอน เราจึงต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่น การตั้งเป้าหมายจึงต้องมีทางเลือก เราต้องสร้างหลายๆ ทางเลือก เพราะชีวิตไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ดีที่สุด แต่มีหลายคำตอบที่ดีที่สุด

7. ทางเลือกจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและแปลกใหม่ และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ เราต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย

แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล apM ถึงไทยแล้ว!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641636

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 09:30 น.แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล apM ถึงไทยแล้ว!!apM แหล่งรวมแฟชั่นเกาหลีที่โด่งดังที่สุดจากย่านทงแดมุล ถึงไทยแล้ว!! เปิดตัวในรูปแบบ Digital Showroom จากสยามเซ็นเตอร์พร้อมเสิร์ฟถึงบ้านคุณ

หากคุณเป็นอีกคนที่ชื่นชอบแบรนด์แฟชั่นเกาหลีและต้องคอยเกาะติดตามเทรนด์รับแรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่เสมอ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ จัดทุกไลฟ์สไตล์แห่งแฟชั่นมาเอาใจสายเกาอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมแนะนำ apM (เอ พี เอ็ม) เจ้าแรกแห่งการเป็น Digital Showroom สาขาแรก และมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เปิดตัวในรูปแบบมัลติแบรนด์สโตร์ด้วยแบรนด์แฟชั่น และแอคเซสซอรี่ชั้นนำสุดเอ็กซ์คลูซีฟอิมพอร์ตเข้ามาให้เหล่าสยามดีเอ็นเอได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เห็นของจริง และทดลองใส่ก่อนใคร ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

aPM แหล่งรวมแฟชั่นและมัลติแบรนด์กว่า 800 แบรนด์ดังใจกลางย่านทงแดมุน ครองแชมป์มานานกว่า 20 ปี การันตีด้วยความไว้วางใจจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกต่างปักหมุดมาอัพเดทเทรนด์ที่นี่ด้วยคอลเลคชั่นที่แตกต่างทุกซีซั่น มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวพร้อมคุณภาพระดับพรีเมี่ยม อีกทั้งยังมีหลากหลายสไตล์ให้เลือกคอมพลีทลุคโดดเด่นตั้งแต่กลางวันจนถึงชุดออกงานกลางคืน ทั้ง Sophisticated Smart, Playful Dress Up, Sporty Denim และ Laidback Loungewear จึงทำให้ apM เป็นศูนย์รวมของเสื้อผ้าแฟชั่นที่ใครๆต่างต้องมา!!

apM เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ พร้อมดึงแบรนด์ดังสุดจี๊ดมาให้อัพเดทแบบเรียลไทม์ ทันทีที่คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดวางจำหน่ายที่เกาหลี เหล่าสาวกแฟชั่นจะได้ สัมผัสและลองของจริงได้พร้อมกันที่สยามเซ็นเตอร์ และยังอัพเดทแฟชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่องทุกเดือน นำโดย Allover, Angelo, First Name, Dude, 2 d K ,Gentle Women, Top, Papermoon, Design by Youngmin, Maiden, One by Two, Pincode, Verveine, 101 Moon, Forming, Lamerei, Paris Match, Sof, Table, Where wear และอีกมากมาย

พิเศษ! เปิดให้บริการด้วยโมเดลการ Pre-Order สุดล้ำกับ Tap Try Buy เริ่มจาก Tap เลือกดูสินค้าได้จากทุกแพลตฟอร์ม (Facebook : apmthailand), (IG : @apm_th), (Line OA : @apm_th) Try ลองชุดจากของจริง และ Buy ได้ง่ายๆไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อที่หน้าร้านหรือกลับไปสั่งจากแอพพลิเคชั่นที่ไหนก็ได้ การันตีส่งฟรีถึงหน้าบ้านภายใน 14 วัน ฉลอง aPM บุกใจกลางสยาม รับส่วนลดสุดพิเศษสูงถึง 2,500 บาท ฟรีค่าจัดส่ง!! พร้อมอัเดทเทรนด์ใส่ก่อนไม่ซ้อนใครได้แล้ววันนี้ที่ apM ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ พร้อมติดตามและเลือกช้อปได้ทาง Facebook : apmthailand, IG : @apm_th และ Line OA : @apm_th) ตลอด 24 ชั่วโมง

2 สาวเซเลบริตี้ร่วมส่งความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/641632

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 08:45 น.2 สาวเซเลบริตี้ร่วมส่งความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีใหม่สร้างสุข ส่งรอยยิ้ม เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ ทรู ชวน 2 เซเลบสาวส่งมอบอาหารมื้อพิเศษ ให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดกาหลง จ.สมุทรปราการ

โอกาสดีขึ้นปีใหม่ใครๆ ก็อยากเห็นรอยยิ้ม งานนี้ บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) จึงร่วมกับ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ร่วมส่งมอบอาหารมื้อพิเศษจากการที่ลูกค้าใช้ทรูพอยท์แลกอิ่ม ภายใต้แคมเปญ “อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 9” ด้วยคอนเซ็ปต์ “อยากกินอะไรใช้ทรูพอยท์ จัดกิจกรรมอิ่มสุขทุกเมนู…ทรูพอยท์ร่วมแบ่งปัน เพื่อร่วมอิ่มปันสุขให้กับน้องๆ ได้อิ่มท้อง นอกจากนี้ยังได้บริจาคสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน และ อุปกรณ์กีฬา รวมทั้งเงินบริจาคสมทบทุน เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และช่วยเสริมสร้างร่างกายน้องๆให้แข็งแรง อีกทั้งยังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ให้กับเด็กๆ ณ โรงเรียนวัดกาหลง จ.สมุทรปราการ

สำหรับโรงเรียนวัดกาหลง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งได้เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนักเรียนจำนวน 110 คน และคุณครูผู้สอน จำนวน 8 คน โดยในครั้งนี้นอกจากจะมีคณะผู้บริหาร คุณขวัญแก้ว สิริจินดา ผู้อำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ คุณนันทิญา อังคณากานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสุขและความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด แล้วยังมี เซเลบบริตี้ 2 สาวสวยเพื่อนสนิท จิตใจดี

คุณปอนด์-หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา และคุณจุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา มาร่วมแบ่งปันความสุขที่ยิ่งใหญ่ ให้กับเด็กๆ ทั้ง 2 สาว กล่าวว่า “เพราะการให้คือความสุข ที่ยิ่งใหญ่ เราทั้งคู่จึงขอเป็นตัวแทนร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ส่งความสุขนี้ให้กับทุกท่านที่มีส่วนร่วมใน แคมเปญ อิ่มกับทรู Exclusively at CPN ปี 9 ทุกคน เพราะทุกท่านที่แลกอิ่มสุขทุกเมนู จากทรูพอยท์ ในแคมเปญนี้ ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำบุญ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ให้กับเด็กๆ โรงเรียนวัดกาหลง จังหวัดสมุทรปราการ เราทั้งคู่อยากให้มีแคมเปญดีๆแบบนี้ต่อๆไป เพราะรู้สึกว่ามันเกินคุ้มจริงๆค่ะ ในยุคนี้ส่วนลดเป็นเรื่องง่ายมาก แลกพอยท์ แลกคะแนนผ่านหลายๆช่องทางก็มีส่วนลดมากมาย แต่การแลกพอยท์เพื่อได้ส่วนลดและได้ทำบุญไปด้วยนั้น ไม่ได้มีบ่อยๆ ถือเป็นโอกาสดีๆที่เราเองก็แฮปปี้ และยังรู้สึกได้ส่งต่อความสุข สิ่งดีๆ ทุกครั้งที่แลกพอยท์ในแคมเปญนี้ ยังมีคนอีกมากมาย และอีกหลายพื้นที่ในสังคมนี้ ที่รอคอยโอกาสดีๆ อยากให้มีแคมเปญดีๆแบบนี้อยู่เรื่อยๆนะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ”