คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610198

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen

ต่อยอดโบนัสด้วยการเลือกลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัย เพิ่มความมั่นใจเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานรอคอยในช่วงสิ้นปี นอกจากวันหยุดยาว คงหนีไม่พ้น “เงินโบนัส” ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การประเมินผลงานและผลประกอบการของแต่ละบริษัท ไม่ว่าคุณจะได้เงินโบนัสแล้วหรือยังคงลุ้นอยู่ ก็ควรวางแผนต่อยอดเงินโบนัสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในวิธีให้เงินทำงานแทนเราก็คือ “การลงทุน” โดยแต่ละช่วงอายุวัยทำงานก็มีจุดประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกัน วันนี้เราขอแนะนำวิธีบริหารเงินโบนัสให้งอกเงย และเกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงวัย

Gen Z วัยหนุ่มสาวไฟแรง

วัยรุ่น Gen Z ที่กำลังสนุกกับงานแรกในชีวิต เป็นวัยที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัยและโซเชียลมีเดีย  อาจยังไม่มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ ยังมีเวลาและพละกำลังทำงานไปอีกนาน เมื่อได้เงินโบนัสจากงานแรกในชีวิต แน่นอนว่าป็นสิ่งที่ทำให้คุณยิ้มแก้มปริไปนานเลย

แต่ก็อย่าชะล่าใจไป น้องใหม่ควรต่อยอดเงินโบนัสด้วยการลงทุนในความเสี่ยงปานกลาง-สูง โดยแบ่งเงิน 25% ของเงินโบนัสทั้งหมดนำไปลงทุนในกองทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ ควรนำไปฝากออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง คิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดตามจำนวนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยแบบรายเดือน

Gen Y วัยสร้างความมั่นคง

หนุ่มสาว Gen Y ผู้มีประสบการณ์ทำงานมาพอตัว ปีที่ผ่านมามาหลังจากหักลบกลบหนี้แล้วเงินโบนัสยังเหลือไปลงทุนบ้างหรือเปล่า? วัยนี้เป็นวัยที่ต้องมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นช่วงวัยที่มีภาระรายจ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ คอนโด หรือวางแผนแต่งงาน

ดังนั้น การลงทุนที่เหมาะสมกับหนุ่มสาว Gen Y คือการลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อมากับราคาที่ขายไป และเงินปันผล คือส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่ให้กับผู้ถือหุ้น ปัจจุบันเราสามารถติดตามราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นทางการเงิน เข้ากับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงานสุดๆ

และสำหรับคนที่วางแผนสร้างครอบครัวมีลูก ควรเลือกประกันชีวิตประเภทเงินออม ซึ่งข้อดีคือคุณจะมีความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว เพราะไม่สามารถถอนออกก่อนระยะเวลาที่ทำสัญญาไว้  ประกันชีวิตแบบเงินออมมีทั้งระยะสั้น 10-15 ปี และระยะยาวไปจนถึง 20 ปี อีกทั้งเงินที่ได้จากประกันชีวิตแบบเงินออมยังไม่ต้องเสียภาษีใดๆ

Gen X วัยสะสมความมั่งคั่ง

วัยที่มีความมั่นคงทั้งการงานและการเงิน มีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ก็ต้องการความมั่งคั่งเพื่ออนาคตการศึกษาของลูก และเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เงินโบนัสที่เหลือควรเลือกแผนการลงทุนระยะยาว ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องมีเงินสำรองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและครอบครัว เช่น กองทุน RMF ประกันสุขภาพ รวมทั้งประกันบำนาญเพื่อวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่มีผลตอบแทนหรือเงินคืนเหมือนประกันชีวิตสะสมทรัพย์ แต่จะคืนให้เป็นเงินบำนาญจ่ายให้เราจำนวนเท่ากันทุกปีตั้งแต่เริ่มเกษียณ ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนเกษียณจะได้รับเงินชดเชยที่สูงกว่าเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แต่ถ้าเสียชีวิตหลังเกษียณจะได้เงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ หรือเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แล้วหักด้วยเงินบำนาญที่เคยรับไปแล้ว

เห็นแล้วใช่ไหมว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ควรสร้างความมั่นคงในหน้าที่การเงินไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ตัวเลขเงินโบนัสจะมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น เริ่มลงทุนวัยทำงานตั้งแต่วันนี้ ความสำเร็จที่หวังไว้อยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

ภาพ Freepik

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610117

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 16:59 น.

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง

สัตวแพทย์ แนะทริคที่เจ้าของน้องหมาน้องแมวควรทำก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักต้องอยู่บ้านลำพังช่วงหยุดยาวปีใหม่

พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงจะเตรียมตัวหยุดพักผ่อนกันแล้ว บางบ้านอาจจะเดินทางกลับภูมิลำเนา บางบ้านอาจมีแพลนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หากบ้านไหนไม่มีสัตว์เลี้ยงก็ไม่น่ากังวลใจเท่าไหร่ แต่บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงต้องเตรียมตัวให้ดี ควรวางแผนว่าจะพาน้อง ๆ ร่วมเดินทางไปด้วย หรือจะปล่อยให้อยู่เฝ้าบ้านเพียงลำพัง มีข้อมูลดีๆ จาก สพ.ญ.อรประวีณ ตั้งธนศิริกุล สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวเมื่อจำเป็นต้องปล่อยให้น้องๆ อยู่บ้านเพียงลำพังมาฝากกัน

หากจำเป็นต้องปล่อยให้น้องอยู่บ้านเพียงลำพัง ในกรณีที่เจ้าของต้องออกไปทำงาน หรือเดินทางไปท่องเที่ยวไม่กี่วัน เจ้าของควรจะต้องเตรียมตัวดังต่อไปนี้

– ชามน้ำ ชามอาหาร ควรเทในปริมาณที่เพียงพอสำหรับจำนวนชั่วโมงหรือจำนวนวันที่จะไม่อยู่ แต่ถ้าหากไม่อยู่หลายวันการเทอาหารทิ้งไว้นานๆ อาจะทำให้อาหารบูด เสีย เกิดความชื้น ทำให้น้อง ๆ ไม่ทาน หรือกินเข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสียได้

– จัดพื้นที่สำหรับขับถ่าย เช่น วางแผ่นรองซับ วางกระบะทราย ในตำแหน่งที่น้องสามารถเข้ามาขับถ่ายได้สะดวก

– ฝากคนที่ไว้ใจ หากเจ้าของตัวจริงไม่อยู่บ้านนานเป็นเวลาหลายวัน ควรให้เพื่อน ญาติ หรือคนที่รู้จัก แวะเวียนมาคอยดูแล ให้อาหาร และน้ำ เปลี่ยนแผ่นรองซับ เปลี่ยนกระบะทรายของน้องหมาและน้องแมวอย่างน้อยวันละครั้ง

ข้อควรระวังของการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพัง

การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพังนั้น มีข้อควรระวังโดยเจ้าของควรปล่อยน้องๆ ให้อยู่ในบริเวณที่ไม่สามารถหนีออกจากบ้านได้ เพราะการที่เจ้าของไม่อยู่ อาจทำให้น้องๆ สงสัยว่าเจ้าของหายไปไหน จึงเกิดพฤติกรรมหลบหนี โดยการปีนป่ายเพื่อไปหาเจ้าของได้

กรณีที่มีน้องหมาหรือน้องแมวหลายตัว บ่อยครั้งที่เมื่อเจ้าของไม่อยู่ ปล่อยน้องไว้กันเองตามลำพัง มักจะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดตามมา เช่น การเล่นกันที่รุนแรง การกัดกันเอง หรือแม้กระทั่งการกินสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอันตราย ซึ่งกว่าเจ้าของจะกลับบ้านมาก็อาจจะช่วยเหลือไม่ทัน หรือ บาดแผลลุกลามรุนแรงมากแล้ว

หากจำเป็นต้องเดินทางหลายวัน และไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้ แนะนำว่าควรนำมาฝากเลี้ยงที่สถานบริการรับฝากเลี้ยงสัตว์เป็นการดีที่สุด เพราะสถานที่รับฝากเลี้ยงจะมีการแยกสุนัขและแมวเป็นสัดส่วน เมื่อเวลามาฝากน้องๆ จะไม่เครียด ไม่ได้ยินเสียงเห่า ไม่ได้กลิ่นกัน โดยในส่วนของสุนัขจะมีการแยกกรง ในขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตามน้ำหนัก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย ไม่อึดอัด

ในขณะที่มารับบริการ สำหรับการฝากเลี้ยงน้องแมว จะมีพื้นที่แยกสำหรับการปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่น ลับเล็บ เล่นของเล่น ขับถ่ายในกระบะทราย เพื่อผ่อนคลาย ลดความกังวลในขณะที่พามามาฝากเลี้ยง หากเจ้าของมีความต้องการให้น้องได้อยู่แบบส่วนตัวในห้องกว้าง สามารถเลือกห้องกระจก และห้องวีไอพีได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานบริการรับฝากสัตว์เลี้ยงที่ให้บริการหลากหลาย โดยเจ้าของควรเลือกสถานที่รับฝากที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง

ในบางโรงพยาบาลสัตว์ก็มีการให้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ซึ่งหากเจ้าของเลือกฝากเลี้ยงที่นี่ เรียกได้ว่าสามารถอุ่นใจคลายกังวลได้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชม. คอยให้อาหาร น้ำ และทำความสะอาดกรงเมื่อสกปรก เปลี่ยนกระบะทราย หรือแม้กระทั่งพาน้องออกมาขับถ่าย รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลอัพเดตชีวิตประจำวันให้เจ้าของได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีบริการถ่ายรูป ถ่ายคลิป เพื่อส่งให้กับเจ้าของทางไลน์ให้หายคิดถึงได้อีกด้วย และหากพบว่าน้องหมาและน้องแมว มีความผิดปกติ เช่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะมีเลือดปน มีน้ำมูก ไอจาม จะมีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งอาการเพื่อขออนุญาติให้สัตวแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยต่อไป

ทริคง่ายๆ เพียงเท่านี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงก็สามารถอุ่นใจคลายกังวล สามารถใช้เวลาชาร์จแบตในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างเต็มที่ สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจบริการรับฝากเลี้ยง “ฝากดวงใจไว้กับเรา” สามารถรับบริการได้ที่ รพส.ทองหล่อ ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.facebook.com/ThonglorPet

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610100

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:16 น.

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020

เรื่องที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 เพื่อเตรียมรับมือ เข้าใจการทำงานกับ AI สร้างทักษะใหม่ และเรียนรู้ไปพร้อมกับเทคโนโลยี

แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ถูกใช้งานจากทั่วโลก Udemy รวบรวมข้อมูลจากผู้เรียนกว่า 40 ล้านคน และแบบสอบถามจากผู้นำด้านการพัฒนาการและการเรียนรู้ (Learning & Development) กว่า 200 คน สรุปเป็นข้อมูลเทรนด์อนาคตของสิ่งที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

1.AI จะถูกนำมาใช้จริงมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในปี 2020

AI เคยเป็นแค่คอนเซ็ปต์ของเครื่องมือที่จะสามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ และอาจถึงขั้นทำงานแทนที่มนุษย์ได้ ครั้งหนึ่งสิ่งนี้เคยเป็นแค่แนวคิด แต่ปัจจุบัน AI ได้ถูกนำมาใช้งานจริงมากขึ้น อาทิ

  • เซลส์นำ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและนำเสนอการขายที่แม่นยำยิ่งขึ้น
  • HR ใช้ AI ในการวิเคราะห์ใบสมัคร ประเมิน และถึงขึ้นช่วยในการสัมภาษณ์
  • การเงิน นำ AI มาช่วยศึกษาบัญชี และวิเคราะห์รายละเอียดเล็กน้อยที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลง

ในปี 2020 เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น และได้เห็น AI ทำงานที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราต้องเรียนรู้เรื่อง AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น หรือสร้างทักษะใหม่เพื่อทำงานร่วมกับ AI

2.2020 จะเป็นปีของการเรียนรู้การทำงานร่วมกับระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์

บางอย่างเมื่อมันเริ่มต้นไปแล้ว เราก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งคอมพิวเตอร์ถูกใช้ในออฟฟิศสำนักงาน และคนทำงานต้องเรียนรู้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตัวเองทำงานอย่างไร ส่วนเทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพของคนทำงานได้ในแทบทุกสาขาอาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำงานร่วมกับเครื่องมือชิ้นใหม่ตัวนี้ได้อย่างไร หรือเราจะใช้ AI ช่วยเราทำงานอย่างไร

3.Re-skill คนทำงาน

ที่ผ่านมาในการทำธุรกิจ หากมีทักษะใดที่ไม่มีความจำเป็นต่อการทำงานแล้ว องค์กรก็มักจะทำการ Lay off พนักงาน และรับสมัครคนทำงานใหม่ที่มีทักษะที่พวกเขาต้องการเข้ามาแทนที่

แต่ต่อจากนี้ ด้วยภาวะขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงาน ทำให้การแย่งชิงคนทำงานที่มีทักษะที่ต้องการจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก องค์กรต่างๆ จึงเหมาะสมกว่าที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายใน Re-skill ทักษะของแรงงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างทักษะที่ต้องการโดยไม่ต้องหาคนใหม่

4.ข้อมูลจะถูกใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรมากขึ้น

ประสบการณ์ในการทำงานอาจทำให้คนทำงานสร้างสัญชาตญาณที่ช่วยในการวิเคราะห์ ตัดสินใจ แต่ต่อไปเรื่องเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เมื่อองค์กรต่างๆ มีข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ในมือ ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกับเครื่องมือจะช่วยสร้างการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างงเเม่นยำ ยิ่งกว่าสัญชาตญาณ หรือประสบการณ์จะสามารถวิเคราะห์ได้ ทั้งยังทำได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าอีกด้วย สิ่งนี้อาจเปลี่ยนตัวแปรในมูลค่าของคนทำงาน และประสบการณ์อาจไม่ใช่สิ่งชี้วัด แต่คือความสามารถในการใช้ข้อมูลแทน

5.ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี

จากข้อมูลผู้เรียนของ Udemy ได้แสดงให้เห็นว่า หลากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง โดยมีผู้ซื้อคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์มของ Udemy ในคอร์สที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จากหลากหลายประเทศ สิ่งนี้สะท้อนความต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีจากทุกพื้นที่ และสะท้อนว่าหากเรารู้เรื่องเทคโนโลยีจะอยู่ที่ไหนก็ได้

 

ภาพ freepik

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609850

  • นที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 07:19 น.

