เริ่มวันจันทร์ด้วยการทำงานตามแนวคิด ‘อิคิไก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611513

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 07:21 น.

เริ่มวันจันทร์ด้วยการทำงานตามแนวคิด 'อิคิไก' 

‘อิคิไก’ ปรัชญาที่หาเหตุผลมาทำให้เราเลิกเกลียดวันจันทร์

วันนี้เพิ่งวันจันทร์ แต่เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยเย็นวันศุกร์เพื่อจะได้พักเต็มที่ อาการเบื่อวันจันทร์ หรือ Blue Monday วันฝันร้ายของคนทำงาน ลองนำปรัชญา อิคิไก (IKIGAI) แนวคิดของชาวญี่ปุ่นที่เกิดจากคำสองคำ “อิคิ” (มีชีวิตอยู่) และ “ไก” (คุณค่าหรือความหมาย) คือการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ เราจะทำอย่างนั้นได้หรือไม่ เริ่มจากตอบคำถาม 4 ข้อ นี้ให้ได้ก่อน

อะไรคือสิ่งที่คุณรักที่จะทำ (Passion)

อาการ Passion หมด นั่งมองนาฬิกาคอยนับเวลาถอยหลังว่าเมื่อไหร่จะเลิกงาน หรือรู้สึกไม่อยากตื่นไปทำงานเลย จนทำให้หมดไฟในที่สุด แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานอย่างมี Passion มีความหลงไหล ลงมือทำด้วยความรัก จะทำให้เราทุ่มเทและไม่เบื่อหน่าย และเลิกหาข้ออ้างขี้เกียจต่างๆ แต่ในโลกความเป็นจริงไม่ใช่ทุกคนที่ได้ทำงานที่รัก บางคนเลือกงานที่เงินดีเป็นหลัก คำถามต่อมาก็คือแล้วเราจะรักษาสมดุลของสองสิ่งนี้ได้อย่างไร เริ่มจากเขียนสิ่งที่เราชอบทำ งานอดิเรกที่สนใจ เขียนออกมาให้หมด แล้วดูว่ามีสิ่งไหนใกล้เคียงและเสริมทักษะให้กับงานปัจจุบันบ้าง รวมถึงการตั้งเป้าหมายการทำงาน ควรเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เช่น งานชิ้นนี้จะทำให้เสร็จภายใน 2 วัน จะช่วยให้คุณมีความกระตือรือร้น อยากลุกขึ้นมาทำงาน ความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ คือการสร้าง Passion ในอีกรูปแบบหนึ่ง

อะไรคือสิ่งที่จะสร้างรายได้ให้คุณ (Mission)

ทุกคนรู้ดีว่างานคือรายได้ ถ้าไม่ทำรายได้ก็หดหาย แต่ทำไมการเอาชนะความขี้เกียจถึงยากจังเลย ลองค่อยๆ พิจารณาว่างานอะไรบ้างที่เราต้องรับผิดชอบ รวมถึงรายจ่ายของแต่ละเดือน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราจะหมดไฟในการทำงานไม่ได้เลย เพราะมีภาระมากมายที่รออยู่ แล้วยังต้องพัฒนาทักษะการทำงานอยู่เสมอ เพื่อจะได้เติบโตในสายงาน ซึ่งก็หมายถึงโอกาสเพิ่มรายได้และความมั่นคงในชีวิต หากคุณทำงานไปวันๆ แบบไม่มี Passion รอเวลาให้ชั่วโมงงานหมดไป อาจส่งผลให้ผลงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

อะไรคือสิ่งที่คุณทำได้ดี (Profession)

เริ่มจากค้นหาว่าเรามีความถนัดด้านไหน เช่น ถนัดภาษา การสื่อสาร งานขาย ฯลฯ แล้วทักษะเหล่านี้ช่วยพัฒนางานที่ทำอยู่หรือเปล่า คงไม่มีใครอยากทำงานที่ไม่มีความถนัดเลย เพราะคุณจะไม่มีความสุขในการทำงาน ถ้าคุณเป็นคนมีความสามารถหลายอย่าง งานประจำก็ทำได้ดี งานอดิเรกก็คล่อง ลองหารายได้จากสิ่งที่ชอบ ช่วยเปิดโอกาสให้คุณเจอสังคมใหม่ๆ ที่มีความชอบแบบเดียวกัน แล้วยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากงานหลักด้วย

อะไรคือสิ่งที่โลกต้องการ (Vocation)

พิจารณาว่างานที่คุณทำอยู่มีประโยชน์กับสังคมแค่ไหน จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในอาชีพที่ทำ อยากตื่นขึ้นมาเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ตอบแทนผู้อื่น ให้ลองเขียนข้อดีของงานที่คุณทำ เช่น หากทำงานด้านการบริการ ให้คำปรึกษาลูกค้า ก็เท่ากับว่าได้ช่วยเหลือ แก้ปัญหาให้ชีวิตคนอื่นสะดวกขึ้น ถ้าทำงานเป็นเซลส์ คุณก็ได้ส่งต่อสินค้าหรือบริการดีๆ ให้กับผู้อื่น หรือแม้แต่การตั้งใจทำงานในทุกวัน ก็คือการตอบแทนองค์กร ช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตผลงานที่ดีสู่สังคม

How to วิธีกระตุ้นให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611450

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

How to วิธีกระตุ้นให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

ขี้เกียจก็ไม่ใช่ แค่ยังไม่อยากทำ ทุกคนต้อง เคยเป็นแบบนี้กันทั้งนั้น จากปัญหาเรื่องนี้ เราจึงรวบรวม 7 วิธีการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

1.รู้ทันอารมณ์ ขจัดสิ่งไม่ดีทิ้งเสียก่อน

สิ่งที่จะทำให้เรารู้สึกไม่อยากทำอะไรก็ตามแต่นั้น มักจะมาจากการที่เรามีอารมณ์และความรู้สึกแย่ๆ อย่างเช่น ความขี้เกียจ หรือความรู้สึกโกรธ เศร้า ไม่พอใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะเบี่ยงเบนให้เราไม่อยากที่จะทำในสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานอะไรก็ตาม ควรทำจิตใจให้สงบ ไม่คิดมากหรือฟุ้งซ่าน

