จับตากระแส Metaverse คืออนาคตของโลกโซเชียล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666011

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 13:37 น.จับตากระแส Metaverse คืออนาคตของโลกโซเชียลMetaverse การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างอีกชีวิตบนโลกเสมือนจริง

Metaverse หรือโลกเสมือนจริงที่สร้างด้วยเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook โซเชียลมีเดียลยอดนิยมซึ่งได้เผยว่ากำลังวางแผนที่จะรีแบรนด์บริษัทด้วยชื่อใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse

Metaverse คืออะไร?

Metaverse เป็นแนวคิดแห่งอนาคตโดยใช้ VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อให้ผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ ทำงาน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนอื่นภายในจักรวาลเสมือนจริง

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ดูคอนเสิร์ต เดินช้อปปิ้ง หรือเที่ยวต่างประเทศได้แบบสมจริง แม้ว่าตัวจะอยู่ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เราเล่น

แม้ว่าจะมีแอปพลิเคชันหลายรายที่สามารถ Video Call หรือพูดคุยกันแบบเห็นหน้าได้ แต่ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้เหมือนกับเจอกันจริงๆ แต่ Metaverse จะทำให้เราได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกันบนโลกเสมือนจริง

คำว่า Metaverse ถูกพูดถึงมานานแล้วรวมถึงในนินายเรื่อง Snow Crash นิยายไซไฟของนีล สตีเฟนสัน นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1992 และในภาพยนตร์เรื่อง The Metrix และ Ready Player One ก็ได้พูดถึงโลกเสมือนจริงเช่นกัน

นอกจาก Facebook แล้ว The New York Times ได้สำรวจพบว่ายังมีบริษัทและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายรายรวมถึง Apple, Google, Amazon, Microsoft ตลอดจนผู้พัฒนาเกมอย่าง Epic Games ก็หันมาสนใจเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา SIA Bangkok เอเจนซี่ที่ให้บริการด้านดิจิทัลก็ได้สร้าง ไอ ไอรีน อินฟลูเอนเซอร์สาววัย 21 ปี ซึ่งเป็น Metaverse Human หรือมนุษย์บนโลกเสมือนจริงคนแรกของไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคบนโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กมองว่า Metaverse เป็นการแสดงออกถึงเทคโนโลยีทางสังคมขั้นสูงสุดในหลายๆ ด้าน ซึ่งตัวเขาเองก็ต้องการให้ Facebook ถูกมองว่าเป็นบริษัท Metaverse แทนที่จะเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียเป็นหลัก โดย Facebook ได้ลงทุนไปกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อพัฒนา Metaverse

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

AFP PHOTO / YONHAP / STR

Sinic Holding ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้าตามรอย Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665995

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 12:15 น.Sinic Holding ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้าตามรอย EvergrandeSinic Holding คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนรายล่าสุดที่ผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Sinic Holding Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนรายล่าสุดที่ผิดนัดชำระหนี้ หลังจากบริษัทแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตรมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่ครบกำหนดเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เกิดเงื่อนไขผิดนัดชำระหนี้ไขว้กับพันธบัตรอื่นอีก 2 ฉบับที่เหลือด้วย

วานนี้ (19 ต.ค.) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ปรับลดความน่าเชื่อถือของ Sinic เป็น “ผิดนัดชำระหนี้บางส่วน” จาก CC หลังจาก Sinic ไม่ได้ชำระหนี้พันธบัตรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การผิดนัดชำระหนี้ของ Sinic เกิดขึ้นหลังจาก Fantasia Holding Group ผิดนัดชำระหนี้ไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตามรอยยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Evergrande ที่ผิดนัดไปก่อนหน้านี้

เมื่อเทียบกันแล้ว Sinic มีขนาดเล็กกว่า Evergrande โดยอยู่ในอันดับ 41 ในลิสต์บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีนในแง่ของยอดขายจนถึงเดือน ส.ค. ขณะที่ Evergrande อยู่อันดับ 3

