ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655703

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ชี้จุดอ่อนของ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ

The New York Times ระบุว่า Bitcoin มีความผันผวนมาตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2009 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาราคา Bitcoin 1 เหรียญทะยานทะลุ 60,000 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 8 เท่าในเวลา 12 เดือน แต่หลังจากนั้นมูลค่าตกลงเกือบครึ่งภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้นมูลค่ารวมของสกุลเงินดิจิทัลยังสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วอนาคตของสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร เราควรใช้หรือลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือไม่? แล้วราคาที่แกว่งไปแกว่งมา โดยมูลค่าหายไปเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ส่อแววว่าระบบการเงินมีปัญหาใช่หรือไม่?

ในบทความนี้ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของ Bitcoin ไว้ดังนี้

มักถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย

Bitcoin ถูกสร้างขึ้น (โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร) เพื่อใช้ทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้อย่างธนาคารกลางหรือสถาบันการเงิน การทำธุรกรรมผ่าน Bitcoin ใช้เพียงการยืนยันตัวตนบนโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนได้ในระดับหนึ่ง จุดนี้ทำให้ Bitcoin ถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมายอย่างการแฮกระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐ

ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายในการใช้

ในขณะที่ Bitcoin ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้ Bitcoin กลับยุ่งยาก ช้า และมีค่าใช้จ่ายสูง การทำธุรกรรมโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาราว 10 นาทีในการตรวจสอบความถูกต้อง และมีค่าทำธุรกรรมเฉลี่ยราว 20 เหรียญสหรัฐ หรือ 623 บาท

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังระบุว่า มูลค่าของ Bitcoin ที่แกว่งไปแกว่งมาทำให้ไม่เหมาะกับการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน โดยเปรียบเทียบกับการใช้ธนบัตรว่า วันหนึ่งเราสามารถซื้อเบียร์ในราคา 10 เหรียญสหรัฐ แต่อีกวันหนึ่งเงินเท่ากันสามารถซื้อไวน์ได้เลยทีเดียว

ไม่ได้ปกปิดตัวตนได้ 100%

Bitcoin ไม่ได้ให้การปกปิดตัวตนอย่างแท้จริงและไม่ใช้ธุรกรรมที่ตามรอยไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลสหรัฐสามารถตามรอย Bitcoin ที่บริษัท Colonial Pipeline จ่ายให้กับแฮกเกอร์ DarkSide ที่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ และนำกลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง

กลายเป็นการเก็งกำไร

Bitcoin กลายเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไร Bitcoin ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงและไม่มีอะไรหนุนหลัง ผู้ที่เชื่อมั่นใน Bitcoin อาจจะบอกว่า Bitcoin ก็เหมือนทองคำที่มูลค่าเกิดขึ้นจากความหายากของมัน (อัลกอรึทึมกำหนดให้ Bitcoin ทั่วโลกขุดได้เพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น โดยขณะนี้ขุดไปแล้วเกือบ 19 ล้านเหรียญ)

ทว่าผู้เขียนระบุว่า ความหากยากอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าให้ Botcoin นักลงทุน Bitcoin ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาทฤษฎีคนที่โง่กว่า (greater fool theory) นั่นคือ หากอยากได้กำไรจากการลงทุนก็ต้องหาคนที่ต้องการซื้อ Bitcoin ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา

ยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม

ผู้เขียนบอกว่า แม้ว่า Bitcoin จะมีมูลค่าสูงในกระดาษ แต่การล่มสลายของ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ไม่อาจทำให้ระบบการเงินสั่นสะเทือนได้ เนื่องจากธนาคารไม่ได้เข้ามาเล่นในสนามสกุลเงินดิจิทัล แต่คนที่เสี่ยงที่จะขาดทุนที่สุดคือ นักลงทุนที่ขาดประสบการณ์ซึ่งเข้าร่วมปาร์ตี้ Bitcoin ช้าเกินการณ์

รัฐบาลควรเตือนนักลงทุนรายย่อยว่าต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง และแม้จะมีกฎเกณฑ์มาควบคุมการลงทุนในหลักทรัพย์ที่สามารถเก็งกำไร Bitcoin แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้หรือควรทำก็มีไม่มากนัก

สิ้นเปลืองพลังงาน

การทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาล จากการประเมินคร่าวๆ พบว่าเครือข่าย Bitcoin ใช้พลังงานเท่ากับพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศอาร์เจนตินาและนอร์เวย์ ยังไม่ต้องพูดถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์ที่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วอีก

สร้างความไม่เท่าเทียม

ทว่า นวัตกรรมทางการเงินนี้อาจตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ทักษะทางการเงินและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ไม่เท่าเทียมอาจส่งผลให้นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญได้ประโยชน์ ในขณะที่คนที่ด้อยประสบการณ์เลือกเสี่ยงกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

อีกทั้งอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์อาจทำให้การเหยียดเชื้อชาติหรือความลำเอียงอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในการประเมินคะแนนเครดิตและการให้สินเชื่อแย่ลงอีก

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่าแม้ว่าผู้คนจะให้ความสนใจกับราคาของ Bitcoin ที่ผันผวนเหมือนรถไฟเหาะ แต่ผลที่ตามมาที่มากกว่านั้นคือ การปฏิวัติด้านการเงินที่เกิดขึ้นซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกับเราทุกคนทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

Photo by INA FASSBENDER / AFP

ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655702

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 19:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ ผู้เชี่ยวชาญพบโปรตีนเจือปนในวัคซีน ขณะผู้ผลิตยันอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่มีหลักฐานว่าเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

1. ก่อนหน้านี้ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันชี้ว่ากุญแจสำคัญของการเกิดลิ่มเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson คืออะดีโนไวรัส (adenovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่นำมาใช้เป็นพาหะในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19

2. ในบางครั้งอาจเกิดความผิดลาดในการสร้างโปรตีนไวรัสโคโรนาเมื่อส่งวัคซีนเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นอาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของเลือดหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันซึ่งพบในประชากรราว 5 คนจาก 1 ล้านคน

3. เพื่อคลายความกังวลในการฉีดวัคซีนทีมวิจัยเสนอแนะให้ผู้ผลิตวัคซีนพิจารณาปรับแต่งสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากโปรตีนสไปค์เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ อันจะช่วยให้วัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

4. แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาเว็บไซต์ Chemistry World นิตยสารข่าวเคมีรายเดือนระบุว่า Stefan Kochanek หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ulm University ประเทศเยอรมนีพบโปรตีนเจือปน (Protein impurities) ในวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเกิดอาการรุนแรงในผู้ที่ได้รับวัคซีนบางส่วนภายหลังฉีดวัคซีนได้ 2 ถึง 3 วัน หรือแม้กระทั่งอาจเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ทั้งนี้ สิ่งเจือปน (impurities) นั้นสามารถพบได้ในยาหรือวัคซีนใดๆ แต่ต้องมีปริมาณไม่เกินที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากสิ่งปนเปื้อน (contaminants) ที่ห้ามมีเด็ดขาด

5. Kochanek เผยจากการตรวจสอบด้วยแมสสเปกโตรเมทรี (Mass spectrometry) ว่าพบโปรตีนในวัคซีน โดยอธิบายว่าวัคซีนมีไวรัสประมาณ 12.5 ไมโครกรัมต่อ 1 โดส และมีโปรตีนที่ไม่ใช่ไวรัสประมาณ 22 ไมโครกรัม

7. Kochanek อธิบายว่าอะดีโนไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีนได้มาจากเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ชิมแปนซี) ที่เพาะเลี้ยงให้ติดไวรัส จากนั้นไวรัสจะถูกนำไปทำให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะนำมาใช้ผลิตวัคซีน

“หากกระบวนการนั้นไม่สมบูรณ์แบบสุดๆ การมีอยู่ของโปรตีนจากเซลล์ที่ใช้ในการผลิตเป็นสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่าสิ่งเจือปน”

8. ขณะที่ Daniel Bracewell จากมหาวิทยาลัย College London ประเทศอังกฤษที่ศึกษาเกี่ยวกับโปรตีนและกระบวนการผลิตแอนติบอดีไม่เชื่อว่าจะเชื่อมโยงกับอาการลิ่มเลือดอุดตัน

9. Bracewell กล่าวว่าการพบส่วนประกอบบางอย่างของเซลล์ที่ใช้ในการสร้างไวรัสนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่างไรก็ตามเขาแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนและหน่วยงานกำกับดูแลหารือกันถึงโปรตีนเจือปนดังกล่าวและตกลงกันในระดับที่ยอมรับได้

10. ด้าน Hildegund Ertl นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากสถาบัน Wistar ในฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานเกี่ยวกับวัคซีนอะดีโนไวรัสสำหรับ HIV และที่ปรึกษาให้กับวัคซีน Sputnik V กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะอนุญาตให้มีโปรตีนดังกล่าวในวัคซีนโดยปกติแล้วอยู่ในช่วงนาโนกรัมต่อโดส ขณะที่วัคซีน AstraZeneca อยู่ในช่วงไมโครกรัมต่อโดสซึ่งค่อนข้างสูง