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่

การคิดเรื่องงานช่วงวันหยุดอาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากเราจะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ยังเหลือเวลาให้ครอบครัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วย มาดูเคล็ดลับที่จะช่วยให้งานและจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างเรียบร้อย พร้อมแล้วแพ็กกระเป๋าเดินทางได้เลย

สัปดาห์สุดท้ายปลายปีแบบนี้ ถึงเวลาที่ใครหลายคนรอคอย พนักงานส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวกลับบ้านพักผ่อนกับครอบครัว ส่วนผู้ประกอบการหลายคนก็คงต้องหัวหมุน จัดการธุรกิจก่อนวันหยุด วางแผนทุกอย่างให้เรียบร้อย ความกังวลเรื่องงานอาจถาโถมเข้ามาทำให้คุณลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการพักผ่อนและชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเอง ฉะนั้น เราจึงมีเคล็ดลับช่วยให้คุณจัดการธุรกิจได้อย่างเรียบร้อยและไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล

ลิสต์สิ่งที่ต้องทำออกมาให้หมด

เมื่อมีสิ่งที่คุณต้องจัดการประมาณ 108 อย่างในช่วงนี้แต่คุณยังคงมีเวลาเท่าเดิมต่อวัน คงเป็นไปได้ยากหากคุณจะสามารถจัดการทุกอย่างได้สำเร็จ คุณจำเป็นต้องลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำออกมาก่อนและเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรที่รอไม่ได้ อะไรที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดยาว ลูกค้าคนไหนที่ต้องส่งของให้หรือร้านค้าร้านไหนที่ต้องเร่งสั่งของก่อนวันหยุด คุณอาจจะเครียดเพราะมีสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมดในเวลาที่จำกัด แต่ถ้าลิสต์ออกมาคุณจะเห็นภาพรวมว่าทุกอย่างนั้นจัดการได้

บอกให้ทุกคนรู้ว่าคุณจะหยุดทำงานวันไหน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะหยุดในวันหยุดยาว บางคนอาจยังเปิดร้านและทำธุรกิจตามปกติ แต่หากคุณจะหยุดยาวต้องแจ้งให้ทุกคนทราบว่ามีวันไหนบ้างที่องค์กรของคุณหยุดทำงาน เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าควรงดทำธุรกิจกับคุณในช่วงนี้ และจะสามารถเริ่มทำธุรกิจกับคุณได้อีกทีวันที่เท่าไหร่ นอกจากนี้ การวางแผนหยุดล่วงหน้าขององค์กรยังดีสำหรับพนักงานของคุณด้วยในการที่พวกเขาจะได้เตรียมตัวจองตั๋วกลับบ้านหรือเดินทางไปพักผ่อน ส่วนคุณเองก็จะได้วางแผนเดินทางไปพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเองด้วยเช่นกัน 

 วางแผนการทำงานล่วงหน้า

หลังจากวันหยุดยาว ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาในวันแรก เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิงของธุรกิจแบบสุดๆ ทางที่ดีคุณจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ลองดูว่าเปิดออฟฟิศมาวันแรกต้องทำอะไรบ้าง ต้องประชุมเรื่องอะไร ต้องคุยกับใคร มีลูกค้าคนไหนที่ต้องเซอร์วิส ทุกอย่างต้องจดไว้ให้เรียบร้อย คุณจะได้ไม่ต้องนั่งกังวลระหว่างทริปพักผ่อนว่าเปิดมาต้องทำอะไร เพราะคุณวางแผนเอาไว้หมดแล้วเรียบร้อย

ประชุมการทำงานกับลูกน้องไว้ก่อน

ช่วงวันหยุดยาวเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเคลียร์สมองตัวเองให้โล่งเพื่อที่จะได้กลับมาทำงานหลังวันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันหยุดจึงควรประชุมกับลูกน้อง โดยแบ่งประเด็นการประชุมออกเป็น 2 ช่วงคือก่อนวันหยุด ติดตามผลงานในแต่ละส่วนว่าเสร็จเรียบร้อยหรือยัง มีอะไรที่ติดขัดตรงไหน ต้องแก้ไขอะไร หากคุณรู้ก่อนจะได้จัดการได้ทัน ส่วนที่ 2 คือหลังวันหยุด วางแผนการทำงานล่วงหน้าไปเลย เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำงานทุกคนจะได้ใช้สมองที่ปลอดโปร่งลงมือทำงานได้อย่างทันที ไม่ต้องมานั่งประชุมกันอีกรอบ

อย่าทำงานช่วงวันหยุด

หากไม่มีอะไรจำเป็น บอกลูกน้องทุกคนเลยว่าไม่ต้องทำงานช่วงวันหยุด ไม่ต้องติดต่อเรื่องงานหากไม่จำเป็น ทั้งคุณและลูกน้องจะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ควรงดใช้สมาร์ทโฟนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลาที่คุณมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอด คุณจะเริ่มคิดว่า เข้าไปเช็กอีเมลหน่อยดีกว่า จนในที่สุดก็กลายเป็นว่าคุณไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ดังนั้น เก็บสมาร์ทโฟนไว้ หยิบหนังสือดีๆ สักเล่มขึ้นมาแทน แล้วปล่อยให้ตัวเองได้พักบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง ลดความกังวลเรื่องงานบ้าง ไว้หมดช่วงเวลาวันหยุดยาวค่อยมาคิดเรื่องงานกันใหม่  

ภาพ freepik

ไอเดียเลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609624

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 18:10 น.

ไอเดียเลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร

เลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร ใน COLLECTIVE  คอนเซ็ปต์สโตร์แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์

เทศกาลแห่งความสุขมาถึงแล้ว! วันนี้เรามี 10 ไอเดียสำหรับใครที่มองหาของขวัญเก๋ๆ สุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยแบบไม่ซ้ำใครมาให้เลือกกันในช่วงเทศกาลสุดพิเศษนี้ ที่ COLLECTIVE  พร้อมบริการห่อของขวัญเมื่อซื้อครบ 1,000 บาทขึ้นไป

MADE BY HOTCAKE: แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เด่นในการมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนไทยด้วยการคัดสรรวัตถุดิบผ้าฝ้ายทอมือท้องถิ่นจากอุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม มาออกแบบตัดเย็บให้มีดีไซน์ร่วมสมัยกับยุคนี้ มีเพียงแบบละไม่กี่ชิ้นเพียงเท่านั้น

BANGKOK TALES: “กระเป๋าโชคดี” คอลเลคชั่นที่ผลิตจากผ้ากระสอบป่านที่มาจากธรรมชาติ และเป็นออร์แกนิค โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ของการออกแบบในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทยในอดีตผ่านสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ได้อย่างเท่ๆ

HAMBLEPIE: กระเป๋ารุ่น Embroidery Mini Picnic งานฝีมือปักแฮนด์เมดที่มีดีไซน์ลวดลายฮิปปี้แบบไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยทรงครึ่งวงกลมเหมาะสำหรับใส่กล้อง มือถือ หรืออุปกรณ์ในวันหยุด หรือสำหรับพกไปทะเลได้สบายตัว

MUSTARD SNEAKERS: แบรนด์รองเท้าผ้าใบที่มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สีสันสดใสและความสบายในการส่วมใส่ มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบสวมและผูกเชือก เหมาะสำหรับคนที่รักการผจญภัย ท่องเที่ยวสนุกกับการออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ต้อนรับปีใหม่นี้ “เราอยากเป็นรองเท้าคู่โปรด ที่พร้อมจะออกเดินทางไปกับคุณในทุกๆ ที่ไม่ว่าจะใกล้ไกล”

LOMMI: กระเป๋างานคราฟท์สไตล์ Boho ที่ยกระดับแบรนด์ไทยไปสู่สากล โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากการเดินทาง อย่างลายปักของคอลเลคชั่นนี้ที่สร้างสรรค์จากวัฒนธรรมของชนเผ่านาวาโฮ ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ หลอมรวมกับหัตถกรรมไทยออกมาเป็นงานศิลป์แฮนด์เมดที่ทำจากวัสดุชั้นดีหนังแท้จากอิตาลีมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

CHAR FLOWER TEA: ชุด Gift set ชาดอกไม้คัดพิเศษระดับพรีเมี่ยมที่มาพร้อมกาน้ำชา และแก้วใสพิเศษสำหรับใส่ชาดอกไม้โดยเฉพาะ ความพิเศษของชาแบรนด์นี้อยู่ที่วัตถุดิบที่ทำจากดอกไม้อบแห้ง 100% หลากหลายชนิด และที่สำคัญไม่มีสี ไม่ใส่น้ำตาล และไร้กาเฟอีนอีกด้วย

ARMA HERBAL: “ดมยาดมอย่างไรให้ดูเท่” แนวคิดของแบรนด์ที่ลบภาพเก่าของยาดมที่เคยมีมา ที่ทำให้ดีไซเนอร์ของแบรนด์นี้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของยาดมให้มีความร่วมสมัย และเท่ทุกครั้งเมื่อใช้งานให้เหมาะกับยุคนี้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นเพื่อนคู่กายได้ทุกที่ ถือได้เก๋ไม่เหมือนใคร

ZILA MARBLE: ถาดอเนกประสงค์และของตกแต่งบ้านทำจากหินอ่อนนำเข้าจากประเทศอิตาลีคุณภาพเกรดพรีเมียมที่พิเศษด้วยแผ่นหินที่ไร้รอยต่ออย่างประณีต ลายสวยงามต่อเนื่อง เหมาะกับใช้บนโต๊ะทานข้าว ห้องนั่งเล่น หรือห้องน้ำ เพิ่มความหรูให้กับบ้านได้อย่างง่ายดาย

STORIES CERAMICS: จานนักษัตรมงคล ของขวัญประดับบ้านต้อนรับปีหนูนี้ที่โดดเด่นในการออกแบบลวดลายไทยๆ ลงบนเซรามิก โดยศิลปินปอม ชาน ที่แฝงไปด้วยพลังที่ทรงคุณค่า และสวยงาม อยู่บนจานพอร์ซเลนพิมพ์ลายสีที่ปราศจากสารตะกั่ว

SIMPL WATCH: นาฬิกาข้อมือที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลแต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน และลายกราฟฟิกบนหน้าปัด กับวัสดุคุณภาพระดับสากล เหมาะสำหรับทั้งชายและหญิง สามารถเลือกเป็นเครื่องประดับที่ใส่ได้ในทุกๆ วัน

และยังมีอีกกว่า 70 แบรนด์ที่ให้คุณได้เลือกช้อปของขวัญที่ใช่แบบมีสไตล์อีกมากมายพร้อมโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 30% ตั้งแต่วันนี้-6 มกราคม 2563 ที่ร้าน COLLECTIVE Collective คอนเซ็ปต์สโตร์แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ เปิดให้บริการแล้ววันนี้ 2 สาขา ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด และชั้น 1 เดอะ สตรีทรัชดา

Facebook : Collective Store

Instagram : CollectiveStore.Official

Line Official Account : @CollectiveStore

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609586

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 15:07 น.

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน

นายแพทย์กมล แสงทองศรีกมล แนะเคล็ด(ไม่)ลับ 9 วิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดูแลเด็กๆ

 

การรังแก กลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือการบูลลี ได้กลายเป็นปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย จากสถิติของกรมสุขภาพจิต ชี้ว่า ในปี 2561 มีจำนวนนักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนสูงถึง 600,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 40% มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จึงได้จัดกิจกรรมเพื่ออบรมให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่โรงเรียนทอสี  ในหัวข้อ “คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่ ไม่บูลลี่ในเด็ก” เพื่อเป็นการสานต่อโครงการ “Shared Kindness คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่” รณรงค์ลดการทำร้ายจิตใจผ่านคำพูด สนับสนุนการส่งต่อคำพูดสร้างสรรค์ในสังคมไทย  ปัญหาการล้อเลียนชื่อพ่อแม่ การเรียกชื่อสมมติหรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมด้วยกัน และการตบหัวหรือการชกต่อยกัน พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู บางท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หากเราไม่ไปสนใจเค้า  เราไม่ไปยุ่งกับเพื่อนที่แกล้งเรา เดี๋ยวเค้าก็จะเลิกยุ่งกับเราไปเอง

นายแพทย์กมล แสงทองศรีกมล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ในมุมของผู้ใหญ่ เรามักจะมองว่าการกลั่นแกล้งกันในเด็ก เป็นเรื่องเด็กเล่นกัน  เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในมุมของเด็กที่ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้งนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เพราะเด็กต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน เราควรจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้ในระยะยาว ดังนั้น เราในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู จึงไม่ควรนิ่งเฉย ควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรม อารมณ์ และดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน

1.ทำความเข้าใจว่าการกลั่นแกล้งคืออะไร การทำความใจว่าการกลั่นแกล้งคืออะไร คือสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำมากขึ้น แท้จริงแล้วการกลั่นแกล้งคือ  นิสัยที่เรียนรู้และเลียนแบบมาจากการเห็นหรือได้ยิน เช่น การพบเจอปัญหาคนในครอบครัวทะเลาะกัน หรือพบเจอคนในชุมชนด่าทอกันด้วยคำพูดหยาบคายทุกวัน จนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ผู้กระทำบางราย อาจจะเป็นบุคคลที่ขาดความมั่นใจในตนเอง  อิจฉาริษยาผู้อื่น  รวมถึงผู้กระทำบางรายอาจจะเคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน

 

2.กล้าที่จะพูดหรือแสดงความไม่พอใจต่อผู้กระทำ หลายครั้งที่ปัญหาการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นกับบุคคล บุคคลหนึ่งมาอย่างยาวนาน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ถูกกระทำ ไม่กล้าที่จะพูด หรือแสดงความไม่พอใจออกมา ทำให้ผู้กระทำไม่รับรู้ว่าผู้ถูกกระทำนั้นมีความรู้สึกอย่างไร จึงกระทำการกลั่นแกล้งซ้ำๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้  การแสดงออกหรือการพูดสื่อสารออกมาว่าผู้ถูกกระทำนั้นไม่พอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้กระทำมีแนวโน้มที่จะกลั่นแกล้งลดน้อยลง หรือหยุดการกระทำนั้นๆ ลงได้  เนื่องจากผู้กระทำได้รับการตระหนักรู้ ถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำว่า “ไม่พอใจ” และ “เสียใจ” ตลอดจนรับรู้ว่าการกระทำของตนนั้นสร้างผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำอย่างไรบ้าง

 

3.บอกเล่าการโดนกลั่นแกล้งกับพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือครู ส่วนใหญ่แล้ว ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เกิดจากการที่ผู้ถูกกระทำ ไม่ได้บอกเล่าเรื่องถูกกลั่นแกล้งให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูทราบ จึงทำให้ปัญหาการกลั่นแกล้งยังคงเกิดขึ้น และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ต้องสอนเด็กและลูกหลานของเรา “ไม่ให้เงียบ” , “เพิกเฉย” หรือ “ทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” และ    จงกล้าที่จะบอกเล่าปัญหาของตนกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูที่โรงเรียน  เพราะปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ต้องปรึกษาหารือกัน เพื่อหาวิธีการรับมือ และหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

 

4.การกลั่นแกล้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทราบหรือไม่ว่า ในบางสถานการณ์ การกลั่นแกล้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากว่าผู้ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้งทางร่างกายหรือทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดด่าทอเชื้อชาติหรือเพศสภาพ ใช้กำลังและความรุนแรงรังแกผู้อื่น หรือแม้แต่การแชร์เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นในอินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น หากว่ามีการพบเจอการกลั่นแกล้งที่รุนแรงเช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูสามารถรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

5.อย่ามองว่าตัวเองเป็นปัญหา การมีอัตลักษณ์ที่ต่างจากผู้อื่น เช่น เพศสภาพ เชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่ต่างจากผู้อื่น ไม่ใช่ปัญหาของผู้ถูกกระทำเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้กระทำต่อผู้อื่นต่างหาก สิ่งที่สำคัญคือเราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากลูกของคุณเป็นผู้ถูกกระทำ จงสอนเขาว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด และมันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำเองทั้งสิ้น

 

6.มองหาวิธีจัดการกับความเครียด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างความเครียดให้แก้ผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก นอกจากการบอกเล่าปัญหาต่อผู้ที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ หรือครูแล้ว ควรลองมองหากิจกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเที่ยว เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง และทำให้สภาพจิตใจไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

 

7.อย่าแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว การอยู่คนเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำให้เราจัดการกับการกลั่นแกล้งได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ การอยู่คนเดียวเงียบๆ จะทำให้ลดความมั่นใจและความภาคภูมิใจของผู้ถูกกระทำได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู ที่จะคอยสอดส่อง ดูแล พฤติกรรม อรมณ์ของเด็กๆ และบุตรหลาน ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเงียบหรือปลีกตัวมาอยู่คนเดียว

 

8.ดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองให้ดี สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจ การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างบาดแผลและปมในใจให้กับผู้ถูกกระทำซึ่งสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกาย เช่น การอดอาหาร เครียดจนนอนไม่หลับ เป็นต้น หากบุตรหลานของท่านได้รับการกลั่นแกล้งที่กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและจิตวิทยา เพื่อช่วยให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาได้อย่างดีและตรงจุด

 

9.มองหาบุคคลต้นแบบที่ดี การกลั่นแกล้ง ทำให้ผู้ถูกกระทำสับสนและไม่ชอบในตัวเอง หากว่าผู้ถูกกระทำมีบุคคลต้นแบบที่ดี จะสามารถทำให้เห็นได้ว่า มีอีกหลายคนที่เคยพบเจอกับปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาก็สามารถก้าวข้ามผ่านการโดนกลั่นแกล้งจนสามารถประสบความสำเร็จได้ การมีบุคคลต้นแบบที่ดีนั้น จะทำให้ผู้ถูกกระทำ มองเห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น

8 ข้อดีและบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609319

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 06:46 น.

8 ข้อดีและบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลว

“It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.”

…”ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดหรอกที่อยู่รอด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” – ชาร์ล ดาวิน

ตอนนี้เราสะสม “No” ไว้มากพอแล้วหรือยัง?

ความล้มเหลว ความผิดหวัง ไม่ได้สร้างแต่ความทุกข์ให้กับเราด้านเดียว เหมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ความล้มเหลวก็จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ข้อดีและศึกษาบทเรียนจากความผิดหวังนั้นได้ วันนี้เรามาดูกันว่า ความล้มเหลวนั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง

1.ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น

ทุกครั้งที่เราเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง แม้ผลลัพธ์จะนำมาซึ่งความผิดหวังล้มเหลว แต่มั่นใจได้เลยว่าเราจะได้รับระหว่างทางคือการที่เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

2.มีโอกาสปรับปรุงตัวเอง

ทุกครั้งที่เราผิดพลาด เราไม่ได้รับแค่ความผิดหวังท้อแท้ บั่นทอนกำลังใจ แต่สิ่งที่เรายังได้รับคือมองเห็นปัญหาที่แท้จริง ถึงสาเหตุที่ทำให้เราล้มเหลวนั้น เพื่อนำจุดนี้มาแก้ไขและพัฒนาตัวเอง ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ดีกับตัวเอง

3.ทำให้ค้นพบคนสำคัญในชีวิต

เมื่อท้อแท้ ผิดหวัง ทุกข์ใจ เราจะมองเห็นคนที่พร้อมอยู่เคียงข้างเราคนนั้นเสมอ ถ้าอ่านถึงตรงนี้คงนึกออกว่าเค้าคือใคร คนที่เมื่อเรามีความทุกข์เราจะนึกถึงเค้า และเค้าก็ยังรับฟังอยู่เคียงข้างเราเสมอมา ขอให้รักษาเค้าไว้ให้ดีๆ เพราะนี่คือคนสำคัญ รักษามิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้ เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น และตอบแทนเค้าบ้าง

4.ทำให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ถ้าเราไม่ออกมาเจอความเหนื่อยยาก เวลาเราเจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็จะบั่นทอนเราได้มาก แต่ถ้าเราได้ผ่านความผิดหวัง อกหัก มาบ้าง ก็คล้ายเป็นภูมิคุ้มกันให้จิตใจของเราได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เรียนรู้มาก่อนแล้ว ดังนั้น ก็สามารถที่จะรับมือกับเรื่องเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีขึ้น ให้ลองนึกถึงคนที่อายุมากกว่าเรา คนที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด หรือหลายคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านต่างๆ ทุกคนล้วนผ่านเรื่องเลวร้ายเพื่อฉีดภูมิคุ้มกันความเข้มแข็งทางใจให้ตัวเองกันไปแล้วทั้งนั้น

5.ข้อผิดพลาด สร้างการเรียนรู้เพิ่ม

เราจะได้รู้ว่าเมื่อเจอข้อผิดพลาด เจอความล้มเหลว ควรเรียนรู้เพิ่มเติมจากที่ไหน ทั้งการหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อในครั้งต่อไปจะได้ไม่ผิดพลาดอีก

6.ยิ่งล้มเหลว ยิ่งวางแผนที่ดี

การที่พบเจอความล้มเหลว หรือข้อผิดพลาดทั้งจากการทำงาน การเรียน เป็นต้น มันจะช่วยให้มีความรอบคอบมากขึ้น และวางแผนรัดกุมเพื่อช่วยให้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดี

7.ช่วยเช็คระดับความสุข

คนส่วนใหญ่เมื่อค้นพบความผิดพลาด หรือความล้มเหลว มักจมอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ความสุขในการทำงานจึงลดลง ซึ่งข้อดีของความล้มเหลวจริงๆ แล้วคือเราจะได้รับวัคซีนเพื่อต่อสู้กับการลงโทษตัวเอง ลงโทษการรู้สึกผิดและลุกขึ้นมาต่อสู้กับความจริงและสู่เป้าหมายให้ได้ เชื่อเถอะ “ไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่ายๆ”

8.เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

เมื่อเรายืนอยู่บนความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ก็ให้รู้ไว้เช่นกันว่านั่นคือจุดที่ทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จที่หวังไว้ไปอีกขั้นหนึ่ง ขอเพียงเก็บความล้มเหลวนี้มาเป็นบทเรียน หาประโยชน์ หามุมมองที่จะพลิกให้เป็นโอกาส เรียนรู้ว่าพลาดเพราะอะไร จำและนำไปต่อยอดให้ได้ ครั้งต่อๆ ไปเราจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

ดังนั้น การรู้จักยอมรับความจริงว่า “ทุกคนย่อมต้องเจอความล้มเหลว” สิ่งสำคัญคือ การวางแผนดีเพื่อเตรียมรับมืออย่างน้อยก็เป็นตัวช่วยให้คุณลุกขึ้นมาสู้เพื่อสู่เส้นทางของความสำเร็จต่อไป แม้จะล้มเหลวกี่ครั้งก็ตาม

 

ภาพ freepik

อยู่กับเช้าวันจันทร์อย่างไร ให้ห่างไกล Monday Blues #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609240

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

อยู่กับเช้าวันจันทร์อย่างไร ให้ห่างไกล Monday Blues

ยินดีต้อนรับสู่เช้าวันจันทร์ที่สดใสแบบห่างไกล Monday Blues ด้วยเคล็ดลับการปรับทัศนคติ พร้อมรับมือวันจันทร์อย่างมุ่งมั่นเวอร์ชั่นคนขยันทำงาน

ตื่นเช้าวันจันทร์รับแสงแดดแรกของสัปดาห์ เริ่มต้นสู่ห้วงเวลาของการทำงาน 5-6 วันอีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกกังวล เครียด หรือถึงขั้นหดหู่อยู่หรือเปล่า? ถ้าคำตอบบอก… ใช่! คุณเคยได้ยินอาการของ Monday Blues หรือโรคเกลียดวันจันทร์บ้างไหม

อาการ Monday Blues เป็นอย่างไร?

แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว ทั้งงาน ทั้งคน เจ้านาย ลูกค้า ลูกค้า ปัญหาการเดินทาง บวกกับเรื่องวุ่นวายที่รออยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงการขาดซึ่งความสุขในการทำงาน ทั้งๆ ที่ความจริงคุณควรจะรู้สึกตื่นเต้นและมีพลังในเช้าวันจันทร์ เพื่อเพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีเยียมไปตลอดทั้งสัปดาห์ นี่แหละอาการ Monday Blues!!! ซึ่งเรามาดูวิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า

 

ยิ้มรับวันจันทร์

การยิ้มให้ตัวเองในกระจก ไม่ใช่เรื่องตลกหรือหน้าอาย การตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นและสดใส ย่อมดีกว่าการตื่นมาพร้อมกับหน้าตาที่บูดบึ้งเหมือน ดังนั้น ในเช้าของทุกๆ เช้า อยากให้ลองหัดยิ้มและให้กำลังใจคนในกระจกดูบ้าง การกระทำเล็กๆ แบบนี้แหละที่สามารถสร้างพลังอันมหาศาลให้เกิดขึ้นกับตัวเรา…ไม่เชื่อลองยิ้มดูซิ

เสริมลุคมั่นใจอะไรก็ดี

ความมั่นใจจะปลุกพลังและความสร้างสรรค์ในตัวเราขึ้นมา ท้าทายความเบื่อหน่ายด้วยการเลือกชุดที่ชอบ สไตล์ที่ใช่ ใส่รับวันจันทร์กันดู รับรองว่าได้ผล สำหรับความเชื่อเรื่องสี เช้าวันจันทร์ สีที่เป็นกาลกิณีคือ “สีแดง” เลี่ยงได้ก็เลี่ยงกันนะ

ฟัง Podcast

เติมพลังสมองให้ของขึ้นด้วยการฟัง Podcast เพิ่มความรู้ เติมสาระประโยชน์ตามไลฟ์สไตล์ชื่นชอบ หาข้อคิดดีๆ ในการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แค่นี้วันจันทร์ก็ไม่น่าเบื่อแล้ว

กินของอร่อย

อย่าเร่งรีบเกินไปจนปล่อยให้ท้องว่างแล้วพาลคิดอะไรไม่ออก ควรหาอะไรทานรองท้องก่อนก้าวออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ เท่านี้ก็มีพลังพร้อมที่จะต่อสู้ก้บเช้าวันใหม่ได้ดีไม่น้อยเลย และนอกจากมันจะช่วยทำให้คุณไม่หงุดหงิดหัวเสียเพราะความหิวแล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นมนุษย์สุขภาพดีที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนด้วยการกินแบบตรงเวลาอีกด้วย

วางแผน

ในเมื่อเรารู้ว่าปัญหาคืออะไร ก็เตรียมวางแผนการทำงานไว้เลยจะดีกว่า ยิ่งวางแผนให้รัดกุมได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี เราขอแนะนำให้จัดการเวลาจัดแจงตารางงานให้ลงตัว สร้างระเบียบวินัยการทำงานส่วนตัวให้ดีขึ้น และอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ต้องคิดว่า “เราเอาอยู่” “เรื่องแค่นี้สบายมาก”

คิดบวก

ลองนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นหรืออยากให้เกิดขึ้นในที่ทำงานดูซิ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เร้าอารมณ์อยากไปทำงานขึ้นมาเลยแหละ

มอบความสุขให้คนอื่น

เราอยากให้คุณมีความตั้งใจทำสิ่งที่ดีให้กับคนรอบข้าง เวลาที่คุณไปทำงานในเช้าวันจันทร์ สิ่งนี้ช่วยยกระดับจิตใจ แถมช่วยเปลี่ยนอารมณ์โดยรวมในออฟฟิศ คุณอาจจะไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อาจเอ่ยชมเพื่อนร่วมงาน ช่วยเหลือพวกเขาเล็กๆ น้อยๆ ตั้งใจให้บริการลูกค้า ช่วยเหลือคนแปลกหน้าระหว่างทาง หรือวิธีง่ายๆ อื่นๆ ที่ทำให้วันของคนรอบข้างดีขึ้นอีกนิด แค่นี้คุณก็ได้รับความสุขตามไปด้วย

แพลนเย็นวันจันทร์

อย่าปล่อยให้วันจันทร์จบไปแบบเอาเป็นเอาตาย หรือย่ำเท้าซ้ำๆ อยู่กับปัญหาน่าปวดหัว จัดการการทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วยทัศนคติที่ดี ตั้งใจทำงาน ทำให้เต็มที่ พอเสร็จแล้วก็ออกไปใช้เวลาตอนเย็นอย่างมีความสุข นัดเพื่อนทานข้าว เดินเล่นในห้าง กลับไปบ้านรอคนที่คุณรัก หรือนอนดูรายการโปรดหน้าทีวี ทำอะไรก็ได้ที่คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการทำงานจนเกินไป เพื่อตัดวงจรความกังวลที่จะวนมาเป็นลูป ดึงคุณให้เครียดซ้ำไปซ้ำมา หมดเวลางานแล้วก็พักผ่อน เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันถัดไป

 

ภาพ freepik

รู้ไหมว่า…คนไทยค้นหาอะไรมากที่สุดในปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609231

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 17:59 น.

รู้ไหมว่า...คนไทยค้นหาอะไรมากที่สุดในปี 2019

ส่องคำค้นหาสูงสุดประจำปี 2019 โดยผลสำรวจจาก Google Trends คนไทยค้นหาอะไรมากที่สุดในปีนี้

Google Trends เปิดเผยข้อมูล Top Keywords ของปีนี้ที่คนไทยใช้ในการค้นหาผ่าน Google สำหรับประเทศไทย ได้แก่

คำค้นหาสูงสุดประจำปี 2019

  1. ชิมช้อปใช้
  2.  กรงกรรม
  3. เมียน้อย
  4. ใบไม้ที่ปลิดปลิว
  5. หัวใจศิลา
  6. ผลการเลือกตั้ง 2562
  7. คริปโต Binance
  8. แชร์ลูกโซ่ Nice Review
  9. มธุรสโลกันตร์
  10. รักฉุดใจนายฉุกเฉิน

ข่าวในประเทศประจำปี 2019

  1. ข่าวลัลลาเบล
  2. ข่าวออฟฟี่ แม็กซิม
  3. ข่าวน้องโยโย่
  4. ข่าวป๊อบ ปองกูล
  5. ข่าวปุ๊กกี้ ปริศนา
  6. ข่าวน้ําตาล เดอะสตาร์
  7. ข่าวเซนติเมตร
  8. ข่าวระเบิด
  9. ข่าวเหม ภูมิภาฑิต
  10. ข่าวแม่มณี

ข่าวต่างประเทศประจำปี 2019

  1. ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น
  2. ข่าวพายุปาบึก
  3. ข่าวดาวเคราะห์น้อยชนโลก
  4. ข่าวซึงรี
  5. ข่าวฮ่องกง
  6. ข่าวซอลลี่
  7. ข่าว Huawei
  8. ข่าวลิซ่า Blackpink
  9. ข่าวเจนนี่ Blackpink
  10. ข่าวนิวซีแลนด์

ร้านค้าประจำปี 2019

  1. ร้านหน่องริมคลอง
  2. ร้านกาแฟชายทุ่ง
  3. ร้านวรรณระยอง
  4. ร้านภูฟ้า
  5. ร้านป้าบุญล้อม
  6. ร้านลุงไสว
  7. ร้านปูเป็น
  8. ร้านยําแซ่บ
  9. ร้านทองออโรร่า
  10. ร้านเก๋เก๋เมืองทอง

สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศประจำปี 2019

  1. จอร์เจีย
  2. สิงคโปร์
  3. ฮ่องกง
  4. อินเดีย
  5. จีน
  6. ญี่ปุ่น
  7. ไต้หวัน
  8. เวียดนาม
  9. สวิสเซอร์แลนด์
  10. ตุรกี

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศประจำปี 2019

  1. กาญจนบุรี
  2. นครนายก
  3. เชียงใหม่
  4. จันทบุรี
  5. สุราษฎร์ธานี
  6. ชุมพร
  7. สุพรรณบุรี
  8. ระยอง
  9. สมุทรปราการ
  10. สกลนคร

ละครประจำปี 2019

  1. กรงกรรม
  2. เมียน้อย
  3. ใบไม้ที่ปิดปลิว
  4. หัวใจศิลา
  5. มธุรสโลกันตร์
  6. รักฉุดใจนายฉุกเฉิน
  7. กลิ่นกาสะลอง
  8. ทองเอกหมอท่าโฉลง
  9. เจ้าหญิงเม็ดทราย
  10. สามีสีทอง

วิธีประจำปี 2019

  1. วิธีลงทะเบียน ชิม ช้อป ใช้
  2. วิธีเลือกตั้ง
  3. วิธีเช็คพัสดุ Kerry
  4. วิธีใส่หน้ากาก N95
  5. วิธีกดเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  6.  วิธีเติมเกม Free Fire
  7. วิธีบูชาปี่เซียะข้อมือ
  8. วิธีทําพานไหว้ครู
  9. วิธีไหว้แม่ย่านางรถ
  10. วิธีทำต้มจับฉ่าย

เพลงประจำปี 2019

  1. รักติดไซเรน
  2. ธารารัตน์
  3. ชอบแบบนี้
  4. งัดถั่งงัด
  5. แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร
  6. ขอบใจเด้อ
  7. กอดเสาเถียง
  8. นอกจากชื่อฉัน
  9. Kill This Love
  10.  ฝนเทลงมา

ที่มา : https://trends.google.com/trends/yis/2019/TH/

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608881

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 07:51 น.