Bloomberg ระบุว่า Sinic มีหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์อยู่ที่ 694 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่งผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรในประเทศไปเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันสำหรับ Evergrande ในการชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์หลายฉบับกำลังจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้ ยิ่งส่อเค้าว่า Evergrande จะผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว

วิกฤตการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจจีนซึ่งขึ้นอยู่กับภาคอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 30% ของจีดีพี ขณะที่ราคาบ้านดิ่งลงในเดือน ก.ย. เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปีที่แล้ว

การปราบปรามอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลจีนส่งผลให้หลายบริษัทรีไฟแนนซ์ยากขึ้นและเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ โดยรัฐบาลจีนเคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (15 ต.ค.) ต่อปัญหาของ Evergrande โดยย้ำว่าสามารถควบคุมความเสี่ยงได้

ทว่านักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. เผยเมื่อวันจันทร์ (18 ต.ค.) ว่า “จำเป็นต้องมีนโยบายที่เด็ดขาดกว่านี้เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของตลาดในภาคอสังหาริมทรัพย์”

อังกฤษจับตาโควิด AY.4.2 กลายพันธุ์จากเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665991

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.อังกฤษจับตาโควิด AY.4.2 กลายพันธุ์จากเดลตาทางการอังกฤษกำลังจับตาการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ AY.4.2 หวั่นร้ายกว่าเดลตาดั้งเดิม

BBC รายงานว่าอังกฤษกำลังจับตาดูการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส หรือ AY.4.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์แยกย่อยออกมาจากสายพันธุ์เดลตา และมีการกลายพันธุ์ที่มีแนวโน้มว่าอาจทำให้ไวรัสแข็งแรงขึ้นและมีศักยภาพในการแพร่เชื้อเหนือสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิมประมาณ 10%

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการล่าสุดชี้ว่า 6% ของผู้ติดเชื้อเป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยดังกล่าว

โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงภัยคุกคามและอันตรายของเดลตาพลัส ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่น่าจะมีการกลายพันธุ์ไปไกลถึงขั้นสามารถหลบเลี่ยงวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม AY.4.2 ยังไม่จัดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) เหมือนกับสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิมที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจหากจะมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา โดยมีรายงานการพบโควิด-19 สายพันธุ์ AY.4.2 ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกลายพันธุ์ที่ที่ส่งผลต่อโปรตีนหนาม (spike protein) ที่ไวรัสใช้เพื่อเจาะเซลล์มนุษย์

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลต่อศักยภาพในการแพร่เชื้อของไวรัส แต่เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลและกำลังทำการศึกษาอยู่

หากพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอาจทำให้ไวรัสติดต่อได้มากขึ้น ไวรัสดังกล่าวจะจัดเป็นตัวแปรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ (variant under investigation) และจะมีการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป

หากมีความชัดเจนขึ้นอีกว่าไวรัสมีศักยภาพในการแพร่เชื้อมากขึ้น สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน หรือทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ก็จะถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) เหมือนกับสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิม

ศาสตราจารย์ฟร็องซัว บัลลู ผู้อำนวยการสถาบันพันธุศาสตร์ University College London (UCL) กล่าวว่า AY.4.2 มีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อได้มากขึ้น 10% แต่เป็นเรื่องดีที่ทุกคนตระหนักและมีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือ ดังนั้น ขอให้ทุกคนรอดูด้วยความใจเย็นและอย่างตื่นตระหนก แม้ไวรัสดังกล่าวจะสามารถแพร่เชื้อได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราเคยเห็นมาก่อน

ด้านโฆษกรัฐบาลอังกฤษแถลงว่าทางการกำลังจับตาดูไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และจะรีบดำเนินการทันทีหากมีความจำเป็น

ทั้งนี้ AY.4.2 ยังพบในสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก แต่ระยะหลังมานี้พบว่าอัตราการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวลดลงแล้ว

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ Y145H และ A222V ที่แยกย่อยออกมาจากสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิม

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

IMF หั่นเศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% ไทยขยายตัว 1% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665989

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.IMF หั่นเศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% ไทยขยายตัว 1%IMF ลดคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% เตือน Covid-19 ระลอกใหม่จะกระทบการเติบโต

กองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียในปีนี้ พร้อมเตือนว่าการระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อจะเพิ่มความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค

รายงานของ IMF คาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจเอเชียจะเติบโต 6.5% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 7.6% เนื่องจากตัวเลขติดเชื้อที่พุ่งขึ้นจากเชื้อสายพันธุ์เดลตากระทบการบริโภคและผลผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถึงอย่างนั้นเอเชียยังเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

ส่วนคาดการณ์เศรษฐกิจของเอเชียในปีหน้า IMF ปรับเพิ่มไปที่ 5.7% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.3% เนื่องจากมีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในวงกว้าง

สำหรับเศรษฐกิจของไทยปีนี้ IMF คาดว่าจะขยายตัว 1% และ 4.5% ในปีหน้า ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 2.6% และ 5.7% ตามลำดับ

รายงานยังระบุว่า 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่และการบริโภคในภาคบริการที่อ่อนแอ

ขณะที่เศรษฐกิจของจีนปีนี้ตะเติบโต 8.0% และ 5.6% ในปี 2022 แต่การฟื้นตัวยังไม่สมดุล เนื่อจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่และการคุมเข้มทางการคลังยังส่งผลกระทบกับการบริโภค

นอกจากนี้ IMF เตือนว่าการกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบปกติของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจทำให้กระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

REUTERS/Chalinee Thirasupa

Facebook เตรียมรีแบรนด์ ตั้งชื่อบริษัทใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665983

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 10:08 น.Facebook เตรียมรีแบรนด์ ตั้งชื่อบริษัทใหม่ตามรายงานของ The Verge บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียลยอดนิยม Facebook Inc. ซึ่งเผชิญกับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ กำลังวางแผนที่จะรีแบรนด์บริษัทด้วยชื่อใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse

เว็บไซต์ The Verge รายงานเมื่อวันอังคารว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) คาดว่าจะประกาศชื่อในการประชุม Connect ของบริษัทในวันที่ 28 ต.ค. (เป็นการประชุมผ่านระบบ AR/VR ประจำปีของบริษัท)

จากการรายงานของ Bloomberg ซักเคอร์เบิร์กผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทในปี 2004 กล่าวว่ากุญแจสู่อนาคตของ Facebook อยู่ที่แนวคิด Metaverse ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ ทำงาน และออกกำลังกายภายในจักรวาลเสมือนจริง

“ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้คนจะเปลี่ยนจากการมองว่าเราเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียเป็นหลัก เป็นการมองว่าเราเป็นบริษัท metaverse” ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในเดือนกรกฎาคม “ในหลายๆ ด้าน Metaverse เป็นการแสดงออกถึงเทคโนโลยีทางสังคมขั้นสูงสุด”

ทั้งนี้ Metaverse คำว่า “Metaverse” ประกอบด้วยคำนำหน้า “meta” (ล้ำหน้า) และก้าน “verse” (มาจากคำว่า universe หรือ “จักรวาล”); คำนี้มักใช้เพื่ออธิบายแนวคิดอินเทอร์เน็ตในอนาคต ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เสมือน 3 มิติที่ต่อเนื่อง องค์ประกอบของ Metaverse รวมถึง “การประชุมทางวิดีโอ เกมเช่น Minecraft หรือ Roblox สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี่) อีเมล ความเป็นจริงเสมือน โซเชียลมีเดีย และสตรีมมิงแบบสด

การรีแบรนด์ของ Facebook เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทเผชิญกับปัญหามากมายทั้งกรณีอดีตคนในออกมาแฉเรื่องไม่เหมาะสมของบริษัทและแนวคิดการทำงานของบริษัท รวมถึงกรณีระบบล่มที่ยาวนานหายชั่วโมง

Photo by OLIVIER DOULIERY / AF

‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665981

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 09:49 น.‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาวนักธุรกิจคาด ‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาว

เวียงจันทน์, 19 ต.ค. (ซินหัว) — วันอังคาร (19 ต.ค.) หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์ อ้างอิงวาลี เวดสะพง รองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว ระบุว่าทางรถไฟจีน-ลาวอาจเป็นตัวพลิกโฉมการพัฒนาของลาว ทว่ารัฐบาลต้องมีแผนการชัดเจนว่าจะใช้ประโยชน์จากทางรถไฟดังกล่าวให้ได้มากที่สุดอย่างไร

วาลีระบุว่าทางรถไฟสายนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจลาว และจะสร้างแรงผลักดันมหาศาลต่อการยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างลาวกับนานาประเทศในภูมิภาค

“ผู้ประกอบการหลายรายจะเปลี่ยนไปส่งออกสินค้าทางรถไฟอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและเงิน” วาลีกล่าว “ทางรถไฟจะทำให้การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเติบโต โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งหลายบริษัทแสดงท่าทีสนใจก่อตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกแล้ว”

ผู้ประกอบการลาวจำนวนมากตื่นเต้นกับโอกาสที่พวกเขาจะได้รับจากการขนส่งผ่านทางรถไฟจีน-ลาว หลังรถไฟโดยสารขบวนแรกของทางรถไฟสายนี้เดินทางถึงนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันเสาร์ (16 ต.ค.) ที่ผ่านมา

มีการคาดการณ์ว่าทางรถไฟจีน-ลาว ความยาว 422.4 กิโลเมตร จะลดทอนต้นทุนการขนส่งผ่านลาวลงร้อยละ 30-40 เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน ขณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลาวจะได้รับประโยชน์จากปริมาณผู้โดยสารทางรถไฟที่เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนั้นลาวอาจจะดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขั้นรองตามแนวทางรถไฟจีน-ลาว หลังจากมีการเปิดใช้งานทางรถไฟในเดือนธันวาคม 2021

วาลีระบุว่าหลายธุรกิจสนใจเรียนรู้แผนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางรถไฟจีน-ลาวของรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาต้องการวางแผนและกลยุทธ์การใช้ประโยชน์จากทางรถไฟ พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนและพิจารณาร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรหลังรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณายกเว้นการเก็บภาษีโครงการที่เกี่ยวข้องกับทางรถไฟอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาวเป็นโครงการเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่นำเสนอโดยจีน และยุทธศาสตร์ของลาวในการเปลี่ยนตนเองจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบก

อนึ่ง ทางรถไฟสายดังกล่าวเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016 และมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2021

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ตระกูลร็อธส์ไชลด์กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะ ‘ข่าวไวกว่า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665956

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 20:45 น.ตระกูลร็อธส์ไชลด์กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะ 'ข่าวไวกว่า' การข่าวที่ไวกว่าคนอื่นช่วยให้ตระกูลร็อธส์ไชลด์ทำรายได้มหาศาลจากการเล่นหุ้น

ตระกูลร็อธส์ไชลด์คือตระกูลชาวยิวที่ทรงอิทธิพลทางการเงินของโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จุดเริ่มต้นของตระกูลคือ เมเยอร์ แอมส์เชล ร็อธส์ไชลด์ (Mayer Amschel Rothschild) บุตรชายของนายธนาคารชาวยิวที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเงินและสืบทอดธุรกิจกู้ยืมเงินจากบิดาสั่งสมเขี้ยวเล็บในวงการการเงินไว้มากมาย

เมื่อมีลูกชายเมเยอร์ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่สั่งมาตั้งแต่รุ่นพ่อแก่ลูกชายของตัวเองทั้ง 5 คนก่อนจะส่งแต่ละคนไปประจำที่เมืองหลวงหลักๆ ของยุโรปเพื่อทำธุรกิจธนาคารและการเงิน โดยลูกชายที่สร้างทั้งชื่อเสียงและความมั่งคั่งให้กับตระกูลได้ไม่น้อยคือ นาธาน เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ (Nathan Mayer Rothschild) ที่ถูกส่งไปประจำที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ

นาธานเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาพี่น้องตระกูลร็อธส์ไชลด์และครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลก และทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากสงครามนโปเลียนสมรภูมิวอเตอร์ลู แม้ว่าจะร่ำรวยมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดสงครามแล้วก็ตาม

ช่วงสงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars) รัฐบาลอังกฤษมอบหมายให้นาธานซึ่งเป็นนายธนาคารหน้าใหม่ที่นั่นเข้ามารับหน้าที่จัดหาเงินทุนไปสนับสนุนกองทัพของดยุคแห่งเวลลิงตันของอังกฤษที่ทำสงครามต่อต้านจักรพรรดินโปเลียนของฝรั่งเศสในโปรตุเกสและสเปน เขาจึงร่วมกับพี่น้องตั้งเครือข่ายขึ้นมาเพื่อรับซื้อเหรียญทองและเหรียญเงินแล้วเปลี่ยนเหรียญเหล่านี้เป็นเงินสกุลท้องถิ่นแล้วถ่ายโอนไปให้ดยุคแห่งเวลลิงตันจับจ่าย

การสร้างเครือข่ายตัวแทนและคนส่งข่าวสารกระจายไปทั่วยุโรปนี้เองที่ทำให้การเงินของตระกูลร็อธไชลด์งอกเงยขึ้นไปอีกในภายหลัง

ต้องบอกก่อนข่าวตลอดช่วง 2 ทศวรรษของสงครามนับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ราคาพันธบัตรของอังกฤษมักจะขึ้นอยู่กับข่าวจากสมรภูมิสู้รบ หากฝั่งอังกฤษหรือพันธมิตรชนะราคาก็จะถีบตัวขึ้น เพราะถือเป็นข่าวดีว่าฝั่งอังกฤษจะคว้าชัยและรัฐบาลจะไม่ออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อทำสงคราม แต่หากฝั่งอังกฤษหรือพันธมิตรแพ้ราคาจะตกลง

เงื่อนไขดังกล่าวสร้างโอกาสในการเข้ามาแทรกแซงตลาดด้วยการสร้างข่าวเกี่ยวกับผลลัพธ์ในสมรภูมิ เนื่องจากการส่งข่าวในสมัยนั้นต้องพึ่งพาม้าเร็วหรือเรือเร็ว ยิ่งได้ข่าวไวก็ยิ่งได้เปรียบ

และนาธานคือคนที่ได้เปรียบและทำเงินได้มหาศาลจากข่าวของสงครามนโปเลียนในสมรภูมิสุดท้ายที่วอเตอร์ลูในปี 1815

สงครามยกแรกปรากฏว่าอังกฤษพ่ายแพ้ เมื่อข่าวมาถึงตลาดหุ้นในอังกฤษก็พากันเทขาย แต่เมื่อค่ำคืนเคลื่อนมาปกคลุมสมรภูมิวอเตอร์ลูในวันที่ 18 มิ.ย. 1815 สายข่าวของนาธานรีบเดินทางกลับมายังเมืองดันเคิร์กของฝรั่งเศสเพื่อแจ้งข่าว ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะถูกส่งต่อด้วยเรือเร็วและม้าเร็วที่พี่น้องตระกูลร็อธไชลด์วางเครือข่ายไว้ในตอนแรกจนมาถึงนาธานในคืนวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. 24 ชั่วโมงหลังจากกองทัพนโปเลียนเพลี่ยงพล้ำ

นาธานเข้าไปแจ้งข่าวดีนี้แก่รัฐบาลอังกฤษแต่ไม่มีใครเชื่อเขา เพราะทุกคนเชื่อข่าวระลอกแรกไปแล้วว่าดยุคแห่งเวลลิงตันจะพ่ายแพ้ (ข่าวชัยชนะอย่างเป็นทางการจากดยุคแห่งเวลลิงตันเดินทางมาถึงรัฐบาลอังกฤษในวันพุธช่วงค่ำ) นาธานจึงอาศัยโอกาสนี้เทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษ ทำให้นักลงทุนคนอื่นแห่เทขายตาม ก่อนที่นาธานจะสั่งให้ตัวแทนช้อนซื้อหุ้นกลับในราคาต่ำในนาทีสุดท้าย

เมื่อข่าวการปราชัยของนโปเลียนมาถึงในวันที่ 21 มิ.ย. หุ้นต่างๆ ก็อยู่ในมือของตระกูลร็อธไชลด์เรียบร้อยแล้ว

แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่านาธานโกยเงินเข้ากระเป๋าเท่าใดจากข่าววอเตอร์ลู แต่ต้องเป็นเงินจำนวนไม่น้อยแน่นอน มีรายงานว่าทรัพย์สินของพี่น้องตระกูลร็อธไชลด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1815 อยู่ที่ 500,000 ปอนด์ (ในขณะนั้นเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 50 ปอนด์) และในเดือน ก.ค. 1816 ทรัพย์สินขยับมาอยู่ที่ 1 ล้านปอนด์

บันทึกของตระกูลร็อธไชลด์ยืนยันว่า “แม้ว่าจะจริงที่นาธาน เมเยอร์ ร็อธไชลด์ทำเงินจากการได้รับข่าวสารที่รวดเร็วก่อนใครจากสมรภูมิวอเตอร์ลู 1 ล้านหรือหลายล้านปอนด์ แต่หลักฐานค่อนข้างอ่อน”

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ข่าวสารที่รวดเร็วจากสมรภูมิวอเตอร์ลูของตระกูลร็อธส์ไชลด์มาจากนกพิราบแข่งที่มีรางวัลการันตีของตระกูล แต่ทฤษฎีนี้ยังมีข้อโต้แย้ง และบันทึกของตระกูลร็อธส์ไชลด์เองก็บอกไว้ว่า แม้ว่านกพิราบสื่อสารจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สร้างความสำเร็จให้ธุรกิจของตระกูลร็อธส์ไชลด์ในช่วงปี 1820-1850…แต่เป็นไปได้ว่าคนส่งสารที่อยู่บนหลังม้าจะนำข่าวสารของวอเตอร์ลูมาสู่นาธาน

ภาพ: wikipedia/Rothschild Collection

กี่วิกฤตก็ไม่ล้ม! Ichimonjiya ร้านโมจิ 1,000 ปี ทุกวันนี้ยังคงอยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665939

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 18:36 น.กี่วิกฤตก็ไม่ล้ม! Ichimonjiya ร้านโมจิ 1,000 ปี ทุกวันนี้ยังคงอยู่Ichimonjiya Wasuke หรือ Ichiwa ร้านโมจิเก่าแก่ในญี่ปุ่น ยืนหยัดมาได้กว่า 1,000 ปี

Ichimonjiya Wasuke (อิจิมงจิยะ วะสึเกะ) หรือ Ichiwa (อิจิวะ) ร้านโมจิเก่าแก่กว่า 1,000 ปีในเมืองเกียวโต ของครอบครัวฮาเซกาวะ ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากร้านโมจิเล็กๆ ข้างศาลเจ้าเก่าแก่ ที่หวังให้ความสดชื่นแก่บรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสวดมนต์ที่ศาลเจ้าอิมามิยะ

Ichiwa ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1000 หรือรัชศกโจโฮปีที่ 2 ปัจจุบันมีอายุ 1,021 ปีนับว่าเป็นร้านค้าเก่าแก่อันดับต้นๆ จากบรรดาธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 100 ปีทั้งหมด 33,000 ร้านในญี่ปุ่น และ 80,000 ร้านทั่วโลก

ปัจจุบันร้านโมจิแห่งนี้บริหารโดย นาโอมิ ฮาเซกาวะ ทายาทรุ่นที่ 25 เรียกได้ว่าร้านนี้ฝ่าฝันมาทั้งสงคราม โรคระบาด และภัยธรรมชาติมากมาย แต่ยังคงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยอาคารหลังล่าสุดมีอายุประมาณ 300 ปี

กว่า 1,000 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย จากเดิมที่ใช้น้ำจากน้ำพุในห้องใต้ดินของร้านในการทำโมจิ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นสั่งห้ามใช้น้ำบาดาล และมีการเปลี่ยนมาทำโมจิด้วยเครื่องจักร ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้หลายชั่วโมง

นอกจากนี้ Ichiwa เริ่มเปลี่ยนมาคิดเงินแบบตั้งราคาคงที่ต่อจานเมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นคิดเงินด้วยระบบเชื่อใจหรือให้ลูกค้าหยิบและจ่ายเงินเองตามจำนวนที่กิน เนื่องจากธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับการเงินมากขึ้น หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันจากสงคราม

Ichiwa ยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ของโลกมามากมาย แต่ยังคงอยู่มาได้กว่า 1,000 ปีโดยนาโอมิกล่าวว่าการทำธุรกิจให้ได้ผลในระยะยาวนั้น จะต้องไม่มุ่งเน้นไปที่ผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องตั้งเป้าหมายที่สูงกว่านั้นและยึดมั่นในสิ่งนั้นไว้ อย่างร้าน Ichiwa คือความตั้งใจที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้ที่มาแสวงบุญ

แทนที่จะโฟกัสว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้กำไรให้เยอะๆ ให้มองว่าทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจสามารถคงอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยใช้กำไรเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Ichiwa โดดเด่นคือยึดมั่นในสิ่งที่ตนถนัดนั่นก็คือการย่างโมจิ แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นโมจิย่างธรรมดาๆ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่ธรรมดาและแตกต่างจากร้านอื่นๆ ก็คือการคงรักษาอัตลักษณ์ของ Ichiwa และสูตรโมจิต้นตำรับดั้งเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตลอดกว่า 1,000 ปี

แม้ว่าจะยังคงความดั้งเดิมเอาไว้ แต่บางครั้งก็ต้องปรับตัวไปตามกาลเวลาเพื่อให้สามารถเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้ รวมถึงการลงขายสินค้าผ่าน Uber Eats แพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

https://cdn.jwplayer.com/players/tpVD7QSa-puACk8ZV.html

ที่มา: Business InsiderBBCThe New York Times

ภาพ: R2d2ki/Wikipedia

ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังกังวล พร้อมเปิดประเทศแล้วจริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665924

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังกังวล พร้อมเปิดประเทศแล้วจริงหรือญี่ปุ่นเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญเตือนโควิดระบาดอีกช่วงหน้าหนาว

รอยเตอร์สรายงานว่าความล่าช้าในการดำเนินการวัคซีนพาสปอร์ต และความสามารถในการตรวจโควิด-19 ที่มีจำกัดของญี่ปุ่นกำลังคุกคามความพยายามในการเปิดประเทศของญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปีนี้

โดยขณะนี้บรรดาผู้ประกอบการยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน พวกเขายังไม่สามารถจ้างพนักงานที่เคยถูกเลิกจ้าง หรือกักตุนเสบียงสินค้าเพื่อเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากยังไม่ทราบข้อมูลและระยะเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปิดประเทศ อีกทั้งยังมีความกังวลว่าโควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วนเนื่องจากสูญเงินไปเป็นจำนวนมากเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับว่าการเปิดประเทศเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ฟูมิโอะ คิชิดะ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ออกจากตำแหน่งไปเนื่องจากคะแนนนิยมที่ลดลงเพราะไม่สามารถรับมือกับปัญหาโรคระบาดได้

“ช่วงสิ้นปี” นับว่าเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบาร์และร้านอาหารในญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทต่างๆ จะจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญ

ทว่า ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมองว่าในปีนี้อาจสูญเสียโอกาสนั้นไปเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาว

มายูมิ ไซโจ เจ้าของบาร์ขมในโตเกียว กล่าวว่า “ช่วงสิ้นปีที่ร้านมีงานพิเศษมาตลอด แต่กำลังคิดว่าจะยกเลิก เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่าโควิด-19 ระลอกที่ 6 จะต้องมาแน่นอน”

พร้อมเสริมว่าการล็อกดาวน์ครั้งก่อนทำให้ร้านของเธอต้องทิ้งเบียร์ 4,000 เหรียญสหรัฐที่สั่งมาจากสาธารณรัฐเช็ก ดังนั้น เธอต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในทุกกรณี เพราะสิ่งที่เธอเตรียมไว้มันต้องเสียค่าใช้จ่าย

ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มทดลองใช้มาตรการให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือผลตรวจเชื้อที่เป็นลบก่อนเข้าร้านอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

การทดลองจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ต.ค. ที่จังหวัดเกียวโต ตามด้วยฮอกไกโด และฟุกุโอกะ โดยจะอนุญาตให้ประชาชนที่แสดงหลักฐานดังกล่าวสามารถรวมกลุ่มรับประทานอาหารที่ร้านได้ และร้านอาหารสามารถขยายเวลาเปิดให้บริการได้เช่นกัน

โดยรัฐบาลระบุว่าร้านอาหารที่จะร่วมการทดลองรวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่นในเกียวโต, ผับสไตล์ญี่ปุ่น “อิซากายะ” ในฮอกไกโด และร้านอาหารในโรงแรมในฟุกุโอกะ

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อด้วย

ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังคงดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคต่อไป หลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวและอีก 18 จังหวัดเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงเตรียมพร้อมสำหรับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจมีการแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

Photo by REUTERS/Kim Kyung-Hoon

อินเดียขึ้นที่ 1 ประเทศที่มีคนถือคริปโตมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665917

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 15:15 น.อินเดียขึ้นที่ 1 ประเทศที่มีคนถือคริปโตมากที่สุดในโลกคนรุ่นใหม่แห่ลงทุนในคริปโตดันอินเดียขึ้นแท่นอันดับ 1 ประเทศที่มีจำนวนคนถือครองสกุลเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 35

ผลการสำรวจการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลใน 50 ประเทศทั่วโลกโดยบริษัทนายหน้าซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล BrokerChooser พบว่า อินเดียมีจำนวนผู้ถือครองสกุลเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลกที่ 10.07 ล้านคน ตามด้วยสหรัฐ (2.74 ล้านคน) และรัสเซีย (1.74 ล้านคน)

แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด อินเดียจะอยู่ในอันดับ 5 โดยเกือบ 7.3% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของอินเดียถือครองสกุลเงินดิจิทัล ส่วนอันดับ 1 เป็นของยูเครน (12.73% ของประชากรทั้งหมด) ตามด้วยรัสเซีย 11.91% เคนยา 8.52% และสหรัฐ 8.31%

สำหรับนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลของอินเดียนั้น ส่วนใหญ่เพิ่งเข้าสู่วงการนี้เมื่อปลายปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่สกุลเงินดิจิทัลเติบโตขึ้นถึง 7 เท่า และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 923 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เป็น 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน พ.ค.ปีนี้

ขณะที่ผลการวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Kantar ในอังกฤษพบว่า 16% ของคนเมืองในอินเดียเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยไม่เกิน 35 ปีที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่ากลุ่มคนที่ฝากเงินในธนาคาร โดยจะลงทุนก้อนเล็กๆ เฉลี่ย 30,000 รูปี หรือราว 13,312 บาท และสกุลเงินที่นิยมคือ Bitcoin ตามด้วย Dogecoin, Ethereum และ Binance 

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ที่ถือครองสกุลเงินดิจิทัลในอินเดียถือว่าน่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะทางกฎหมายของสกุลเงินดิจิทัลในอินเดีย

เมื่อปี 2018 ธนาคารกลางอินเดียประกาศแบนสกุลเงินดิจิทัลเป็นช่วงสั้นๆ ต่อมารัฐบาลเสนอแบนสกุลเงินดิจิทัลโดยห้ามถือครอง ขุด เทรด หรือทำธุรกรรมใดๆ เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่าสุดท้ายไม่ได้นำเข้าสภา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo