เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

9 ก.พ. 2569 23:24 น.

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นของเกาหลีใต้โดนไล่ออกจากพรรค หลังเสนอแนะว่า ให้นำเข้าผู้หญิงจากเวียดนามหรือศรีลังกา เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิม ฮี-ซู หัวหน้าคณะบริหารเขตจินโด ทางตอนใต้ของประเทศ ถูกไล่ออกจากพรรคประชาธิปไตยของเกาหลีใต้แล้ว หลังจากเขาออกมาเสนอแนะผ่านทางโทรทัศน์ว่าให้ “นำเข้าหญิงสาว” จากประเทศเวียดนามหรือศรีลังกา แล้วให้ไปแต่งงานกับชายหนุ่มในชนบท เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

นายคิม ฮี-ซู พูดเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการควบรวมการบริหารระหว่างจังหวัดที่เขตจินโดตั้งอยู่และเมืองใกล้เคียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภูมิภาคที่ประชากรกำลังลดลงในเกาหลีใต้ เริ่มหันมาพิจารณามากขึ้นเรื่อยๆ

เกาหลีใต้ยังคงต่อสู้กับภาวะอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ซึ่งหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชากรของเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านคน อาจลดลงเหลือครึ่งหนึ่งภายใน 60 ปี

อย่างไรก็ตาม คำพูดของนายคิม สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง และทำให้ทูตของประเทศเวียดนามยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ระบุว่า คำพูดของนายคิม “ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแสดงออก แต่เป็นเรื่องของคุณค่าและทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงอพยพและกลุ่มคนกลุ่มน้อย”

นายคิมออกมาขอโทษในเวลาต่อมา โดยระบุว่า ความคิดเห็นของเขาตั้งใจที่จะเน้นย้ำถึงปัญหาประชากรในภูมิภาคชนบท แต่ยอมรับว่าถ้อยคำที่เขาใช้ “ไม่เหมาะสม”

รัฐบาลจังหวัดชอลลาใต้ก็ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยระบุว่า คำพูดของนายคิมได้สร้างความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งต่อชาวเวียดนามและต่อผู้หญิง

แต่ดูเหมือนว่าคำขอโทษจะไม่สามารถลดทอนกระแสความไม่พอใจของประชาชนได้ ทำให้ในวันจันทร์ (9 ก.พ.) สภาสูงสุดของพรรคประชาธิปไตยก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ขับคิมออกจากพรรค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

9 ก.พ. 2569 21:55 น.

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

จีนเตือนญี่ปุ่นว่า จะเผชิญการตอบสนองอย่างเด็ดขาดหากทำอะไรไม่ยั้งคิด หลังพรรคของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งกำลังมีปัญหากับจีน ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 รัฐบาลจีนออกโรงเตือนทางการญี่ปุ่น ว่าปักกิ่งจะมีการตอบสนองอย่างรุนแรง หากฝ่ายโตเกียวทำอะไรไม่ยั้งคิด หลังจากพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย และครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาด

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ หลังจากนางทาคาอิจิแสดงความเห็นในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า หากจีนใช้กำลังโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจสนับสนุนกำลังทางทหารเพื่อช่วยไต้หวัน ภายใต้สิทธิการป้องกันตนเองร่วม

ล่าสุดในวันจันทร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนความคิดเห็นดังกล่าว และเตือนถึงผลที่จะตามมาหากญี่ปุ่นกระทำการใดๆ อย่างไม่ยั้งคิด

“หากขุมกำลังฝ่ายขวาจัดในญี่ปุ่นประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากประชาชนชาวญี่ปุ่นและได้รับการตอบสนองอย่างเด็ดขาดจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน

“เราขอเรียกร้องให้ฝ่ายญี่ปุ่นถอนคำพูดที่ผิดพลาดของทาคาอิจิเกี่ยวกับไต้หวันอีกครั้ง และแสดงความจริงใจขั้นพื้นฐานในการปกป้องรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ หลังจากนางทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ก็จีนได้ดำเนินมาตรการตอบโต้หลายอย่าง รวมถึงขัดขวางไม่ให้พลเมืองของตัวเองเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยสาธารณะที่ย่ำแย่ลง และการก่ออาชญากรรมต่อชาวจีนในญี่ปุ่น

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เครื่องบินทหารของจีนได้ล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น ส่งผลให้รัฐบาลโตเกียวต้องเรียกตัวเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อชี้แจง นอกจากนั้น ปักกิ่งยังระงับการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตทุกอย่างตั้งแต่ รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงขีปนาวุธ ให้แก่ญี่ปุ่นด้วย

เมื่อเดือนมกราคม ญี่ปุ่นก็ต้องส่ง แพนด้ายักษ์ 2 ตัว ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศ กลับคืนแก่จีน ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีหมีแพนด้าเหลืออยู่ในประเทศเลยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

9 ก.พ. 2569 17:53 น.

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคประชาชน ซาบซึ้งและขออย่าหมดหวัง เผยประชาชนแพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว ยินดีกับพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กหลังผลเลือกตั้ง 2569 ว่า ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

ธจ

9 กุมภาพันธ์ 2569

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

9 ก.พ. 2569 17:10 น.

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

เบรนตัน ทาร์แรนต์ อาชญากรเหยียดผิวชาวออสเตรเลียผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ 51 ศพ ที่มัสยิดในเมืองไครสต์เชิร์ช ของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม 2019 ปรากฏตัวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอถอนคำให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเรือนจำจนขาดวิจารณญาณและให้การรับสารภาพ ด้านครอบครัวเหยื่อชี้เป็นการพยายามเรียกร้องความสนใจและตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจ

เบรนตัน ทาร์แรนต์ วัย 35 ปี ซึ่งกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในกรุงเวลลิงตันเพื่อขอถอนคำให้การรับสารภาพในข้อหาฆาตกรรม 51 ศพ พยายามฆ่า 40 ราย และข้อหาก่อการร้ายอีก 1 กระทง จากเหตุการณ์กราดยิงมัสยิดอัลนูร์และศูนย์อิสลามลินวูด ในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม 2019

แม้ในตอนแรกเขาจะให้การปฏิเสธ แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นยอมรับสารภาพในปีถัดมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทาร์แรนต์อ้างว่าในขณะนั้นเขาไม่สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่เขาระบุว่า “ทารุณและไร้มนุษยธรรม” นอกจากนี้เขายังยื่นอุทธรณ์เพื่อขอลดหย่อนโทษจำคุกตลอดชีวิตอีกด้วย

การพิจารณาคดีซึ่งกำหนดไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียอีกครั้ง อายา อัล-อุมารี ผู้สูญเสียพี่ชาย “ฮุสเซน อัล-อุมารี” ในเหตุการณ์ดังกล่าว เปิดเผยว่า เธอเคยคิดว่าบทเรียนที่เลวร้ายนี้จบลงไปแล้วเมื่อศาลตัดสินโทษครั้งก่อน แต่การอุทธรณ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดบาดแผลขึ้นมาใหม่ “ฉันสงสัยว่าแรงจูงใจหลักของเขาคือการกลับมาทำให้เราเจ็บปวดและอยากเป็นจุดสนใจอีกครั้ง แต่ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จ” อายากล่าว พร้อมระบุว่าพี่ชายของเธอซึ่งได้รับเหรียญกล้าหาญจากการพยายามหยุดยั้งมือปืน มีสิทธิ์ในชีวิตเหนือกว่าข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่มือปืนกำลังเรียกร้อง

หากผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้ง 3 คนอนุญาตให้ถอนคำให้การรับสารภาพ คดีนี้จะต้องกลับไปเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด แต่หากไม่อนุญาต ศาลจะนัดพิจารณาคำร้องอุทธรณ์เรื่องการขอลดหย่อนโทษในช่วงปลายปีนี้แทน

ทาร์แรนต์ เกิดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และย้ายมาอยู่ที่นิวซีแลนด์ในปี 2017 ซึ่งอัยการระบุว่า เป็นช่วงที่เขาเริ่มวางแผนโจมตีชุมชนมุสลิม

เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ซึ่งมีการไลฟ์สตรีมผ่านโลกออนไลน์ และมือปืนได้เผยแพร่ “คำประกาศ” หนา 74 หน้าก่อนก่อเหตุ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศนิวซีแลนด์ภายใต้การนำของอดีตนายกฯ จาซินดา อาร์เดิร์น ตัดสินใจปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนอย่างเข้มงวดที่สุด โดยมีการสั่งห้ามครอบครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติสไตล์ทหาร และดำเนินโครงการรับซื้ออาวุธคืนจากประชาชนทั่วประเทศภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังเกิดเหตุ.

ที่มา BBC

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

9 ก.พ. 2569 16:33 น.

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

สถานการณ์สงครามยูเครนยังคงทวีความรุนแรง หลังรัสเซียเปิดฉากระดมยิงโดรนและขีปนาวุธถล่มหลายเมืองทั่วประเทศยูเครนตลอดคืนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย ท่ามกลางกระแสการเจรจาสันติภาพที่ยังมีข้อขัดแย้งเรื่องการแบ่งเขตแดน

กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำวันอาทิตย์จนถึงเช้ามืดวันจันทร์ (9 ก.พ.) รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 11 ลูก และส่งโดรนโจมตีอีกกว่า 149 ลำ ซึ่งรวมถึงโดรน “ชาเฮด” ที่ผลิตโดยอิหร่าน เข้าถล่มพื้นที่ต่าง ๆ แม้หน่วยป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสามารถสกัดโดรนได้มากกว่า 100 ลำ และขีปนาวุธได้บางส่วน แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ถูกโจมตีจนเกิดความสูญเสีย

การโจมตีครั้งนี้กระจายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อพลเรือนในหลายภูมิภาค โดยที่เมืองโอเดสซา  เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สื่อรายงานว่าพบอาคารหลายหลังถูกทำลายอย่างหนักเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งทำซีพีอาร์ยื้อชีวิตเหยื่อท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟพกพา เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 35 ปี 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย

ส่วนภูมิภาคคาร์คิฟ ทางตอนเหนือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายใต้ซากปรักหักพังหลังการโจมตีด้วยโดรน คือหญิงหนึ่งรายและ เด็กชายวัยเพียง 10 ขวบ อีกหนึ่งราย ด้านภูมิภาคเชอร์นีกิฟ พบชายชราวัย 71 ปี ถูกโดรนรัสเซียโจมตีจนเสียชีวิตขณะกำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านพักที่หมู่บ้านนอฟโกรอด-ซีเวอร์สกี

นายมิไคโล พนักงานไปรษณีย์วัย 32 ปี ผู้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่โอเดสซา เล่านาทีระทึกว่าเขาได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของโดรนชาเฮดก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดถึงสองครั้ง ส่งผลให้หน้าต่างห้องพักแตกกระจายและรถยนต์เสียหาย เช่นเดียวกับนักศึกษาวัย 17 ปีที่ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงจนทำให้กรอบประตูระเบียงหลุดออกมา

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้ากดดันทางทหาร แม้จะมีการเข้าร่วมการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยเป้าหมายหลักของรัสเซียคือการเข้าควบคุมภูมิภาคโดเนตสค์ทางตะวันออกโดยสมบูรณ์ ขณะที่ปัจจุบันรัสเซียยึดครองพื้นที่ของยูเครนอยู่ประมาณ 20%

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะแสดงความต้องการให้สงครามยุติลงภายในกลางปีนี้ แต่ทั้งคีฟและมอสโกยังคงมีความเห็นต่างอย่างรุนแรงในเรื่องการแบ่งเขตแดนและอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ถูกยึดครอง.

ที่มา AFP

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

9 ก.พ. 2569 14:24 น.

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา ของกองทัพบกเกาหลีใต้ ตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโซล ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 2 นาย ด้านกองทัพสั่งระงับบินเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ทวนกองทัพทันทีเพื่อหาสาเหตุ พร้อมเร่งตรวจสอบความปลอดภัยหลังพบบางลำเป็นรุ่นเก่าที่ใช้งานมานานหลายสิบปี

เจ้าหน้าที่กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เมื่อเวลา 11:04 น. วันนี้ (9 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่น AH-1S คอบรา สังกัดกองบินที่ 15 ของกองทัพบก ประสบอุบัติเหตุตกระหว่างการฝึกซ้อม ที่เมืองคาพยอง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 55 กิโลเมตร

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้ทะยานขึ้นจากฐานทัพเมื่อเวลา 09:45 น. เพื่อทำการฝึกซ้อมตามปกติ ก่อนจะประสบอุบัติเหตุตกลงสู่พื้นดิน เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบเจ้าหน้าที่ทหารยศพันจ่า จำนวน 2 นายบนเครื่องในสภาวะหัวใจหยุดเต้น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ไม่มีไฟลุกไหม้หรือการระเบิดของตัวเครื่อง โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเสริมสร้างความคุ้นเคยกับ “ขั้นตอนการลงจอดฉุกเฉิน” สำหรับลูกเรือ

ขณะนี้กองทัพบกได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมทั้งสั่ง ระงับการบินของเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา ทุกลำในกองทัพ จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น

ด้านนายอัน กยู-แบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการเยียวยาและติดตามผลอย่างรวดเร็วที่สุด

สำหรับเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีต่อต้านรถถังเครื่องยนต์เดียวที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ใช้งานมานาน โดยบางลำมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี แม้จะไม่มีการระบุจำนวนที่แน่ชัดว่ายังคงประจำการอยู่กี่ลำ แต่หน่วยงานจัดหาอาวุธของรัฐบาลเคยระบุไว้ในปี 2022 ว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ “มีกำหนดปลดประจำการ” เพื่อแทนที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธเบา (LAH) ที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ.

ที่มา Yonhap

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง “Gen Z” ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค “ชีค ฮาสินา”

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง "Gen Z" ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค "ชีค ฮาสินา"

9 ก.พ. 2569 13:31 น.

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง “Gen Z” ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค “ชีค ฮาสินา”

บังกลาเทศเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็น “การเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง Gen Z” ครั้งแรกของโลก โดยเป็นการแข่งขันที่เสรีที่สุดในรอบ 15 ปี หลังจากอดีตนายกฯ ชีค ฮาสินา ถูกโค่นอำนาจ ขณะที่โพลชี้พรรค BNP มีคะแนนนำ แต่กลุ่มอิสลามิสต์และคนรุ่นใหม่ขู่เบียดลุ้นเก้าอี้ผู้นำ

บังกลาเทศเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันพฤหัสบดีนี้ (12 ก.พ.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ได้รับอิทธิพลจากคนรุ่นเจนเนอเรชัน Z ครั้งแรกของโลก หลังการลุกฮือของประชาชนในปี 2024 ที่นำไปสู่การโค่นอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา และยุติการครองอำนาจยาวนาน 15 ปี ตั้งแต่ปี 2009

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านแทบไม่มีบทบาทในสนามเลือกตั้ง เนื่องจากการคว่ำบาตรและการจับกุมผู้นำทางการเมืองจำนวนมาก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี ที่ถูกมองว่าเปิดกว้างและมีการแข่งขันอย่างแท้จริง

พรรคสันนิบาตอวามีของฮาสินา ถูกสั่งห้ามทางการเมือง ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประท้วงเมื่อปี 2024 ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ บีเอ็นพี ถูกคาดหมายว่าจะคว้าชัยชนะ โดยส่งผู้สมัครลงแข่งถึง 292 จาก 300 เขตเลือกตั้ง ขณะที่แนวร่วมที่นำโดยพรรคอิสลามจามาต-อี-อิสลามี กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน พรรคใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยนักกิจกรรมเจน Z อายุต่ำกว่า 30 ปี ได้จับมือกับจามาต หลังไม่สามารถเปลี่ยนพลังการประท้วงบนท้องถนนให้เป็นฐานเสียงทางการเมืองได้ ด้านตารีก ราห์มาน ผู้นำพรรคบีเอ็นพี ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคมีความมั่นใจว่าจะได้เสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลการเลือกตั้งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ต้องมีความชัดเจน ไม่แตกเป็นหลายฝ่าย เพื่อฟื้นเสถียรภาพของประเทศที่มีประชากรกว่า 175 ล้านคน หลังเผชิญความไม่สงบต่อเนื่องและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งบังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับสองของโลก

ผลการเลือกตั้งยังจะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีนและอินเดีย โดยผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า บีเอ็นพียังได้เปรียบ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ

พาร์เวซ คาริม อับบาซี ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาธรรมาภิบาลในกรุงธากา ระบุว่า คนรุ่นเจน Z ซึ่งคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นกลุ่มชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้

บรรยากาศการหาเสียงทั่วประเทศเต็มไปด้วยโปสเตอร์และป้ายสัญลักษณ์ของพรรคบีเอ็นพีและจามาต แตกต่างจากอดีตที่พรรคอวามีลีกครองพื้นที่อย่างชัดเจน ขณะที่ผลสำรวจคาดว่า จามาตจะทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่เคยถูกสั่งห้าม

ด้านนโยบายต่างประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า อิทธิพลของจีนในบังกลาเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่บทบาทของอินเดียลดลง หลังฮาซีนาลี้ภัยไปยังกรุงนิวเดลี หากแนวร่วมจามาตขึ้นสู่อำนาจ อาจหันไปใกล้ชิดปากีสถานมากขึ้น ในด้านเศรษฐกิจ บังกลาเทศเผชิญเงินเฟ้อสูง เงินทุนสำรองลดลง และการลงทุนชะลอตัว จนต้องพึ่งพาเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2022

ผลสำรวจในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 128 ล้านคน ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง รองลงมาคือค่าครองชีพและเศรษฐกิจ โดยภาพลักษณ์ความโปร่งใสของพรรคจามาตถือเป็นจุดแข็งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทาริก ราห์มาน บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี คาลิดา เซีย ยังคงถูกมองว่าเป็นตัวเต็งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่หากแนวร่วมจามาตชนะ ผู้นำพรรค ชาฟีกูร์ ราห์มาน อาจก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

โมฮัมหมัด ราคิบ วัย 21 ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก กล่าวว่า เขาหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิอย่างเสรี เขาระบุว่า ในอดีตประชาชนไม่สามารถลงคะแนนได้อย่างแท้จริง และไม่มีเสียงในระบบการเมือง พร้อมหวังว่าผู้นำคนใหม่จะรับประกันเสรีภาพในการแสดงออกและประชาธิปไตยในอนาคต.

ที่มา Reuters

“อีลอน มัสก์” ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง “เมืองโตได้เอง” บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

"อีลอน มัสก์" ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง "เมืองโตได้เอง" บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

9 ก.พ. 2569 12:20 น.

“อีลอน มัสก์” ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง “เมืองโตได้เอง” บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

อีลอน มัสก์ ซีอีโอ SpaceX ประกาศเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเบนเข็มความสำคัญสูงสุดมาที่การสร้าง “เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง” บนดวงจันทร์ ให้สำเร็จภายใน 10 ปี พร้อมตั้งเป้าส่งยานไร้คนขับลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เร็วที่สุดปี 2027 ขณะที่โปรเจกต์ดาวอังคารต้องถูกเลื่อนลำดับความสำคัญออกไป

อีลอน มัสก์ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.) ว่า แม้ SpaceX จะยังคงความทะเยอทะยานในการสร้างเมืองบนดาวอังคารภายใน 5-7 ปีข้างหน้า แต่ในขณะนี้ “ภารกิจที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการรักษาอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งดวงจันทร์สามารถทำได้เร็วกว่า” 

ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลที่ระบุว่า SpaceX ได้แจ้งต่อนักลงทุนถึงการปรับลำดับความสำคัญ โดยตั้งเป้าที่จะส่งยานสำรวจแบบไร้คนขับลงจอดบนดวงจันทร์ในเดือนมีนาคม 2027 แทนแผนเดิมที่เคยตั้งเป้าจะส่งภารกิจไร้คนขับไปดาวอังคารภายในสิ้นปี 2026

การปรับแผนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ได้ทำมานับตั้งแต่ภารกิจ อะพอลโล 17 ในปี 1972

นอกจากนี้ SpaceX เพิ่งเข้าซื้อกิจการ xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ของมัสก์ ซึ่งทำให้มูลค่าบริษัท SpaceX พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีแผนจะนำ AI มาเสริมศักยภาพในการสร้าง “ศูนย์ข้อมูลในอวกาศ” ซึ่งมัสก์เชื่อว่ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากกว่าศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลก ท่ามกลางความต้องการพลังงานในการประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น

เพื่อให้แผนการใหญ่สำเร็จ SpaceX เตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะระดมทุนได้สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในขณะเดียวกัน มัสก์ยังเดินหน้าปรับทิศทางของเทสลา เช่นกัน โดยวางแผนทุ่มงบประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่บริษัทด้านการขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์อย่างเต็มตัว ถึงขั้นประกาศยุติการผลิตรถยนต์ 2 รุ่นในโรงงานที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่าง “ออพติมัส” แทน.

ที่มา Reuters

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

9 ก.พ. 2569 12:01 น.

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

บรรยากาศการนับคะแนนการลงประชามตินอกราชอาณาจักรทั้ังที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แคนาดา รวมทั้งนครนิวยอร์กเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีสื่อมวลชน และชุมชนชาวไทยร่วมสังเกตการณ์คึกคัก

โดยนายจุมพฏ ฉวางรองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้เปิดการนับบัตรลงคะแนนเสียงประชามติของผู้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่รัฐต่างๆ ในแคนาดาฝั่งตะวันตก เช่นรัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ต้า ทั้งที่ได้รับจากทางไปรษณีย์และจากประชาชนผู้เดินทางมาใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหา เมื่อวันที่ 24-25 มกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 1,165 ใบ

การนับบัตรลงประชามติเริ่มขึ้นในเวลา 10:00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นนครแวนคูเวอร์ ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่สมัครเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์กว่า 20 คน

ผลการนับคะแนนการลงประชามติปรากฏว่า มีผู้ให้ความเห็นชอบจำนวน 996 คะแนน ไม่เห็นชอบ 142 คะแนน ไม่แสดงความเห็น 22 คะแนน และบัตรเสีย 5 ใบ

นายจุมพฏ ฉวาง ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ผู้ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์การนับคะแนนเสียงประชามติ รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในครั้งนี้

ขณะที่บรรยากาศการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรไทย ที่ซิดนีย์ จัดขึ้นที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney, ย่านไทยทาวน์ โดยมีนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำหน้าที่ประธานกำกับกระบวนการ พร้อมเจ้าหน้าที่สถานกงสุลและคณะกรรมการประจำหน่วยดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สื่อมวลชนไทยในซิดนีย์ ชุมชนไทยในซิดนีย์ทยอยเข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเริ่มนับบัตรตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงเวาลา 14.40 น จึงแล้วเสร็จ ( ตามเวลาในท้องถิ่น ) สะท้อนถึงความสนใจต่อกระบวนการประชามติที่เปิดโอกาสให้คนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้อยู่ห่างจากมาตุภูมิ

กงสุลใหญ่ฯ กล่าวย้ำถึงความโปร่งใสและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ผลการลงคะแนนสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนน การตรวจสอบเอกสาร และการนับคะแนนต่อผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน

ผู้สังเกตการณ์จากชุมชนไทยระบุว่า การได้ร่วมติดตามกระบวนการประชามติในต่างแดนเป็นสิ่งที่สะท้อนความผูกพันต่อบ้านเกิด และสร้างความมั่นใจในความเป็นระเบียบของการจัดงานครั้งนี้

การลงประชามติในซิดนีย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ รับผิดชอบพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์และออสเตรเลียตอนใต้ ซึ่งมีชาวไทยอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยมีบัตรการลงประชามติทั้งหมด 9,209 ใบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงจำนวนบัตรที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ

ส่วนที่สถานกงสุลใหญ่ เมืองแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจัดอุณหภูมิติดลบ -25 องศา มีการเปิดการนับคะแแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดยเชิญคนไทยในนครนิวยอร์กและในเขตกงสุล (คอนเนคทิคัต เมน แมสซาชูเซสต์ นิวแฮมเเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เวอร์มอนต์) ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนในครั้งนี้  และยังมีสื่อมวลชน รวมทั้งนักศึกษา มาร่วมสังเกตการณ์เต็มพื้นที่หน้าหน่วยนับคะแนนในสถานกงสุลใหญ่ฯ

โดยมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 2,510 คน ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้รับซองใส่บัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 2,271 ซอง คิดเป็นร้อยละ 90.48 ของผู้ลงทะเบียนฯทั้งหมด

โดยผลการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร สกญ. ณ นครนิวยอร์ก

เห็นชอบ 1954 บัตร

ไม่เห็นชอบ 262 บัตร

ไม่แสดงความคิดเห็น 52 บัตร

รวม 2268 บัตร  

บัตรเสีย 3 บัตร  

รวมทั้งหมด 2271 บัตร 

ด้านนางสาว สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวขอบคุณคนไทยทุกท่านที่ได้ร่วมใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ และขอบคุณคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ ในหน่วยนับคะแนน ที่ทำให้งานในครั้งนี้ผ่านไปประสบความสำเร็จด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และขอบคุณผู้มาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ทั้งที่สภาพอากาศหนาวเย็นเป็นอุปสรรคในการเดินทาง.

รายงานข่าวโดย

ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย 

แพรวพิมพ์ เขียวบริบูรณ์ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำแคนาดา 

ไพโรจน์ ปักษาษิณ : ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก 

ที่มาภาพ: สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และภาพแคนาดา จาก นายสัมฤทธิ์ ปิยวาทโสภณ

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

"แบด บันนี" ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ "ทรัมป์" จวกยับเป็นความอัปยศ

9 ก.พ. 2569 11:20 น.

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการดนตรีและกีฬา เมื่อ “แบด บันนี” (Bad Bunny) ศิลปินหนุ่มชื่อดังชาวเปอร์โตริโก เปลี่ยนสนามซูเปอร์โบวล์ให้กลายเป็นปาร์ตี้ริมถนนสไตล์เปอร์โตริโก พร้อมชูสโลแกนสร้างความเท่าเทียม แต่ไม่วายโดน “โดนัลด์ ทรัมป์” โพสต์โจมตีว่าฟังไม่รู้เรื่องและเป็นความอัปยศของอเมริกา

แบด บันนี หรือชื่อจริง เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ วัย 31 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการขึ้นโชว์ช่วงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์โดยใช้ภาษาภาษาสเปนตลอดทั้งโชว์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเขาเน้นการนำเสนอวัฒนธรรมบ้านเกิดอย่างเปอร์โตริโกผ่านฉากหลังที่จำลองไร่อ้อย รถเข็นขายน้ำแข็งใส “piragua” และการจำลองบรรยากาศบ้านไม้ “La Casita”

ในโชว์นี้เขายังขนทัพซุปเปอร์สตาร์มาร่วมแจมเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เปโดร ปาสคาล, เจสสิกา อัลบา, คาร์ดิ บี รวมถึงแขกรับเชิญเซอร์ไพรส์อย่าง เลดี้ กาก้า ที่มาในเพลง “Die with a Smile” เวอร์ชันกลิ่นอายละติน และศิลปินระดับตำนานอย่าง ริคกี มาร์ติน

แม้จะถูกจับตามองว่าเขาจะวิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์อย่างรุนแรงเหมือนบนเวทีแกรมมี่ที่เขาเคยตะโกนว่า “ICE out” หรือไม่ แต่ครั้งนี้แบด บันนี เลือกใช้ “สัญลักษณ์” ในการสื่อสารแทน เขาหยิบเพลง “El Apagon” มาถ่ายทอดเพื่อสะท้อนปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและชาวเปอร์โตริโกที่ถูกขับไล่ที่ทำกิน พร้อมปิดท้ายโชว์ด้วยข้อความบนจอยักษ์ว่า “สิ่งเดียวที่มีอำนาจเหนือความเกลียดชัง คือความรัก” และลูกฟุตบอลที่มีข้อความว่า “Together, we are America” (เราคืออเมริกาด้วยกัน)

นอกจากนี้ยังมีประเด็นดราม่าเรื่องเด็กชายที่ปรากฏตัวในโชว์ ซึ่งชาวเน็ตคาดเดาว่าเป็นเด็กชายชาวเอกวาดอร์ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม ทาง NFL ยืนยันว่าเด็กคนดังกล่าวคือ “ลินคอล์น ฟอกซ์” นักแสดงเด็กที่มารับบทเป็นแบด บันนี วัยเยาว์เท่านั้น

หลังจบโชว์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ทันที โดยระบุว่า “ไม่มีใครเข้าใจสักคำที่หมอนี่พูด” และตราหน้าโชว์นี้ว่าเป็น “การดูหมิ่นความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” แม้ว่าข้อมูลทางสถิติจะระบุว่ามีชาวอเมริกันกว่า 41 ล้านคนที่สื่อสารด้วยภาษาสเปนก็ตาม

ทั้งนี้ โชว์ดังกล่าวได้รับกระแสต่อต้านจากฝั่งอนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่ประกาศชื่อศิลปิน เนื่องจากไม่พอใจที่จะมีการใช้ภาษาสเปนบนเวทีระดับชาติของสหรัฐฯ

เส้นทางของแบด บันนี ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก จากอดีตพนักงานแพ็กของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองเบกา บาฆา ผู้โด่งดังจากการทำเพลงลง SoundCloud จนกลายเป็นศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก 4 ปีซ้อน และเพิ่งคว้าสถิติอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ชนะรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากเวทีแกรมมี่มาครอง

สำหรับชาวเปอร์โตริโก แบด บันนี คือความภาคภูมิใจ โดย โอลวิน เรเยส หนึ่งในชาวเปอร์โตริโกกล่าวว่า “การที่คนจากที่นี่ไปยืนอยู่บนจุดที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือความภูมิใจของพวกเราทุกคน”

ที่มา AFP