JIM THOMPSON X VVON SUGUNNASIL ความลงตัวของดีไซน์ใหม่ที่เรียบง่าย แต่เย้ายวน เหนือกาลเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677083

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 13:55 น.JIM THOMPSON X VVON SUGUNNASIL ความลงตัวของดีไซน์ใหม่ที่เรียบง่าย แต่เย้ายวน เหนือกาลเวลา

ครั้งแรกของความร่วมมือสุดเอ็กซ์คลูซีฟ JIM THOMPSON X VVON SUGUNNASIL เผยโฉมคอลเลคชั่นเสื้อผ้าใหม่ล่าสุด ที่ผสานความต่างของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

เพิ่มความสนุกสนานให้กับการแต่งตัวได้อย่างไร้ขีดจำกัดในทุกๆ วัน JIM THOMPSON X VVON SUGUNNASIL เผยโฉมคอลเลคชั่นเสื้อผ้าใหม่ ที่ผสานความต่างของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว พร้อมพาเหล่าผู้หลงใหลแฟชั่นออกเดินทางไปสัมผัสกับเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากความงดงามของผ้าไหม JIM THOMPSON แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกระดับโลก ซึ่งได้ ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านมุมมองของ วร-ทัตวร สุกัณศีล ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ VVON SUGUNNASIL แบรนด์ Tailor และ Ready to Wear ชั้นนำของเมืองไทยที่ให้ความสำคัญกับดีเทล คุณภาพและแพทเทิร์น จนเป็นที่รู้จักและนิยมอย่างมากในขณะนี้

จุดเด่นของคอลเลคชั่นนี้อยู่ที่การนำผ้าไหมมาเป็นวัสดุหลักในการรังสรรค์ พร้อมแฝงด้วยกลิ่นอายของเสื้อผ้าสไตล์ของ JIM THOMPSON ผนวกกับโครงชุดอันเป็นซิกเนเจอร์ของ VVON SUGUNNASIL อย่าง เชิ้ตเดรส และโอเวอร์ไซส์เชิ้ต มาเป็นซิลูเอทหลักของการออกแบบ อีกทั้งยังเสริมลูกเล่นให้กับคอลเลคชั่นด้วยดีไซน์แบบมินิมอลของเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้แบบยูนิเซ็กซ์ ที่จะช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับการแต่งตัวได้อย่างไร้ขีดจำกัดในทุกๆ วัน

ด้วยเทคนิคการตัดเย็บที่พิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ คือสิ่งที่ทำให้ผลงานการออกแบบในครั้งนี้ เต็มไปด้วยความพิเศษ ไม่เหมือนใคร โดยในคอลเลคชั่นนี้มีการเลือกใช้ โทนสีที่ต่างไปจากเดิมคือ Natural Tone อย่างสีขาว สีดำ และสีเบจ มาเป็นโทนสีหลัก ซึ่งเป็นการนำเอาโทนสีอันเรียบง่ายของ VVON SUGUNNASIL มาเติมเต็มให้กับคอลเลคชั่น แห่งความร่วมมือนี้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจนและถ่ายทอดผ่านผลงานการออกแบบคือความเรียบง่าย หากแต่เคร่งขรึม และเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด ที่ Modern และ Sophisticated ซึ่งเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจของเบื้องหลังคอลเลคชั่น ที่ต้องการนำเสนอความเย้ายวน อ่อนหวาน และความสง่างามเหนือกาลเวลาของผ้าไหม ที่ผสมผสานและสะท้อนตัวตนของทั้งสองแบรนด์ออกมาได้เฉียบคม โดยคอลเลคชั่นนี้มีไอเทมส์ชิ้นเด่น ได้แก่ SHEATH MAXI DRESS BLACK และ OVERSIZE MAXI SHIRT DRESS ที่ได้นำผ้าไหมมาอยู่ในรูปแบบที่เรียบง่ายและทันสมัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชั่นนี้

ร่วมสัมผัสความต่างอย่างลงตัวของคอลเลคชั่น JIM THOMPSON X VVON SUGUNNASIL ได้แล้ววันนี้ที่ JIM THOMPSON สาขาสุรวงศ์ และสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน เซ็นทรัลเอ็มบาสซี เอ็มโพเรียม และ เซ็นทรัล ฟลอเรสต้า ภูเก็ต หรือบนช่องทางออนไลน์ www.jimthompson.com นอกจากนี้ ยังสามารถแวะชมสินค้าหรือซื้อได้ที่ร้าน VVON SUGUNNASIL ซอยสมคิด โทร 083-896-8959

#JimThompsonxVvonSugunnasil

#JimThompson

#JTandme

เติมความสดใสในฤดูใบไม้ผลิกับ Fossil SPRING 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677043

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 09:20 น.เติมความสดใสในฤดูใบไม้ผลิกับ Fossil SPRING 2022

Fossil ชวนอัปเดตสไตล์ของคุณในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเฉดสีเขียวที่สร้างความโดดเด่น สดใส ร่าเริง พร้อมสานต่อแนวคิด Pro-Planet Eco-Leather เครื่องหนังรุ่นใหม่ Vegan Cactus กระเป๋าหนังทำจากกระบองเพชร

SPRING 2022

คอลเลกชั่นนี้ยังคงไว้ซึ่งความสนุกสนาน และอัปเดตสไตล์ของคุณในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเฉดสีเขียวอันแสดงถึงอากาศบริสุทธิ์ และสดใส เราได้ปรับปรุงนาฬิกาคลาสสิกบางส่วนของเรา อย่างรุ่น Carlie และ Machine โดยออกแบบหน้าปัดที่ผสมผสานสีสันของสปริง สำหรับนาฬิกาสายหนังซีซั่นนี้ออกแบบเน้นความสดใส ความสุข และการมองโลกในแง่ดี ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้คุณเริ่มวันอย่างมีชีวิตชีวา

WATCH

นาฬิกาคอลเลกชั่นสปริงนี้มีไอคอนที่อัปเดตซึ่งจะพาคุณสนุกสนานไปตลอดฤดูกาลด้วยหน้าปัดและสีที่ปรับปรุงใหม่ให้เหมาะกับการแต่งตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิอย่างเฉดสีเขียวที่สร้างความโดดเด่น สดใส ร่าเริง

Carlie Sport ใหม่มีรูปลักษณ์ร่วมสมัยผสมผสานกับการออกแบบที่คลาสสิกและสง่างาม ในขณะที่ยังคงคุณสมบัติที่ทำให้ Carlie เป็นที่นิยม อย่างสายนาฬิกา H-link และส่วนเชื่อมต่อ T-bar หน้าปัดที่ปรับปรุงใหม่มีขนาดพอดีกับข้อมือคุณสุภาพสตรี ผสมกับตัวเลขอารบิก มาร์กเกอร์บอกเวลาที่มีสไตล์ และรูปแบบหน้าปัดซิกเนเจอร์ F-Grid ของ Fossil ให้ระดับของพื้นผิวที่มีมิติแปลกตา

Machine เปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 รุ่นนี้ถือเป็นบทกวีของฟอซซิลที่แสดงถึงอุตสาหกรรมของการผลิตและหัตถศิลป์ ไอคอน ฟอซซิลมีรายละเอียดการออกแบบของเครื่องจักร อย่างเช่น รูปทรงตัวเรือน เม็ดมะยมหัวสกรู พื้นผิววงแหวนด้านบนที่เป็นสัญลักษณ์ และหน้าปัดที่มีกลไกบอกวันที่แบบ 3 เข็ม

LEATHER

เพื่อสานต่อแนวคิด Pro-Planet Eco-Leather ในปีนี้ฟอซซิลนำเสนอเครื่องหนังรุ่นใหม่ Jacqueline Satchel และ Kier Tote ที่ผลิตจากหนัง Vegan Cactus กระเป๋าหนังทำจากกระบองเพชร ถูกผลิตขึ้นด้วยความยั่งยืนในระดับแนวหน้าของการออกแบบ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วใบกระบองเพชรจะถูกตากแดดเป็นเวลา 3 ถึง 6 วัน เทคนิคนี้ช่วยให้เราประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลำต้นของกระบองเพชรแต่ละต้นยังคงสภาพเดิมเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวซ้ำได้หลังจากที่ใบงอกใหม่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 6 ถึง 8 เดือน กระบวนการผลิตหนังกระบองเพชรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เราทิ้งรอยเท้าที่เล็กลงและปราศจากสารกำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลง และการชลประทาน เรามุ่งมั่นที่จะออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คุณสร้างสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ

Jacqueline Satchel รายละเอียดการออกแบบด้วยหางซิปที่เป็นเอกลักษณ์ ปลายซิปไม่ได้ติดอยู่กับตัวกระเป๋า ช่วยให้เปิดกระเป๋าได้มากขึ้นเพื่อค้นหาสิ่งของต่างๆได้ง่ายขึ้น

Kier Tote รุ่นที่ขายดีที่สุด ทำจากวัสดุใบแคคตัสที่ปลูกแบบออร์แกนิกและมีสายรัดปรับระดับได้ พร้อมตัวปิดสแน็ปอินภายใน และกระเป๋าซิปแบบถอดได้ ช่วยเสริมลุคสุดโปรดของคุณในฤดูใบไม้ผลินี้

Fossil (ฟอซซิล) ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย Tom Kartsotis ใน Dallas, Texas, USA จากเด็กหนุ่มวันยี่สิบที่ดำเนินธุรกิจนายหน้าขายตั๋วในเมืองดัลลัส ผู้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการนำเข้าสินค้าแฟชั่นจากฐานการผลิตในประเทศฝั่งตะวันออก สู่ผู้สร้างแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก โดยผลิตภัณฑ์หลักของพวกเขาคือนาฬิกาแฟชั่นที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุค และ การสื่อถึงความมั่นใจ ความสนุกสนาน ในแบบอเมริกันชน อันเป็นเสน่ห์ของแบรนด์จนทุกวันนี้

คอลเลกชั่นนาฬิกาของ Fossil มีรายละเอียดเรียบง่ายและมีการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโฆษณานิตยสารชั้นนำอย่าง Look, Life, และ Time ในช่วงทศวรรษที่ 1930, 1940 และ 1950 ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของคนรุ่นปัจจุบันได้เสมอ จนถึงปัจจุบันนาฬิกา Fossil จะยังคงเป็นที่ต้องการมากที่สุดในหมู่คนรุ่นใหม่และเริ่มกลายเป็นแฟชั่นไอคอน นาฬิกาเรือนนี้มีรูปลักษณ์เหมือนนาฬิการะดับพรีเมี่ยม แต่ราคาไม่แพงมากจนคุณไม่ต้องสละทุกสิ่งเพื่อเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ กลุ่มลูกค้าจึงมีตั้งแต่เด็กอายุ 20 ถึงหนุ่มสาวภูมิฐานวัย 40 กว่าที่ชื่นชอบสินค้าแฟชั่นแบบ Modern Vintage ในราคาที่จับต้องได้

ในช่วงปี 1990 Fossil เข้าสู่ตลาดต่างประเทศและเพิ่มสายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงสินค้าเครื่องหนังและแว่นกันแดด ในปี 2001 Fossil เริ่มร่วมธุรกิจกับแบรนด์นาฬิกาแฟชั่นชั้นนำต่างๆ ปัจจุบันมีแบรนด์มากกว่า 15 แบรนด์ภายใต้ Fossil Group มีร้านมากกว่า 400 ร้านใน 20 กว่าประเทศ ในปี 2019 Fossil ได้เข้าสู่ตลาดประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป และ ในปีนี้ได้เปิด Fossil Boutique แห่งแรกในประเทศไทย ที่โซนอีเดน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด

ร้าน Fossil Boutique ถูกตกแต่งเพื่อแสดงออกถึงความเป็น American Vintage อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื๊อสินค้าได้มากมาย พร้อมบริการ Custom Service ที่สามารถบ่งบอกสไตล์และตัวตนของคุณผ่านการ Emboss and Engraving ลงบนสินค้าต่างๆของ Fossil ไม่ว่าจะเป็นต้วอักษรหรือรูป emoji เพื่อเพิ่มคุณค่าทางใจให้กับของขวัญชิ้นพิเศษ

ช้อปสินค้า Fossil รุ่นต่างๆ ได้ที่ FOSSIL BOUTIQUE ชั้น 2 ศูนย์การค้า CentralwOrld หรือรับข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมที่ …

Facebook: https://www.facebook.com/fossil.thailand/

LINE Official: https://bit.ly/LineFossilTH

Shop Online: https://bit.ly/FossilTH

#FossilThailand

#FossilStyle

#FossilBoutiqueTH

ย้อนวันวานกับบุฟเฟ่ต์ ‘งานวัด’ ที่ พระยา คิทเช่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677056

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:25 น.ย้อนวันวานกับบุฟเฟ่ต์ 'งานวัด' ที่ พระยา คิทเช่น

ห้องอาหารพระยา คิทเช่น ชวนย้อนวันวานบรรยากาศความรื่นเริงในงานวัด ผ่านความทรงจำของเหล่าเชฟมากฝีมือในรูปแบบบุฟเฟ่ต์อาหารไทย ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายนนี้

พระยา คิทเช่น ห้องอาหารไทยในโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชวนสัมผัสมนต์ขลังของอาหารงานวัด หวนคืนความทรงจำในวัยเด็กไปกับอาหารไทยในธีมงานวัด ชิม ชิล ไปกับอาหารคาวหวานชื่อคุ้นหู แต่อาจลางเลือนไปจากความทรงจำ

อาทิ ยำข้าวทอดแหนมสด ไหลบัวผัดกะปิกุ้งสด ก๋วยเตี๋ยวต้มยำไข่ราชบุรี ไข่ปลาหมึกทอด กุ้งย่างพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด อีกทั้ง เมี่ยงคำตับห่าน บาร์บีคิวหมาล่าเสียบไม้ย่างเตาถ่าน เค้กชาไทย และรับเมนูพิเศษ ล็อบสเตอร์ย่างซอสยำมะม่วงตะไคร้ ท่านละ 1 ที่

นอกจากกลิ่นอายของอดีตแล้ว กลิ่นหอมของอาหารที่เชฟปรุงบนครัวเปิดจะทำให้ใครหลายคนยั้งใจไม่อยู่  ซีฟู้ดวอลล์ ซิกเนเจอร์ของทางร้านพร้อมอวดโฉมอาหารทะเลสดหลากหลายชนิด อาทิเช่น กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน ปูม้า หอยแมลงภู่ หรือหอยหลอดให้คุณได้เลือกไปให้เชฟปรุงไม่ว่าจะเป็นผัดสมุนไพร ผัดกระเทียมกล่อม หรือเผาร้อนๆจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บได้ตามใจแบบไม่อั้น สำหรับสายเนื้อฟินไปกับเนื้อนำเข้าหลากหลายชนิดรวมถึงแกะ หมู และเนื้อไก่จากตู้แช่เนื้อที่เลือกไปให้เชฟย่างได้ตามใจชอบ

สัมผัสอาหารธีมงานวัดในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ได้ที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ทุกมื้อค่ำวันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ และมื้อกลางวัน วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายน ในราคาเพียง 1,688++ บาท ต่อท่าน เด็กอายุ 1-3 ขวบ รับประทานฟรี และ เด็กอายุ 4-12 ปีรับส่วนลด 50%

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งโดยตรงบนเว็บไซต์ https://bit.ly/34fe6bO ไลน์แอด @marriottsurawongse หรือโทร. 02 088 5666

How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677050

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างมีสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด

“ระยะหลังคลอด” แน่นอนว่าย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการตั้งครรภ์หลายอย่าง สร้างความกังวลใจให้คุณแม่หลังคลอดจนขาดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการผิวแห้งขาดน้ำ ผิวหมองคล้ำไม่สดใส ผิวแตกลาย รวมถึงผิวหย่อนคล้อย การดูแลผิวหลังคลอดอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีผิวสวยสุขภาพดีได้อีกครั้ง แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง มาแนะนำ “วิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด” กับผลิตภัณฑ์ Body Butter, Hydrating Emulsion และ Revitalising Face Mask โดยมีเซเลบริตี้สาวคุณแม่มือใหม่มาร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวย คืนผิวใส สำหรับคุณแม่หลังคลอด ดังนี้ 

ระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และหลังจากการคลอดลูก ระดับฮอร์โมนดังกล่าวก็จะลดลงอย่างรวดเร็วและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของฮอร์โมนนี้เป็นสาเหตุให้คุณแม่ประสบกับปัญหาผิวจนทำให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยปัญหาผิวที่มักพบได้บ่อยหลังการคลอดลูก คือ

· ผิวหมองคล้ำ พบได้ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น บริเวณข้อพับต่างๆ อย่างรักแร้ ขาหนีบ คอ เส้นกลางหน้าท้อง ลานหัวนม ต้นขา นอกจากนี้ยังพบกระ ฝ้า และจุดดำตามใบหน้า รวมถึงความหมองคล้ำใต้ดวงตา ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในช่วงตั้งครรภ์ที่ไปกระตุ้นเม็ดสีผิว (เมลานิน) ให้เข้มขึ้นกว่าเดิม แม้หลังจากคลอดลูกไปแล้ว สีผิวที่หมองคล้ำจะยังคงอยู่ และจะจางลงตามธรรมชาติอย่างน้อย 3-6 เดือน

· ผิวแห้งขาดน้ำ หลังคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่อาจต้องเผชิญสภาวะผิวขาดน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากร่างกายจะมีการขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ทำให้อาการบวมน้ำลดลง วิธีสังเกตเบื้องต้นของอาการผิวขาดน้ำ คือ ผิวแห้ง ปากแห้งลอกเป็นขุย กลืนน้ำลายแล้วเหนียวคอ ผมขาดหลุดร่วงง่าย น้ำนมออกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

· ผิวแตกลาย ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน ผิวหนังจะเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามขนาดของทารกในครรภ์ จึงทำให้เกิดผิวแตกลายตามมา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณท้องน้อย เต้านม หรือต้นขา ซึ่งปัญหาผิวแตกลายมักจะเกิดในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือนไปจนถึงหลังคลอด

· ผิวหย่อนคล้อย ช่วงหลังคลอดคุณแม่จะมีภาวะหย่อนคล้อยตามส่วนต่างๆ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน เกิดจากน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังการคลอด ผิวจึงสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไป ทำให้ผิวขาดความกระชับ หากเป็นคนที่มีสภาพผิวหย่อนคล้อยอยู่แล้ว หลังคลอดอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้มากกว่าเดิม

· ผื่นแพ้หลังคลอด สภาวะหลังการคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงส่งผลให้ผิวหนังแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ

ปัญหาผิวดังกล่าวข้างต้นจะค่อยๆ หายไป และดีขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละบุคคลก็อาจใช้เวลาไม่เท่ากัน สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความอ่อนโยนต่อผิว มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการมอบความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน อ่อนโยนต่อผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย โดยไม่ทิ้งความมันส่วนเกินและไม่อุดตันรูขุมขน รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มลดเรือนริ้วรอยและฟื้นฟูสภาพผิวควบคู่กันได้ นอกจากนี้การสครับผิวอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวที่หมองคล้ำจางลง และควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดแรงๆ หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องออกไปข้างนอกก็สามารถทาครีมกันแดดได้ โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF อยู่ระหว่าง 30-50 และมีค่า PA ที่เหมาะสม

นอกจากการบำรุงผิวจากภายนอกแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือควรดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วย เช่น ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน สามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัว (ก.ก.) x 33 =…ซีซี (1,000 ซีซี = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 4 แก้ว) เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลาทะเล ผักใบเขียว ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอรี่ และอย่าลืมหาเวลานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง ไม่ควรนอนดึก หากเป็นไปได้ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เนื่องจากในช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2 ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมผิวพรรณขณะหลับ”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่คุณแม่ป้ายแดง ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เผยว่า “ปกติเราเป็นคนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิว รวมถึงพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องผิวพรรณหรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์มากนัก ในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ก็จะมีสภาวะผิวแห้งขาดน้ำและปัญหารอยแตกลายบริเวณท้องน้อย แต่เราเตรียมพร้อมรับมือด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและคืนความเรียบเนียนให้กับผิวอย่างบอดี้ บัตเตอร์ เป็นประจำ และมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งด้วย รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อคืนความกระจ่างใสสู่ผิวค่ะ”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกแฝด วรนันท์ จันทรัศมี เล่าว่า “ตั้งแต่ตั้งครรภ์ลูกแฝดเห็นได้ชัดเลยว่าผิวพรรณเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถึงแม้ว่าเราจะทาครีมบำรุงผิวเป็นอย่างดีแต่ผิวก็ยังแตกลาย ส่วนช่วงหลังคลอดก็ยังประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกด้วย ยิ่งช่วงที่ต้องให้นมลูกๆ จะรู้สึกเลยว่าผิวแห้งมาก ทั้งที่จากเราเป็นคนผิวค่อนข้างมัน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ เราจะเน้นเรื่องการฟื้นบำรุงผิว โดยเราเลือกใช้ บอดี้ บัตเตอร์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกาย และยังช่วยให้ผิวเราเรียบเนียนกระชับขึ้น ส่วนผิวหน้าเราก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น และ รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อเติมความชุ่มชื้นและคืนความกระจ่างใสให้กับผิวค่ะ”

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่ง ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล กล่าวว่า “เราโชคดีที่ตอนท้องไม่ได้แพ้ท้อง ไม่มีสิว ไม่มีรอยแตกลาย ไม่มีฝ้ากระให้คอยกังวลใจ แต่จะมีเพียงอาการผิวแห้งขาดน้ำและระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เราจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง สำหรับผิวกายเราจะใช้ บอดี้ บัตเตอร์ ด้วยเป็นประจำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ป้องกันผิวจากการเกิดรอยแตกลาย ส่วนผิวหน้าก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นประจำ ยิ่งช่วงนี้ลูกสาวเริ่มโตแล้ว ทำให้เรามีเวลาออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เพื่อรูปร่างที่กระชับได้สัดส่วนสวยงามค่ะ”

ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677041

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 08:55 น.ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย อาการจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่อาจมีสัญญาณเตือนให้รู้ตัวก่อน หรือมาได้แบบไม่ทันตั้งตัว!!

เชื่อว่าปัญหาสุขภาพไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารักอย่างแน่นอน แต่ปัญหาสุขภาพบางอย่างก็อาจเกิดขึ้นได้แม้เสี้ยววินาที อย่างอาการของ “หมอนรองกระดูกอักเสบ” หรืออาจโชคร้ายกว่านั้นคือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

กระดูกสันหลังของมนุษย์ที่อยู่ในแนวกึ่งกลางทางด้านหลังของลำตัว มีลักษณะเป็นข้อๆ ตั้งแต่ลำคอจนถึงด้านหลังของทวารหนัก ระหว่างกระดูกแต่ละข้อจะมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) คั่นอยู่ในแต่ละข้อ ลักษณะเป็นรูปทรงสั้นๆ มีความสูงประมาณ 1 ใน 4 ของความยาวของข้อกระดูกสันหลัง หรือประมาณ 6-8 มม. โดยทำหน้าที่รับแรงเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวและปกป้องไขสันหลัง

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อย

หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือ ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ความเสื่อมที่เราทราบกันมักจะเกิดจากอายุที่มากขึ้น เกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 25-50 ปี โดยภาวะนี้เกิดจากตัวหมอนรองเกิดภาวะที่แห้งลง เสียความยืดหยุ่น สาเหตุการเกิดที่พบได้บ่อย ได้แก่ การนั่งทำงานนานๆ การขับรถนานๆ การทำงานที่ต้องยกของบ่อยๆ และการสูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่หมอนรองกระดูกสันหลังน้อยลง ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