2.เรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำ

ทุกวันเรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมายจนอาจจะทำให้เรารู้สึกสับสน เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรก่อนอะไรหลังดี ดังนั้น การที่เราจัดลำดับหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบโดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ทำไปจนถึงหน้าที่รับผิดชอบใหญ่ๆ ก็จะทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะทำงานต่อๆ ไปได้

3.กำหนดเวลาในการทำแต่ละอย่างให้ชัดเจน

คล้ายกับการจัดลำดับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ในที่นี้คือการกำหนดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ให้แน่ชัด เพราะวัน ๆ หนึ่ง คนเรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำทุกๆ อย่างให้สำเร็จได้ภายในวันเดียว เพราะฉะนั้น การกำหนดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ เอาไว้ก็จะทำให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่น เราจะทำงานเพียงแค่ 20 นาทีต่อวันสำหรับงานนี้ และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เราจะหยุดทำงานนี้ทันที

4.ให้รางวัลกับตัวเอง

การที่เรารู้สึกไม่อยากที่จะทำงานหรืออะไรก็ตามนั้น สาเหตุอาจจะมาจากการที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้รับสิ่งตอบแทนจากการทำสิ่งๆ นั้น ดังนั้น เมื่อเราทำงานอะไรก็ตามเสร็จ เราควรให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ อย่างการไปกินอาหารอร่อยๆ ที่เราชอบ ดูหนัง ฟังเพลง หรือการซื้อของที่เราอยากได้

5.อย่ากลัวที่จะล้มเหลว

จงระลึกเอาไว้เสมอว่าก่อนที่คนเราจะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างหนึ่งได้ เราทุกคนก็ต้องเคยผ่านความล้มเหลวมาด้วยกันก่อนทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อเราคิดที่จะทำอะไรก็ตาม ขอให้เราลงมือทำมันออกมา

6.พาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ดี

บางครั้งแรงผลักดันที่ดีก็ไม่ได้มาจากตัวของเรา การที่เราพาตัวเองไปอยู่ในสังคมหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อย่างการอยู่กับคนที่มีพลังงานบวก มีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจ ก็จะทำให้เราได้รับพลังงาน และแรงบันดาลใจดีๆ กลับคืนมานั่นเอง

7.เริ่มต้นลงมือทำ

ถึงแม้ว่าเราไม่ได้อยากที่จะทำงานนั้นเลยก็ตาม แต่แรงผลักดันและแรงบันดาลใจที่ดีนั้นมาจากการที่เราลงมือทำ ในช่วงแรกมันอาจจะยังไม่มีมากนัก แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเราได้เริ่มลงมือทำไปแล้ว แรงบันดาลใจและแรงผลักดันที่รู้สึกว่าอยากจะทำต่อไปมันจะออกมาเอง

หากลองทำตามคำแนะนำต่างๆ แล้วยังมีความรู้สึกที่ไม่อยากจะทำอยู่ เราขอแนะนำให้คุณลองหากิจกรรมที่ช่วยสร้างแรงผลักดันและแรงบันดาลใจดีๆ เช่น การฟังเพลงที่มีความหมายดีๆ การดูหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ และการงีบสัก 15 นาที สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีมากขึ้น และพร้อมต่อการที่จะทำสิ่งต่างๆ ต่อไปได้

 

ภาพ freepik

3 ราศีงานรุ่งพุ่งแรงสุดๆ แบบหยุดไม่อยู่ในปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611155

  • วันที่ 08 ม.ค. 2563 เวลา 15:36 น.

3 ราศีงานรุ่งพุ่งแรงสุดๆ แบบหยุดไม่อยู่ในปี 2563

‘ช้อปปี้’ ชวน ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า’ ดูดวงราศีสุดเฮงรับปี 2563 พร้อมแนะนำเช็กลิสต์ไอเท็มที่ต้องมี เสริมโชคดีรับปีใหม่

ว่าด้วยเรื่องของการ ‘ดูดวงราศี’ นับเป็นหนึ่งในความชื่นชอบอันดับต้นๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะโอกาสไหนๆ เราก็มักจะหาโอกาสไปเช็คดวงกันอยู่เสมอ โดยถือคติที่ว่าไม่ได้งมงาย แต่ขออุ่นใจไว้ก่อน และสำหรับช่วงต้นปีเช่นนี้ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ของใครหลายๆ คน ‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน จึงขอถือโอกาสชวนนักช้อปทุกคนมาร่วมดูดวงราศีกันซักเล็กน้อย เพื่อเป็นสาระบันเทิงและแนวทางในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของวิจารณญาณของผู้อ่านแต่ละบุคคล

สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี และตอบสนองต่อเทรนด์ความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการ ‘ดูดวงราศี’ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ‘ช้อปปี้’ จึงได้จับมือกับ ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า จิรเลิศรัตนไกร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านไพ่ยิปซีและโหราศาสตร์’ มาร่วมอัพเดททำเนียบราศีสุดเฮงรับศักราชใหม่ ที่มาพร้อมกับการประเดิมแคมเปญแรกของปีอย่าง ‘Shopee 2020 New Year Sale’ที่ ‘ช้อปปี้’ ได้รวบรวมสินค้าไอเท็มฮอตเสริมเฮง พร้อมมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าในหลากหลายหมวดหมู่ พร้อมด้วยกิจกรรมความบันเทิงมากมาย ให้นักช้อปได้เต็มอิ่มกับการช้อปปิ้งออนไลน์อย่างต่อเนื่องหลังจากช่วงหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดย ‘ช้อปปี้’ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญนี้จะเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีให้กับเหล่านักช้อปทุกคน”

ราศีที่มีดวงการงานพุ่งแรงที่สุด มีทั้งหมด 3 ราศีด้วยกัน โดยทั้ง 3 ราศีจะมีลักษณะของการพุ่งการปังที่แตกต่างกันออกไป

ลัคนาราศีเมษ (13 เม.ย. – 13 พ.ค)

ความจริงสถานการณ์ด้านการงานของคนราศีเมษจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ 30 ตุลาคม 2562 แล้ว แต่จะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงต้นปี 2563 โดยชาวราศีเมษมีแนวโน้มที่จะต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนโปรเจคต์ที่กำลังรับผิดชอบ เปลี่ยนจากสายงานหนึ่งไปอีกสายงานหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ชาวราศีเมษเกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสได้รับผิดชอบโปรเจคต์ใหญ่ๆ ถึง 2-3 โปรเจคต์ในปีนี้ ถึงแม้ว่าระหว่างปีจะเกิดความเหนื่อยยาก แต่รับรองว่ามันคุ้มค่าแน่นอน

สำหรับชาวราศีเมษ ควรจะเสริมดวงด้วยการแต่งกายและแต่งหน้าด้วยสีสันสดใส ปีนี้ดาวพฤหัสเข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องการงาน การทาลิปสติกสีส้มและแต่งหน้าด้วยโทนพีช จะช่วยให้งานผ่านฉลุย

ลัคนาราศีมิถุน (14 มิ.ย. – 13 ก.ค.)

หลังจากที่คุณประสบปัญหาหนักๆ มาตลอดปี 2562 โดยบางคนอาจจะต้องมีปัญหากับเจ้านาย มีการออกจากงานหลายครั้ง บางคนอาจจะตกงานไปเป็นเวลาหลายเดือน ถึงเวลาแล้ว สำหรับชาวมิถุนที่จะรุ่งเรือง เจองานที่ชอบ เจองานที่ใช่ ที่จะทำให้คุณร่ำรวย มีความก้าวหน้า มีชื่อเสียง และการโยกย้ายงานหรือทำงานในช่วงปี 2563 เป็นต้นไป นอกจากความสำเร็จ และสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น มีเกณฑ์ว่าคุณจะได้เจอคู่ที่ถูกใจ มีงานมงคลเกิดขึ้นแบบปุบปับ เรียกว่าเป็นปีที่จะ พลิกชาวมิถุนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สำหรับชาวราศีมิถุน ที่งานแพ็คคู่มาพร้อมกับคนรัก น้ำหอมกลิ่นที่ทำให้คุณดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ จะช่วยให้คุณมีเสน่ห์ และดึงดูดผู้คนเข้ามาสนับสนุนคุณมากขึ้น

ลัคนาราศีธนู (16 ธ.ค. – 14 ม.ค.)

ชาวราศีธนูพบกับความยากลำบากมาตลอดทั้งปี 2562 ในช่วงปี 2563 เป็นต้นไปจะเป็นปีที่ดี เจริญก้าวหน้า ได้เป็นตัวของตัวเอง มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและมีคนเข้ามาสนับสนุนเป็นอย่างมาก คุณแทบไม่ต้องเดินเข้าไปหางานเพราะปีนี้งานจะเดินเข้าหาคุณเอง อย่างไรก็ดี ระหว่างปีอาจจะมีช่วงที่ชะลอตัวของคุณบ้าง แต่ภาพรวมของชีวิตปีนี้คือความสำเร็จ

สำหรับชาวราศีธนู เพราะปีนี้มีเกณฑ์ที่คุณจะต้องเดินทางอันเนื่องมาจากงานหลายครั้ง อย่าลืมพกกระเป๋าสตางค์สีส้ม สีน้ำตาล ซึ่งเป็นสีประจำดาวพฤหัสบดี ดาวประจำตัวของคุณเอาไว้ สิ่งที่เป็นตัวแทนของดาวพฤหัสจะช่วยทำให้คุณก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม และหากจะต้องขายงาน คุณควรเลือกซื้อเคสโทรศัพท์ ปากกา หรือเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารสีเขียวเพื่อเสริมดวงด้านคู่ค้าและการสื่อสาร

 

ภาพ freepik

6 อาการวิตกกังวลที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611052

  • วันที่ 08 ม.ค. 2563 เวลา 06:41 น.

6 อาการวิตกกังวลที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) นับเป็นหนึ่งในอาการทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมีความแตกต่างไปจากความวิตกกังวลแบบปกติทั่วไป โดยเป็นความรู้สึกที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน

จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่าคนไทยมากกว่าหนึ่งแสนคนป่วยด้วยโรควิตกกังวล ซึ่งโรควิตกกังวลนี้จะเป็นความกังวลที่มากกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงแค่การคิดมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต

สาเหตุของโรควิตกกังวล

โรควิตกกังวลเป็นโรคทางจิตที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง สาเหตุเกิดได้ทั้งจาก 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้

  • พันธุกรรม หรือพื้นฐานดั้งเดิม ถ้าพ่อแม่เป็นโรควิตกกังวล ลูกก็มีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลเช่นกัน หรือมีพื้นฐานที่ไม่กล้าแสดงอารมณ์ออกมาและการมีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล
  • สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด การประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรควิตกกังวล

6 โรควิตกกังวลที่มักพบได้บ่อยในวัยทำงาน

1.โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) คือเกิดความกังวลที่มากกว่าปกติในเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ การเรียน ซึ่งผู้ป่วยยังสามารถระงับความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่หากผู้ป่วยยังรู้สึกวิตกแบบเดิมนานเกินกว่า 6 เดือน ไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ อาจทำให้เกิดความอ่อนเพลีย กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด และนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท หากมีอาการลักษณะนี้ ควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป

2.โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือโรคตื่นตระหนก คือเกิดความวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ ตื่นตระหนก กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือตาย มีอาการเจ็บป่วยนิดหน่อยก็กลับมีความกังวล เช่น กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ป่วยทางกายแต่ป่วยทางจิตต่างหาก อาการโรควิตกกังวลเกินเหตุ อาจเกิดเป็นพักๆ ทำให้เหงื่อออก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ร้อนวูบวาบ แน่นหน้าอก วูบเหมือนจะเป็นลม อาการแบบนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่ภาวะอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ติดสารเสพติด เป็นต้น

3.โรคกลัวสังคม (Social Phobia) คือความวิตกกังวลที่จะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าต้องถูกจ้องมอง ทำอะไรที่น่าอาย ต้องคอยหลบ รู้สึกประหม่า และมักคิดในแง่ลบว่าคนอื่นจะนินทาลับหลัง ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง เหงื่อออก คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ที่น่าสนใจ คือโรคนี้มักแอบแฝงอยู่ในตัวบุคคลที่ดูเป็นปกติสุขดี มองดูภายนอกร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงดี และไม่มีทีท่าว่าจะป่วยแต่อย่างใด สาเหตุของอาการนี้อาจเกิดจากการเลี้ยงดู ขาดทักษะการเข้าสังคม หรือเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม

4.โรคกลัวแบบเฉพาะ (Phobia) คือความวิตกกังวลที่มากเกินไปในเรื่องบางเรื่อง บางสิ่งบางอย่างแบบเจาะจง เช่น กลัวเลือด กลัวที่แคบ กลัวรู กลัวสุนัข เป็นต้น แม้ว่าจะรู้สึกกลัวไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่สามารถห้ามความกลัวได้ พยายามจะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว ผู้ป่วยมักเกิดปฏิกิริยาทางกายขึ้นมาหากอยู่ในสถานการณ์จำเพาะเจาะจง เช่น ใจสั่น หน้ามืด มือ-เท้าเย็น อาจทำให้ใจสั่น หายใจลำบาก เหงื่อออก

5.โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) ความวิตกกังวลที่เกิดจากการคิดซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบซ้ำๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลใจ แม้ว่าอาการแบบนี้จะไม่รุนแรง หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก แต่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปกับพฤติกรรมเหล่านั้นไม่น้อย ซึ่งอาการย้ำคิดย้ำทำแบบนี้กลับพบบ่อยในคนวัยทำงาน เช่น คิดว่าลืมล็อคประตูบ้านต้องเดินกลับไปดูว่าล็อคหรือยัง คิดว่าลืมปิดก็อกน้ำต้องกลับไปเช็คอีกครั้ง เป็นต้น

6.โรคเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder, PTSD) คืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังจากประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายมาก เช่น เผชิญกับภาวะเฉียดตาย ภาวะภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ร้ายแรง ถูกทำร้ายหรือเห็นคนใกล้ตัวตาย เป็นต้น อาการเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ตั้งแต่เงียบเฉย ขาดการตอบสนอง ตกใจง่าย หวาดกลัว กังวลในเรื่องเล็กน้อย คิดถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆและเกิดความกลัวและวิตกกังวลขึ้นมาใหม่เหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงหวาดกลัวสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

รักษาอย่างไรหากไม่อยากวิตกกังวล

ความวิตกกังวลส่งผลให้เจ้าตัวรู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิดใจ ตลอดจนเกิดความเครียดหลายๆ ครั้ง หากสังเกตตัวเองว่าเข้าข่าย 6 โรคนี้ สามารถพบจิตแพทย์เพื่อทำการพูดคุย สอบถามอาการ และประวัติความเจ็บป่วย พร้อมทั้งตรวจร่างกาย เพื่อแยกโรคว่าแท้จริงแล้วอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดจากร่างกายหรือจิตใจ หากมาจากจิตใจ แพทย์จะทำการพูดคุย พร้อมใช้เครื่องมือในการประเมินโรคทางจิต ก่อนวางแผนการรักษา ซึ่งการรักษาโรควิตกกังวลจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรค

ปัจจุบันการพบจิตแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเขินอาย หรือกลัวการเข้าพบจิตแพทย์ เนื่องจากการเข้าพบไม่ต่างอะไรกับการหาที่ปรึกษา หาเพื่อนช่วยคิด เพียงแต่เพื่อนในที่นี้คือแพทย์ที่มีหลักการรักษา โดยจะพูดคุยให้คำปรึกษาด้วยการรับฟัง แสดงความเห็นใจและให้คำอธิบาย หรือมีกิจกรรมให้ทดลองทำ เป็นการทำจิตบำบัด การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) หันมาดูแล ให้ความสำคัญกับตัวเอง เช่น การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการทำสมาธิ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบางรายแพทย์อาจทำการรักษาด้วยยา เพื่อลดอาการวิตกกังวล เป็นต้น

 

ภาพ Freepik

ปีใหม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ ควรคิดเรื่องอะไรบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610445

  • วันที่ 02 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

ปีใหม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ ควรคิดเรื่องอะไรบ้าง

วาระขึ้นปีใหม่ ถ้าใครกำลังคิดจะลาออกมาหางานใหม่ ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน

เงินเดือนหรือสวัสดิการเพิ่มขึ้น

เรื่องเงินเดือนน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่เราทุกคนนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะใครๆ ก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ ทั้งนั้น แล้วยิ่งเปลี่ยนงานบ่อยคุณจะสามารถอัพฐานเงินเดือนได้มากกว่าที่เดิมอยู่แล้ว แต่การที่บริษัทยอมจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น ก็ต้องคาดหวังกับความสามารถ ประสบการณ์ และความทุ่มเทของคุณที่จะมีให้องค์กรด้วยเช่นกัน นี่อาจจะเป็นความกดดันที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้

เงินเดือนไม่ดีแต่สวัสดิการดี ถ้าคุณทำงานเพื่ออนาคตยาวๆ จนถึงเกษียณก็ควรพิจารณางานที่ให้สวัสดิการดีๆ อย่างเช่น ถ้าเงินเดือนไม่มาก แต่มีโบนัสทุกปี มีค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิต เบิกค่าเล่าเรียนลูกได้ เบิกค่าพยาบาลให้พ่อแม่ได้ ทำงานจนเกษียณได้บำเหน็จหรือบำนาญ ถ้าดีขนาดนี้บั้นปลายชีวิตหลังเกษียณจะสบาย

ตำแหน่งที่ดีขึ้น

คนเราทำงานย่อมต้องการความก้าวหน้าเสมอ คงไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องตลอดชีวิต ดังนั้นบางคนแม้จะทำงานในองค์กรใหญ่ที่มั่นคง แต่โอกาสจะขึ้นเป็นผู้บริหารนั้นยากมาก เพราะองค์กรใหญ่นั้นกว่าจะไปถึงตำแหน่งหัวหน้า ต้องข้ามห้วยหนองคลองบึงอีกมากมาย

ถ้าได้ไปอยู่ในบริษัทที่เล็กกว่าเดิมแหล่ะ! แต่ได้ตำแหน่งใหญ่ขึ้น ทำนองบ้านเล็กในป่าใหญ่อยู่ยาก สู้บ้านใหญ่ในป่าเล็กดีกว่า เรื่องอย่างนี้ต้องคิดหนัก ถ้าคุณอายุยังน้อยขอแนะนำให้เลือกอยู่บริษัทเล็กแต่มีโอกาสก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่ง่ายขึ้น เพราะจะมีโอกาสเรียนรู้งานพัฒนาศักยภาพตัวเอง แต่ถ้าอายุงานของคุณอยู่ปลายๆ แล้ว ควรจะเลือกความมั่นคงดีกว่า

เพื่อความก้าวหน้า

ทุกคนต้องการความก้าวหน้าทั้งนั้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยังมีเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และพัฒนาตัวเอง ถ้าเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลนี้ดีมากๆ แต่ต้องมั่นใจว่าคุณเป็นคนมีความสามารถจริงๆ และที่ทำงานใหม่ต้องเห็นความสำคัญของคุณ เห็นความสามารถของคุณ และพร้อมจะยอมให้คุณรับผิดชอบงานได้เต็มที่ ถ้าได้เช่นนั้นมัวรออะไร เขียนใบลาออกเลย

การเดินทางสะดวก

ชีวิตคนทำงานในเมืองใหญ่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝ่าการจราจร 1- 2 ชั่วโมงเพื่อไปให้ทันเวลาเข้างาน 8 โมงเช้า และต้องติดบนถนนอีก 1- 2 ชั่วโมงกว่าจะกลับถึงบ้าน กินข้าว อาบน้ำเข้านอน เที่ยงคืนพอดี นอนไม่กี่ชั่วโมงต้องตื่นไปทำงานอีกแล้ว ชีวิตวนๆ แบบนี้

ถ้าคุณจะต้องทำงานแบบทรหดอดทนขนาดนั้น สู้ย้ายตัวเองไปหางานที่ใกล้บ้าน หรือย้ายบ้านไปอยู่ให้ใกล้ที่ทำงาน คงต้องเลือกสักเส้นทาง ตอนนี้หลายคนแก้ปัญหาด้วยการหาซื้อคอนโดฯ ที่อยู่ติดกับรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางไปทำงานสะดวกง่ายสบายขึ้น จึงทำให้คอนโดขายดิบขายดี แต่คุณพร้อมที่จะต้องมาผ่อนบ้านหลังที่สองที่เพิ่มภาระอีกหรือไม่ ถ้าไม่ไหว ลองหางานที่ใกล้บ้านคุณก็ดีเหมือนกัน ชีวิตมันต้อง win win ถึงจะอยู่ได้

เลือกงานที่สบายขึ้น

“งานเบาแต่จ่ายเงินหนัก” เป็นงานในฝันของทุกคน แต่ในชีวิตจริงคงไม่มีงานเช่นนี้ให้เลือก แต่การเปลี่ยนงานเพื่อไปทำงานที่สบายขึ้นแลกกับเงินเดือนน้อยลง เหมะสำหรับคนที่สุขภาพไม่ดีทำงานหนักไม่ได้อีกแล้ว หรือคนมีครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ต้องดูแลก็คงต้องตัดสินใจหางานที่มีเวลามากพอ เลิกงานเร็ว มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อดูแลลูกมากขึ้น หรือในยุคโซเชียลมีเดีย ถ้าคุณมีความสามารถหาเงินได้จากการขายของออนไลน์ อย่าเสี่ยงลาออกจากงานน่าจะลองหางานใหม่ที่มีเวลาเพิ่มขึ้น เพื่อลองให้ขายของออนไลน์ ถ้ารุ่งค่อยลาออกดีกว่า

งานใหม่สิ่งแวดล้อมใหม่

ถ้าคุณเป็นคนประเภท comfort zone ยึดติดกับที่ อยู่อย่างสบายไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องคิดสักนิดก่อนจะเปลี่ยนงาน เพราะที่ทำงานใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ งานรับผิดชอบใหม่ อะไรที่มันแปลกใหม่จากเดิม คุณจะปรับตัวได้มั๊ยถามใจตัวเองก่อน สุดท้ายก็คิดให้รอบคอบ และตัดสินใจด้วยตัวเอง หากตัดสินใจก็เดินหน้าให้สุดแล้วสู้ต่อไป

 

ภาพ freepik

เคลียร์งานหลังหยุดยาว ทำได้ไม่ยาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610513

  • วันที่ 02 ม.ค. 2563 เวลา 06:00 น.

เคลียร์งานหลังหยุดยาว ทำได้ไม่ยาก

หลังจากได้พักผ่อนหย่อนใจก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดทำงานเหมือนเดิม มาเตรียมความพร้อมรับมือกับการเคลียร์งานในวันแรกของการทำงานกันดีกว่า

ไปถึงที่ทำงานให้เร็วกว่าปกติ

การไปถึงที่ทำงานเร็วกว่าปกติช่วยให้สามารถเคลียร์งานช่วงที่เราหยุดยาวไปได้พอสมควรเหมือนกัน เพราะการมาเช้าเราจะสามารถไล่ตามงานต่างๆ ระหว่างที่เราไม่อยู่ มีเวลาเช็กอีเมลย้อนหลังว่ามีงานอะไรที่เราจะต้องทำหรือจะต้องส่งบ้าง จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เราหยุดยาวไป หรือใครที่กำลังรองานต่อจากเราอยู่ แค่นี้ก็จะช่วยให้เราจัดแบ่งงานตามความสำคัญ แล้วสะสางงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เคลียร์งานเก่าที่ค้างอยู่ให้เสร็จเป็นอันดับแรก

ลดปริมาณงานดินพอกหางหมูที่ยิ่งสะสมเอาไว้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ควรเคลียร์งานเก่าที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะทำงานใหม่ หรือเรียงลำดับความสำคัญของงานนั้นๆ ให้ดี จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลังว่าทำไมงานมันถึงได้เยอะอย่างนี้

จดบันทึกว่าต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อมีงานเข้ามาหลายชิ้นก็อาจจะทำให้เกิดการหลงลืมทำให้งานที่ได้รับมอบหมายนั้นตกหล่น ทำให้ส่งงานไม่ตรงตามกำหนด การจดบันทึกหรือการโน้ตเอาไว้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้งานตกหล่น ส่งงานได้ตรงตามกำหนดครบถ้วน ทั้งยังเป็นการช่วยบันทึกความจำว่าเราได้ทำงานนี้เสร็จไปเรียบร้อยแล้ว เหลืออีกกี่งานที่เราจะต้องทำให้เสร็จ ทำให้เป็นคนมีระเบียบและรู้จักวางแผนไปในตัว

ใช้เวลาอยู่กับการทำงานให้มากที่สุด

การที่มัวแต่วอกแวก เม้าท์มอย เล่นโซเชียล ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานไปเยอะ ก็จะทำให้งานที่เราได้รับมอบหมายไม่มีความคืบหน้า ทำให้เกิดการล่าช้า ส่งผลเสียต่องานนั้นๆ ดังนั้น ควรจะทุ่มเทเวลากับงานให้เสร็จก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้างานเสร็จแล้วจะไปเม้าท์มอยพูดคุยเรื่องราววันหยุดที่คุณได้ไปไหนต่อไหนมาให้เพื่อนร่วมงานฟังก็ไม่มีใครว่า แต่ขอให้งานที่ได้รับมอบหมายเสร็จก่อนก็แล้วกัน

วางแผนตารางงานล่วงหน้าไปเลย

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่จะต้องมาเคลียร์งานที่กองเป็นภูเขาเหมือนเมื่อก่อน ก็ควรจัดสรรวางแผนตารางทำงานให้เป็นระบบไปเลย งานไหนทำวันไหน งานไหนต้องให้เสร็จวันไหน งานเสร็จแล้วต้องส่งงานต่อไปที่ใคร เพราะถ้าคุณวางแผนงานไว้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อวันหยุดยาวมาถึงใหม่ ก็จะไม่ต้องมานั่งกังวลคอยเร่งทำงานให้เสร็จตามกำหนด ไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ กลับมาทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวล

สุดท้ายนี้ งานที่สะสมมาจะเสร็จสิ้นหรือไม่เสร็จสิ้นนั้น ที่สำคัญเลย คืออยู่ที่ตัวเราเองล้วนๆ ว่าเราขยันมากน้อยแค่ไหน เพราะต่อให้งานของคุณจะมากหรือล้นมือสักเพียงใด แต่ถ้าคุณรู้จักการจัดแบ่งเวลาทำงานให้เป็นระบบ ยังไงคุณก็รับมือกับมันได้อย่างแน่นอน และจะได้ใช้เวลาในช่วงหยุดยาวได้อย่างสบายใจไร้กังวล

 

ภาพ freepik

เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610510

  • วันที่ 01 ม.ค. 2563 เวลา 08:11 น.

เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ลดใช้พลาสติกได้ ด้วย ‘5 ลด’ ที่จะช่วยให้พฤติกรรมการใช้พลาสติกค่อยๆ หมดไป

เริ่มแล้ววันนี้ 1 ม.ค.2563 สำหรับการนำร่องงดแจกถุงพลาสติกในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 43 ภาคี ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ อาทิ ห้างเซ็นทรัลฯ เดอะมอลล์ บิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น โลตัส เป็นต้น เพื่อขอความร่วมมือในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่กำลังคุกคามชีวิตของสัตว์ทะเล สัตว์บก และคน จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศไทย

ลดการกินดื่มเพียงครั้งเดียว

แก้วกาแฟ หลอดพลาสติก ขวดน้ำ ถ้วยโฟม จากการกินดื่มที่จำเป็นต้องทำทุกวัน ขยะชิ้นเล็กทั้งหลายเหล่านี้หากจัดการไม่ดีพอก็มีโอกาสปะปนลงสู่ท้องทะเลได้ แม้ตัวเราเองจะแยกขยะทิ้งดีแล้วก็ตาม ทางเลือกง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองคือการลดการทิ้งขยะให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้ของที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น กล่องสำหรับบรรจุอาหาร ปิ่นโต แก้วเก็บความเย็น หรือหลอดทางเลือกใหม่จากวัสดุต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน

ลดความสะดวกลงบ้าง

สะดวกซื้อ สะดวกหิ้ว ความสะดวกสบายเหล่านี้ก็เป็นต้นเหตุของการเพิ่มขยะที่บางครั้งเราไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ ขยะพลาสติกที่จะเกิดขึ้นมีตั้งแต่แพ็กเกจ ถุงหิ้ว ช้อนส้อม หลอด เราสามารถค่อยๆ ลดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ อาจเริ่มจากการไม่รับถุงพลาสติก เตรียมอุปกรณ์การกินที่ล้างใช้ซ้ำใหม่ได้ เท่านี้ก็จะลดขยะพลาสติกไปได้อีกมากมาย

ลดการทิ้งขยะโดยไม่แยกประเภท

ลดพฤติกรรมการโกยขยะทุกอย่าใส่ถุงถุงเดียว เพราะขยะพวกนั้นอาจจะมีทั้งขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ ไม่ได้ รวมทั้งขยะอันตราย เมื่อขยะอันตรายถูกปนไปกับขยะรีไซเคิล ทำให้จำเป็นต้องทิ้งขยะเหล่านั้นไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากการแยกขยะจะทำให้สามารถลดจำนวนขยะไปได้มากแล้ว ยังทำให้การกำจัดพลาสติกทำได้ง่ายขึ้นโดยกำจัดตามประเภทต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็ก

แม้ว่าการพกของใช้ชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นทิชชู่เปียก หลอด ช้อนพลาสติกจะเป็นการอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องของการใช้งานและพกพา แต่ยิ่งชิ้นเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น หากไม่จำเป็นต้องพกพา การซื้อครั้งเดียวแล้วใช้นานๆ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สามารถต่ออายุการใช้งานพลาสติกแต่ละชิ้น และลดขยะได้ดีกว่า

ลดความคิดที่ว่าชิ้นเดียวไม่เป็นไร

หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง สิ่งที่ควรทำคือต้องเริ่มจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการคิดว่าชิ้นเดียวคงไม่เป็นไรหากทำหลายๆ คน หลายๆ ครั้ง ผลกระทบก็คงเท่าเดิม สิ่งที่น่ากลัวคือ เฉพาะประเทศไทยในแต่ละปีจะมีขยะมูลฝอยตกค้างในประเทศเกือบ 10 ล้านตัน และไม่มีแนวโน้มที่ขยะจะลดลงไป ทางที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คงไม่พ้นการเริ่มที่ตัวของเราเอง

 

ภาพ freepik

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595480

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ

หากเราเป็นคนหนึ่งที่มองหาความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นๆ แนะนำให้หยุดทำ 7 สิ่งต่อไปนี้ ลองเปลี่ยนแค่วันละ 1 อย่าง เมื่อครบ 7 วัน เราก็จะกลายเป็นคนที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จกันแล้ว

วันที่ 1 หยุดคาดหวังความสมบูรณ์แบบ

บ่อยครั้งที่เราต้องพบกับความผิดหวังเมื่อสิ่งที่คาดหวังนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น งานที่ทำไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ผลที่ตามมาคือความเครียดและวิตกกังวลกับสิ่งนั้นเป็นเวลานาน เพียงเพราะเราไปคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่างที่เราทำ ต่อไปนี้ค่อยๆ โฟกัสความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งก่อน เช่น ทำงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็นับว่าเพอร์เฟกต์แล้ว

วันที่ 2 หยุดตกลงเมื่อต้องการปฏิเสธ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเองเพื่อไม่ให้ทำอะไรเกินตัว เกินขีดความสามารถ จนทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แม้ว่าการช่วยเหลือเพื่อน คนรอบข้าง หรือการช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องประเมินตนเองและสถานการณ์ด้วยว่า หากช่วยเหลือแล้วเราจะต้องเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ และถ้าคนรอบข้างมีแต่ความคิดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียวแล้วละก็ ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือออกห่างจากบุคคลเหล่านี้เป็นดีที่สุด

วันที่ 3 หยุดคิดกับตนเองในเชิงลบ

ทุกคนย่อมมีอดีต แม้บางคนอาจพบเจอเรื่องราวที่ดีมาตลอด แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องผ่านเรื่องราวแย่ๆ หรือพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน จนคิดกับตัวเองในเชิงลบ โทษตัวเองตลอดเวลา หรือนำมาเป็นข้ออ้างจนไม่กล้าจะลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่ชอบ ที่อยากทำ วันนี้ขอเพียงปรับทัศนคติใหม่ ปล่อยให้อดีตเป็นครูสอนวิชาชีวิต แค่นี้เราก็สำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

วันที่ 4 หยุดโฟกัสแค่วันนี้

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเข้าใจดีถึงคุณค่าของการวางแผนที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ชีวิตเพื่อรอให้ผ่านไปหนึ่งวัน แต่มักจะวางแผนล่วงหน้าเป็นรายเดือน รายปี หรือมองอนาคตตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มต้นทำงานจนกระทั่งถึงช่วงวัยเกษียณ

วันที่ 5 หยุดละเลยเป้าหมายในชีวิต

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะหากเรามีแต่ความคิดและกำหนดเป้าหมายไว้เฉยๆ แต่ละเลยเป้าหมาย ไม่ยอมทำให้ลุล่วง อาจเพราะท้อบ้าง ขี้เกียจบ้าง เหนื่อยบ้าง เป้าหมายของเราก็จะทำได้ยากขึ้น นานขึ้น ไกลตัวขึ้นไปอีก ดังนั้น ลองคิดใหม่ว่าลำบากวันนี้ สบายในวันหน้า แล้วลงมือทำเป้าหมายของเราให้เป็นจริง

วันที่ 6 หยุดแบ่งแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง

คนที่สำเร็จเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญเหมือนกันนั่นก็คือ ครอบครัว เพราะครอบครัวคือกำลังใจอย่างดีที่จะช่วยผลักดันและสร้างแรงกระตุ้นให้คุณไปสู่ความสำเร็จ อีกส่วนคือ เวลาพักผ่อน เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีเงินมากมายแต่ไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีเวลาไปเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไหนเลย

วันที่ 7 หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

คนที่สำเร็จมักจะชื่นชมคนอื่นและมองข้อดีของคนคนนั้นเพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง มากกว่าที่จะนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เพราะจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกท้อและคิดว่าเราไม่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น หยุดเปรียบเทียบแล้วชื่นชมคนอื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจะดีกว่า

 

ภาพ freepik

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610447

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา

ด้วยความที่จักรยานเป็นพาหนะที่ให้ความคล่องตัวสูง ช่วยเลี่ยงปัญหารถติดของคนเมืองได้ แถมบางคนก็ยังยกให้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายสุดโปรด ถ้าจะซื้อสักคันจะเริ่มต้นเลือกจักรยานแบบไหนให้เป็นจักรยานคู่ใจ ต้องมาดูกัน

เลือกตามการใช้งาน

สิ่งแรกเมื่อตัดสินใจจะซื้อจักรยานสักคัน แนะนำว่าควรเริ่มต้นเลือกจากการเลือกประเภทของจักรยาน ซึ่งจักรยานในปัจจุบันก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั่วไป จักรยานแข่ง จักรยานสำหรับปั่นเพื่อการออกกำลังกาย โดยแต่ละประเภทย่อมมีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยการจะเลือกซื้อจักรยานสักคัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรเลือกซื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ปั่นเองและเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

เลือกให้เหมาะกับสรีระ

สำหรับจักรยานนอกจากการเลือกที่มีดีไซน์สวยงาม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในขณะปั่นแล้ว การเลือกจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ปั่นถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึง เช่น การเลือกจักรยานตามความสูงของผู้ปั่น ที่ตัวนักปั่นเองจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคล่องตัว ซึ่งจะมีวิธีการวัดไซส์ที่ค่อนข้างละเอียดสำหรับจักรยานที่ใช้เพื่อการแข่งขัน ดังนั้น ผู้ปั่นจึงควรเลือกไซส์จักรยานให้เหมาะกับส่วนสูงและรูปร่างของตัวเอง โ ดยอาจจะสอบถามมาตรฐานการวัดไซส์จากทางร้านค้า

ตั้งงบประมาณ

หลังจากเลือกประเภทของจักรยานที่ถูกใจได้แล้ว อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญหลังจากนี้ก็คือการตั้งงบประมาณคร่าวๆ ว่าอยากได้จักรยานราคาประมาณไหน ซึ่งจักรยานในทุกวันนี้ก็มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว นอกจากประเมินราคาของตัวจักรยานแล้วก็อย่าลืมคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วย เช่น หมวกกันกระแทก อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยทั้งหลายซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

คำนึงถึงเส้นทางการปั่น

การเลือกเส้นทางสำหรับปั่นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถนนในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้คนกรุงหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในการปั่นบนท้องถนนอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น นักปั่นมือใหม่จึงควรศึกษาเส้นทางให้แน่ใจก่อนเลือกปั่น หากจะปั่นไปทำงานทุกวัน ควรจะเลือกเส้นทางไหนเพื่อความปลอดภัย เส้นทางสะดวกหรือไม่ หรือการเลือกปั่นสำหรับออกกำลังกายในระยะทางสั้นๆ จะปั่นในสวนสาธารณะที่มีเลนจักรยาน หรือการเข้าร่วมกลุ่มนักปั่น ก็ช่วยให้ได้ข้อมูลดีๆ ที่หลากหลายจากเพื่อนนักปั่น

เลือกร้านดีหายห่วง

เมื่อได้ประเภท ได้ราคาที่ถูกใจ และดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว สิ่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อก็คือการตัดสินใจเลือกผู้ช่วยดีๆ อย่างร้านตัวแทนขายจักรยาน หากเลือกร้านดีๆ ที่มีบริการดูแลหลังการขาย ก็เหมือนได้เพื่อนรู้ใจเพิ่มมาอีกคน แต่ถ้าหากใจเร็วด่วนได้ รีบตัดสินใจ ก็อาจจะต้องปวดใจกับปัญหาจุกจิกที่ตามมา เพราะฉะนั้น ควรใช้เวลาสักนิดก่อนจ่ายเงิน เพื่อจะได้ปั่นกันไปได้อย่างสบายใจและปั่นกันไปได้นานๆ

 

ภาพ freepik

ถาม-ตอบ “เมาแล้วขับ” กับ “ความผิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610366

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 19:28 น.

ถาม-ตอบ "เมาแล้วขับ" กับ "ความผิด"

รู้แล้วอย่าทำ “เมาแล้วขับ” เพราะขับรถขณะเมาสุรามีโทษทางอาญา เสียค่าปรับ ถูกจับติดคุก พักการใช้ใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพ

สถิติอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปรากฏตัวเลขไม่น้อยเลยสักปี ลองคิดดูดีๆ ว่าครั้งต่อไปจะ “เมาแล้วขับ” หรือ “เมาไม่ขับ” คุณเลือกได้

ถาม : เมาแค่ไหน เรียกว่า เมาแล้วขับ ?

ตอบ : แค่ไหนเรียกว่า “เมา” ตอบยากมาก แต่ถ้าพิจารณาจากคำว่า “เมา” ตามหลักกฎหมายคือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่า “เมา” แล้ว ส่วนบุคคลที่ยังมีอายุไม่ถึง 20 ปี หรือผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว (ใบอนุญาตแบบ 2 ปี) ทางกฎหมายระบุเอาไว้ว่า หากชมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้ว

ถาม : “เมาแล้วขับ” เป็นความผิดในคดีอาญาหรือไม่ ?

ตอบ : การเมาแล้วขับเป็นความผิดในคดีอาญา 100% เพราะมีโทษทางอาญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (โทษทางอาญา 5 ประการได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน) สำหรับบางคนที่ทำตัวดีมาตลอด แต่วันดีคืนร้ายขับรถขณะเมาสุราจนโดนข้อหาเมาแล้วขับเป็นครั้งแรก เท่ากับคุณได้กระทำความผิดอาญาแล้ว และหากทำผิดเป็นครั้งที่ 2, 3, 4…โทษเมาแล้วขับก็จะเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่สามารถลดโทษได้

ถาม : เมาแล้วขับ ต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่ ?

ตอบ : สำหรับค่าปรับเมาแล้วขับ สามารถแบ่งตามข้อหาได้ดังนี้

  • เมาแล้วขับ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบขับขี่

ถาม : เมาแล้วขับ ประกันชั้นไหนคุ้มครองบ้าง ?

ตอบ : หากเกิดอุบัติเหตุขณะที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลงตามกรมธรรม์ที่ทำเอาไว้ แต่หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคือการเมาแล้วขับตามกฎหมาย ทางบริษัทประกันก็จะให้ความคุ้มครองเช่นเดิม แต่ไม่ได้คุ้มครองตัวคุณ จะไปคุ้มครองให้แก่คู่กรณีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำประกันชั้น 1 ก็ตาม คุณก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

ถาม : พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองการเมาแล้วขับหรือไม่ ?

ตอบ : ถึงแม้ว่าการเมาแล้วขับนั้นประกันภาคสมัครใจจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่ตัวผู้ขับเลยก็ตาม แต่ยังเหลือตัวช่วยอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมและค่ารักษาพยาบาลขั้นต้นให้กับบุคคลทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ไม่รวมค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเมามากแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะยังคงได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.อยู่

ถาม : หลังจากรับโทษเมาแล้วขับจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ตอบ : หลังจากโดนข้อหาเมาแล้วขับแล้วนอกจากเสียค่าปรับ ต้องทำการอบรม รายงานตัว และยังต้องมีเครื่องติดตามตัว อีกทั้งยังต้องบำเพ็ญประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ หลังจากจ่ายในส่วนของค่าปรับข้อหาเมาแล้วขับ ด้วยการคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง และเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การอบรมระเบียบวินัยจราจร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่ 22.00–04.00 น.) โดยใช้เครื่องติดตามที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่เป็นเครื่องติดตามตัว