11. อย่างไรก็ตาม Ertl กล่าวว่ายังคงต้องพิสูจน์ว่าสิ่งเจือปนเป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่ “นี่เป็นวัคซีนที่ดีมาก ฉันไม่ได้บอกว่าคนไม่ควรรับมัน” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อวัคซีนดังกล่าว

12. AstraZeneca กล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งไปยัง Chemistry World ว่า “มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโปรตีนที่อยู่ในวัคซีน AstraZenaca อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับที่พบในวัคซีนอื่นๆ ที่ผลิตในลักษณะเดียวกัน”

“ไม่มีหลักฐานว่าโปรตีนที่พบมีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเกล็ดเลือดต่ำ เป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น”

AstraZeneca ยืนยันว่าบริษัทได้พัฒนาและตรวจสอบการทดสอบการควบคุมคุณภาพเพื่อวัดโปรตีนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และรับรองว่าวัคซีนทุกชุดได้รับการทดสอบก่อนที่จะปล่อยชุดใดๆ ในกรณีที่มีการอนุมัติการใช้งาน

13. ทั้งนี้ ในวันนี้ (16 มิ.ย.) กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ก็รายงานการพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันของผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca โดยเป็นชายวัย 30 ปีซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 27 พ.ค.

ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและคลื่นไส้เป็นเวลา 9 วัน ก่อนจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดังกล่าวเมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.)

อย่างไรก็ตาม ทางการและองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าให้ใช้วัคซีนดังกล่าวต่อไป โดยกล่าวว่าวัคซีนอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบางกรณีที่หายากมาก แต่ประโยชน์ของวัคซีนนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง

Photo by OLI SCARFF / AFP

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655684

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:46 น.

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่อาการพองข้นอยางรวดเร็วแล้วยุบอย่างฉับพลันของ Bitcoin ให้อดคิดไม่ได้ว่ามันคือฟองสบู่ดีๆ นี่เอง

จากการสำรวจล่าสุดของ Bank of America Global Fund Manager พบว่าผู้จัดการกองทุนประมาณ 81% เชื่อว่า Bitcoin อยู่ในภาวะฟองสบู่ แม้ว่าราคาจะตก 35% ในเดือนพฤษภาคมก็ตาม

การสำรวจที่ทำขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายนเพิ่มขึ้น 6% จากข้อมูลการสำรวจของเดือนที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นใน Wall Street ลดลงมากและกลายเป็นแนวโน้มตลาดหมีมากขึ้น แม้วาสถาบันการเงินบางแห่งจะแสดงความสนใจใน Bitcoin หนึ่งในนั้นคือ Wells Fargo

การสำรวจโดย Bank of America พบว่า 72% ของผู้จัดการกองทุนที่ทำการสำรวจคิดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นเพียงภาวะชั่วคราว ความเห็นนี้อาจเป็นสาเหตุที่สาเหตุที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของ Bitcoin เพราะมันมักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คริปโตหลายคนมองว่าการเพิ่มมูลค่าขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในปีที่ผ่านมามีสาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการสำรวจของ Bank of America อาจเป้นตัวบ่งชี้ว่าข้อกังวลเหล่านั้นได้บรรเทาลงบ้างแล้ว ซึ่งหมายความว่ากระแสต้องการ Bitcoin ก็ลดลงด้วย

การสำรวจยังพบว่าผู้จัดการกองทุนไม่มองว่าการเดิมพันกับ Bitcoin ในกระแสตลาดกระทิงเป็นการลงทุนที่คนแห่กันเข้าใน Wall Street อีกต่อไปพวกเขามองว่าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นตลาดที่มีผู้คนเข้าหาหนาแน่นที่สุดและมีโอกาสทำกำไรแน่ๆ (Long Position) แทนที่ Bitcoin ซึ่งครองตำแหน่งสูงสุดในการสำรวจรายเดือนเมื่อเร็วๆ นี้และเคยมีสถานะเป็น Long Position มาก่อย

ทั้งนี้ ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ยังคงค่อนข้างซบเซาหลังจากภาวะดิ่งในเดือนพฤษภาคม ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและแร่เหล็กได้เพิ่มขึ้น

Photo by PHILIPPE LOPEZ / AFP

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655677

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:16 น.