หมอนรองกระดูกอักเสบ 

โรคหมอนรองกระดูกอักเสบ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ อักเสบจากการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการลามมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่เชื้อกลับไปเกาะอยู่ที่บริเวณกระดูกสันหลัง แล้วลามมายังหมอนรองกระดูก หรือมีการฉีดยา ฉีดสีเข้าไปในหมอนรองกระดูก แล้วมีเชื้อโรคนั้นตามเข้าไปด้วย ตรงจุดนี้เอง ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้วิธีการรักษา ทำได้ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ

และอักเสบจากความเสื่อมของร่างกาย ที่ค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ หมอนรองกระดูกเกิดเป็นรอยแตก โดยร่างกายของเราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าในหมอนรองกระดูกเรามันมีอะไรอยู่บ้าง ฉะนั้น ร่างกายเราก็จะคิดว่าสิ่งที่อยู่ในหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นไหลออกมาเป็นของแปลกปลอม ร่างกายจึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง จนเกิดการอักเสบขึ้น

อาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ การบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ตัวหมอนรองกระดูกเองมีเส้นประสาทมาเลี้ยงน้อยมาก เมื่อแตก หรือปลิ้นจะไม่เจ็บที่ตัวหมอน แต่อาจอักเสบ หรือกดทับเอ็นกระดูกและเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ทำให้มีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง รวมทั้งมีอาการปวดที่ขาได้ โรคหมอนรองกระดูกอักเสบนั้น เป็นอาการที่วินิจฉัยได้ยาก ส่วนใหญ่อาการแสดงที่เห็นเด่นชัด คือ เรื่องของการปวดหลัง ซึ่งการปวดหลังก็มีด้วยหลายสาเหตุ แต่อาการปวดที่ระบุจำเพาะเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ คือ การนั่งแล้วไม่สามารถนั่งได้เป็นระยะเวลานานๆ เมื่อยืน หรือแอ่นตัวอาการดีขึ้น แต่เมื่อก้มตัวอาการจะแย่ลง โดยจะมีอาการลักษณะนี้เป็นระยะเวลานาน ในกรณีที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ รักษา หรือทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า คุณอาจมีอาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบก็เป็นได้

หมอนรองกระดูกอักเสบแบบไหน ถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

  • ปวดมาก จนทนไม่ได้
  • รำคาญมาก จนทนไม่ได้

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรงจากการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก ร่วมกับการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับ การใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้อง การยกของหนัก ๆ การออกกำลังเวทเทรนนิ่งที่ผิดจังหวะ สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลังได้

นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ตั้งแต่โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก การเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการป้องกันและรักษา เพื่อให้สามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้โดยง่าย ดังนี้

โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก

กระดูกสันหลังของมนุษย์มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ โดยส่วนหน้าจะเป็นรูปร่างทรงกระบอกสั้น ๆ ระหว่างปล้องจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นไว้ ส่วนปล้องจะมีแกนกระดูก 2 ข้าง ยื่นไปด้านหลัง สร้างเป็นวงโค้งโอบรอบไขสันหลัง และสร้างเป็นข้อต่อด้านหลัง รูปร่างของกระดูกสันหลังแต่ละปล้องจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย ขนาดของปล้องกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น จากกระดูกคอไล่ลงมาถึงเอว เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายและการใช้งาน

หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีลักษณะเป็นถุงแบน ๆ ที่มีเปลือกหนา ๆ ตามเส้นรอบวง ภายในบรรจุสารประกอบโปรตีนและน้ำ มีเซลล์สร้างสารประกอบดังกล่าวเล็กน้อย หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกต่อกระดูกสันหลัง และทำให้การเคลื่อนไหวระหว่างปล้องขณะที่ก้มเงยหรือเอียงตัว เป็นไปอย่างราบรื่น

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดได้อย่างไร

ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. จากการที่ถุงของหมอนรองกระดูก ไม่สามารถทนรับแรงที่มากระทำได้ เช่น การถูกกระแทกอย่างรุนแรง หรือการก้มตัวทำให้เปลือกด้านหลังเกิดการฉีก และสารประกอบภายในเกิดการเคลื่อนตัวโป่งนูน และเคลื่อนมาเบียดพื้นที่ของไขสันหลังและเส้นประสาท เมื่อมีการกดจะทำให้เส้นประสาททำงานผิดปกติ

2. จากความเสื่อมของร่างกาย หรือการใช้งานหลังมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เมื่อสารประกอบภายในเสี่อมสภาพ ปริมาณน้ำลดลง หมอนรองกระดูกจะยุบตัว ทำให้เปลือกเกิดการโป่งนูน กดทับเส้นประสาท โดยมักพบร่วมกับความเสื่อมของข้อต่อที่อยู่ด้านหลังของเส้นประสาท

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ในกรณีที่เกิดจากการใช้งาน หรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวดหลังทันทีทันใด ตำแหน่งที่ปวดมักเป็นบริเวณเอว เนื่องจากเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวเยอะและรับน้ำหนักเยอะ และบริเวณดังกล่าวมีเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกส่วนขา ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเสียว หรือปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง ในรายที่อาการรุนแรงจะตรวจพบอาการอ่อนแรงหรือชาของขาข้างที่มีอาการ ในรายที่เป็นที่กระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการตามระดับของไขสันหลังและเส้นประสาทที่ถูกกด เช่น ปวดร้าวลงแขนจากหมอนรองกระดูกคอบาดเจ็บ

สำหรับในกรณีที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดลงขาที่ไม่รุนแรงมาเป็นเวลานาน มีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดร่วมกับความเสื่อมของเนื้อเยื่อและข้อต่อข้างเคียง เกิดเป็นภาวะโพรงไขสันหลังตีบ หากเป็นที่ส่วนเอว ผู้ป่วยจะมีอาการหน่วง ๆ ที่ก้นและขาเวลายืน เดินแล้วเมื่อยง่าย อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

การตรวจเพื่อวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติการใช้งาน อุบัติเหตุ ความเสี่ยง และตรวจร่างกายระบบประสาท และตรวจจำเพาะเพื่อประเมินว่ามีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่ โดยการถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลัง ในรายที่สงสัยหรือมีอาการรุนแรง จะต้องทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินขนาดและความรุนแรง สำหรับวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษาหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท แบ่งออกเป็น

การรักษาแบบประคับประคอง

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การอ่อนแรงไม่ชัดเจน เส้นประสาทถูกกดทับไม่มาก สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ โดยให้ผู้ป่วยนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนเล็กรองใต้เข่าหรือนอนตะแคง ร่วมกับการให้ยาต้านการอักเสบและยาลดปวด สามารถทำกายภาพบำบัดรวมเพื่อลดอาการปวดหลังและปวดขาได้ เมื่ออาการปวดดีขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินติดตามต่อเนื่อง พร้อมรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวและปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ

การรักษาโดยการผ่าตัด

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง การให้ยาลดปวดไม่ได้ผล หรือมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง ขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยในปัจจุบัน มีทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เพื่อเอาชิ้นหมอนรองกระดูกที่กดทับออกเพียงอย่างเดียว หรือในกรณีที่กระดูกสันหลังมีความเสื่อมร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเปิดโพรงไขสันหลังและนำชิ้นส่วนที่กดออก ร่วมกับใส่อุปกรณ์ดามกระดูก

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูก

2. ระมัดระวังในการใช้งานหลัง โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ต้องยกของหนักบ่อย ๆ โดยท่ายกของจากพื้นที่เหมาะสมคือ การย่อเข่า โดยหลังตั้งตรงหรือเอนมาด้านหน้าเล็กน้อย งดการใช้ท่าก้มหลังโดยเข่าเหยียดตรง เพราะจะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกได้ง่าย

3. การออกกำลังเวทเทรนนิ่ง ไม่ยกน้ำหนักที่มากเกินกำลัง และควรใช้อุปกรณ์รัดพยุงหลัง เพื่อช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บ

4. งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเกิดความเสียหายได้

สหรัฐกำลังสงสัย ‘ปูตินเปลี่ยนไป’ เกิดอะไรขึ้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677073

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.สหรัฐกำลังสงสัย 'ปูตินเปลี่ยนไป' เกิดอะไรขึ้น?