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

“วางแผนประกันสุขภาพฉบับมนุษย์เงินเดือน” ทบทวนเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพในเบื้องต้นว่า มนุษย์เงินเดือนควรมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อประกันสุขภาพอย่างไร

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ในช่วงวางแผนภาษีปลายปี มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่เน้นการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ขณะที่ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น “Wealth Protection” ซึ่งในแง่ของการวางแผนทางการเงิน นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้ผลิตภัณฑ์การลงทุน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในการปิดความเสี่ยงผ่านการให้ความคุ้มครองในรูปแบบต่างๆ เช่น คุ้มครองชีวิต สุขภาพหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มักมีโอกาสเกิดน้อย แต่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้มาก จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนเรื่อง Protection ที่เหมาะสมเป็นส่วนประกอบ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภท “Wealth Protection” ที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากมนุษย์เงินเดือนในช่วงหลายปีหลังมานี้ ก็คือ ประกันสุขภาพ โดยเหตุผลที่คนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้นนั้น เนื่องจากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 8-10% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการที่สิทธิในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคมที่หลายคนได้รับอยู่นั้น ยังตอบโจทย์ได้ไม่เพียงพอทั้งในแง่ของคุณภาพการรักษาพยาบาลและความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้หลายคนมองว่า การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเพียงเล็กน้อยแลกกับความคุ้มครองที่ได้รับนั้นเป็นการลงทุนปิดความเสี่ยงที่คุ้มค่า อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับฐานะทางการเงินของตัวเราเองรวมถึงคนในครอบครัว โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการที่จะสูญเสียเงินออมที่เก็บสะสมมาเป็นระยะเวลานานหลายปีไปกับการเจ็บป่วยเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพ

เบี้ยประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีจะมีทั้งสิ้น 2 ประเภทด้วยกัน คือ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับตัวเอง และ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับบิดามารดา โดยเบี้ยประกันสุขภาพในที่นี้จะหมายรวมถึง การประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคล การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก การประกันภัยโรคร้ายแรงและการประกันภัยการดูแลระยะยาว

สำหรับในส่วน เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเราเอง นั้น เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีและเมื่อนำไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ในขณะที่ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้พ่อแม่ สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี โดยมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จึงจะสามารถใช้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพส่วนนี้มาลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำเบี้ยประกันพ่อแม่นี้มาหารเฉลี่ยแบ่งให้ลูกแต่ละคนเพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของตัวเองได้อีกด้วย

 

หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ควรเริ่มจากการพิจารณารูปแบบความคุ้มครอง แบ่งเป็นสองรูปแบบ

แบบที่ 1 ประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษา บริษัทประกันจะระบุรายการค่ารักษาพยาบาลต่างๆ กับวงเงินคุ้มครองสูงสุดเฉพาะรายการนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น ค่าห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ในห้องผ่าตัด 7,000 บาทต่อครั้ง ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา 5,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น

แบบที่ 2 ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตามจริง ซึ่งเราสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริงภายใต้วงเงินคุ้มครองสูงสุดต่อปี เช่น วงเงินเหมาจ่าย 10 ล้านบาท แต่ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อปี โดยอาจจะมีเฉพาะบางรายการที่ยังคงมีการกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ เช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวันและค่าห้องผู้ป่วยหนัก เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ผู้เอาประกันจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ วงเงินความคุ้มครองเหล่านี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเข้ารับการรักษาพยาบาลของเราหรือไม่

นอกจากนี้ เบี้ยประกันที่มีความเหมาะสมกับความคุ้มครองที่ได้รับก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยผู้ซื้อควรพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันของตัวเองและไม่ควรพิจารณาเฉพาะเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายในปีปัจจุบันเท่านั้น แต่ควรศึกษาตารางเบี้ยประกันเพื่อดูถึงแนวโน้มของเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไปด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนอาจไม่มีรายได้ แต่มักเป็นช่วงที่เบี้ยประกันสุขภาพมักเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น จึงควรเลือกแบบประกันที่เรามีความสามารถเพียงพอที่จะชำระเบี้ยได้ในระยะยาวและมีค่าเบี้ยไม่แพงจนเกินไป

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทที่ตัวเองสังกัดอยู่แล้ว สามารถประหยัดเบี้ยประกันสุขภาพให้ถูกลงได้ ด้วยการเลือกซื้อแบบประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไขของ ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ซึ่งหมายถึงการรับภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลบางส่วนไว้ด้วยตัวเอง เพื่อแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันที่ถูกลง โดยในส่วนที่เราต้องรับภาระเองนั้น สามารถใช้สวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทได้ ซึ่งถือเป็นการบริหารสิทธิประโยชน์ที่เราได้รับในฐานะมนุษย์เงินเดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาเลือกซื้อประกันสุขภาพ คือ การการันตีต่ออายุการรับประกัน เนื่องจากจะทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า เราจะได้รับการคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันสุขภาพต่อไปในระยะยาวจนกระทั่งถึงอายุสูงสุดที่กรมธรรม์นั้นๆ รับประกัน แม้มีการเคลมค่ารักษาพยาบาลที่สูงหรือมีการเคลมบ่อยครั้ง ถือเป็นการปิดความเสี่ยงที่เราจะถูกบริษัทประกันปฏิเสธการต่ออายุการรับประกันกลางคัน ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของเราได้อย่างมาก หากเกิดขึ้นในช่วงที่เราขาดรายได้

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การซื้อประกันสุขภาพพ่วงกับประกันชีวิตนั้น จะสามารถการันตีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากบริษัทประกันยังคงมีสิทธิยกเลิกตัวประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาพ่วงได้ โดยไม่ถือเป็นการทำผิดเงื่อนไข

ดังนั้น สำหรับคนที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่แล้วและอยากได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม แนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพแบบที่เป็นกรมธรรม์เดี่ยว โดยไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาที่พ่วงกับประกันชีวิต เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายเบี้ยประกันและทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง

จะเห็นได้ว่าการซื้อประกันสุขภาพนั้น นอกจากให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีกับมนุษย์เงินเดือนในทุกๆ ปีแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันกรมธรรม์ประกันสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกซื้อมากขึ้น ผู้ซื้อจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขและเลือกกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการของตัวเองเพื่อให้คุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่จ่ายไปให้มากที่สุด

สิ่งสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำก็คือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อประกันสุขภาพนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ช่วงปลายปีที่เรามักต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี หากแต่เป็นวันนี้ วันที่เรายังมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ซึ่งจะส่งผลให้การทำประกันสุขภาพนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเราและคนที่เรารัก

 

ที่มา https://www.posttoday.com/finance-stock/news/608606#cxrecs_s

ภาพ Freepik