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นชี้ 5 ชาติอาเซียนที่ได้รับวัคซีนจากญี่ปุ่นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

สำนักข่าวท้องถิ่นญี่ปุ่นเผยแถลงการณ์ของโทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่ารัฐบาลจะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ 5 ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนรวมถึงประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์

รายงานระบุว่าญี่ปุ่นจะส่งวัคซีนของ AstraZeneca ไปยังเวียดนามเป็นชาติแรกโดยมีกำหนดส่งออกในวันที่ 16 มิถุนายน

จากนั้นจะแจกจ่ายวัคซีนไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

โมเทกิกล่าวต่อว่าญี่ปุ่นตัดสินใจจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน 5 ประเทศดังกล่าวเนื่องจากกำลังอยู่ในสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง

พร้อมทิ้งท้ายว่าประเทศเหล่านี้มีความสำคัญในการบรรลุนโยบายอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific – FOIP)

ทั้งนี้ เวียดนามจะเป็นชาติที่ 2 ที่ได้รับการแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 จากญี่ปุ่นต่อจากไต้หวัน นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาส่งวัคซีนเพิ่มเติมไปยังเวียดนามและไต้หวันด้วย

Photo by Juan MABROMATA / AFP

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655671

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 14:40 น.

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุมจีนออกโรงปราบปราม Fan Circle กลุ่มของแฟนคลับที่ทำกิจกรรมชักจูงเยาวชนให้เสียเงินเพื่อไอดอล  

Fan Circle คือกลุ่มที่แฟนคลับของไอดอลตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการส่งเสริมและสนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการโหวต หรือดันให้อันดับของไอดอลในชาร์ตเพลงหรือในโซเชียลมีเดียขึ้นมาอยู่หัวตาราง ทุ่มเงินซื้อสินค้าที่ไอดอลของตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ หรือแม้แต่เปิดสงครามความคิดเห็นกับกลุ่มคู่แข่งเพื่อให้ไอดอลของตัวเองมีข่าวในแง่บวกหรือมีพื้นที่ในโซเชียลมีเดีย

แม้จะไม่สามารถประเมินขนาดของกลุ่มแฟนคลับออนไลน์ในจีนได้อย่างแม่นยำ แต่พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในวัยทีนและวัยเลข 2 ที่ยอมทุ่มได้สุดตัวเพื่อไอดอลที่ตัวเองรัก กลุ่มนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ Fan Economy หรือเศรษฐกิจที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างรายได้จากแฟนคลับและคนดังในวงการ ซึ่งมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านหยวนในปี 2020

แฟนคลับเหล่านี้ทรงพลังมากถึงขั้นที่สามารถดันให้เพลงของ คริส อู๋ แร็ปเปอร์ลูกครึ่งจีน-แคนาเดียน 7 เพลงขึ้นไปติดท็อป 10 เพลงยอดนิยมใน US iTunes แซงหน้านักร้องชื่อดังระดับโลกอย่าง อารีอานา กรานเด และ เลดี กาก้า

แม้ว่า Fan Circle จะไม่ใช่กลุ่มทางการเมือง แต่ครั้งหนึ่งกลุ่มแฟนคลับนี้เคยช่วยเป็นเรี่ยวแรงในการโปรโมทโฆษณาชวนเชื่อแนวรักชาติ โดยระหว่างปี 2019 ที่เกิดการประท้วงในฮ่องกง มีการตั้งกลุ่มที่เรียกว่า Azhong Gege หรือพี่จีน ขึ้นมาเพื่อกป้องนโยบายของจีนที่ใช้กับฮ่องกง จนสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนติดแฮชแท็ก #The fan girls’ crusade ในเวยปั๋วเพื่อชมเชยกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาช่วยโต้เถียงกับฝ่ายตรงข้ามในเวยปั๋ว

ทว่า ตอนนี้ทางการจีนไม่ปลื้ม Fan Circle แล้ว โดยมองว่ากลุ่มแฟนคลับบางกลุ่มเริ่มไร้ระเบียบ มีการระดมเงินจากเยาวชนเพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมสนุบสนุนไอดอล อาทิ จัดงานวันเกิด หรือนำข้อมูลส่วนตัวของคนที่ตัวเองไม่ชอบมาประจานในโลกออนไลน์ หรือโจมตีคู่แข่งของไอดอลที่ตัวเองชอบ ทั้งยังอาจสร้างความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคม

ล่าสุด หน่วยงานเฝ้าระวังทางไซเบอร์ของจีน (CAC) จะเข้ามาล้างบาง Fan Circle ด้วยการสั่งปิดบัญชีและยุบกลุ่มโซเชียลมีเดียที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และลงโทษแพลตฟอร์มที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดความวุ่นวายและไม่ยอมแก้ไขความบกพร่องตามคำสั่งของทางการ

แถลงการณ์ของ CAC ระบุว่า “ในช่วงเวลาหนึ่ง สมาชิกในกลุ่ม Fan Circle ได้ใช้วาจาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ดันอันดับของไอดอลในหลายชาร์ต และเผยแพร่ข่าวลือ ซึ่งบ่อนทำลายความชัดเจนโปร่งใสของโลกไซเบอร์และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของเยาวชน”

การล้างบางของทางการจีนพุ่งเป้าไปที่ปัญหาสำคัญๆ 5 ข้อ การใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของเยาวชนเพื่อดันอันดับของไอดอลหรือผู้เข้าแข่งขันในรายการเรียลลิตี, แฟนคลับที่อวดความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์หรูหรา, การใช้บ็อตพื่อกำหนดทิศทางของคอมเม้นต์เกี่ยวกับไอดอลที่ตัวเองชอบ, การชักชวนให้แฟนคลับโดยเฉพาะเยาวชนนำเงินมาลงขันเพื่อสนับสนุนไอดอล และการปล่อยข่าวลือ

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ CAC กล่าวโทษการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ หลังจากเตือนว่าจะเข้ามาจัดระเบียบ Fan Circle เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการบุลลี่และใช้ความรุนแรงในกลุ่มเหล่านี้

งานนี้ แม้แต่สมาชิกกลุ่มแฟนคลับตัวยงอย่างหญิงสาวซึ่งเป็นที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ยังเห็นด้วยกับทางการจีน โดยเธอเผยกับ South China Morning Post ว่า “โซเชียลมีเดียบางเจ้าใช้ความรักในตัวไอดอลของแฟนคลับมาขยายฐานผู้ใช้ของตัวเอง แฟนคลับถูกบังคับให้ให้ข้อมูลกับเจ้าของแพลตฟอร์ม”

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655622

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 12:29 น.

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชรแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไรแต่หินเหล่านี้คือความหวังของพวกเขาที่จะช่วยฟื้นจากความยากจนในช่วงโควิด

ชาวแอฟริกาใต้นับพันคนหลั่งไหลไปยังหมู่บ้านควาฮลาธี ในจังหวัดควาซูลู-นาตัล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 300 กิโลเมตรเพื่อขุดหาเพชรหลังจากที่มีข่าวว่าชาวบ้านรายหนึ่งพบวัตถุลักษณะคล้ายเพชรเมื่อสัปดาห์ก่อน

ข่าวสารแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไวรัลแม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไรแต่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพชรจึงพากันมาขุดหาเพชรที่นี่อย่างเนืองแน่น ขณะที่รัฐบาลเตือนว่าอาจเป็นเพียงก้อนหินซึ่งไม่มีราคาเท่านั้น

มากูดูเลลา วัย 40 ปีหนึ่งในชาวบ้านที่ร่วมขุดหาเพชรกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีเชื่อว่าสิ่งที่ตนพบเป็นเพชรจริง พร้อมคาดหวังที่จะนำไปซื้อบ้านและรถด้วย

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในแอฟริกาใต้สูงขึ้นอย่างมากในรอบหลาย 10 ปี การค้นหาเพชรครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของพวกเขา

“เรายากจน เราตกงาน แต่สิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้” พรีเซียส วัย 38 ปีกล่าวพร้อมเผยว่าเธอใช้เวลาทั้งคืนไปกับการขุดดินเพื่อหาเพชรกับลูกๆ ของเธอ

ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นขอความร่วมมือให้ประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ นอกจากนี้ยังกังวลถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย แต่ชาวบ้านยังคงยืนกรานที่จะขุดหาเพชรต่อไป

ด้านรัฐบาลกลางได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญและนักธรณีวิทยาไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเก็บตัวอย่างหินมาวิเคราะห์ต่อไป ตลอดจนมีตำรวจเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับแร่ต่างๆ และครองสถิติค้นพบเพชรคัลลินันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 1905

Photo by Phill Magakoe / AFP

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655629

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:05 น.

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาดเวียดนามเคาะแล้วเก็บภาษีน้ำตาลไทย 47.64% เป็นเวลา 5 ปี

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามเผยได้เรียกเก็บภาษี 47.64% สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่นำเข้าจากไทยเป็นเวลา 5 ปี เพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดและทดแทนการเก็บภาษีชั่วคราวที่บังคับใช้ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 33.88%

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงได้ดำเนินการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว หลังได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนาม

ข้อมูลจากการสอบสวนชี้ให้เห็นว่าเวียดนามนำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตันในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้น 330.4% จากปี 2562

เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศจึงต้องมีการขึ้นภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงยังเผยว่าเวียดนามจะยังคงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลกระทบของมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ เวียดนามยกเลิกการเก็บภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2563 ตามข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)

แต่ข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้ประเทศภูมิภาคอาเซียนสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้

Photo by Aamir QURESHI / AFP

คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655623

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:00 น.

คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูปหลังจากเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คนใกล้ชิดเจ้าพ่ออาลีบาบาเผยว่าตอนนี้ แจ็ก หม่า หันมาวาดภาพเป็นงานอดิเรกยามว่าง  

โจ ไช่ รองประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ของ CNBC ว่า แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group พยายามเก็บตัวเงียบๆ ไม่ปรากฏตัวตามสื่อในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยหันมาให้ความสำคัญกับงานอดิเรกอย่างการวาดภาพและงานด้านการกุศลต่างๆ

“ตอนนี้เขากำลังเก็บตัวเงียบๆ  ผมคุยกับเขาทุกวัน” ไช่เผย “เขาสบายดีมาก เขาวาดภาพเป็นงานอดิเรก ซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว”

ทั้งนี้ แจ็ก หม่า หายหน้าหายตาไปจากสื่อหลังจากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จนมีส่วนทำให้การขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลของ Ant Group ถูกทางการจีนระงับในนาทีสุดท้าย ต่อมาทางการจีนยังสั่งสอบ Alibaba ในข้อหาผูกขาดทางการค้า จนบริษัทต้องจ่ายค่าปรับก้อนโตถึง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655620

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 10:25 น.

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิดสรุปบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่รายงานว่า “เหตุใดเอเชียแชมป์เปี้ยนผู้ตต้านทานโรคระบาด จึงอยู่ห่างจากเส้นชัยอีกหลายไมล์”

The New York Times ชี้ว่าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้นำโลกในการควบคุมไวรัสโคโรน่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้กำลังอ่อนระโหยโรยแรงในการสกัดกั้นการระบาดที่หนักหน่วงอย่างมาก ในขณะที่สหรัฐซึ่งประสบกับการระบาดที่รุนแรงกว่านั้นมาก ตอนนี้กำลังใช้ชีวิตตามปกติเพราะขับเคลื่อนด้วยการฉีดวัคซีน

ผู้เขียนชี้ว่าตอนนี้ทางตอนใต้ของจีน การแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลต้านำไปสู่การล็อกดาวน์อย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในกว่างโจว เมืองหลวงทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ ส่วนไต้หวัน เวียดนาม ไทย และออสเตรเลีย ต่างก็ล้อคดาวน์เช่นกันหลังจากการระบาดครั้งล่าสุด ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการระบาดระลอกที่สี่ จนหวั่นว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอาจไม่รอด

ในด้านเศรษฐกิจ ภูมิภาคนี้สามารถรับมือกับโรคระบาดได้ค่อนข้างดี เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการจัดการระยะแรก แต่เพราะผู้คนหลายร้อยล้านที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนและผู้นำต่างๆ ที่ตัดสินใจที่ปิดพรมแดนระหว่างประเทศทำให้ประชาชนเริ่มทนไม่ไหว บวกกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ทวีความรุนแรงให้กับภัยคุกคาม

ในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ไต้หวัน และไทย การรณรงค์ฉีดวัคซีนแทบไม่มีการดำเนินการ ประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียมีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงห่างไกลจากการฉีดวัคซีนให้กับทุกคนที่ต้องการ

ผู้เขียนชี้ว่าการล็อคดาวน์เอเชียกับจำนวนประชากร 4,600 คนจะสร้างความเสียหายใหม่ต่อเศรษฐกิจ ผลักดันผู้นำทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงพลวัตของอำนาจระหว่างประเทศต่างๆ ตรงกันข้ามกับสหรัฐที่ตอนนี้ “ชาวอเมริกันเฉลิมฉลองสิ่งที่รู้สึกเหมือนรุ่งอรุณใหม่”

ความเสี่ยงในเอเชียมีที่มามาจากการตัดสินใจเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนที่โรคระบาดใหญ่จะก่อให้เกิดผลสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุด ผู้เขียนชี้ว่า ต้นในฤดูใบไม้ผลิของปีที่แล้ว สหรัฐและหลายประเทศในยุโรปเดิมพันครั้งใหญ่กับวัคซีน การอนุมัติอย่างรวดเร็ว และการใช้เงินหลายพันล้านเพื่อรับประกันให้ได้มาซึ่งการผลิตชุดแรก เพราะในสหรัฐเพียงประเทศเดียว ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตทุกวัน เนื่องจากการจัดการโรคระบาดของประเทศล้มเหลวอย่างร้ายแรง

แต่ในเอเชียแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตยังค่อนข้างต่ำด้วยข้อจำกัดเรื่องพรมแดน การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไวรัสของสาธารณชน และการทดสอบอย่างกว้างขวางและการติดตามผู้ติดต่อ ด้วยสถานการณ์ไวรัสส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุม และด้วยความสามารถที่จำกัดในการพัฒนาวัคซีนในประเทศ จึงมีความเร่งด่วนน้อยกว่าในการสั่งซื้อจำนวนมาก

จนเมื่อต้นปีนี้ การประกาศสัญญากับบริษัทและประเทศต่างๆ ที่ควบคุมวัคซีนนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องทำกันไปอยางนั้นโดยไม่มีการส่งมอบจริง ในเดือนมีนาคม อิตาลีสกัดกั้นการส่งออกวัคซีนแอสตร้าเซเนกาจำนวน 250,000 โดสสำหรับออสเตรเลียเพื่อควบคุมการระบาดที่ลุกลามของตัวเอง การจัดส่งอื่นๆ ล่าช้าเนื่องจากปัญหาด้านการผลิต

จากปัญหาเรื่องนี้และภาวะแทรกซ้อนของก้อนเลือดซึ่งเกิดขึ้นจากวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca ) นักการเมืองจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้พยายามเน้นแต่เนิ่นๆ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งในการฉีดวัคซีน

ในเอเชีย ผู้คนประมาณ 20% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โด๊ส เช่นญี่ปุ่นมีเพียง 14% ที่ได้รับวัคซีน ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เกือบ 45% ในฝรั่งเศส มากกว่า 50% ในสหรัฐและมากกว่า 60% ในสหราชอาณาจักร

ในขณะที่การฉีดวัคซีนล่าช้าทั่วเอเชีย การกลับมาเปิดประเทศใหม่อย่างแข็งแกร่งก็จะล่าช้าเช่นกัน ออสเตรเลียส่งสัญญาณว่าจะปิดพรมแดนต่อไปอีกปี ญี่ปุ่นห้ามคนต่างชาติเกือบทั้งหมดเข้าประเทศ และการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศในจีนทำให้ธุรกิจข้ามชาติขาดแคลนพนักงานที่สำคัญในสายงาน

ในเวลาเดียวกัน การเก็บรักษาวัคซีนในเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะต้องดวัคซีนก่อนที่จะหมดอายุ ไม่ใช่แค่ในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น อินโดนีเซียขู่ประชาชนด้วยค่าปรับประมาณ 450 ดอลลาร์สหรัฐฐานปฏิเสธวัคซีน เวียดนามตอบสนองต่อการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดยขอให้ประชาชนบริจาคเงินเข้ากองทุนวัคซีน และในฮ่องกง เจ้าหน้าที่และผู้นำธุรกิจต่างเสนอสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความลังเลใจในวัคซีนขั้นรุนแรง

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่า “การพยากรณ์โรคสำหรับภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ในปีนี้นั้นชัดเจนมาก: โรคนี้ยังไม่หายขาด และคงไม่หายไปในเร็วๆ นี้ แม้แต่ผู้ที่โชคดีพอที่จะได้รับวัคซีนก็ยังจะเกิดความรู้สึกสับสนแบบคาดเดาอะไรไม่ถูก”

Photo by STR / AFP

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655585

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมาครอบครัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวกับกองทัพเมียนมาหวั่นถูกไล่ล่า หลังผู้นำท้องถิ่นบางคนถูกยิงระยะเผาขน

ในระยะหลังมักจะมีข่าวว่าสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาในย่านตัวเมืองตกเป็นเป้าถูกวางระเบิดหรือถูกขับรถพุ่งชน ผู้นำท้องถิ่นที่กองทัพแต่งตั้งหลายคนถูกลอบยิงในระยะเผาขน รวมทั้งการที่ประชาชนพากันหันมาจับอาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร หลังจากถูกกองทัพใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน

เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยเฉพาะที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยว่าจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือถูกเอาชีวิตบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ บัญชีเฟซบุ๊ค Mratt’s Channel แชร์คลิปเสียงของ Daw Nilar Sein ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเมียนมาที่พูดคุยกับบรรดาภรรยาเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึงความหวาดกลัวของเธอ

ในคลิปเสียงที่หลุดออกมาซึ่งคาดว่าน่าจะพูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ Daw Nilar Sein บอกให้คนอื่นๆ รักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนอน โดยอ้างว่ารู้ข่าวมาว่ามีคนจากฝ่ายตรงข้ามราว 30 คนเข้ามาในเมืองปยินมานาเพื่อวางระเบิดที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยและของกองทัพ

ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยังเตือนด้วยว่า ห้ามออกไปข้างนอกโดยมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบติดตาม เนื่องจากหากถูกฝ่ายตรงข้ามพบเห็น รถจะถูกวางระเบิด รวมถึงแนะนำไม่ให้ลูกๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกไปทานข้าวนอกบ้านตอนกลางคืน เพราะอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาลทหารส่งข่าวต่อให้คนอื่นมาทำอันตราย รวมถึงให้สวดมนต์ป้องกันสิ่งไม่ดีด้วย

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ภรรยาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ช่วยกันรายงานบัญชีเฟซบุ๊คของแกนนำประท้วงคนสำคัญ อาทิ Zaw Wai Soe รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) หรือรัฐบาลเงาที่ก่อตั้งโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเมียนมา (NLD) ของอองซานซูจี

Daw Nilar Sein กล่าวหาว่า Zaw Wai Soe ศัลยแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นแกนนำในการสังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและบุกสถานีตำรวจ และบอกว่าให้รายงานเฟซบุ๊คของเขาทุกๆ ชั่วโมง เพราะดูเหมือนทุกคนจะเชื่อฟังสิ่งที่เขาพูด

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ Pencilo อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามกว่า 2.8 ล้านคนที่มักจะเล่นสงครามจิตวิทยาด้วยการเตือนว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและครอบครัวจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

โดยล่าสุด Pencilo ตอบโต้กลับด้วยการโพสต์เฟซบุ๊คว่า การบล็อกบัญชีเฟซบุ๊คของเธอและ Zaw Wai Soe หยุดการต่อต้านรัฐบาลรัฐประหารไม่ได้ “มันจะหยุดก็ต่อเมื่อคุณตายเท่านั้นแหละ! เข้าใจนะ”

ก่อนคลิปเสียงนี้จะหลุดออกมา สำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า ลูกสาว 2 คนของผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารในเมืองดีแบ้ยี่น (Depayin) แขวงสะกาย (Sagaing) ถูกแทงเสียชีวิตพร้อมกัน

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ชาวบ้านรายหนึ่งเผยกับ Myanmar Now ว่า ชาวบ้านทราบดีว่าพวกเธออยู่ฝ่ายหนุนกองทัพ และหากมีอะไรเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน ครอบครัวนี้จะรายงานไปยังกองทัพ

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุพ่อของผู้เสียชีวิตทั้งคู่และสมาชิกในบ้านคนอื่นพากันหนีออกจากหมู่บ้านแล้ว

และในวันเดียวกันกับที่พบศพของลูกสาวผู้นำหมูบ้าน อดีตผู้นำหมู่บ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงกันถูกยิงศีรษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยชาวบ้านเผยกับ Myanmar Now ว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีความสัมพันธุ์ใกล้ชิดกับกองทัพ และมักจะรายงานการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลให้กองทัพทราบ

แม้ทั้งหมดนี้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่เหตุการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหนุนรัฐบาลทหารก็เพียงพอให้ครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเริ่มหวาดกลัว

ขณะที่ The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ลอบยิง และเป็นผู้จัดอบรมการใช้อาวุธให้กับผู้ประท้วงทั้งในพื้นที่ของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรื KNU ในรัฐกะเหรี่ยง

รัฐบาลทหารยังกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD ในรัฐสะกายเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธและจัดอบรมการใช้อาวุธในพื้นที่ชายแดนของรัฐคะฉิ่นซึ่งเป็นพื้นที่ของกองกำลังกองทัพเอกราชคะฉิ่น หรือ KIA

สื่อของกองทัพยังอ้างว่า ผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD สนับสนุนเงินทุนในการวางระเบิดโรงเรียน และเข้าร่วมพิธีฉลองการจบหลักสูตรการใช้อาวุธในพื้นที่ของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยด้วย

เมื่อวันที่ 24 และ 25 พ.ค.ที่ผ่านมามีรายงานว่ากองทัพยึดอาวุธได้จำนวนมากที่เมืองมัณฑะเลย์ และกล่าวหาว่า Salai Issac Khin อดีตผู้บริหารท้องถิ่นในรัฐชินว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธที่ถูกยึดและเป็นเจ้าหน้าที่ของ NUG รวมทั้งออกเงิน 500,000 รูปี หรือ 212,193 บาทให้กองกำลังพิทักษ์ประชาชนตะมู่ในแขวงสะกาย

แต่ Salai Issac Khin ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลที่ถูกจับพร้อมอาวุธถูกบังคับให้สารภาพว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง และย้ำว่าเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพเท่านั้น

Photo by STR / AFP