หน่วยข่าวกรองสหรัฐกำลังพยายามทำความเข้าใจจิตใจของ ‘ปูติน’

แหล่งข่าวใกล้ชิด 2 คนกล่าวกับ CNN ว่าชุมชนข่าวกรองแห่งสหรัฐอเมริกา (IC) ได้กำหนดให้การประเมินจิตใจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นภารกิจที่มีความสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ที่ปูตินเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่สหรัฐได้ขอให้หน่วยข่าวกรองรวบรวมข้อมูลที่จะเข้าถึงจิตใจของปูตินให้ได้มากที่สุด ผู้นำรัสเซียมีท่าทีอย่างไร? เขาคิดอย่างไรหลังได้รับการตอบโต้อย่างแข็งแกร่งจากยุโรปและประเทศพันธมิตรทั่วโลก? นี่คือสิ่งที่สหรัฐต้องการทราบ

ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่บรรดาผู้ที่คอยติดตามปูตินมานานต่างบอกว่าพฤติกรรมของเขากลายเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และไร้เหตุผลมากขึ้น

รายงานระบุว่าชุมชนข่าวกรองของสหรัฐใช้เวลาหลายทศวรรษในการถอดรหัสปูติน อดีตเจ้าหน้าที่ KGB ที่ขึ้นมาปกครองรัสเซียตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองยอมรับว่านี่คือ “งานยาก”

สหรัฐมีความสนใจที่จะเจาะใจปูตินเพิ่มขึ้นอย่างกะหันทันในช่วงไม่กี่วันมานี้เพราะมองว่าการตัดสินใจของปูตินต่อสถานการณ์ในยูเครนนั้นผิดไปจากนิสัยของเขา ซึ่งนั่นทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าปูตินคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่

CNN เผยว่าชุมชนข่าวกรองได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ โดยรายงานฉบับหนึ่งระบุว่าการกระทำของปูตินกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากและคาดเดาไม่ได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แหล่งข่าวบอกกับ FBI ว่า “ปูตินแสดงความโกรธอย่างสุดขีดต่อการคว่ำบาตรจากตะวันตก” “รู้สึกว่าการคว่ำบาตรทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้”

วุฒิสมาชิกมาร์โก รูบิโอ ของสหรัฐทวีตเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้ผมสามารถพูดได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดปกติกับปูติน” โดยเสริมว่าปูตินเป็นนักฆ่ามาตลอด แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม ปูตินเมื่อ 5 ปีก่อนคงจะไม่ทำอย่างที่เขาทำในวันนี้แน่นอน

เช่นเดียวกับ ไมเคิล แม็คฟอล อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศรัสเซีย ซึ่งกล่าวว่า “ปูตินเปลี่ยนไป…เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

เจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งกล่าวว่ายังไม่พบข้อมูลใหม่ใดๆ ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโดยรวมของปูติน แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยังคงเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ปูตินจะมีกลยุทธ์บางอย่างเพื่อผลักดันให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรมอบสิ่งที่เขาต้องการเพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรแย่ๆ

ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่านี่ไม่ได้ต่างจากปูตินคนเดิมเลย เขาแสดงให้เห็นมานานแล้วว่าพร้อมที่จะเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้ทางทหารในปฏิบัติการที่สหรัฐคิดว่าไม่มีโอกาสจะสำเร็จ อย่างการบุกเชชเนียครั้งที่ 2 ในปี 1999 ซึ่งเป็นเพียง 3 ปีหลังจากที่กองทัพรัสเซียพ่ายแพ้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

“นี่ไม่ต่างจากที่เขาเคยพูดเลย เขาแค่พูดทุกอย่างในครั้งเดียวด้วยวิธีที่เฉียบขาด เขาพร้อมจะทำสิ่งเลวร้ายเกินบรรยายเสมอมา ปูตินไม่ได้บ้า แต่ตอนนี้เขามีอารมณ์อย่างมากเพราะสิ่งที่เขากำลังจะลงมือ และเขาก็โดดเดี่ยวมากๆ ยิ่งสะเทือนอารมณ์เข้าไปใหญ่ ฉันไม่คิดว่าเขาเสียสติไปแล้วนะ” เบธ แซนเนอร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันกล่าว

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอีกคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่าปูตินส่งสัญญาณมานานแล้วว่าเขาสามารถทำได้ จิตใจเขายังปกติแต่เขาแค่กำลังโกรธจัด

แม้แต่คำสั่งในการส่งกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2014 เมื่อปูตินผนวกไครเมียเขาหยิบยกความเป็นไปได้เรื่องกองกำลังนิวเคลียร์แต่ก็ไม่ได้ทำ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่ายากที่จะสรุปความเชื่อมั่นใดๆ เกี่ยวกับสภาพจิตใจของปูติน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของปูตินเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ พวกเขาอาจไม่มีวันได้คำตอบเลยก็ได้

Photo by Sergei GUNEYEV / SPUTNIK / AFP

ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677059

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:57 น.ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรล แก้ปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าสหรัฐจะปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด หลังจากที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เห็นชอบให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองจำนวน 60 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในขณะนี้

“ผมขอประกาศว่าสหรัฐได้ร่วมมือกับ 30 ประเทศเพื่อปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรลจากแหล่งสำรองน้ำมันทั่วโลก โดยอเมริกาจะเป็นผู้นำในความพยายามดังกล่าวด้วยการปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล และพร้อมจะทำมากกว่านี้หากมีความจำเป็น” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เนื่องจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่กำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ขณะที่ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งสามารถส่งก๊าซธรรมชาติจาดรัสเซียไปยังเยอรมนี ประกาศเลิกจ้างพนักงานและเตรียมยื่นล้มละลายหลังถูกคว่ำบาตรจะสหรัฐ

โดยล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 7.69 ดอลลาร์ ปิดที่ 103.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 7.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 104.97 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลว่าการที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตียูเครนจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

Photo by JIM LO SCALZO / POOL / AFP

ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677052

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

ประกาศปิดน่านฟ้าสหรัฐจากเครื่องบินรัสเซีย พร้อมชี้ว่าปูตินกำลังถูกประชาคมโลกโดดเดี่ยว

สรุปการแถลงต่อรัฐสภาประจำปีครั้งแรกของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ ซึ่งกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สถานการณ์ในยูเครน รัสเซีย การจัดการโควิด-19 และราคาน้ำมัน ในที่นี้คือสรุปคำปราศรัยของเขาเกี่ยวกับสงครามยูเครน-รัสเซีย

• ประธานาธิบดี โจ ไบเดน บอกว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน “คำนวณผิดพลาดอย่างมหันต์” เกี่ยวกับการรุกรานยูเครนของเขา โดยบอกว่า “เขา (ปูติน) คิดว่าเขาสามารถเข้าสู่ยูเครนและโลกจะพลิกคว่ำ แต่เขากลับพบกับกำแพงแห่งความแข็งแกร่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน เขาได้พบกับชาวยูเครน” และบอกว่า “เขาคิดว่าชาติตะวันตกและนาโตจะไม่ตอบโต้ และเขาคิดว่าเขาจะทำให้กลุ่มเราแตกแยกได้ ปูตินผิดแล้ว พวกเราพร้อมแล้ว”

• ไบเดนบอกว่า “ตอนนี้ปูตินถูกโดดเดี่ยวจากโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา” และเสริมว่า “เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในแง่ของบทลงโทษทางเศรษฐกิจ โดยให้คำมั่นว่าการคว่ำบาตรที่ทำลายล้างจะ “ทำลาย” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของรัสเซียและทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนแอ 

• ประธานาธิบดีอเมริกันยังมุ่งเป้าไปที่ผู้มีอำนาจของรัสเซียและ “ผู้นำที่ทุจริต” ซึ่งเขากล่าวว่าได้ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์โดยผ่านทาางระบอบการปกครองของปูตินและเตือนพวกเขาว่า “เรากำลังไล่ล่าผลประโยชน์ที่ชั่วร้ายของคุณ”

• ไบเดนยังตราหน้าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียว่าเป็น “เผด็จการ” กล่าวว่า  “เผด็จการรัสเซีย บุกรุกต่างประเทศ เสียหายไปทั่วโลก”  แต่ “ในการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ประชาธิปไตยแกร่งขึ้นในขณะนี้ และโลกก็เลือกข้างของสันติภาพและความมั่นคงอย่างชัดเจน” 

• ไบเดน ยังสั่งปิดน่านฟ้าสหรัฐไม่ให้เครื่องบินรัสเซียเข้ามา ร่วมกับประเทศในยุโรปส่วนใหญ่และแคนาดา เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน เขากล่าวในคำปราศรัยว่า “คืนนี้ ผมจะประกาศว่าเราจะร่วมมือกับพันธมิตรของเราในการปิดน่านฟ้าของสหรัฐฯ ต่อทุกเที่ยวบินของรัสเซีย แยกรัสเซียออกไปอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของพวกเขา” ไบเดนกล่าวโดยได้รับเสียงปรบมือให้ทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส

Photo by SAUL LOEB / POOL / AFP

เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677013

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 19:35 น.เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

ประธานาธิบดีเชเชนคนใกล้ชิดปูตินถูกโซเชียลล้อเลียนเรื่องสวมรองเท้าบู๊ต Prada

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน การปรากฏตัวของ รามซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนที่สวามิภักดิ์กับรัสเซียเรียกความสนใจจากชาวโลกได้ไม่น้อย หลังมีคนตาดีเห็นว่ารองเท้าบู๊ตที่เขาสวมในวันที่ประกาศสนับสนุนรัสเซียบุกยูเครนเป็นร้องเท้าแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Prada คอลเลคชัน Monolith

รองเท้าบู๊ตคู่นี้สนนราคาอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 48,915 บาท เซเลบสวมกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เบลลา ฮาดิด นางแบบแถวหน้า, เซเลนา โกเมซ นักร้องชื่อดัง และมอลลี-เม เฮก อินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษ

ภาพ: Twitter @ragipsoylu

คาดีรอฟถูกชาวชุมชนออนไลน์ล้อเลียนและวิจารณ์กันสนุกปาก ราจิบ ซอยลู ผู้สื่อข่าวในตุรกี แชร์ภาพของคาดีรอฟพร้อมกับรองเท้าบู๊ต Prada Monolith พร้อมแคปชันว่า “Devil indeed wears Prada” (วายร้ายสวม Prada จริงๆ) ซึ่งเล่นคำกับภาพยนตร์เรื่อง Devil wears Prada หรือนางมารสวมปราดา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายหนึ่งทวีตว่า “คุณที่เป็นพวกต่อต้านการรักร่วมเพศหนักที่สุดในโลกสวม Prada Monolith เนี่ยนะ????” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ทรมานชาวเกย์แต่สวม Prada ต้องเป็นการเปิดประตูนรกใหม่แน่”

นอกจากรองเท้าบู๊ตแล้ว ในวันนั้นคาดีรอฟยังเผยว่า เขาได้ส่งนักรบเชเชน 70,000 นายไปยูเครนเพื่อร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารรัสเซีย ซึ่งคลิปวิดีโอสั้นๆ ของสำนักข่าว RT ของรัสเซียที่ถ่ายไว้เมื่อวันศุกร์ (25 ก.พ.) เผยให้เห็นนักรบเชเชนหลายพันคนรวมตัวกันกลางจัตุรัสในกรุงกรอซนี เมืองหลวงของเชเชน แสดงความพร้อมสำหรับการสู้รบในยูเครน

ทว่าขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่านักรบเชเชนเหล่านี้ซึ่ง RT ระบุว่ามี 12,000 นายไปถึงยูเครนแล้วหรือยัง โดย RT รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า พวกเขากำลังรอคำสั่งจากปูติน

สำหรับตัวคาดีรอฟเองมีประวัติไม่ธรรมดา และยังใกล้ชิดกับปูตินจนมีกระแสออกมาว่าเขาอาจเป็นทายาททางการเมืองคนหนึ่งของผู้นำรัสเซีย

คาดีรอฟก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2005 ด้วยการสนับสนุนของปูติน หลังจาก อัคมัต คาดีรอฟ ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นผู้นำในภูมิภาคเชเชนถูกลอบสังหารเมื่อปี 2004

สองพ่อลูกคาดีรอฟเคนยืนอยู่ฝ่ายต่อต้านรัสเซียมาก่อนในสมัยที่เกิดเหตุปะทะนองเลือดระหว่างรัสเซียกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเชเชน ช่วงปี 1994-1996 ก่อนจะเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายรัสเซียในความขัดแย้งระหว่างกันครั้งที่ 2 ในปี 1999

คาดีรอฟมีท่าทีขึงขังดุดันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายตรงข้าม ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งการลักพาตัว การทรมาน และการสั่งฆ่า จนถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อเดือน ก.ค. 2020 และสหภาพยุโรปในกรณีวิกฤตยูเครนเมื่อปี 2014

แอนนา โปลิตคอฟสกายา นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตนอกอพาร์ทเม้นต์ในกรุงมอสโกเมื่อปี 2006 มีผู้ชาย 2 คนถูกจำคุกตลอดชีวิตแม้ว่าจะไม่สามารถตามได้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า

และในปี 2009 นาตาเลีย เอสเตมิโรวา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตในคอเคซัสเหนือ และยังมีการตามสังหารคนใกล้ชิดของคาดีรอฟที่กระด้างกระเดื่อง เช่น อุมาร์ อิสเรรอฟ อดีตบอดีการ์ด ในกรุงเวียนนา และซูลิม ยามาเดเยฟ ในดูไบ

คาดีรอฟยังมีกองทหารส่วนตัวในชื่อ Kadyrovtsy ซึ่งมักจะปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเขา

รามซาน คาดีรอฟ REUTERS/Chingis Kondarov

ผู้นำเชเชนรายนี้ยังชิงชังคนรักร่วมเพศเข้ากระดูก ถึงขั้นครั้งหนึ่งเคยพูดสนับสนุนให้มีการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ (honour killings) กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยบอกว่า “ถ้าเรามีเกย์อยู่ที่นี่ บอกไว้เลยว่าญาติของเขาจะไม่ปล่อยให้เป็นแน่นอน เพราะศรัทธา ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา แม้ว่ามันจะผิดกฎหมาย เราก็จะให้อภัย”

ความสัมพันธ์ระหว่างคาดีรอฟกับปูตินมีมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2007 ปูตินแต่งตั้งให้คาดีรอฟเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐเชเชน และทั้งคู่ยังชอบศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเหมือนๆ กันด้วย

ปี 2015 ปูตินเคยมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดแก่คาดีรอฟสำหรับ “ความสำเร็จในการทำงาน กิจกรรมทางสังคมที่มีพลัง และการช่วยเหลืออย่างเอาใจใส่อย่างยาวนาน”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปูตินอาศัยคาดีรอฟช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในเชเชน โดยปล่อยให้คาดีรอฟปกครองเชเชนได้ตามสบาย และทำเป็นหลับตาข้างเดียวบ้างหากคาดีรอฟจะใช้วิธีของตัวเองจัดการฝ่ายตรงข้าม อาทิ การตามไปจับตัวภรรยาของ ซาอิดี ยานกัลบาเยฟ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาของเชเชนถึงในแผ่นดินรัสเซีย

ส่วนรัสเซียเข้าไปช่วยออกเงินทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในเชเชน รวมทั้งถนนและมัสยิดใหม่ในกรุงกรอซนี

คาดีรอฟแสดงท่าทีจงรักภักดีกับรัสเซียสุดๆ และสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในดอนบัสของยูเครนและการผนวกรวมไครเมียของรัสเซียอย่างแข็งขัน และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเชเชนจะไม่ประกาศตัวเป็นอิสรภาพจากรัสเซีย

ครั้งหนึ่งคาดีรอฟเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าไม่ได้ปูติน เชเชนก็อยู่ไม่ได้”

นอกจากส่งนักรบเชเชนไปยูเครนแล้ว คาดีรอฟเคยส่งนักรบเหล่านี้ไปช่วยปูตินปฏิบัติการทางทหารทั้งในซีเรียและจอร์เจีย

และในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนทวีขึ้นไม่กี่สัปดาห์นี้ ชื่อของคาดีรอฟได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอีกครั้ง เพราะเขามักจะออกแถลงการณ์ฝากไปยังผู้นำยูเครนโดยตรงหลายครั้ง

อย่างในครั้งล่าสุดที่เจ้าตัวสวมรองเท้า Prada ก็พูดให้ผู้นำยูเครนขอโทษปูตินเพื่อรักษาเคียฟไว้ด้วยความใกล้ชิดและท่าทีเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสว่าคาดีรอฟคือผู้สืบทอดตำแหน่งของปูติน

จนเมื่อปลายเดือนที่แล้วคาดีรอฟเปิดใจถึงความเป็นไปได้ในการเป็นประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตผ่าน Telegram ว่า “ผมมักจะพูดเสนอว่าผมไม่เห็นตัวเองในตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลกลาง ไม่ใช่ในฐานะประธานาธิบดี ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี และอื่นๆ ที่ของผมคือที่นี่ ในสาธารณรัฐเชเชน ผมจะไม่ไปจากที่นี่”

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP

สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม ‘รัสเซียของปูติน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677005

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 18:54 น.สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม 'รัสเซียของปูติน'

อย่ามองข้ามเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หยุดการรุกยูเครน แต่เพื่อทำลายปูตินและอาณาจักรของเขา

ขณะที่การรุกคืบเข้าสู่ยูเครนของรัสเซียเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่การโจมตีปูตินด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจมาแบบรัวๆ เหมือนกับการระดมยิงทำให้ราบเป็นหน้ากลองในสงครามจริงๆ

ฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ ชี้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียด้วยการตัดจากระบบ SWIFT เอยและการอายัดทรัพย์สินพวกมหาเศรษฐีสมุนปูตินเอย ถือเป็น “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน”

อีกสองวันต่อมาก็ทำตัวเป็นหมอดูด้วยการทำนายอีกว่า การคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้ “เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย”

แม้ว่ามันจะฟังดูเว่อร์แต่ก็มีส่วนจริงไม่น้อย

เป้าหมายของชาติตะวันตกไม่ใช่รบใน “สงครามตามขนบ” เพราะรบไปก็สู้รัสเซียไม่ได้ (และยังไม่ใช่คู่กรณี) วิธีการที่ได้ผลที่สุดคือลุยในจุดที่เป็นจุดอ่อนของรัสเซียคือเรื่องการเงิน/เศรษฐกิจ

สงครามนี้คนตายน้อย แต่ทรมานทั้งประเทศ แม้แต่ตัวคนคว่ำบาตรก็จะกระอักไปด้วย ดังรัฐบาลอังกฤษปลอบภาคธุรกิจตัวเองว่า “ต้องเจ็บกันบ้าง”

อย่างที่เคยเขียนไว้ว่าคว่ำบาตรรัสเซียก็เหมือนยุโรปยิงปืนใส่เท้าตัวเอง

แต่คราวนี้ไม่เหมือนการยิงเท้าตัวเอง อุปมาอุปมัยที่เหมือนมากกว่าคือเหมือนรัสเซียล็อคคอยุโรปเป็นตัวประกัน แต่ในพริบตานั้นยุโรปยื้อปืนรัสเซียมายิงตัวเอง

กระสุนไม่ถูกที่สำคัญของยุโรป แต่มันโดนกล่องดวงใจของรัสเซียแบบเต็มๆ

กล่องดวงใจของรัสเซีย (หรือปูติน) ก็คือ “งบเอาไว้ทำสงคราม”

งบสงครามก้อนนี้ก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียที่สูงถึง 660,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกรองจาก จีน (1) ญี่ปุ่น (2) และสวิตเซอร์แลนด์ (3)

หลังจากสหภาพโซเวียตลามสลายนั้นรัสเซียกระเป๋าแฟบแทบไม่เหลืออะไร เงินเฟ้อก็พุ่งพรวดจนซื้อของแต่ละทีต้องจ่ายเงินกันตาเหลือก

แต่พอปูตินมาบริหารประเทศเงินเฟ้อก็ถูกปราบ ทุนสำรองที่เตี้ยติดดินก็พุ่งขึ้นมาเรื่อยๆ จากประเทศที่แทบไม่มีมันเลย กลายเป็นประเทศที่มีมันมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ทุนสำรองนี้มีเอาไว้ค้ำชูเศรษฐกิจเวลาที่ค่าเงินอ่อนลง ธนาคารกลางก็จะเอามันมาระบายเพื่อไม่ให้ค่าเงินอ่อน เพราะอ่อนเมื่อไรทุนจะไหลออก เงินเฟ้อจะพุ่งพรวด เงินออมของประชาชนจะไร้ค่า

“พวกฝรั่งตะวันตก” รู้วิธีทำสงครามการเงินเป็นอย่างดี ซึ่งคนไทยก็น่าจะซาบซึ้งเรื่องนี้เพราะเจอมากับตัวแล้ว ดังนั้น เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีใช้จุดแข็งที่สุดของตัวเองสู้กับจุดอ่อนที่สุดของคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า

พวกนี้ต้องบั่นทอนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสงครามของปูตินก่อน คือทุนสำรองระหว่างประเทศ และด้วยความที่ทุนสำรองของรัสเซียแม้จะสูงมาก แต่ครึ่งหนึ่งอยู่ในต่างประเทศ คือประมาณ 300,000 ล้าน

เพื่อที่จะปิดทางไม่ให้รัสเซียเข้าถึงเงินส่วนนี้ พวกตะวันตกจึงตัดรัสเซียออกจาก SWIFT เสียเลย เพื่อไม่ให้เข้าถึงทุนสำรองที่อยู่นอกประเทศและเพื่อตัดช่องทางรับเงินจากการค้าขายต่างๆ ไปด้วย

ไม่ใช่ว่าตัดจาก SWIFT แล้วรัสเซียจะเข้าถึงเงินตัวเองไม่ได้ แต่มันจะเข้าถึงยากขึ้นและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น

และเพื่อให้มันยากขึ้นไปอีก สหรัฐประกาศอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียเสียที่ถือไว้ในสหรัฐซ้ำเข้าไปอีก

แต่ผลที่สำคัญกว่าคือผลด้านจิตวิทยา มันทำให้ค่าเงินรูเบิลร่วงหนักลงกว่าเดิม จากที่ร่วงหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตร บีบให้ธนาคารกลางรัสเซียต้องกู้ค่าเงินด้วยการระบายทุนสำรองออกมาก

ยิ่งรูเบิลร่วง แผนการรบนี้ยิ่งได้ผล แต่รัสเซียก็แก้เกมส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจาก 9.50% มาเป็น 20% ในพลัน เพื่อทำให้รูเบิลน่ายั่วยวนในสายตานักลงทุนอีกครั้ง เพราะดอกเบี้ยที่สูงปรี๊ด ทำให้เงินไม่ไหลออก และเงินนอกยังไหลเข้ามา – หากนักลงทุนนอกยังไม่กลัวว่าการลงทุนในรัสเซียจะไม่ทำให้พวกเขาถูกลูกหลงไปด้วย

แต่สงครามมันมี Collateral damage (อุบัติเหตุจากการทำสงคราม) ทั้งการรบด้วยกระสุนและการรบด้วยเงิน ชาติตะวันตกจะยิงกระสุนการเงินที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ “พลเรือน” หรือนักลงทุนจะโดนหางเลขจนล้มตายไปก็ไม่แคร์

ดังที่อังกฤษบอกไปแล้วว่าโดนลูกลงไปด้วยก็ให้เตรียมใจไว้

นักลงทุนที่ยังกล้าเสี่ยงกับรัสเซียจะถูกชาติตะวันตกขู่ให้กลัวด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอีก จะบีบไปเรื่อยๆ จนไม่ใครกล้าเอาเงินไปรัสเซีย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

แม้แต่สื่อตะวันตกก็ยังยุไม่หยุดว่าใครลงทุนมีหุ้นบริษัทรัสเซีย “จงขายทิ้งซะ” เพราะมันทำธุรกรรมลำบากและยังไม่รู้วันหน้าจะเจอกระสุนสงครามการเงินอะไรอีก

แค่ในตอนที่เขียนบทความนี้ สื่อตะวันตกยังเช็คกันวันละหลายรอบว่ามีบริษัทไหนบ้างที่มี Exposure หรือโยงใยกับรัสเซียจนเสี่ยงจะถูกลากลงนรกไปด้วย – ราวกับต้องการเตือนว่าตอนนี้สลัดตัวจากรัสเซียก็ยังไม่สาย

โดยเฉพาะพวกที่คบกับ “Russian oligarch” หรือ “คณาธิปไตยรัสเซีย”

ต้องใช้คำเหมือนเลิศหรูเข้าใจยากแบบนี้เพราะคนส่วนใหญ่เขาใช้กันแบบนี้จริงๆ พูดภาษชาวบ้านคือ “มหาเศรษฐีที่เป็นสมุน/สมัครพรรคพวกของปูติน”

พวกนี้กุมธุรกิจ/รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งเงินของรัฐบาลรัสเซีย เป็นกลุ่มที่ค้ำยันบัลลังก์ของปูตินเอาไว้เพราะต่างก็ตอบแทนกันด้วยผลประโยชน์

การอายัดทรัพย์สินของพวก Russian oligarch และไล่ล่าเส้นทางการเงินของคนพวกนี้จะช่วยให้ตะวันตกบั่นทอน “เศรษฐกิจของปูติน” ไปได้มาก ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เช่น สหรัฐสั่งอายัดทรัพย์สินของ Russian Direct Investment Fund ของมหาเศรษฐีที่สนิทสนมกับปูติน

นี่มันไม่ยาก แค่ใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งการไปก็เรียบร้อย

แต่เรื่องที่ซับซ้อนกว่าคือธุรกิจใหญ่ๆ ในตะวันตกโยงกับพวกนี้อยู่พอสมควร หากเล่นงานกลุ่มนี้ธุรกิจในยุโรปก็จะกระทบไปด้วย

โดยเฉพาะ Russian oligarch กลุ่มที่กุมอุตสาหกรรมพลังงานเอาไว้ หากไปเล่นงานมากๆ เข้ายุโรปอาจไม่ได้แก๊สมาใช้ แล้วไฟจะดับ นอนหนาวกันครึ่งค่อนทวีป

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจึงมาในรูปตีฆ้องร้องป่าวว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าพอลงรายละเอียดกลับยังไม่เรียบร้อย เช่น จะตัดธนาคารจากรัสเซีย “บางแห่ง” จาก SWIFT แต่ยังไม่มีรายชื่อออกมาในทันทีว่ามีธนาคารไหนบ้าง บอกว่าแค่ว่า “ยังอยู่ระหว่างการสรุปกันอยู่” จนกระทั่งรายชื่อค่อยออกมาในอีก 3 วันต่อมา

พอประกาศแล้วในค่ำวันที่ 3 นั้น ก็ยังไม่ยอมบี้รัสซียให้จนมุมอีกโดยสหภาพยุโรปตกลงที่จะยกเว้นธนาคารรัสเซีย “บางธนาคาร” ไม่ให้ถูกแบนจากระบบ SWIFT

มันย้ำความจริงถึงข่าวที่ได้ยินมาว่าในโลกตะวันตกก็เสียงแตกกันเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียโดยเฉพาะการแบนจาก SWIFT เพราะบางประเทศกลัวตัวเองจะโดนหางเลขไปด้วย

เพราะหากไปแบนผิดที่ผิดทางเข้าตัวเองจะตายไปด้วย เหมือนอุปมาเรื่องยิงปืนใส่ตัวเองเพื่อฆ่ารัสเซีย แม้จะยิงถูกกล่องดวงใจรัสซีย แต่กระสุนไปโดนเส้นเลือดใหญ่ของยุโรปไปด้วย

ดังนั้น พวกตะวันตกก็เตะถ่วงเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ากล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงินแล้ว จะนั่งตีขิมเหมือนขงเบ้งไปเรื่อยๆ ได้

อันที่จริงขงเบ้งที่นั่งตีขิมดูเหมือนสบายใจนั้น ก็ซ่อนอาการน่าเป็นห่วงเหมือนกัน

ป.ล.

ขณะที่ชาติตะวันตกระดมยิงรัสเซียรัวๆ ด้วยกระสุนสงครามการเงิน รัสเซียกลับตอบโต้น้อยมากหรือช้าเสียจนผิดปกติ – มันน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัสเซีย หรือจะให้ถูกก็คือรัสเซียกำลังคิดทำอะไร?

นี่เหมือนไม่ใช่วิสัยของรัสเซีย หากจำกันได้ก่อนที่การรุกรานจะเริ่มขึ้นนั้น ชาติตะวันตกปล่อยข่าวเป็นรายวันนานนับเดือนว่ารัสเซียจะบุกวันนี้วันนั้น รัสเซียก็บลั๊ฟด้วยทำเรื่องตรงกันข้าม การปลั๊ฟนี้ทำแบบทันที (คือข่าวฝั่งตะวันตกออกมา รัสเซียก็จะแก้เกมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา)

แต่ตอนนี้รัสเซียเก็บท่าทีเงียบกริบ ข้อมูลการรบฝ่ายรัสเซียก็แทบไม่มีข้อมูล/ภาพออกมามากนัก ในด้านสงครามเศรษฐกิจ รัสเซียก็แทบไม่ตอบโต้อะไร เอาแต่แก้เกมที่ตัวเอง ตะวันตกนั้นโยนไพ่รัวๆ เพื่อจะ “ล้มเจ้า” รัสเซีย และยังย้ำอีกว่าพร้อมจะกระน่ำคว่ำบาตรให้หนักขึ้นไปอีก ให้นานเท่าที่จะทำได้ (บอริส จอห์นสันกล่าวไว้)

แต่ไพ่ในมือ “เจ้ามือ” รัสเซียนั้นยังไม่แพลมออกมาสักใบ

ถ้าไพ่ในมือปูตินไม่แน่จริงเพื่อรอโอกาสกินรวบ ก็คงจะเป็นไพ่ที่ไร้พิษสง มันมีอยู่แค่สองความเป็นไปได้เท่านั้น

แต่โอกาสแรกมันเป็นไปได้มากกว่า ทำเนียบเครมลินยังบอกว่า “ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าการถูกบีบจากการคว่ำบาตรจะทำให้เราเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่” – นั่นคือไม่มีวัน

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ ณ เวลานี้เดาอะไรแทบไม่ได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญการรบและการเศรษฐกิจก็ยังระมัดระวังในการคาดเดาอะไรเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้

แต่จะขอทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เดา มันคือถ้อยคำของปูตินที่เคยให้ไว้ในการสัมภาษณ์ในสารคดีของรัสเซียชื่อ “ระเบียบโลก 2018” ปูตินลั่นวาจาไว้ว่า

“ถ้ามีใครตัดสินใจทำลายรัสเซีย เรามีสิทธิ์ตอบโต้ ใช่ มันจะเป็นหายนะสำหรับมนุษยชาติและต่อโลก ผมเป็นพลเมืองของรัสเซียและเป็นประมุขของประเทศ … ทำไมเราถึงต้องการโลกที่ไม่มีรัสเซียอยู่ในนั้นล่ะ?’

ปลายทางของวิกฤตการณ์อาจอยู่ในคำพูดนี้ของปูติน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP